สุดระทึก!เครื่องบินเอมิเรตส์ ตกกระแทกรันเวย์สนามบินดูไบ ไฟลุกท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680776

 

(ภาพจากยูทูบ: Gone Viral Vedio)

ผู้โดยสารกว่า 200 ชีวิตใจหายใจคว่ำ เครื่องบินโดยสารของสายการบินเอมิเรตส์ จากอินเดีย ประสบเหตุตกกระแทกรันเวย์ระหว่างลงจอดที่สนามบินดูไบ จนเกิดไฟลุกท่วมควันดำทะมึน

เมื่อ 3 ส.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุระทึก เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK521 พร้อมผู้โดยสาร 282 คน และลูกเรือ 18 คน จากเมืองธิรุวานันทพุราม หรือเมืองตริวันดรัม รัฐเกรละ  ประเทศอินเดีย มายังดูไบ ประสบเหตุตกกระแทกรันเวย์อย่างรุนแรง ขณะกำลังลงจอดที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศดูไบ ในรัฐดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 3 ส.ค. จนก่อให้เกิดไฟไหม้เครื่องบิน ควันดำทะมึนพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า

ต่อมา สายการบินเอมิเรตส์ ยืนยันว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบินเอมิเรตส์ลำหนึ่ง ได้ประสบอุบัติเหตุ ที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศดูไบ เวลาประมาณ 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 3 ส.ค. ก่อนที่ สายการบินเอมิเรสต์ ได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ผู้โดยสารทั้งหมดบนเครื่องได้รับการอพยพฉุกเฉินออกจากเครื่องบิน และไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่สนามบินดูไบได้เข้าควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้เครื่องบินได้เรียบร้อย และผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย


ข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ระทึกที่เกิดกับเที่ยวบิน EK521 ครั้งนี้ ทำให้สนามบินดูไบต้องหยุดระงับการขึ้นลงของเที่ยวบินอื่นๆที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศดูไบเป็นการชั่วคราวด้วย.

 

สยอง สะพานไฮเวย์อินเดีย พัง! รถบัส 2 คันร่วงลงแม่น้ำ สูญหายกว่า 20คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 14:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680587

 

อินเดียสลด สะพานไฮเวย์สายสำคัญ เชื่อมเมืองมุมไบกับเมืองกัว ทางตะวันตก พังถล่มลงมา รถบัสโดยสาร เคราะห์ร้าย 2 คัน กำลังวิ่งอยู่บนสะพานพอดี ร่วงละลิ่วลงแม่น้ำ ส่งผลให้มีผู้สูญหายอย่างน้อย 22 ราย

เมื่อ 3 ส.ค. 59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานเกิดอุบัติเหตุระทึก สะพานไฮเวย์ เชื่อมระหว่างเมืองมุมไบ กับเมืองชายทะเล ‘กัว’ ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย เกิดพังถล่มลงมา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ส.ค. เป็นเหตุให้รถบัสโดยสาร 2 คันที่กำลังแล่นอยู่บนสะพานพอดี ตกลงไปในแม่น้ำสาวิตรี เบื้องล่าง ส่งผลให้มีผู้สูญหายอย่างน้อยถึง 22 คน

เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดียในท้องที่ กล่าวว่า ปฏิบัติการค้นหารถบัสและผู้สูญหายในแม่น้ำ ต้องเจอกับอุปสรรค มีฝนตกหนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูมรสุม ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่กู้ภัยนับ 80 คนที่ถูกส่งมายังบริเวณที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน ก็ยังหาไม่เจอรถบัสหรือผู้สูญหายแต่อย่างใด


ด้านหัวหน้ากองกำลังช่วยเหลือผู้ประสบหายนะภัยของอินเดีย กล่าวว่า มีรถบัสโดยสารอย่างน้อย 2 คันร่วงลงไปในแม่น้ำ ขณะสะพานสาวิตรี ซึ่งเป็นสะพานเก่าก่อสร้างมานานแล้ว พังเป็นบางส่วน โดยการค้นหารถบัสของทีมกู้ภัยในระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรห่างจากสะพาน ยังคงไม่เจอรถบัส ซึ่งคาดว่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและเต็มสองฟากฝั่งจะพัดพารถบัสลอยห่างไปไกลจากจุดเกิดเหตุ

 

โบอิ้ง อาจต้องปิดสายการผลิต 747 หากไม่มียอดสั่งเพิ่มในปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680368

 

โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อาจต้องปิดสายการผลิตเครื่องบินโดยสารแบบจัมโบ้เจ็ต โบอิ้ง 747 ของตัวเองลงในปี 2019 หากไม่สามารถหายอดสั่งซื้อเพิ่มได้ โดยเป็นผลจากตลาดเครื่องบินใหญ่และแอร์คาร์โก้ชะลอตัว…

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อาจต้องปิดสายการผลิตเครื่องบินโดยสารแบบจัมโบ้เจ็ต โบอิ้ง 747 ของตัวเองลง หลังจากที่ไม่สามารถหายอดสั่งซื้อเพิ่มได้ เพราะความต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ลดลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาแพงกว่าเดิม

โบอิ้งประกาศเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2559 ที่ผ่านมา ว่าหากไม่มียอดการสั่งซื้อเพิ่มเติมเข้ามาอย่างเพียงพอ อาจทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลง เพื่อลดความเสี่ยงที่มีสาระสำคัญ ที่เป็นเหตุผลให้ต้องปิดสายการผลิตของ 747 ลง โดยโบอิ้งปฏิเสธที่จะเพิ่มกำลังการผลิตโบอิ้ง 747 จากเดิม 1 ลำ ต่อเดือนจนถึงปี 2019 หลังจากที่คงกำลังการผลิตไว้ตั้งแต่เดือน ก.ย.ปี 2015


เครื่องบินโบอิ้ง 747-8

นายเดนนิส มูเลนเบิร์ก ประธานบริหารโบอิ้ง กล่าวว่า เราตัดสินใจที่จะลดกำลังการผลิต และความคาดหวังในแผนงานของโบอิ้ง 747 ในอนาคตลง และตั้งสมมติฐานรายได้ทางบัญชีไว้ต่ำที่สุด จากความอ่อนแอของตลาดเครื่องบินขนสินค้า หรือ แอร์คาร์โก้ ในขณะนี้ แม้จะมีความท้าทายอย่างต่อเนื่องในตลาดของเครื่องบินขนสินค้า โบอิ้งยังคงเห็นว่า โบอิ้ง 747 มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อลูกค้าในระยะยาว

สำหรับรุ่นล่าสุดของโบอิ้ง 747 คือ รุ่น 747-8 ที่มีการใช้งานในสายการบิน คาเธ่ย์ แปซิฟิค ลุฟท์ฮันซ่า แอร์ไชน่า และอีกหลายๆ สายการบิน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ ของเครื่องบินโดยสารแบบ 2 ชั้น ที่เริ่มบินครั้งแรกเมื่อปี 1969 ทำให้ก้าวสู่ยุคใหม่ของการเดินทางทางอากาศ ที่มีจำนวนผู้โดยสารมากๆ ในคราวเดียว

อย่างไรก็ตามโบอิ้งไม่ได้เป็นผู้เดียวที่ได้รับผลกระทบต่อการหดตัวของตลาดเครื่องบินขนาดใหญ่ แอร์บัส ที่เป็นคู่แข่งจากยุโรป ก็ได้รับยอดการสั่งซื้อที่น้อยเช่นกัน โดยกำลังการผลิตเครื่องบิน รุ่น แอร์บัส เอ380 ลดลงเหลือ 12 ลำต่อปี จนถึงปี 2018 จากเดิม 27 ลำต่อปี ในปี 2015.

ที่มา  traveller.com.au

 

‘โอบามา’ อัด ‘ทรัมป์’ ไม่เหมาะสมนั่งเก้าอี้ปธน.สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680232

 

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์ ตอบโต้ว่าโอบามาเป็นผู้นำที่ล้มเหลว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ออกมากล่าวโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ ว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ หลังในช่วงที่ผ่านมานายทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากเขาพูดจาถากถางครอบครัวชาวมุสลิมของทหารอเมริกันผู้พลีชีพในสงครามอิรัก ที่แสดงการไม่สนับสนุนเขา ทรัมป์ยังถูกโจมตีที่เขาสนับสนุนที่รัสเซียเข้าควบรวมดินแดนไครเมียของยูเครนด้วย

เมื่อวันอังคาร (3 ส.ค.) นายโอบามากล่าวว่า “ตัวแทนพรรครีพับลิกันไม่คู่ควรกับตำแหน่งประธานาธิบดี และเขาก็แสดงให้เห็นมาตลอด คำที่เขาใช้โจมตีครอบครัวของทหารผู้พลีชีพ ซึ่งเป็นผู้เสียสละอย่างที่สุด หมายความว่า เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการรับงานนี้อย่างร้ายแรง”

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายทรัมป์ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีโอบามา ว่าเขาเป็นผู้นำที่ล้มเหลว แต่ไม่พูดถือคำวิพากษ์วิจารณ์ของโอบามาตรงๆ

 

มะกันเตือนหญิงมีครรภ์ อย่าเข้าไมอามี หลังคนติดเชื้อ ‘ซิกา’ จากยุงเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680222

 

หน่วยงานสาธารณสุขสหรัฐฯ ออกคำเตือนการเดินทางใหม่ โดยแนะนำสตรีมีครรภ์ไม่ให้เดินทางเข้าพื้นที่บางจุดของเมืองไมอามี หลังจากพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจากยุงมากขึ้น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยงานสาธารณสุขสหรัฐฯ ออกคำเตือนการเดินทางใหม่เมื่อวันจันทร์ (1 ส.ค.) โดยแนะนำให้สตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่บางส่วนเมืองไมอามี หลังจากทางการรัฐฟลอริดาเผยว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา ที่เชื่อว่ามีพาหะจากยุง เพิ่มขึ้นอีก 10 ราย

ผู้ป่วยรายใหม่ที่พบในวันจันทร์ ทำให้จำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อซิกาจากยุงเพิ่มขึ้นเป็น 14 ราย เป็นผู้ชาย 12 คน และหญิงอีก 2 คน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (ซีดีซี) ออกคำแนะนำประชาชนที่เดินกลับจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในรัฐฟลอริดา ใช้ยากันยุงติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์เพื่อปกป้องครอบครัวของพวกเขา และป้องกันการส่งผ่านเชื้อสู่ยุงท้องถิ่น

ซีดีซียังเตือนไม่ให้หญิงมีครรภ์เดินทางเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนหญิงมีครรภ์ที่อาศัยอยู่หรือเดินทางเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวหลังจากวันที่ 15 มิ.ย. ควรไปรับการตรวจร่างกาย ขณะที่สตรีซึ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ควรชะลอการตั้งครรภ์เป็นเวลา 8 สัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายริค สกอตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ประกาศว่าพบหลักฐานการติดต่อของเชื้อซิกาจากยุงสู่คนเป็นครั้งแรก หลังจากมีข้อสงสัยมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนก.ค. โดยเขาได้เรียกร้องให้ซีดีซี ส่งทีมเจ้าหน้าที่พิเศษตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินมาช่วยเหลือในการสืบสวนของรัฐฟลอริดาด้วย

ด้าน ดร.โธมัส ฟรีเดน ผู้อำนวยการซีดีซี ระบุในงานแถลงข่าวว่า ความพยายามควบคุมปริมาณยุงท้องถิ่นไม่ได้ผลดีตามที่หวังไว้ แต่จนถึงตอนนี้เชื้อซิกาไม่ได้แพร่กระจายไปไกลนัก

 

ขั้วฮิลลารี-ทรัมป์เดินสายสาดสงครามน้ำลาย โพลชี้ฝ่ายหญิงนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 03:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680133

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกาะบรรยากาศการหาเสียงของสองขั้วการเมืองยักษ์ใหญ่อเมริกัน หลังนางฮิลลารี คลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีปากจัดได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในการประชุมใหญ่เนชันแนล คอนเวนชั่นของทั้งสองค่ายเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยสำหรับความคืบหน้าเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ผลสำรวจความคิดเห็นสำนักจัดโพลต่างๆ เริ่มบ่งชี้ว่าประชาชนชาวอเมริกันเริ่มที่จะเทคะแนนให้นางฮิลลารีแล้ว

ทั้งนี้ โพลของสำนักข่าวซีบีเอสระบุว่า คะแนนนิยมเฉลี่ยของนางฮิลลารีกับนายทรัมป์อยู่ที่ 46 ต่อ 39 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลโพลของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นชี้ว่า นางฮิลลารีนำนายทรัมป์ถึง 52 ต่อ 43 เปอร์เซ็นต์ โดยการเปลี่ยนแปลงของโพลครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากนางฮิลลารีได้กล่าวสุนทรพจน์ชี้แจงนโยบายในการปิดประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตที่เมืองเพนซิลเวเนีย จากแต่ก่อนเป็นนายทรัมป์ที่มีคะแนนนำหลังจากเจ้าตัวกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน ในรัฐโอไฮโอเช่นกัน

วันเดียวกัน นางฮิลลารีได้เปิดเผยแผนการดึงดูดชาวบ้านให้ไปลงคะแนนเลือกตั้ง ว่าอาจจะขอความร่วมมือจากผู้ผลิตเกมมือถือจับตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาด หรือ “โปเกมอน โก” ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้ ให้ช่วยออกโปรโมชั่นพิเศษ อย่างเช่นว่า ในวันเลือกตั้งจะมีตัวสัตว์ประหลาดพิเศษโผล่มาให้จับในคูหา ขณะที่นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ที่ออกหาเสียงร่วมกับนางฮิลลารีในรัฐเนบราสกา ได้ประกาศท้าทายนายทรัมป์ถึงกรณีที่ยังปกปิดข้อมูลการจ่ายภาษีของตัวเองอยู่ว่า หากแน่จริงก็ขอให้นัดมาเจอกับตนตัวต่อตัว และเอาข้อมูลการจ่ายภาษีของแต่ละคนมาโชว์แลกเปลี่ยนกันดู

ส่วนนายทรัมป์ซึ่งอยู่ระหว่างหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย กล่าวโจมตีนายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ อดีตคู่แข่งตัวเต็งพรรค เดโมแครตกับนางฮิลลารี ว่า ที่ยอมจำนนมาสนับสนุนนางฮิลลารีเป็นการทำสัญญากับซาตาน และนางฮิลลารีก็คือซาตาน พร้อมระบุ กลัวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะถูกล็อกผลไว้แล้ว

แต่ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังถูกสื่อมวลชนรุมโจมตีว่า ไม่รู้เรื่องสถานการณ์โลก หลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีทหารรัสเซียในยูเครน ส่วนหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก โพสต์ ได้ลงรูปเปลือยถ่ายแบบของนางมาเลเนีย ทรัมป์ ภริยานายทรัมป์ เป็นวันที่สองติดต่อกัน.

 

อดีตลูกจ้าง FBI มะกันรับผิด เป็นสายลับส่งข้อมูลให้รัฐบาลจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 03:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680158

 

อดีตลูกจ้างของเอฟบีไอสหรัฐฯ ซึ่งถูกจับเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ยอมรับสารภาพในศาล ว่าเขาเป็นสายลับคอยส่งข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคุน ชาน ชุน ชาวสหรัฐฯ ซึ่งเกิดในประเทศจีน และอดีตช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) และได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับสุดยอด ยอมรับผิดในศาลเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่าเขามีพฤติกรรมเป็นสายลับให้กับรัฐบาลจีน

ความผิดของนายชุนทำให้เขามีสิทธิ์ได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี แต่รัฐบาลและจำเลยตกลงร่วมกันในข้อต่อรองรับสารภาพว่า โทษจำคุกระหว่าง 21-27 เดือนถือว่าเหมาะสมแล้ว ขณะที่ทนายฝ่ายจำเลยกล่าวว่า นายชุนสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปอย่างยิ่ง และเขารักสหรัฐอเมริกา

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นายชุน หรือที่รู้จักกันในชื่อ โจอี ชุน อายุ 46 ปี ทำงานเป็นช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ของเอฟบีไอสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1997 จนกระทั่งเขาถูกจับกุมในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเขาเสนอตัวช่วยสายลับส่งข้อมูลอ่อนไหวของรัฐบาลให้กับผู้ร่วมมือชาวจีน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการเป็นสายลับของนายชุนเกิดขึ้นหลังจาก เขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนนายหนึ่งระหว่างการเดินทางเยือนประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสในปี 2011 จากนั้นพวกเขายังแอบพบกันเป็นการส่วนตัวในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เขาถูกกล่าวหาว่า ปกปิดความเชื่อมโยงระหว่างเขากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนอย่างน้อย 1 คน และกับบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ชื่อว่า ‘Zhuhai Kolion’ ซึ่งเขาได้รับผลประโยชน์ทางการเงินทางอ้อม ขณะที่เอกสารของศาลนิวอยร์ระบุว่า ในปี 2013 นายชุนส่งแผนผังแสดงให้เห็นโครงสร้างการบริหารของเอฟบีไอให้แก่เจ้าหน้าที่จีนที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ และ 2 ปีต่อมา เขาก็ส่งรูปภาพของเอกสารลับเกี่ยวกับเทคโนโลยีสอดแนม

ด้านนายเอมิล โบฟ ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ กล่าวว่า นายชุนยังมอบข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและตารางการเดินทางของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ให้กับจีนอีกด้วย โดยเขาได้รับรางวัลเป็นเงินหรือผลตอบแทนเช่นที่พักโรงแรม เป็นต้น

 

สุดช็อก! ผู้เชี่ยวชาญแคนาดา ฟันธง MH370 โดนจงใจขับพุ่งตกลงทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 18:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679836

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนหาสาเหตุเครื่องบินตก ชาวแคนาดา ชี้จากส่วนปีก ‘แฟลปเพอรอน’ ที่พบบนเกาะเรอูนิยง ฟันธงสาเหตุที่ทำให้ MH370 ประสบเหตุตก เป็นเพราะมีคนบังคับจงใจขับให้พุ่งตกลงทะเล เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครเท่านั้น ที่ขับเครื่องบินไปพบจุดจบ

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายแลร์รี แวนซ์ อดีตคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการบินและคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการคมนาคมของแคนาดา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการสอบสวนหาสาเหตุอุบัติเหตุเครื่องบินตก และเคยสอบสวนมาแล้วมากกว่า 200 เหตุการณ์ รวมทั้งโศกนาฏกรรม เครื่องบินโดยสารมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH370 (เอ็มเอช 370) หายไปอย่างปริศนาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต ได้กล่าวถึงการตกของเอ็มเอช 370 ในมหาสมุทรอินเดียว่า เขาเชื่อว่า เครื่องบินโบอิ้ง 777 ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ถูกทำให้จงใจตกลงสู่ทะเล เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครเท่านั้นที่ควบคุมเครื่องบินไปสู่จุดจบ

นายแลร์รี แวนซ์ กล่าวในรายการ ‘60Minutes’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ในออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ว่า เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 บินโดยมีผู้ควบคุม ‘มีใครบางคนควบคุมการบินจนกระทั่งไปสู่จุดจบ ‘มีใครบางคนขับเครื่องบินจงใจพุ่งลงทะเล ไม่มีทฤษฎีอื่นใดอีก นอกเหนือจากนี้ที่คุณสามารถติดตามได้’ นายแวนซ์ กล่าว


นอกจากนั้น นายแวนซ์ ได้ชี้ถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่า เอ็มเอช 370 ถูกทำให้บินพุ่งลงทะเล ว่า เนื่องจากส่วนของปลายปีกที่เรียกว่า ‘แฟลปเพอรอน’ ที่พบบนเกาะเรอูนิยง นอกหมู่เกาะมาดากัสการ์ เมื่อปีก่อนนั้น มีลักษณะ แตกเป็นแฉกทางยาว ซึ่งเกิดจากการพุ่งผ่านน้ำทำให้เกิดแรงดันน้ำสูง จนเป็นเหตุให้ปีกมีลักษณะเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีเพียงแค่มีคนที่บังคับเครื่องบินให้พุ่งลงทะเลเท่านั้น ที่ทำให้แฟลปเพอรอนมีลักษณะเป็นเช่นนี้ได้


‘แรงดันน้ำเท่านั้นที่สามารถทำให้ส่วนปลายปีกของแฟลปเพอรอน แตกเป็นแฉกทางยาวอย่างที่พวกเราเห็น ซึ่งมันไม่ได้มีลักษณะแตกหัก และไม่สามารถจะทำให้แตกหักได้ด้วย’ แวนซ์ กล่าว พร้อมกับระบุว่า ส่วนปีก ‘แฟลปเพอรอน&rsrsquo; ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มแรงยกให้กับปีกเมื่อความเร็วลดลง และนักบินจะใช้เวลาลงจอดนั้น ยังแสดงให้เห็นว่ามีใครบางคนขับเครื่องบินเพื่อให้พุ่งกระแทกพื้นผิวมหาสมุทรอย่างตั้งใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใจสลาย ไม่เจอซาก! ค้นหาMH370 ในมหาสมุทรอินเดีย จะหยุดพักแล้ว

เหมือนมีปาฏิหาริย์! ชายมะกันล่าMH370 พบซากเครื่องบินอีกที่มาดากัสการ์

ศึกเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯเดือด! ทรัมป์ โจมตี ฮิลลารีแรง เรียกเป็น‘ปีศาจ‘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679768

 

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้มขึ้น…โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีฮิลลารี ดุเดือด เรียกเป็น ‘ปิศาจ’ พร้อมเตือนชาวอเมริกัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีปลายปี อาจเกิดเรื่องตุกติก ไม่ยุติธรรม

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปลายปีนี้ ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน กับนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ทวีความร้อนระอุ เมื่อนายทรัมป์ หาเสียงโจมตีนางฮิลลารีอย่างดุเดือดระหว่างไปหาเสียงในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ โดยเตือนว่า การเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ที่จะนี้ อาจมีการใช้แผนอุบายหลอกลวง โดยทรัมป์ ยังกล่าวด้วยว่า เขาได้ยินหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปลายปีนี้ จะไม่มีความยุติธรรม เพียงแต่ตอนนี้ เขายังไม่มีหลักฐานมายืนยันในเรื่องนี้

นอกจากนั้น ระหว่างไปหาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนีย ทรัมป์ ยังถึงกับเรียกนางฮิลลารีว่า เป็น ‘ปิศาจ’ พร้อมกับพูดโจมตีนายเบอร์นี แซนเดอร์ส คู่แข่งคนสำคัญกับนางฮิลลารีในการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ยอมถอนตัวในที่สุด ว่า ‘นายแซนเดอร์สได้ทำข้อตกลงกับปิศาจนั้น นางเป็นปิศาจ’


ฮิลลารี คลินตัน

ข่าวแจ้งว่า ทรัมป์กำลังเดินหน้าโจมตีนางฮิลลารีคู่แข่งอย่างหนัก ขณะเดียวกัน เขาก็กำลังถูกโจมตีโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวอเมริกันและชาวโลกด้วยเช่นกัน จากการที่ทรัมป์ไปพูดเหมือนกับถากถากนางกาซาลา ข่าน หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายมุสลิม ที่ต้องสูญเสียลูกชาย ร้อยเอกฮูมายุน ข่าน ในสมรภูมิรบที่อิรัก โดยทรัมป์ พูดว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่เห็นจะพูดอะไร ได้แต่ยืนข้างสามี บนเวทีการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครต เมื่อสัปดาห์ก่อน ‘คุณดูภรรยาของเขาสิ เธอยืนอยู่นะ แต่ไม่มีอะไรจะพูดเลย หรือไม่ได้รับอนุญาตให้พูดก็ไม่รู้นะ คุณบอกผมหน่อยซิ’ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของสถานีโทรทัศน์เอบีซี จนโดนโจมตีอย่างหนักจากทั่วทุกสารทิศ.

 

ฮ่องกงชัตดาวน์ ! ไต้ฝุ่นนิดาถล่ม จีนเตือนภัยสูงสุด สั่ง ปชช.ตุนอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 12:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679473

 

ไต้ฝุ่นนิดา แผลงฤทธิ์…ถล่มฮ่องกง ทุกอย่างหยุดชะงักหมด ก่อนเคลื่อนตัวไปยังมณฑลกวางตุ้ง ทางใต้ของจีน แถมความรุนแรงของไต้ฝุ่น ยังไม่ลดน้อยลง จนทางการเมืองกว่างโจว ประกาศเตือนภัยพายุระดับสูงสุด สีแดง แจ้งประชาชนกักตุนอาหารและของใช้จำเป็น

เมื่อ 2 ส.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน พายุไต้ฝุ่น นิดา (Nida) ถล่มฮ่องกงอ่วม ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทุกอย่างบนเกาะฮ่องกง หยุดชะงัก โรงเรียนปิด และระบบขนส่งมวลชนหยุดให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟโดยสาร เรือเฟอร์รี่ และต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่าร้อยเที่ยวที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศในฮ่องกง ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารหลายแสนคน รวมทั้งคนงานหลายพันคนที่แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง และคนงานทำสะพาน อุโมงค์ทั้งหมด ต้องถูกอพยพขึ้นฝั่งหนีภัยพายุ (มาแล้ว ไต้ฝุ่นนิดา! จ่อถล่มฮ่องกง ยกเลิกเที่ยวบินอื้อ ฝนตกหนักมาก )โดยขณะนี้ ไต้ฝุ่นนิดากำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว

ด้าน ทางการจีนใน เมืองกว่างโจว หรือ กวางเจา ในมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นนิดา ในระดับสีแดง หรือสูงสุด ซึ่งถือเป็นการประกาศเตือนภัยพายุสูงสุดเป็นครั้งแรกในภูมิภาคนี้ของจีนเลยทีเดียว


ฝนตกหนักทั่วฮ่องกง

นั่งร้านไม้ไผ่ถล่ม จากแรงลมพายุ

ข่าวแจ้งว่า ทางการจีนได้บอกประชาชนในมณฑลกวางตุ้งกักตุนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงจากพายุไต้ฝุ่นนิดา ซึ่งถือเป็นพายุไต้ฝุ่นรุนแรงที่สุดที่ถล่มมณฑลกวางตุ้งในรอบ 30 ปี หรือตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้งยังกล่าวกับนักข่าวของสำนักข่าวซินหัว ว่าทางการมณฑลกวางตุ้งได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากเกิดฝนตกหนักด้วย.


เรือทุกลำจอดเทียบท่าที่ฮ่องกง หลบภัยไต้ฝุ่นนิดา