ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

27 ส.ค. 2568 04:27 น.

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้กำแพงภาษีเพิ่มเติมกับอินเดีย รวมเป็น 50% ในวันพุธนี้ โดยผู้ส่งออกของอินเดียไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรอรับผลกระทบที่จะตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ภาษีศุลกากรอัตรา 50% สำหรับอินเดียที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ส่งออกของอินเดีย และทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอีก

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้าอินเดียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ในวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% โดยให้บังคับใช้ในวันที่ 27 ส.ค. เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อช่วยเหลือยูเครน

“รัฐบาลไม่มีความหวังสำหรับการบรรเทาหรือการชะลอในทันทีเลย” เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียระบุ โดยทางกระทรวงได้ให้คำมั่นกับผู้ส่งออกว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ รวมถึงจีน, ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ในวันอังคาร ค่าเงินรูปีของอินเดียลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 87.68 รูปีต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักปิดลดลง 1% ซึ่งเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบ 3 เดือน

ภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ในเวลา 0.01 น. วันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือ 9.31 น. วันพุธตามเวลาอินเดีย ยกเว้นสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง, ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และสินค้าภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนทางการค้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอินเดียพยายามคุยกับสหรัฐฯ ถึง 5 ครั้งแต่ล้มเหลว ในตอนแรก เจ้าหน้าที่อินเดียตั้งใจจะจำกัดอัตราภาษีไม่ให้เกิน 15% แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกลับโทษกันเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะค้าขายกันเป็นมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผู้ส่งออกอินเดียประเมินว่า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าอินเดียที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบ 55% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คู่แข่งอย่างบังกลาเทศ, จีน และเวียดนาม อาจได้ประโยชน์

“ลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่มหยุดการสั่งซื้อลอตใหม่แล้ว” นายปัญกาจ ชาดา (Pankaj Chadha) ประธานสภาสนับสนุนวิศวกรรมการส่งออกของอินเดีย เตือนว่า การส่งออกอาจลดลงกว่า 20-30% เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน

ด้านอุตสาหกรรมเพชรของอินเดีย ซึ่งส่งออกอัญมณีกว่า 1 ใน 3 จากที่ขายทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ กำลังมียอดส่งออกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากความต้องการจากประเทศจีนที่อ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กับกระทรวงต่างประเทศของอินเดียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายจัดการประชุมผ่านวิดีโอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความกระตือรือร้นที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายหารือกันทั้งเรื่องความร่วมมือทางทหาร, การค้าและการลงทุน, ความมั่นคงทางพลังงาน แร่ธาตุหายากและการต่อต้านการก่อการร้าย พวกเขายังยืนยันความตั้งใจที่จะจัดตั้งกลุ่ม “QUAD” รวมถึงออสเตรเลียกับญี่ปุ่นด้วย โดยคาดว่าจะมีการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม QUAD ภายในช่วงปลายปีนี้

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องผลประโยชน์ของเกษตรกร ถึงแม้จะต้องแลกด้วยราคาที่สูงมากก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

27 ส.ค. 2568 02:07 น.

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวชื่อก้องโลก ประกาศว่า เธอได้หมั้นหมายกับ ทราวิส เคลซี แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว และวางแผนจะแต่งงานกัน

เมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวคนดัง ประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า เธอได้หมั้นหมายกับ ทราวิส เคลซี แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว โดยระบุว่า “ครูสอนภาษาอังกฤษกับครูพละของพวกคุณกำลังจะแต่งงานกัน” พร้อมแนบภาพวินาทีที่เคลซีขอนักร้องสาวแต่งงาน

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นสวิฟต์กับเคลซีสวมกอดและจับมือกัน แสดงให้เห็นแหวนหมั้นประดับเพชรที่ทั้งคู่ใส่

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงป๊อปที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก มีรางวัลรับประกันความสามารถมากมาย และเพิ่งมีคอนเสิร์ต “Eras Tour” ซึ่งสร้างสถิตินับไม่ถ้วน

เพลงของเธอหลายเพลงอ้างอิงถึงความรักและความสัมพันธ์ครั้งก่อนๆ ของเธอ ซึ่งมักจบลงภายในเวลาไม่นาน

เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ ทราวิส เคลซี
เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ ทราวิส เคลซี

การประกาศข่าวการหมั้นหมายของทั้งสองเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากนักร้องสาวออกมาเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ของตนเองกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ระหว่างที่เธอไปร่วมในรายการพอดแคสต์ของเคลซี

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ช่องพอดแคสต์ “New Heights” เจสัน เคลซี พิธีกรร่วมและพี่ชายของทราวิส กับสาวเทย์เลอร์พูดคุยกันว่า เธอกับทราวิสมาเป็นแฟนกันได้อย่างไร และพูดเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันของทั้งสอง

ในตอนเริ่มรายการ พิธีกรถามสาวเทย์เลอร์ว่า เหตุใดเธอจึงตัดสินใจมาร่วมพอดแคสต์ของเขา ซึ่งผู้ชมคือแฟนกีฬาเป็นหลัก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ตอบว่า “พอดแคสต์นี้ทำให้ฉันได้แฟน” และอ้างว่าทราวิสใช้พอดแคสต์นี้เป็นเหมือนแอปพลิเคชันหาคู่ส่วนตัว เพื่อติดต่อกับเธอ

อนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะคบหากัน ทราวิสพูดผ่านพอดแคสต์หลายครั้งว่าเขาเคยไปร่วมหนึ่งในงานคอนเสิร์ตของสวิฟต์ และผิดหวังที่ทั้งสองไม่ได้เจอกัน เขายังพูดด้วยว่า เขาทำกำไลลูกปัด ซึ่งเป็นที่นิยมมากในคอนเสิร์ต “Eras Tour” เพื่อมอบให้แก่สาวเทย์เลอร์ และว่าเขาอยากให้เบอร์โทรศัพท์กับเธอ

นักร้องสาวพูดต่อว่า คลิปนั้น ซึ่งกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขามายืนอยู่ที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเธอ ถือบูมบ็อกซ์แล้วพูดว่า “ผมอยากไปเดทกับคุณ” หลังจากนั้น ทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ของเธอก็เริ่มโน้มน้าวให้เธอตอบรับคำขอของเขา

“ทั้งญาติๆ ของฉันและลูกพี่ลูกน้องพูดแบบว่า ‘เถอะนะ เถอะนะ เถอะนะ เขายอดเยี่ยมมากเลยนะ’ แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่แบบว่า ‘เขาเป็นผู้ชายที่น่าทึ่งจริงๆ นะ เราเจ๋งมากเลยนะ’ มีคนมากมายที่เคยเป่าหูฉันเกี่ยวกับคุณ”

สาวเทย์เลอร์ระบุว่า เป็นตอนนั้นเองที่เธอแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่น

“มันบ้ามาก แต่มันสำเร็จ เขาเป็นคนบ้าในแบบที่ดี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ กล่าว และเรียกแฟนหนุ่มของเธอว่าเป็น “เครื่องหมายตกใจที่มีชีวิต”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มคบกันในปี 2566 สาวเทย์เลอร์กับทราวิสก็ถูกพบเห็นตอนอยู่ด้วยกันบ่อยครั้ง และเคลซีก็คอยช่วยสนับสนุนนักร้องสาวในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต “Eras Tour” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์สั่งไล่ออกจากตำแหน่ง

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์สั่งไล่ออกจากตำแหน่ง

27 ส.ค. 2568 00:30 น.

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์สั่งไล่ออกจากตำแหน่ง

ลิซา คุก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องร้องเพื่อท้าทายคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไล่เธอออกจากตำแหน่ง โดยทนายของเธอย้ำว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจที่จะไล่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอบเบ โลเวลล์ ทนายความของนางลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศในวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 ว่าเขากำลังยื่นฟ้องร้องเพื่อท้าทายความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปลดนางคุกออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา

“ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจในการปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง ลิซา คุก ออกจากตำแหน่ง ความพยายามของเขาที่จะไล่เธอออก บนพื้นฐานจากจดหมายอ้างอิงเพียงฉบับเดียวนั้น ขาดทั้งข้อเท็จจริงใดๆ และพื้นฐานทางกฎหมาย เราจะยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อท้าทายการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้” นายโลเวลล์ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น

ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนายทรัมป์โพสต์ภาพจดหมายซึ่งจ่าหน้าถึงนางคุกผ่าน Truth Social เพื่อแจ้งให้เธอทราบว่าเขามี “เหตุผลเพียงพอ” ที่จะไล่เธอออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ นางคุกกำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทั้งนายทรัมป์และสมาชิกรัฐบาลของเขา ซึ่งกล่าวหาว่าเธอฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่เธอไม่ได้ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดใดๆ ขณะเดียวกัน ทนายความของเธอยังเป็นตัวแทนให้กับ เลทิเทีย เจมส์ อัยการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งกำลังถูกสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) สืบสวนเรื่องฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกันด้วย

อนึ่ง นายโลเวลล์เป็นทนายให้กับบุคคลสำคัญหลายคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงอิวานกา ลูกสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ กับจาเรด คุชเนอร์ สามีของเธอ ในการสู้คดีใช้อีเมลส่วนตัวในการทำธุระอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว และเคยเป็นทนายให้ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของโจ ไบเดน สู้คดีภาษีด้วย

เมื่อสัปดาห์ก่อน นางคุกออกแถลงการณ์ระบุว่าเธอจะไม่ยอม “ถูกรังแกให้ลาออก” และเธอได้รวบรวมข้อมูลที่แม่นยำเพื่อตอบคำถามที่ถูกต้องทางกฎหมายใดๆ และข้อเท็จจริงทุกอย่าง

ต่อมาในคืนวันจันทร์ นางคุกออกมาย้ำว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติสหรัฐฯ ต่อไป หลังจากนายทรัมป์โพสต์จดหมายดังกล่าว

“ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งใจที่จะไล่ฉันออกโดยมี ‘เหตุผล’ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดๆ ภายใต้กฎหมาย และเขาไม่มีอำนาจจะทำเช่นนั้น” นางคุกระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา “ฉันจะไม่ลาออก ฉันจะปฏิบัติหน้าที่นี้เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของอเมริกาต่อไป อย่างที่ฉันทำมาตั้งแต่ปี 2565”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ออสเตรเลียฉุน ไล่ทูตอิหร่าน พบหลักฐานเอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

ออสเตรเลียฉุน ไล่ทูตอิหร่าน พบหลักฐานเอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

26 ส.ค. 2568 22:36 น.

ออสเตรเลียฉุน ไล่ทูตอิหร่าน พบหลักฐานเอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

รัฐบาลออสเตรเลียสั่งขับไล่เอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ หลังหน่วยข่าวกรองระบุว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับเหตุโจมตีชาวยิวในออสเตรเลียอย่างน้อย 2 เหตุการณ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ส.ค. 2568 ว่า รัฐบาลออสเตรเลียมีคำสั่งขับไล่เอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ โดยให้เวลา 7 วัน หลังผลการสืบสวนของหน่วยข่าวกรองพบว่า รัฐบาลอิหร่านออกคำสั่งให้มีการโจมตีต่อต้านชาวยิวที่นครซิดนีย์และเมืองเมลเบิร์น

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวในงานแถลงข่าวว่า หน่วยข่าวกรองเชื่อมโยงอิหร่านกับการวางเพลิงโจมตีคาเฟ่ที่นครซิดนีย์เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน และการวางเพลิงโจมตีโบสถ์ชาวยิวในเมืองเมลเบิร์น เมื่อเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

นายกฯ ออสเตรเลียระบุว่า การโจมตีทั้งสองเหตุการณ์เป็นความพยายามบ่อนทำลายความเป็นหนึ่งเดียวในสังคมและสร้างความขัดแย้งในชุมชน

ข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้ออสเตรเลียออกคำสั่งให้นายอาหมัด ซาเดกี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำออสเตรเลียและเจ้าหน้าที่อีก 3 คนออกจากประเทศภายใน 7 วัน นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังเรียกตัวเอกอัครราชทูตของตัวเองในอิหร่านกลับประเทศด้วย

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง และเสริมว่า การขับไล่ทูตของพวกเขามีแรงผลักดันจากนโยบายภายในประเทศของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ นายไมค์ เบอร์เจสส์ หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองความมั่นคงออสเตรเลีย (ASIO) กล่าวว่า ทีมของเขาพบความเชื่อมโยงระหว่างเหตุวางเพลิงในซิดนีย์และเมลเบิร์น กับผู้บัญชาการหลายคนในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) หลังจากสืบสวนอย่างยากลำบากมานานหลายเดือน

นายเบอร์เจสส์เสริมว่า อิหร่านใช้เพียงตัวแทน ซึ่งรวมถึงอาชญากรและสมาชิกองค์กรอาชญากรรม เพื่อทำตามคำสั่งหรือสั่งการแทน IRGC ยังใช้เครือข่ายตัวแทนที่ซับซ้อนเพื่อปกปิดการมีส่วนร่วมของพวกเขาในการโจมตีคาเฟ่ “ลิวอิส คอนติเนนทัล คิตเชน” ในนครซิดนีย์เมื่อ 20 ต.ค. 2567 และโบสถ์ “อาดาส อิสราเอล” ในเมลเบิร์นเมื่อ 6 ธ.ค. 2567

หน่วยข่าวกรองของออสเตรเลียยังพบหลักฐานว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะอยู่เบื้องหลังการโจมตีชาวยิวอื่นๆ ในออสเตรเลีย ซึ่งพบเห็นการโจมตีโรงเรียนชาวยิว, บ้าน, รถยนต์ และโบสถ์ของชาวยิวหลายครั้ง นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มทำสงครามกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเมื่อ 7 ต.ค. 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

26 ส.ค. 2568 16:48 น.

ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้ก้มศีรษะและวางดอกไม้ เพื่อแสดงความเคารพต่อหลุมศพของนายชิซูโอะ ไอชิมะ นักธุรกิจผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม กรณีส่งออกเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าอาจมีความอ่อนไหวทางการทหาร

นายไอชิมะและผู้บริหารอีก 3 ราย ถูกจับกุมในข้อหาส่งออกโดยผิดกฎหมาย เมื่อเดือนมีนาคม 2020 เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ก่อนที่อัยการจะถอนฟ้องในอีกเพียง 5 เดือนต่อมา ครอบครัวของเขาเข้าร่วมพิธีขอขมาที่สุสานในเมืองโยโกฮามาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) โดยภรรยาของเขากล่าวว่า เธอรับคำขอโทษ แต่ไม่อาจให้อภัยผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหานี้ได้

บริษัทของไอชิมะได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลโตเกียวในเดือนกันยายน 2021 ศาลตัดสินว่าการฟ้องร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ชดเชยเป็นเงิน 166 ล้านเยน (ประมาณ 36 ล้านบาท)

ข้อกล่าวหาเกิดจากการที่บริษัท Ohkawara Kakohki ส่งออกเครื่องจักร “สเปรย์ดรายเออร์” ซึ่งใช้สำหรับเปลี่ยนของเหลวเป็นผง และอาจนำไปใช้ทางทหารได้ อย่างไรก็ตามบริษัทชี้แจงว่าธุรกิจของตนไม่อยู่ในขอบเขตข้อจำกัดการส่งออก อัยการจึงถอนฟ้องในเดือนกรกฎาคม 2021 โดยระบุว่ามี “ข้อสงสัย” ต่อความผิดของผู้ถูกกล่าวหา

นายฮิโรชิ อิชิกาวะ อัยการ กล่าวขอโทษว่า “เราขออภัยอย่างจริงใจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จากการควบคุมตัวและดำเนินคดีโดยมิชอบ รวมถึงการปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวที่ไม่เหมาะสมซึ่งทำให้ไอชิมะเสียโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาล”

รายงานระบุว่า ไอชิมะยื่นขอประกันตัวถึง 8 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด ขณะที่สำนักงานตำรวจนครโตเกียวและสำนักงานอัยการเขตโตเกียวไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินให้ชดเชย และคำพิพากษามีผลสิ้นสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งสองหน่วยงานได้ทำการตรวจสอบสาเหตุของการฟ้องผิดพลาด แต่ครอบครัวของผู้ถูกกล่าวหามองว่าการสอบสวนไม่สามารถชี้ให้เห็นสาเหตุที่แท้จริง และบทลงโทษที่เสนอมีความเบาเกินไป.

ที่มา BBC

UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

 UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

26 ส.ค. 2568 14:33 น.

UN เผยน้ำสะอาดยังคงวิกฤติ ชี้ 1 ใน 4 ของประชากรโลกยังขาดน้ำดื่มปลอดภัย

องค์การสหประชาชาติ เผยประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก หรือราว 1 ใน 4 ของทั้งโลก ยังขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัย พร้อมเตือนเป้าหมายการเข้าถึงน้ำดื่มอย่างทั่วถึงภายในปี 2030 อาจไกลเกินเอื้อม

รายงานร่วมจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า การขาดแคลนบริการน้ำสะอาด สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) ไม่เพียงสร้างอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง โดยเฉพาะในชุมชนที่ยากจนและเปราะบางทั่วโลก โดยเตือนว่าความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย “การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดสำหรับทุกคนภายในปี 2030” กำลังล่าช้าอย่างมาก และมีแนวโน้มจะไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้

โดยจากข้อมูลพบว่าปี 2023 มีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคน ยังไม่มีน้ำดื่มที่จัดการอย่างปลอดภัย และมีมากกว่า 100 ล้านคน ยังคงต้องพึ่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ หนองน้ำ และคลอง โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดระดับมาตรฐานน้ำดื่มไว้ 5 ระดับ ระดับสูงสุดคือ “น้ำดื่มที่จัดการอย่างปลอดภัย” หมายถึงน้ำที่เข้าถึงได้สะดวกในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ใช้ได้ตลอดเวลา และปราศจากการปนเปื้อน ทั้งจากเชื้อโรคและสารเคมี ส่วนระดับที่ต่ำกว่านั้นได้แก่ น้ำดื่มขั้นพื้นฐาน น้ำดื่มแบบจำกัด น้ำที่ไม่ผ่านการปรับปรุง และน้ำผิวดิน

ด้านรูดิเกอร์ เครช ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของ WHO ย้ำว่า น้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็น สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานี้

แม้ว่าตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา จะมีคน 961 ล้านคน ได้เข้าถึงน้ำดื่มปลอดภัยมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้มีน้ำดื่มสะอาดเพิ่มจาก 68% เป็น 74% แต่ความคืบหน้ายังไม่เร็วพอ โดยรายงานชี้ว่า มี 28 ประเทศ ที่ประชากรมากกว่า 1 ใน 4 ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการน้ำสะอาดขั้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม ความพยายามระดับโลกยังมีผลบ้าง เช่น จำนวนประเทศที่ยกเลิกการใช้น้ำผิวดินเป็นน้ำดื่ม เพิ่มจาก 142 ประเทศในปี 2015 เป็น 154 ประเทศในปี 2024

แม้ความพยายามระดับโลกจะช่วยให้ประชากรบางส่วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงคือยังมีผู้คนนับพันล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีน้ำดื่มที่ปลอดภัยเพียงพอ ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคมโดยตรง รายงานฉบับนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าการแก้ปัญหาน้ำสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวพันกับสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคมของคนทั้งโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำดื่มสะอาด

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

26 ส.ค. 2568 14:24 น.

เร่งล่าตัวมือปืนยิงตำรวจดับ 2 ศพ ในเมืองกลางภูเขาออสเตรเลีย

ทางการออสเตรเลียกำลังเร่งล่าตัวมือปืนที่ก่อเหตุยิงจนทำให้ตำรวจ 2 นายเสียชีวิต ในเมืองพอเรพังกาห์ เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาในรัฐวิกตอเรีย

ตำรวจออสเตรเลียกำลังตามล่ามือปืนที่ยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีก 1 นาย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขากำลังพยายามออกหมายจับชายคนหนึ่งในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศในอดีต ที่บ้านพักในพื้นที่ภูเขาในรัฐวิกตอเรีย 

ในแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ตำรวจรัฐวิกตอเรียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังไปยังจุดเกิดเหตุที่เกิดขึ้นในเมืองพอเรพังกาห์ ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูง ห่างจากเมืองเมลเบิร์นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร  และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว

เว็บไซต์ The Age รายงานว่า ตำรวจได้เดินทางไปยังบ้านพักดังกล่าวเพื่อออกหมายจับข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในอดีต ขณะที่เจ้าหน้าที่ 2 นายถูกยิงเสียชีวิต และอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บจากการซุ่มโจมตี

The Age ระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษติดอาวุธหนักได้ถูกส่งตัวไปยังที่เกิดเหตุ และขณะนี้มือปืนได้หลบหนีไปพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวหลายคน รวมถึงเด็กๆ ด้านบรรษัทกระจายเสียงออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์เปอเรชัน และสื่อหลายสำนักรายงานว่า มือปืนผู้ต้องสงสัย อ้างตัวว่าตนเองเป็น “พลเมืองผู้มีอำนาจอธิปไตย” ซึ่งหมายถึงผู้ที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจของรัฐบาลออสเตรเลีย

รีซ เคอร์ชอว์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย กล่าวว่า มี “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง “ตำรวจทั่วทั้งออสเตรเลียและต่างประเทศ ขอส่งความคิดและคำอธิษฐานของเราไปยังตำรวจวิกตอเรียในขณะนี้”

เมืองพอเรพังกาห์ มีประกรอาศัยอยู่ราว 1,000 คน และตั้งอยู่เชิงเขาอัลไพน์ของออสเตรเลีย ด้านนายกเทศมนตรีซาราห์ นิโคลัส กล่าวในแถลงการณ์ว่า “วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าและน่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับชุมชนของเรา เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในพอเรพังกาห์” 

นิโคลัสกล่าวเสริมว่า สถานที่สาธารณะทั่วเมือง รวมถึงห้องสมุด ศูนย์ข้อมูล และสถานีบริการต่างๆ จะยังคงปิดให้บริการจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

จิลล์ กิลลีส์ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมพอเรพังกาห์ บอกกับสถานีวิทยุเอบีซี เรดิโอ เมลเบิร์นว่าโรงเรียนต้องยกเลิกการเรียนการสอน โดยมีนักเรียนประมาณ 90 คนต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้น เอบีซี รายงานว่ามาตรการปิดโรงเรียนได้ถูกยกเลิกแล้ว.

ที่มา  Reuters

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

26 ส.ค. 2568 12:14 น.

กำแพงพายุฝุ่นยักษ์ถล่มเมืองฟีนิกซ์ ประชาชนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้

กำแพงพายุฝุ่นขนาดใหญ่พัดผ่านเขตเมืองฟีนิกซ์ของสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และเที่ยวบินที่สนามบินต้องล่าช้า

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) กำแพงฝุ่นขนาดมหึมาได้พัดถล่มเขตเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ส่งผลให้ประชาชนกว่า 39,000 รายในเขตมาริโคปาเคาน์ตี ซึ่งรวมถึงตัวเมืองฟีนิกซ์ ต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับ ขณะเดียวกันเที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติฟีนิกซ์ สกายฮาร์เบอร์ ถูกสั่งหยุดบินชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศรุนแรง

พายุฝุ่นหรือ “ฮาบูบ” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของพายุฝนฟ้าคะนองและลมแรง ทำให้ทัศนวิสัยการขับขี่ลดลงเหลือเพียงราว 400 เมตร รถยนต์จำนวนมากต้องรีบหาที่หลบภัยท่ามกลางฝนตกและลมแรง ก่อนที่สภาพอากาศจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงเย็น

มาร์ก โอมาลลีย์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอากาศแห่งชาติในฟีนิกซ์ ระบุว่าพื้นที่ฟีนิกซ์ปีนี้มีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในฤดูมรสุม ขณะที่บางพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และตอนเหนือของรัฐกลับมีฝนมากกว่าปกติ พร้อมคาดการณ์ว่าฟีนิกซ์ยังมีโอกาสร้อยละ 40 ที่จะมีฝนในวันอังคาร ก่อนที่สภาพอากาศจะแห้งกลับมา

สำนักงานขนส่งแอริโซนาเตือนประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ห้ามขับรถเข้าไปในพายุฝุ่น แต่หากถูกพัดมาในขณะขับรถ ต้องหยุดรถข้างทางเพื่อความปลอดภัย”

นอกจากนี้ พายุยังทำให้ไฟจราจรในเมืองกิลเบิร์ตดับ และต้นไม้หักโค่นหลายจุด ขณะที่ที่สนามบินสกายฮาร์เบอร์ แม้คำสั่งหยุดบินถูกยกเลิกในช่วงค่ำ แต่เที่ยวบินยังล่าช้าออกไป 15-30 นาที.

ที่มา  ABC News

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ "คิม จองอึน" ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

26 ส.ค. 2568 11:22 น.

ทรัมป์เผย ตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ภายในปีนี้ จี้เกาหลีใต้โอนที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยความตั้งใจจะพบ “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือภายในปีนี้ พร้อมแสดงความสนใจให้เกาหลีใต้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฐานทัพสหรัฐฯ บนดินแดนเกาหลีใต้แทนการเช่า

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแสดงความหวังว่าจะได้พบกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือภายในปีนี้ โดยย้ำว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีและเข้าใจกันกับคิม จองอึน พร้อมชี้ว่าเกาหลีเหนือมีศักยภาพมหาศาล 

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวขณะประชุมกับนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่ทำเนียบขาว โดยผู้นำเกาหลีใต้สนับสนุนให้ทรัมป์ทำหน้าที่เป็นนักสันติภาพ เพื่อสร้างเส้นทางใหม่สู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึง กองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ จำนวน 28,500 นาย ว่าเขาต้องการให้เกาหลีใต้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฐานทัพสหรัฐฯ ให้สหรัฐฯ แทนการเช่า โดยที่ดินนี้ได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหากสำเร็จจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และการวางกำลังทหารในภูมิภาค

ด้านการค้าระหว่างสองประเทศ ทรัมป์ยืนยันว่า เกาหลีใต้ต้องการเจรจาปรับปรุงข้อตกลงมูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดข้อตกลงเดิม ขณะที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาสัญญาสร้างเรือกับเกาหลีใต้เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ.

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ลิซา คุก” จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ "ลิซา คุก" จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

26 ส.ค. 2568 11:15 น.

ทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ลิซา คุก” จุดชนวนศึกการเงินสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งกับเฟดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทรัมป์โพสต์จดหมายบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล แจ้งต่อคุกว่าเขามี “เหตุผลเพียงพอ” ที่เชื่อว่าเธอให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเอกสารการกู้ซื้อบ้าน โดยอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการถอดถอนเธอจากคณะกรรมการเฟด

ด้านคุกตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการปลดเธอ และยืนยันว่าจะไม่ลาออก”เขาอ้างว่าปลดฉัน ‘ด้วยเหตุผลอันควร’ ทั้งที่กฎหมายไม่รองรับ ฉันจะยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนเดิม”

เฟดยังไม่ออกความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่นักกฎหมายหลายฝ่ายระบุว่า การปลดผู้ว่าการเฟดเช่นนี้อาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 111 ปีของธนาคารกลางสหรัฐ

ทรัมป์กล่าวหาว่าคุกลงนามเอกสารจำนองบ้านในรัฐมิชิแกน ที่ระบุว่าจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักหนึ่งปี แต่ 2 สัปดาห์ต่อมาเธอกลับลงนามเอกสารอีกชุดในรัฐจอร์เจียโดยระบุเช่นเดียวกัน ซึ่งเขามองว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งและอาจเข้าข่ายทุจริตจำนอง

ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นโดย บิล พัลท์ พันธมิตรของทรัมป์ และส่งเรื่องถึงกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้สอบสวน แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีการเปิดการสอบสวนหรือไม่ ขณะที่คุกยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดจากการขอสินเชื่อเมื่อ 4 ปีก่อน และเธอไม่เคยตั้งใจปกปิดข้อมูล

การเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับเฟด โดยเฉพาะกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งเขามองว่าดื้อดึงไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามที่ตนต้องการ แม้ล่าสุดพาวเวลล์ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ทั้งนี้ คุกเป็นสตรีผิวสีคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการเฟด และเป็น 1 ใน 7 สมาชิกคณะกรรมการ หากเธอหรือเฟดปฏิเสธคำสั่งปลด อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างทำเนียบขาวกับธนาคารกลางที่มีอิสระจากรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 1951

ตลาดเงินเอเชียตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวทันที ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อวันอังคาร นักลงทุนคาดว่าผู้ที่จะมาแทนคุกอาจสนับสนุนการลดดอกเบี้ยมากขึ้น.

ที่มา BBC