รอมา 5 ปี!! ‘จูโน’ ฝ่ารังสีสู่วงโคจรดาวพฤหัสฯ กุญแจไขความลับระบบสุริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658009

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ยานอวกาศ ‘จูโน’ ขององค์การบริหารการบินและบรรยากาศแห่งชาติ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล หลังจากยานลำนี้เดินทางออกจากโลกเมื่อราว 5 ปีก่อน

แต่การเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยานจูโนต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ทั้งแรงโน้มถ่วง, รังสี และสนามแม่เหล็ก ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ยานมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลำนี้ก็อาจแหลกเป็นชิ้น หรือหายไปในอวกาศ พร้อมกับความหวังที่จะได้รู้ความลับของดาวก๊าซยักษ์ดวงนี้


จรวดส่งยานจูโนขึ้นสู่อวกาศ

โครงการ จูโน

โครงการ จูโน เป็นหนึ่งในภารกิจสำรวจอวกาศ ‘นิว ฟรอนเทียร์’ ของนาซา ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยานจูโนถูกส่งขึ้นสู่อวกาศจากสถานีของกองทัพอากาศ เคป คานาเวรัล เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ปี ค.ศ. 2011 และจากความสำเร็จล่าสุดทำให้ จูโน กลายเป็นยานอวกาศลำที่ 2 ต่อจากยาน กาลิเลโอ ที่ได้โคจรรอบดาวพฤหัสบดี (ปี 1995-2003)

ชื่อ จูโน มีที่มาจากเทพนิยายกรีกโรมัน โดยเป็นชื่อของ จูโน เทพธิดาผู้เป็นมเหสีของมหาเทพจูปิเตอร์ โดยนางสามารถมองทะลุผ่านเมฆหมอกที่จูปิเตอร์เสกขึ้นมาเพื่อปิดบังการกระทำผิดของตัวเองได้ เปรียบเหมือนยานจูโน ที่กำลังจะมองทะลุกลุ่มเมฆของดาวพฤหัสบดี เพื่อศึกษาความลับของดาวดวงนี้

ยานจูโนแตกต่างจากยานสำรวจอวกาศลำอื่น ตรงที่ใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน แทนที่จะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ โดยจูโนมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดยักษ์ ยาว 8.9 ม. และมีพื้นที่ 24 ตร.ม. คอยรับแสงอาทิตย์ถึง 3 แผง ซึ่งสาเหตุที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 9 เครื่องของยานลำนี้ใช้พลังงานน้อย และวงโคจรที่ยานจูโนจะใช้โคจรรอบดาวพฤหัสบดีไม่มีจุดที่ไม่ถูกแสงอาทิตย์


เลโก้อะลูมิเนียม ที่ถูกส่งไปบนยานจูโนด้วย

ขณะเดียวกัน นอกจากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยานจูโนยังบรรทุกสิ่งของที่มีความหมายบางอย่างไปกับมันด้วย อย่างแรกคือ ตุ๊กตาเลโก้ที่ทำจากอะลูมิเนียม 3 ตัว ซึ่งปั้นเป็นบุคคลและตัวละครที่ยิ่งใหญ่อย่าง กาลิเลโอ กาลิเออี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีผู้ค้นพบดวงจันทร์ทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสฯ อีก 2 ตัวคือเทพธิดาจูโน และมหาเทพจูปิเตอร์ และอีกอย่างคือ สำเนาหน้ากระดาษจากบันทึกของกาลิเลโอ เรื่องการค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

ฝ่าอุปสรรคสุดอันตราย

ยานจูโน ฝ่าฟันอันตรายมากมาย เพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย ดาวพฤหัสบดี ซึ่งอยู่ห่างจากโลกกว่า 1,740 ล้านไมล์ โดยยานลำนี้ รอดจากการออกสู่อวกาศด้วยจรวดนำส่ง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่อันตรายที่สุดของทุกโครงการอวกาศ และด้วยการคำนวณเส้นทางอย่างแม่นยำของนาซา หลังจากรอคอยมานาน 5 ปี ยานลำนี้ก็เดินทางถึงดาวพฤหัสฯ

แต่การเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์ดวงใดก็ตามถือเป็นเรื่องยากลำบาก และยากเป็นพิเศษสำหรับดาวพฤหัสบดี โดยในวันที่ 4 ก.ค. ยานจูโนได้ ‘เคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจร’ โดยจุดเครื่องยนต์ 8 ตัวเป็นเบรกอวกาศ ชะลอความเร็วของตัวยานลงเป็นเวลา 35 นาที ขณะที่เข้าใกล้ดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้ เพื่อทำให้ยานชะลอความเร็วลงเหลือประมาณ 1,212 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อนที่แรงดึงดูดของดาวจะคว้าจับยานจูโนเอาไว้


ริค นีบัคเคน ผู้จัดการโครงการจูโน แสดงแบบจำลองของยานจูโน

กระบวนการนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากยานจูโนต้องติดเครื่องยนต์ที่ระยะห่าง 2,609 ไมล์จากดาวพฤหัสบดีอย่างแม่นยำ เพราะหากติดเครื่องที่ระยะสูงกว่านี้ จูโนจะต้องเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นเพื่อเดินทางไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งด้วยความเร็วดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย และในเวลาเดียวกันนั้น ยานอวกาศลำนี้ยังต้องเคลื่อนตัวผ่านรังสี ซึ่งเข็มขัดรังสีอันเข้มข้นของดาวพฤหัสฯ สามารถทำให้ยานอวกาศได้รับความเสียหายอย่างง่ายดาย เส้นทางโคจรของยานจูโนจึงถูกออกแบบมาให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีรังสีเข้มข้นที่สุด

อันตรายยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยานจูโนยังต้องหลีกเลี่ยงจากการมีปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีมากเกินไป เนื่องจากมันจะขัดขวางการทำงานของระบบสื่อสาร แม้ว่ายานจูโนจะถูกห่อหุ้มด้วยไทเทเนียมกันรังสี เพื่อป้องกันไว้ก่อนในกรณีที่เกราะไทเทเนียมนี้ไม่เพียงพอต่อการป้องกันรังสีและสนามแม่เหล็ก

หลังจากนี้ยานจูโนจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการเคลื่อนตัวไปยังวงโคจรผ่านขั้วโลก ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้าย และจะใช้เวลาตลอดปีหน้าในการปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์ ก่อนที่ภารกิจของยานลำนี้จะสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ. 2018 ด้วยการตั้งใจพุ่งชนชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนยานไปตกที่ดวงจันทร์ยูโรปา และทำให้ดาวบริวารดวงนี้แปดเปื้อน


ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาดีใจสุดขีด หลังยานจูโนเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดีสำเร็จ

จ่อไขปริศนาดาวพฤหัสฯ-ระบบสุริยะ

นักวิทยาศาสตร์ของนาซาหวังว่า โครงการจูโนจะช่วยให้พวกเขาเข้าใจจุดเริ่มต้นของระบบสุริยจักรวาลมากขึ้น ด้วยการหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวพฤหัสบดี

ยานจูโนจะวัดปริมาณน้ำและแอมโมเนียในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี และหาว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีแกนดาวแข็งหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการไขปริศนาเกี่ยวกับการกำเนิดของดาวยักษ์ดวงนี้โดยตรง เกี่ยวเนื่องกับการไขความลับของสุริยจักรวาล ขณะที่การจัดทำแผนที่แรงโน้มถ่วงและสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสฯ จะช่วยเผยโครงสร้างภายในของดาวก๊าซดวงนี้ และช่วยวัดขนาดแกนดาวของมันด้วย

ดาวพฤหัสบดีถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มเมฆ ซึ่งยานจูโนจะวิเคราะห์โครงสร้างและการเคลื่อนที่ของชั้นบรรยากาศใต้กลุ่มเมฆดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนที่ความผันแปรขององค์ประกอบ, อุณหภูมิ, เมฆ และรูปแบบการเคลื่อนไหวของชั้นบรรยากาศ

ขณะที่ลึกลงไปในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี ภายใต้แรงกดอากาศอันรุนแรง ก๊าซไฮโดรเจนของดาวดวงนี้ถูกบีบอัดจนกลายเป็นของเหลวที่รู้จักในชื่อ ‘เมทัลลิก ไฮโดรเจน’ และมีคุณลักษณะเหมือนเหล็กนำไฟฟ้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของสนามแม่เหล็กเข้มข้นของดาวดวงนี้ และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กรุนแรง ก็ทำให้เกิดแสงออโรราที่สว่างสดใสที่สุดในระบบสุริยจักรวาลของเรา ซึ่งยานจูโนจะได้ตรวจสอบปรากฏการณ์นี้รวมถึงสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีโดยตรงขณะโคจรอยู่บริเวณขั้วโลก


แสงออโรราของดาวพฤหัสบดี

เฝ้ารอการค้นพบอีกมากมาย

ความสำเร็จในการเข้าสู่วงโคจรดาวพฤหัสบดีของยานจูโน สร้างความยินดีให้แก่ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาอย่างมาก โดยเฉพาะ นายสกอตต์ โบลตัน หัวหน้าทีมโครงการส่งยานจูโนไปสำรวจดาวพฤหัสฯ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งกล่าวชื่นชมทีมของเขาว่า “พวกคุณเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา พวกเราได้ทำสิ่งที่ยากที่สุดที่นาซาไม่เคยทำมาก่อน”

นายโบลตันบอกกับสื่อในภายหลังด้วยว่า “เราไม่รู้ว่าจะคาดหวังเรื่องอะไรดี ผมรู้แต่ว่าจะมีการค้นพบตามมาอีกมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ยานจูโนจะผลิตอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแก่สาธารณะ ซึ่งก็คือ ภาพ 3 มิติที่จะแสดงให้เห็นว่าชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีมีลักษณะอย่างไรกันแน่” ขณะที่ภาพถ่ายขั้วเหนือของดาวพฤหัสฯ จะถูกส่งมาภายใน 2-3 วันหลังจากที่ยานจูโนเดินทางไปถึง


รูปถ่ายดาวพฤหัสบดีรูปสุดท้าย ก่อนที่ยานจูโนจะดับเครื่องเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วงโคจร

ช็อก! หญิงมะกันสตรีมสด นาทีแฟนหนุ่มผิวสีถูกตร.ยิงดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ค. 2559 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657951

 

ชายผิวสีถูกตำรวจในรัฐมินนิโซตา ของสหรัฐฯ ยิงเสียชีวิตเมื่อวันพุธ หลังจากถูกโบกรถให้จอด โดยแฟนสาวของผู้ตายได้ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายทอดสดเหตุการณ์หลังจากที่แฟนของเธอถูกยิงด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฟีแลนโด คาสติล ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน อายุ 32 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเมือง เซนต์ปอล รัฐมินนิโซตา ยิงเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวันพุธ หลังจากถูกตำรวจเรียกให้จอดรถเนื่องจากไฟท้ายรถแตก โดยแฟนสาวของเขาซึ่งนั่งอยู่ในรถด้วย ใช้สมาร์ทโฟนของเธอถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนายคาสติลถูกยิงผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กทันที

ภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นนายคาสติลบนที่นั่งคนขับในสภาพจมกองเลือด ขณะที่ตำรวจนายหนึ่งที่อยู่นอกรถ ยังคงจ่อปืนไปที่นายคาสติล จากนั้นแฟนของนายคาสติล ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าชื่อ ไดมอนด์ เรย์โนลด์ส หันมาพูดกับกล้องว่า เขาบอกให้เจ้าหน้าที่รู้แล้วว่าเขามีอาวุธปืนและพกใบอนุญาตมาด้วย และกำลังจะหยิบกระเป๋าเงิน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยิงเขา ต่อหน้าเธอและลูกสาววัย 4 ขวบที่นั่งอยู่เบาะหลัง


ไดมอนด์ เรย์โนลด์ส แฟนของ นายฟีแลนโด คาสติล ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต

ขณะที่ตำรวจซึ่งวิดีโอไม่ได้เผยให้เห็นใบหน้า ออกคำสั่งให้ น.ส.เรย์โนลด์ส วางมือไว้ในที่ที่เขาสามารถมองเห็นได้ ก่อนจะอธิบายว่า “ผมบอกเขาแล้วว่าอย่าเอื้อมไปหยิบมัน ผมบอกเขาแล้วว่าให้ปล่อยมือจากมัน” และไม่นานต่อมา น.ส.เรย์โนลด์ส กล่าวคำอ้อนวอนต่อพระเจ้า เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ หลังแน่ใจแล้วว่านายคาสติลคงไม่รอดชีวิต “คุณยิงเขา 4 นัด คุณตำรวจ เขาแค่จะหยิบใบขับขี่และใบทะเบียนเท่านั้นเอง”

น.ส.เรย์โนลด์ส ยังคงวิงวอนต่อพระเจ้าแม้ลงจากรถแล้ว ขณะที่ตำรวจนายหนึ่งเข้าหาเธอโดยที่ถือปืนอยู่ในมือ ส่วนตำรวจอีกคนสั่งให้เธอคุกเข่าลงกับพื้น จากนั้นเธอกับลูกสาวก็ถูกพาตัวขึ้นรถตำรวจไป ก่อนที่ในเวลาต่อมา ศูนย์การแพทย์เขตเฮนเนพิน เคาน์ตี จะยืนยันการเสียชีวิตของนายคาสติล ผู้ทำงานเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่โรงอาหารของโรงเรียนมอนเตสโซรี

หลังเกิดเหตุ ประชาชนประมาณ 200 คน ออกไปรวมตัวประท้วงที่หน้าบ้านของ นายมาร์ค เดย์ตัน ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ในเมืองเซนต์ปอล โดยนายเดย์ตันได้ออกคำสั่งให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีนี้ รวมทั้งได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นต่อสำนักงานประธานาธิบดี บารัค โอบามา แล้ว โดยผู้นำสหรัฐฯ รู้สึกตกใจและเป็นกังวลในเหตุการณ์ที่เกิดอย่างมาก


ผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมที่หน้าบ้านของผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุดเป็นหนึ่งในเหตุตำรวจสังหารคนผิวสีด้วยการใช้กำลังเกินกว่าเหตุที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากตำรวจรัฐลุยเซียนาก่อเหตุยิงชายผิวสีที่ถูกจับกดอยู่กับพื้นจนเสียชีวิต และถูกถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ได้เพียง 2 วันเท่านั้น

อิตาลีกู้ศพผู้อพยพจากซากเรือล่มในเมดิเตอร์เรเนียนได้แล้ว 217 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 23:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657867

 

เจ้าหน้าที่อิตาลีสามารถนำศพออกจากเรือผู้อพยพที่พวกเขากู้ขึ้นมาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อสัปดาห์ก่อนได้แล้ว 217 ราย แต่เชื่อว่ายังมีศพผู้เสียชีวิตอยู่ภายในเรืออีกหลายร้อยร่าง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กองทัพเรือของประเทศอิตาลีออกมาเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 7 ก.ค. ว่า พวกเขาพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 217 ราย ในซากเรืออพยพซึ่งอับปางลงนอกชายฝั่งของประเทศลิเบียเมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้สหภาพยุโรปต้องยกระดับปฏิบัติการช่วยเหลือผู้อพยพในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เจ้าหน้าที่ของอิตาลีเพิ่งสามารถกู้เรือลำนี้ขึ้นจากก้นทะเลได้เมื่อสัปดาห์ก่อน และกำลังอยู่ระหว่างการขนย้ายและระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต โดยล่าสุดในวันพฤหัสบดี กองทัพเรืออิตาลีระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพเสร็จสิ้นไปแล้ว 52 ราย จากศพ 217 ร่างที่นำออกมาจากเรือได้จนถึงตอนนี้

อนึ่ง เรือผู้อพยพลำนี้อับปางลงเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ปี พ.ศ. 2558 โดยไม่ทราบจำนวนผู้โดยสารที่แน่ชัด แต่จากปากคำของผู้รอดชีวิตซึ่งมีเพียง 28 คน ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเรือลำนี้มีผู้โดยสารระหว่าง 700-800 คน เกือบทั้งหมดมาจากประเทศในทวีปแอฟริกา และในช่วงที่เรือล่มผู้โดยสารส่วนใหญ่ติดอยู่ในเรือ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าในเบื้องต้นพวกเขาสามารถนำศพออกจากซากเรือได้แล้วประมาณ 200 ราย และจากการประเมิน พวกเขาเชื่อว่ายังมีศพอยู่ในเรืออีกประมาณ 300 ร่าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อิตาลีกู้เรืออพยพล่มในเมดิเตอร์เรเนียนพร้อมผู้โดยสาร 800 คนได้แล้ว

ซัมซุงเฮลั่น! คาดไตรมาส 2 ฟันกำไรอื้อกว่า 2 แสนล้าน อานิสงส์ S7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657729

 

บ.ซัมซุง ยิ้มออก…คาดผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ฟันกำไรมหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากยอดขาย ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส 7 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงของบริษัท สวนทางการเติบโตของตลาดมือถือทั่วโลกที่ชะลอตัวลง

เมื่อ 7 ก.ค.59  สำนักข่าวบีบีซี รายงานผลประกอบการของบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ในเกาหลีใต้ คาดว่าจะได้กำไรมหาศาลจากการขายผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เป็นเงินมากกว่า 8.1 ล้านล้านวอน หรือ 7,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.45 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อน 2558 ถึง 17.4% อันเป็นผลจากยอดขายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส 7 (Samsung Galaxy S7) ซึ่งถือเป็นรุ่นเรือธงของซัมซุง


บีบีซี ชี้ว่า ราคาหุ้นของบริษัทซัมซุงในตลาดหลักทรัพย์ที่กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ พุ่งขึ้นทันที 1.3% หลังจากมีการประกาศการคาดการณ์ผลกำไรในไตรมาสที่สองระหว่างเดือนเมษายน ถึงมิถุนายน 2559 ของบริษัทซัมซุง ขณะที่ผลการประเมินรายได้ขั้นสรุปสุดท้ายในไตรมาสที่ 2 ของซัมซุงจะประกาศออกมาในปลายเดือนกรกฎาคมที่จะถึง


ทั้งนี้ ผลกำไรมหาศาลของบริษัทซัมซุงในไตรมาสที่สอง ถือเป็นการสวนทางกับการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่ชะลอตัวลง เนื่องจากบรรดาผู้ใช้มีการควบคุมค่าใช้จ่ายและการเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่.

สหรัฐฯสั่งคว่ำบาตร คิม จอง อึน ครั้งแรก อายัดทรัพย์ในอเมริกาทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 18:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657651

 

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ลงดาบออกมาตรการคว่ำบาตรลงโทษ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรก ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชนในชาติตนเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงโสมแดงอีก 10 คน ติดแบล็กลิสต์คราวนี้เช่นกัน โดยจะถูกอายัดทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ในสหรัฐฯ และห้ามชาวอเมริกันทำธุรกิจใดๆ ด้วย

เมื่อ 7 ก.ค.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรก ด้วยข้อกล่าวหาฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกาหลีเหนืออีก 10 คน ที่ติดอยู่ใน ‘แบล็กลิสต์’ ถูกคว่ำบาตรจากทางการสหรัฐฯคราวนี้ด้วย โดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯต่อคิม จอง อึน และพวก คือจะถูกดำเนินการอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในสหรัฐฯ และห้ามไม่ให้พลเมืองสหรัฐฯทำธุรกิจใดๆกับบุคคลเหล่านี้

แถลงการณ์จากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า คิม จอง อึน ต้องรับผิดชอบโดยตรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวเกาหลีเหนือในประเทศของตนเอง โดยบีบีซีแจ้งว่า การออกมาตรการคว่ำบาตรลงโทษ คิม จอง อึน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนืออีก 10 คนในครั้งนี้ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโดยยึดรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมมนุษยชนในเกาหลีเหนือ ซึ่งคาดว่าขณะนี้ มีนักโทษมากถึง 80,000-120,000 คน กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ที่คุกหรือค่ายกักกันนักโทษในเกาหลีเหนือ ซึ่งนักโทษเหล่านี้ นอกจากจะถูกทรมาน ทำร้ายร่างกายแล้ว ยังถูกล่วงเกินทางเพศ และถูกประหารชีวิต จนกลายเป็นเรื่องปกติ


คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้ดำเนินการคว่ำบาตรผู้นำประเทศหลายประเทศมาก่อน รวมทั้ง ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรีย และ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียที่ถูกสังหารไปแล้ว ขณะที่ ปัจจุบัน เกาหลีเหนือได้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯคว่ำบาตร ที่หวนกลับมาเดินหน้าโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ตร.สวิสอึ้ง! หนุ่มเอริเทรียซ่อนตัวในกระเป๋าเดินทาง แอบเข้าประเทศ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657522

 

(ภาพจากยูทูบ:allnews247)

หนุ่มเอริเทรียพยายามลักลอบเข้าสวิตเซอร์แลนด์..ถึงขนาดยอมซ่อนตัว อุดอู้อยู่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ บนรถไฟจากอิตาลี มาชายแดนสวิส แต่โชคชะตาไม่เข้าข้าง โดนตร.สวิสจับได้ที่ชานชาลาสถานีรถไฟ ขณะที่มีผู้คนเห็นเหตุการณ์ อัดคลิปเผยแพร่บนโลกออนไลน์

เมื่อ 7 ก.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงาน หนุ่มผิวสีจากประเทศเอริเทรีย วัย 21 ปี พยายามลักลอบเข้าสวิตเซอร์แลนด์ แต่ไม่รอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ได้คิดหาวิธีหลบซ่อน ถึงขนาดยอมลงไปนอนคุดคู้ซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ บนรถไฟจากอิตาลี มายังสวิตเซอร์แลนด์ แต่สุดท้าย โดนตำรวจจับกุมจนได้ แม้แต่ตำรวจสวิสยังออกปาก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกตนได้เห็นคนหาทางลักลอบเข้าประเทศ ด้วยวิธีการเช่นนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ในเขตทิซิโน กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ชายลักลอบเข้าเมืองชาวเอริเทรียคนดังนี้ ถูกตำรวจจับกุมเมื่อเย็นวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ชานชาลาของสถานีรถไฟในเขตเชียสโซ และเขาได้ถูกส่งตัวกลับไปให้ทางการอิตาลี เนื่องจากไม่ยื่นความประสงค์ที่จะขอลี้ภัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ว่าเป็นคลิปจริง โดยคลิปดังกล่าว แสดงให้เห็นเหตุการณที่มีชายคนหนึ่ง ค่อยๆ โผล่ศีรษะ แขนออกมาจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก่อน แต่แล้วก็มีตำรวจคนหนึ่งมาเปิดซิปกระเป๋า และชายคนนี้ลุกยืนแล้วเดินออกมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเขาจะลงไปซุกอยู่ในกระเป๋าเดินทางได้ โดยตำรวจสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เคยเห็นแต่คนที่พยายามลักลอบเข้าเมืองซ่อนอยู่ในกระโปรงรถด้านหลัง และนับเป็นครั้งแรกที่เห็นคนซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋าเดินทางเช่นนี้.

ชมคลิป ที่นี่

มะกันชะลอถอนทัพในอัฟกัน เล็งคงทหารเกือบทั้งหมดไว้จนถึงปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656886

 

โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะคงทหารส่วนใหญ่เอาไว้ในอัฟกานิสถาน เปลี่ยนแผนจากเดิมที่จะถอนทหารออกเกือบครึ่ง โดยให้เห็นผลด้านความมั่นคงในอัฟกานิสถาน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันพุธที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะชะลอการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน โดยจะคงทหารจำนวน 8,400 นายจาก 9,800 นาย ให้ประจำการในอัฟกานิสถานไปจนถึงปีหน้า แทนที่จะลดลงเหลือ 5,500 นายภายในสิ้นปีนี้ตามแผนเดิม

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ประกาศยุติปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอัฟกานิสถานในช่วงสิ้นปี 2014 โดยโอบามาให้คำมั่นว่า จะถอนทหารส่วนใหญ่ออกจากอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม โอบามาบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า สถานการณ์ความมั่นคงในอัฟกานิสถานยังอยู่ในขั้นไม่ปลอดภัย โดยกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันยังคงก่อเหตุโจมตีฆ่าตัวตายในเมืองหลวงกรุงคาบูล และในเมืองอื่นๆ

“แทนที่จะลดทหารลงเหลือ 5,500 นาย ในช่วงสิ้นปีนี้ สหรัฐฯ จะคงทหารในอัฟกานิสถานประมาณ 8,400 นาย ในปีหน้าไปจนหมดวาระการดำรงตำแหน่งของผม” โอบามากล่าว “นี่ก็เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากหยาดโลหิตและสมบัติที่เราทุ่มเทลงไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราจะมอบโอกาสดีที่สุดที่จะรับช่วงต่อแก่พันธมิตรของเราในอัฟกานิสถาน”

ด้าน นายอัชราฟ กานี ประธานาธิบดี อัฟกานิสถาน ออกมาแสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ทันที

ทรัมป์ยัวะ เอฟบีไออุ้ม ‘คลินตัน’ ใช้อีเมลส่วนตัวทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2559 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656816

 

เมื่อ 5 ก.ค. นายเจมส์ โคเมย์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ของสหรัฐฯ แถลงแนะนำไม่ให้ตั้งข้อหาใดๆกับนางฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงเดือน พ.ย.นี้ กรณีใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวทำงานขณะเป็น รมว.ต่างประเทศ และแม้พบว่าคลินตันขาดความระมัดระวังในการจัดการข้อมูลอ่อนไหว แต่ไม่พบหลักฐานชี้ชัดเป็นการตั้งใจทำความผิด

โดยผลสอบสวนของเอฟบีไอพบว่า มีอีเมลของคลินตันอย่างน้อย 110 ฉบับ มีเอกสารหรือข้อมูลลับของรัฐที่ถูกส่งออกไป ซึ่งขัดกับคำยืนยันของคลินตันที่ระบุว่าไม่เคยส่งหรือรับข้อมูลลับของทางการผ่านอีเมลส่วนตัวและเรื่องการใช้อีเมลส่วนตัว ทั้งงานราษฎร์และงานหลวงดังกล่าวเป็นปัญหาตามหลอกหลอนการหาเสียงของคลินตันมาตั้งแต่ถูกเปิดเผยออกมาครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค.2558

ด้านเหล่านักการเมืองฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันต่างวิพากษ์วิจารณ์โจมตีเอฟบีไอที่แนะนำไม่ควรตั้งข้อหาคลินตันในกรณีนี้ รวมทั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีคนดังและว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันที่จะเป็นคู่แข่งของคลินตันซึ่งระบุขณะหาเสียงที่เมืองราลี รัฐนอร์ทแคโรไลนา ว่า ข้อแนะนำของเอฟบีไอเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าระบบถูกควบคุมและตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องคลินตัน

ทรัมป์กล่าวว่า คลินตันทำให้ทั้งประเทศเสี่ยงภัยและอาจถูกล้วงเจาะข้อมูล และว่าคลินตันมีการตัดสินใจที่แย่และจะเป็นแค่ประธานาธิบดีผู้น่ารังเกียจและเป็นแค่ผู้นำพื้นๆทั่วไป และระหว่างนี้ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมนายซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำจอมเผด็จการของอิรักระบุแม้จะเป็นคนไม่ดี แต่กลับมีผลงานที่ดี นั่นคือปราบปรามฆ่าผู้ก่อการร้าย


โดนัล ทรัมป์

ส่วนนางคลินตันยังเดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง โดยลงพื้นที่เมืองชาร์ล็อต รัฐนอร์ทแคโร–ไลนา และยังมีประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ปรากฏตัวช่วยหาเสียงให้เป็นครั้งแรก แต่ต่างไม่มีใครพูดถึงเรื่องท่าทีของเอฟบีไอต่อเรื่องอีเมลส่วนตัวบนเวทีแต่อย่างใด

นายโอบามาซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนางคลินตันช่วงแย่งชิงการเป็นผู้แทนพรรคเดโม–แครตเมื่อปี 2551 ก่อนเป็นฝ่ายชนะ กล่าวบนเวทีระบุเชื่อมั่นในนางคลินตันและไม่เคยมีผู้ชายหรือผู้หญิงคนใดมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีเท่าคลินตันแล้ว.

ผลสอบสวนชี้ ‘โทนี แบลร์’ สั่งบุกอิรักโดยขาดหลักฐาน-ข่าวกรองผิดพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 04:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656857

 

สหราชอาณาจักรเผยผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาในสงครามอิรัก โดยพบว่า อดีตนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามด้วยข้อมูลข่าวกรองที่มีช่องโหว่ และการทำสงครามไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบทบาทของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ในสงครามอิรัก ซึ่งใช้เวลาจัดทำมานานกว่า 7 ปี ได้รับการเปิดเผยออกมาแล้วเมื่อวันพุธที่ 6 ก.ค. โดยชี้ว่า โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรียูเคในสมัยนั้น กล่าวเกินจริงในเรื่องภัยคุกคามจากซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักผู้ล่วงลับไปแล้ว, ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามด้วยข้อมูลข่าวกรองที่มีช่องโหว่ และยังมีวิธีแก้ปัญหาทางการทูตให้เลือกใช้อยู่


จอห์น ชิลคอต องค์มนตรียูเค

เซอร์ จอห์น ชิลคอต องคมนตรีและประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนของคณะองคมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เผยแพร่รายงานผลการสอบสวนที่หลายฝ่ายเฝ้ารอมานานนี้ ที่ศูนย์ประชุม ควีน เอลิซาเบธที่ 2 ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ โดยนายชิลคอตกล่าวถึงสงครามอิรักว่าเป็นการรุกรานซึ่งผิดอย่างมหันต์ และผลที่ตามมายังคงรู้สึกได้จนถึงทุกวันนี้

การใช้มาตรการทางทหารต่อซัดดัม ฮุสเซน อาจจำเป็น ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่ในช่วงที่บริเตนเข้าร่วมกองกำลังนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ บุกอิรักเมื่อเดือน มี.ค. 2003 ซัดดัม ฮุสเซน เป็นภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น แผนยุทธศาสตร์การสกัดกั้นที่มีอยู่ควรดำเนินต่อไป และชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติส่วนใหญ่ก็สนับสนุนให้ยูเอ็นตรวจสอบและจับตาดูอิรักต่อไป

โทนี แบลร์ ได้รับการเตือนก่อนที่ยูเคจะตัดสินใจเข้าร่วมสงครามอิรักแล้วว่า สงครามครั้งนี้อาจทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค และทำให้เกิดการลุกฮือของลัทธิก่อการร้าย แต่เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจ


รายการการสอบสวนเกี่ยวกับบทบาทของสหราชอาณาจักรในสงครามอิรัก

ขณะที่รายงานผลการสอบสวนความยาว 2.6 ล้านคำนี้ไม่ได้ตัดสินว่า โทนี แบลร์ หรือรัฐมนตรีของเขา ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แต่ชี้ให้เห็นความผิดพลาดมากมายในการตัดสินใจทั้งทางการเมืองและทางทหาร เช่น ผู้บัญชาการกองทัพยูเคหลายนายประเมินศักยภาพของตัวเองสูงเกินไป ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่เลวร้ายหลายครั้ง นอกจากนี้ยูเคยังมีเวลาเพียงไม่นาน ในการเตรียมทหาร 3 กองเพื่อส่งไปยังอิรัก ส่งผลให้ยุทโธปกรณ์ไม่ครบถ้วน

นโยบายการโจมตีอิรักของยูเค เกิดขึ้นโดยใช้การประเมินข้อมูลข่าวกรองที่มีช่องโหว่ และขาดหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงของอิรัก ท้าทายความชอบธรรมในการก่อสงครามและความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักร ขณะที่แผนและการเตรียมการสำหรับอิรักหลังโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ก็ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ หลังสงคราม รัฐบาลยูเครวมทั้งหน่วยงานข่าวกรองไม่เต็มใจที่จะยอมรับ และเปิดเผยต่อสังคมถึงความผิดพลาดในการเก็บรวบรวม, การวิเคราะห์, การให้เหตุผล และการนำเสนอ ข้อมูลข่าวกรองเรื่องอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงของอิรัก ทั้งที่หลักฐานชี้ความผิดปรากฏออกมามากขึ้นเรื่อยๆ


โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ หลังจากรายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา โทนี แบลร์ ได้จัดงานแถลงข่าว ระบุว่า ตัวเขาเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดสำหรับการตัดสินใจโจมตีอิรัก และยอมรับในความล้มเหลวและความผิดพลาดของภารกิจนี้ “ผมแสดงความเศร้าโศก, เสียใจ และขอโทษ มากกว่าที่พวกคุณอาจจะรู้หรือเชื่อ ที่การประเมินข้อมูลข่าวกรองที่เกิดขึ้นก่อนเกิดสงครามนั้น ผิด” อย่างไรก็ตาม แม้นายแบลร์จะยอมรับทุกปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจโจมตีอิรัก แต่เขายังคงยืนยันว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเชื่อว่าเรื่องนี้ทำให้โลกกลายเป็นที่ที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น

นายแบลร์ยังกล่าวอีกว่า หากซัดดัม ฮุสเซนยังคงครองอำนาจ อิรักอาจตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งกว่านี้ และอาจกลายเป็นเหมือนประเทศซีเรียในช่วงอาหรับสปริง “ในความคิดของผม โลกกลายเป็นสถานที่ที่ดีขึ้นเมื่อไม่มีซัดดัม ฮุสเซน” และยืนยันว่า เหล่าทหารยูเคที่เข้าร่วมสงครามไม่ได้สละชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์


ประชาชนออกมารวมตัวประท้วงโทนี แบลร์ ในกรุงลอนดอน

อนึ่ง รายงานการสอบสวนเกี่ยวกับบทบาทของสหราชอาณาจักรในสงครามอิรัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า รายงานชิลคอต (Chilcot Report) เกิดขึ้นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ในปี 2009 หลังจากได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสังคมและรัฐสภา โดยเป็นการตรวจสอบการพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งดังกล่าว, สิ่งที่เกิดขึ้นในสงคราม และผลกระทบที่ตามมา ในช่วงปี 2001-2009 โดยในเบื้องต้นคาดว่า รายงานฉบับนี้จะใช้เวลาจัดทำประมาณ 1 ปี

แต่ในความเป็นจริง คณะกรรมาธิการสืบสวนใช้เวลาจัดทำนานถึง 7 ปี นานกว่าสงครามอิรักที่จบลงใน 6 ปี แบ่งเป็น 12 เล่ม ใช้งบประมาณในการจัดทำถึง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

‘เทเรซา เมย์’ นำลิ่วรอบแรก ชิงผู้นำใหม่ผู้ดีหลังชิ่งอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2559 02:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656806

 

เมื่อ 5 ก.ค. ส.ส.พรรคอนุรักษนิยมพรรครัฐบาลสหราชอาณาจักร (ยูเค) 329 คน ลงมติเลือกผู้นำพรรคซึ่งจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนายเดวิด คาเมรอน ที่ประกาศลาออกหลังยูเคลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อ 23 มิ.ย. โดยผู้ได้เสียงอันดับ 1 คือนางเทเรซา เมย์ รมว.มหาดไทย ผู้สนับสนุนให้อยู่กับอียูแบบประนีประนอม 165 เสียง อันดับ 2 นางแอนเดรีย ลีดซัม รมว.พลังงาน 66 เสียง อันดับ 3 นายไมเคิล โกฟ รมว.ยุติธรรม 48 เสียง ซึ่งทั้งคู่สนับสนุนให้แยกตัว อันดับ 4 นายสตีเฟน แครบบ์ รมว.แรงงาน ซึ่งประกาศถอนตัวแล้ว

การโหวตครั้งต่อไปจะลดคู่ชิงให้เหลือ 2 คน และลงมติครั้งสุดท้ายใน 9 ก.ย. อนึ่ง รัฐบาลยูเคเผยแพร่ผลการสืบสวนกรณีกองทัพอังกฤษเข้าร่วมสงครามอิรักปี 2546 ที่จัดทำมา 7 ปี ตั้งแต่อังกฤษถอนทหารจากอิรัก โดยมีเนื้อหา 2.6 ล้านคำ ยาวกว่าวรรณกรรมสงครามและสันติภาพ 4 เท่า โดยอดีตนายกฯโทนี แบลร์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม.