Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : ปัญหาของประเทศไทย คือมะเร็งการเมือง ที่อยู่กันมา 89 ปี #SootinClaimon.Com

Posted on July 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/589682

บทความพิเศษ : ปัญหาของประเทศไทย  คือมะเร็งการเมือง ที่อยู่กันมา 89 ปี

บทความพิเศษ : ปัญหาของประเทศไทย คือมะเร็งการเมือง ที่อยู่กันมา 89 ปี

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

นับตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ.2475 อาจจะกล่าวได้ว่า ประเทศไทยถูกมะเร็งการเมืองเกาะกินมาตลอดจนปัจจุบันเป็นเวลา 89 ปี

มะเร็งการเมือง โดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา(Parliamentarian Democracy) ทำให้มีผลดังต่อไปนี้

ก.เกิดธุรกิจการเมือง มาตั้งแต่ต้น เกิดการซื้อเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน เกิดการซื้อเสียงจาก สส.เพื่อให้มาเข้าพรรค หรือลงคะแนนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกิดการสร้างมุ้งการเมืองโดยการใช้เงินและผลประโยชน์ตอบแทนดึงสส.และผู้สนับสนุนเข้าพรรค และหาทางเข้าสู่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารไปพร้อมๆ กัน

ส่วน สส.ฝ่ายตรงข้าม ก็ต้องพยายามล้มล้างรัฐบาลกันสุดฤทธิ์ ใช้ทั้งเล่ห์กลและวิชามาร การเดินขบวนและการปั้นข่าวเท็จทำลายเครดิตรัฐบาล

จึงเกิดการเมืองน้ำเน่า การเมืองจึงเป็นต้นตอของความไม่สงบในบ้านเมือง เป็นที่มาของการทุจริตคอร์รัปชั่นที่จะหาประโยชน์โดยมิชอบจากงบประมาณของรัฐ เริ่มจากนักการเมืองผู้มาจากอำนาจนิติบัญญัติ ที่เข้ามาใช้อำนาจบริหารตามกระทรวง ทบวง กรม ลามไปถึงข้าราชการประจำตั้งแต่ระดับสูงจนไปถึงระดับนั่งหน้าเคาน์เตอร์ติดต่อกับประชาชน มีระบบเงินทอน ระบบหักเปอร์เซ็นต์ ระบบใส่ซองขาวแนบเรื่องที่ยื่นหน้าเคาน์เตอร์ และสารพัด รวมไปถึงต้นน้ำและกลางน้ำของกระบวนการยุติธรรม บางยุคบางสมัยการทุจริตอาจทำให้รัฐเสียหายครั้งละหลายแสนล้าน ซึ่งก็ยังเอาตัวผู้ทำผิดมาลงโทษไม่ได้

เมื่อมีธุรกิจการเมืองและการเมืองน้ำเน่า ทำให้ประเทศเสียหายมาก นักศึกษาบ้าง ประชาชนบ้าง ทหารและฝ่ายความมั่นคงบ้าง ก็ต้องออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหารเสียเลือดเนื้อของประชาชนและทรัพย์สินของรัฐไปก็มี หรือไม่ต้องเสียก็มี แต่การแก้ไขโดยวิธีนี้ ก็ทำให้ประเทศก้าวไปสู่

ข.การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร หากมีการสู้รบกันของประชาชน ก็เสี่ยงภัยที่จะเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) โดยมหาอำนาจฝ่ายต่างๆ ก็พยายามหาทางเข้ามาแทรกแซง บ้านเมือง สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ ก็จะต้องถูกทำลายลง

แต่หากมีการรัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเนื้อ ก็จะเกิดการไม่ยอมรับจากเจ้าพ่อประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือจากกลุ่มประเทศซีกตะวันตก ที่คิดว่าประชาธิปไตยของตนเท่านั้นเป็นสิ่งถูกต้องและทุกประเทศจะต้องทำตาม

การสืบทอดอำนาจของผู้ทำรัฐประหาร คืออันดับต่อไปของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะคณะที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็จำต้องมีการสืบทอดอำนาจ เพื่อให้มีเวลาพอสมควรที่จะวางรูปแบบการบริหารประเทศให้เรียบร้อย พ้นจากการเมืองน้ำเน่าและเล่นการเมืองแบบธุรกิจตามอุดมการณ์ที่ตนและคณะได้ตั้งไว้

เมื่ออยู่ไปนานๆ ยังหาทางออกไม่ได้ นักรัฐประหารก็เลยต้องโดดเข้าเล่นการเมืองโดยการตั้งพรรคเสียเอง โดยการสร้างมุ้งการเมืองและเล่นการเมืองแบบน้ำเน่า รวมทั้งอาจสนับสนุนธุรกิจที่ผิดกฎหมายที่สามารถนำเงินมาเลี้ยงพรรคของตนได้ ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เล่นพรรคเล่นพวก ไม่ผิดอะไรกับนักการเมืองแบบเก่า

แถมยังไม่ยอมปรับปรุงประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาของประเทศ

_________________________________

เมื่อปี พ.ศ.2475 ตอนที่คณะราษฎรปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป้าหมายใหญ่ก็คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย โดยมีความมุ่งหมายเพื่อประชาชนจะได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย (อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจตุลาการ, อำนาจบริหาร)

เมื่อแย่งอำนาจมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้แล้ว แต่ใจก็ยังเคารพนับถือองค์ บุรพกษัตริย์อยู่ ก็เลยไปคว้าเอาประชาธิปไตยของอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้น เพราะอังกฤษยังมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ประชาชนยังสามารถเป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และอำนาจบริหารได้ซึ่งเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก็คล้ายกับนำปลาทอดและเฟรนช์ฟรายส์ (Fish and Ship), เนื้ออบกับยอร์คเชอร์พุดดิ้ง (Roast Beef and Yorkshire Pudding) และสโคนกับชาอังกฤษ (Scone and English Tea) มาให้คนไทยรับประทานกัน

ทั้งๆ ที่คนไทย 90% ในขณะนั้น ยังนั่งล้อมวงเปิบข้าวด้วยมือกันอยู่และกินข้าวกับน้ำพริกปลาทูผักสด (ภาคกลาง) หรือแจ่วบองกับปลาย่างและผักสด (ภาคอีสาน) บ้างก็มีแกงโฮะ ลาบเลือด ผักจิ้ม (ภาคเหนือ)

และยังมีวัฒนธรรมรักพวกรักพ้อง ถ้ากินข้าวหม้อเดียวกัน วงเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันสุดฤทธิ์ไม่ว่าผิดหรือถูก ยิ่งตั้งวงก๊งเหล้ากันบ่อยๆ ก็ยิ่งรักใคร่กันมากๆ ยกพวกไปตีกับกลุ่มอื่นกันก็ได้

ตกลงทั้งอังกฤษ ทั้งไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ก็ใช้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาด้วยกัน

ใครอยากเป็นผู้ไปใช้อำนาจนิติบัญญัติ ก็ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ทำหน้าที่ออกกฎหมายของบ้านเมือง บังคับใช้กับผู้คนทุกหมู่เหล่า ให้อยู่ในระเบียบแบบแผนและความสงบเรียบร้อยอันดี

ใครอยากเป็นผู้ไปใช้อำนาจตุลาการ ก็ไปสมัครเรียน GCE (General Certificate of Education) แล้วไปเรียนเนติบัณฑิต (Barrister at Law) หรือของไทยพอจบ ธ.บ. หรือ น.บ. ก็มาต่อที่ เนติบัณฑิตยสภา สมัยก่อนอยู่ริมสนามหลวงใกล้ๆ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วก็ค่อยๆ ผ่านการอบรม การคัดเลือก การกลั่นกรอง จนกลายไปเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนประชาชน

ส่วนการเข้าสู่อำนาจบริหาร (Executive Power) อังกฤษเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัย มีความเป็นสุภาพบุรุษแบบผู้ดีอังกฤษ มีน้ำใจนักกีฬา (Sporting Spirit) รู้แพ้ รู้ชนะรู้อภัย อันเป็นวัฒนธรรมของเขา เมื่อคนไทยนำการเข้าสู่อำนาจบริหารมาใช้ในเมืองไทยบ้าง ก็อดไม่ได้ที่จะใช้วัฒนธรรมเดิมอันค่อนข้างอ่อนแอ (Soft Culture) ดังที่ลี กวน ยู ท่านเคยวิพากษ์วิจารณ์ไว้ ยังไงต้องเอาพวกไว้ก่อน

ล้อมวงกินข้าวกินเหล้ามาด้วยกัน เงินก็รับเขามาแล้ว ก็ต้องโหวตให้เขาเป็น สส. ส่วน สส.เมื่อรับเงินจาก “เจ้าพ่อ”(God Father) มาแล้ว ก็ต้องสนับสนุนกันจนได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี

ส่วนตัวรัฐมนตรีเองหรือหัวหน้าพรรค หัวหน้ากลุ่มก็มีความจำเป็นต้องหาเงินหาประโยชน์มาเลี้ยงดูลูกน้องในอาณัติของตนต่อไป จึงเป็นต้นกำเนิดของการคอร์รัปชั่นทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้

_____________________________________

เมื่อเทียบการใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาให้ดูระหว่างอังกฤษกับไทย แล้วจะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ให้ สส.เป็นผู้ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ใช้กับวัฒนธรรมอังกฤษนั้น ใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมแบบไทยๆ

เราจึงจำต้องหาทางปรับปรุงระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเสียใหม่ ให้เข้ากับวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของคนไทย

สี จิ้นผิง เป็นผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาก็ไม่จำต้องให้สส.มาเป็นผู้เลือกตั้งเขา และก็มิได้ให้ประชาชนมาเลือกเขาโดยตรง

แต่ผู้ที่เลือกเขาขึ้นเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร (Chief of the Executive Power) และประมุขของประเทศ ได้แก่ สภาประชาชนจีน ซึ่งแต่ละคนผ่านการคัดกรอง ผ่านการตรวจสอบและทดสอบมาอย่างเข้มข้นจากการทำงานให้พรรคในส่วนภูมิภาค จนได้เข้ามานั่งอยู่ในสภาประชาชนจีน และเป็นผู้เลือก (Electoral Body) หัวหน้าของอำนาจบริหาร (Chief of the Executive Power) อยู่ในทุกวันนี้

ในประเทศไทย เรามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์ประมุขของประเทศอยู่แล้ว

ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัติ องค์ประมุขของประเทศต้องมีพระบรมราชโองการให้เปิดประชุมสภา และเสด็จมาเปิดสภานิติบัญญัติ แต่สมาชิกก็เลือกหัวหน้าของฝ่ายนิติบัญญัติ (Chief of the Legislative Power) จากผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด จนมาอยู่ในตำแหน่งประธานรัฐสภา

ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ องค์ประมุขก็ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตุลาการศาลขั้นต้น จนถึงศาลฎีกา และตุลาการทุกคนก็ปฏิบัติหน้าที่ในพระนามขององค์ประมุขอยู่แล้ว แต่หัวหน้าของฝ่ายตุลาการ (Chief of the Judicial Power) ก็ได้มาจากการสรรหาและกลั่นกรองที่ต้องมีคุณสมบัติ (Qualification) และวิธีการในการสรรหา (Criteria) มากมาย จนอยู่ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา และประธานคณะกรรมการตุลาการต่างๆ

ส่วนอำนาจบริหารเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศอยู่แล้ว หากได้มีการกำหนดคุณสมบัติ (Qualification) ของนักบริหารระดับสูง เพื่อให้มาเป็นผู้รับการคัดเลือกและเป็น ผู้เลือกหัวหน้าฝ่ายบริหารของประเทศ (Chief of the ExecutivePower หรือนายกรัฐมนตรี) แทนที่จะให้ สส.ของฝ่ายนิติบัญญัติมาเป็นผู้เลือกเช่นเดิม ก็น่าจะได้คนดี มีคุณธรรมและความสามารถ (Integrity) เข้ามาบริหารประเทศกันเสียที โดยไม่ต้องใช้วิธีธุรกิจการเมืองเช่นเดิม

คนไทยควรต้องดัดแปลงประชาธิปไตยแบบต่างๆ ที่ตะวันตกมีอยู่ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมข้าวเหนียวไก่ย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้งของเรา มากกว่าที่จะไปมูมมามทานฮอทด็อกหรือเฟรนช์ฟรายส์เอาดื้อๆ ซึ่งคงจะต้องทำให้ติดอยู่กับปัญหาธุรกิจการเมืองของระบบปัจจุบันและปัญหาการสืบทอดอำนาจของนักรัฐประหารอีกยาวนาน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ระบบต้อง ‘แม่นยำ’ เตรียมรับมือ ‘เดลต้า’ ระบาดสูงสุด #SootinClaimon.Com

Posted on July 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/588840

บทความพิเศษ : ระบบต้อง ‘แม่นยำ’ เตรียมรับมือ ‘เดลต้า’ ระบาดสูงสุด

บทความพิเศษ : ระบบต้อง ‘แม่นยำ’ เตรียมรับมือ ‘เดลต้า’ ระบาดสูงสุด

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ถ้าตามรายงานจำนวนการติดเชื้อรายใหม่จาก ศบค. อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี จะเห็นข้อมูลบางอย่างที่มีนัยสำคัญ เมื่อนำมามาวางเรียงต่อกัน ดังนี้

31 มกราคม ผู้ติดเชื้อรายใหม่ =829 คน

28 กุมภาพันธ์ = 70 คน

31 มีนาคม = 42 คน

30 เมษายน = 1,583 คน

31 พฤษภาคม = 5,485 คน

และ 30 มิถุนายน = 4,786 คน

โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ช่วงของสถานการณ์ คือ

1. ช่วงมกราคม ผู้ติดเชื้อรายใหม่829 คน จนถึง 31 มีนาคม เพิ่มเติมขึ้นมาหลักร้อย ซึ่งมาจากสถานการณ์สมุทรสงคราม

2. ช่วงเมษายน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,583 คน เป็นช่วงประชาชนกลับบ้านต่างจังหวัดในเทศกาลสงกรานต์

และ 3. ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,485 และ 4,786 คน ตามลำดับ จากกลุ่มแพร่ระบาดในเรือนจำ ตลาดสดแคมป์คนงานก่อสร้าง และแหล่งชุมชนต่างๆ

ข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นแบบแผนของปัญหาการแพร่ระบาดใน 2 รูปแบบ คือ

แบบแผนที่ 1 เป็นการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสในกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดกัน และไม่สามารถควบคุมได้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงเป็นช่วงๆ เป็นผลจากการระดมมาตรการแก้ไขที่ใส่ลงไปในพื้นที่แพร่ระบาดเป็นสำคัญ

แบบแผนที่ 2 เป็นการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส จากการเคลื่อนที่ของคนติดเชื้อไวรัส และกระจายไปสู่บุคคลอื่นๆ ในพื้นที่ที่เดินทางไป

ทั้ง 2 แบบแผน ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงปัญหาการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสตามหลักทางระบาดวิทยา ซึ่งมาจากสาเหตุหลายประการประกอบกัน

ประการแรก คือ ความไม่รู้ของผู้รับผิดชอบรวมถึงการไม่รู้ข้อมูลจริง และการไม่มีความรู้

ประการที่สอง คือ การไม่สามารถบริหารสั่งการให้เกิดการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ในระดับปฏิบัติการ

และ ประการที่สาม คือ การไม่เอาใจใส่ของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระดับปฏิบัติที่จะเฝ้าระวังปัญหาการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นปัญหาที่มีการส่งเสียงเตือนออกมาแล้ว คือ การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย)ที่สามารถติดได้ง่าย กระจายตัวรวดเร็ว มีอาการรุนแรง และวัคซีนที่ฉีดคือ Sinovac มีความสามารถในการป้องกันสายพันธุ์นี้ได้ต่ำ

ที่น่ากังวลก็คือ รายงานของกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่าในกรุงเทพมหานคร(กทม.) ช่วงต้นเดือนจนถึงปลายเดือนมิถุนายน พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจาก 5% เป็น 70% ของผู้ติดเชื้อไวรัสทั้งหมด แนวโน้มของจำนวนติดเชื้อเพิ่มสูงถึง 6,087 คน(2 ก.ค.) และจำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้นเป็น61 ราย

ใช่ครับ ตัวเลขการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนคนติดเชื้อไวรัสรายใหม่ และจำนวนคนเสียชีวิตรายวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง จึงเป็นสัญญาณเตือนให้เตรียมการใน 4 เรื่องสำคัญทันที

1. การเตรียมจำนวนเครื่องช่วยหายใจ

2. การสำรองออกซิเจน

3. การเตรียมยา Favipiravia และTocilizumab สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก นอกเหนือจากเตียงและโรงพยาบาลสนามที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้แล้ว

และ 4.การวางระบบติดตามอาการของผู้ป่วย ที่ต้องอยู่บ้าน เพราะจำนวนเตียงในโรงพยาบาลทุกประเภทไม่เพียงพอ (จำเป็นต้องวางเป็นแนวทางฉุกเฉิน) อาทิ การจัดหาเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วด้วยตนเองการเตรียมอุปกรณ์และออกซิเจนสำหรับเคลื่อนที่ ไปจนถึงการซักซ้อมระบบรายงานข้อมูลอาการผู้ป่วยที่บ้านต่อแพทย์ทางออนไลน์ (ศูนย์แพทย์ใกล้บ้าน) ตลอด 24 ชั่วโมง

ความพร้อมทั้ง 4 เรื่องนี้ ต้องครบครัน และสมบูรณ์ ก่อนเดือนสิงหาคม เพราะเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาของการแพร่ระบาดในจุดสูงสุด และนั่นหมายถึงอัตราผู้ป่วยที่จะพุ่งสูงขึ้นตามมาอย่างน่าตกใจ

นับจากนี้ไป กระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. ต้องไม่วางใจต่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของคนไทย

และผมขอเป็นกำลังใจ ให้สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวนี้ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : สมัชชาแห่งชาติ (สภาสนามม้า) แก้ปัญหาธุรกิจการเมือง และการสืบทอดอำนาจ #SootinClaimon.Com

Posted on July 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/586210

บทความพิเศษ : สมัชชาแห่งชาติ (สภาสนามม้า) แก้ปัญหาธุรกิจการเมือง และการสืบทอดอำนาจ

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะด้วยสงครามจากภายนอก สงครามจากภายใน สงครามโควิด หรือสงครามเศรษฐกิจสู้กับความยากจน

หรือบ้านเมืองประสบปัญหามานานถึง 89 ปี จากระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งทำให้เกิดธุรกิจการเมือง เกิดการคอร์รัปชั่นทุกระดับ เกิดความทุจริตต่างๆ

ทุกคนก็ต้องช่วยกันคิดหาทางออก หาทางแก้ไข และถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2516 มีการรวมตัวของเหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชน เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลทหารลาออก และจัดการเลือกตั้งใหม่

การเดินขบวนในครั้งนั้น ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เกินจะควบคุมได้ มีการเผาสถานที่ราชการหลายแห่ง และการสลายการชุมนุม ก็ทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์บานปลายจนเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง

จากความรุนแรงดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในขณะนั้น ทรงห่วงใย ต่อสถานการณ์เป็นอย่างมาก จึงแนะนำรัฐบาลให้ออกจากตำแหน่ง เพื่อความสงบของบ้านเมือง

เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออกตามคำแนะนำของพระมหากษัตริย์และเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ก็เกิดสุญญากาศในอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2515 ถูกยกเลิกไป จึงไม่มีผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (สส.) และอำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) แทนปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจ

ตามระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อ มีวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้น ในฐานะพระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศ พระองค์ก็จำต้องใช้พระอัจฉริยภาพแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

สำหรับอำนาจบริหาร พระองค์ทรงแต่งตั้ง ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานศาลฎีกา ผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างประจักษ์ชัด ให้เป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร (หรือนายกรัฐมนตรี) ในช่วงวิกฤติดังกล่าว

อำนาจตุลาการ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเป็นสถาบันที่มั่นคง ผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทย ผ่านการศึกษา การสอบแข่งขัน การอบรม การคัดกรองมาอย่างดีแล้ว และเป็นข้าราชการประจำจึงสามารถปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยไม่หยุดชะงัก

แต่อำนาจนิติบัญญัติ อันเป็นอำนาจที่สำคัญที่สุดของอำนาจอธิปไตยทั้งสามในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเองและเป็นชนวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อเกิดสุญญากาศขึ้นมาในประเทศ ไม่มีสถาบันใดมาอนุมัติงบประมาณของฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ และการพัฒนาประเทศ ไม่มีใครมาตรวจสอบควบคุมการบริหารงาน ของอำนาจอื่น และยังจะต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่แทนฉบับปี พ.ศ.2515 อีกด้วย จึงเป็นปัญหาว่าเราจะได้ใครมาเติมเต็มช่องว่างนี้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้

ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ (ร.9) และทรงพระปรีชาสามารถ พระองค์ได้ทรงคิดค้นองค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ Electoral Vote ของสหรัฐ ขึ้นมาใหม่ แก้ปัญหาบ้านเมืองได้รวดเร็วฉับพลัน ด้วยมีผู้รับสนองความคิดที่มีคุณภาพ เช่น ราชเลขาธิการ (ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์) และเลขาธิการพระราชวัง (ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา) จึงสามารถสรรหาบุคคลที่เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ได้ 2,347 คน มาเป็นองค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) เพื่อเลือกตั้งกันเอง ให้เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยซึ่งกำลังตกอยู่ในวิกฤติการเมือง

ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2516 จึงทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ (ซึ่งเรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “สภาสนามม้า”)ขึ้น เพื่อเลือกตั้งกันเองให้เหลือ 299 คน มาทำหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งของสภาสนามม้า (หรือ สมัชชาแห่งชาติ) ได้มีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมสมัชชาแห่งชาติในวันที่ 13 ธันวาคม 2516 และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสมัชชาแห่งชาติในวันรุ่งขึ้น(14 ธันวาคม 2516) ดังนี้

1.พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระนามเดิม ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ) เป็นประธานที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ

2.พระยามานวราชเสวี เป็นรองประธานที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติคนที่ 1

3.นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นรองประธานที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติคนที่ 2

เมื่อผลการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 299 คน ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2516

หลังจากนั้น ได้มีการประชุมเลือกประธานและรองประธาน ได้ดังนี้

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธานสภานิติบัญญัติ

พลเอกสำราญ แพทยกุล เป็นรองประธานสภานิติบัญญัติ คนที่ 1

นายประภาศน์ อวยชัย เป็นรองประธานสภานิติบัญญัติ คนที่ 2

_____________________________________________

พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ในขณะนั้นสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เป็นครั้งแรกของโลกที่มีองค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) เป็นผู้เลือกตั้งผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติภายในเวลาอันรวดเร็วและสภานิติบัญญัติชุดนี้ซึ่งทำงานเพียง 1 ปี 5 เดือน (จากวันที่ 23 ธันวาคม 2516 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2518) นับได้ว่าเป็นสภานิติบัญญัติที่ดีที่สุดสภาหนึ่งเท่าที่ประเทศไทยมีมา และสุดท้ายก็ร่างรัฐธรรมนูญได้แล้วเสร็จ นำการปกครองระบอบประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง

_____________________________________________

ข้อน่าสังเกตว่า คงจะต้องมีหลักเกณฑ์ (Criteria) และการกำหนดคุณสมบัติ (Qualification) ไว้อย่างดี จึงได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมมาถึง 2,347 คน และท่านเหล่านี้ก็ได้เลือกบุคคล ที่ท่านเห็นว่าดีที่สุด 299 คน มาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย

จะพิสูจน์ได้จาก สมาชิกทั้ง 299 ท่านนี้ เมื่อหมดภารกิจจากการเป็นสภาสนามม้าและสภานิติบัญญัติ ระหว่างปี 2517-2518 แล้ว คุณธรรม ความดี ความสามารถ (Integrity) ของท่าน ได้นำท่านไปสู่ ที่ใด

1.เป็นองคมนตรี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 4 คน ได้แก่

1.1 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร 1.3 พลอากาศตรีสิทธิ เศวตศิลา

1.2 ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ 1.4 พลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์

2.เป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ประธานรัฐสภา หรือ หัวหน้าคณะรัฐประหาร

2.1 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช 2.5 นายกองใหญ่สมัคร สุนทรเวช

2.2 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร 2.6 ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน

2.3 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ 2.7 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่

2.4 นายกองใหญ่บรรหาร ศิลปอาชา

3.เป็นรองนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าพรรคการเมือง

3.1 ศ.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ 3.5 พันเอก(พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์

3.2 นายพิชัย รัตตกุล 3.6 พลตรีเทียนชัย ศิริสัมพันธ์

3.3 พลตำรวจตรีเภา สารสิน 3.7 นายอำนวย วีรวรรณ

3.4 พลตรีศิริ สิริโยธิน

4.เป็นรัฐมนตรี หรือ สส.

4.1 ศ.ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ รมว.ศึกษา 4.18 ร้อยตรีเจริญ คันธวงศ์ รมว.ศึกษา

4.2 นายเกษม จาติกวณิช รมว.อุตสาหกรรม 4.19 พลเอกเล็ก แนวมาลี รมว.กลาโหม

4.3 นายเกษม ศิริสัมพันธ์ รมว.ศึกษา 4.20 คุณหญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ รมว.คมนาคม

4.4 ดร.เกษม สุวรรณกุล รมว.ทบวง 4.21 คุณเถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ รมช.เกษตร

4.5 ศ.คนึง ฦาไชย รมว.มหาดไทย 4.22 นายทวิช กลิ่นประทุม รมว.คมนาคม

4.6 พล.ต.ท.จำรัส มังคลารัตน์ รมว.ยุติธรรม 4.23 นายทวี แรงขำ รมว.มหาดไทย

4.7 นายนิพนธ์ ศศิธร รมว.ศึกษา 4.24 นายวิจารณ์ นิวาตวงศ์ รมว.พาณิชย์

4.8 นายบดี จุณณานนท์ รมว.คลัง 4.25 นายศรีภูมิ ศุขเนตร รมช.คมนาคม

4.9 นายบุญชนะ อัตถากร รมว.หลายกระทรวง 4.26 นายสนั่น เกตุทัต รมช.คลัง

4.10 นายบุญชู โรจนเสถียร รมว.คลัง 4.27 นายสมหมาย ฮุนตระกูล รมว.คลัง

4.11 นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ รมว.ยุติธรรม 4.28 นายบุญยิ่ง นันทาภิวัฒน์ รมว.สำนักนายก

4.12 นายประสงค์ สุขุม รมช.คมนาคม 4.29 นายประกายเพชร อินทุโสภณ รมว.อุตสาหกรรม

4.13 นายปรีดา กรรณสูต รมว.เกษตรฯ 4.30 นายประเทือง กีรติบุตร รมว.มหาดไทย

4.14 นายพนัส สิมะเสถียร รมว.คลัง 4.31 นายอาษา เมฆสวรรค์ รมช.มหาดไทย

4.15 นายไพจิตร เอื้อทวีกุล รมช.คลัง 4.32 นายอวย เกตุสิงห์ รมช.สาธารณสุข

4.16 พระมนูเวทย์วิมลนาท ประธานศาลฎีกา 4.33 ศ.อินทรี จันทรสถิตย์ รมว.เกษตร

4.17 นายมาลัย หุวะนันทน์ รมช.มหาดไทย 4.34 นายเอนก สิทธิประศาสน์ รมช.มหาดไทย

5.เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ระดับอธิบดีและปลัดกระทรวง อีกจำนวนมาก อาทิ

กฤช สมบัติศิริ เลขาฯ สศช., กำจร สถิรกุล ผู้ว่าแบงก์ชาติ, กำจัด กีพานิชปชส., ประวีณ ณ นคร เลขาฯ ก.พ., ปิยะ จักกะพาก สมช., พล.ต.ท.พจน์ เภกะนันทน์อ.ตร., พิศาล มูลศาสตร์สาทร ปลัด มท., ไพโรจน์ ชัยนาม ปลัด กต., ไพโรจน์ สุวรรณกร อ.ป่าไม้, เจริญ เจริญรัชต์ภาคย์ ปลัด คค., ฉลอง กัลยาณมิตร มท., เฉก ธนะศิริ กทม., พลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ททท., เฉลิมชัย วสีนนท์ ศาลปกครอง., เฉลียว วัชรพุกก์ ทล., ชลอ ธรรมศิริ มท., ชลอ วนะภูติ มท.,ชูวงศ์ ฉายะบุตร มท., ชำนาญ พจนา มท., พลโทเชวง ยังเจริญ ผอ.วปอ., โชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์ มท., ยุวรัตน์ กมลเวชช์ มท., เรณู สุวรรณสิทธิ์ ผอ.สงป., ศิววงศ์ จังคศิริ ปลัด อก., สง่า สรรพศรี ศษ., อมร จันทรสมบูรณ์ เลขา คกก.

6.เป็นนักธุรกิจ ประชากิจ อาจารย์ สส. นักการเมือง ผู้มีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ

กมล สมวิเชียร, กระมล ทองธรรมชาติ, กิติรัตน์ ศรีวิสารวาจา, เขียน ธีระวิทย์,จรัส เทือกสุบรรณ, จรินทร์ กาญจโนมัย, จรูญ สุภาพ, คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร,จำเริญ วัฒนายากร, ประมวล กุลมาตย์, ประสิทธิ์ ชูพินิจ, ปราโมทย์ นาครทรรพ,ปรีดี เกษมทรัพย์, ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ปิยะ จักกะพาก, พัทยา สายหู, พิมล จิตต์หมั่น, คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร, จิตติ ติงศภัทิย์, จุมพล สวัสดิยากร, เจริญ สุวรรณมงคล, ชนะ รุ่งแสง, คุณหญิง (ต่อมาเป็นท่านผู้หญิง)ชนัตถ์ ปิยะอุย,เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่, เต็มศิริ บุณยสิงห์, แมนรัตน์ ศรีกรานนท์, คุณหญิงแร่มพรหมโมบล บุณยประสพ, วิชา เศรษฐบุตร, วิลาศ มณีวัต, ศักดา สายบัว, ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์, แถมสิน รัตนพันธุ์, ทวี เจริญพิทักษ์, ทวี แรงขำ, ทองคำจารุเหติ, นิคม จันทรวิทูร, นิธิพัฒน์ ชาลีจันทร์, นิสสัย เวชชาชีวะ, บัญชา ล่ำซำ,บุญถม เย็นมะโนช, บุญยงค์ ว่องวาณิชย์, คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร, สุรินทร์เทพกาญจนา, สุรินทร์ มาศดิตถ์, เสน่ห์ จามริก, เสริมศรี เอกชัย, แสวง ทัดเที่ยง,ประจวบ ทองอุไร, ประจวบ ภิรมย์ภักดี, ประชุม โฉมฉาย, ประทีป เสียงหวาน, ประธาน ดวงรัตน์, ใหญ่ ศวิตชาติ, อดุล วิเชียรเจริญ, อมร จันทรสมบูรณ์ และอีกมากมายหลายรายชื่อ ซึ่งต้องขออภัยท่านที่มิได้เอ่ยนามมาเพราะเนื้อที่จำกัด และขออภัยหากจะมีความผิดพลาดในทั้ง 5 ข้อบ้าง

ท่านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน และได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 299 คน จำนวนมากได้จากพวกเราไปแล้ว เพราะได้รับใช้ชาติในยามวิกฤติมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2516 หรือเป็นเวลา 48 ปีมาแล้ว

แต่ที่คนในยุคปัจจุบันควรนำมาคิดก็คือว่า การเสนอชื่อ การสรรหา และการกลั่นกรอง มีหลักเกณฑ์ (Criteria) และการกำหนดคุณสมบัติ (Qualification) ไว้อย่างไร จึงสามารถกลั่นกรองและคัดเลือก ได้แต่คนดี ๆ ที่มีความรู้ความสามารถ (Integrity) มาทำหน้าที่ในยามวิกฤติได้

บุคคลเช่นนี้ ในปัจจุบันก็ยังมีอีกมากมายและเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงไม่แพ้คนรุ่นเก่าสมัยปี พ.ศ.2516 แต่เขาไม่อยากมายุ่งกับการเมืองน้ำเน่าและธุรกิจการเมือง ที่ทุกอย่างต้องหาเงินโดยมิชอบ มาเล่นการเมืองให้สกปรกตัว

เราน่าจะมีวิธีกำหนดหลักเกณฑ์ และกำหนดคุณสมบัติ โดยศึกษาจากประสบการณ์และพระอัจฉริยภาพของพระบิดาของเราบ้าง เพื่อมาสรรหาสมัชชานักบริหารระดับสูงแห่งชาติสักจำนวนหนึ่ง เพื่อมาคัดเลือกผู้มาใช้อำนาจบริหาร (Executive Power) แทนปวงชนชาวไทย ให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle) ระหว่างการเลือกตั้งของธุรกิจการเมือง และการปฏิวัติรัฐประหาร กันเสียที

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : 6 ข้อเสนอแนะคุมโควิด ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ #SootinClaimon.Com

Posted on July 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/585927

บทความพิเศษ : 6ข้อเสนอแนะคุมโควิด ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ภาคการก่อสร้างมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก หากปราศจากการบริหารจัดการที่ดีแล้ว มาตรการปิดแคมป์อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดได้ และจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” จึงมีการเสนอมาตรการระยะสั้น 1.ปิดแคมป์ด้วยหลัก 4 อ (อาหาร อาการ อาศัย และอาชีพ) เพื่อให้สามารถยับยั้งการระบาดอย่างได้ผล ให้คนงานสามารถอยู่ในแคมป์ได้ตลอดระยะเวลากักตัว ดังนั้น จำเป็นต้องมีการจัดสรรพื้นที่ในแคมป์ให้เหมาะสม

“คนงานไม่ว่าสัญชาติใด และมีสถานะอย่างไร จำเป็นต้องได้รับอาหารที่เพียงพอและมีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถต้านทานเชื้อไวรัสได้ หรือหากติดเชื้อ ก็มีอาการไม่หนักจนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล” และต้องมีการตรวจหาเชื้อเพื่อคัดกรองเชิงรุกอย่างทั่วถึง หากพบเชื้อก็ต้องแยกตัวออก และหากมีอาการที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ก็ควรมีพื้นที่รักษาที่มีเครื่องมือพร้อมและเข้าถึงได้ตลอดเวลา ส่วนของที่พักอาศัยต้องลดความแออัดและโอกาสในการแพร่เชื้อ และที่สำคัญคือต้องให้สามารถประกอบอาชีพได้ หรือต้องมีเงินชดเชยการขาดรายได้ในอัตราที่เหมาะสมระหว่างที่ถูกปิดแคมป์ มิเช่นนั้นแล้วอาจไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายออกนอกแคมป์ได้

2.ไม่ใช้มาตรการเหมาโหล (one-size-fits-all)โดยแคมป์คนงานแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1)แคมป์ที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างดีกว่าประเภทอื่น เช่น ที่พักทำจากตู้คอนเทนเนอร์ คนงานในกลุ่มนี้น่าจะสามารถทำงานต่อไปได้ตามหลัก 4อ ข้างต้น เพราะคนงานส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานที่มีสุขภาพแข็งแรง แม้จะติดเชื้อก็ยังทำงานได้ตามปกติ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าคนงานที่เริ่มมีอาการมากต้องให้หยุดงานและแยกตัวออกมาจากแคมป์ หรือแยกที่อยู่ภายในแคมป์ (รวมทั้งสมาชิกครอบครัวที่มีอาการหนักด้วย) เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างโดยตรง แต่รัฐควรให้บริการด้านการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

(2) แคมป์ชั่วคราวของผู้รับเหมาที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างที่มักเป็นเพิงสังกะสี หากนายจ้างได้ปรับปรุงสภาพที่พักอาศัยและจัดให้มีส่วนพยาบาลแล้ว ก็ควรให้ทำงานต่อได้ตามหลัก 4อ เช่นกัน และมีเงื่อนไขเรื่องแยกตัวคนงานที่ป่วยหนัก/สมาชิกครอบครัว ออกจากการอยู่อาศัยรวมกับผู้อื่น และ (3) แคมป์นอกพื้นที่ก่อสร้างของผู้รับเหมาช่วงหรือผู้รับเหมารายย่อยซึ่งแรงงานจะมาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ แรงงานกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อในชุมชนที่พักอาศัย อาจพิจารณาโมเดล Bubble & Sealed สำหรับแรงงานที่พำนักในชุมชน

“เงื่อนไขสำคัญ คือ นายจ้างและผู้รับเหมาต้องทำข้อตกลงร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ศบค. ว่าจะดำเนินการป้องกันมิให้คนงานก่อสร้างในสังกัดและครอบครัวติดต่อพบปะกับบุคคลในชุมชน” โดยมีมาตรการติดตามและควบคุมการเดินทาง เช่น รายงานตัวด้วย QR Code และมีรถรับส่งระหว่างที่พักและเขตก่อสร้าง มีข้าวและน้ำแจกเพียงพอกลับไปให้ครอบครัวในที่พักเพื่อไม่ให้แรงงานต้องแวะที่อื่น เงื่อนไขเหล่านี้ต้องปฏิบัติได้จริง โดยมีบทลงโทษต่อนายจ้างและลูกจ้างที่ฝ่าฝืนข้อตกลง

3.ทบทวนการชดเชย แรงงานข้ามชาติที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบประกันสังคมไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 50% เช่นเดียวกับแรงงานไทย แต่แรงงานข้ามชาติร้อยละ 70 ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือบางส่วนก็ยังสมทบไม่ถึงเกณฑ์จึงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการชดเชย หรือแรงงานที่ได้รับเงินชดเชย 50% แรงงานเหล่านี้ล้วนแต่มีแรงจูงใจที่จะออกไปหางานทำที่อื่นเพราะจะมีรายได้จากการทำงานมากกว่าค่าชดเชยหากมีการปิดแคมป์และหยุดทำงาน

ดังนั้น จึงควรให้แรงงานที่ไม่ติดเชื้อสามารถทำงานและรับค่าจ้างได้ โดยจัดการตามหลัก 4อ และ Bubble & Sealed ข้างต้น และให้เงินชดเชยกับแรงงานที่ตรวจพบเชื้อทุกคนไม่ว่าสัญชาติใดและมีสถานะใด เพื่อไม่ให้ออกจากพื้นที่ควบคุม โดยรัฐบาลอาจพิจารณานำเงินจากกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 77 (3) หรือเพิ่มอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการรักษาการ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว หรือแก้ไข พ.ร.ก. ให้อำนาจในการนำเงินกองทุนฯ ดังกล่าวมาช่วยเยียวยาแรงงาน

4.ผ่อนผันการจับกุม แรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้สถานประกอบการหลายแห่งปิดตัว ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในเมียนมา และนโยบายปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายในมาเลเซีย ทำให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทย หลายคนต้องเปลี่ยนนายจ้าง กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกจากระบบ ดังนั้นภาครัฐควรผ่อนผันเรื่องการจับกุม เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้าสู่ระบบพร้อมการตรวจโรค ซื้อประกันสุขภาพ และทำใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย

แต่มาตรการผ่อนผันและเปิดโอกาสให้เข้าสู่ระบบต้องทำด้วยความรัดกุม ไม่ให้นำไปสู่การเกิดวัฏจักรการลักลอบเข้าเมือง-จับกุม-ผ่อนผัน แบบเป็นวงจรไม่สิ้นสุด ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนเรื่องการนำเข้าแรงงานที่สะดวกและไม่เกิดค่าใช้จ่ายนอกระบบที่สูงมากแบบทุกวันนี้ โดยการปรับกฎเกณฑ์ในการอนุญาตนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการเอาจริงกับการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง

5.สื่อสารทำความเข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะปัจจุบันแรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมองว่าต้องการจับกุมหรือแสวงหาประโยชน์จากพวกเขา ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการสื่อสาร ทั้งในแง่ภาษาที่เป็นมิตรและเข้าใจง่าย และการกระจายข่าวให้ทั่วถึงโดยการใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารของแรงงานข้ามชาติและองค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนให้เข้าใจตรงกัน

และ 6.วัคซีนสำหรับทุกคน แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยส่วนมากทำงานมักอยู่ในงานที่มักต้องสัมผัสกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า ไม่สามารถทำงานที่บ้าน (Work from Home) ได้ การฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่จึงจำเป็นต้องรวมแรงงานข้ามชาติเช่นกันทั้งนี้ อาจพิจารณาให้วัคซีนตามประเภทงานที่มีความเสี่ยงมากก่อนประเภท นอกจากนี้ แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 ควรได้รับการจัดสรรวัคซีนดังเช่นแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลอาจอำนวยความสะดวกในการจัดสรรวัคซีน และแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งร่วมกับผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะพร้อมออกค่าวัคซีนเพื่อให้กิจการของตนกลับมาดำเนินตามปกติได้โดยเร็ว

หมายเหตุ : อ่านบทความ (ฉบับเต็ม) ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกได้ที่เว็บไซต์ tdri.or.th หมวด “ประเด็นวิจัย-โควิด-19” ในชื่อบทความ “มาตรการเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19” วันที่6 ก.ค. 2564

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’ #SootinClaimon.Com

Posted on July 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/585399

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

1.คงต้องชี้แจงก่อนว่า ประเด็นต่อไปนี้ จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อได้รับความสนใจในเชิงคิดวิเคราะห์เพื่อการพัฒนา แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ถูกบิดให้เป็นเพียงการโจมตีทางการเมือง หรือการนำความผิดพลาดมาขยายแผล เนื้อหาสาระดังกล่าวนี้ จะถูกลดทอนความสำคัญในกระบวนการเติมประสิทธิภาพลง และการค้นหาความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาออกเป็นนโยบายก็จะยังคงเป็นปัญหาในทุกรัฐบาลต่อไป

เมื่อรับทราบตามที่อธิบายไปแล้ว ก็ขอเข้าประเด็นที่ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาแถลงเกี่ยวกับโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ว่า มีวงเงินที่ขอมาดำเนินนโยบาย 2.8 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 4 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนเพียง 4 แสนคนเท่านั้น จึงทำให้มีการพิจารณาคืนเงินส่วนที่เหลือกลับคืนไปยังพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้เยียวยาและดูแลในส่วนของเศรษฐกิจอื่นๆ

คำถาม คือ ทำไมมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ถึงไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าที่ควร ตรงนี้เป็นประเด็นที่นักนโยบายที่ดีควรต้องประเมิน เพื่อทบทวนกระบวนการในการออกเป็นนโยบาย ว่ามีตรงส่วนไหนบ้างที่ทำให้ประสิทธิภาพที่ควรจะเป็นถดถอยลง ซึ่งโดยส่วนตัวของผมประเมินได้ ดังนี้

2.ยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด 19 จากภาครัฐ ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ (ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสดและสินค้าหรือบริการที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า) ผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ หรือ G-Wallet บนแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” (ระหว่างวันที่ 1กรกฎาคม–30 กันยายน 2564) กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน”ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Voucher โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ E-Voucher ต้องไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน ยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิe-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาของโครงการ

ถ้าสรุปรูปแบบให้ชัดเจน ก็จะเป็นการกระตุ้นการซื้อ ด้วยการให้เงินคืน (บางส่วน) กลับไปกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำอีกครั้ง ซึ่งประเด็นที่ต้องนำมาคิดกันต่อก็คือ

1. ประชาชนกลุ่มฐานรากที่ยากจน ไม่มีเงินออมแล้ว ที่เคยพอมีอยู่บ้าง ปัจจุบันก็หมดแล้ว จนถึงขั้นต้องไปกู้เงินนอกระบบเพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่ต่อ

2. ประชาชนกลุ่มระดับกลางที่ยังพอจะมีเงินออมเหลืออยู่บ้าง ก็ประเมินว่า อนาคตโควิด-19 คงยังอยู่กับเราอีกนาน และเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้ตัวเองก็ยังมองไม่เห็นทิศทางอันสดใส ดังนั้น เงินออมที่เหลืออยู่ควรต้องเก็บไว้ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงสำหรับอนาคต

และ 3. ประชาชนกลุ่มคนที่มีเงินออมมาก สามารถใช้เงินได้ ถ้ามีเหตุผลดีพอ โดยที่ไม่เดือดร้อน แต่สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า และบริการไปจนถึงอัตราส่วนลด 10-15% ที่รัฐบาลจะคืนเงินให้ นั้น พวกเขามองว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ควรต้องใช้จ่ายเงินออกไป

3.กล่าวให้ชัดเจนก็คือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เป็นมาตรการทางนโยบายที่ไม่เข้าใจ “สภาพความเป็นจริงของประชาชน” เพราะแรงขับเคลื่อนของนโยบายอยู่ที่ “ส่วนลด” ของการใช้เงิน แต่ประชาชนกลับเห็น “ความจำเป็นของการใช้เงิน” ว่าเป็นเหตุผลอันสำคัญกว่ามาก ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ได้ว่า ประชาชนกลุ่มฐานราก และกลุ่มระดับกลางไม่มีเงินเหลือพอนำมาใช้จ่าย เกินไปกว่าการประคับประคองชีวิต ส่วนประชาชนกลุ่มระดับบน ก็ไม่เห็นเหตุผลให้ต้องใช้เงิน ทั้งที่ตนก็มีเงินมากพอที่จะใช้ได้ ตรงนี้ก็บอกกับเราได้ว่า การกำหนดนโยบายใด ควรต้องเริ่มที่เป้าหมาย ว่าจะขับเคลื่อนไปที่ประชาชนกลุ่มใด และความต้องการของประชาชนกลุ่มนั้นเป็นแบบไหน จากนั้นก็สร้างความชัดเจนของมาตรการ ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครบถ้วน ถ้าทำได้เช่นนี้การตอบสนองนโยบายจากกลุ่มเป้าหมายก็จะเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น อย่างปัจจุบันประชาชนกลุ่มฐานรากโดยเฉพาะ SME ขนาดเล็ก ประสบปัญหา หนึ่ง ขาดเงินทุนหมุนเวียน เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่ให้กู้ รัฐบาลก็ต้องกำหนดมาตรการให้ประชาชนกลุ่มฐานรากและ SME ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ หรือสอง ประชาชนกลุ่มฐานรากและ SME ขาดความรู้ และเทคโนโลยี ที่จะไปปรับกระบวนการทางธุรกิจให้มีผลิตภาพสูง และมีมูลค่ามากขึ้น รัฐบาลก็ต้องกำหนดกลไกเพื่อนำความรู้ และเทคโนโลยี อันจะไปเพิ่มผลิตภาพ และมูลค่าสินค้า และบริการ มาให้แก่ประชาชนกลุ่มฐานราก และ SME ขนาดเล็ก เป็นต้น

4.เมื่อคิดวิเคราะห์ได้ตามนี้ ก็จะเห็นภาพรวมทางนโยบายว่า การนำงบประมาณ หรือเงินกู้ ไปแจกเพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อของประเทศให้ขยายตัว ส่งผลถึงการเดินหน้าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างราบรื่นนั้น วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นตัวอย่างอันชัดเจนที่สุด

สำหรับผมมองว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายด้วยการโยกงบประมาณในส่วนของการแจกไปช่วยยกระดับผลิตภาพ และมูลค่าของสินค้า และบริการ ให้แก่กลุ่มประชาชนฐานราก โดยเฉพาะ SME ขนาดเล็ก ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ นั่นหมายถึงการสร้างรายได้ที่สูงขึ้นของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ นั่นหมายถึงกลไกต่างๆ จากทุกองคาพยพยของระบบเศรษฐกิจในประเทศ ก็จะสามารถเดินหน้าทำงานได้เองด้วยความราบรื่น และต่อเนื่อง

ข้อแนะนำทั้งหมดนี้ กลั่นมาจากประสบการณ์ที่ผมได้ลงไปทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนในทุกระดับ เพื่อรู้จักปัญหา และเรียนรู้ชีวิตจริงของพวกเขา ว่าเป็นอย่างไร และอะไรสำคัญที่สุด ในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น กระทรวงการคลัง ในฐานะหน่วยงานเพื่อการออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจ จึงควรลงมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรับฟังปัญหา และศึกษาการดำเนินชีวิต เพื่อเข้าใจความต้องการ และรู้สึกได้ถึงความเดือดร้อนในแบบเดียวกัน เมื่อนั้น ความสำเร็จของนโยบาย โครงการ หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ ก็จะไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะเข้าถึง และเข้าใจอย่างแท้จริง

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน #SootinClaimon.Com

Posted on June 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582790

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทุกประเทศในโลก ย่อมกำลังทำศึกอยู่

ศึกเหล่านี้ มีมานานแล้ว เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-1918), สงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ.1939-1945), สงครามเย็น (ค.ศ.1945-1991)

ถ้าจะย่อยลงมา ก็มีสงครามเกาหลี (ค.ศ.1950-1953), สงครามเวียดนาม (ค.ศ.1970-1975), สงครามแถบตะวันออกกลาง (จนปัจจุบันนี้)

เพราะทุกประเทศอยู่บนเวทีโลก (International Forum) ก็ย่อมมีการแย่งชิง มีการขัดประโยชน์ ซึ่งสงครามเหล่านี้ ก็มีขอบเขตเล็กๆ บ้าง ขนาดกลางบ้าง ขนาดใหญ่ทั่วโลกบ้าง เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

ศึกที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องมีการรวมกลุ่มกันต่อสู้ แต่ศึกที่ต้องสู้ด้วยตนเองก็มี เช่น สงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกับเขมร, ไทยกับลาว, ไทยกับพม่า (ในอดีต), หรือ รัสเซียกับยูเครน, จอร์เจียกับอาร์เมเนีย ฯลฯ ถึงจะเป็นสงครามเล็กๆ เฉพาะ 2 ประเทศ แต่ก็ทำให้ผู้พ่ายศึก สิ้นชาติได้เหมือนกัน

ถ้าอยากดูตัวอย่างก็ให้ไปดูเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2310

___________________________________________

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นศึกที่ต้องลงไม้ลงมือ รบกันยิงกันฆ่าฟันกัน

แต่ศึกอื่นๆก็ยังมีอีกในแต่ละประเทศ การพ่ายแพ้ในศึกนั้นๆ อย่างเบาะๆ ก็ทำให้ประเทศด้อยถอยหลังได้

อย่างมากหน่อยก็ทำให้ประเทศสิ้นเนื้อประดาตัว เช่น เวเนซุเอลาในปัจจุบัน หรือสิ้นชาติได้

ศึกสงครามเหล่านี้ ก็มีสงครามต่อสู้กับความยากจน, สงครามต่อสู้กับคอร์รัปชั่น, สงครามต่อสู้กับโรคระบาด (ไวรัสโควิด-19), สงครามการเมืองภายใน ระหว่างพรรคการเมือง เพื่อชิงอำนาจกัน ฯลฯ

การชนะศึกเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ประเทศมีฐานะดีขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น รายได้ต่อหัวของพลเมืองก็จะอยู่ในระดับสูง (พ้นจากระดับรายได้ต่ำและระดับรายได้ปานกลาง)

คราวที่แล้ว ได้มีการเทียบเคียงกันให้ดูระหว่างประเทศอิสราเอลกับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญศึกทั้งภายในและศึกภายนอกอยู่คล้ายๆ กัน

____________________________________________

ได้มีการเทียบระหว่างอิสราเอลกับไทยมาแล้วว่า ทั้งๆ ที่ยังสู้รบกับศึกภายนอกอย่างหนักหน่วง การเมืองก็ก่อให้เกิดศึกภายในขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี 12 ปี ของอิสราเอล ก็ถูกสอยร่วงไปแล้วโดยสงครามการเมืองภายใน ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาแทนที่ซึ่งเป็นทั้งมือใหม่และมีถึง 8 พรรคเล็กๆ แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว ท่านคิดหรือว่า เขาจะชนะศึกภายนอกได้ง่ายๆ ถ้าหากไม่ถูกน็อกเอาท์ไปก่อนก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy)ของอิสราเอล ก็เหมือนกับของไทยในปัจจุบัน และของฝรั่งเศสก่อนปี ค.ศ.1959 (ก่อนยุคสาธารณรัฐที่ 5 หรือ Cinquième Republique)ซึ่งพลเอกเดอโกลล์มาแก้ไขอย่างเรียบร้อย โดยสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้แก่ฝ่ายบริหาร จะได้บริหารบ้านเมืองไปได้เต็มที่ในช่วงเวลาที่ได้รับมอบหมาย ไม่ต้องห่วงใยอยู่กับการแบ่งปันผลประโยชน์ หาเงินมาเลี้ยงมุ้ง สส. และสส. ก็ไม่ต้องมายุ่งอยู่กับการซื้อเสียงประชาชนผู้มาออกเสียง อันเป็นบ่อเกิดแห่งการคอร์รัปชั่น ศีลธรรมเสื่อมโทรมของประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประเทศใด จะชนะศึกได้ จะต้องมีฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี และครม.) ที่มีเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลที่ดีประชาชนทั้งประเทศสนับสนุน จึงจะมีพลังไปต่อสู้ศึกทั้งภายนอกและภายในได้

ขอให้ดูภาพข้างล่างนี้ เพื่อความเข้าใจว่า ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามแทนประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) มีที่มาอย่างไร

ตกลงการเลือกตั้งมิใช่วิธีเดียวในการเข้าสู่อำนาจทั้งสาม การกำหนดคุณสมบัติ การกลั่นกรอง การคัดเลือก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชน

_________________________________________

ปัญหาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ก็คือที่มาของอำนาจบริหารนี่แหละ ที่ สส. ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่แล้วมีความใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาใช้อำนาจนี้

จึงเป็นบ่อเกิดแห่งการเขียนรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) ขึ้น โดยให้ สส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรี และเป็นเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงต่างๆเสียเอง ไหนจะได้ใช้เงินงบประมาณมากมาย แล้วยังได้เป็นผู้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวง อธิบดี โยกย้ายได้ ให้ความดีความชอบได้

_________________________________

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ในบางประเทศ จึงกลายเป็นการเมืองน้ำเน่า กลายเป็น “ธุรกิจการเมือง” สส. จึงต้องหาเงินมาซื้อเสียงผู้เลือกตั้งให้ตนได้เป็น สส. เป็นแล้วก็ต้องเรียกเงินจากเจ้าของมุ้ง เพื่อออกเสียงสนับสนุนให้เป็น รมต. เมื่อสส. เจ้าของมุ้งได้เป็น ร.ม.ต. จึงต้องทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อหาเงินมาจ่ายลูกมุ้งของตน ถ้าหาไม่ค่อยได้ก็บีบบังคับให้ข้าราชการประจำหาให้ มิฉะนั้น จะถูกแขวน ถูกย้าย ที่ใจอ่อนก็ทำให้ แล้วก็ถูกติดคุกติดตะรางกันไปมากมายทุกระดับ

_________________________________

พลเอกเดอโกลล์แห่งฝรั่งเศส จึงแก้รัฐธรรมนูญ โดยแก้จาก Paliamentarian Democracy มาเป็น Semi-Presidential Democracy มีโครงสร้างใหม่ที่สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้แก่ฝ่ายบริหาร เพื่อจะสามารถฟันฝ่าศึกภายนอกและศึกภายในได้ เพื่อที่จะสามารถบริหารบ้านเมือง โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การศึกษาของชาติ นวัตกรรมของชาติ การวิจัยและพัฒนาของชาติ ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ล้มลุกคลุกคลานเหมือนสมัยสาธารณรัฐที่ 1-4 และนำประเทศฝรั่งเศสมาอยู่ในแนวหน้า แถวเดียวกับเยอรมันนี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

ประชาธิปไตยแบบ Semi-Presidential ของฝรั่งเศส ซึ่งมีทั้งประธานาธิบดีเป็นส่วนหัวสูงสุด และนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนหัวรองลงมาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกและการลงคะแนนโดย สส.

ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ย่อมมีประมุขที่มั่นคงและมีเสถียรภาพที่ดีอยู่แล้ว หากเรามีวิธีจัดหาหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ให้มั่นคงและมีเสถียรภาพได้ด้วย ประเทศก็จะเดินหน้าลิ่ว ประชาชนก็จะพ้นความยากจนกันเสียที

แล้วเราอยากได้หัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะกลั่นกรองคัดเลือกกันอย่างไร และจะคานอำนาจ (Balance of Power) กับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการได้อย่างไร เพื่อสามารถนำประเทศ ให้ชนะศึกภายนอกและภายในได้ คงจะต้องไปนอนคิดแล้วเอามาถกกันคราวหน้า

สวัสดีย้อนหลัง วันรัฐธรรมนูญ 24 มิถุนายน 2475 ที่นำการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) มาใช้ และทำเอาประเทศไทยล้าหลังประเทศที่เคยอยู่หลังเรา ไปหลายขุม

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’ #SootinClaimon.Com

Posted on June 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582792

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฟ้า” มาโปรด

ราชกิจจานุเบกษาประกาศให้ “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” เป็นอีกหน่วยงานที่สามารถนำเข้า “เวชภัณฑ์” ในยามฉุกเฉิน

เปิดกว้างอีกหนึ่งช่องทาง หนึ่งหน่วยงานเพิ่มเติมจากองค์การเภสัชกรรมและสภากาชาดไทย

เป็นที่มาของ “วัคซีนทางเลือก” ที่มาสนองความต้องการเร่งด่วนของภาคเอกชน องค์กร/บริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่อยากรอ “วัคซีน” จาก “ภาครัฐ” เพียงทางเดียว

องค์กรที่มี “ประสิทธิภาพ” และมีความห่วงใยต่อบุคลากรที่อยู่ภายใต้ความดูแลตระหนักถึงความสำคัญของ “วัคซีน”

ยิ่งได้ฉีดเร็วได้สร้างภูมิคุ้มกันได้เร็ว นอกจากจะ“ปกป้องชีวิต” ของบุคลากรในองค์กร ยังลดการแพร่ระบาดและกิจการงานที่ทำอยู่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นปกติ “เสียเงิน” ฉีดเองก็ยอม

องค์กรเหล่านี้ ยอมเสียเงินค่าวัคซีนที่ซื้อในราคา “ต้นทุน” จาก “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” อย่างเต็มใจ แถมยังได้ทำบุญบริจาควัคซีนอีก 10% เพื่อ“ผู้ด้อยโอกาส” ตามนโยบายเมตตาของ “ราชวิทยาลัย”ที่จะไม่ทอดทิ้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ ผู้ไม่สามารถเข้าถึงระบบนัดหมายวัคซีนหลัก

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แจ้งว่า ราชวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนตัวเลือกจากบริษัทซิโนฟาร์ม (SINOPHARM) ซึ่งผลิตโดยสถาบันชีววัตถุแห่งกรุงปักกิ่ง ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

“วัคซีนตัวเลือก” ตัวนี้ ได้มาถึงประเทศไทยในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา ลอตแรก 1 ล้านโดส (DOSE)และผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในวันที่ 22 มิถุนายน

ครั้งแรกจะจัดสรรให้บริษัทที่จองมา 6,437 บริษัทฉีดให้ 778,300 คน โดยเริ่มฉีดเข็มแรก 25 มิถุนายนนี้

ยังมีคิวรอขององค์กร/บริษัท อยู่อีกมาก รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย รอแก้ไขปัญหาระบาด

“ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ เลือกที่จะ “ป้องกัน” (PRE VENTIVE) และเชื่อใน “วัคซีน” ยิ่งได้ฉีดเร็วสร้างภูมิคุ้มกันเร็ว ไม่เสี่ยงกับการให้ “พนักงาน” หรือ “ลูกบ้าน” ป่วย ทุกคนทราบดีว่า การรักษาพยาบาลยุ่งยากและ “เสียเงิน” งบประมาณมากกว่า “การป้องกัน”หลายเท่า

บุคคลทั่วไปที่อยากเดินเข้าไปเสียเงินฉีดเองคุณหมอนิธิ มหานนท์ ขอเวลาอีก 2-3 อาทิตย์ หวังฉีดให้กลุ่มองค์กรแล้ว เพื่อดูระบบและมาตรฐานต่างๆ ที่จะรับคนทั่วไปเข้าไป “ขอฉีด”

วันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี 4 กรกฎาคม ใกล้เข้ามา

เป็นที่ปลื้มปีติของพสกนิกรเมื่อทราบว่า “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” พระราชทานวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” 25,600 โดส เพื่อให้หน่วยงาน “นำไปกระจายฉีดให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ที่มีรายได้น้อยและชุมชนในพื้นที่เสี่ยง” โดยจะเริ่มให้บริการฉีดตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน เป็นต้นไป(ทรงพระเจริญ พระเจ้าข้า)

“กรมพระศรีสวางควัฒน” องค์ประธานก่อตั้งสถาบันจุฬาภรณ์ ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณาธิคุณ เฉกเช่นสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์สร้างชื่อเป็นโรงพยาบาลทันสมัยและเอื้ออาทรต่อคนไข้ที่ยากไร้ เป็น รพ.ขวัญใจคนจนได้รับความชื่นชมในเวลาอันไม่ช้านาน

ในใบประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า…

“..ทรงงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และด้านการแพทย์ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ จวบจนรัชกาลปัจจุบัน…”

ทรงพระเจริญ

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ #SootinClaimon.Com

Posted on June 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581938

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.การเปิดภาคเรียนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา คือ บทพิสูจน์ “ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการโรงเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายอย่างชัดเจนว่า การเปิดชั้นเรียนในวันที่ 14 ต้องเป็นอำนาจของคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัด ทำหน้าที่เป็นคนตัดสินใจ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ตลอดจนเงื่อนไขต่างๆ ของโรงเรียน และนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางการบริหารนโยบายที่ถูกต้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ภายใต้นโยบายที่ถูกต้องนี้ เมื่อตามไปดูการปฏิบัตินโยบายในพื้นที่จริง ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ก็ได้ประกาศให้ 4 จังหวัดอันเป็นพื้นที่สีแดงเข้มห้ามใช้อาคารเรียน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ นั่นแสดงว่า โรงเรียนใน 4 จังหวัดนี้ห้ามเปิดชั้นเรียนในโรงเรียน หรือเข้าใจได้ว่า โรงเรียนไม่สามารถเปิดให้เข้ามาใช้สถานที่ได้ (โรงเรียนปิด)และพื้นที่สีแดง 17 จังหวัด เช่น กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ศบค.ให้ใช้อาคารสถานที่ในโรงเรียนทำการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ส่วนพื้นที่สีส้ม 56 จังหวัดให้เปิดเรียนได้ตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด

2.สรุปคือ พื้นที่สีแดงเข้ม และสีส้ม ไม่เป็นปัญหา เพราะทุกอย่างชัดเจนตามคำสั่งของ ศบค.มีแค่เพียงพื้นที่สีแดง ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องตัดสินใจเอง ตามสภาพความเป็นจริงของการแพร่ระบาดของไวรัสในพื้นที่

สำหรับผมแล้วเห็นว่า พื้นที่สีแดง คือพื้นที่วัด“ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู

อนึ่ง ผมได้รับข้อมูลการตัดสินใจของจังหวัดบางจังหวัดในพื้นที่สีแดง แต่ขอไม่ระบุชื่อจังหวัด เพื่อนำการตัดสินใจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และโรงเรียน มาสะท้อนผลลัพธ์ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันเท่านั้น โดยปราศจากวัตถุประสงค์อันจะให้ร้าย หรือกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนั้น สั่งให้โรงเรียนในพื้นที่สีแดงปิดเรียนต่อไปหลังวันที่ 14 มิถุนายน ด้วยเหตุผลของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของนักเรียน และครู ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจบนฐานของการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดโดยรวม ทำให้ทุกโรงเรียนในจังหวัดจึงต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปตามคำสั่งดังกล่าว ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่คิดวิเคราะห์อะไรมาก ทุกอย่างก็น่าจะจบ และปลอดภัยกับทุกฝ่าย ทั้งนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

3.แต่ถ้ามีการตั้งคำถามว่า ในกรณีของหมู่บ้านหรือตำบลใด ที่ไม่มีการแพร่ระบาดไปถึง หรือไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 หรือถ้ามีก็เป็นจำนวนน้อยมาก และสามารถปฏิบัติตามมาตรการ 44 ข้อของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมโรงเรียนในหมู่บ้านหรือตำบลกลุ่มดังกล่าวนี้ จึงไม่สามารถเปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายนได้ ทั้งๆ ที่ประกาศของ ศบค. ก็เปิดให้พื้นที่สีแดงสามารถใช้อาคารเรียนได้แล้ว ดังนั้น การประกาศปิดการใช้อาคารเรียนต่อไปทั้งจังหวัดของพื้นที่สีแดง เท่ากับเป็นการปิดโอกาสการไปโรงเรียนของนักเรียนในพื้นที่ที่จัดว่าปลอดภัยตามเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ 

นั่นหมายความว่า ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารจัดการการปฏิบัตินโยบายของโรงเรียน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น ควรต้องประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ชุมชนของโรงเรียนเป็นสำคัญก่อน และถ้าเห็นว่าสถานการณ์สามารถบริหารจัดการได้ตามเกณฑ์ของกระทรวงกำหนด ผู้อำนวยการโรงเรียนควรต้องทำหนังสือ หรือเข้าชี้แจงกับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อขอให้ทบทวนการประกาศปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด และขออนุญาตให้โรงเรียนของตนสามารถเปิดการเรียนการสอนในอาคารของโรงเรียนได้ตามมาตรการอันเหมาะสม

ผมคิดว่า การกล้าให้ข้อมูลจริงของพื้นที่ และเหตุผลประกอบ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ไปโรงเรียนภายใต้การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตามมาตรฐานที่สาธารณสุขกำหนดนี้ เป็นการแสดงถึง “ภาวะผู้นำ” ของผู้อำนวยการโรงเรียนที่น่าชื่นชม และในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับข้อมูล และความคิดเห็น หรือข้อเสนอของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งถ้าเห็นตรงกันว่า ถูกต้องตามเกณฑ์ของ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข การตัดสินใจอนุญาตให้โรงเรียนนั้นเปิดเรียนได้ ก็เป็นการแสดงถึง “ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน 

4.ที่สำคัญ และต้องมีความเข้าใจร่วมกันในลำดับถัดมาก็คือ การตัดสินใจยกเว้นให้บางโรงเรียนเปิดสอนในอาคารเรียนได้นั้น แน่นอนว่า ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสของนักเรียน และครูได้ เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แน่นอน 100% ดังนั้น ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจเปิดชั้นเรียนขึ้น การค้นหาสาเหตุของข้อผิดพลาด เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในอนาคต ควรเป็นทางออกที่ต้องถือปฏิบัติเป็นหลัก ไม่ใช่ทำการลงโทษสอบวินัยผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ว่าราชการจังหวัดต่อข้อผิดพลาดนั้นๆ เพราะนั่นจะเป็นการทำลาย “ภาวะผู้นำ” ในระบบราชการอย่างน่ากังวล และสุดท้ายอาจไม่เหลือข้าราชการคนใดเลยที่กล้าตัดสินใจอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน (หรือในกรณีนี้คือประโยชน์ของนักเรียน)

ทั้งหมดนี้ ผมอยากนำเสนอว่า การบริหารและแก้ปัญหาการเปิดชั้นเรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหารโรงเรียน และครู กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และกล้าที่จะทำนอกกรอบ เพื่อประโยชน์ของนักเรียน ส่วนข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจหรือการปฏิบัตินโยบาย ผมเชื่อว่า จะไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ทุกคนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั้น และยกระดับการตัดสินใจ รวมไปถึงการทำงานให้มีคุณภาพขึ้นได้

นี่แหละครับ คือ “ภาวะผู้นำ” ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน #SootinClaimon.Com

Posted on June 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581659

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

รัฐบาลประยุทธ์ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐกิจโดยเพิ่มแหล่งเงินทุน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียและจะเพิ่มสาขาโรงรับจำนำ ขณะเดียวกัน จัดทำรับจำนอง

นายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาแสดงความเห็นทำนองว่า ได้ยินมาตรการการเพิ่มสาขาโรงรับจำนำแล้วไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าควรจะลดจำนวนโรงรับจำนำให้หมดลงเพราะอัตราดอกเบี้ยแพง เป็นที่กู้เงินของคนจน เล่นคำว่าควรขยายช่องทางทำมาหากิน ไม่ใช่ขยายช่องทางหมดตัว (ช่องทางให้คนไปเป็นหนี้)

การที่นายทักษิณออกมาพูดในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่านายทักษิณขาดความรู้เรื่องสินเชื่อของคนยากจน และส่งผลให้คะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะ

1. การนำของไปจำนำที่โรงรับจำนำ ส่วนมากเป็นเรื่องของคนเล็กคนน้อยที่ยากจน เป็นการกู้เงินระยะสั้น และจำนวนเงินกู้ในระดับต่ำส่วนมากเป็นระดับพันหรือหมื่นบาท มิได้กู้เงินเป็นหลักแสน เป็นหลักล้านหรือเป็นร้อยล้าน

เป็นการกู้เงินในยามที่ขาดสภาพคล่องของคนรายได้น้อย ที่จำเป็นต้องใช้เงินในยามเปิดเทอมที่ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน ในยามเจ็บป่วย หรือมีเหตุจำเป็นที่ไม่คาดคิด

โรงรับจำนำจึงเป็นแหล่งเงินกู้ที่สะดวกกว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ถ้าขาดโรงรับจำนำก็จะต้องกู้เงินจากนายทุนนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยแพงกว่ามาก

2. ดอกเบี้ยที่โรงรับจำนำของรัฐคิด ก็อยู่ในอัตรา 0.25% ถึง 1.25% ต่อเดือน หากเป็นโรงรับจำนำของเอกชนก็จะคิดในอัตรา 1.25% ถึง 2% ต่อเดือน

การที่นายทักษิณบอกว่าอัตราดอกเบี้ยแพง เป็นเพราะนายทักษิณคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยต่อเดือน ประมาณการเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี ซึ่งจะเท่ากับ 12% ถึง 24% ต่อปี

การคำนวณโดยเอาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมาประมาณการเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี จึงไม่สมจริงและน่าจะมีปัญหา เพราะการกู้เงินจากโรงรับจำนำเป็นการกู้จำนวนน้อยและระยะสั้น ผู้ให้กู้ก็ย่อมจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแพง เพราะต้นทุนของการให้กู้ ในจำนวนเงินน้อยและระยะสั้น จะสูงกว่าการกู้ในจำนวนเงินมากและระยะยาว ขณะเดียวกันผู้กู้ก็ยินดีจะจ่ายเพราะจำนวนดอกเบี้ยรวมทั้งหมดก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่สูงมากนัก

โรงรับจำนำจึงเป็นแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจำนวนเงินกู้น้อย ที่ดีกว่าการกู้เงินจากนายทุนเงินกู้นอกระบบอย่างมาก

3.การเพิ่มสาขาของโรงรับจำนำของรัฐจึงน่าจะเป็นแหล่งเงินกู้ยามจำเป็นของคนยากจน มิใช่ขยายช่องทางให้หมดตัวเหมือนที่ทักษิณพูด เพราะไม่มีงานศึกษาวิจัยที่ไหนพบว่าการมีทางเลือกของแหล่งเงินกู้ที่มากขึ้น จะทำร้าย
ผู้กู้ หรือทำให้คนเป็นหนี้สินมากขึ้น แต่จะเป็นการแข่งขันกับผู้ให้กู้นอกระบบ และที่ทำให้คนจน มีทางเลือกที่ดีขึ้น

4.ระยะนี้นายทักษิณออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นข่าวค่อนข้างมาก ยิ่งพูดมากพูดบ่อยก็ยิ่งสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลประยุทธ์มากขึ้น เพราะผู้ชม ผู้ฟังที่รู้ทันทักษิณ จะเห็นความคิดอ่านที่ย้อนยุค ตกสมัย และไม่สมจริง และอาจจะเห็นใจพลเอกประยุทธ์มากยิ่งขึ้น ดังเช่นกรณี เมื่อเร็วๆ นี้ทักษิณคุยว่าจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ใน 6 เดือน

ซึ่งคนก็รู้ทันว่าในอดีตทักษิณก็เคยบอก ถ้าได้เป็นผู้บริหารประเทศจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้ใน 6 เดือน แต่เมื่อทำไม่ได้ก็แก้ตัว เล่นลิ้นทางการตลาดโทษประชาชนว่า หากประชาชนช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรม การขับรถ การจอดรถ การข้ามถนน เป็นต้น จะลดปัญหาการจราจรได้พฤติกรรมละ 10%

5.การที่ไทยพีบีเอสช่องหมายเลข 3 ในช่วงข่าวค่ำของวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน ได้ทำสารคดีเชิงข่าว นำเอาถ้อยแถลงของนายกฯประยุทธ์ และอดีตนายกฯทักษิณมาเปรียบเทียบ และได้แสดงจำนวนโรงรับจำนำของรัฐและเอกชน รวมถึงสัมภาษณ์นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จึงถูกตั้งข้อสังเกตเพราะสามารถมองได้หลายมุม

มีผู้ไม่พอใจที่ไทยพีบีเอสช่องหมายเลข 3 นำความเห็นของนายทักษิณมาออกอากาศ คู่กับพลเอกประยุทธ์ เห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะคิดว่าเป็นความเห็นของนักโทษที่หนีคดี แม้ผู้จัดทำสารคดีเชิงข่าว จะได้แจ้งในรายการว่าเป็นความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีผู้ไม่พอใจ เพราะคิดว่านักโทษไม่น่าจะมีสิทธิ์ แสดงความเห็นเป็นข่าวเทียบกับนายกรัฐมนตรี

แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้เห็นว่าเป็นการดีที่ให้ประชาชนได้รู้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักโทษหลบหนีคดีแสดงความเห็นที่ด้อยค่าตัวเอง และแสดงธาตุแท้ของนายทักษิณที่มีอคติ หวังเพียงวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรากฏเป็นข่าว

สารคดีเชิงข่าวดังกล่าว ทำให้ผู้ชมได้รู้ว่าทั่วทั้งประเทศโรงรับจำนำของรัฐมีจำนวน 299 แห่ง ของเอกชนมีจำนวน 453 แห่ง และยังมีร้านทองที่รับจำนำทองอีก 7,000 กว่าแห่ง และโครงการรับจำนำใหม่ของรัฐบาลจะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงครึ่งสลึงต่อเดือนเท่านั้น

ดร.สมชัย จิตสุชน แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ในสารคดีเชิงข่าวของไทยพีบีเอสด้วยว่า การที่รัฐบาลจะเพิ่มจำนวนสาขาของโรงรับจำนำเป็นการให้ทางเลือกแก่ผู้ต้องการกู้เงินไม่น่าจะเสียหายอะไร ผู้เขียนมีความเห็นว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และหากประสงค์จะตอบโต้หรือแก้ข้อกล่าวหาก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว เพราะในสถานภาพของนายกรัฐมนตรีการแสดงความเห็นของท่านย่อมอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน ที่จะนำเสนอต่อประชาชนอยู่แล้ว

ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณชินวัตร นักโทษผู้หนีคดี ที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักตัวเองว่าล้าสมัย และไม่รู้จักสังคมไทยอย่างแท้จริง ยิ่งพูดยิ่งหิวแสง ยิ่งแสดงออกยิ่งเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยึดอยู่กับอำนาจนานยิ่งขึ้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ กฎหมาย ‘คนยุคดิจิทัล’ ต้องรู้ #SootinClaimon.Com

Posted on June 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581502

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’  กฎหมาย‘คนยุคดิจิทัล’ต้องรู้

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ กฎหมาย‘คนยุคดิจิทัล’ต้องรู้

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปี ก็จะถึงวันที่1 มิ.ย. 2565 ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data ProtectionAct-PDPA) จะมีผลบังคับใช้ โดย พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ กลไกและการกำกับดูแลคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในความดูแลขององค์กรต่างๆ เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เกิดความเข้าใจและเตรียมพร้อมธุรกิจให้เป็นไปตามหลักสากล และหากในกรณีที่ข้อมูลเกิดการรั่วไหล เปิดเผย หรือเกิดการถ่ายโอนข้อมูลขึ้น จะมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งทางอาญา และโทษปรับสูงสุดไม่เกิน5 ล้านบาท หรือจำคุกสูงสุด 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี

กฎหมาย PDPA มีต้นแบบมาจากกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีชื่อว่า General Data Protection Regulation หรือ GDPR ซึ่งใช้ปกป้องพลเมืองใน EU จากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัวและเศรษฐกิจในยุโรป อีกทั้งยังมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านการถ่ายโอนข้อมูลนอกเขต EU และพลเมืองของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) รวมทั้งการทำธุรกิจ E-Commerce การตลาดดิจิทัล การทำโฆษณา และการใช้อินเตอร์เนตทั่วไป

– PDPA ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลในข้อมูลอะไรบ้าง? : ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน หัวหน้ากลุ่มสาขาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ของใกล้ตัวของเรา เช่น หมายเลขโทรศัพท์มือถือ มีการพัฒนา “ระบบสมาชิก” ให้ผู้บริโภคสามารถสมัครใช้บริการ ฟรีบ้างมีค่าใช้จ่ายบ้าง ซึ่งหลายครั้งกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลทุกคน

ระบบสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของบัตรสมาชิก บัตรเงินสด หรือรูปแบบอื่นๆ ส่วนมากจะจัดเป็นหนึ่งในกระบวนการในด้านระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์(Customer Relationship Management :CRM) ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรา เช่น ข้อมูลพื้นฐาน (อย่างเช่น ชื่อ,นามสกุล, หมายเลขโทรศัพท์) ข้อมูลการทำงาน หรือแม้แต่ประวัติการใช้งานหรือใช้จ่ายในร้านค้าต่างๆ “ข้อมูลพวกนี้ฟังดูแล้วเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่อันที่จริงแล้ว เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก” ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายและระบบสมาชิก

โดยสรุป “ข้อมูลที่ พ.ร.บ. PDPA ให้ความคุ้มครอง มีทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม” ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ที่สามารถนำไปใช้ยืนยันตัวบุคคลนั้นๆ เช่น ชื่อจริงนามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน Email รูปถ่ายของบุคคลนั้นๆ อายุ ประวัติการศึกษาประวัติการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือ ข้อมูลส่วนตัวที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ พฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลด้านสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ความเชื่อทางศาสนา ความคิดเห็นทางด้านการเมือง ข้อมูลอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล

– สิ่งที่ประชาชนต้องพึงทราบสิทธิ จาก PDPA : กฎหมาย PDPA ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อย่างท่านมีสิทธิ ดังนี้ 1.ผู้บริโภคสามารถควบคุมการแบ่งปันข้อมูลได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้ให้สิทธิการขอข้อมูล, ลบข้อมูล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย2.ผู้บริโภคมีสิทธิในการปฏิเสธไม่ให้แบ่งปันข้อมูลไปให้หน่วยงานภายนอก รวมถึงสิทธิในการไม่แบ่งปันข้อมูล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้จัดเก็บข้อมูล ว่าจะส่งผลกระทบกับการเป็นสมาชิกหรือไม่ และ 3.ผู้ให้บริการมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยถึงข้อมูลที่จัดเก็บ รวมไปถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ และ/หรือใช้ข้อมูลเหล่านี้

– PDPA เรื่องจำเป็นที่ SMEs ต้องปฏิบัติ : ข้อมูลนั้นจัดว่าเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากสำหรับธุรกิจในยุคสมัยปัจจุบัน เพราะสามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้เพื่อนำไปวิเคราะห์หรือแม้แต่การพัฒนาบริการของธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง จะเห็นได้จากหลายร้านค้าเองก็เริ่มใช้ระบบสมาชิก หรือการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เก็บประวัติการใช้บริการของร้านค้า หรือแม้แต่ข้อมูลด้านประวัติการซื้อขายต่างๆ ที่จำเป็นต้องเก็บเพื่อใช้ในด้านกฎหมายหรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.สุภาภรณ์ อธิบายว่า พ.ร.บ.นี้ได้กำหนดถึงการรักษาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น รายชื่อพนักงานในสำนักงาน ข้อมูลลูกค้า เช่น ข้อมูลสมาชิก หรือแม้แต่ข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย เช่น ข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชน ต้องมีการจัดเก็บอย่างถูกต้องเหมาะสม และต้องไม่เก็บข้อมูลเหล่านั้นที่มากกว่าความจำเป็นในการใช้ ขณะเดียวกันต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้กับลูกค้าเข้าใจได้ง่ายด้วย พร้อมกับยกตัวอย่างว่า เมื่อเวลาร้านค้าถามลูกค้าว่าจะสมัครสมาชิกหรือไม่

ถ้าหากลูกค้าจะสมัครสมาชิก ร้านค้าต้องขอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ธุรกิจจำเป็นต้องใช้จริง เช่น ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขโทรศัพท์, อีเมล, ที่อยู่ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ควรจัดเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่มีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด เช่น ร้านค้าไม่ควรขอหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เนื่องจากร้านค้าส่วนมากไม่มีความจำเป็นต้องใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการยืนยันตัวตน เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย ควรมีการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มนี้ให้รัดกุมมากที่สุด เช่น การเข้ารหัสข้อมูลในกรณีที่เป็นไฟล์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุไว้ว่า ทางฝั่งบุคคลหรือลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ก็มีสิทธิที่จะได้รับแจ้ง ขอสำเนาของข้อมูล ขอแก้ไข ขอระงับการใช้งาน ขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของเขา รวมถึงสิทธิในการเพิกถอนคำยินยอม เมื่อไรก็ตามที่มีคำขอดังกล่าว ร้านค้าหรือผู้ให้บริการต้องดำเนินการตามคำขอเหล่านั้นโดยไม่ชักช้า หรือไม่เกินระยะเวลา 30 วัน ในกรณีของการขอสำเนาข้อมูล ยกเว้นมีประเด็นทางกฎหมายหรือประเด็นด้านการขัดขวางสิทธิเสรีภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

– ธุรกิจต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อตอบรับกับ PDPA : เตรียมเอกสารเพื่อบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing หรือ ROP) เป็นเอกสารที่ใช้บันทึกรายละเอียดการจัดเก็บข้อมูล มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง, เตรียมแบบฟอร์มเพื่อให้เจ้าของข้อมูลขอใช้สิทธิบนเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลสามารถขอสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ ในช่องทางใดๆ ก็ตาม และต้องมีการดำเนินการตามคำร้องภายใน 30 วัน,

แจ้งเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Policy เพื่อให้เจ้าของข้อมูลทราบว่า ข้อมูลที่จะนำไปใช้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล, การขอคำยินยอมในการใช้ Cookie ธุรกิจ หรือแต่ละเว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งเตือนผ่านแบนเนอร์ (Cookie Consent Banner) เพื่อขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานออนไลน์รวมถึงประเภทข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ,

การแจ้งเตือนเจ้าของข้อมูลหากข้อมูลเกิดการรั่วไหล ธุรกิจหรือองค์กรจะต้องแจ้งต่อเจ้าของข้อมูล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หากเกิดกรณีที่ข้อมูลของลูกค้าเกิดการถ่ายโอน รั่วไหล หรือใช้ในทางที่ผิด ซึ่งจะต้องมีการประเมินส่วนที่เสียหาย และวิธีการเยียวยาเจ้าของข้อมูล!!!

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,870,827 hits

Join 4,127 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ
พงศ์พรหม ปูดแผนล้ม ศุภจี-เอกนิติ ซ้ำรอย 4 กุมาร
นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ
ษัษฐรัมย์ แก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกา กลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม
เลขาฯภท.ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน
แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
พรรคส้มฉาวอีก ศาลสั่งจำคุกผู้สมัครสส.4ปี คดีมอมยาข่มขืนเหยื่อสาว
Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ
ซี้ธนาธร ขุดคู่มือเลือกตั้ง โชว์หลักฐานชัดกกต.จงใจทำผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุกยกคณะ

Recent Posts

  • รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”
  • นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ
  • “ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น
  • “ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ
  • สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d