เป็นเรื่องอีก! คลิปแฉ ตร.ชิคาโกตามจับ-ยิงวัยรุ่นผิวสีดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683047

 

หน่วยงานตรวจสอบตำรวจในชิคาโก แพร่คลิปช่วงเวลาที่ตำรวจไล่ตามจับวัยรุ่นผิวสีคนหนึ่งซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยรถ และยิงเขาจนเสียชีวิต…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. หน่วยงานตรวจสอบตำรวจอิสระในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพช่วงเวลาที่ตำรวจยิงเข้าใส่รถยนต์สังหารนาย พอล โอนีล อายุ 18 ปี วัยรุ่นผิวสีที่ไม่มีอาวุธคนหนึ่งจนเสียชีวิต ขณะที่ตำรวจระบุว่า วัยรุ่นรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัยขโมยรถยนต์ และพยายามจะหลบหนี

คลิปวิดีโอดังกล่าวถ่ายโดยกล้องติดตัวของตำรวจ (บอดีแคม) แสดงให้เห็นภาพตำรวจหลายนายยิงปืนอย่างน้อย 15 นัดเข้าใส่รถยนต์ยี่ห้อ จากัวร์ สีดำที่นายโอนีลขับ ก่อนตำรวจจะขับรถชนรถจากัวร์คันนี้ จากนั้นผู้ต้องสงสัยจึงลงจากรถและวิ่งหนี ขณะที่ตำรวจวิ่งไล่ล่าเขาไปตามถนนระหว่างบ้านอิฐหลายหลังและปีนข้ามรั้วไม้ไป จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด


ตำรวจถือปืนยิงใส่รถยนต์ที่นายโอนีลขับ

คลิปยังแสดงให้เห็นช่วงเวลาต่อมา โดยตำรวจสบถใส่นายโอนีล ในขณะที่พวกเขากำลังใส่กุญแจวัยรุ่นผิวสีรายนี้ ซึ่งนอนอยู่กับพื้นในสภาพคว่ำหน้า มือไพล่หลัง แขนดูอ่อนแรง ส่วนที่เสื้อด้านหลังของเขาเต็มไปด้วยเลือด ตำรวจนายหนึ่งใช้เท้าเหยียบบนขาของนายโอนีล ส่วนอีกนายกดศีรษะของเขาเอาไว้ ทั้งนี้ในเวลาต่อมามีรายงานว่า วัยรุ่นชายคนนี้ เสียชีวิต และผลชันสูตรออกมาว่า สาเหตุการตายคือแผลถูกยิงที่หลัง

แต่ว่าภาพเหตุการณ์ช่วงที่ตำรวจยิงนายโอนีล ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 ก.ค. ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เนื่องจากกล้องของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงาน โดยแอนโธนี กูกลิเอลมี โฆษกตำรวจชิคาโก กล่าวว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีใช้กล้อง และไม่เชื่อว่ามีการจงใจเล่นตุกติกกับกล้องด้วย อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนในเบื้องต้นพบว่า ตำรวจ 3 นายที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ ทำผิดนโยบายของหน่วยงาน และถูกสั่งพักงานแล้ว

ตำรวจชิคาโกเผยด้วยว่า ตำรวจนายที่ยิงสังหารนายโอนีล อยู่ในรถที่ชนกับรถจากัวร์ ซึ่งพวกเขากำลังสืบสวนว่า แรงกระแทกมีผลต่อการทำงานของกล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่หรือไม่


รถตำรวจชนกับรถจากัวร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ไล่ตามนายโอนีล

ทั้งนี้ ตำรวจชิคาโกมีกฎใหม่ที่บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ตำรวจยิงคนเสียชีวิตภายในเวลา 60 วัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปตำรวจ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยิงสังหารนายลาควน แมคโดนัลด์ อายุ 17 ปี เมื่อเดือนต.ค. 2014

ด้านนางชารอน แฟร์ลีย์ หัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบตำรวจอิสระ ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอนี้ กล่าวว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจและน่าขุ่นเคืองใจมาก ขณะที่นายจามาล กรีน โฆษกคนหนึ่งเผยว่า ครอบครัวโอนีลได้ดูคลิปวิดีโอนี้แล้ว ก่อนที่มันจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในวันศุกร์ ซึ่งมารดาและพี่สาวของนายโอนีล รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเดินออกจากห้องทันทีที่เริ่มมีการยิงกัน

ส่วนนายไมเคิล ออพเพนไฮเมอร์ ตัวแทนของครอบครัวโอนีล กล่าวว่า เขาได้เป็นภาพของความยุติธรรมข้างถนน ซึ่งตำรวจเล่นเป็นผู้พิพากษา, ลูกขุน และเพชฌฆาต เขาอ้างด้วยว่า ได้ยินตำรวจคนหนึ่งในคลิปพูดว่า “…(คำสบถ)… ตอนนี้ ฉันคงต้องโดนพักงาน 30 วันแล้ว” ด้วย

อนึ่ง หลังจากคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ออกมา ตำรวจชิคาโกต้องออกคำเตือนให้ระวังเหตุความไม่สงบของพลเรือน และความเป็นไปได้ที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงกับตำรวจทันที

 

ทรัมป์รับผิดพลาด! อ้างมั่วเคยดูคลิปมะกันส่งเงินให้อิหร่านแลกนักโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 03:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683032

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันไปลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับคำพูดตัวเอง ยอมรับว่าเขาไม่เคยดูคลิปวิดีโอที่เขาอ้างว่าเป็นการขนเงินค่าไถ่ตัวนักโทษอเมริกัน ให้ประเทศอิหร่าน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันไปลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับคำพูดตัวเอง โดยยอมรับว่าเขาไม่เคยดูคลิปวิดีโอการขนลังไม้บรรจุเงินสดจำนวนถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลงจากเครื่องบินสหรัฐฯ ในอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์กล่าวหารัฐบาลโอบามาว่า ส่งเงิน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปให้อิหร่านด้วยเครื่องบิน และอ้างว่าเงินก้อนนี้เป็นการจ่ายเงินงวดแรกของข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนเกิดการปฏิวัติอิหร่านและเกิดการตัดสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และในเวลาเดียวกันก็เป็นเงินค่าไถ่ให้อิหร่านเพื่อแลกตัวนักโทษอเมริกัน 4 คน

มหาเศรษฐีฝีปากกล้าผู้นี้ยังกล่าวอ้างไปไกลกว่านั้น ด้วยการพูดถึง 2 ครั้งว่าเขาเคยดูคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่า เงินดังกล่าวถูกส่งไปยังอิหร่านจริงๆ โดยเขาพูดระหว่างการปราศรัยที่รัฐเมนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยอิหร่าน เพื่อทำให้ประธานาธิบดีโอบามาต้องอับอาย เพราะว่าสหรัฐฯ มีประธานาธิบดีที่ไร้ความสามารถ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับความผิดพลาดในวันศุกร์ว่า คลิปที่เขาได้ดูจริงๆ คือ คลิปวิดีโอช่วงเวลาที่นักโทษอเมริกัน 3 คนที่อิหร่านปล่อยตัวเดินทางถึงนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ “เครื่องบินที่ผมเห็นในโทรทัศน์เป็นเครื่องบินขนตัวประกันในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่เครื่องบินขนเงินสด 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอิหร่าน” ทรัมป์ระบุผ่านข้อความบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์

ด้านนายทิม เคน ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฝั่งเดโมเแครต ออกมาจิกกัดนายทรัมป์เกี่ยวกับกรณีคลิปวิดีโอดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่า ดูเหมือนทรัมป์จะสับสนระหว่างการให้สัมภาษณ์ ก่อนที่เขาจะออกมากลับคำพูดตัวเอง “ผมไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร วิดีโอนั้นไม่มีจริง เขาคงกำลังคิดกรณี อิหร่าน-คอนทรา (Iran Contra) เมื่อ 35 ปีก่อน หรืออะไรทำนองนั้น” นายเคนกล่าว

 

มาเลย์จี้เอาผิดคดีอาญา ข่มขืนแล้วแต่งงานเลี่ยงคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 01:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682908

 

กระทรวงพัฒนาสตรี ครอบครัวและชุมชนของมาเลเซีย ร้องเรียนถึงอัยการให้ขอศาลสูงพิจารณาทบทวนคดีนายอาห์เหม็ด สุกรี ยูซูฟ วัย 20 ปี ข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ปี เหตุเกิดเมื่อช่วงปีที่แล้ว แต่นายยูซูฟ ซึ่งอาจต้องถูกตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 30 ปี จากคดีข่มขืนกลับกำลังพ้นผิด เพราะเขาได้แต่งงานกับเด็กสาวคนดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสต่อต้านเรียกร้องจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มสิทธิสตรี ซึ่งต่างเห็นว่าคดีข่มขืนจะกลายเป็นอื่นไปไม่ได้ ทั้งต้องมีการแก้ไขกฎหมายป้องกันเกิดเหตุลักษณะนี้อีกในอนาคต

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2556 เกิดคดีชายคนหนึ่งข่มขืนเด็กสาวอายุ 12 ปี แต่เพื่อหลีกเลี่ยงถูกจำคุก เขาจึงได้แต่งงานกับเด็กสาวคนดังกล่าว จนก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากเหล่านักสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งสุดท้ายชายคนดังกล่าว ซึ่งมีครอบครัวแล้วทั้งมีบุตรธิดา 4 คน ถูกศาลตัดสินโทษจำคุก 12 ปี ทั้งนี้ คดีลักษณะนี้ส่วนใหญ่ในมาเลเซีย ฝ่ายหญิงมักยินยอมแต่งงานกับชายที่ข่มขืนเธอ เพราะไม่อยากขึ้นศาลให้อับอาย.

 

ลอนดอนป่วน ผู้ชุมนุมปิดถนนไปสนามบิน ‘ฮีทโธรว์’ เรียกร้องสิทธิคนผิวสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 23:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682936

 

คนผิวสีในสหราชอาณาจักร ออกมารวมตัวประท้วงปิดถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันศุกร์ พวกเขารวมตัวปิดถนนไปยังสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน และอีกหลายเมือง ทำให้เกิดปัญหาด้านการเดินทาง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. การจราจรในสหราชอาณาจักร (ยูเค) ปั่นป่วนอย่างหนัก หลังกลุ่มผู้ชุมนุมรณรงค์เรียกร้องสิทธิคนผิวสีภายใต้สโลแกน ‘Black Lives Matter’ หรือ ‘ชีวิตคนดำก็สำคัญ’ ออกมารวมตัวประท้วงปิดถนนในกรุงลอนดอน และอีกหลายเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งในการประท้วงปิดถนนทั่วประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมา

การประท้วงในเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอน เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 08:20 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ชุมนุมจำนวนมากจับมือกันเป็นสายโซ่มนุษย์ ปิดกั้นถนนมอเตอร์เวย์สาย เอ็ม4 ซึ่งเชื่อมไปสู่ ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ขณะที่ตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนเปิดเผยว่า มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมอย่างน้อย 10 คน และสามารถเปิดถนนได้ 1 ช่องทางแล้ว แต่การจราจรยังติดขัดอยู่


รถตำรวจจอดที่หน้าทางเข้าสนามบินฮีทโธรว์ หลังกลุ่ม Black Lives Matter ออกมาชุมนุม

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์เป็นวันครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์ตำรวจลอนดอนเหนือยิงนาย มาร์ก ดักแกน ชายผิวสีวัย 29 ปีเสียชีวิต ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศมาแล้ว โดยนาย วาอิล คาซิม โฆษกวัย 23 ปี กล่าวว่า “ในยูเค หลายครอบครัวยังคงรอคอยมาหลายสิบปีที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขาที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัว หรือรอคำตอบตรงๆ และพวกเขาทำผิดอะไร การชุมนุมนี้จึงเกิดขึ้นหลังจากการดิ้นรนมานานนับทศวรรษ และเพื่อเน้นย้ำว่าเกิดอะไรขึ้น”

การชุมนุมดังกล่าวยังทำให้เส้นทางขนส่งต่างๆ ในเมืองอื่นๆ ของสหราชอาณาจักรต้องหยุดชะงัก เช่นที่เมืองเบอร์มิงแฮม ผู้ชุมนุมออกมาร่วมตัวปิดถนนใกล้กับสนามบินเบอร์มิงแฮม ส่วนที่เมืองนอตติงแฮม ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งจับมือกันเป็นสายโซ่มนุษย์และนอนขวางทางรถราง นอกจากนี้กลุ่ม Black Lives Matter ยังมีแผนชุมนุมประท้วงเพิ่มเติมที่เมืองแมนเชสเตอร์ด้วย


ผู้ชุมนุมในเมืองนอตติงแฮม จับมือเป็นโซ่มนุษย์นอนขวางทางรถราง
 

ชาวเน็ตอื้อหือ แซวกระหึ่มออนไลน์ ภาพเปลือย ‘ออร์แลนโด บลูม’ พายเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/682661

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 16:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682661

 

ชาวเน็ตฮือฮา แซวภาพหลุด ออร์แลนโด บลูม ดาราดัง เปลือยล่อนจ้อน พายเรือให้แฟนสาว เคที เพอร์รี นักร้องสาวคนดัง นั่งชิลๆ ระหว่างไปพักผ่อนที่อิตาลี แต่ไม่รอด โดนปาปารัสซี่ มือไว แชะภาพไว้ได้

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.59 เว็บไซต์ เดอะ ซัน ในอังกฤษ เผยภาพเปลือยสุดฮือฮา ของออร์แลนโด บลูม ดาราหนุ่มฮอลลีวูดชื่อดัง ที่แก้ผ้า เปลือยอล่างฉ่าง ท้าสายลมและแสงแดด นั่งคุกเข่าพายเรือ ให้กับแฟนสาว เคที เพอร์รี นักร้องสาวคนดังในชุดบิกินี นั่งขัดสมาธิบนเรือด้วยสีหน้าแช่มชื่น มีความสุข ขณะทั้งคู่ไปพักผ่อนกันที่อิตาลี ว่า ก่อให้เกิดกระแส ‘เฮฮา’ ของชาวเน็ตอย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่างพากันแซวขำๆ ถึงขนาดของ ‘เจ้าโลก’ ของดาราหนุ่มวัย 39 ที่แม้จะถูกเบลอ หรือมีภาพอิโมจิปิดไว้ แต่จากภาพถ่าย ยังคงมองเห็น ‘เงาของเจ้าโลก’ บริเวณต้นขาของออร์แลนโด บลูมได้อยู่

‘คืนนี้ฉันต้องขอบคุณพระเจ้า สำหรับ ‘เงา’ ออร์แลนโด บลูม’ ชาวเน็ตคนหนึ่งคอมเมนต์แซวขำๆ ถึงขนาดเจ้าโลกของดาราหนุ่ม ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความเห็น ภายใต้แฮชแทก #Orlando Bloom ซึ่งกลายเป็นเทรนด์ฮิตบนโลกออนไลน์ในเวลารวดเร็วทันที หลังจากภาพเปลือยในชุด ‘วันเกิด’ ของออร์แลนโด บลูม ดาราดังจากหนัง ‘ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์’ ที่ถูกแอบถ่ายโดยช่างภาพปาปารัสซี่ ได้ถูกนำมาลงที่ นิวยอร์ก เดลี่ นิวส์ ออนไลน์ เป็นที่แรกเมื่อคืนวันพุธที่ 3 ส.ค. ก่อนจะปรากฏบนหน้าหนึ่งของแทบลอยด์ เดลี่ สตาร์ ในวันรุ่งขึ้น 4 ส.ค. จนสื่อต่างประเทศรายงานข่าวเกรียวกราว และก่อให้เกิดกระแสฮือฮาของชาวเน็ตอย่างมาก


ออร์แลนโด บลูม พูดคุยทักทาย เคที เพอร์รี ขณะเจอกันในงาน เมื่อปี 2556

ทั้งนี้ ออร์แลนโด บลูม และเคที เพอร์รี เพิ่งออกเดตกันเมื่อเดือนมกราคม ต้นปีนี้ หลังจากบลูมได้ประกาศแยกทางกับ มิแรนดา เคอร์ อดีตภรรยาคนสวย เมื่อปี 2557 และจากนั้น ก็มีข่าวเขาคบหากับ นอร์รา อาร์เนเซเดอร์ นักแสดงสาวสวยชาวฝรั่งเศส ก่อนจะมาเป็นแฟนกับเคที เพอร์รี นักร้องสาวชื่อดัง วัย 31 เมื่อต้นปี59.

 

หวาดเสียว! เครื่องบินลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ลงจอดอิตาลี เฉียดชนรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 14:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682441

 

(ภาพจากTwitter:Tgcom24)

หวิดจะชนอยู่แล้ว… เครื่องบินสินค้าจากปารีส ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ หลังลงจอดที่สนามบินเบอร์กาโม ในอิตาลี พุ่งทะลุรั้วเหล็กกั้นสนามบิน จนเกือบจะชนรถยนต์ โชคดีที่เครื่องบินหยุดก่อนถึงรถเพียงไม่กี่นิ้ว

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์สุดระทึก เครื่องบินสินค้าลำหนึ่ง จากกรุงปารีส เมืองหลวงฝรั่งเศส เกิดลื่นไถลออกนอกรันเวย์ หลังนักบินนำเครื่องลงจอด ที่สนามบินเบอร์กาโม ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี แต่เกิดสูญเสียการควบคุม จนลื่นไถล และบริเวณส่วนหน้าของเครื่องบินพุ่งชนทะลุรั้วเหล็กกั้นถนน หวุดหวิดจะชนกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ใกล้สนามบิน ห่างเพียงไม่กี่นิ้ว เดชะบุญ เครื่องบินได้สงบนิ่งก่อน จึงทำให้รถยนต์คันดังกล่าวรอดโดนเครื่องบินชนอย่างเหลือเชื่อ

สำหรับ เหตุการณ์เครื่องบินสินค้าลื่นไถล นักบินสูญเสียการควบคุมจนเครื่องบินทะลุรั้วเหล็กกั้นถนนครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้าวันที่ 5 ส.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) จึงทำให้โชคดีที่ยังมีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนนวงแหวนรอบสนามบินจำนวนน้อย

ข่าวแจ้งว่า เครื่องบินสินค้าลำนี้ คือเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เป็นเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำ ของบริษัทขนส่ง DHL ซึ่งบนเครื่องบินมีนักบินและลูกเรือ 3 คน และไม่มีใครได้รับอันตรายบาดเจ็บจากเหตุการณ์เครื่องบินลื่นไถลออกนอกรันเวย์ในครั้งนี้

 

เศร้า! เผยหญิงถูกแทงดับที่ลอนดอน เป็นภริยาศาสตราจารย์ ชาวอเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 11:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682301

 

เสียชีวิตไกลบ้าน…เผยหญิงสูงอายุถูกมือมีดแทงดับ ทางตอนกลางของกรุงลอนดอน เป็นหญิงชาวอเมริกัน และภริยาศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาชื่อดัง แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา แต่ติดตามสามีมาอยู่เมืองหลวงอังกฤษ เพื่อสอนหนังสือภาคฤดูร้อน ไม่คาดคิดจะเจอโศกนาฏกรรมสลด

เมื่อ 5 ส.ค.59 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน มหาวิทยาลัยฟลอริดา (Floridan State University หรือ FSU) ออกแถลงการณ์ระบุ หญิงสูงอายุที่เสียชีวิตจากการถูกหนุ่มอายุ 19 ปี ใช้มีดแทง ที่บริเวณจตุรัสรัสเซล ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงอังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นหญิงชาวอเมริกัน และเธอยังเป็นภริยาของศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ริชาร์ด แวกเนอร์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ในสหรัฐฯด้วย

รอยเตอร์แจ้งว่า ทางมหาวิทยาลัยฟลอริดา ไม่ได้เปิดเผยชื่อของหญิงชาวอเมริกันที่เสียชีวิต เพียงแต่ระบุว่า เธอเป็นภริยาของ ศ.แวกเนอร์ ขณะที่ประธานมหาวิทยาลัยฟลอริดาได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของภริยา ศ.แวกเนอร์ว่า ‘ไม่มีคำใดมาอธิบายถึงความเจ็บปวดใจของพวกเราต่อโศกนาฏกรรมสะเทือนใจครั้งนี้ได้’(อังกฤษคุมเข้มทั่วลอนดอน! หลังเกิดเหตุสุดช็อก มือมีดไล่แทงคน ตาย 1)


เจ้าหน้าที่นิติเวชเก็บหลักฐานบริเวณที่หญิงสูงอายุถูกแทงเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม นายริค สกอตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ได้ทวีตข้อความเปิดเผยชื่อของหญิงอเมริกัน ภริยาของ ศ.แวกเนอร์ ที่เสียชีวิตผ่านทวิตเตอร์ ว่าเธอชื่อ ดาร์ลีน ฮอร์ตัน โดยทางมหาวิทยาลัยฟลอริดา เผยว่า ศ.แวกเนอร์ และภริยาได้ไปพำนักอยู่ในกรุงลอนดอน เนื่องจาก ศ.แวกเนอร์ ต้องมาสอนหนังสือภาคฤดูร้อนที่กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นโครงการ ‘การศึกษาที่ลอนดอน’ ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา


มีผู้นำช่อดอกไม้มาวางไว้อาลัย บริเวณจุดเกิดเหตุ

ทั้งนี้ ตำรวจอังกฤษได้จับกุมหนุ่มวัย 19 ปี ที่ลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญใช้มีดไล่แทงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า ที่บริเวณจตุรัสรัสเซล จนทำให้มีหญิงสูงอายุเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย โดยตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าชายหนุ่มที่ลงมือก่อเหตุคนนี้อาจมีปัญหาป่วยทางจิต ขณะที่ผลการสืบสวนยังไม่พบหลักฐานว่าการกระทำรุนแรงของเขาเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย.

 

อียิปต์เผย กองทัพสังหารหัวหน้าติดอาวุธสาขา ‘ไอซิส’ ในไซนายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682056

 

กองทัพอียิปต์เผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า พวกเขาสามารถสังหารหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ ซึ่งเป็นสาขาของกลุ่มรัฐอิสลาม ในคาบสมุทรไซนายได้แล้ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพของประเทศอียิปต์เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า พวกเขาสามารถสังหารหัวหน้ากลุ่ม ‘จังหวัดไซนาย’ หรือ ‘อันซาร์ เบอิต อัล-มัคดิส’ ซึ่งเป็นสาขาของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในคาบสมุทรไซนายได้แล้ว ในการโจมตีทางอากาศหลายระลอกที่เมืองเอล-อาริช เมืองใหญ่สุดในพื้นที่ตอนเหนือของไซนาย

พลจัตวา โมฮัมเหม็ด ซาเมียร์ โพสต์ข้อความลงบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อาบู ดูอา อัล-อันซารี หัวหน้ากลุ่มอันซาร์ เบอิต อัล-มัคดิส ถูกสังหารในปฏิบัติการซึ่งได้รับการชี้นำจากข้อมูลข่าวกรองอันแม่นยำ ขณะที่กองทัพอียิปต์เผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวยังทำให้มีนักรบติดอาวุธถูกสังหารอีกมากกว่า 45 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน รวมทั้งทำลายอาวุธได้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ อันซาร์ เบอิต อัล-มัคดิส เป็นกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในประเทศ เริ่มก่อการตั้งแต่ปี 2011 และเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พวกเขาก่อเหตุโจมตีถึง 31 ครั้งในพื้นที่ต่างทั่วไซนายภายในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ก็เพิ่งเผยแพร่คลิปวิดีโอข่มขู่จะโจมตีอิสราเอลด้วย

 

ฝากความหวัง ‘ฮิลลารี’!! เผยข้อมูลลับ UFO ตกที่รอสเวลล์จริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682046

 

การเลือกตั้งสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การหาเสียงอย่างจริงจังระหว่างตัวแทนของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ซึ่งได้แก่นาง ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้าชาวนิวยอร์ก ซึ่งต่างฝ่ายต่างเริ่มทำสงครามน้ำลายกันไปบ้างแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา ผู้สมัครทั้งสองคนต่างต้องฟันฝ่ามรสุมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา นางคลินตันโดนตั้งคำถามเรื่องการใช้อีเมลส่วนตัวคุยงานราชการ ขณะที่นายทรัมป์ถูกฝีปากของตัวเองย้อนกลับมาเล่นงานหลายต่อหลายครั้ง จนสร้างศัตรูทั้งในและนอกพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นต้นสังกัด แต่ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่าคะแนนนิยมล่าสุดของผู้แทนเดโมแครตจะนำอยู่เล็กน้อย

ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ และนโยบายบริหารเป็นเรื่องสำคัญมากก็จริง แต่เชื่อว่าหนึ่งในกลุ่มที่จะลงคะแนนให้เธอในการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้ ต้องมีลัทธิบูชายูเอฟโอ หรือผู้ที่เชื่อเรื่องวัตถุลึกลับจากนอกโลกรวมอยู่ด้วยแน่นอน หลังจากเธอประกาศว่า หากเธอได้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เธอจะเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่เป็นข้อถกเถียงมานาน โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ยูเอฟโอตกลงมาเมื่อปี 1947 และฐานทัพ แอเรีย-51 ที่เต็มไปด้วยปริศนา


แบบจำลองเอเลี่ยน จัดแสดงที่เมืองรอสเวลล์

เหตุการณ์ที่รอสเวลล์

เรื่องที่ว่า ยูเอฟโอ หรือมนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ ยังคงคำถามที่คาใจของมนุษยชาติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการเปิดเผยภาพถ่าย-คลิปวิดีโอที่ถ่ายติดภาพวัตถุลึกลับบนท้องฟ้า, รอยปริศนาในทุ่งนา หรืออื่นๆ ยิ่งสร้างความพิศวงงงงวยมากขึ้นไปอีก แม้ผู้เชี่ยวชาญจะพยายามหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างปริศนาเหล่านี้ แต่ก็ไม่อาจตอบคำถามได้สมบูรณ์หรือทั้งหมด

และปริศนาเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่เป็นข้อถกเถียงและทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากที่สุดคงไม่พ้น ‘เหตุการณ์ที่รอสเวลล์’ ซึ่งต้องย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1974 เมื่อมีข่าวลือเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ว่ามีผู้เห็นแสงประหลาดที่ทุ่งนาทางตอนเหนือของเมืองรอสเวลล์ ในรัฐนิวเม็กซิโก ก่อนที่หนังสือพิมพ์ รอสเวลล์ เดลี่ เรคคอร์ด จะตีพิมพ์ข่าวสะท้านโลก (ในเวลานั้น) ในวันที่ 8 กรกฎาคม ว่ามีคนพบซากของวัตถุบางอย่างที่อาจเป็นยานบินลึกลับในทุ่งนาดังกล่าว

รายงานของรอสเวลล์ เดลี่ เรคคอร์ด เกิดขึ้นหลังจาก พันตรีเจสซี มาร์เซล เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศเมืองรอสเวลล์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เจออะไรบางอย่างที่ทุ่งแห่งนั้นจริงๆ และหลังจากที่เขากับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ กองทัพอากาศเมืองรอสเวลล์ออกแถลงการณ์ ที่ฮือฮาอย่างมากว่า เจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศรอสเวลล์โชคดีมากที่ได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง

แต่เพียงไม่นานต่อมา ภาครัฐก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธเรื่องการพบยูเอฟโอ โดยอ้างว่าวัตถุลึกลับที่ตกลงมาเป็นเพียง บอลลูนตรวจอากาศ แต่แน่นอนว่าคำพูดของรัฐบาลไม่อาจยับยั้งข่าวลือที่แพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่งได้ เหตุการณ์ที่รอสเวลล์ยังทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมากว่า มีการพบเอเลี่ยนอยู่ในจานบินด้วย แต่หลักฐานทั้งหมด ถูกรัฐบาลเก็บไปหมดแล้ว ที่แอเรีย-51


พันตรี เจสซี มาร์เซล เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศเมืองรอสเวลล์ กับชิ้นส่วนปริศนาที่เก็บได้จากทุ่งนาในเมืองรอสเวลล์

แอเรีย-51

แอเรีย-51 หรือ เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของเขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งอยู่ทางเหนือของนครลาสเวกัส ในรัฐเนวาดา ประมาณ 95 ไมล์ เป็นที่ตั้งของเขตทดลองต่างๆ และฐานทัพอากาศเนลลิส ซึ่งการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบันทำให้รู้ว่า พื้นที่ที่เป็นสถานที่ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯและบริษัทเอกชนต่างๆ ใช้วิจัย, พัฒนา และทดสอบเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆ ที่มีอานุภาพร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ข้อมูลของแอเรีย-51 ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาเรื่อยๆ บ้างก็ว่าเป็นจุดที่รัฐบาลนำยูเอฟโอที่ตกบนโลก มาตรวจวิเคราะห์ เพื่อนำเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวไปใช้สร้างเครื่องบินรบรุ่นใหม่, เป็นจุดที่สหรัฐฯ ใช้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และยังถูกกล่าวหาว่าถูกใช้เป็นสถานที่สร้างฉากลวงคนทั้งโลกว่า นีล อาร์มสตรอง เหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ด้วย

นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีของนายบ๊อบ ลาซาร์ ชาวลาสเวกัสผู้อ้างว่า เคยทำงานในแอเรีย-51 ระหว่างปี 1988-89 ออกมาเปิดเผยว่า เขาพบวัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่ที่เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นจานบินอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า เอส-4 ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกออกแบบมาให้กลมกลืนไปกับพื้นทราย เขายังอ้างว่าพบเอเลี่ยนภายในนี้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทางการสหรัฐฯ ปฏิเสธคำพูดของเขา และว่าวัตถุสิ่งบินที่ลาซาร์เห็นคือเครื่องบินรุ่นใหม่ของสหรัฐฯ ต่างหาก


ภาพจากคลิปวิดีโอการผ่าตัดเอเลี่ยน

คลิปผ่าเอเลี่ยนสะท้านตับ

กระแสเรื่องยูเอฟโอที่รอสเวลล์ก็เริ่มซบเซาลงตามกาลเวลา จนกระทุ่งถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้งในปี 1995 หลังนายเรย์ แซนทิลลิ ผู้ทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิงในอังกฤษ เผยแพร่คลิปวิดีโอที่ใช้ชื่อว่า ‘Alien Autospy’ หรือ ‘การชันสูตรศพมนุษย์ต่างดาว’ ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นศพของเอเลี่ยนที่ได้มาจากเหตุการณ์รอสเวลล์นี้เอง โดยวิดีโอนี้เป็นภาพที่ถ่ายอย่างชัดเจน เห็นศพของสิ่งแปลกประหลาด หัวโต ตัวเล็ก มีบาดแผลที่ขา และมีคนแต่งกายปกปิดมิดชิดเข้ามาผ่าศพ

คลิปวิดีโอของแซนทิลลิทำให้โลกต้องตะลึงได้เพียง 11 ปี ก่อนที่เขาจะออกมายอมรับในปี 2006 ว่า คลิปนี้เป็นภาพยนตร์ที่ถูกทำขึ้น ซากเอเลี่ยนก็เป็นหุ่นที่ทำขึ้นมาจากเนื้อสัตว์ แต่เขายังยืนกรานทิ้งความหวังเล็กๆให้แก่ผู้เชื่อเรื่องยูเอฟโอว่า คลิปวิดีโอการผ่าตัดของจริงนั้นมีอยู่ แต่เสื่อมสภาพตามการเวลาไปแล้ว ทำให้ต้องมีการถ่ายทำขึ้นมาใหม่เพื่อประกอบกับของเก่าที่เหลือให้เกิดความสมบูรณ์

คลินตันลั่นขุดคุ้ยเรื่องยูเอฟโอ

นางคลินตันเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อระหว่างการเลือกตั้งขั้นต้นเมื่อหลายเดือนก่อน ว่า หากเธอได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เธอจะสั่งให้มีการขุดคุ้ยหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องยูเอฟโอ และเอเลี่ยนที่รัฐบาลสหรัฐฯ รู้ โดยเฉพาะเหตุการณ์รอสเวลล์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ยูเอฟโอตกลงมาเมื่อปี 1947 และที่ฐานทัพ แอเรีย-51 ที่เชื่อว่าซากยูเอฟโอและเอเลี่ยนถูกเก็บซ่อนเอาไว้

อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ผู้นี้ยังบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า เธอเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอาจเคยเดินทางมาเยือนโลกของเราแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง และเมื่อถูกถามว่า ในอดีตสมัยที่บิล คลินตัน สามีของเธอดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาก็เคยพยายามเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยูเอฟโอแต่ไม่สำเร็จ นางคลินตันก็ตอบว่า เธอจะลองอีกครั้งหนึ่ง


เทศกาลเอเลี่ยนที่เมืองรอสเวลล์

คลินตันจะเปิดโปงความลับสำเร็จหรือไม่?

ในขณะที่หลายคนกำลังตั้งความหวังที่จะได้รู้ความลับเกี่ยวกับยูเอฟโอที่สหรัฐฯ อาจจะปกปิดไว้ นักวิเคราะห์หลายคนก็ออกมาตั้งคำถามว่า ต่อให้ฮิลลารี คลินตัน ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี แต่สหรัฐฯ จะมีเอกสารเกี่ยวกับยูเอฟโอให้เธอได้ขุดคุ้ยหรือไม่?

นายนิค โป๊ป นักเขียนและนักข่าวซึ่งเคยสืบสวนเรื่องเกี่ยวกับยูเอฟโอให้กับกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร กล่าวว่า นับตั้งแต่ โครงการสมุดปกน้ำเงิน (Project Blue Book) ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลและภัยคุกคมจากยูเอฟโอจัดทำโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ จบลงในปี 1970 สหรัฐฯ ก็ไม่เคยตั้งหน่วยงานเพื่อสืบสวนเรื่องเกี่ยวกับยูเอฟโออย่างเป็นทางการอีกเลย และผลวิจัยของโครงการสมุดปกน้ำเงิน ก็เปิดให้สาธารณะได้อ่านกันที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติอยู่แล้ว

โป๊ป กล่าวต่อว่า สิ่งที่คลินตันต้องการหา เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือสมุดปกน้ำเงิน ซึ่งเท่าที่เขารู้ สิ่งนั้นมันไม่มี ด้านนายเท็ด โร ผู้อำนวยการศูนย์รายงานอากาศยานแห่งชาติว่าด้วยเรื่องปรากฏการณ์ผิดปกติ (Narcap) ตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลจะยอมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดออกมาหรือไม่? เพราะเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในอดีต


วงกลมปริศนา ที่เชื่อกันว่าเป็นผลจากการที่จานบินลงจอด ถูกพบในภาคใต้ของเยอรมนี เมื่อปี 2014
 

กลัวทรัมป์ทำตัวเองเจ๊ง! รีพับลิกันหาทางอุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681913

 

เมื่อ 3 ส.ค. นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้า ผู้แทนพรรครีพับลิกันเพื่อชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 8 พ.ย. ออกมายืนยันว่า การหาเสียงของตนยังเป็นเอกภาพ แม้มีรายงานว่าเกิดความแตกแยกร้าวลึกในพรรค หลังเขาก่อเรื่องก่อราวใส่ตัวโดยไม่จำเป็น รวมทั้งกล่าวตอบโต้ครอบครัวนายทหารชาวมุสลิมที่เสียชีวิตในสมรภูมิอิรัก ซึ่งเขาถูกวิจารณ์ว่าไม่ให้เกียรติทหารหาญ ทั้งนี้ หลังเขาถูกวิจารณ์เรื่องแผนห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังเปิดศึกกับทั้งคนในและคนนอกพรรคที่วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างออกรส

ด้านสถานีข่าวเอ็นบีซี นิวส์ รายงานว่า แกนนำพรรครีพับลิกันมีแผนแทรกแซงเพื่อดึงการหาเสียงกลับคืนสู่แนวทางที่ควรจะเป็น ซึ่งเน้นเรื่องต่างๆ อย่างเช่น การจ้างงานและข้อตกลงการค้า ความพยายามนี้จะนำโดยประธานกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน นายเรนซ์ พรีบัสและพันธมิตรของนายทรัมป์ อย่างนายนิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนฯ และนายรูดี้ กุยเลียนี อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ซึ่งนายกิงริชเผยว่า ตนคิดว่าบางอย่างที่ทรัมป์ทำเป็นการทำลายตัวเองชัดๆ พฤติกรรมทำลายตัวเองของนายทรัมป์ระยะหลังๆยังทำให้แกนนำพรรครีพับลิกันประกาศจะสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนของพรรคเดโมแครตแล้วหลายคน รวมทั้ง ส.ส.รัฐนิวยอร์ก นายริชาร์ด ฮันนาแต่คนที่ต่อต้านทรัมป์หลายคนเลือกที่จะลงคะแนนให้ผู้สมัครคนที่ 3 แทนการสนับสนุนนางคลินตัน.


นิวต์ กิงริช