เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

2 ก.ย. 2568 10:47 น.

เหตุดินถล่มในซูดาน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 ศพ

กองทัพ/ขบวนการปลดปล่อยซูดานรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,000 ศพ จากเหตุดินถล่มที่ทำลายหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่เทือกเขามาร์รา ทางตะวันตกของซูดาน โดยเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

กลุ่มกบฏกองทัพปลดปล่อยซูดาน (Sudan Liberation Movement/Army – SLM/A) รายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลบริเวณเทือกเขามารา ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,000 คน

เหตุดินถล่มดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้หมู่บ้านทาราซินเกือบทั้งหมู่บ้านถูกทำลาย และมีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น ทางกลุ่ม SLM/A ได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากจากรัฐดาร์ฟูร์เหนือได้อพยพมายังเทือกเขามารา เพื่อหลบหนีภัยสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลังกึ่งทหารเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces – RSF) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 150,000 คน และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 12 ล้านคน

ชาวดาร์ฟูร์จำนวนมากเชื่อว่ากองกำลัง RSF และกองกำลังพันธมิตรได้ทำสงครามเพื่อเปลี่ยนภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์แห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนที่ปกครองโดยชาวอาหรับ

สงครามกลางเมืองที่กินเวลานาน 2 ปี ทำให้ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตความหิวโหย และทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน โดยเมืองอัลฟาชีร์ เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์เหนือ ยังคงตกอยู่ภายใต้การโจมตี.

ที่มา BBC

เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

 เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

2 ก.ย. 2568 09:56 น.

เนสท์เล่ ปลดซีอีโอ หลังมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา

เนสท์เล่ บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ สั่งปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังดำรงตำแหน่งเพียงหนึ่งปี เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง

บริษัทเนสท์เล่ ผู้ผลิตช็อกโกแลต Kit Kat และกาแฟ Nespresso ระบุว่า โลรองต์ เฟร็กซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที หลังคณะกรรมการที่นำโดยประธานบอร์ดและผู้อำนวยการอิสระของเนสท์เล่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่เขามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง โดย BBC รายงานว่าการสอบสวนเริ่มต้นขึ้นจากการแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางร้องเรียนภายในองค์กร

พอล บุลเค ประธานบอร์ดเนสท์เล่กล่าวว่านี่เป็นการตัดสินใจที่จำเป็น ค่านิยมและหลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งคือรากฐานของบริษัท โดยขอขอบคุณโลรองต์ที่ทุ่มเทให้เนสท์เล่มาอย่างยาวนาน

Financial Times รายงานว่า ก่อนหน้านี้ในปีนี้ เคยมีการร้องเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว แต่ผลการสอบสวนภายในไม่พบมูลความจริง แต่หลังข้อร้องเรียนยังคงดำเนินต่อไป เนสท์เล่จึงเปิดการสอบสวนรอบใหม่ร่วมกับที่ปรึกษาภายนอก และพบว่าข้อกล่าวหามีมูลจริง

โฆษกเนสท์เล่ระบุว่า บริษัทได้ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างดีที่สุดมาโดยตลอด การสอบสวนภายนอกเปิดขึ้นไม่นานหลังจากการสอบสวนภายใน และการตัดสินใจในวันนี้สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาและการสอบสวนอย่างจริงจัง

เฟร็กซ์อยู่กับเนสท์เล่มาเกือบ 40 ปี ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอโลกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แทนที่ มาร์ก ชไนเดอร์ โดยเนสท์เล่ยืนยันว่าเขาจะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ จากการพ้นตำแหน่ง 

สำหรับผู้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอคือ ฟิลิปป์ นาฟราทิล ซึ่งทำงานกับเนสท์เล่มาตั้งแต่ปี 2001 โดยทางบอร์ดยืนยันว่าบริษัทจะไม่เปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์และไม่ชะลอการดำเนินงาน

ทั้งนี้ พอล บุลเค เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งประธานบอร์ดในปีหน้า และมีการเสนอชื่อ ปาโบล อิสลา ให้เข้ามารับตำแหน่งแทน

ไม่เพียงเนสท์เล่เท่านั้น หลายบริษัทใหญ่เคยประสบปัญหาคล้ายกัน เช่น ซีอีโอของ BP เบอร์นาร์ด ลูนีย์ ที่ลาออกหลังมีความสัมพันธ์กับพนักงาน หรือกรณีของ สตีฟ อีสเตอร์บรู๊ค ซีอีโอแมคโดนัลด์ ที่ถูกปลดในปี 2019 หลังพบว่ามีความสัมพันธ์กับพนักงาน แม้ในตอนแรกเขาจะได้รับเงินชดเชยสูงถึง 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภายหลังเขาต้องคืนทั้งหมด และถูกปรับเพิ่มอีก 400,000 ดอลลาร์ในปี 2023 จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ฐานให้ข้อมูลบิดเบือนต่อผู้ลงทุน ซึ่งเขาได้จ่ายค่าปรับโดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เนสท์เล่

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

2 ก.ย. 2568 08:00 น.

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ 

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน.

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน “1 ก.ย.” ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน "1 ก.ย." ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

2 ก.ย. 2568 07:03 น.

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน “1 ก.ย.” ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ

หลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ ได้จัดกิจกรรมฉลองวันแรงงาน ที่ตรงกับ 1 กันยายน ทั้งขบวนพาเหรด งานส่งเสริมวัฒนธรรม และการชุมนุมประท้วงที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 1 กันยายน 2568 ตรงกับวันแรงงานของสหรัฐฯ หลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมวันแรงงาน ทั้งขบวนพาเหรด งานส่งเสริมวัฒนธรรม และการชุมนุมประท้วง ขณะที่บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ ได้ใช้โอกาสนี้เป็น “วันต่อสู้ของแรงงาน” ทั้งที่่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย  ที่นครนิวยอร์ก และที่เมืองชิคาโก 

โดยสหภาพแรงงานย้ำข้อเรียกร้อง ภายใต้แคมเปญ “Workers Over Billionaires” ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เข้มแข็งขึ้น โรงเรียนที่มีงบเพียงพอ การรักษาพยาบาลและที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน ตลอดจนยุติการคอร์รัปชันของบรรษัทขนาดใหญ่ การโจมตีชนกลุ่มน้อย และการแทรกแซงเกินขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย นางลิซ ชูลเลอร์ ประธาน AFL-CIO กล่าวบนเวทีชุมนุมว่า ปีนี้มีการจัดงานแรงงานมากกว่า 1,000 กิจกรรมทั่วประเทศ ตั้งแต่เดินขบวน ให้ความรู้เรื่องการเมือง ไปจนถึงเวิร์กช็อป พร้อม ชี้ว่า ลอสแอนเจลิสคือสมรภูมิหลัก ของการโจมตีสิทธิแรงงานภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ส่วนที่นิวยอร์ก งาน West Indian American Day Parade กลับมาคึกคักอีกครั้งบนถนนอีสเทิร์น ปาร์กเวย์ ย่านบรูคลิน ผู้คนหลายแสนแห่ร่วมชมขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ด้วยธงหลากสี เครื่องแต่งกายสไตล์แคริบเบียน และเสียงดนตรีเร้าจังหวะโซกา-เร็กเก้ นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนปักหลักหน้าตึกทรัมป์ ทาวเวอร์ ส่งเสียงตะโกนโห่ร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลาออก พร้อมชูป้ายเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมและการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า

ที่ชิคาโก นายแบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยต่อมวลชนและนำสโลแกนตะโกนต้านการส่งทหารเข้าคุมพื้นที่ในเมือง พร้อมปลุกระดมว่า “คุณพร้อมหรือยังที่จะปกป้องแผ่นดินนี้”

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่ของแรงงานทั่วประเทศ ที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน.

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

2 ก.ย. 2568 06:30 น.

เด็กสหรัฐฯ วัย 11 ขวบโดนยิงดับ หลังแกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้วหนี

เด็กชายวัย 11 ขวบในสหรัฐฯ ถูกยิงดับ หลังไปแกล้งกดกริ่งประตูบ้านคนอื่นแล้ววิ่งหนี ตามเทรนด์บนโลกออนไลน์ ที่ทำให้การแกล้งกันแบบนี้กลับมาบูมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.ย. 2568 ว่า เด็กอายุเพียง 11 ขวบเสียชีวิต หลังจากเขาเล่นกดกริ่งประตูบ้านแล้ววิ่งหนีที่เมืองฮิวส์ตัน ตามเทรนด์ที่กำลังถูกเผยแพร่บน ติ๊กต่อก (TikTok) ในขณะที่ทางการพยายามเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ดูแลลูกหลาน ไม่ให้ทำตามเทรนด์อันตรายบนโลกออนไลน์

ตำรวจเมืองฮิวส์ตันระบุว่า เด็กชายวัย 11 ขวบรายนี้กับเพื่อนๆ ของเขาเล่นเกมที่เรียกว่า “ding dong ditch” (กดกริ่งแล้วหนี) ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านของพวกเขาไม่ไกลนัก เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2568) ก่อนที่คนในบ้านจะออกมาแล้วยิงปืนเข้าใส่เด็กชายคนนี้

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เด็กชายกดกริ่งที่บ้านหลังหนึ่งบนถนนราซีน สตรีท (Racine Street) แล้ววิ่งหนี ก่อนที่เขาจะถูกยิง โดยเด็กชายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และถูกประกาศว่าเสียชีวิตในวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค

ขณะเดียวกัน ตำรวจเมืองฮิวส์ตันต้องใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อเรียกให้คนในบ้านหลังเกิดเหตุออกมามอบตัว โดยชูมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งไปสอบปากคำ

จากนั้นในเวลา 6.00 น.วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็พาคนผู้นั้นกลับมาส่งที่บ้านในสภาพถูกใส่กุญแจมือ แต่ในคืนวันเดียวกัน ตำรวจก็กลับมาควบคุมตัวบุคคลผู้นี้ไปอีก แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ตำรวจเมืองฮิวส์ตันยังคงดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และทำงานร่วมกับสำนักงานอัยการเขต แฮร์ริส เคาน์ตี เพื่อมองหาข้อกล่าวหาที่เป็นไปได้

นายไมเคิล แคส เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรมของสำนักงานตำรวจเมืองฮิวส์ตันกล่าวว่า มีโอกาสสูงที่จะมีการตั้งข้อหาฆาตกรรม เนื่องจากการเสียชีวิตของเด็กชายรายนี้ไม่ปรากฏว่ามีการป้องกันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการยิงไม่ได้เกิดขึ้นใกล้ตัวบ้าน

ทั้งนี้ การกดกริ่งแล้วหนี เป็นการแกล้งกันที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการท้าทายกันบนโลกออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการแกล้งกดกริ่งแล้วหนีหลากหลายรูปแบบถูกโพสต์ลงบน TikTok รวมถึงการทุบหรือถีบประตูหน้าบ้านคนอื่นแทนการกดกริ่ง

เมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่เมืองดัลลัสก็เกิดเหตุ ชายคนหนึ่งยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ที่กำลังขับหนี หลังจากมีคนมาทุบประตูบ้านของเขา ทำให้ชายคนนี้ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม นักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปีคนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่เขากำลังถ่ายคลิปวิดีโอการกดกริ่งแล้วหนีเพื่อโพสต์ลงบน TikTok โดยชายผู้ยิงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับ 2 หรือฆาตกรรมโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีความตั้งใจที่จะทำร้ายผู้อื่นอย่างสาหัส

เมื่อปี 2563 เด็กอายุ 16 ปี 3 คนเสียชีวิต หลังจากชายคนหนึ่งขับรถพุ่งชนรถที่ทั้งสามคนโดยสาร เพื่อตอบโต้การกดกริ่งแล้วหนี โดยชายผู้ก่อเหตุถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน

เจ้าหน้าที่ทั่วสหรัฐฯ ต่างออกมาเตือนเรื่องการแกล้งกดกริ่งแล้วหนี เนื่องจากมีทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย และอาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

“คิดว่าการทุบประตูและหนีเป็นเรื่องสนุกหรือ? คิดใหม่อีกที” สำนักงานนายอำเภอเขตแฮมิลตัน รัฐอินเดียนา โพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อเดือนสิงหาคม “สิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นแค่การแกล้งกันนี้ สามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายร้ายแรง เช่นข้อหาทำลายทรัพย์สิน หรือแย่กว่านั้น คืออาจมีใครบางคนต้องเจ็บตัว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

2 ก.ย. 2568 05:07 น.

ซีอีโอบริษัทโปแลนด์ขอโทษ แย่งหมวกนักเทนนิสจากมือเด็ก อ้างไม่ได้ตั้งใจ

ซีอีโอบริษัทในโปแลนด์ออกมาขอโทษ หลังโดนคลิปแฉว่าแย่งหมวกไปจากมือเด็กที่นักเทนนิสมอบให้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจและคืนหมวกให้เด็กแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปิโอตอร์ เชซเซเร็ค (Piotr Szczerek) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท “ดร็อกบรูก” (Drogbruk) ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุปูพื้นในโปแลนด์ ออกมาระบุว่า เขาได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หลังจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เขาแย่งหมวกที่นักเทนนิสมอบให้แก่เด็กคนหนึ่งไปจากมือของเด็กคนนั้น

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการแข่งขันเทนนิสรายการ ยูเอส โอเพ่น 2025 ประเภทชายเดี่ยว รอบ 2 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) โดยนาย คามิล มาจชาซัค นักเทนนิสชาวโปแลนด์ ไปแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆ ตรงอัฒจันทร์ ก่อนที่จะถอดหมวกยื่นให้กับเด็กคนหนึ่ง แต่อยู่ดีๆ ก็มีชายมือไวฉกหมวกใบนั้นไปจากมือเด็ก โดยที่ตัวของมาจซาชัคก็ไม่ทันเห็น

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกวิดีโอเอาไว้ได้และกลายเป็นไวรัลในทันที ซึ่งซีอีโอรายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องพฤติกรรมของเขา

ในแถลงการณ์ที่นายเชซเซเร็คโพสต์ในวันจันทร์ (1 ก.ย. 2568) ระบุว่า เขาเชื่อจริงๆ ว่า นายมาจซาชัคส่งหมวกใบนั้นมาทางเขา “ผมรู้ว่าผมได้ทำบางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการตั้งใจแย่งของที่ระลึกจากเด็กคนหนึ่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผม แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า ผมได้ทำร้ายเด็กชายคนนี้และทำให้แฟนๆ ผิดหวัง”

ซีอีโอวัย 50 ปีบอกอีกว่า “ผมอยากขอโทษอย่างที่สุดต่อเด็กชายผู้เสียความรู้สึกรายนี้, ต่อครอบครัวของเขา รวมถึงแฟนทุกคนและต่อตัวนักกีฬาเอง” และเสริมว่า เขาได้คืนหมวกใบนั้นให้แก่เด็กชายคนนี้แล้ว และหวังว่ามันจะช่วยเยียวยาความรู้สึกของเด็กที่เสียไปได้บ้าง

ก่อนหน้านี้นายมาจชาซัค วัย 29 ปี พูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า เขาเชื่อว่ามีความเข้าใจผิดบางอย่างเกิดขึ้น “ผมชี้มือ ยื่นหมวก แต่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากหลังการแข่ง หลังจากเหนื่อยสุดๆ และตื่นเต้นสุดๆ กับชัยชนะ” “ผมไม่ทันเห็น ผมมั่นใจว่าชายคนนั้นก็ทำลงไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมาจชาซัคได้ไปพบกับเด็กชายในคลิปอีกครั้ง และมอบหมวกใบใหม่กับของที่ระลึกอื่นๆ ให้แก่เขาเพื่อเป็นการปลอบใจแล้ว

ทั้งนี้ นายเชซเซเร็คกับ แอนนา ภรรยาของเขา เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ดร็อกบรูก ในปี 2542 โดยบริษัทนี้เป็นสปอนเซอร์ให้แก่การแข่งขันกีฬาหลายรายการและเป็นสปอนเซอร์ให้นักกีฬาชาวโปแลนด์หลายคนด้วย

สามีภรรยาคู่นี้กับลูกชายอีก 2 คนของพวกเขายังเป็นนักเทนนิสสมัครเล่น ผู้ร่วมแข่งขันในลีกท้องถิ่น และเคยเป็นเจ้าบ้านต้อนรับ เออร์ซูลา รัดวานสกา นักเทนนิสมืออาชีพชาวโปแลนด์ให้มาเล่นที่สนามเทนนิสที่บ้านของพวกเขาอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

2 ก.ย. 2568 04:26 น.

เครื่องบินประธานยุโรป ถูกรบกวนสัญญาณจีพีเอส EU คาดฝีมือรัสเซีย

เครื่องบินที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังโดยสาร ถูกโจมตีด้วยการรบกวนสัญญาณระบบนำทางจีพีเอส ก่อนที่เครื่องจะเดินทางถึงบัลแกเรีย แต่สุดท้ายเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ระบบนำทางของเครื่องบินซึ่งนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังโดยสาร ถูกรบกวนขณะที่เครื่องกำลังจะเดินทางถึงภาคใต้ของบัลแกเรีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2568) แต่เครื่องยังลงจอดได้อย่างปลอดภัย

นายอันเดรียส คูบิเลียส กรรมาธิการฝ่ายกลาโหมของคณะกรรมาธิการยุโรประบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของบัลแกเรียว่า พวกเขาสงสัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการแทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งของรัสเซีย

“การข่มขู่คุกคามคือองค์ประกอบปกติในพฤติกรรมเป็นปรปักษ์ของรัสเซีย” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่า เหตุการณ์นี้จะยังเพิ่มความมุ่งมั่นของพวกเขาในการยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและสนับสนุนยูเครน และสหภาพยุโรปจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการตรวจจับการรบกวนจีพีเอส

แถลงการณ์ระบุอีกว่า รัฐบาลบัลแกเรียได้ยืนยันแล้วว่า ระหว่างการบิน สัญญาณดาวเทียมที่ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบนำทางของเครื่องบินลำนี้ถูกรบกวน ทำให้ผู้บังคับการบินต้องเสนอแนะวิธีลงจอดแบบอื่นๆ โดยใช้เครื่องมือนำทางที่อ้างอิงจากภูมิประเทศ เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการบิน

ด้านสำนักข่าว ไฟแนนเชียล ไทม์ส (FT) รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า เครื่องบินที่นางวอน แดร์ เลเยน โดยสาร ต้องลงจอดที่สนามบินพรอฟดิฟ โดยที่นักบินต้องใช้การดูแผนที่กระดาษ ขณะที่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียบอกกับ FT ว่า ข้อมูลที่พวกเขารายงานนั้นไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ สำนักงานบริการการจราจรทางอากาศของบัลแกเรียเคยออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับจีพีเอส รวมถึงการรบกวนสัญญาณ เกิดเพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่รัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

มีรายงานการรบกวนสัญญาณจีพีเอสจากสายการบินที่ให้บริการแถบชายฝั่งทะเลบอลติกหลายหมื่นครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มบอลติกทั้งสามประเทศ ได้แก่ ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย มีอาณาเขตติดกับดินแดนของรัสเซีย

เมื่อเดือนมีนาคม 2567 เครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษที่นาย แกรนต์ แชปส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรในตอนนั้นโดยสาร ก็ถูกโจมตีด้วยวิธี “สปูฟฟิง” (spoofing) คือการแทนที่สัญญาณที่ถูกต้องต่างๆ ด้วยสัญญาณปลอม เพื่อให้ระบุตำแหน่งผิดพลาด ในขณะที่บินใกล้ดินแดนคาลินินกราด

เหตุการณ์ดังกล่าวถึงกับทำให้สำนักงานความปลอดภัยการบินของสหภาพยุโรป (EASA) กับสมาคมการคมนาคมทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) จัดการประชุมวาระพิเศษ เพื่อหารือเรื่องเหตุการณ์สปูฟฟิงต่างๆ และเตือนว่า มันอาจเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการบิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

2 ก.ย. 2568 01:05 น.

คิม จอง อึน นั่งรถไฟหุ้มเกราะไปจีนแล้ว ร่วมงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นั่งรถไฟหุ้มเกราะออกเดินทางจากกรุงเปียงยางไปยังประเทศจีนแล้ว เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่กรุงปักกิ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 3 ก.ย.นี้ โดยจะมีผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วม รวมถึง คิม จอง อึน กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้นี่จะกลายเป็นการประชุมระหว่างประเทศแบบพหุภาคีครั้งแรกของผู้นำเกาหลีเหนือ

นายคิมออกเดินทางจากกรุงเปียงยางในช่วงค่ำวันจันทร์ (1 ก.ย.) ด้วยรถไฟหุ้มเกราะ ซึ่งว่ากันว่าภายในมีร้านอาหารที่เสิร์ฟไวน์ฝรั่งเศสชั้นดี และอาหารหรูหราอย่างล็อบสเตอร์สด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรถไฟหุ้มเกราะทำให้มันเดินทางได้ช้า และคาดว่านายคิมจะใช้เวลาเดินทางนานถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนจีนของ คิม จอง อึน ในครั้งนี้ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกนับตั้งแต่ปี 2502 ที่เข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะของจีน โดยจะมีผู้นำจากประเทศอื่นๆ อีก 26 ประเทศเข้าร่วมด้วย รวมถึง ผู้นำเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา

เกาหลีเหนือส่งคนไปเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันประกาศชัยชนะที่จีนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2558 โดยตอนนั้นเปียงยางส่งนาย โช รยอง-แฮ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดไปร่วมพิธีด้วย

อนึ่ง ประเพณีการนั่งรถไฟไปเยือนต่างประเทศของผู้นำเกาหลีเหนือ เริ่มต้นในสมัยของ คิม อิล-ซุง ปู่ของคิม จอง อึน ในตอนที่เขาเดินทางไปเวียดนามและยุโรปตะวันออก ก่อนที่คิม จอง อิล พ่อของคิม จอง อึน สืบทอดประเพณีการนั่งรถไฟไปต่างประเทศ แต่ว่ากันว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ คิม จอง-อิล กลัวการนั่งเครื่องบินมากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

1 ก.ย. 2568 23:15 น.

ปูตินเผย บรรลุ “ความเข้าใจ” ร่วมกับทรัมป์ เรื่องยุติสงครามยูเครนแล้ว

วลาดิเมียร์ ปูติน เผยว่า เขาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรื่องการยุติสงครามยูเครนแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเขาตอบรับเจรจากับนายเซเลนสกีหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.ย. 2568 ว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า เขาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องการยุติสงครามยูเครนแล้ว ตอนที่ทั้งสองคนได้พบปะพูดคุยกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ปูตินเปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างการเยือนเมืองเทียนจิน ประเทศจีน เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดชาติสมาชิกองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และระบุว่า “ผมหวังว่า การเดินทางไปยังทิศทางนี้ จะเปิดทางไปสู่สันติในยูเครน”

อย่างไรก็ตาม ปูตินไม่ได้ระบุว่า เขาเห็นชอบเรื่องการเจรจาสันติภาพกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งนายทรัมป์พยายามผลักดันหรือไม่ โดยนายทรัมป์กล่าวเมื่อ 22 ส.ค.ว่า จะให้เวลานายปูตินอีก 2 สัปดาห์ เพื่อตกลงเจรจาสันติภาพกับนายเซเลนสกี ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีมาตรการลงโทษ

ผู้นำรัสเซียยังคงกล่าวปกป้องการตัดสินใจยกทัพบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ และกล่าวโทษชาติตะวันตกอีกครั้งว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงคราม “วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดเพราะการที่รัสเซียโจมตียูเครน แต่เป็นผลจากการรัฐประหารในยูเครน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและยั่วยุโดยชาติตะวันตก”

ปูตินกล่าวด้วยว่า สงครามนี้เป็นผลมาจากการที่ชาติตะวันตกพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะลากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต่อต้านมาตลอด ในขณะที่ชาติตะวันตกก็ปฏิเสธเหตุผลที่รัสเซียหยิบยกขึ้นมาทั้งสองข้อเช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2557 กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายสนับสนุนการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในยูเครน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี วิกตอร์ ยานูโควิช ผู้ฝักฝ่ายรัสเซียและพยายามเตะถ่วงกระบวนการเข้าร่วมกับ EU

แต่หลังจากรัฐบาลถูกโค่น กลับเกิดการลุกฮือของกลุ่มติดอาวุธฝักฝ่ายรัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน และยึดครองพื้นที่หลายส่วนของแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์เอาไว้ ขณะเดียวกันก็มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ายึดสถานที่สำคัญในแคว้นไครเมีย และมีการลงประชามติซึ่งผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

1 ก.ย. 2568 22:00 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานทะลุ 800 ศพ บาดเจ็บเฉียด 3,000 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 800 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 3,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.0 ซึ่งเกิดขึ้นในภาคตะวันออกของประเทศเมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 1 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 800 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2,800 คน ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังขุดค้นซากอาคารบ้านเรือนเพื่อหาผู้รอดชีวิต

นายชาราฟัต ซามาน โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของอัฟกานิสถาน ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อรับมือกับหายนะที่เกิดจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 ครั้งนี้ ซึ่งจุดศูนย์กลางมีความลึกเพียง 8 กม. และอยู่ห่างจากเมืองจาลาลาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 27 กม.

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยิ่งซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ท่ามกลางความบอบช้ำจากสงครามและการต่อสู้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติก็ลดลงอย่างมากหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านก็ผลักดันผู้อพยพชาวอัฟกันหลายแสนคนกลับประเทศ

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของรัฐบาลตาลีบันกล่าวว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในจังหวัดนันการ์ฮาร์และคูนาร์ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 812 ศพ แต่การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยบนภูเขาห่างไกลทำได้ยากลำบาก เนื่องจากเส้นทางเดินรถตามแนวชายแดนถูกตัดขาด

สถานีโทรทัศน์ของรัสเซีย เผยแพร่ภาพเฮลิคอปเตอร์หลายลำพยายามลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ประชาชนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและทีมแพทย์ ขนย้ายผู้บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาล

ด้านกระทรวงกลาโหมของอัฟกานิสถานระบุว่า แผ่นดินไหวทำให้หมู่บ้าน 3 แห่งในจังหวัดคูนาร์ถูกทำลายอย่างราบคาบ โดยทีมกู้ภัยของกองทัพถูกส่งกระจายตัวออกไปทั่วภาคตะวันออก โดยมีเที่ยวบินกว่า 40 ขนย้ายผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกว่า 420 รายออกจากพื้นที่แล้ว

กระทรวงกลาโหมระบุอีกว่า พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 610 ศพในจังหวัดคูนาร์ และ 12 ศพในจังหวัดนันการ์ฮาร์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลตาลีบันยึดอำนาจกลับมาได้สำเร็จในปี 2564 พวกเขาต้องรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในขณะที่นานาชาติพากันยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ในงบประมาณของอัฟกานิสถาน

ขณะที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็มูลค่าลดลงเหลือเพียง 767 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จากในปี 2565 ที่มีมูลค่าถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna