ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

19 พ.ค. 2569 03:39 น.

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนคนร้ายยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 หนังสือพิมพ์เดอะ เฮอร์ริเยต (Hurriyet) และสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น ภาษาตุรกี รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนที่เขตทาร์ซัส (Tarsus) ในจังหวัดเมอร์ซิน (Mersin) ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย

สื่อระบุว่า เหตุสลดดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องสงสัยจะขับรถยนต์หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าครั้งใหญ่ โดยมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวมือปืนรายนี้มาดำเนินคดี

สื่อตุรกีรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตภายในร้านอาหาร 2 ศพ ซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าของร้านและพนักงาน จากนั้นมือปืนได้เดินหน้ากราดยิงต่อไป ส่งผลให้คนเลี้ยงแกะที่กำลังพาสัตว์เลี้ยงกินหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียง และคนขับรถบรรทุกอีกคนหนึ่งเสียชีวิตด้วย

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอัตลักษณ์บุคคลและแรงจูงใจในการก่อเหตุที่แน่ชัดของคนร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

19 พ.ค. 2569 02:48 น.

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติ พบศพของนักดำน้ำชาวอิตาลีที่สูญหายไป ขณะดำน้ำที่ถ้ำใต้ทะเลของเกาะมัลดีฟส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ครบทุกคนแล้ว และจะนำร่างของพวกเขาขึ้นมาภายในไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของมัลดีฟส์และอิตาลีเปิดเผยว่า ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติค้นพบร่างของชาวอิตาลี 4 คนที่จมน้ำเสียชีวิตในถ้ำใต้ทะเลเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว และเมื่อรวมกับ 1 รายที่พบก่อนหน้านี้หมายความว่า นักดำน้ำที่หายไปครบทุกคนแล้ว

การค้นพบร่างดังกล่าวมีขึ้น 4 วันหลังจากนักดำน้ำกลุ่มนี้ซึ่งเป็นชาวอิตาลี 5 คน ไม่กลับขึ้นมาจากดำน้ำที่ประเทศมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการกู้ร่างทั้งหมดขึ้นมา

ร่างของนักดำน้ำรายแรกถูกพบในวันเกิดเหตุ แต่ปฏิบัติการค้นหาต้องหยุดลงชั่วคราวในวันเสาร์ (17 พ.ค.) หลังจากนายโมฮาเหม็ด มาฮูดี เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ (MNDF) นายหนึ่งเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากการลดความกดอากาศ (โรคน้ำหนีบ) หลังจากเข้าร่วมการค้นหา

ปฏิบัติการค้นหากลับมาเริ่มอีกครั้งในวันจันทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจาก “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” (Divers Alert Network – DAN) ซึ่งเป็นองค์กรความปลอดภัยด้านการดำน้ำระดับสากล เข้าร่วมในภารกิจนี้ด้วย

“ร่างของนักดำน้ำที่สูญหายทั้ง 4 คนได้รับการระบุตำแหน่งแล้วว่าอยู่ภายในถ้ำบริเวณเกาะปะการังรูปวงแหวน วาอู (Vaavu) ระหว่างปฏิบัติการร่วมค้นหาและกู้ภัย” MNDF ระบุในแถลงการณ์ และเจ้าหน้าที่จะเริ่มดำน้ำเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านนายโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกหลักของรัฐบาลเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ร่างทั้งสี่ถูกพบในถ้ำที่มีขนาดใหญ่และลึกกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกมาก

“พวกเขาถูกพบอยู่รวมกันในส่วนที่สามของถ้ำ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่เราประเมินไว้ในตอนแรกมาก” ชารีฟกล่าว “แผนการทำงานคือจะกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมา 2 ร่างในวันพรุ่งนี้ และอีก 2 ร่างที่เหลือน่าจะเป็นวันมะรืน”

ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร ทั้งที่ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาเยือนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้ จะได้รับอนุญาตให้ดำน้ำได้ลึกที่สุดไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

19 พ.ค. 2569 01:49 น.

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เกิดเหตุเสือหลุดจากกรงในประเทศเยอรมนี โดยมันทำร้ายคนเลี้ยงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะถูกตำรวจตามแกะรอยจนเจอ และถูกยิงเสียชีวิต

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เสือที่หลุดออกจากกรง ซึ่งคาดว่าเป็นของหญิงผู้ได้รับฉายา “ราชินีเสือ” (Tiger Queen) แห่งเยอรมนี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตแล้ว หลังจากที่มันก่อเหตุจู่โจมทำร้ายหนึ่งในคนดูแลของมัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยกับบีบีซีว่า ชายวัย 72 ปีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกขย้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เขาอยู่ภายในกรงเสือ ซึ่งตั้งอยู่ในสถานเลี้ยงสัตว์ส่วนบุคคลบริเวณชานเมืองไลป์ซิก ของเยอรมนี

หลังจากนั้นเสือตัวดังกล่าวได้หลุดออกจากกรงขัง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือสามารถแกะรอยพบตัวมันในเวลาต่อมาไม่นาน และตัดสินใจยิงเสือตัวนี้จนเสียชีวิต

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า สถานที่ตั้งกรงเสือแห่งนี้คาดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของ คาร์เมน ซานเดอร์ ครูฝึกสัตว์และเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนบุคคลผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาว ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น “ราชินีเสือแห่งเยอรมนี” โดยเสือตัวดังกล่าวเป็นหนึ่งในเสือและสิงโตทั้งหมด 8 ตัวที่ถูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมใกล้กับเมืองชเคอดิตซ์ (Schkeuditz)

ตำรวจแถลงว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นและรีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยตำรวจจำเป็นต้องยิงเสือโคร่งเพศผู้ตัวนี้เพื่อขจัดความเสี่ยงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสาธารณชน นอกจากนี้ยังเสริมว่าสถานีตำรวจท้องถิ่น

โฆษกตำรวจกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่เสือหลุดรอดออกจากกรงมาได้อย่างไรนั้น ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนที่ยังคงดำเนินอยู่

ทั้งนี้ ไม่มีสัตว์ตัวอื่นหลุดออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว และทางตำรวจมีแผนที่จะใช้โดรนบินสำรวจค้นหาเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอย่างสูงสุด

ด้านนาย โธมัส ดรุสคัต นายกเทศมนตรี เรียกร้องให้มีการย้ายสัตว์ตัวอื่น ๆ ออกไปจากพื้นที่ พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นอย่างไรหากมีคนอื่นได้รับอันตรายมากกว่านี้

อนึ่ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อและฉายาของซานเดอร์ระบุว่า ครูฝึกรายนี้มีการจัดกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไป จ่ายเงินเพื่อเข้ามาร่วมสัมผัสลูบคลำเสือ โดยอ้างว่าเป็นประสบการณ์ที่ “น่าจดจำ” และ “หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

18 พ.ค. 2569 23:43 น.

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในประเทศดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 100 ศพแล้ว และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีกเกือบ 400 คน โดยยังไม่แน่ชัดว่าขอบเขตการระบาดนั้นกว้างเพียงใด

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ศพ จากการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) โดยมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 390 ราย

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดในครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศแล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 รายที่สัมผัสหรือเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาระหว่างการระบาดในดีอาร์คอนโกครั้งนี้ โดย 1 รายเริ่มแสดงอาการป่วยแล้ว ส่วนอีก 3 รายถูกระบุว่ามีประวัติสัมผัสใกล้ชิดหรือเสี่ยงต่อการรับเชื้อในระดับสูง

สำหรับสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้คือสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีกลุ่มยาหรือวัคซีนใด ๆ สำหรับการรักษาโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 ราย และเสียชีวิต 1 รายในประเทศยูแกนดาด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวเปิดเผยกับเว็บไซต์ข่าวการแพทย์ STAT ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหารถหรือยานพาหนะขนส่ง เพื่อนำตัวชาวอเมริกันกลุ่มเล็ก ๆ ในดีอาร์คอนโกไปยังสถานที่กักตัวที่ปลอดภัย

ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา CDC ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ แต่ย้ำว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางสู่ระดับ 4 ซึ่งเป็นการเตือนระดับสูงสุด เพื่อเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในเวลานี้

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของดีอาร์คอนโก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะจัดว่าเป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic)

อย่างไรก็ตาม WHO ทางองค์กรได้เตือนว่า การระบาดในครั้งนี้อาจมีแนวโน้มที่ “รุนแรงและขยายวงกว้าง” กว่าที่ตรวจพบและรายงานอยู่ในปัจจุบัน โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

18 พ.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

หน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ประกาศการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังจากส่งสัญญาณว่า การสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้จะไม่กลับเป็นเหมือนเดิมอีก

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังอิหร่านปิดช่องแคบดังกล่าวโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดโพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อแนะนำหน่วยงานใหม่ดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานควบคุมช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” (Persian Gulf Strait Authority หรือ PGSA) โดยระบุว่าองค์กรนี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูล “รายงานสถานการณ์ล่าสุดแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการปฏิบัติการและพัฒนาการต่าง ๆ ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ขณะเดียวกัน บัญชีผู้ใช้ของกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ก็ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทันทีว่าองค์กรใหม่นี้จะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง แต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ Press TV ซึ่งเป็นสื่อภาคภาษาอังกฤษของอิหร่าน ระบุว่านี่คือ “ระบบเพื่อใช้อำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ” และเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวจะได้รับ “ข้อบังคับและกฎระเบียบ” ส่งตรงมาจากอีเมล info@pgsa.ir

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย

แต่การเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือของอิหร่านสร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก และสร้างอำนาจต่อรองอย่างมากแก่รัฐบาลเตหะราน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเรือปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในน่านน้ำแห่งนี้เช่นกัน

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น อิหร่านได้เน้นย้ำหลายครั้งว่าการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบนี้ “จะไม่กลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอีก” และเมื่อเดือนก่อน อิหร่านระบุว่าได้รับรายได้ก้อนแรกจากการเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบดังกล่าวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

18 พ.ค. 2569 21:53 น.

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านส่งข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับแก้ไขให้แก่สหรัฐฯ แล้ว โดยส่งผ่านปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะชะงักงัน

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 18 พ.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า ปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาสันติภาพ ได้รับข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขจากอิหร่าน และส่งต่อให้แก่สหรัฐอเมริกาแล้ว พร้อมเตือนว่าทั้งสองฝ่าย “เหลือเวลาไม่มากนัก” ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน

ต่อมา นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทัศนะของรัฐบาลเตหะรานได้รับการ “ส่งต่อไปยังฝ่ายอเมริกันผ่านทางปากีสถานแล้ว” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ

ในขณะนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทว่าการเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางกลับหยุดชะงักลง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก

แหล่งข่าวจากปากีสถานไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอฉบับแก้ไขดังกล่าว แต่เมื่อถูกถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน แหล่งข่าวตอบว่าทั้งสองฝ่าย “ต่างปรับเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายเรื่องซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องให้อิหร่านล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ และยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าสายสำคัญของโลก

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและหยุดยิงในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งโพสต์ข้อความขู่อิหร่านรอบใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เวลากำลังเหลือน้อยลงทุกที” สำหรับอิหร่าน พร้อมเสริมว่า “พวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และอย่างรวดเร็วด้วย ก่อนที่พวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก”

ต่อมานายบากาอีกล่าวในงานแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า อิหร่านพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และสำหรับคำขู่ของทรัมป์ “ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราตระหนักดีว่าจะตอบโต้อย่างเหมาะสมอย่างไร ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดจากฝ่ายตรงข้าม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

18 พ.ค. 2569 16:07 น.

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเดินหน้าเสริมศักยภาพกองทัพอินโดนีเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน พร้อมรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติม รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวระหว่างพิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ของกองทัพอากาศ ที่ฐานทัพอากาศในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อใช้เป็น “เครื่องยับยั้ง” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่า ประเทศไม่มีเป้าหมายอื่นใด นอกจากการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง พร้อมระบุว่า เสถียรภาพของชาติจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านการป้องกันประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ

ในพิธีดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ หลังได้รับมาแล้ว 3 ลำเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมเป็น 6 ลำ จากคำสั่งซื้อทั้งหมด 42 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2022

นอกจากเครื่องบินรบ Rafale แล้ว อินโดนีเซียยังได้รับมอบเครื่องบิน Dassault Falcon 8X จำนวน 4 ลำ เครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas อีก 1 ลำ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ GM403 GCI ของบริษัท Thales รวมถึงขีปนาวุธ Meteor และอาวุธอัจฉริยะ AASM Hammer จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมก่อนขึ้นสู่อำนาจในปี 2024 ได้ทำพิธีพรมน้ำดอกไม้บนหัวเครื่องบิน Rafale ตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย เพื่อความเป็นสิริมงคล

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธทางทหาร แต่เป็น “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้างอธิปไตย เกียรติภูมิ และความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แม้อินโดนีเซียยังเดินหน้าโครงการจัดซื้ออาวุธ แต่รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการประหยัดงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับโครงการด้านกลาโหมเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ ท่ามกลางสถานะการคลังของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Reuters

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน "ปูติน" บินพบ "สี จิ้นผิง" เพียงวันเดียว

18 พ.ค. 2569 15:43 น.

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัฐบาลยูเครนระบุว่า โดรนรัสเซียโจมตีเรือสินค้าของจีนในทะเลดำใกล้เมืองโอเดสซา แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

กองทัพเรือยูเครนและประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเปิดเผยว่า โดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าของประเทศจีนในทะเลดำ เมื่อช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเข้าพบและร่วมหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในคืนดังกล่าว โดยใช้โดรนโจมตีจำนวน 524 ลำ และขีปนาวุธอีก 22 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี และขีปนาวุธร่อน ถล่มเมืองท่าโอเดซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของยูเครน

ดีมีโทร เพลเทนชุก โฆษกกองทัพเรือยูเครน เปิดเผยว่า หนึ่งในโดรนกามิกาเซ่ตระกูล “ชาเฮด” ได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าที่มีชื่อว่า “เคเอสแอล เต๋อหยาง” (KSL DEYANG) ซึ่งติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ แต่มีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติจีน โดยกองทัพเรือยูเครนได้เผยแพร่ภาพถ่ายหลักฐานแสดงให้เห็นบริเวณดาดฟ้าเรือชั้นบนที่มีรอยไหม้เกรียมเป็นสีดำเขม่าจากการถูกโจมตี

รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุเรือลำดังกล่าวเป็นเรือเปล่าที่ไม่มีสินค้า และกำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือปิฟเดนเนีย ในภูมิภาคโอเดสซา เพื่อเตรียมโหลดแร่เหล็กเข้มข้น แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ แต่โชคดีที่ลูกเรือทั้งหมดซึ่งเป็นชาวจีนสามารถช่วยกันควบคุมเพลิงและจัดการกับความเสียหายได้ด้วยตัวเอง ตัวเรือไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง และไม่มีลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บ โดยเรือลำดังกล่าวสามารถเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าเรือจุดหมายปลายทางต่อไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุถึงเหตุการณ์นี้ว่า “โดรนได้โจมตีเมืองโอเดซา และมีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ลำหนึ่งพุ่งชนเรือที่เป็นของประเทศจีน พวกเขารัสเซียไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเรือที่แล่นอยู่ในทะเลลำนั้นเป็นเรือของใคร”

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่รัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทูต นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกเข้าสู่ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะพยายามวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เคยออกมาประณามการกระทำของรัสเซียเลยก็ตาม

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในทะเลดำยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ ที่สหประชาชาติและตุรกีร่วมเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปี 2023 ส่งผลให้เรือสินค้าพลเรือนที่เดินทางเข้าออกพรมแดนยูเครนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุโดรนพุ่งชนเรือสินค้าจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาแถลงว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศจากยูเครนอย่างหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้ถึง 3,124 ลำ

โดยวันที่สถานการณ์วิกฤตที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม และ 17 พฤษภาคม ซึ่งสามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ถึง 572 ลำ และ 1,054 ลำตามลำดับ นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นรัสเซียยังรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบรายจากเศษซากโดรนของยูเครนในรอบวันท่ีผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการโจมตีโต้กลับเข้าไปในดินแดนรัสเซียของยูเครนนั้น “เป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง” ในสถานการณ์สงครามเช่นนี้.

ที่มา AFP / Independent

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

18 พ.ค. 2569 14:57 น.

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นบุกรวบ 2 หนุ่มสัญชาติอเมริกัน หลังก่อเหตุอุกอาจปีนรั้วบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์เมืองอิจิกาวะ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก คาดว่าเพื่อถ่ายคลิปสร้างคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชายชาวอเมริกัน 2 คน ถูกจับกุมในข้อหากีดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังร่วมกันก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในส่วนจัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิจิคาวะ เมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยของพันช์คุงลูกลิงหิมะชื่อดัง เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

ผู้ต้องหารายแรก อายุ 24 ปี อ้างตัวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ถูกจับหลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูแห้งรอบคอกลิง ขณะที่อีกคน อายุ 27 ปี อ้างว่าเป็นนักร้อง ทำหน้าที่ถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซีสีเหลือง พร้อมหน้ากากหน้ายิ้มและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่ลิง ส่งผลให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้สัมผัสหรือทำร้ายสัตว์แต่อย่างใด ก่อนส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนติดตัว และพยายามให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับชื่อของตนในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสวนสัตว์อิจิคาวะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ เนื่องจาก “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น กลายเป็นดาวดังในโลกออนไลน์ หลังสวนสัตว์เผยแพร่ภาพลูกลิงกอดตุ๊กตาอุรังอุตังของอิเกียเพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู

พันช์คุงเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมพิเศษ ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งในปีนี้ โดยเรื่องราวของมันได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ ภายใต้แฮชแท็ก “#HangInTherePunch”

ภายหลังเกิดเหตุ บัญชี X ของ Memecoin ได้ออกมาย้ำเตือนให้ทุกคนเคารพกฎหมายท้องถิ่น และห้ามเอาตัวเอง คนอื่น หรือสัตว์ใดๆ ไปเสี่ยงอันตราย ในการทำคอนเทนต์ร่วมแคมเปญ และบอกว่า ชายคนดังกล่าวมีเจตนาจะเอาตุ๊กตาไปให้พันช์คุงเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับอันตราย พร้อมประกาศเตรียมบริจาคเงิน 1 ล้านเยนให้สวนสัตว์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์และปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงลิง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสะท้อนความกังวลของสังคมญี่ปุ่น ต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวและนักสร้างคอนเทนต์ต่างชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6.5 ล้านคนถูกจับกุมหลังจากถ่ายทอดสดตัวเองขณะบุกรุกบ้านหลังหนึ่งในเขตห้ามเข้าใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และยูทูบเบอร์ฺชาวอเมริกันที่รู้จักกันในชื่อ จอห์นนี โซมาลี ถูกจับกุมในปี 2023 ในข้อหาบุกรุกสถานที่ก่อสร้าง.

ที่มา AFP / @thememecoincult / Yomiuri Shimbun

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

"คิม จองอึน" สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น "ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก"

18 พ.ค. 2569 12:44 น.

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เรียกประชุมผู้บัญชาการทหารระดับสูง สั่งยกระดับกองกำลังแนวหน้าและแปรสภาพพรมแดนติดเกาหลีใต้ให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย” เพื่อป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้บัญชาการกองพลและผู้บัญชาการกองพลน้อยจากทั่วทั้งกองทัพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.) เพื่อกำหนดแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในพื้นที่แนวหน้าอย่างจริงจัง

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพนายคิม จองอึน กำลังเป็นประธานในสภากลาโหม ท่ามกลางเหล่าผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่สวมเครื่องแบบเต็มยศเข้ารับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความตื่นตัวต่อ “ศัตรูตัวฉกาจ” ซึ่งเป็นคำที่เกาหลีเหนือใช้เรียกเกาหลีใต้ โดยระบุว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยรบแนวหน้าและหน่วยรบหลักอื่นๆ ทั้งในแง่กำลังพลและเทคโนโลยีการทหาร ถือเป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ประกาศถึง “นโยบายการป้องกันดินแดน” ของพรรคแรงงานเกาหลี โดยระบุว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกองกำลังแนวหน้าบริเวณพรมแดนทางใต้ และแปรสภาพเส้นเขตแดนดังกล่าวให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ที่เปิดเผยว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้เริ่มเร่งรัดภารกิจเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณพรมแดนทางบกมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างกำแพงและแนวกั้นถาวรด้วย ทั้งนี้ ในทางพฤตินัยแล้ว สองเกาหลียังคงอยู่ในสถานะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงเท่านั้น ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

นอกจากนี้ นายคิม จองอึน ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการฝึกซ้อมและขยายการซ้อมรบในภาคปฏิบัติ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสงครามในยุคปัจจุบัน และนิยามแนวคิดการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีเหนือใหม่ในทุกๆ ด้าน

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า คำสั่งของนายคิมสะท้อนให้เห็นว่าเปียงยางได้รับบทเรียนสำคัญมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งเกาหลีเหนือมีส่วนร่วมด้วยการส่งกำลังพลไปสนับสนุนรัสเซีย รวมถึงศึกษาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“คำสั่งนี้สะท้อนชัดว่า เกาหลีเหนือตระหนักถึงอิทธิพลของสงครามโดรน, การโจมตีที่แม่นยำสูง, การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และสมรภูมิรบแบบหลากมิติ ที่ปรากฏในปัจจุบัน” ฮง มิน ระบุพร้อมชี้ว่า แนวคิดการรบใหม่ของเกาหลีเหนือกำลังจะขยายขอบเขตจากเดิมที่มีเพียงทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไปสู่มิติใต้ทะเล, อวกาศ, อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงไซเบอร์ และการเอ่ยถึงพรมแดนใต้อาจหมายรวมถึงการเสริมกำลังทหารบริเวณเส้นจำกัดเขตแดนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททางทะเลกับเกาหลีใต้ด้วย

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในวันจันทร์ว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายคิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ ที่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าเขาเข้าประชุมร่วมกับกลุ่มผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโซลย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบริหารจัดการความตึงเครียดทางทหารและพยายามสร้างความไว้วางใจระหว่างกันต่อไป แม้ว่าที่ผ่านมาเปียงยางจะไม่ยอมตอบรับคำขอเปิดการเจรจาหลายต่อหลายครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า การส่งสัญญาณกร้าวทางทหารของผู้นำเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่คณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเกาหลีเหนือเดินทางถึงประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการมาเยือนโสมขาวครั้งแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางกระแสความหวังเล็กๆ ว่ากีฬาอาจช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดที่เย็นชาลงได้บ้าง แต่คำแถลงล่าสุดจากฝั่งเปียงยางกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายความมั่นคงและการเตรียมพร้อมทำสงครามยังคงเป็นวาระสำคัญสูงสุดของพวกเขาเช่นเดิม.

ที่มา Reuters / AFP