5 เกร็ดเล็กๆ ของอภิอัครมหาเศรษฐีโลกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691523

 

สื่อต่างประเทศเผยข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของอภิมหาเศรษฐีทั่วโลก ไม่ว่าเรื่องของจำนวนของเศรษฐีในแต่ละภูมิภาค, การศึกษาหรือชีวิตครอบครัว…

สำนักงาน Wealth-X ได้เสนอรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับอัครอภิมหาเศรษฐีโลกที่มีทรัพย์สมบัติแต่ละคนเกินกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2558 โดยแยกแยะประเด็นที่หลากหลายที่น่าสนใจเกี่ยวกับอภิอัครมหาเศรษฐีโลกในหลายแง่มุม ไม่ว่าเรื่องของจำนวนที่มีกระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาคของโลก ระดับวุฒิการศึกษา ชีวิตครอบครัว หรือกีฬาโปรด เป็นต้น

รายงานระบุว่า จำนวนของอภิอัครมหาเศรษฐีโลกในปี 2559 มีจำนวน 2,473 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนที่มีทรัพย์สมบัติเกินพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึง 6.4% และมีมูลค่ารวมของทรัพย์สินทั้งหมดเพิ่มขึ้นถึง 5.4% หรือเท่ากับ 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 5 เรื่องมีดังต่อไปนี้คือ

1. อภิอัครมหาเศรษฐีโลกล้วนแต่งงานและมีบุตรหลายคน ร้อยละ 85 สมรสแล้ว ร้อยละ 7.2 ที่หย่าร้าง ร้อยละ 4.4 ม่าย และร้อยละ 3.4 ยังโสด นอกจากนั้น ส่วนใหญ่จะมีครอบครัวที่มีลูกหลายคน หรือมีบุตรระหว่าง 2 ถึง 3 คน

2. ระดับการศึกษาของบรรดาอภิอัครมหาเศรษฐีก็ไม่ได้สูงส่งมากมาย ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.1 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 22 จบระดับปริญญาโท และมีเพียงร้อยละ 13 ที่จบ MBA และต่ำกว่าร้อยละ 10 ที่จบระดับปริญญาเอกหรือด็อกเตอร์ มหาวิทยาลัยที่บรรดาเศรษฐีส่วนใหญ่จบการศึกษาคือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

3. พวกเศรษฐีที่ร่ำรวยอย่างสุดยอดมักนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากกว่ากอล์ฟ ยิ่งกว่านั้นส่วนใหญ่ยังชอบทำบุญบริจาคเพื่อการกุศลมีจำนวนกว่าร้อยละ 56 ขณะที่จำนวนมากกว่าร้อยละ 31 ชื่นชอบงานศิลปะร้อยละ 28 หรือแฟชั่น การเมืองและไวน์ดี

4. ภูมิภาคเอเชียจะมีจำนวนอภิอัครมหาเศรษฐีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทวีปยุโรปมีจำนวน 806 คน เอเชีย 645 คน และอเมริกาเหนือ 628 คน แต่คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่ทวีปเอเชียจะมีจำนวนอภิอัครมหาเศรษฐีแซงหน้ามากกว่าทวีปอื่น ทั้งนี้มีจำนวนอภิอัครมหาเศรษฐีในเอเชียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ขณะที่ทวีปยุโรปลดลงร้อยละ 1.9 ในปัจจุบันอภิอัครมหาเศรษฐีหน้าใหม่ร้อยละ 70 มาจากทวีปเอเชีย

5. อภิอัครมหาเศรษฐี 148 คนมีทรัพย์สมบัติคนละเกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จำนวน 110 คนที่มีทรัพย์สมบัติคนละ 10,000-25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ 33 คนมีสมบัติ 25,000-50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 5 คนที่มีทรัพย์สินเกินกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเมกะริช (méga-riches) 5 คนนี้มีทรัพย์สินรวมกันถึง 323,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่าจีดีพีของประเทศแอฟริกาใต้ หรืออิสราเอล

 

ลงโทษ 3 แกนนำชุมนุมฮ่องกงให้รับใช้สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 02:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691346

 

นายโจชัว หว่อง, นายนาธาน เหลา และนายอเล็ก โชว สามแกนนำกลุ่มผู้ประท้วง “ปฏิวัติร่ม” ถูกศาลตัดสิน เมื่อ 15 ส.ค. จากความผิดข้อหาร่วมกันหรือยุยงให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมก่อเหตุประท้วงจีนเมื่อเดือน ก.ย.ปี 2557 จนทั้งสามปีนรั้วเข้าไปภายในสถานที่ราชการ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 2ปี เป็นให้นายหว่องทำงานรับใช้ชุมชน 80 ชม.

ขณะที่นายเหลาซึ่งเตรียมลงสมัคร ส.ส.สำหรับการเลือกตั้งฮ่องกง ทำงานบริการสาธารณะ 120 ชม. ส่วนนายโชวซึ่งรับโทษไปแล้ว 3 สัปดาห์ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสามต้องการแสดงออกถึงมุมมองตัวเองและเรียกร้องถึงความเชื่อเรื่องการเมืองหรือสิ่งที่ทั้งสามเป็นห่วงต่อสังคมอย่างแท้จริง จุดประสงค์ของจำเลยไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทำร้ายบุคคลอื่น.

 

ฮาร์เวิร์ดยังรั้งสุดยอดมหา’ลัยโลกปีที่ 14

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691343

 

ผลการจัด 100 อันดับมหาวิทยาลัยแถวหน้าของโลกประจำปีนี้ ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดของสหรัฐฯ ยังครองอันดับ 1 ติดต่อกันปีที่ 14 ขณะที่มหาวิทยาลัยของจีนแผ่นดินใหญ่ติด 1 ใน 100 หลายแห่ง

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยดีที่สุดของโลก อันดับ 2 ปีนี้คือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อันดับ 3 คือ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กเลย์ อันดับ 4 มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แซงอันดับ 5 คือสถาบันเอ็มไอที ซึ่งตำแหน่งร่วงลงจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว ส่วนอันดับ 6 มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน อันดับ 7 มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดของอังกฤษ อันดับ 8 สถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย อันดับ 9 มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และอันดับ 10 มหาวิทยาลัยชิคาโก

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2546 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เน้นด้านวิทยาศาสตร์มากกว่าด้านมนุษยศาสตร์ ขณะที่มหาวิทยาลัยแถบภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เริ่มติดอันดับ 1 ใน 100 มากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ มหาวิทยาลัยชิงหัวของจีน อยู่อันดับ 58 แซงหน้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง อยู่อันดับ 71

มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ยังติดกลุ่ม 1 ใน 20 มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมของโลก เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยโตเกียว อยู่อันดับ 20 สถาบันเทคโนโลยีสหพันธ์กลางสวิส อยู่อันดับ 19 ลำดับสูงที่สุดของภูมิภาคยุโรปกลาง ขณะที่มหาวิทยาลัยโคเปนฮาเกนของเดนมาร์ก อยู่อันดับ 31 มหาวิทยาลัยปีแอร์ แอนด์ แมรีของฝรั่งเศส อยู่อันดับ 39 และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่อันดับ 83 ติดกลุ่ม 1 ใน 100 ครั้งแรก.

 

อัฟกันยังครองแชมป์ ประเทศอันตรายสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 01:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691333

 

รายงานด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่องค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ประจำปี 2558 ถูกนำออกเผยแพร่จากอังกฤษเมื่อ 15 ส.ค.ระบุอัฟกานิสถานยังเป็นประเทศอันตรายมากที่สุดของโลกติดต่อกันปีที่ 2 สำหรับชีวิตและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่องค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศทั้งหมด 101 ครั้ง ตามด้วยอันดับ 2 ซูดานใต้ 42 ครั้ง รายละเอียดของเหตุรุนแรงในอัฟกานิสถานส่วนใหญ่คือการลักพาตัวบุคคล ส่วนซูดานใต้มักใช้วิธียิงหรือจู่โจมสังหาร ขณะที่ประเทศอื่น เช่นซีเรียและเยเมนมักใช้ระเบิด โดยรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2540

ทั้งนี้ ตลอดช่วงปี 2558 เกิดกรณีอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่องค์กรความช่วยเหลือใน 25 ประเทศ จำนวน 148 ครั้ง ลดลง 22 % จาก 190 ครั้งเมื่อช่วงปี 2557 ส่วนปีที่เกิดเหตุร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่องค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศมากที่สุดในรอบ 5 ปี คือ ปี 2556 มีเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ 265 ครั้ง แต่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 475 ราย.

 

ตื่นเสียงเชียร์โอลิมปิกคล้ายปืน อพยพสนามบิน JFK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 00:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691327

 

เกิดเหตุระทึกขวัญที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือเจเอฟเค ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หลังจู่ๆบรรดานักเดินทางได้ยินเสียงดังคล้ายกับปืนดังขึ้นภายในอาคารผู้โดยสาร จนกลายเป็นเหตุโกลาหลยกใหญ่ ตำรวจต้องเร่งอพยพผู้คน กระจายกำลังตรวจค้น พร้อมระงับการให้บริการชั่วคราว

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของทางการสหรัฐฯระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุในช่วงกลางดึกวันที่ 14 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเสียงดังคล้ายมีคนยิงปืนจำนวนหลายนัด ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติเจเอฟเคในนครนิวยอร์ก จึงนำกำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์พร้อมสั่งปิดอาคารผู้โดยสาร อพยพคนเป็นการเร่งด่วน พร้อมกระจายกำลังตรวจค้นภายในเทอร์มินัล 1 และ 2 รวมถึงระงับเที่ยวบินสายการบินต่างๆในทันที

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ยกเลิกคำสั่งระงับการให้บริการในเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 15 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากการตรวจค้นไม่พบปลอกกระสุน หรือหลักฐานอื่นๆว่ามีการยิงปืนภายในอาคารผู้โดยสาร ขณะที่กรมการท่าอากาศยานนครนิวยอร์ก ระบุว่า ไม่มีการยิงปืน การจับกุมหรือผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด และการอพยพผู้โดยสารเป็นการป้องกันไว้ก่อนตามมาตรการรักษาปลอดภัย ส่วนสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ของสหรัฐฯ รายงานต่อมาอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯไม่ระบุนามว่า เสียงดังอาจเป็นเสียงจากการเชียร์กีฬาโอลิมปิก

วันเดียวกัน เกิดเหตุระทึกที่สถานีรถไฟตันจอง ปาการ์ ใจกลางเมืองสิงคโปร์ หลังจู่ๆเกิดควันสีเทาพวยพุ่งออกจากใต้ขบวนรถไฟขณะจอดเทียบชานชาลา ส่งผลให้ผู้คนต่างวิ่งหนี พยานบางรายระบุว่า ตกใจคิดว่าเป็นเหตุก่อการร้าย แต่ต่อมา ทางการได้ออกมาชี้แจงว่า เป็นความขัดข้องทาง เทคนิคเท่านั้น

ส่วนที่เมืองโคโลญ ทางภาคตะวันตกของเยอรมนี เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนและมีดทำร้ายร่างกาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน เมื่อเวลาประมาณ 03.45 น.ของวันเดียวกัน แต่จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า เป็นเหตุทะเลาะวิวาท ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายแต่อย่างใด.

 

ประท้วงมิลวอกีต้าน ตร.มะกันยิงผิวสีคืนที่ 2 ยังระอุ คนถูกยิงเจ็บ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 00:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691388

 

การประท้วงต่อต้านตำรวจยิงคนผิวสีเสียชีวิตที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน ล่วงเลยเข้าสู่คืนที่ 2 โดยสถานการณ์ยังคงตึงเครียด ผู้ชุมนุมยังเผชิญหน้ากับตำรวจ และมีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ส.ค. สถานการณ์การประท้วงที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซินยังคงตึงเครียด แม้การชุมนุมจะเข้าสู่คืนที่ 2 แล้ว โดยตำรวจเปิดเผยว่า มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน ระหว่างเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ ซึ่งตำรวจต้องใช้รถหุ้มเกราะในการขนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล

การประท้วงครั้งล่าสุดในสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากตำรวจยิงนาย ซิลวิลล์ สมิธ คนผิวสีอายุ 23 ปี หลายนัดจนเสียชีวิตเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยตำรวจอ้างว่า เขาหลบหนีหลังจากถูกตำรวจเรียกให้จอดรถ และเขาพกพาอาวุธปืนด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่านายสมิธได้ชักปืนเข้าหาเจ้าหน้าที่ก่อนถูกยิงหรือไม่ เรื่องนี้ทำให้ประชาชนจำนวนประมาณ 150 คน ออกมาประท้วงปิดถนนในจุดที่นายสมิธถูกยิง ก่อนที่จะมีคนออกมาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตำรวจปราบจลาจลถูกส่งมาเพื่อสลายการชุมนุม และเตือนจะจับกุมผู้ประท้วงหลังมีคนขว้างปาขวดน้ำและก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่


รถยนต์คันหนึ่งถูกผู้ชุมนุมจุดไฟเผา ในการประท้วงเมื่อคืนวันเสาร์

ขณะที่การชุมนุมคืนที่ 2 ในวันอาทิตย์ ตำรวจทวีตข้อความลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า มีการยิงกันเกิดขึ้น 3 จุด แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บคนอื่น และไม่มีรายงานว่าเกิดการทำลายข้าวของเป็นวงกว้างด้วย ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เอ็ดเวิร์ด ฟลีนน์ ผู้บังคับการตำรวจท้องถิ่นแถลงข่าวว่า นายสมิธถูกยิงหลังจากหันหน้าเข้าหาเจ้าหน้าที่โดยที่มีปืนอยู่ในมือ

นายฟลีนน์บอกด้วยว่า เหตุยิงนายสมิธกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน และตำรวจกำลังรอผลการชันสูตรศพ แต่ภาพในคลิปวิดีโอไร้เสียงจากกล้องของตำรวจนายหนึ่งแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่น่าจะทำถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่นายทอม บาร์เรตต์ นายกเทศมนตรีเมืองมิลวอกี กล่าวในการแถลงข่าวเดียวกันว่า มีภาพนิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีปืนอยู่ในมือของนายสมิธ ตอนที่เขาหลบหนีการเรียกหยุดรถของตำรวจ

 

จนท.ไม่พบหลักฐานยิงกัน ในเทอร์มินอล 8 สนามบิน JFK เปิดตามปกติแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690628

 

ภาพจากทวิตเตอร์  @NYBuffPost1

เกิดเหตุยิงกัน ในอาคารเทอร์มินอล 8 สนามบินนานาชาติ จอห์น เอฟ.เคเนดี้ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตร.อพยพคนออกจากอาคาร พร้อมทั้งยกเลิกทุกเที่ยวบิน ก่อนที่จะตรวจสอบแล้วไม่พบการยิงกันแต่อย่างใด เปิดให้เครื่องบินขึ้นลงตามปกติ…

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ส.ค.59 (21.30 น.วันที่ 14 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น)  ตำรวจนครนิวยอร์ก ของสหรัฐได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในสนามบิน จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในนิวยอร์ก โดยตำรวจได้ปิดล้อมสถานที่ ส่งผลให้ตำรวจต้องการดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยด้วยการปิดเทอร์มินัล 1-8 และอพยพประชาชนออกจากบริเวณดังกล่าว ขณะที่ตำรวจรับเข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์และค้นหาอาวุธ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันเหตุยิงกันภายในสนามบินแต่อย่างใด

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บ แต่มีรายงานว่าทางสนามบินจอห์น เอฟเคนเนดี ได้สั่งยกเลิกทุกเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากสนามบินเป็นการชั่วคราว

//platform.twitter.com/widgets.js

//platform.twitter.com/widgets.js

รายงานข่าวระบุว่า ตร.นิวยอร์กเข้าถึงที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมอาวุธครบมือ โดยเร่งอพยพคนออกจากอาคาร ทำให้มีผู้โดยสารนับร้อยออกมายืนอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร

ผู้โดยสารคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ระหว่างนั่งรอเครื่องบินไปกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ก็ได้เห็นผู้คนพากันวิ่งหนีไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นหลายคนได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้นหลายครั้ง โดยทุกคนพากันหมอบลงกับพื้นและบางส่วนพยายามวิ่งหนีออกไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น


จนท.ทำตำรวจ และทีมฉุกเฉินของตำรวจนิวยอร์ก ที่หน้าสนามบิน เจเอฟเค

เมื่อเวลา 11.30 น.วันเดียวกัน นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเสียงดังคล้ายปืนภายในท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันที่ 14 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯนั้น ในเบื้องต้น สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่าไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

13.10 น.ทางสำนักงานขนส่งนิวยอร์ก ระบุ จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานเหตุยิงกันภายในสนามบิน เจเอฟเค โดยไม่มีหลักฐานปลอกกระสุนปืน ตกในที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตามการสอบสวนยังดำเนินต่อไป ส่วนสนามบิน ขณะนี้ สถานการณ์ได้คลี่คลายและเริ่มเปิดให้เครื่องบินขึ้นลงได้ตามปกติแล้ว.

 

ลุยเซียนาอ่วม! น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ดับแล้ว 3 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690493

 

เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงในพื้นที่ทางใต้ของรัฐลุยเซียนาในสหรัฐฯ หลังจากเกิดฝนตกหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และมีผู้ต้องอพยพอีกนับพันคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุน้ำท่วมเป็นวงกว้างในภาคใต้ของรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา หลังจากเกิดฝนตกหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยนายจอห์น เบล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ว่าการรัฐ ออกมาระบุว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งจะไม่จบลงในระยะเวลาอันใกล้นี้


ชาวเมืองบาตัน รูจ เดินทางอพยพ

นายเอ็ดเวิร์ดส์ ระบุในงานแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ฝนตกหนักในหลายเขตรอบเมืองบาตัน รูจ และคาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงระดับทุบสถิติตามพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและลำคลองซึ่งจะส่งกระทบต่อบ้านเรือนและท้องถนน “นี่เป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่” นายเอ็ดเวิร์ดส์กล่าว “นี่เป็นเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินต่อไป และเรายังอยู่ในโหมดตอบโต้”

เหตุการณ์นี้ยังทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน รายแรกถูกพบเมื่อวันศุกร์ เป็นชายวัย 68 ปี จมน้ำเสียชีวิตหลังจากตกลงไปในน้ำท่วม รายที่ 2 คือนายซามุเอล มูส อายุ 54 ปี เสียชีวิตหลังรถยนต์ของเขาตกน้ำหลังถนนถล่ม ที่เมืองดาร์ลิงส์ ครีค

ขณะที่รายที่ 3 ถูกพบที่เขตเซนต์เฮเลนาเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ เป็นผู้หญิงวัยประมาณ 30 ปี โดยเธอกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกับสามีและมารดา ก่อนที่รถของพวกเขาจะถูกกระแสน้ำท่วมซัด แต่สามีและมารดาของเธอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่


สัตว์เลี้ยงถูกขนย้าย หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากพื้นที่น้ำท่วม

ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือประชาชนออกจากรถยนต์, บ้านเรือน และสถานที่ต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมได้มากกว่า 1,000 คน และช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงได้อีกมากกว่า 100 ตัว “ผู้คนที่ควรอพยพ ไม่ยอมไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องถูกทำให้อพยพ”

นอกจากนี้ พวกเขายังได้ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแห่งรัฐลุยเซียนา ประมาณ 1,000 นาย ไปช่วยเหลือในปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัย และจำนวนเจ้าหน้าที่อาจเพิ่มขึ้นอีก และมียานพาหนะอีก 170 คัน, เรือ 20 ลำ และเฮลิคอปเตอร์อีก 5 ลำไปด้วย

 

สวิตฯเจอคนคลั่งจุดไฟเผาโบกี้ไล่แทงซ้ำ ดับ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690413

 

เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ 13 ส.ค.ตามเวลาสวิตเซอร์แลนด์ เกิดเหตุคนร้ายทราบภายหลังเป็นชายชาวสวิตเซอร์แลนด์ วัย 27 ปี ไม่มีปูมหลังเป็นผู้อพยพ ก่อเหตุใช้ของเหลวไวไฟราดบนขบวนรถไฟขณะวิ่งระหว่างเมืองบุชส์กับเซนน์วอล์ดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จุดเกิดเหตุร้ายอยู่ที่เมืองซาเลซ ก่อนคนร้ายจุดไฟเผาและใช้อาวุธมีดพกอย่างน้อย 1 เล่ม ไล่แทงผู้คนบนขบวนรถไฟ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน ประกอบด้วย ชาย 2 คน วัย 17 ปี กับ 50 ปี และสตรีอีก 3 คน วัย 17 ปี 34 ปี และ 43 ปี กับเด็กอีกคนวัย 6 ขวบ รวมคนร้ายที่ไฟคลอกตัวเองอาการสาหัส ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งต่อมาเหยื่อผู้หญิง 1 คนกับคนร้ายเสียชีวิตแล้ว

ส่วนสาเหตุแรงจูงใจคนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือความพยายามก่อการร้าย ท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังเหตุก่อการร้ายในเกือบทุกประเทศทั่วทวีปยุโรป หลังเกิดเหตุรุนแรงในหลายประเทศตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงเดือน ก.ค.เกิดเหตุร้ายในเยอรมนี ซึ่งพรมแดนติดสวิตเซอร์แลนด์หลายครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย และก่อนหน้านั้นก็มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสในวันชาติฝรั่งเศสเมื่อ 14 ก.ค. คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนคนเสียชีวิต 85 ศพ ทั้งยังเกิดเหตุร้ายแรงในเบลเยียม ซึ่งผู้ก่อเหตุร้ายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติ.

 

‘โบโก ฮาราม’ อ้าง ด.ญ.จากเมืองชีบ็อคถูกโจมตีทางอากาศดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 03:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690482

 

กลุ่มโบโก ฮาราม แพร่คลิปวิดีโอใหม่ เผยภาพที่อ้างว่าเป็นเด็กหญิงที่ถูกลักพาตัวไปจากเมืองชีบ็อคเมื่อ 2 ปีก่อน โดยระบุว่า เด็กหญิงบางคนเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศไปแล้ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธ ‘โบโก ฮาราม’ ในประเทศไนจีเรียเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ แสดงให้เห็นภาพเด็กหญิงและผู้หญิงจำนวนประมาณ 50 คน ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นเด็กหญิงที่พวกเขาลักพาตัวไปจากเมืองชีบ็อคเมื่อกว่า 2 ปีก่อน โดยพวกเขาเรียกร้องให้ทางการไนจีเรียปล่อยตัวคนของพวกเขา แลกกับเด็กหญิงเหล่านี้ พวกเขายังบอกอีกว่า เด็กหญิงบางคนเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศไปแล้ว

คลิปวิดีโอของกลุ่มโบโก ฮาราม เริ่มต้นด้วยภาพชายสวมหน้ากากถือปืนคนหนึ่ง พูดกับกล้องเป็นภาษาเฮาซา โดยระบุว่า เด็กหญิงบางคนได้รับบาดเจ็บ บางคนมีอาการอันตรายถึงชีวิต และอีก 40 คนแต่งงานไปแล้ว และเด็กหญิงเหล่านี้จะไม่มีวันได้รับการปล่อยตัวหากรัฐบาลไม่ปล่อยนักรบโบโก อาราม ที่ถูกขังมานานเป็นชาติแล้ว

ภาพภายในคลิปยังแสดงให้เห็นศพจำนวนหนึ่งในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนักรบโบโก ฮารามบอกว่าเป็นเหยื่อการโจมตีทางอากาศ นอกจากนี้ยังมีคำสัมภาษณ์หนึ่งในเด็กหญิงที่ถูกจับตัวไว้ โดยเธอบอกว่าตัวเองชื่อ ไมดา ยาคูบู และขอให้ครอบครัวของเธอเรียกร้องต่อรัฐบาลไนจีเรียให้ทำตามคำขอของกลุ่มโบโก ฮาราม

ด้านนายอัลฮาจี โมฮัมหมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศไนจีเรียยืนยันว่า รัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อให้เด็กหญิงกลุ่มนี้ได้รับการปล่อยตัว “เรากำลังดำเนินการอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะสถานการณ์ซับซ้อนขึ้นจากการแตกแยกในกลุ่มแกนนำของโบโก ฮาราม”

ขณะที่กองทัพไนจีเรียเผยว่า พวกเขากำลังต้องการตัวนักข่าวที่ชื่อว่า อาห์หมัด ซัลคิดา หลังจากเขาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคลิปวิดีโอล่าสุดของโบโก ฮารามนี้ ก่อนที่ตัวคลิปจะได้รับการเผยแพร่เสียอีก

ทั้งนี้ กลุ่มโบโก ฮาราม ก่อการร้ายในไนจีเรียมาตั้งแต่ปี 2009 และเมื่อเดือนเม.ย. ปี 2014 พวกเขาก็ก่อคดีที่เรียกเสียงประณามจากทั่วโลก ด้วยการบุกโจมตีเมืองชีบ็อค ในรัฐบอร์โน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย และลักพาตัวนักเรียนหญิงกับผู้หญิงจำนวนกว่า 276 คนไป และแม้ว่าจะมีเหยื่อประมาณ 50 คน หลบหนีออกมาได้ แต่จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ยังหาเด็กคนอื่นๆ ไม่พบ