รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

31 ส.ค. 2568 05:51 น.

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

(ภาพจาก Egyptian Ministry of Health and Population)

เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางขณะกำลังเดินทางไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยคน ขณะที่ทางการประกาศจะหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 103 รายจากเหตุรถไฟตกรางระหว่างเดินทางจากเมืองมาร์ซา มาทรูห์ ไปยังเมืองหลวงกรุงไคโร เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนทางรถไฟระหว่างสถานีฟูกา (Fouka) กับจาลาล (Jalal) มีตู้โดยสารตกรางถึง 7 ตู้ และ 2 ตู้ในจำนวนนี้พลิกคว่ำ

กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่งแล้ว ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพ อยู่ในความดูแลของอัยการรัฐ

ด้านกระทรวงคมนาคมกับการทางรถไฟแห่งชาติอียิปต์ (ENRA) ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ตกราง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัด และใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกลงโทษ

ENRA บอกอีกว่า พวกเขาได้ส่งทีมช่างเทคนิคกับอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บกวาดตู้รถไฟ และจะฟื้นฟูบริการรถไฟให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ อียิปต์เผชิญอุบัติเหตุรถไฟบ่อยครั้ง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ดี และการขาดการลงทุน โดยหนึ่งในหายนะทางรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อเกิดเพลิงไหม้รถไฟโดยสารที่กำลังมุ่งลงใต้จากกรุงไคโร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 370 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

31 ส.ค. 2568 03:16 น.

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่หลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียระดมโจมตีหลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ ที่แคว้นซาปอริชเชียทางตอนใต้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 30 คน รวมถึงเด็กๆ หลายราย

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า รัสเซียยิงมิสไซล์ 45 ลูก กับส่งโดรนอีกเกือบ 540 ลำเข้าโจมตีดินแดนของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติมีมาตรการคว่ำบาตรมอสโกรอบใหม่

นายเซอร์ฮีย์ ไลซาค ผู้ว่าการแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ การโจมตีด้วยโดรนและมิสไซล์ของรัสเซีย สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง โดยอาคารที่อยู่อาศัยหลังหนึ่งในเมืองดนิโปรถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย

หลังการโจมตีดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของรัสเซียก็ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาบรรลุเป้าหมายทุกอย่างของการโจมตีนี้แล้ว และการโจมตีเข้าเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้

ด้านกองทัพยูเครนออกมาเปิดเผยว่า โดรนของพวกเขาก็โจมตีโดนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นคราสโนดาร์และซิซราน ของรัสเซีย เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยโรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่งเคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาก่อนแล้ว

กองทัพยูเครนอ้างด้วยว่า เกิดระเบิดหลายครั้งและไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในคราสโนดาร์ ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ 3 ล้านตันต่อปี ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นซิซราน ซึ่งผลิตน้ำมันได้ 8.5 ล้านตันต่อปี ก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่แคว้นคราสโนดาร์ยอมรับว่าโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจริง ทำให้หนึ่งในหน่วยแปรรูปน้ำมันได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สถานการณ์การต่อสู้ในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าพวกเขายึดหมู่บ้านโคมีเชวากา (Komyshevakha) ในแคว้นโดเนตสก์ได้แล้ว แต่ฝ่ายยูเครนไม่ยืนยันเรื่องนี้

การโจมตีระลอกล่าสุดของทั้งรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้นในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามหาทางให้ทั้งสองประเทศทำข้อตกลงสันติภาพ โดยนายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สนใจเจรจา และเสริมว่า ทางเดียวที่จะรับมือรัสเซียได้ คือการคว่ำบาตร

“เราคาดหวังการลงมือทำจากสหรัฐฯ, ยุโรป และทั่วทั้งโลก” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว

อนึ่ง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปจะประชุมร่วมกันที่เดนมาร์ก เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการต่างๆ ในต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะหารือกันคือ จะอายัดทรัพย์สินของรัสเซียมูลค่าราว 2.1 แสนล้านยูโรหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

31 ส.ค. 2568 01:32 น.

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอตแลนด์ทำลายสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุน ระยะทางกว่า 9,000 ไมล์เร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาประมาณ 139 วันเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2568 ว่า นายอีวาน, เจมี และลาคแลน แมคลีน จากเอดินบะระ ของสกอตแลนด์ เสร็จสิ้นการพายเรือจากเปรูข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังออสเตรเลีย ซึ่งมีระยะทางกว่า 9,000 กม.แล้ว โดยใช้เวลา 139 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง 52 นาที

พี่น้องทั้ง 3 คนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสมาชิกครอบครัวและเพื่อนฝูงมากกว่า 50 คน รวมถึงเชลา แม่ของพวกเขา และแฟนๆ ในขณะที่พวกเขาพายเรือมาถึงเมืองแคร์นส์ (Cairns) ของออสเตรเลีย ในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. หรือเกือบ 5 เดือน หลังพวกเขาออกเดินทางจากกรุงลิมา เมื่อ 12 เม.ย.

เจมี ในวัย 31 ปี กล่าวว่า “อะไรๆ ยากขึ้นในช่วงท้าย และเราคิดจริงๆ ว่า อาหารของเราอาจหมดก่อน ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยล้าแค่ไหน เราก็ต้องเร่งมือและไปให้ถึงก่อนที่เสบียงของเราจะหมด และตอนนี้เราก็ได้กินอาหารเต็มอิ่มแล้ว”

“การพายเรือข้ามมหาสมุทรทำให้เราได้รู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้วอีกครั้ง เช่น การได้อาบน้ำ การนอนบนเตียง หรือแม้กระทั่งแค่การได้พิงอะไรที่อยู่นิ่งๆ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อ, ทรหด และเหนือจริงที่สุดในชีวิตของผมเลย”

“ถึงแม้ว่าผมอาจจะคิดถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ทั้งความสันโดษ, ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก และอื่นๆ อีกมากมาย ตอนนี้ ผมดีใจมากๆ ที่ได้กลับมาอยู่บนพื้นดินกับเพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมคิดถึงมากๆ เราคงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งเพื่อซึมซับเรื่องทั้งหมดนี้”

3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ
3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ “โรส เอมิลี”

ทั้งนี้ พี่น้องชาวสกอตทั้ง 3 คนใช้เวลาวันละ 14 ชั่วโมงในการพายเรือไฟเบอร์คาร์บอนสั่งทำพิเศษข้ามมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับทั้งอาการบาดเจ็บ, สภาพอากาศสุดขั้ว และเสบียงอาหารที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

อีวานวัย 33 ปี กับเจมี มีอาการเมาคลื่นอย่างรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเดินทาง ส่วนลาคแลน น้องเล็กซึ่งเพิ่งอายุครบ 27 ปี ถูกเหวี่ยงตกเรือขณะเฝ้ายามตอนกลางคืน ก่อนที่อีวานจะดึงเขากลับขึ้นเรือได้สำเร็จ

เรือที่พวกเขาใช้ มีชื่อว่า “โรส เอมิลี” ซึ่งตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่น้องสาวของทั้ง 3 คน ซึ่งสูญเสียไประหว่างการตั้งครรภ์ โดย 3 พี่น้องมีส่วนช่วยออกแบบและสร้างเรือลำนี้ด้วย

ทั้งนี้ ผู้ครองสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุนเร็วที่สุดคนก่อนคือ นายฟีโอดอร์ คอนยูคอฟ ชาวรัสเซีย โดยใช้เวลา 160 วัน ทำสถิติไว้เมื่อปี 2557

พี่น้องแมคลีนยังเคยพิชิตมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว ซึ่งระหว่างนั้นพวกเขาทำสถิติโลกถึง 3 อย่าง ได้แก่ พายเรือข้ามแอตแลนติกโดยใช้เวลาเพียง 35 วัน, กลายเป็นพี่น้อง 3 คนกลุ่มแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทรด้วยกัน และเป็นทีม 3 คนที่อายุน้อยที่สุดและเร็วที่สุดที่พายเรือจากหมู่เกาะคะแนรีไปยังเมืองแอนติกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

30 ส.ค. 2568 23:01 น.

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

อันดรีย์ ปารูบีย์ นักการเมืองคนดังของยูเครน ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตขณะเดินบนถนนในเมืองลวิฟทางตะวันตก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตามล่าคนร้ายครั้งใหญ่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันดรีย์ ปารูบีย์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของยูเครน ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตกลางเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามล่าตัวคนร้ายขนานใหญ่

ข่าวระบุว่า ภาพจากวิดีโอที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแสดงให้เห็นว่า มือปืนแต่งกายในชุดพนักงานส่งพัสดุของบริษัท “โกลโว” (Glovo) สะพายกระเป๋าส่งของสีเหลือง เดินถืออาวุธเข้าหานายปารูบีย์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนจากด้านหลัง ก่อนจะลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีไป โดยมีรายงานด้วยว่า คนร้ายมีจักรยานไฟฟ้า

ทั้งนี้ นายปารูบีย์ก้าวขึ้นมาเป็นนักการเมืองคนสำคัญของยูเครนระหว่างการประท้วงใหญ่ “ยูโรไมเดน” ซึ่งเป็นการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนการให้ยูเครนกระชับสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลของนายวิกตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดีฝ่ายหนุนรัสเซียเมื่อปี 2557 และเป็นจุดเริ่มต้นความไม่สงบในภาคตะวันออก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังมีปฏิบัติการพิเศษภายใต้ชื่อรหัสว่า “ไซเรน” (Siren) เพื่อแกะรอยและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ โดยพวกเขากำลังใช้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยและทุกวิธีการที่จำเป็น

อัยการยูเครนหลายคนระบุว่า มือปืนไม่ทราบฝ่ายยิงปืนเข้าใส่นายปารูบีย์หลายนัด ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่ ด้านแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจยูเครนบอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า พบปลอกกระสุน 7 ปลอกในที่เกิดเหตุ

โฆษกของบริษัทโกลโวออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ทางบริษัทตกใจมากกับการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยมนี้ และจะให้ความร่วมมือกับการสืบสวนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

30 ส.ค. 2568 22:13 น.

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

กลุ่มฮูตีเผย นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้านอิสราเอลระบุว่า โจมตีเพื่อตอบโต้ที่ฮูตีใช้มิสไซล์ชนิดใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.) สังหารนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี กับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาลฝ่ายกบฏของพวกเขา

“ศัตรูชาวอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการตามปกติ ซึ่งจัดโดยรัฐบาลเพื่อประเมินกิจกรรมและผลงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา” ประธานาธิบดีของรัฐบาลฮูตีระบุในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ที่กบฏฮูตีควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายอิสราเอลยังไม่ออกมายืนยันถ้อยแถลงของกบฏฮูตี แต่เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีผู้นำของกลุ่มฮูตี หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ยิงมิสไซล์ติดตั้งหัวรบลูกปรายชนิดใหม่เข้าใส่อิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

30 ส.ค. 2568 14:30 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ ภาษีทรัมป์ ที่ออกมาในช่วงดำรงตำแหน่งขัดต่อกฎหมาย เสี่ยงพลิกนโยบายการค้าต่างประเทศ และอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่

คำตัดสินนี้จะกระทบต่อภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงภาษีต่อจีน เม็กซิโก และแคนาดาด้วย โดยคำตัดสินจะมีผลบังคับใช้วันที่ 14 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐต่อไปศาลอุทธรณ์สหรัฐมีคำตัดสินว่า ภาษีศุลกากรทรัมป์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ถือเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย โดยนับเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด  โดยในการลงมติ 7 ต่อ 4 ศาลได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ระบุว่า แม้กฎหมายสหรัฐ จะให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ภายหลังการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่อำนาจดังกล่าวมิได้รวมถึงการจัดเก็บภาษีศุลกากร อากร หรือการเก็บภาษีในลักษณะอื่นแต่อย่างใด โดยศาลอธิบายว่า กฎหมาย IEEPA ซึ่งผ่านในปี 1977 ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษี เนื่องจากการเก็บภาษีและกำหนดอัตราศุลกากรเป็น อำนาจหลักของสภาคองเกรส

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ศาลมีคำตัดสิน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social วิจารณ์คำตัดสินว่า หากคำตัดสินนี้ยังคงอยู่จริง มันจะทำลายสหรัฐอเมริกา โดยเขาย้ำว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และหากยกเลิกจะทำให้ประเทศอ่อนแอทางการเงิน

คำตัดสินนี้มีขึ้นจากการฟ้องร้องของธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มรัฐในสหรัฐ หลังทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนเมษายน กำหนดภาษีขั้นต่ำ 10% ต่อเกือบทุกประเทศ และประกาศว่าเป็นวันปลดปล่อยอเมริกา จากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาษีทรัมป์

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

30 ส.ค. 2568 10:46 น.

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

เหตุประท้วงต่อต้านตำรวจและนักการเมืองในอินโดนีเซียบานปลายสู่โศกนาฏกรรม เมื่อผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมืองในเมืองมากัสซาร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย 

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้ประท้วงขว้างก้อนหินและระเบิดขวด ใส่อาคารสภาจังหวัดและสภาเมือง ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างหนัก นายราห์มัด มัปปาโทบา เลขานุการสภาเมืองมากัสซาร์ ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ถูกไฟคลอกติดอยู่ภายในอาคาร โดยสองคนเป็นเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่น และอีกหนึ่งคนเป็นข้าราชการ โดย 2 ใน 3 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุและอีก 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ภาพถ่ายจากพื้นที่เผยให้เห็นอาคารสภาจังหวัดถูกเปลวไฟเผาโหมไม้ในช่วงกลางคืน

การประท้วงที่รุนแรงนี้ปะทุขึ้นหลังจากคลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพ อัฟฟาน คูร์เนียวาน  ไรเดอร์วัย 21 ปี ถูกรถยานเกราะของหน่วยตำรวจปราบจลาจล ขับทับเสียชีวิต ระหว่างการชุมนุมต่อต้านค่าจ้างต่ำและเบี้ยเลี้ยงหรูหราของสมาชิกรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนหลายเมืองใหญ่ รวมถึงจาการ์ตา ยอร์กยาการ์ตา บันดุง เซมารัง สุราบายา และเมดัน ออกมาประท้วงพร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในกรุงจาการ์ตา ผู้ชุมนุมหลายร้อยรวมตัวหน้าสำนักงานกองพล Brimob ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการใช้กำลังรุนแรง โดยมีการจุดประทัดและพยายามพังประตูรั้ว ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา มีรายงานผู้ประท้วงดึงป้ายชื่อออกจากตัวอาคาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียด

ตำรวจยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ 7 นายถูกควบคุมตัวสอบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคูร์เนียวาน แต่คนขับรถหุ้มเกราะที่เป็นต้นเหตุยังไม่ถูกระบุตัว

สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็น การประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในยุคของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งปี เขาถูกกดดันให้รีบออกมาเรียกร้องให้ประชาชนสงบ พร้อมสั่งสอบสวนเหตุการณ์ และเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ ปราโบโวซึ่งหาเสียงด้วยนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากโครงการประชานิยมมูลค่ามหาศาล เช่น โครงการอาหารฟรีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องตัดงบประมาณด้านอื่น ๆ และกระตุ้นความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซียประท้วง

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

30 ส.ค. 2568 10:06 น.

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์บุกช่วยเหลือ สุนัขและลูกสุนัขกว่า 100 ชีวิต จากฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ในรัฐแมริแลนด์ หลังได้รับรายงานการละเมิดและเลี้ยงดูอย่างไร้มนุษยธรรม

เจ้าหน้าที่องค์กรพิทักษ์สัตว์ Humane World for Animals ในสหรัฐอเมริกา เผยภาพเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ ขณะบุกเข้าช่วยเหลือ สุนัขและลูกสุนัขกว่า 100 ตัว จากฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขในเขตฮาร์ฟอร์ด รัฐแมริแลนด์ หลังได้รับรายงานการละเมิดและเลี้ยงอย่างไร้มนุษยธรรม

โดยทันทีที่เข้าไปถึง เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับกลิ่นแอมโมเนียและกลิ่นอุจจาระที่อบอวลไปทั่วบ้าน และภาพที่เห็นทำให้หลายคนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ สุนัขบางตัวถูกขังในกรงลวดซ้อนกันอย่างแออัด กรงหนึ่งมีสุนัขถึง 2–3 ตัวในพื้นที่กว้างเพียงฟุตเศษ บางตัวถูกบังคับให้ยืนทับกันตลอดเวลา หลายตัวผอมโซ ขนพันเป็นก้อน มีแผลติดเชื้อ ฟันผุรุนแรง ตาอักเสบ และผิวหนังอักเสบจากความสกปรก

ที่น่าเศร้าที่สุดคือการพบแม่สุนัขตัวหนึ่งกำลังให้นมลูกอ่อนวัยเพียง 3 สัปดาห์ ข้างๆ ซากลูกสุนัขที่เพิ่งตาย ขณะที่ลูกสุนัขอีกหลายตัวมีร่องรอยถูกปัสสาวะกัดผิวหนัง

สเตซีย์ โวโลดิน ผู้อำนวยการ Humane World for Animals ประจำรัฐแมริแลนด์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“มันเป็นภาพที่บีบหัวใจอย่างที่สุด แค่เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าวก็ต้องเหยียบย่ำไปบนสิ่งปฏิกูลและหลบสุนัขที่นอนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่พวกมันต้องอยู่ในนรกแบบนี้”

ด้านเชอริฟ เจฟฟรีย์ กาห์เลอร์ ย้ำว่าความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและพลเมืองผู้ห่วงใยสัตว์ คือพลังสำคัญที่ช่วยให้สุนัขเหล่านี้รอดพ้นจากการทารุณกรรม พร้อมย้ำว่าทุกชีวิตสมควรได้รับศักดิ์ศรีและการดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับสุนัขที่ถูกช่วยเหลือ พบว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มเพาะพันธุ์พันธุ์ ฮาวานีส และ บีเวอร์เทอร์เรียร์ที่โฆษณาว่ามีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ขึ้นทะเบียนกับ American Kennel Club แต่เบื้องหลังพวกมันกลับถูกเลี้ยงดูแบบละเลยและต้องทนทุกข์ทรมาน

ขณะนี้สุนัขทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยเพื่อรับการตรวจสุขภาพโดยสัตวแพทย์ และมีอาสาสมัครจากกลุ่ม RedRover Responders เข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว.

ที่มา : Humane world for animals

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทารุณกรรมสัตว์

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

30 ส.ค. 2568 06:37 น.

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

บรรยากาศวันเทศกาลชีซี หรือ “วันวาเลนไทน์จีน” คึกคักทั่วประเทศจีน คู่รักนับพันแห่จดทะเบียนสมรสและเข้าร่วมกิจกรรมความรักสุดหวาน ขณะที่ตลาดดอกไม้ยูนนานแน่นขนัด ราคาพุ่งสูงกว่า 10 เท่า

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันชีซี (Qixi) หรือเทศกาลวาเลนไทน์ของจีน ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน  สำนักงานทะเบียนสมรสหลายแห่งในมหานครเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะเขตฉางหนิง ได้เปิดช่องจองคิวจดทะเบียนออนไลน์มากที่สุดในรอบหลายปี แต่ถูกคู่รักชาวจีนจองเต็มภายในไม่กี่วินาที สะท้อนกระแสความนิยมวันแห่งความรักจีนที่กลายเป็น “วันมงคล” ของคู่บ่าวสาว

ขณะเดียวกันที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง มีคู่รัก 15 คู่ ร่วมพิธีวิวาห์หมู่สุดโรแมนติก บนดาดฟ้ากลางแจ้งสูง 50 เมตร ของหอคอยกว่างโจว ท่ามกลางบรรยากาศอบอวลด้วยความรักและเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงาน

ด้านตลาดดอกไม้ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน คึกคักไม่แพ้กัน โดยความต้องการดอกกุหลาบ คาร์เนชัน และทานตะวันพุ่งสูง ส่งผลให้ราคาช่อดอกไม้ขนาดมาตรฐาน 20 ดอก ที่ปกติขายเพียง 10 หยวน ประมาณ 50 บาท พุ่งขึ้นเกิน 100 หยวน หรือประมาณ 500 บาท สาเหตุจากผลผลิตดอกไม้สดปีนี้ลดลงเพราะสภาพอากาศ ทำให้ดัชนีราคาดอกไม้สดเพิ่มสูงกว่า 60% เมื่อเทียบก่อนช่วงเทศกาล

ทั้งนี้ ศูนย์ประมูลดอกไม้นานาชาติคุนหมิงเผยว่า แม้ปริมาณรวมของดอกไม้สดลดลงจากปีก่อน แต่ยังคงรักษาปริมาณเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 6 ล้านดอก รองรับความต้องการของคู่รักทั่วแดนมังกรที่ใช้เทศกาลชีซีแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

30 ส.ค. 2568 06:13 น.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินคนละ 100,000 ด่ง หรือประมาณ 123 บาท ให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 กันยายน ขณะที่กระทรวงการคลังระบุค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินคนละ 100,000 ด่ง คิดเป็นเงินไทยราว 122.7 บาทต่อคน ให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติ 2 กันยายน ในโอกาสวันชาติวันที่ 2 กันยายน และหากคิดรวมทั้งหมดรัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายรวมถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

โดยโครงการแจกเงินครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะที่แสดงถึง ความห่วงใยลึกซึ้งของพรรคและรัฐต่อประชาชนทุกคน ตามถ้อยคำของรัฐบาล โดยประชาชนทุกคนสามารถเบิกผ่านบัญชีธนาคารหรือรับเงินสดได้ และทางธนาคารกลางรวมถึงกระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นก่อนวันชาติ

ขณะที่นายฟาม เทียน ลวต ชาวกรุงฮานอย กล่าวว่า รู้สึกตกใจมาก ในตอนแรกนึกว่าเป็นข่าวลวง ส่วนเงินจำนวนนี้ก็เป็นที่พูดถึงกันว่า ประชาชนจะใช้ไปกับกาแฟจำนวน 3 แก้วแน่นอน เพราะค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานชาวเวียดนามในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 7.7 ล้านด่องต่อเดือน หรือประมาณ 9,440–9,490 บาท.