รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” เป็น “กระทรวงสงคราม”

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงกลาโหม" เป็น "กระทรวงสงคราม"

1 ก.ย. 2568 15:04 น.

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแผนเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” เป็น “กระทรวงสงคราม”

ตามรายงานของสำนักข่าวเดอะ วอลล์ตรีทเจอร์นัล รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันแผนการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” (Department of Defense) เป็น “กระทรวงสงคราม” (Department of War) หลังจากที่ทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้ก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อ “กระทรวงสงคราม” ซึ่งเคยเป็นชื่อเดิมของกระทรวงที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น อาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาแนวทางอื่น ๆ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สส. เกร็ก สตูบ จากพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดา ได้ยื่นข้อเสนอแก้ไขกฎหมายนโยบายกลาโหมประจำปีเพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวง ซึ่งบ่งชี้ถึงการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนในสภาคองเกรส

ทำเนียบขาวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่ได้เน้นย้ำถึงคำพูดของทรัมป์ที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ เน้นขีดความสามารถในการโจมตีมากขึ้น แอนนา เคลลี โฆษกหญิงของทำเนียบขาวกล่าวว่า “ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวไว้ กองทัพของเราควรให้ความสำคัญกับการโจมตี ไม่ใช่แค่การป้องกัน นั่นคือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับนักรบในเพนตากอนมากกว่าการให้ความสำคัญกับ DEI (ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก) และอุดมการณ์ตื่นรู้ (woke)”

ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า การเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม” นั้น “ฟังดูดีกว่า” “ในอดีตมันเคยถูกเรียกว่ากระทรวงสงคราม และมันฟังดูแข็งแกร่งกว่า” ทรัมป์กล่าว “เราต้องการการป้องกันก็จริง แต่เราก็ต้องการการโจมตีด้วย… ตอนที่ชื่อกระทรวงสงคราม เราชนะทุกอย่าง เราชนะทุกอย่าง และผมคิดว่าเราจะต้องกลับไปใช้ชื่อนั้นอีกครั้ง”

ในอดีต กระทรวงสงครามได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหม โดยผ่านกระบวนการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 ที่รวมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเข้าไว้ในองค์กรเดียวชื่อ “สำนักงานการทหารแห่งชาติ” (National Military Establishment) ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายในปี 1949 ซึ่งนำไปสู่การใช้ชื่อ “กระทรวงกลาโหม” อย่างเป็นทางการ และเป็นโครงสร้างที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของกองทัพที่แข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงการปลดผู้นำทหารระดับสูงที่เห็นต่างกับทรัมป์ อีกทั้งยังพยายามสั่งห้ามบุคคลข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ และปลดประจำการผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยให้เหตุผลว่าบุคคลข้ามเพศมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสม ซึ่งนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริงและเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างผิดกฎหมาย.

ที่มา Reuters

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

1 ก.ย. 2568 13:55 น.

แผ่นดินไหว 6.0 อัฟกานิสถาน คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ บาดเจ็บ 1,500 คน

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.0 ในช่วงดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก

กระทรวงมหาดไทยภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบันแถลงว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อยู่ที่ 622 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 1,500 คน โดยตัวเลขยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีรายงานความสูญเสียเข้ามาเพิ่มเติม

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23:47 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (31 ส.ค.)  โดยจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองจาลาลาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 27 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งยิ่งแผ่นดินไหวตื้นมากเท่าไรก็ยิ่งสร้างความเสียหายได้มากเท่านั้น โดยแรงสั่นสะเทือนได้ทำลายหมู่บ้านหลายแห่งในจังหวัดคูนาร์ ใกล้กับชายแดนปากีสถาน

ทางการของจังหวัดคูนาร์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 250 ศพ และบาดเจ็บ 500 รายในหลายอำเภอ ทั้งในนูร์ กุล, โซกี, วัดปูร์, มาโนกี และชาปาดาเร

ชาราฟัต ซามาน โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า “ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป และมีหลายหมู่บ้านถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง” พร้อมเสริมว่า “ทีมแพทย์จากคูนาร์ นังกาฮาร์ และกรุงคาบูลได้เดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว”

โฆษกยังกล่าวอีกว่า พื้นที่ประสบภัยหลายแห่งยังไม่สามารถรายงานยอดผู้เสียชีวิตได้อย่างครบถ้วน ทำให้คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจะเพิ่มขึ้นอีกในไม่ช้า

เมืองจาลาลาบัดเป็นเมืองการค้าที่สำคัญเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนปากีสถาน ประชากรส่วนใหญ่ราว 300,000 คนอาศัยอยู่ในอาคารก่อสร้างที่ไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐและคอนกรีต ขณะที่พื้นที่รอบนอกยังมีบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐโคลนและไม้ ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในครั้งนี้

ภัยพิบัติครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือที่ลดลงอย่างมากจากนานาชาติ และการถูกผลักดันให้ประชาชนเดินทางออกจากประเทศเพื่อนบ้าน

อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซียมาบรรจบกัน ก่อนหน้านี้เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 4,000 คน ตามการประมาณการของรัฐบาลตาลีบัน.

ที่มา  FRANCE 24

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

1 ก.ย. 2568 12:09 น.

ผู้ประท้วงอินโดนีเซียยกเลิกการชุมนุมในจาการ์ตา หวั่นถูกปราบปรามรุนแรง

กลุ่มนักศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมในอินโดนีเซียประกาศยกเลิกแผนการประท้วงในกรุงจาการ์ตาวันนี้ หลังจากที่การชุมนุมตลอดสัปดาห์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นและเหตุจลาจลรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและลุกลามไปทั่วประเทศ โดยความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากรถตำรวจชนคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ด้าน ไอรลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงแล้ว 8 ศพ

เมื่อวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พยายามลดความตึงเครียดด้วยการประกาศว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ตกลงที่จะลดสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภา และยังได้สั่งการให้กองทัพและตำรวจดำเนินการจัดการกับกลุ่มผู้ก่อจลาจลและปล้นสะดมที่บุกเข้าทำลายบ้านพักของนักการเมืองและอาคารของรัฐ

กลุ่ม “พันธมิตรหญิงชาวอินโดนีเซีย” ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่นำโดยผู้หญิง กล่าวในโพสต์อินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ว่า พวกเขาเลื่อนการประท้วงที่รัฐสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ “การเลื่อนนี้มีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเพิ่มขึ้นจากเจ้าหน้าที่ และจะเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์จะสงบลง”

ด้านกลุ่มนักศึกษาก็ได้เลื่อนการชุมนุมออกไป โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเพราะ “สภาพการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง”

ขณะที่ในเมืองปูร์วากาตา จังหวัดชวาตะวันตก และเมืองยอกยาการ์ตา กลุ่มนักศึกษากล่าวว่าพวกเขายังคงมีแผนที่จะจัดการประท้วงในวันนี้ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการชุมนุมเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากนี้ มีการเตือนในโซเชียลมีเดียให้ระวังการนัดประท้วงปลอมและขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง

ศรี มุลยานี อินดราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันผ่านอินสตาแกรมว่า เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกปล้นสะดม พร้อมเรียกร้องไม่ให้มีการปล้นทรัพย์และขออภัยในความบกพร่องของรัฐบาล

เหตุการณ์ประท้วงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยตลาดหุ้นร่วงลงมากกว่า 3% ในช่วงเปิดทำการวันจันทร์ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และจะได้รับการหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่วางแผนไว้ในอนาคต.

ที่มา Reuters

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

1 ก.ย. 2568 11:47 น.

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเปิดเผยว่า หญิงชาวอังกฤษรายหนึ่งถูกแทงเสียชีวิต โดยคาดว่าเป็นเหตุขัดแย้งจาก “รักสามเส้า”

เจสสิก้า คาเรียด ฮอปกินส์ วัย 34 ปี ถูกพบเสียชีวิตในกองเลือดพร้อมบาดแผลถูกแทงหลายแห่ง ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) โดยเธอมีร่องรอยถูกแทงที่ลำคอและส่วนอื่นของร่างกาย โดยร่างของเธอถูกพบเมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม ในเขตจ็อมการ์มอน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้คือ กิดิกิลา งานดา กลอดี้ หญิงชาวคองโก วัย 33 ปี ได้ที่ร้านทำผมแห่งหนึ่ง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2.4 กิโลเมตร โดยมีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นขณะเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากร้านในสภาพถูกใส่กุญแจมือ

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ ชวน นาริน ยืนยันการจับกุมดังกล่าว และกล่าวว่าจากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าสาเหตุการสังหารอาจมาจากความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจาก ความหึงหวงเรื่องชู้สาว ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่าตำรวจใช้เวลาสืบสวนนาน 17 ชั่วโมงก่อนจะจับกุมผู้ก่อเหตุได้

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมาจากเมืองฮาร์เพนเดนในแคว้นฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ แต่เชื่อกันว่าเธออาศัยอยู่ในบ้านเช่าในพื้นที่ชรอยชังวาร์ในพนมเปญในขณะที่เธอเสียชีวิต

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ว่า “เรากำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของหญิงชาวอังกฤษที่เสียชีวิตในกัมพูชา และกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด”.

ที่มา BBC  London Evening Standard

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

1 ก.ย. 2568 11:08 น.

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เผยจีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า จีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่เพื่อท้าทายสหรัฐอเมริกา

ผู้นำจีนกล่าวในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดที่นครเทียนจิน โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมว่า องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้สร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ และเวทีนี้ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย และผู้นำจากเอเชียกลาง, ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ได้อย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกิจการระหว่างประเทศ การต่อต้านแนวคิดครอบงำและเกมการเมืองด้วยอำนาจ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งเสริมระบบพหุภาคีในเวทีโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกลุ่ม SCO ในการต่อต้านอำนาจและการแทรกแซงจากภายนอก โดยไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต่อต้าน “ความคิดแบบสงครามเย็น” และ “แนวทางปฏิบัติที่ชอบรังแกผู้อื่น”

ผู้นำจีนกล่าวถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ “ผันผวนและวุ่นวาย” โดยมองว่า SCO ได้สร้าง “แบบอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่” ที่ยึดมั่นใน “ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งคัดค้านแนวคิด “การใช้อำนาจครอบงำ” และ “เกมการเมืองด้วยอำนาจ” อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังกระตุ้นให้สมาชิก SCO ใช้ประโยชน์จาก “ขนาดตลาดที่ใหญ่” เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกัน และร่วมกันสร้าง “สวนแห่งอารยธรรม” รวมถึงให้ความสำคัญกับการ “ส่งเสริมมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2” อีกด้วย

องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นจากการรวมตัวของ 6 ประเทศในแถบยูเรเชีย และได้ขยายสมาชิกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีสมาชิกถาวร 10 ประเทศ และมีประเทศคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์รวมกันอีก 16 ประเทศ

ที่มา Reuters

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

1 ก.ย. 2568 11:04 น.

อินโดฯ เข้มงวดความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา หวั่นม็อบขยายวงรุนแรง

อินโดนีเซียคุมเข้มความปลอดภัย ตร.ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา และเมืองอื่นๆ หลังช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเดือดถึง 6 ศพ จากความโกรธแค้นต่อปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง 

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ทางการอินโดนีเซียมีคำสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ โดยเหตุการณ์เริ่มจากความไม่พอใจเกี่ยวกับสวัสดิการทางการเงินของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และลุกลามเป็นความโกรธแค้นต่อกองกำลังตำรวจพิเศษของประเทศ

โดยตำรวจได้ตั้งจุดตรวจทั่วจาการ์ตา  และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของตำรวจระบุว่า มีการลาดตระเวนทั่วเมืองเพื่อ ปกป้องประชาชน และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จัดขบวนรถหุ้มเกราะและรถจักรยานยนต์ไปยังรัฐสภา เพื่อแสดงกำลังและเตือนผู้ประท้วงซึ่งถือเป็นความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นายปราโบโว สุเบียนโต เข้ารับตำแหน่่ง 

รายงานข่าวระบุว่า การประท้วงเริ่มขึ้นอย่างสงบในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่กลับรุนแรงขึ้นหลังมีคลิปเผยให้เห็นทีมตำรวจพิเศษขับรถทับนายอัฟฟาน กูร์เนียวัน วัย 21 ปี พนักงานนักส่งของชาวท้องถิ่น เมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา

ขณะที่เหตุประท้วงลุกลามจากจาการ์ตา ไปยังเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง เซมารัง สุราบายา บนเกาะชวา และ เมดาน ในจังหวัดสุมาตราตอนเหนือ นอกจากนี้เหตุประท้วงรุนแรงทำให้ผู้นำอินโดนีเซีย ต้องยกเลิกการเดินทางไปจีนเพื่อร่วมพิธีสวนสนามทหารเนื่องในวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง. 

ระทึก! ชายวัย 39 ปี ขับรถพุ่งชนสถานกงสุลรัสเซียกลางซิดนีย์ ตำรวจเจ็บ 1

ระทึก! ชายวัย 39 ปี ขับรถพุ่งชนสถานกงสุลรัสเซียกลางซิดนีย์ ตำรวจเจ็บ 1

1 ก.ย. 2568 10:16 น.

ระทึก! ชายวัย 39 ปี ขับรถพุ่งชนสถานกงสุลรัสเซียกลางซิดนีย์ ตำรวจเจ็บ 1

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมชายวัย 39 ปี หลังจากเกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนบริเวณสถานกงสุลรัสเซียในนครซิดนีย์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียทั้ง Sky News และ Nine news เผยภาพรถยนต์ที่กระจกแตก ถูกทิ้งไว้ใกล้เสาธงรัสเซีย ภายในพื้นที่ของสถานกงสุลรัสเซียในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียหลังเกิดเหตุชายวัย 39 ปี ขับรถพุ่งชนสถานกงสุล ขณะที่ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกี่ยวกับรถยนต์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจอดอยู่บริเวณทางเข้าที่อยู่บนถนนฟูลเลอร์ตัน ซึ่งตรงกับสถานที่ตั้งของสถานกงสุลรัสเซีย

โดยเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปพูดคุยกับคนขับ แต่ชายคนดังกล่าวกลับขับพุ่งชนเข้ากับประตูรั้วของสถานกงสุล สุดท้ายตำรวจสามารถควบคุมตัวชายวัย 39 ปีรายนี้ได้สำเร็จ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนวัย 24 ปีได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตำรวจออสเตรเลียยืนยันว่า กำลังสอบสวนแรงจูงใจและเบื้องหลังของเหตุการณ์พุ่งชนสถานกงสุลครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

“คิม จองอึน” ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ “สี จิ้นผิง”

"คิม จองอึน" ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ "สี จิ้นผิง"

1 ก.ย. 2568 10:00 น.

“คิม จองอึน” ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ “สี จิ้นผิง”

ผู้นำเกาหลีเหนือเน้นย้ำความพร้อมผลิตขีปนาวุธ เพิ่มความสามารถด้านการรบ ขณะที่เตรียมเดินทางไปจีนพบสี จิ้นผิง และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย 

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ รายงานว่านายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ไปตรวจสายการผลิตอัตโนมัติสำหรับขีปนาวุธรุ่นใหม่ ภายในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อร่วมงานสวนสนามของกองทัพจีน ซึ่งจะมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้าร่วมด้วย

รายงานข่าวของเคซีเอ็นเอ ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งโรงงานอย่างชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ในจังหวัดจากัง ริมชายแดนจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตอาวุธหลายแห่ง ส่วนคณะผู้ติดตามในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ประกอบด้วย โจ ชุน-รยอง เลขานุการพรรค และ คิม จอง-ซิก รองผู้อำนวยการพรรคแรงงานเกาหลีคนแรก

ระหว่างการตรวจเยี่ยมผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุว่ากระบวนการผลิตขีปนาวุธที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตขีปนาวุธและความพร้อมรบของหน่วยสำคัญอย่างก้าวกระโดด และประเมินว่าประเทศได้เตรียมความพร้อมเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการผลิตขีปนาวุธตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่การประชุมพรรคสำคัญในต้นปี 2564

นอกจากนี้ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนืออนุมัติแผนการผลิตขีปนาวุธใหม่ 3 ชนิด พร้อมแผนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเยือนโรงงานสำคัญหลายแห่งในอดีต รวมถึงครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธของเกาหลีเหนือไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน ขณะที่การเดินทางไปจีนครั้งนี้มีแนวโน้มเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับปักกิ่ง ท่ามกลางความคาดหมายต่อการสิ้นสุดสงครามรัสเซีย-ยูเครน.

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

1 ก.ย. 2568 09:59 น.

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเผยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียมีฝนตกเฉลี่ย 265 มิลลิเมตร สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และติดอันดับ 13 สูงสุดในรอบกว่า 120 ปี นับตั้งแต่ปี 1901

กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย หรือ IMD เปิดเผยตัวเลขสถิติปริมาณฝนที่สูงผิดปกติ โดยสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และติดอันดับ 13 สูงสุดในรอบกว่า 120 ปี นับตั้งแต่ปี 1901 โดยในเดือนมิถุนายนมีปริมาณฝน 111 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 42% ส่วนในเดือนกรกฎาคมมีปริมาณฝน 237.4 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13% และในเดือนสิงหาคมมีปริมาณฝน 265 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 34.5%

เมื่อรวมทั้งสามเดือนของฤดูมรสุม (1 มิ.ย. – 31 ส.ค.) ภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้รับฝน 614.2 มม. มากกว่าค่าปกติถึง 27%

ด้านอินเดียตอนใต้ก็มีฝนตกหนักเช่นกัน โดยเดือนสิงหาคมมีฝน 250.6 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 31% จัดเป็นลำดับที่ 3 สูงสุดตั้งแต่ปี 2001 และลำดับที่ 8 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1901 ทำให้ปริมาณฝนรวมสามเดือนของภูมิภาคนี้อยู่ที่ 607.7 มม. สูงกว่าค่าปกติราว 9.3%

ฝนที่ตกหนักผิดปกติสัมพันธ์กับ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว หลายครั้งในภูมิภาค โดยเฉพาะในรัฐปัญจาบที่ประสบ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แม่น้ำล้นตลิ่งและคลองพังทลาย น้ำหลากท่วมพื้นที่เกษตรหลายพันเฮกตาร์ และทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีน้ำ

ในรัฐภูเขาทางตอนเหนือ ได้แก่ หิมาจัลประเทศและอุตตราขัณฑ์ เกิดเหตุดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก สะพานและถนนหลายสายถูกน้ำพัดหาย ขณะที่ในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ มีรายงานฝนตกหนักต่อเนื่องพร้อมเมฆฝนระเบิด (cloudburst) และดินถล่มหลายครั้ง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

IMD ระบุว่า ฝนที่มากผิดปกติในฤดูมรสุมปีนี้ เกิดจากการที่ ลมมรสุมยังคงมีกำลังแรง ตลอดช่วง 3 เดือน ประกอบกับการเข้ามาของ คลื่นความกดอากาศตะวันตก ที่ทำให้ฝนในภาคเหนือและภูมิภาคหิมาลัยตกมากกว่าปกติ

เมื่อรวมทั่วทั้งอินเดีย เดือนสิงหาคมมีฝนเฉลี่ย 268.1 มม. สูงกว่าปกติ 5% และปริมาณฝนรวมทั้งสามเดือนอยู่ที่ 743.1 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 6% ซึ่งสะท้อนว่าฤดูมรสุมปีนี้ยังคงมี ฝนมากผิดปกติและสร้างผลกระทบต่อเนื่องในหลายภูมิภาคของอินเดีย.

ที่มา : thehindu.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

1 ก.ย. 2568 09:28 น.

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.0 แมกนิจูดทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ดับเบื้องต้น 20 ศพ บ้านเรือนพังถล่มหลายสิบหลัง เจ้าหน้าที่เตือนยอดเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด ในพื้นที่ตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 8 กิโลเมตร โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ นอกจากนี้ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บกว่า 100 ราย  

ทางด้านเจ้าหน้าที่กลุ่มตาลีบันเปิดเผยว่า บ้านเรือนหลายสิบหลังพังถล่มอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องให้องค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าช่วยเหลือการกู้ภัยในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงยาก หลายพื้นที่สามารถเข้าถึงได้เฉพาะทางอากาศ เนื่องจากดินถล่มและน้ำท่วม

ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดคูนาเปิดเผยว่าว่า ถนนหลายสายถูกตัดขาดจากดินถล่มและน้ำท่วมหลังแผ่นดินไหว ทำให้การกู้ภัยต้องดำเนินการทางอากาศเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ทางการตาลีบันยอมรับว่ามีทรัพยากรจำกัด จึงขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว.