รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ "กะเหรี่ยงเคเอ็นยู" เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

30 ส.ค. 2568 05:20 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

รัฐบาลทหารเมียนมาออกประกาศ ตราหน้า “กองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู” กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็น “องค์กรก่อการร้าย” เพื่อตอบโต้หลังเคเอ็นยูไม่รับรองการเลือกตั้ง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาเผยแพร่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมการกลางต่อต้านการก่อการร้าย และกระทรวงมหาดไทย แถลงประกาศให้ “สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” หรือ เคเอ็นยู (Karen National Union – KNU) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” และ “สมาคมผิดกฎหมาย”

แถลงการณ์ระบุว่า กองกำลังกะเหรี่ยงได้ก่อเหตุโจมตีสร้างความเสียหายต่อความปลอดภัยสาธารณะ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงทำลายอาคารและทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งยังกล่าวหาว่าเคเอ็นยูวางระเบิด สังหารพลเรือน และบังคับเกณฑ์สมาชิก

ด้านกระทรวงมหาดไทยเมียนมาระบุเพิ่มเติมว่า เคเอ็นยูและผู้เกี่ยวข้องถือเป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติธรรม ความสงบสุข ความมั่นคง และความอยู่ดีมีสุขของรัฐและประชาชน

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเคเอ็นยูออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่กองทัพเตรียมจัดขึ้น โดยมองว่าเป็นเพียงแผนยืดอำนาจเผด็จการทหาร

โดยนายนายซอ ตอว์ นี โฆษกเคเอ็นยู ตอบโต้อย่างรุนแรงว่า เป็นการโกหกแบบเต็มปากเต็มคำ เมื่อขโมยตะโกนแจ้งจับขโมย พร้อมย้ำว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และแม้แต่ศาลในอาร์เจนตินา ต่างก็มีการออกหมายจับหรือเตรียมดำเนินคดีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าใครคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง

ขณะที่นายซอ ธะเมง ตุน แห่งคณะกรรมการกลางเคเอ็นยู กล่าวเสริมว่า การเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนจัดขึ้นนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้แต่ตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ของกองทัพเอง พร้อมชี้ว่าการที่รัฐบาลทหารออกมาประกาศเช่นนี้ ก็เพราะไม่พอใจต่อเคเอ็นยูที่ปฏิเสธการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เคเอ็นยูถูกก่อตั้งขึ้นหลังเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองของชนกลุ่มกะเหรี่ยง เคยถูกประกาศเป็นองค์กรผิดกฎหมายหลังรัฐประหารโดยนายพลเนวินในปี 2505 แต่สถานะดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยรัฐบาลกึ่งพลเรือนของเต็งเส่ง ก่อนที่เคเอ็นยูจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558

อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาในปี 2564 เคเอ็นยูถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ และกลับมาสู้รบเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยล่าสุดกองกำลังกะเหรี่ยงสามารถยึดพื้นที่สำคัญในรัฐกะเหรี่ยง โดยเฉพาะเมืองกอกาเร็ก ซึ่งยังคงมีการสู้รบอย่างดุเดือด.

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

29 ส.ค. 2568 23:26 น.

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยสถิติเด็กเกิดใหม่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลเร่งทำางานกับทุกหน่วยงาน เพื่อหามาตรการกระตุ้นการแต่งงานและการมีบุตร

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยผลสำรวจเบื้องต้น ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนปีนี้อยู่ที่ 339,280 คน ลดลง 10,794 คน หรือราว 3.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นตัวเลขต่ำสุดตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 2512

โดยเมื่อเทียบกับปี 2558 ตัวเลขเด็กเกิดใหม่หายไปเกือบ 30% สะท้อนวิกฤตประชากรหดตัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดใหม่เพียง 686,000 คน ซึ่งถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว และปีนี้มีแนวโน้มจะทุบสถิติอีกครั้ง

นอกจากนี้ ครึ่งปีแรกยังมีการจดทะเบียนสมรส 238,561 คู่ ลดลงเกือบ 10,000 คู่ จากปีที่ผ่านมา ปัญหาคนหนุ่มสาวแต่งงานช้าและมีบุตรน้อย ทำให้โครงสร้างประชากรยิ่งตึงเครียด

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเตือนว่า สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญความเสี่ยงประชากรหนุ่มสาวลดลงต่อเนื่อง พร้อมย้ำจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอื่นเพื่อหามาตรการกระตุ้นการแต่งงานและการมีบุตร แก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ทรุดตัวลงไม่หยุด.

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

29 ส.ค. 2568 14:34 น.

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

กรุงจาการ์ตาเตรียมรับมือกับการประท้วงครั้งใหม่ หลังชายวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงใจกลางกรุงจาการ์ตา

ชาวกรุงจาการ์ตา ต่างโศกเศร้าและเดือดดาล หลังเกิดเหตุ นายอัฟฟาน คูร์เนียวาน หนุ่มวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงที่วุ่นวายใจกลางกรุงจาการ์ตา

นางเออร์ลานา มารดาวัย 41 ปีของนายอัฟฟาน กล่าวว่า “ฉันอยากให้คนที่ฆ่าลูกชายฉันได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย เขากำลังจะไปรับผู้โดยสารคนต่อไปหลังจากเพิ่งส่งอาหารเสร็จ” เธอเล่าว่าลูกชายของเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านที่หมู่บ้านในจังหวัดลัมปุง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ของกรุงจาการ์ตา ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อสวัสดิการจำนวนมหาศาลที่มอบให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยในคืนวันที่ 28 สิงหาคม นายอัฟฟานได้ติดอยู่ในสถานการณ์ความวุ่นวายของการประท้วงในเขตเปอโจมปองัน ในกรุงจาการ์ตา ก่อนที่จะถูกรถหุ้มเกราะของหน่วยตำรวจ Brimob พุ่งชนแล้วขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายถูกควบคุมตัวและอยู่ระหว่างการสอบสวน

หลังเกิดเหตุ พลตำรวจเอกลิสโย ซิกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ได้เข้าพบและสวมกอดสมาชิกครอบครัวของนายอัฟฟานที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อหน้าสาธารณชนและให้คำมั่นว่าตำรวจจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของนายอัฟฟานผ่านทางวิดีโอเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งประณามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดและโปร่งใส โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินการลงโทษอย่างถึงที่สุด

วิดีโอที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นรถหุ้มเกราะ Brimob พุ่งเข้าใส่ฝูงชน ผู้ประท้วงแตกกระเจิง แต่นายอัฟฟานหนีไม่ทัน วิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นภาพรถที่พุ่งชนเขาจนล้มลง ก่อนที่จะเร่งความเร็วขับทับร่างของเขาแล้วหนีออกจากที่เกิดเหตุ ผู้ประท้วงที่โกรธแค้นได้วิ่งไล่ตามรถและขว้างปาสิ่งของเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นของประชาชนที่สะสมมาจากการประท้วงตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจต่อสวัสดิการที่มอบให้สมาชิกสภาซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน และสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งสูงถึง 100 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 229,000 บาทต่อเดือน หรือ 14 เท่า ของค่าแรงขั้นต่ำของกรุงจาการ์ตา

ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากมองว่าแพ็กเกจสวัสดิการดังกล่าวเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดประกายความโกรธแค้น ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปลดพนักงานจำนวนมาก และการขึ้นภาษีทรัพย์สินในหลายจังหวัด ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองและประชาชนทั่วไปกว้างขึ้น

สำหรับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงจาการ์ตา ความเศร้าโศกจากการสูญเสียนายอัฟฟานได้เปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนในการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม มีการขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นขบวนยาวเหยียดไปตามท้องถนนในตอนกลางคืน พร้อมกับตะโกนว่า “ความยุติธรรมสำหรับอัฟฟาน!” และ “ชีวิตแลกชีวิต!”

นักวิเคราะห์ทางการเมืองได้เตือนว่าการประท้วงอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นหากรัฐบาลยังคงดูห่างเหินจากประชาชน ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ได้ประณามการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจเช่นกัน โดย นาย อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย กล่าวว่า“เราเข้าใจถึงความซับซ้อนในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง แต่ต้องใช้กำลังไม่เกินขอบเขต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นคือการดำเนินการที่ไม่สมส่วนนั้นจะต้องมีความจำเป็นอย่างแท้จริง สมส่วน และมีความรับผิดชอบ เช่น การใช้แก๊สน้ำตา การทุบตี และการจับกุมตามอำเภอใจ” 

ทั้งนี้ มีการวางแผนการประท้วงครั้งใหม่ในวันที่ 29 สิงหาคมช่วงบ่ายที่กรุงจาการ์ตา

ที่มา The Straits Times

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

29 ส.ค. 2568 11:47 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศสิ้นสุดการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์อย่างถาวร โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. เป็นต้นไป

นับจากนี้ สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราปกติสำหรับพัสดุที่ส่งมาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการขยายมาตรการที่เคยยกเลิกเฉพาะพัสดุจากจีนและฮ่องกงไปก่อนหน้านี้

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวว่า การยกเลิกข้อยกเว้นนี้จะช่วยชีวิตชาวอเมริกันได้หลายพันคน ด้วยการจำกัดการไหลเข้าของยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามอันตรายอื่น ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรให้รัฐบาลได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นมาตรการถาวร และความพยายามใด ๆ ที่จะรื้อฟื้นข้อยกเว้นนี้สำหรับประเทศคู่ค้านั้น “ไม่มีทางเป็นไปได้”

มาตรการยกเว้นภาษีที่เรียกว่า “de minimis” มีมาตั้งแต่ปี 1938 และได้ถูกปรับเพิ่มเพดานจาก 200 ดอลลาร์เป็น 800 ดอลลาร์ในปี 2015 เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กผ่านการค้าขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มภาษีสินค้าจีนในสมัยแรก พัสดุจากจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่แบบ “ขายตรงถึงผู้บริโภค” โดยเฉพาะบริษัทอย่างชีอิน (Shein) และเทมู (Temu)

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า พัสดุจำนวนมากเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และยังเป็นช่องทางให้ยาเสพติดประเภทเฟนทานิลและสารตั้งต้นถูกลักลอบนำเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างง่ายดาย

CBP ประมาณการว่าจำนวนพัสดุที่อ้างสิทธิ์ข้อยกเว้นนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 139 ล้านชิ้นในปี 2015 เป็น 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 โดยนับตั้งแต่มีการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับจีนและฮ่องกงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา CBP ได้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้แล้วกว่า 492 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 6 เดือนนี้ บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, UPS และ DHL จะต้องเป็นผู้จัดเก็บภาษีและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกวิธีจัดเก็บภาษีได้ 2 แบบ ได้แก่จัดเก็บภาษีตามมูลค่าจริงของสินค้า (ad valorem) และจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดไว้กับประเทศนั้น ๆ

ส่วนอัตราภาษีคงที่ จะมีการเรียกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป, 160 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีระหว่าง 16-25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม และ 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา

อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้าจริงทั้งหมดภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

แม้จะมีรายงานว่าไปรษณีย์บางประเทศได้ระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับประเทศคู่ค้าและไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบ และยืนยันว่าพัสดุจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และยูเครนยังคงสามารถส่งได้ตามปกติ.

ที่มา Reuters

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

29 ส.ค. 2568 11:16 น.

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เกิดเหตุเครื่องบินรบเอฟ-16 ของกองทัพอากาศโปแลนด์ตก ขณะฝึกซ้อมบินเพื่อเตรียมแสดงในงานโชว์ เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิตสลด

เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 สิงหาคม 2025) ตามเวลาในท้องถิ่น เครื่องบินรบเอฟ-16 ( F-16 ) ของกองทัพอากาศโปแลนด์ประสบอุบัติเหตุระหว่างการฝึกซ้อมบินผาดแผลง เพื่อเตรียมแสดงในงานแอร์โชว์ Radom Air Show ที่เมือง Radom ทางตอนกลางของประเทศ โดยเครื่องบินตกกระแทกบนรันเวย์ จนเกิดไฟลุกท่วม ส่งผลให้ นักบินเสียชีวิตทันที

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตคือ ร้อยโท มาเชย์ สแลบ คราโควียัก ผู้บัญชาการทีมแสดงการบิน Tiger Demo Team ของกองทัพอากาศโปแลนด์ 

ภาพจากสื่อท้องถิ่นบันทึกเห็นเครื่องบินทำ barrel roll หรือการหมุนลำตัว  ก่อนจะพุ่งชนรันเวย์และเกิดไฟลุกพร้อมทั้งมีหลักฐานวิดีโอว่านักบินไม่สามารถดีดตัวหนีได้ทัน 

ด้านรัฐมนตรีกลาโหม โปแลนด์ได้เดินทางไปที่จุดเกิดเหตุ พร้อมโพสต์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนักบิน พร้อมยกย่องว่านักบินรับใช้ชาติด้วยความกล้าหาญและอุทิศตนอย่างยิ่ง.

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินเอฟ-16

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง "คิม กอนฮี" อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

29 ส.ค. 2568 11:10 น.

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ เผย คิม คีน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกตั้งข้อกล่าวหาติดสินบนและข้อกล่าวหาอื่นๆ 

อัยการพิเศษเกาหลีใต้สั่งฟ้อง คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในข้อหาทุจริตและรับสินบน พร้อมควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีต้องถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัว

ทีมอัยการพิเศษ นำโดยนาย มิน จุงกี ได้ออกแถลงการณ์ว่า นางคิมถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายตลาดทุน, กฎหมายเงินทุนพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบนเพื่อเป็นคนกลาง

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาได้แก่ การปั่นหุ้น ระหว่างปี 2009-2012 นางคิมถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้ในการปั่นหุ้น ต่อมาคือการรับผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเธอและสามีถูกกล่าวหาว่ารับผลสำรวจคะแนนความนิยมฟรีจาก “นายหน้าผู้มีอำนาจ” ที่อ้างว่ามีอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 เพื่อแลกกับการผลักดันให้ คิม ยังซอน อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา และการรับของขวัญราคาแพง เนื่องจากเธอต้องสงสัยว่าได้รับของขวัญสุดหรูจากกลุ่มศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) ผ่านคนทรงเจ้า เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจในปี 2022

การสั่งฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่คำสั่งจับกุมตัวเธอจะหมดอายุ ทำให้เธอยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้อีก หากทีมอัยการพบหลักฐานใหม่และขอหมายจับเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นางคิมถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โดยทีมอัยการพิเศษได้สอบปากคำด้วยตนเองไปแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าเธอส่วนใหญ่จะใช้สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามก็ตาม

การสั่งฟ้องนางคิมครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็น อดีตคู่สามีภรรยาประธานาธิบดีคู่แรกที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีพร้อมกัน เนื่องจากอดีตประธานาธิบดียุนเองก็ถูกคุมขังและกำลังถูกไต่สวนในข้อหากบฏ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทีมอัยการพิเศษยังได้ขยายขอบเขตการสอบสวนนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อสองเดือนก่อน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการบุกตรวจค้นบุคคลหลายรายที่ต้องสงสัยว่ามอบเครื่องประดับให้กับนางคิม เพื่อแลกกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือการได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย.

ที่มา  Yonhap

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

29 ส.ค. 2568 08:23 น.

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิดอย่างรุนแรง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แม้ยังไม่พบสัญญาณปะทุ

แม้ภูเขาไฟฟูจิจะสงบนิ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1707 แต่รัฐบาลกรุงโตเกียวได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจำลองการปะทุรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เนื่องใน “วันเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟ” ของญี่ปุ่น

วิดีโอที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ แสดงภาพเถ้าภูเขาไฟจำนวนมหาศาลปกคลุมกรุงโตเกียวซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ระบบคมนาคมเป็นอัมพาต การส่งอาหารและไฟฟ้าถูกรบกวน รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจในระยะยาว

ตอนท้ายของวิดีโอ มีข้อความเตือนชัดเจนว่า”เราจำเป็นต้องเตรียมตัวด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และรับมือภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน” พร้อมภาพครอบครัวที่กักตุนอาหารกระป๋องและชุดปฐมพยาบาลไว้ในบ้าน

ด้านสำนักงานรัฐบาลกรุงโตเกียวชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสัญญาณบ่งชี้ว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะระเบิด การเผยแพร่วิดีโอนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน 37 ล้านคนในเขตมหานครโตเกียว มีความรู้และมาตรการป้องกันตัวหากเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวออกมา ก็ได้สร้างความวิตกและความสับสนในหมู่ชาวญี่ปุ่น บ้างก็แสดงความเห็นว่า มีสัญญาณอะไรหรือเปล่า ทำไมต้องพูดถึงเถ้าภูเขาไฟหนา 10 เซนติเมตรแม้แต่ในโตเกียวขณะที่ประชาชนบางส่วนวางแผนจะซื้อของใช้ฉุกเฉินทันที 

ขณะที่ศาสตราจารย์ นาโอยะ เซคิยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง มหาวิทยาลัยโตเกียว ย้ำว่าญี่ปุ่นมีการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมาโดยตลอด และการเผยแพร่ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะปะทุในเร็วๆ นี้

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปราะบางต่อภัยธรรมชาติหลากหลายประเภท ทั้งแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเพิ่งออกคำเตือนแผ่นดินไหวขนาดมหึมาครั้งแรก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งเกาะคิวชู

ในจำนวนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ลูก ญี่ปุ่นมีมากถึง 111 ลูก เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก โดยภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ เคยปะทุเฉลี่ยทุกๆ 30 ปี แต่กลับสงบลงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟฟูจิ

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

29 ส.ค. 2568 07:51 น.

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

ม็อบแรงงานอินโดฯ ประท้วงเดือด นับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภา ในกรุงจาการ์ตา แสดงพลังประท้วงค่าแรงต่ำ เรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และถอนสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า แรงงานชาวอินโดนีเซียนับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงพลังประท้วงรัฐบาลไม่แก้ปัญหาค่าแรงต่ำ การจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง ขณะที่สหพันธ์แรงงานอินโดนีเซียและพรรคแรงงานเป็นแกนนำกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้กฎหมายแรงงานและปฏิรูประบบภาษีแรงงาน

รายงานข่าวระบุว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ หยุดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก และจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์เลิกจ้าง รวมถึงเสนอปรับระบบภาษีแรงงาน โดยขอให้เพิ่มเพดานรายได้ไม่ต้องเสียภาษีเป็น 7.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือประมาณ 10,600 บาท  พร้อมยกเว้นภาษีเงินชดเชยเลิกจ้าง โบนัสวันหยุด และเงินออมเพื่อการเกษียณ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังผลักดันให้สภาผ่านกฎหมายใหม่ด้านแรงงาน ออกกฎหมายยึดทรัพย์สินในคดีทุจริต และปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2572

โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงคือ สิทธิพิเศษของบรรดา ส.ส. ที่นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บา) ซึ่งสูงเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำกรุงจาการ์ตา ซึ่งหลังถูกแรงงานกดดันหนัก ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรออกมาชี้แจงว่า ส.ส.ทั้ง 580 คน จะได้รับเบี้ยเลี้ยงนี้ถึงแค่เดือนตุลาคมนี้เท่านั้น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง "Psy" กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

29 ส.ค. 2568 06:35 น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง Psy กังนัมสไตล์ ถูกตำรวจเกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์ หลังรับยาจิตเวชจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายปาร์ก แจซัง หรือ “ไซ” (Psy) แร็พเปอร์ชื่อดังเจ้าของเพลง ฮิต “กังนัม สไตล์” (Gangnam Style) กำลังเผชิญการสอบสวนจากตำรวจเกาหลีใต้ หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการแพทย์ ด้วยการรับยาจิตประสาทจากโรงพยาบาลผ่านบุคคลอื่น โดยที่เขาไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

โดยตำรวจสถานีซอดามุน ในกรุงโซล เปิดเผยว่า ได้ตั้งข้อหานายปาร์ค แจซัง และแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล หลังพบพฤติกรรมผิดปกติว่าไซได้รับใบสั่งยาสำหรับยาจิตประสาท ได้แก่ แซแน็กซ์ (Xanax) และ สติลน็อกซ์ (Stilnox) ซึ่งใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า โดยมีผู้จัดการส่วนตัวและบุคคลอื่นไปรับยาที่โรงพยาบาลแทน ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

ตำรวจเปิดเผยว่าได้รับเบาะแสเรื่อนี้ก่อนเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลเพื่อยึดบันทึกการรักษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนต่อไป ขณะที่กฎหมายเกาหลีใต้ห้ามเด็ดขาดการสั่งจ่ายยาผ่านคนกลาง เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยแบบพบหน้า แต่มีรายงานว่าแพทย์เจ้าของไข้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการรักษาทางไกล

ทางด้านค่ายเพลง “P Nation” ของไซ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า การให้บุคคลอื่นไปรับยานอนหลับแทนเป็นความผิดพลาด แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การสั่งยาผ่านคนกลาง เพราะไซมีการรักษาและได้รับใบสั่งยาจากแพทย์จริง.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

28 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง