รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

1 ก.ย. 2568 05:27 น.

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ โดยขณะนี้เขากำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายรูดี จูลิอานี อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กและอดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ

แถลงการณ์ซึ่งโพสต์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ระบุว่า รถยนต์ที่นายจูลิอานีนั่งอยู่ ถูกรถอีกคันชนท้ายด้วยความเร็วสูง ขณะเดินทางบนถนนหลวง

“เขาได้รับการวินิจฉัยว่า กระดูกสันหลังส่วนอก (thoracic vertebrae) แตก, มีแผลฉีกขาดกับรอยฟกช้ำหลายจุด รวมถึงมีบาดแผลที่แขนซ้ายกับขาขวา” นายไมเคิล รากูซา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระบุในแถลงการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนายจูลิอานีช่วยเหลือผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งโบกมือเรียกเขาบนถนน โดยนายรากูซาระบุว่า นายจูลิอานีได้ให้ความช่วยเหลือในทันทีและแจ้งตำรวจ

ด้านตำรวจรัฐนิวแฮมป์เชียร์ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนเหตุความรุนแรงในครอบครัวตามที่ได้รับแจ้ง ในตอนที่พวกเขาเห็นการชนกันเกิดขึ้นที่อีกฝั่งของถนน “การชนกันทำให้รถยนต์ทั้ง 2 คันพุ่งเข้าไปในเกาะกลางถนน และได้รับความเสียหายอย่างหนัก”

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า พวกเขาระบุตัวคนขับรถคันที่พุ่งชนท้ายรถของนายจูลิอานีได้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาแต่อย่างใด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน

ทั้งนี้ นายจูลิอานี วัย 81 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักด้วยฉายา “นายกเทศมนตรีของอเมริกา” หลังจากนำพานครนิวยอร์กผ่านโศกนาฏกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544 ต่อมาเขาก็กลายเป็นที่ปรึกษาก่อนจะเป็นทนายความให้แก่โดนัลด์ ทรัมป์ ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

1 ก.ย. 2568 04:51 น.

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

รัฐในประเทศออสเตรเลียเตรียมห้ามใช้ขวดบรรจุซอสถั่วเหลืองรูปปลา อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ของประเทศออสเตรเลียเตรียมห้ามร้านค้าและธุรกิจต่างๆ จำหน่ายหรือแจกจ่าย “ขวดซอสถั่วเหลืองรูปปลา” ซึ่งถูกใช้ในร้านอาหารเอเชียมากมายทั่วโลก ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป

นาง ซูซาน โคลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม และรองนายกรัฐมนตรีของรัฐเซาท์ออสเตรเลียกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า “ขวดรูปปลาแต่ละขวดถูกใช้เพียงไม่กี่วินาที แต่มันกลับอยู่ในสิ่งแวดล้อมนานหลายทศวรรษหรือศตวรรษหากถูกทิ้งเป็นขยะ”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากกฎหมายที่ผ่านร่างในปี 2566 ซึ่งห้ามใช้ถุงพลาสติกใส่ของในห้างสรรพสินค้า, หลอดพลาสติก, ไม้พลาสติกคนเครื่องดื่ม, คอตตอนบัด, กระดาษโปรย (confetti) และอื่นๆ

รัฐบาลรัฐเซาท์ออสเตรเลียระบุว่า พวกเขาบังคับใช้นโยบายนี้ก็เพื่อลดมลภาวะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปกป้องชีวิตในทะเล เพราะจากการคาดการณ์ของรัฐบาล หากไม่มีการลงมือทำอะไรเลย ปริมาณพลาสติกที่ลงสู่ทะเลใน 1 ปี จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปี 2583 เป็น 29 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าขวดซอสรูปปลาเจ้าปัญหาจะผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล หรือ “โพลีเอทิลีน” (polyethylene) แต่ด้วยขนาดที่เล็กของมันทำให้เครื่องจักรไม่สามารถแปรรูปได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ภาชนะเหล่านี้มักจะไม่ถูกนำไปรีไซเคิล

คำสั่งแบนที่กำลังจะบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ ครอบคลุมถึงภาชนะบรรจุซอสถั่วเหลืองขนาด 30 มิลลิลิตรที่บรรจุไว้ล่วงหน้าพร้อมฝาปิด, ฝาเกลียว หรือจุกปิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

1 ก.ย. 2568 03:37 น.

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

กบฏฮูตีบุกสำนักงานสหประชาชาติในเมืองหลวงของเยเมน และจับตัวเจ้าหน้าที่เอาไว้หลายราย เพียงวันเดียวหลังจากอิสราเอลโจมตีสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกบฏ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีบุกสำนักงานขององค์กรในเครือสหประชาชาติ 2 แห่งในกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศเยเมน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 หรือ 1 วันหลังจากอิสราเอลออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกบฏฮูตีไปแล้ว

โฆษกของโครงการอาหารโลก (WFP) กับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูนิเซฟ” (UNICEF) บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า สำนักงานของพวกเขาในกรุงซานาถูกบุกรุกโดยกองกำลังความมั่นคงท้องถิ่น เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของ WFP 1 คน กับเจ้าหน้าที่ของยูนิเซฟอีกหลายคนถูกควบคุมตัว

ฮานส์ กรุนเบิร์ก ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำเยเมนยืนยันในเวลาต่อมาว่า มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสหประชาชาติ 11 คน ถูกควบคุมตัว ซึ่งเขาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการควบคุมตัวครั้งนี้และการบุกรุกเข้าไปในสำนักงานของสหประชาชาติ

โฆษกของ WFP กับยูนิเซฟระบุว่า พวกเขากำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการบุกสำนักงานสหประชาชาติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่ เนื่องจากกบฏฮูตีเคยมุ่งเป้าโจมตีองค์กรสหประชาชาติและหน่วยงานระหว่างประเทศมาก่อน

อีกด้านหนึ่ง นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า การโจมตีซึ่งสังหารนายอาเหม็ด อัล-ราฮาวี นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลฮูตี เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการต่อต้านกบฏฮูตีเท่านั้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

1 ก.ย. 2568 02:08 น.

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

อิสราเอลยืนยัน โฆษกของกลุ่มฮามาส ซึ่งคอยอ่านแถลงการณ์ให้ฮามาสมาหลายปี ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศที่เมืองกาซาซิตี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 รัฐบาลอิสราเอลออกมายืนยันว่า นายอาบู โอเบดา โฆษกของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศที่เมืองกาซาซิตี้ โดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับกองทัพและหน่วยข่าวกรอง “ชินเบต” (Shin Bet) สำหรับปฏิบัติการอันไร้ที่ติ

นายคัตซ์ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว ไม่ว่าจะสถานที่หรือเวลาที่มันเกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า เครื่องบินรบของพวกเขาโจมตีผู้ก่อการร้ายคนสำคัญในย่าน อัล-รีมาล ของเมืองกาซาซิตี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้สื่ออิสราเอลพากันตีข่าวว่า นายโอเบดาคือเป้าหมายดังกล่าว

กลุ่มฮามาสยังไม่ออกมายืนยันการเสียชีวิตของนายโอเบดา แต่ระบุว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 7 คนถูกสังหาร หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่อาคารที่อยู่อาศัยในเขต อัล-รีมาล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 20 รายด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเตือนด้วยว่า ด้วยการยกระดับปฏิบัติการในฉนวนกาซา เพื่อนอาชญากรของนายโอเบดาอีกหลายคนจะตกเป็นเป้าหมาย สื่อถึงปฏิบัติการยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติเมื่อไม่นานมานี้

ด้าน IDF กับ ชิน เบต เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยพวกเขาระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้าโดยชิน เบต และกองอำนวยการข่าวกรองของ IDF ซึ่งระบุที่ซ่อนตัวของเป้าหมาย

ทั้งนี้ นายโอเบดาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงเพียงไม่กี่คนของกลุ่มฮามาสที่ยังเหลือรอดอยู่ หลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566

แถลงการณ์รวมของ IDF กับ ชิน เบต ระบุว่า นายโอเบดาเป็นหน้าตาของกลุ่มฮามาสและคอยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายโอเบดากล่าวโจมตีอิสราเอลอย่างรุนแรงมาตลอด และการที่เขาโพกผ้าพันคอของชาวปาเลสไตน์ปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้เขากลายเป็นไอดอลของผู้สนับสนุนฮามาสทั่วตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

1 ก.ย. 2568 00:19 น.

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

ผู้นำจีนกับอินเดียระบุว่า พวกเขาควรเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่คู่แข่ง หลังจากความสัมพันธ์อยู่ในภาวะตึงเครียดมานานหลายปี รวมถึงมีข้อพิพาทบริเวณชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของประเทศจีน กับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย พบปะกันนอกรอบการประชุมองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ที่เมืองท่าเทียนจิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นายโมดีเดินทางเยือนแดนมังกรในรอบกว่า 7 ปี

สี จิ้นผิง บอกกับนายโมดีว่า จีนกับอินเดียควรเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่คู่แข่ง ขณะที่นายโมดีกล่าวว่า ตอนนี้ระหว่างจีนกับอินเดียมีบรรยากาศของความสงบและเสถียรภาพเกิดขึ้นแล้ว

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ก็เดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ร่วมกับผู้นำโลกอีกมากกว่า 20 คน แต่ในปีนี้งานถูกบดบังรัศมีโดยการทำสงครามการค้าของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีกับสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปูตินก็เผชิญกับคำขู่คว่ำบาตรจากนายทรัมป์ จากการทำสงครามในยูเครน

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ดิ่งลงเหว นายโมดีก็ขยับเข้าหานายสีมากขึ้น เขาประกาศว่า เที่ยวบินระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งถูกระงับไปนับตั้งแต่เกิดการปะทะนองเลือดระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายบริเวณชายแดนบนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อปี 2563 จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด

นายสีกล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเข้าหาและจัดการความสัมพันธ์ด้วยความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และมุมมองระยะยาว” และว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะเป็นมิตรกัน

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอด SCO ส่วนใหญ่เป็นการประชุมเชิงสัญลักษณ์ แต่มันเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศต่างๆ ได้แสดงความไม่พอใจร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน โดย SCO มีสมาชิก 10 ประเทศรวมถึง รัสเซีย, ปากีสถาน และอินเดีย กับประเทศหุ้นส่วนและผู้สังเกตการณ์อีก 16 ชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

31 ส.ค. 2568 23:18 น.

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียประกาศจะยกเลิกสิทธิประโยชน์หลายอย่างของสมาชิกรัฐสภา และลงโทษ ส.ส. ที่ประพฤติไม่ดี หลังเกิดการประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แห่งประเทศอินโดนีเซีย กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ว่า พรรคการเมืองต่างๆ ของประเทศเห็นชอบร่วมกันที่จะยกเลิกผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์หลายอย่างของสมาชิกรัฐสภา หลังเกิดการจลาจลอย่างรุนแรงไปทั่วประเทศ

ปัญหาหลายอย่างรวมถึงเรื่องสิทธิพิเศษต่างๆ ของสมาชิกรัฐสภา เช่น เงินได้พิเศษและเงินค่าที่อยู่อาศัย สร้างความไม่พอใจอย่างหนักแก่ประชาชน จนทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ

นอกจากนั้น ประชาชนยังไม่พอใจเรื่องการใช้ความรุนแรงของตำรวจ จนทำให้นาย อัฟฟาน คูร์นิอาวาน หนุ่มขับรถจักรยานยนต์รับจ้างวัย 21 ปี เสียชีวิต ส่งผลให้ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งมุ่งเป้าโจมตีสถานีตำรวจและอาคารรัฐสภาแห่งชาติ บุกปล้นบ้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และเผาอาคารรัฐสภาส่วนท้องถิ่นด้วย

การประท้วงที่เกิดขึ้นทำให้นายปราโบโวยกเลิกการเดินทางเยือนประเทศจีน ก่อนที่เขาจะมีแถลงการณ์ต่อประชาชนในวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ถ่ายทอดสดจากทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา โดยมีผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศยืนอยู่เคียงข้าง

นายปราโบโวยอมรับว่าสังคมกำลังโกรธแค้น และให้คำมั่นว่าจะจัดการเรื่องสิทธิพิเศษของสมาชิกรัฐสภา พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะฟังข้อเรียกร้องจากประชาชนในขณะที่รักษากฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมไปด้วย

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียบอกอีกว่า ผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ได้ใช้มาตรการเด็ดขาดกับสมาชิกรัฐสภาของตัวเอง โดยมาตรการลงโทษนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) เป็นต้นไป

“ผู้นำสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งว่านโยบายหลายอย่างจะถูกยกเลิก รวมถึงเรื่องเบี้ยเลี้ยงจำนวนหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และระงับการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ” นายปราโบโวกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าหัวหน้าพรรคการเมืองยังตกลงที่จะปลด ส.ส. ที่ประพฤติไม่ดีออกจากตำแหน่ง โดยนายปราโบโวกล่าวย้ำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องอ่อนไหวต่อและทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเสมอ

นายปราโบโวกล่าวว่า จะเคารพเสรีภาพในการแสดงออกด้วย “สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบจะได้รับความคุ้มครอง” ตามกฎหมายการชุมนุมและการประชุมระหว่างประเทศ แต่เขาเตือนว่า จะไม่อดทนต่อพฤติกรรมความรุนแรง รวมถึงการปล้นและทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ผู้นำอินโดนีเซียเสริมด้วยว่า สัญญาณของการบ่อนทำลายและการก่อการร้ายเริ่มปรากฏขึ้น ทำให้สั่งการตำรวจกับทหารให้ใช้มาตรการเด็ดขาดที่สุดต่อการทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ, การปล้นบ้านพักส่วนบุคคล และการโจมตีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

ปราโบโวยังเรียกร้องให้มีการเจรจา โดยสั่งการให้รัฐสภาเชิญเหล่านักศึกษา, ผู้นำชุมชนและประชาสังคมมาแสดงความคิดเห็นโดยตรง ซึ่งเขาให้คำมั่นว่า เสียงของประชาชนจะได้รับฟังและติดตามผล และเรียกร้องให้กระทรวงกับหน่วยงานต่างๆ ต้อนรับคณะผู้แทน และพิจารณาข้อเสนอปฏิรูป

สุดท้าย นายปราโบโวเรียกร้องขอให้เกิดความสงบ “ผมขอเรียกร้องให้พลเมืองเชื่อใจรัฐบาล” อย่าเชิญชวนสมาชิกครอบครัวออกมาร่วมก่อความไม่สงบ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีไม่ต้องการให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และเสริมว่า พรรคการเมืองทุกพรรคมีพันธสัญญาที่จะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงกลุ่มผู้เปราะบางและด้อยโอกาสด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

31 ส.ค. 2568 11:35 น.

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพการพบปะกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน

ผู้กัมพูชาระบุในเพจเฟซบุ๊กว่า ได้เข้าพบ ฯพณฯ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือในทุกด้านระหว่างสองประเทศ คือ กัมพูชาและจีน

“ฯพณฯ ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จีนจะยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการสร้างและเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาของตนเอง รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จีนสนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย รวมถึงกลไกสังเกตการณ์การหยุดยิงของอาเซียนที่นำโดยมาเลเซีย และหวังว่าจะจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ขึ้นโดยเร็ว”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายสีจิ้นผิงกล่าวว่า ยามสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป จีนและกัมพูชาในฐานะมิตรสหายที่แข็งแกร่งดังเหล็กกล้าควรรวมใจใกล้ชิดเพื่อความสำเร็จของกันและกัน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค.

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี "ชีวิตที่สวยงาม"

31 ส.ค. 2568 10:27 น.

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ สัญญาว่าครอบครัวของ “ผู้พลีชีพ” ที่เสียชีวิตระหว่างสู้รบเพื่อรัสเซียในสงครามกับยูเครน จะมี “ชีวิตที่สวยงาม” พร้อมยกย่องความกล้าหาญของผู้พลีชีพ

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบ “ชีวิตที่สวยงาม” ให้แก่ครอบครัวของ “วีรชน” หรือทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามกับยูเครน โดยยกย่องความกล้าหาญของเหล่าทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของชาติ

นายคิมได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต โดยแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยชีวิตอันมีค่าของพวกเขาไว้ได้ และกล่าวชื่นชมว่าความกล้าหาญของทหารเหล่านั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีครอบครัวที่ “อดทนที่สุด รักชาติที่สุด และยุติธรรมที่สุดในโลก” คอยให้กำลังใจ

“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงผมเลย แต่ผมคิดว่าพวกเขาคงฝากฝังครอบครัวและลูก ๆ อันเป็นที่รักไว้กับผม” นายคิมกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลชีวิตของพวกเขาให้ดีที่สุด

การพบปะครั้งนี้เป็นการยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งติดกับชายแดนยูเครน หลังจากที่นายคิมและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ยอมรับเรื่องการส่งทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรัสเซียในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ยังได้เผยแพร่สารคดีความยาว 25 นาที ซึ่งมีภาพทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมใน “ปฏิบัติการปลดปล่อยเคิร์สก์” โดยระบุว่า นายคิมได้ตัดสินใจส่งทหารไปรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีก่อน หรือสองเดือนหลังจากที่เขาและนายปูตินลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงที่มีข้อตกลงช่วยเหลือทางทหารร่วมกัน.

ที่มา Reuters

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

31 ส.ค. 2568 10:13 น.

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

แบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก จากพรรคเดโมแครต ได้ลงนามในคำสั่งเพื่อแสดงจุดยืนของเมืองในการต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐอิลลินอยส์เกี่ยวกับประเด็นอาชญากรรมและความมั่นคงของประเทศ

คำสั่งดังกล่าวระบุแนวทางที่หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นชิคาโกควรปฏิบัติเพื่อต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่อาจมาจากรัฐบาลกลาง โดยมีสาระสำคัญคือการต่อต้านการส่งกำลังทหารเข้าเมือง คำสั่งนี้เรียกร้องให้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง “ยุติความพยายามใด ๆ ที่จะส่งกองทัพสหรัฐฯ” เข้ามาในเมือง โดยนายกเทศมนตรีจอห์นสันกล่าวว่า “เราไม่ต้องการและไม่ยอมให้มีการยึดครองเมืองของเราโดยทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย”

คำสั่งนี้ยังปฏิเสธการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นจะไม่มีส่วนร่วมในการลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามผู้อพยพ

นอกจากนี้ คำสั่งนี้ยืนยันนโยบายที่มีอยู่แล้วของเมือง เช่น การบังคับให้เจ้าหน้าที่สวมกล้องติดตัวและข้อมูลระบุตัวตนที่ชัดเจน พร้อมทั้งห้ามปกปิดใบหน้า ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อคำวิจารณ์ที่ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) มักปกปิดตัวตนในปฏิบัติการ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเมืองจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิของตนเองหากต้องเผชิญหน้ากับมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

การลงนามคำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ส่งกำลังทหารประมาณ 2,000 นายไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และขู่ว่าจะขยายการปฏิบัติการดังกล่าวมายังเมืองชิคาโก ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเป็น “พื้นที่สังหาร” และมีปัญหาอาชญากรรมรุนแรงในระดับฉุกเฉิน

เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่าการข่มขู่ของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด และพยายามสร้างวิกฤตการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม อบิเกล แจ็คสัน โฆษกประจำทำเนียบขาว มองว่าคำสั่งของนายกเทศมนตรีชิคาโกเป็นเพียง “การสร้างกระแส” พร้อมทั้งตำหนิเจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตว่าทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และหากพวกเขาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในเมืองของตนเอง ชุมชนของพวกเขาก็จะปลอดภัยขึ้นมาก.

ที่มา BBC

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

31 ส.ค. 2568 07:30 น.

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

  • ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐฯ ตัดสินให้การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต
  • นายทรัมป์ยืนยันว่าจะไปสู้กันต่อที่ศาลสูงสุด แต่หากเขาแพ้คดีจะเกิดผลที่ตามมาหลายอย่าง รวมถึงหายนะทางการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
  • นอกจากนั้น นายทรัมป์จะเสียข้อต่อรองในการเจรจาที่เรียกว่า “ภาษี” ซึ่งเขาใช้ในการบีบให้ประเทศต่างๆ ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาด้วย

ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เกือบทุกประเทศ กำลังถูกบังคับใช้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันรายนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในตอนที่เขาประกาศว่า การขาดดุลการค้าและเรื่องชายแดนเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเก็บภาษีศุลกากรอย่างครอบคลุมของเขา

นายทรัมป์ซึ่งใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธสุดโปรดในการทำสงครามการค้าไปทั่วโลก ประกาศกร้าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อในชั้นศาลสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้การเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” เป็นสิ่งผิดกฎหมายอีกครั้ง?

“ตอนนี้” ภาษีทรัมป์ยังบังคับใช้อยู่

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระบุว่า นายทรัมป์ทำเกินไปที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้ภาษีเป็นอาวุธ โดยเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลการค้ากลางในนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังให้เวลารัฐบาลของนายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

คำตัดสินของศาลมีสาเหตุมาจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน รวมทั้งภาษีที่บังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลยังอนุญาตให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของนายทรัมป์มีบังคับใช้ต่อไปได้ ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ, ผู้บริโภค และรัฐบาลต่างประเทศ ก็จะยังต้องใช้ชีวิตภายใต้กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อไป จนกว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสิน

เสี่ยงต้องคืนเงิน 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการภาษีถูกศาลสูงสุดตีตก กระทรวงการคลังจะต้องถูกบังคับให้คืนเงินภาษีส่วนเกินที่เก็บจากผู้นำเข้า โดยนับจนถึงแค่เดือนกรกฎาคม รายได้จากภาษีส่วนเกินก็พุ่งแตะ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทแล้ว มากกว่าที่รัฐบาลคาดไว้

กระทรวงยุติธรรมเตือนว่า การแพ้คดีนี้จะหมายถึง “ความพินาศทางการเงิน” (financial ruin) สำหรับสหรัฐฯ เป็นการเตือนที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสหรัฐฯ มาแค่ไหน

“ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้าน, ตำแหน่งงานนับล้านจะหายไป ชาวอเมริกันผู้ทำงานหนักจะสูญเสียเงินเก็บ และแม้แต่ประกันสังคมกับประกันสุขภาพก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย” รองอัยการสูงสุด ดี. จอห์น ซอเออร์ กับผู้ช่วยอัยการสูงสุด เบรตต์ ชูเมต ระบุในจดหมายที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์

“พูดสั้นๆ คือ ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจะเลวร้าย แทนที่จะเป็นความสำเร็จอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา
ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา

อำนาจต่อรองของทรัมป์จะลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดยังเสี่ยงทำให้ข้อต่อรองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของนายทรัมป์หมดความหมาย ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เรื่องภาษีขู่ประเทศที่แข็งข้อให้ยอมทำข้อตกลงการค้าตามที่เขาต้องการ อย่างที่เห็นกับสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

หากไม่มีเครื่องมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลต่างชาติอาจจะชะลอการทำตามสัญญา, ขัดขืนข้อเรียกร้องจากสหรัฐ หรือการพยายามกลับไปใช้ข้อตกลงฉบับเก่า และนายทรัมป์อาจต้องเป็นฝ่ายเจรจาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบ ไม่ได้เหนือกว่าอีกต่อไป

ตัดสินกันที่ศาลสูงสุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูงสุด โดยโจมตีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า เลือกข้างทางการเมือง และเตือนว่า คำตัดสินนี้อาจทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง

“หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่สนใจและไม่ฉลาดได้รับอนุญาตให้ใช้กำแพงภาษีพวกเรา และตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุด เราจะใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา และทำให้อเมริการ่ำรวย, แข็งแกร่ง และทรงอำนาจอีกครั้ง!” นายทรัมป์ระบุว่าบน Truth Social

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินดังกล่าวด้วยมติ 7 ต่อ 4 ซึ่งความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดช่องทางทางกฎหมายให้นายทรัมป์มากขึ้น เช่นผู้พิพากษาบางคนโต้แย้งว่า อำนาจการตั้งกำแพงภาษีในภาวะฉุกเฉินไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น
มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น

ทรัมป์ยังมีตัวเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะขัดขวางเขาไม่ให้ใช้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีของเขา นายทรัมป์ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าก็ตาม

เขายังมีกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act) ที่อนุญาตให้ตั้งกำแพงภาษีไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากๆ

นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act) ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับใช้กำแพงภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้มาก่อนกับสินค้าจำพวกเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และยานยนต์ แต่จำเป็นต้องมีการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ครอบคลุม และรุนแรงเท่ากับที่นายทรัมป์กำลังทำอยู่ และอาจชะลอความสามารถของเขาในการบีบให้รัฐบาลต่างชาติยอมอ่อนข้อให้

หนทางข้างหน้า

ในระยะสั้น ภาษีของนายทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนในระยะกลาง ศาลสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสินว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกหรือไม่

หากทรัมป์แพ้คดี อเมริกาอาจต้องเผชิญทั้งการคืนเงินภาษีก้อนโต และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ว่าพวกเขาจะเจรจาทางการค้าอย่างไร

สำหรับตอนนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ, ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคจะยังคงติดอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน รอคอยวันที่ภาษี “วันประกาศอิสรภาพ” ของนายทรัมป์สร้างยุคสมัยใหม่แห่งอำนาจทางการค้าของประธานาธิบดี หรือวันที่ภาษีถูกตีตกโดยศาลสูงสุด


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : times of india