สยอง! คู่รักนิวซีแลนด์เที่ยวทะเลฟิจิ เจอ ‘หัวคน’ เกยหาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2559 00:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656711

 

สามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์ซึ่งกำลังท่องเที่ยววันหยุดในประเทศฟิจิ พบถุงบรรจุศีรษะมนุษย์ถูกคลื่นซัดมาเกยหาด ขณะที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นศพของเหยื่อคดีฆาตกรรมชาวรัสเซีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์เดินทางไปเที่ยววันหยุดที่ทะเลในประเทศฟิจิ แต่กลับได้รับประสบการณ์สุดสยอง เมื่อพวกเขาพบถุงบรรจุศีรษะมนุษย์อยู่บนชายหาด โดยเจ้าหน้าที่ฟิจิเชื่อว่านี่เป็นหนึ่งอวัยวะของหนึ่งในเหยื่อคดีฆ่าหั่นศพที่พวกเขายังปิดคดีไม่ได้

แกรม และ แจน บิกค์ลีย์ สามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์ เดินทางท่องเที่ยววันหยุดในฟิจิเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนที่นายบิกค์ลีย์จะพบเห็นห่อของอะไรบางอย่างอยู่ในน้ำตื้นขณะกำลังเดินเล่นบนชายหาดแห่งหนึ่ง “ผมเข้าไปหามันและหยิบมันขึ้นมา มันหนักมากๆ” นายบิกค์ลีย์บอกกับสำนักข่าวเอพี “ผมทิ้งมันลงบนพื้นทรายและได้ยินเสียงว่ามีก้อนหินอยู่ในนั้น ผมมองดูรูปทรงของห่อแล้วคิดกับตัวเองว่า ‘ท่าจะไม่ดีแล้ว’ ”

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้พบพัสดุบรรจุอวัยวะของมนุษย์ถูกซัดมาเกยชายหาดของฟิจิหลายครั้ง โดยอวัยวะชิ้นแรกที่พบเป็นเท้ามนุษย์ 1 คู่ ซึ่งตำรวจเชื่อว่าอวัยวะที่พบเป็นของคู่รักชาวรัสเซีย ยูริ ชิพูลิน และ นาตาลิยา เกราซิโมวา ที่หายตัวไปจากฟาร์มแห่งหนึ่งบนเกาะวิตา เลตู ของฟิจิตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย. โดยสื่อท้องถิ่นรายงานด้วยว่า ทั้งสองคนมีปัญหาทางการเงินหลังฟาร์มของพวกเขาถูกพายุไซโคลนพัดถล่มเมื่อเดือน ก.พ.

ขณะที่ตำรวจบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอพบว่าชิ้นส่วนเท้าที่พบมาจากคู่รักคู่นี้ แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมจนกว่าการสืบสวนในคดีนี้จะเสร็จสมบูรณ์

สะเทือนใจ! พบคลิปในมือถือ ชายไอซิสหัวเราะร่วน ขณะผู้หญิงถูกข่มขืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 18:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656506

 

(ภาพประกอบ)

ช่วยกันปราบกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก…สื่อในอิรักรายงาน พบคลิปในมือถือของสมาชิกไอซิสที่ถูกสังหาร ใกล้เมืองโมซูล บันทึกภาพเหตุการณ์ชายสมาชิกไอซิส 3 คนนั่งหัวเราะร่า ระหว่างที่มีผู้หญิงเคราะห์ร้ายกำลังถูกข่มขืน

เมื่อ 6 ก.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานความเลวร้ายของสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือไอซิส อีกแล้ว หลังจากได้พบคลิปวีดิโอสุดสะเทือนใจ ในโทรศัพท์มือถือของสมาชิกไอซิสที่เสียชีวิต โดยได้บันทึกเหตุการณ์ช่วงเวลาที่มีผู้หญิงเคราะห์ร้ายคนหนึ่งถูกสมาชิกไอซิสข่มขืนล่วงเกินทางเพศ แต่ที่น่าหดหู่มากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ยังมีชายสมาชิกกลุ่มสุดโหดอีก 3 คน นั่งหัวเราะกันร่วน ขณะที่มีผู้หญิงกำลังถูกย่ำยีทางเพศอยู่ข้างๆ พวกเขา แต่ไม่ได้มีการบันทึกภาพ

ภาพในคลิปที่มีการเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพชายคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นกลางห้องนั่งเล่น โดยในมือของเขากำลังถือชุดชั้นในของผู้หญิงในมือ พร้อมทั้งกับดื่มเหล้าไปด้วย ขณะที่ยังมีชายอีก 2 คน นั่งอยู่บนโซฟา และหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงผู้หญิงที่กรีดร้องออกมา

เว็บไซต์ มิเรอร์ แจ้งว่า ตามรายงานของสถานีวิทยุ เรดิโอ ซาวา ในอิรัก ระบุ คลิปวีดิโอนี้ถูกบันทึกโดยมือถือของสมาชิกไอซิสที่ถูกปลิดชีพ ในเมืองเชอร์คัต ใกล้เมืองโมซูล ในประเทศอิรัก.

จับกดพื้น ก่อนลั่นไก! 2 ตร.อเมริกันโหด ยิงชายผิวสีดับอีกราย (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656469

 

ชาวอเมริกันช็อก…เห็นคลิปนาทีตำรวจสองนายในเมืองบาตัน รูจ รัฐลุยเซียนา สาดกระสุนใส่ร่างชายผิวสี หลังก่อเหตุใช้ปืนจี้คนที่ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อ ทำให้มีประชาชนกว่า 200 คน ออกมาชุมนุมประณาม ตร.ด้วยความโกรธแค้น และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนผิวสี

เมื่อ 6 ก.ค.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า มีชาวอเมริกันผิวสีกว่า 200 คน ในเมืองบาตัน รูจ รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ รวมตัวชุมนุมประท้วงการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ยิงสังหารนายอัลตัน สเตอร์ลิง หนุ่มผิวสีวัย 37 ปี จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หลังจากนายสเตอร์ลิงได้ก่อเหตุใช้ปืนข่มขู่คนที่ด้านนอกร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองบาตัน รูจ

บีบีซี แจ้งว่า ฝูงชนประมาณ 200 คน ได้มาชุมนุมและเคลื่อนตัวไปที่สถานีตำรวจในเมืองบาตัน รูจ ด้วยความโกรธแค้น และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายสเตอร์ลิง ชายที่มีลูกถึง 5 คน หลังจากได้เห็นคลิปวีดิโอที่มีผู้เห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญเข้าพอดี และนำคลิปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต แสดงให้เห็นช่วงนาทีสุดระทึก ตำรวจสองนายช่วยกันจับและกดร่างนายสเตอร์ลิงลงกับพื้น บริเวณด้านหน้ารถเก๋งคันหนึ่ง จากนั้นภาพในคลิปได้ถูกตัดไป ขณะที่ได้ยินเสียงปืนหลายนัดดังกึกก้องขึ้น และมีเสียงร้องด้วยความช็อกตกตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์


โฆษกประจำสถานีตำรวจเมืองบาตัน รูจ เปิดเผยถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า มีผู้โทร.เข้ามาแจ้งตำรวจว่า มีชายขายซีดีที่ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในเมือง ใช้ปืนจี้คนอยู่ โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์ตำรวจยิงนายสเตอร์ลิง จนเสียชีวิตแล้ว ตำรวจทั้งสองนายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้รับคำสั่งย้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานในกระบวนการของตำรวจ


ชาวอเมริกันผิวสีในเมืองบาตัน รูจ ออกมาประท้วงเมื่อ 5ก.ค. ประณามตำรวจทำรุนแรงเกินกว่าเหตุอีกแล้ว

บีบีซีแจ้งว่า ในแต่ละปี ตำรวจสหรัฐฯ ได้ยิงคนร้ายเสียชีวิตปีละกว่า 1,000 ราย และส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นคนผิวสี จึงได้ก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงตำรวจอย่างต่อเนื่อง.

ชมคลิป ที่นี่

ดีขนาดนี้! แท็กซี่มะกัน มอบเงิน 6 ล้านคืนผู้โดยสาร ลืมไว้เบาะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 15:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656416

 

ชายมะกันสูงอายุ ขับแท็กซี่ในเมืองบอสตัน สุดซื่อสัตย์..คืนเงินกว่า 6 ล้านบาท ที่ผู้โดยสารลืมไว้ในรถ ส่งมอบให้ตำรวจเพื่อติดตามหาเจ้าของ ก่อนตร.จะตามเจ้าของเงินจนพบ บอกเป็นเงินมรดกที่เพิ่งไปรับมา

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.59 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานความเป็นคนดีและซื่อสัตย์ ของ นายเรย์มอนด์ แม็คคอสแลนด์ ชายสูงอายุ ขับรถแท็กซี่ วัย 72 ปี ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐฯ ที่ได้คืนเงินของผู้โดยสารที่ลืมทิ้งไว้บนเบาะหลังรถ จำนวนถึง 187,000 ดอลลาร์ หรือราว 6.54 ล้านบาท ให้แก่เจ้าของ จนสื่อยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นคุณพบเงินมหาศาลขนาดนี้ แล้วคุณจะทำอย่างไร?

ซีเอ็นเอ็นแจ้งว่า หลังจากนายแม็คคอสแลนด์ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ‘บัซซี’ ได้พบเงินจำนวนมากอยู่ในกระเป๋าเป้ใบหนึ่งของผู้โดยสารที่ลืมทิ้งไว้บนเบาะหลังรถเมื่อวันเสาร์ที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว เขาได้รีบนำเงินสดเหล่านี้ไปมอบให้แก่ตำรวจที่สถานีตำรวจในเมืองบอสตันเพื่อส่งคืนให้เจ้าของตามเดิม ก่อนต่อมา ตำรวจเมืองบอสตันจะสืบทราบว่า ชายไร้บ้านคนนี้เพิ่งไปรับเงินก้อนโต เนื่องจากเป็นเงินมรดกและลืมทิ้งไว้ในรถแท็กซี่

จากการเปิดเผยของตำรวจ ระบุว่า นายแม็คคอสแลนด์ได้พบว่าในกระเป๋าเป้มีเงินมหาศาล ระหว่างที่เขาได้เปิดกระเป๋าเพื่อต้องการค้นหาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นๆ ที่สามารถบอกชื่อของชายเจ้าของกระเป๋าใบนี้ได้ โดยชายขับแท็กซี่ จิตใจดีผู้นี้ได้เล่าให้ตำรวจถึงที่มาที่ไปก่อนเขาจะพบเงินว่า เขาได้ขับรถแท็กซี่พาผู้โดยสารคนหนึ่งไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งและบอกให้เขาจอดรออยู่ด้านนอกสัก 5 นาที แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปนานถึง 30 นาที ผู้โดยสารชายคนนี้ก็ยังไม่กลับมา เขาจึงเข้าไปสอบถามพนักงานที่ฟรอนท์ของโรงแรม แต่พนักงานบอกว่าไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน นายแม็คคอสแลนด์จึงกลับมาที่รถแท็กซี่ของตนและจึงเห็นว่าชายผู้โดยสารรายนี้ลืมกระเป๋าเป้ไว้ที่เบาะหลังรถ

หลังจากนายแม็คคอสแลนด์นำเงินสดกว่า 6 ล้านบาทไปให้ตำรวจตามหาเจ้าของแล้ว ตำรวจได้ติดต่อไปยังโรงแรมแห่งนี้และพบชายผู้โดยสาร เจ้าของเงิน เมื่อวันอังคารที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับบอกว่าเงินนี้เป็นเงินมรดกที่เขาเพิ่งได้รับมา พร้อมกับโชว์ใบเสร็จรับเงินให้ตำรวจเพื่อยืนยัน จึงทำให้ตำรวจมอบเงินให้แก่เขา และเมื่อตำรวจถามชายผู้นี้ว่าจะให้เงินรางวัลเพื่อเป็นสินน้ำใจแก่ชายขับแท็กซี่หรือไม่ ชายผู้นี้ได้มอบเงินให้แท็กซี่ 100 ดอลลาร์ หรือราว 3,500 บาท ขณะที่ตำรวจบอสตันได้ชื่นชมนายแม็คคอสแลนด์ว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์และเป็นคนดีอย่างยิ่ง

พิษยูเค Brexit ยังแรง! ค่าเงินปอนด์ยวบ ทำสถิติใหม่ ต่ำสุดรอบ 31ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656136

 

ยูเคจะออกจากอียู…ยังพ่นพิษไม่หยุด ส่งผลค่าเงินปอนด์สเตอร์ริงของอังกฤษ ทำสถิติใหม่ อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 31 ปี ลดลงมาเหลือแค่ 1.2798 ดอลลาร์ต่อปอนด์

เมื่อ 6 ก.ค.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานผลกระทบจากสหราชอาณาจักร (ยูเค) ‘Brexit’ ออกจากสหภาพยุโรป(อียู) ยังส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินปอนด์ สเตอร์ริงของอังกฤษอย่างต่อเนื่อง หลังจากยูเคทำประชามติเมื่อ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ ได้ทำสถิติอ่อนตัวต่ำสุดครั้งใหม่ ในตลาดเอเชีย ลดลงมาเหลือเพียง 1.2798 ดอลลาร์ต่อปอนด์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นค่าเงินปอนด์ที่ต่ำสุดในรอบ 31 ปี

บีบีซี แจ้งว่า ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัวต่ำสุดเช่นนี้ เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออสเตรเลียและญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ ทำสถิติต่ำสุดเช่นกัน ขณะที่บรรดานักลงทุนก็พากันเทขายเงินปอนด์เพื่อหันไปถือเงินสกุลอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า โดย ผลจากยูเค เบรกซิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เงินหายไปจากตลาดแล้ว หลายล้านล้านดอลลาร์ และค่าเงินปอนด์ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง


ชาวอังกฤษจำนวนมากออกมาชุมนุมในกรุงลอนดอน เมื่อ 2ก.ค.คัดค้านสหราชอาณาจักรออกจากอียู

ข่าวแจ้งว่า นอกจากค่าเงินปอนด์ทำสถิติต่ำสุดเหลือเพียง 1.2798 ดอลลาร์ต่อปอนด์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียก็ยังคงร่วงต่อเนื่อง อาทิ ตลาดหุ้นนิกเคอิ 225 ของญี่ปุ่น ลดลงแล้วเกือบ 3% และตลาดฮั่งเส็งในฮ่องกง ลดไป 1.9% ส่วนตลาดหุ้นในอินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ปิดตลาดการซื้อขาย เนื่องจากเป็นวันหยุด

สลด! เฮลิคอปเตอร์กองทัพตุรกีตก ดับ 7 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655851

 

เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพประเทศตุรกี ตกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีก 8 คน โดยสาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะสภาพอากาศเลวร้าย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 5 ก.ค. เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ซึ่งบรรทุกเจ้าหน้าที่กองทัพของประเทศตุรกี 8 นาย พร้อมสมาชิกครอบครัวอีก 7 คน ตกในที่ราบสูงของจังหวัดกีเรซุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บ

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเป็นรุ่น เอส-70 ซิกอร์สกี (S-70 Sikorsky) กำลังขนส่งเจ้าหน้าที่กองทัพระดับ พลโท, พันเอก และพันตรีอีก 2 นาย กลับบ้านในช่วงวัน ‘อีดิลฟิตริ’ (Eid al-Fitr) หรือวันเฉลิมฉลองการออกศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งเป็นวันหยุด ก่อนตกในเวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

นายบีนาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีตุรกีบอกกับผู้สื่อข่าวในการแสดงความเห็นผ่านทางโทรทัศน์ว่า เหตุการณ์นี้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพอากาศเลวร้าย และนายทหารยศพลโทที่เดินทางมาด้วยเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต

เสียงจากกล่องดำยันชัด ไฟไหม้บนเครื่องก่อน MS804 ดิ่งเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 04:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655842

 

เจ้าหน้าที่ของสายการบินอียิปต์แอร์เผย อุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบินของเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน เอ็มเอส 804 ซึ่งตกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อ 2 เดือนก่อน บันทึกเสียงที่บ่งชี้ว่ามีความพยายามดับไฟบนเครื่อง…

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสายการบินอียิปต์แอร์ ว่า เสียงจากอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบิน (ซีวีอาร์) ของเครื่องบินโดยสาร แอร์บัส เอ320 เที่ยวบินที่ เอ็มเอส 804 ของสายการบินอียิปต์แอร์ บ่งบอกว่า มีความพยายามดับไฟบนเครื่อง ก่อนที่เครื่องบินลำนี้จะตกลงไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือ 66 คน เมื่อ 19 พ.ค.

แหล่งข่าวยืนยันกับซีเอ็นเอ็นว่า อุปกรณ์ซีวีอาร์บันทึกเสียงภายในห้องโดยสารรวมถึงเสียงสนทนาของลูกเรือ, เสียงสัญญาณเตือน และเสียงพื้นหลังต่างๆ ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเข้าใจว่าลูกเรือกำลังทำอะไรอยู่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่เปิดเผยบทสนทนาหรือรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้ยินอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลล่าสุดสอดคล้องกับข้อมูลอื่นๆ ที่ทีมสืบสวนออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อมูลจากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน (เอฟดีอาร์) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการตรวจพบควันในห้องน้ำและห้องเครื่องของเครื่องบินลำนี้

ขณะที่กระทรวงการบินพลเรือนของอียิปต์เผยด้วยว่า ซากส่วนด้านหน้าของเครื่องบินมีร่องรอยความเสียหายจากอุณหภูมิสูง และมีรอยไหม้ด้วย โดยจนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เครื่องบินลำนี้ตก ทั้งการขัดข้องทางเทคนิค, ความผิดพลาดของมนุษย์ หรือแม้แต่การก่อการร้าย

รายงานชี้ จนท.ทำพลาดอื้อในการป้องกันโจมตีปารีส จี้ยกเครื่องขนานใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2559 04:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655799

 

คณะกรรมาธิการสืบสวนในฝรั่งเศสเผยรายงานผลสรุปการสืบสวนเกี่ยวกับการก่อการร้ายในกรุงปารีส โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์มากมาย ทำให้ป้องกันการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้ และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 5 ก.ค. คณะกรรมาธิการสืบสวนคดีก่อการร้ายแห่งรัฐสภาฝรั่งเศสเปิดเผยข้อสรุปการสืบสวนเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ปี 2015 โดยพบความผิดพลาดและการทำหน้าที่ที่ไม่สมบูรณ์ของเจ้าหน้าที่มากมาย จนทำให้ไม่อาจป้องกันการโจมตีครั้งนี้ได้ พวกเขายังเรียกร้องให้มีการยกเครื่องการทำงานของหน่วยงานรักษาความปลอดภัยและหน่วยข่าวกรองของประเทศอย่างครอบคลุมด้วย


คณะกรรมาธิการสอบสวนฯ จัดงานแถลงข่าวในกรุงปารีส

รายงานการสืบสวนเหตุโจมตีปารีสซึ่งใช้เวลาจัดทำนานกว่า 6 เดือนของคณะกรรมาธิการสืบสวนคดีก่อการร้ายแห่งรัฐสภาฝรั่งเศส มีข้อสรุปว่า การโจมตีในวันที่ 13 พ.ย. อย่างเช่นที่โรงละคร ‘บาตากล็อง’ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 90 คน สามารถป้องกันได้ แต่ทว่าการขาดซึ่งความร่วมมือ, การสับสนในอำนาจหน้าที่ด้านการปฏิบัติ และการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองที่ไม่เพียงพอ ทำให้การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ในการยับยั้งการโจมตีช้าลง

“เราจะไม่โทษความผิดไปที่ใครหรือหน่วยงานใด” จอร์จ เฟอเนค ส.ส.ฝ่ายกลางขวา และประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนฯ กล่าว เขายังยกตัวอย่างหนึ่งในความล้มเหลวของการทำงาน คือ ตำรวจหน่วยพิเศษกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงบาตากล็องติดอาวุธไม่เพียงพอต่อการจัดการกับผู้โจมตี แต่เมื่อตำรวจกลุ่มนี้ขอยืมปืนไรเฟิลจู่โจมจากทหารซึ่งมาประจำการตามปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อจะได้บุกช่วยเหลือตัวประกัน ทหารกลับปฏิเสธอ้างว่าพวกเขาได้รับคำสั่งห้ามยิง “ความผิดพลาดเช่นนี้มีเยอะมาก” นายเฟอเนคกล่าว

รายงานการสืบสวนฉบับนี้ยังเรียกร้องให้มีการพัฒนาการปฏิบัติงานของหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงขนานใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ การรวมหน่วยติดอาวุธเคลื่อนที่เร็วทั้ง 3 หน่วยของฝรั่งเศสมาร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเหตุที่บาตากล็อง ที่หน่วย จีไอจีเอ็น (GIGN) ของตำรวจ เนชันนัล ชองดาร์เมรี (National Gendarmerie) และหน่วย เรด (RAID) ของตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส (National Police) ซึ่งเป็นกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย กลายเป็นแค่กองหนุน แต่หน่วย บีอาร์ไอ (BRI) ที่เป็นหน่วยต่อต้านแก๊งอาชญากรรม กลับเป็นฝ่ายบุกช่วยตัวประกัน


จอร์จ เฟอเนค และ เซบาสเตียน พีตราซองตา ส.ส.พรรคสังคมนิยม ร่วมแถลงข่าวในกรุงปารีส

“คงมีความผิดพลาดอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เมื่อหน่วยพิเศษที่มีความสามารถระดับประเทศ (เรด และจีไอจีเอ็น) ทำตัวเป็นหน่วยเก็บกวาดให้กับกองกำลังท้องถิ่นที่ไม่เชี่ยวชาญ ทำไมหน่วยต่อต้านแก๊ง (บีอาร์ไอ) ถึงเป็นฝ่ายรับมือปฏิบัติการ ทั้งที่เรามีหน่วยหัวกะทิถึง 2 หน่วย เรด กลับเป็นแค่กองหนุน และ จีไอจีเอ็น กลับรั้งท้ายที่ท่าเรือ ‘เก เดอส์ เซเลสแตงส์’ ” นายเฟอเนคกล่าว

อีกเรื่องที่น่ากังวลคือ ความซับซ้อนและการมีอำนาจหน้าที่ทับซ้อนกันของหน่วยงานข่าวกรองภายในประเทศหน่วยต่างๆ ของฝรั่งเศส หน่วยตำรวจแห่งชาติ และตำรวจ เนชันนัล ชองดาร์เมรี 2 องค์กรตำรวจฝรั่งเศส ต่างมีหน่วยข่าวกรองของตัวเอง และแยกกันเก็บรวบรวมข้อมูล ขณะที่ ดีจีเอสไอ (DGSI) สำนักงานข่าวกรองในประเทศของฝรั่งเศส ซึ่งมีสมรรถนะระดับประเทศ มักยอมหลีกทางให้หน่วยพิเศษหรือตำรวจท้องถิ่น ซึ่งความล้มเหลวในด้านความร่วมมือระหว่าง ดีจีเอสไอกับตำรวจ ทำให้เกิดการหยุดชะงักในการติดตามสังเกตการณ์ นายซาอิด คูอาชี หนึ่งในพี่น้องคูอาชี ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ ‘ชาร์ลี เอบโด’ เมื่อเดือน ม.ค. 2015

เพื่อให้สายอำนาจปฏิบัติงานชัดเจน รายงานฉบับนี้จึงเสนอให้ทุกหน่วยของตำรวจแห่งชาติ และตำรวจ เนชันนัล ชองดาร์เมรี อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย ส่วน ดีจีเอสไอ ซึ่งควบคุมโดยกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว ควรอยู่ใต้การสั่งการโดยตรงจากประธานาธิบดีฝรั่งเศส


ภาพเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2015 ตำรวจฝรั่งเศสยืนคุ้มกันที่หน้าโรงละครบาตากล็อง

รายงานการสืบสวนยังพบความผิดพลาดในการเตรียมตัวเพื่อรับมือเหตุโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บจากการก่อการร้ายในขณะที่การโจมตียังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นเนื่องจากผู้บาดเจ็บต้องรอเจ้าหน้าที่การแพทย์มาถึงเป็นเวลานาน นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนในการเก็บข้อมูลข่าวกรองในเรือนจำด้วย

ตุรกีรวบอีก 17 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวโจมตีสนามบินอิสตันบูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2559 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655697

 

เจ้าหน้าที่ของตุรกีจับกุมผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีสนามบินอะตาเติร์ก ในนครอิสตันบูลเพิ่มอีก 17 คน ขณะที่ประธานาธิบดีตุรกีระบุว่า คนร้ายมาจากประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 5 ก.ค. เจ้าหน้าที่ของประเทศตุรกีจับกุมผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีท่าอากาศยานอะตาเติร์ก ในนครอิสตันบูล เมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่มอีก 17 คน เป็นชาวต่างชาติ 11 คน ขณะที่ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกีระบุว่า มือระเบิดเป็นนักรบกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) ที่มาจากประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต

การจับกุมครั้งล่าสุดของตุรกี ทำให้จำนวนผู้ต้องสงสัยที่ถูกคุมขังในคดีนี้เพิ่มเป็น 30 รายแล้ว โดยผู้ต้องสงสัย 17 รายนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกขององค์กรก่อการร้ายติดอาวุธ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 13 คน ถูกจับกุมตัวในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นชาวต่างชาติ 3 คน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. มือระเบิด 3 คน ใช้อาวุธปืนกราดยิงภายนอกสนามบินอะตาเติร์กเพื่อสร้างความวุ่นวาย ก่อนคนร้าย 2 คนจะบุกเข้าไปภายในพื้นที่ของสนามบิน จากนั้นจึงจุดระเบิดฆ่าตัวตาย ส่วนคนร้ายคนที่ 3 จุดระเบิดตัวเองที่หน้าทางเข้าอาคารผู้โดยสารขาเข้า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน


ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกี

ประธานาธิบดีแอร์โดอัน บอกกับผู้สื่อข่าวในวันอังคารขณะร่วมพิธีไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตที่นครอิสตันบูลว่า วิธีการก่อเหตุเป็นรูปแบบของกลุ่มไอซิส โดยคนร้ายมาจากคีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน 2 ประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต และจากสาธารณรัฐดากีสถาน ถิ่นที่อยู่ของชาวมุสลิมในแคว้นคอเคซัสเหนือของรัสเซีย

อนึ่ง รัฐบาลรัสเซียออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า มีพลเมืองรัสเซียและประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตหลายพันคนเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส โดยเดินทางผ่านประเทศตุรกีไปยังซีเรีย

ซาอุฯ เผยชื่อมือระเบิดพลีชีพ ชาวปากี หมายโจมตีมัสยิดแห่งเมดินา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2559 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655549

 

กระทรวงมหาดไทยซาอุฯ เผยชื่อมือระเบิดพลีชีพมุ่งหวังโจมตีมัสยิดในเมืองเมดินาแล้ว เป็นชายชาวปากีสถาน อายุ 34 ปี ขณะที่ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพเหตุการณ์ร้าย ควันดำทะมึนด้านนอกมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ ผ่านทางโซเชียล มีเดีย

เมื่อ 5 ก.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดพลีชีพมุ่งโจมตีมัสยิดศักดิ์สิทธิ์อันนะบะวีย์ หรือมัสยิดนบี ในเมืองเมดินา ประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่เดชะบุญ มือระเบิดถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าออกมัสยิดขัดขวางไว้ได้เสียก่อน จึงจุดชนวนระเบิดพลีชีพที่บริเวณด่านตรวจ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ รปภ.สังเวยชีวิต 4 นาย และมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย และยังไม่มีกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบนั้น

กระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 5 ก.ค. เปิดเผยชื่อของมือระเบิดฆ่าตัวตายที่บริเวณด้านนอกมัสยิดเมดินาแล้วว่า คือนายอับดุลเลาะห์ คัลซาร์ ข่าน เป็นชายชาวปากีสถาน อายุ 34 ปี แต่ปัจจุบัน อาศัยอยู่ที่เมืองเจดดาห์ ริมทะเลแดง โดยเจ้าหน้าที่ทางการซาอุดีอาระเบีย ยังเผยด้วยว่า นายข่าน มือระเบิดฆ่าตัวตาย ชาวปากีสถาน ได้เดินทางเข้ามาหางานทำ และได้ทำงานเป็นคนขับรถในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ 12 ปีก่อน


ข่าวแจ้งว่า เหตุคนร้ายมุ่งโจมตีมัสยิดเมดินา นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ชาวซาอุดีอาระเบียและชาวมุสลิมทั่วโลก เนื่องจากมัสยิดแห่งนี้นับเป็นมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ สร้างโดยศาสดานบีมูฮัมหมัดและเป็นสถานที่ฝังพระศพของพระองค์ จึงทำให้มีชาวมุสลิมจากทั่วโลกเดินทางหลั่งไหลมาแสวงบุญที่มัสยิดที่ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบแห่งนี้ ถึงปีละหลายล้านคน

ขณะที่หลังเกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่ด้านนอกมัสยิดนบี ได้มีผู้คนแชร์รูปภาพการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ควันดำทะมึน ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์รุนแรงก่อนถึงวันสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดรอมฎอน.