ผวา! ระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีสนามบินใหญ่สุดในตุรกี ดับ 28 ศพ เจ็บอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650034

 

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตุรกี ในนครอิสตันบูล เมื่อวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายยิงปืนและจุดระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติ ‘อะตาเติร์ก’ ในนครอิสตันบูล ของประเทศตุรกี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยในเบื้องต้นนายเบคีร์ บอซดัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของตุรกีระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 20 คน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายวาซิบ ซาฮิน ผู้ว่าราชการนครอิสตันบูล ออกมารายงานความคืบหน้าว่า มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 28 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 60 คน ขณะที่มือระเบิดมี 3 คนเสียชีวิตแล้วทั้งหมด

ก่อนหน้านี้นายบอซดักเผยด้วยว่า มือระเบิดคนหนึ่งใช้ปืนคาลาชนิคอฟกราดยิงบริเวณประตูรักษาความปลอดภัยทางเข้าสนามบินก่อนจุดระเบิด ขณะที่มือระเบิดอีกคนจุดระเบิดบริเวณบาทวิถีหน้าอาคารผู้โดยสาร แต่ไม่มีระเบิดเกิดขึ้นภายในตัวอาคาร


รถพยาบาลมารอรับผู้บาดเจ็บที่หน้าสนามบิน อะตาเติร์ก

ด้าน นายแอร์ฮาน อุสตันดัก โฆษกของสนามบินอะตาเติร์ก ระบุว่า สนามบินจะถูกปิดไปจนถึงเวลา 20.00 น. วันพุธที่ 29 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเที่ยวบินขาเข้าทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองอิซมีร์, กรุงอังการา และเมืองอื่นๆ

ทั้งนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ตุรกีเผชิญเหตุระเบิดฝีมือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) หลายครั้ง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตุรกีทำให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยกระดับการเตือนภัยสำหรับพลเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องการเดินทางไปตุรกี โดยเรียกร้องให้พลเมืองระมัดระวังในการเดินทางไปยังที่สาธารณะ โดยเฉพาะในที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 06.42 น.กระทรวงการต่างประเทศของไทย แจ้งผ่านทวิตเตอร์ @MFAThai ว่า ตามที่เกิดระเบิดที่สนามบินในอิสตันบูล เมื่อ 28 มิย 59 สถานทูตฯ ตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นไม่พบว่าคนไทยได้รับผลกระทบ.

 

โลกเฮ! พบบ่อก๊าซ ‘ฮีเลียม’ ขนาดใหญ่ที่แทนซาเนีย กู้วิกฤติขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2559 03:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650007

 

ภูเขาไฟในหุบเขาทรุดแอฟริกาตะวันออก ในแทนซาเนีย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบแหล่งก๊าซฮีเลียมขนาดใหญ่ในประเทศแทนซาเนีย ในทวีปแอฟริกา และระบุว่านี่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในขณะที่โลกกำลังประสบปัญหาขาดแคลนก๊าซชนิดนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและเดอร์แฮม ซึ่งทำงานร่วมกับ ‘ฮีเลียม วัน’ บริษัทสำรวจหาก๊าซฮีเลียมสัญชาตินอร์เวย์ ค้นพบบ่อก๊าซฮีเลียมขนาดใหญ่ ซึ่งพวกเขายกให้เป็นตัวเปลี่ยนเกม ท่ามกลางวิกฤติก๊าซฮีเลียมขาดแคลนทั่วโลก

นักวิจัยก็ค้นพบแหล่งก๊าซฮีเลียมปริมาณมากกว่า 54,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตอยู่ภายในหุบเขาทรุดแอฟริกาตะวันออก (East Africa Rift-Valley) ในประเทศแทนซาเนีย ด้วยการใช้วิธีสำรวจแบบใหม่ โดยดูจากกิจกรรมของภูเขาไฟในหุบเขานี้ ซึ่งปล่อยก๊าซฮีเลียมที่ถูกฝังในชั้นหินโบราณออกมา พวกเขาบอกด้วยว่า ก๊าซฮีเลียมเพียงส่วนเดียวของที่พบ ก็สามารถเติมเต็มเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอได้นับล้านเครื่องแล้ว และปริมาณขนาดนี้เพียงพอต่อความต้องการทั่วโลกไปอีกหลายปี

ศาสตราจารย์ คริส บอลเลนไทน์ จากคณะวิทยาศาสตร์โลกของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับ ความมั่นคงของความต้องการก๊าซฮีเลียมในสังคมในอนาคต และการค้นพบในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคตอาจอยู่ไม่ไกล

ทั้งนี้ ก๊าซฮีเลียมเป็นที่รู้จักด้วยคุณสมบัติเบากว่าอากาศ และถูกนำไปเติมในลูกโป่งตามงานเลี้ยง แต่ก๊าซชนิดนี้ยังถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ‘เอ็มอาร์ไอ’, ยานอวกาศ, กล้องโทรทรรศน์ และเครื่องตรวจวัดระดับรังสี โดยจนถึงก่อนหน้านี้ ก๊าซฮีเลียมถูกพบในปริมาณเล็กน้อยระหว่างการขุดเจาะหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปริมาณอุปทานฮีเลียมในโลกกำลังลดต่ำโลก จนเกิดคำเตือนว่าไม่สามารถรับประกันการประมาณสินค้าในระยะยาวได้ ครั้งหนึ่ง ดิสนีย์แลนด์ในกรุงโตเกียวถึงกับต้องระงับการขายลูกโป่งบรรจุก๊าซฮีเลียมด้วย

ศาสตราจารย์ จอน กลูยาส จากคณะวิทยาศาสตร์โลกของมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม ซึ่งร่วมในการค้นหาครั้งนี้ด้วย เผยว่าราคาก๊าซฮีเลียมพุ่งสูงขึ้นถึง 500% ในช่วง 15 ปีหลัง โดยฮีเลียมเป็นธาตุที่มีอยู่มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในบรรดาธาตุที่มีอยู่มากมายในจักรวาล แต่กลับหาได้ยากยิ่งบนโลก ยิ่งกว่านั้น ฮีเลียมใดๆ ที่ถูกพบบนโลก หากไม่ได้รับการจัดการอย่างระมัดระวัง มันจะหายไป เหมือนลูกโป่งที่ลอยขึ้นฟ้าไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นบรรยากาศและหลุดจากแรงโน้มถ่วงของโลกไปในที่สุด

อนึ่ง ขั้นต่อไปของการค้นพบแหล่งก๊าซฮีเลียมขนาดใหญ่ครั้งนี้คือ การหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการขุด และนำก๊าซล้ำค่านี้ขึ้นมาบนผิวโลก

 

‘อิเกีย’ งานเข้า! เรียกคืนตู้ลิ้นชัก หลังล้มทับเด็กดับ 3 ศพในสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2559 01:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649976

 

บริษัท อิเกีย เรียกคืนผลิตภัณฑ์ตู้ลิ้นชักที่ขายในอเมริกาเหนือคืนหลายสิบล้านชิ้น หลังเกิดกรณีตู้ล้มทับเด็กทารกเสียชีวิตถึง 3 รายในสหรัฐฯ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท อิเกีย ผู้ค้าเครื่องเรือนและของใช้ภายในบ้านขนาดใหญ่ของประเทศสวีเดนประกาศเรียกคืนตู้ลิ้นชักซีรีส์ ‘มาล์ม’ (Malm) จำนวนกว่า 27 ล้านชิ้นที่ขายออกไปในทวีปอเมริกาเหนือ หลังเกิดเหตุอุบัติเหตุตู้ล้มทับเด็กทารกในสหรัฐฯ เสียชีวิตถึง 3 รายนับตั้งแต่ปี 2014

อิเกียตัดสินใจเรียกคืนตู้ลิ้นชักเจ้าปัญหาดังกล่าว โดยทิ้งช่วงเวลาเกือบ 5 เดือนหลังจากเด็กรายที่ 3 เสียชีวิตเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งทำให้อิเกียต้องประกาศเตือนลูกค้าให้ยึดตู้ลิ้นชักนี้ติดกับผนัง อย่างไรก็ตาม อิเกียระบุว่า การเรียกคืนครั้งนี้มีผลเฉพาะในสหรัฐฯ และแคนาดา และจะไม่เรียกคืนสินค้าในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ขณะที่ นายลาร์ส พีเตอร์สัน ประธานบริษัท อิเกีย สาขาสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าวเอ็นบีซีว่า ทางบริษัทได้ยุติการขายตู้ลิ้นชักซีรีส์ มาล์ม แล้ว เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตราย และทางบริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

‘โฟล์ค’ ตกลงจ่ายเงินกว่า 5 แสนล้านบาท คดีโกงวัดปล่อยมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2559 00:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649902

 

โฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ตกลงยอมจ่ายเงินกว่า 518,000 ล้านบาท แก่ลูกค้าและรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อชดเชยกรณีจงใจโกงการตรวจวัดมาตรฐานการควบคุมการปล่อยไอเสียรถยนต์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โฟล์คสวาเกน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกทำข้อตกลงกับสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (อีพีเอ) ยอมจ่ายเงินกว่า 14,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 518,000 ล้านบาท) จากความผิดในคดีจงใจโกงการตรวจวัดมาตรฐานการควบคุมการปล่อยไอเสียรถยนต์ ด้วยการตั้งซอฟต์แวร์โปรแกรมในรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ให้ทำงานเมื่อใดก็ตามที่รถยนต์คันดังกล่าวกำลังถูกตรวจวัดการปล่อยไอเสีย และปิดระบบควบคุมไอเสียเมื่อผ่านจุดตรวจไปแล้ว

ตามข้อตกลงดังกล่าว โฟล์คฯ ต้องจ่ายเงินสูงสุด 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่เจ้าของรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบในสหรัฐฯ ซึ่งมีมากกว่า 500,000 คัน โดยเจ้าของรถจะได้รับเงินระหว่าง 5,100-10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับชดเชยมูลค่าที่สูญหายของรถยนต์ และชดเชยการผิดสัญญาของโฟล์คฯ ที่อ้างว่าลูกค้าจะได้ซื้อรถดีเซลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อรถเครื่องยนต์ดีเซล

นอกจากนี้ โฟล์คฯ ต้องจ่ายค่าซื้อคืนหรือซ่อมรถยนต์ที่มีปัญหาจำนวน 487,000 คัน ที่ขายภายใต้แบรนด์ โฟล์คสวาเกน หรือ ออดี้ โดยขึ้นอยู่กับเจ้าของรถว่าต้องการให้ซื้อคืนหรือให้ซ่อม ซึ่งเจ้าของรถมีเวลาตัดสินใจถึงเดือน พ.ค. ปี 2018


จีนา แมคคาร์ธี กรรมการสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แถลงเรื่องการทำข้อตกลงกับโฟล์คสวาเกน โดยมี แซลลี ยาเตส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (ซ้าย) และ อีดิธ รามิเรซ ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ (ขวา) มาร่วมแถลงด้วย

การซื้อคืนรถอาจทำให้โฟล์คฯ เสียเงินระหว่าง 12,500-44,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคัน โดยเงินมูลค่า 14,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อตกลง คิดจากกรณีที่โฟล์คฯ ต้องซื้อคืนรถทั้งหมด ขณะที่นอกจากเงินที่ต้องจ่ายให้ลูกค้าแล้ว โฟล์คฯ จะต้องจ่ายเงินอีกกว่า 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าดูแลสิ่งแวดล้อม และอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ

เงินค่าดูแลสิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะถูกใช้โดยทางการรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ เพื่อลดการปล่อยไอเสียของรถเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยการเปลี่ยนรถบรรทุก, รถบัส และรถเครื่องยนต์ดีเซลเก่าอื่นๆ ที่รัฐบาลใช้อยู่ เป็นรถใหม่

ทั้งนี้ ข้อตกลงล่าสุดของโฟล์คฯ เป็นเพียงก้าวแรกของการชดใช้ในคดีโกงการตรวจวัดมลพิษซึ่งถูกอีพีเอออกมาแฉเมื่อปลายปีก่อนเท่านั้น โดยโฟล์คฯ มีโอกาสถูกฟ้องร้องข้อหาอาชญากรรม และถูกลงโทษทางแพ่ง ฐานละเมิดกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังสืบสวนว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะฟ้องร้องบริษัทและตัวบุคคลด้วยข้อหาอาชญากรรม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘โฟล์คสวาเกน’ หุ้นตก 6 แสนล้านบ. หลังถูกแฉโกงการวัดปล่อยไอเสีย

CEO ‘โฟล์คสวาเกน’ ลาออกแล้ว เซ่นข่าวฉาวโกงวัดปล่อยไอเสีย

 

ทหารเลบานอนลุย! จับผู้ลี้ภัยซีเรียกว่า 100 หลังบึมพลีชีพหลายจุด ดับ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649714

 

ตึงเครียด…กองทัพเลบานอน ส่งกำลังทหารบุกเข้าตรวจค้นหมู่บ้านใกล้ชายแดน พร้อมกับจับกุมชาวซีเรียลี้ภัยผิดกฎหมายกว่า 100 คน หลังเกิดเหตุระเบิดพลีชีพหลายจุด ดับสลด 5 ราย เจ็บอื้อ

เมื่อ 28 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเลบานอนควบคุมชาวซีเรียที่เข้าประเทศโดยผิดกฎหมายกว่า 100 คน หลังเกิดเหตุระเบิดพลีชีพหลายครั้ง ที่หมู่บ้านคาอา ในเขตบาอัลเบค ใกล้ชายแดนเลบานอนติดกับซีเรีย เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บเกือบ 30 คน ขณะที่ยังไม่มีกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ถึงแม้ก่อนหน้ากลุ่มมุสลิมติดอาวุธ ‘รัฐอิสลาม’ ไอซิส จะเป็นตัวการก่อเหตุระเบิดพลีชีพก่อนหน้านี้หลายครั้งในเลบานอน

ด้านสำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) แจ้งว่า กองทัพเลบานอนได้ออกแถลงการณ์ กองทัพได้ส่งกำลังทหารบุกเข้าตรวจค้นค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในหมู่บ้านคาอา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสต์ ในวันอังคารที่ 28 มิ.ย. และได้จับกุมผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาตถูกต้องจำนวน 103 คน นอกจากนั้น ทหารยังเข้าตรวจค้นค่าย คาอา โปรเจกต์ ซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านคาอา เพื่อค้นหาผู้ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดพลีชีพ


ข่าวแจ้งว่า ผู้ว่าการเตบาอัลเบค ยังได้ประกาศเคอร์ฟิวที่ค่ายผู้ลี้ภัย โดยห้ามผู้ลี้ภัยชาวซีเรียห้ามออกจากหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบในยามวิกาล เพื่อความปลอดภัย.


เหตุระเบิดที่หมู่บ้านคาอา เมื่อ 27 มิ.ย.
 

อพยพคนวุ่น ผวาระเบิด! พบวัตถุต้องสงสัย ใกล้วิหารเซนต์ ปอล ในลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649546

 

สุดตระหนก ตำรวจอังกฤษ สั่งอพยพประชาชนวุ่น พร้อมปิดถนนรอบมหาวิหารเซนต์ ปอล ในลอนดอน ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน หลังพบวัตถุต้องสงสัย อาจเป็นระเบิด

เมื่อ 28 มิ.ย.59 สื่อต่างประเทศรายงาน ประชาชนที่อยู่ใกล้มหาวิหารเซนต์ ปอล ในกรุงลอนดอน ต้องตื่นตระหนก ‘ผวาระเบิด’ เมื่อได้ยินเสียงตำรวจตะโกนบอกให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนของเช้าวันที่ 28 มิ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงลอนดอนได้มีการปิดกั้นถนนโดยรอบ หลังจากพบ ‘วัตถุต้องสงสัย’ ว่าอาจเป็นระเบิดวางอยู่ในบริเวณใกล้กับมหาวิหารเซนต์ ปอล

เว็บไซต์ เดอะ มิเรอร์ แจ้งว่าเหตุการณ์ระทึกครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของช่วงเช้าวันที่ 28 มิ.ย. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงลอนดอน ยืนยันว่ามีการพบวัตถุต้องสงสัย กระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป จนถึงเวลา 09.00 น. สถานการณ์ตึงเครียดได้ยุติลง เมื่อสำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอน ได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ว่า สามารถเปิดถนนให้รถยนต์ยวดยานพาหนะรอบมหาวิหารเซนต์ ปอล สามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติแล้ว


มหาวิหารเซนต์ ปอล เด่นตระหง่าน ในกรุงลอนดอน

ตำรวจหญิงอังกฤษยืนรักษาความปลอดภัยขณะมีการปิดกั้นพื้นที่โดยรอบมหาวิหารเซนต์ ปอล หลังพบวัตถุต้องสงสัยอาจเป็นระเบิด

ด้านผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ ว่า Aamar Ahmed แจ้งว่า นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินตำรวจตะโกนบอกผู้คนให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ใกล้มหาวิหารเซนต์ ปอล มีการปิดกั้นถนนโดยรอบทั้งหมด และมีรถพยาบาลมาประจำการเตรียมพร้อมทุกหนทุกแห่ง.

 

เดวิด คาเมรอนพบหน้าผู้นำอียูครั้งแรก รัฐสภายุโรปประชุมด่วน ยูเคBrexit

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2559 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649337

 

นายกฯเดวิด คาเมรอน เตรียมเผชิญหน้ากับเหล่าผู้นำอียูครั้งแรก หลังสหราชอาณาจักรโหวตออกจากอียู จนทำให้รัฐสภายุโรปต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ  และต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลยูเค อย่าล่าช้า รีบดำเนินกระบวนการออกจากอียูให้เร็วที่สุดทันที

เมื่อ 28 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน แห่งอังกฤษ จะไปพบหน้ากับบรรดาผู้นำในสหภาพยุโรป(อียู) เป็นครั้งแรก ที่กรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงเบลเยียม ในวันอังคารที่ 28 มิ.ย.นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากผลการทำประชามติในสหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกมาว่าฝ่ายสนับสนุนให้ยูเคออกจากอียู ‘Brexit’ ชนะฝ่ายที่ต้องการให้ยูเคอยู่กับอียูตามเดิม ไปด้วยคะแนน 52% ต่อ 48%

ข่าวแจ้งว่า รัฐสภาอียูจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่ออภิปรายกันเกี่ยวกับการออกจากอียูของยูเค รวมถึงการหารือถึงมาตรการลำดับแรกอย่างเป็นทางการ ต่อกรณี ยูเค จะเป็นประเทศแรกที่ออกจากกลุ่มประเทศอียู ซึ่งก่อตั้งกันมานานถึง 42 ปี โดยนายกรัฐมนตรีคาเมรอน ซึ่งประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อผลการลงประชามติที่ฝ่ายสนับสนุนให้ยูเคอยู่ต่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ได้กล่าวว่า เขาไม่ต้องการจะเริ่มต้นกระบวนการออกจากอียู โดยอยากจะปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งแทนเขา ในขณะที่ การเริ่มต้นกระบวนการออกจากอียูนั้น รัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องประกาศใช้มาตรา 50 แห่งสนธิสัญญาลิสบอน เสียก่อน


(จากซ้ายไปขวา) นายกฯมัตเตโอ เรนซีแห่งอิตาลี นางอังเกลา แมร์เคิล นายกฯเยอรมนีและประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ของฝรังเศส ถ่ายรูปร่วมกัน หลังแถลงข่าวที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อ 27 มิ.ย.

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีคาเมรอน ยังกล่าวด้วยว่า ก่อนที่อังกฤษจะกระทำเช่นนั้น(ใช้มาตรา50) พวกเราจำเป็นต้องการกำหนดถึงลักษณะของความสัมพันธ์ของยูเคกับอียู และการเจรจาใดๆ ครั้งใหม่เกี่ยวกับกระบวนการออกจากอียูจะเริ่มภายใต้รัฐบาลอังกฤษชุดใหม่ ซึ่งสวนทางกับท่าทีของเหล่าผู้นำอียูที่ต้องการให้กระบวนการออกจากอียูของยูเคเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้

ซีเอ็นเอ็นแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ประเทศ ‘เสาหลัก’ ของอียู กล่าวกับนักข่าวที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย.ว่า ขณะที่ รัฐบาลใหม่ยูเค ต้องใช้เวลาเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เหล่าผู้นำอียูมีความเห็นตรงกันว่ากระบวนการนี้ไม่อาจจะปล่อยให้ล่าช้ายืดยาวออกไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษกิจในหลากหลายด้าน รวมถึงความท้าทายทางการเมือง ขณะที่ ซีเอ็นเอ็น เผยว่าการประชุมของบรรดาผู้นำประเทศอียูและประธานกลุ่มอียู ซึ่งมีนายจอห์น แคร์รีย์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯเดินทางมาประชุมด้วย จะมีการหารือกันเกี่ยวกับผลประชามติที่ยูเคแยกตัวออกจากอียู รวมถึง การเคลื่อนไหวที่ไม่มีผลผูกมัดในการเรียกร้องให้อังกฤษประกาศใช้มาตรา 50 เพื่อเริ่มกระบวนการออกจากอียูโดยทันที

 

รบ.จีนไม่พอใจหนัก! สั่งแบนเพลง ‘เลดี้ กาก้า’ หลังไปพบองค์ดาไล ลามะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2559 12:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649277

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉุนขาด สั่ง “แบน” ห้ามเปิดเพลงของ เลดี้ กาก้า บนแผ่นดินจีน หลังจากนักร้องเพลงป๊อปหญิงคนดัง ไปพบกับ องค์ดาไล ลามะ จนสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญชม เลดี้ กาก้า รู้ดีจะเกิดฟีดแบ็กอะไรตามมาจากจีน แต่เธอก็แสดงความกล้าหาญ ซึ่งแตกต่างจากบรรดาเซเลบคนดังส่วนใหญ่

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 59 สื่อต่างประเทศ รายงานอ้างข่าวจาก นสพ.แอปเปิล เดลี่ นสพ.เรียกร้องประชาธิปไตยบนเกาะฮ่องกงว่า พรรคคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลจีน ได้ลงดาบออกคำส่ังห้ามเปิดเพลงทั้งหมดของ เลดี้ กาก้า นักร้องหญิงเพลงป๊อปชื่อดังชาวอเมริกัน วัย 30 ปี บนแผ่นดินจีน หลังจาก เลดี้ กาก้า ได้ไปพบกับองค์ดาไล ลามะ ผู้นำพลัดถิ่น และศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต ที่ได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถาต่อที่ประชุมนายกเทศมนตรีของสหรัฐฯ ในเมืองอินเดียนาโพลิส รัฐอินเดียนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในเรื่องพลังแห่งความเมตตา ขณะที่ เลดี้ กาก้า ยังได้มีการหารือกับ องค์ดาไล ลามะ ในเรื่องการฝึกสมาธิ ไปจนถึงการเล่นโยคะ

ข่าวแจ้งว่า หลังจาก เลดี้ กาก้า นักร้องสาวสุดเปรี้ยว ได้ไปพบกับองค์ดาไล ลามะแล้ว เธอได้นำคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งมีความยาว 19 นาที มาเผยแพร่ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอ จนสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลปักกิ่งอย่างมาก โดยที่ผ่านมา ทางการจีนโจมตีองค์ดาไล ลามะมาตลอด ว่า ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางการเมือง เพื่อต้องการเรียกร้องเอกราชของดินแดนทิเบต ในขณะที่ปัจจุบัน ทิเบต อยู่ภายใต้การปกครองของจีน


เลดี้ กาก้า ร้องไห้ ระหว่างกล่าวไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงที่บาร์เกย์ในเมืองออร์แลนโด เมื่อ 12 มิ.ย. ดับ 49 ศพ เจ็บ 53

เว็บไซต์เดอะ การ์เดียน รายงานอ้าง นสพ.แอปเปิล เดลี่ ว่า เว็บไซต์ และสื่อต่างๆ ในจีน ได้รับคำสั่งให้หยุดอัปโหลด หรือเผยแพร่บทเพลงของ เลดี้ กาก้า ขณะที่เมื่อมีนักข่าวต่างประเทศได้สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศจีนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เชื่อว่า เลดี้ กาก้า นักร้องหญิงเพลงป๊อปชื่อดัง ซึ่งได้ออกอัลบั้มเพลงมาหลายอัลบั้ม จนมียอดขายแล้วมากกว่า 27 ล้านแผ่น รู้ดีถึงปฏิกิริยาที่จะตามมาจากการที่เธอไปพบกับองค์ดาไล ลามะ แต่ก็นับว่า เลดี้ กาก้า ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ซึ่งแตกต่างจากบรรดาเซเลบนักร้องดาราคนดังส่วนใหญ่ ที่หวาดกลัวไม่กล้าหือกับรัฐบาลจีน

 

S&P หั่นเครดิตยูเค 2 ขั้น เหลือ AA หลังตัดสินใจออกจากอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648989

 

สถาบันจัดอันดับ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส ลดระดับความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักรลงรวดเดียว 2 ระดับ หลังผลประชามติชี้ว่า ชาวสหราชอาณาจักรต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส’ หรือ ‘เอสแอนด์พี’ หนึ่งในสถาบันจัดอันดับรายใหญ่ของโลก ตัดลดความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ลง 2 ระดับ จากระดับสูงสุด AAA เหลือ AA หลังจากผลประชามติเมื่อสัปดาห์ก่อนชี้ว่า ชาวสหราชอาณาจักรต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)

เอสแอนด์พี เตือนว่า การที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป หรือ เบรกซิต (Brexit) จะทำให้การคาดการณ์, เสถียรภาพ และประสิทธิภาพของการออกนโยบายของยูเคอ่อนแอลง และขัดขวางการลงทุนของต่างชาติในยูเค เบรกซิตยังอาจนำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจของยูเค โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมธนาคารซึ่งมีความสำคัญยิ่งยวด และอาจกระตุ้นให้เกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญ หากสกอตแลนด์จัดทำประชามติเพื่อแยกตัวจากยูเค

นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังคงแนวโน้มอนาคตที่คาดหวังของยูเคในด้านลบ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีการลดระดับความน่าเชื่อถือของยูเคลงอีก โดยเอสแอนด์พีระบุว่า การลดระดับครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นหากค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง สูญเสียสถานะหนึ่งในเงินตราที่ใช้เป็นทุนสำรองชั้นนำของโลก, การเงินสาธารณะทรุดโทรม, เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าที่คาดการณ์ หรือหากสกอตแลนด์จัดการลงประชามติ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ‘ฟิตช์’ สถาบันจัดอันดับชื่อดังอีกเจ้าหนึ่ง ก็ลดระดับความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักรลง 1 ระดับจาก AA+ เหลือ AA เนื่องจากการเบรกซิต และเตือนว่าอาจมีการลดระดับอีกในอนาคต

 

นายกฯสเปนขอตั้งรบ. หลังชนะเลือกตั้งรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648902

 

นายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีรักษาการของสเปน เผยว่า ตนจะขอใช้สิทธิ์จากผลการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในการบริหารประเทศ หลัง พรรคป๊อปปิวลา (พีพี) ฝ่ายขวา-กลางของตนชนะด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 137 ที่นั่งจากจำนวน ส.ส.ในสภา 350 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 6 เดือนก่อน 14 ที่นั่ง แม้จำนวนที่นั่งยังไม่ถึง 176 ที่นั่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเองได้ ซึ่งอาจต้องจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสม

ขณะที่พรรคสังคมนิยมยังอยู่อันดับ 2 เหมือนครั้งแรก 85 ที่นั่งซึ่งน้อยสุดของพรรค ส่วนพรรคฝ่ายซ้ายจัด ยูนิดอส โปเดมอส อยู่อันดับ 3 ครอง 71 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม โพลสำรวจความคิดเห็นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่วนใหญ่คาดว่า ผลการเลือกตั้งครั้งที่ 2 จะล้มเหลวเหมือนครั้งแรกที่ไม่มีพรรคไหนตั้งรัฐบาลเดียวได้ และอาจมีการเจรจาต่อรองทางการเมืองที่ยืดเยื้อออกไป หรือเป็นไปได้ว่าจะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง.