บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568721

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ต้มยำกุ้ง” กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดในยุคนั้นคือ สถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ล้มละลายเป็นว่าเล่น แต่ภาคการผลิตทางการเกษตรกลับอยู่ได้ และสามารถกู้สถานการณ์ของประเทศให้ค่อยฟื้นคืนมาได้อย่างน่าชื่นชม ผลผลิตทางการเกษตรสำคัญๆ ทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ต่างๆ เกษตรกรขายได้ราคาดี และสามารถส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องที่สำคัญของยุคต้มยำกุ้ง คือ มีนักธุรกิจ และ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยหันกลับมาสู่ภาคการเกษตร ที่ประกอบอาชีพยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรก้าวหน้า ประสบปัญหา มีการแก้ปัญหา มากน้อยสลับกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรก็มีผลผลิต เป็นอาหารเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศไม่เคยขาดแคลน และมีบางส่วนที่ส่งออกไปขายนำรายได้เข้าประเทศกอบกู้เศรษฐกิจของชาติเสมอมา

แม้แต่วิกฤติของโลกในปี พ.ศ. 2563 ที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะมาตรการที่รัฐบาลแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการระบาด ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และระหว่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสายการบิน การขนส่ง คมนาคม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหหารธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจการบริการ การศึกษา การกีฬา ไม่เว้นแม้กระทั่ง แรงงานรับจ้างทั่วไป แต่ถึงกระนั้นภาคการเกษตรก็ยังอยู่ได้ เพราะการทำงานในเรือกสวน ไร่ นา ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ผลผลิตทางการเกษตรของไทยยังหล่อเลี้ยงประชากรไทยได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งไปกว่านั้นภาคเกษตรยังเป็นสาขาเดียวที่ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าด้วย

ปี พ.ศ. 2564 หลายฝ่าย แม้แต่รัฐบาลก็คงไม่คาดคิดว่าโควิด-19 จะระบาดขึ้นมาอีกระลอกสำหรับประเทศไทย การระบาดในรอบแรกในปี พ.ศ. 2563 มีกลุ่มที่เป็นต้นตอการแพร่ระบาดสำคัญจากสนามมวย และสถานบันเทิง การระบาดระลอกที่ 2 พ.ศ. 2564 เริ่มจากคนไทยที่ทำงานในสถานบันเทิงในเขตท่าขี้เหล็ก ของเมียนมา ติดกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลักลอบกลับประเทศไทยและนำเชื้อ โควิด-19 เข้ามาแพร่กระจายด้วย ตามมาด้วยแรงงานชาวเมียนมาที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร และบ่อนการพนันในจังหวัดระยอง เป็นต้นตอของการระบาดอย่างต่อเนื่องจนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง บรรยากาศของการท่องเที่ยวเริ่มจะกลับมาในช่วงสงกรานต์ แต่กลับกลายเป็นว่ามีการระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นการระบาดระลอกใหม่จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงในกรุงเททพมหานคร ก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน เป็นที่น่าสังเกตว่าการระบาดรุนแรงแต่ละครั้ง ล้วนเกิดจากคนในแวดวงราชการและการเมืองที่ไม่ระมัดระวัง และเพิกเฉยต่อหน้าที่ความ
รับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่

ในขณะที่คนจำนวนมากมีใจจดจ่ออยู่กับสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 และรอฟังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาสกัดการระบาดในรอบนี้บ้าง ทำให้ข่าวอื่นๆ กลายเป็นข่าวเล็กๆ หรือข่าวที่สื่อมวลชนเองไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร นั่นคือข่าวที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่เป็นภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมาโดยตลอดดังที่กล่าวแล้วข้างต้นวิกฤติโควิดที่ต่อเนื่องยาวนานข้ามปี กำลังส่งผลต่อภาคการเกษตรซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่โควิด-19 ระบาดในปี พ.ศ.2563 ผลผลิตทางการ เกษตรหลายชนิดส่งออกไม่ได้ เนื่องจากการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ กับประเทศคู่ค้าหลายประเทศถูกระงับด้วยมาตรการล็อกดาวน์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไปทั้งหมด โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร ต้องปิดตัวลงเป็นส่วนมาก ปริมาณการบริโภคน้อยกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้ผลราคาผลผลิตภายในประเทศตกต่ำ…เป็นปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเผชิญมาตลอดปี นี่ยังไม่นับรวมปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม และฝนแล้ง

ล่าสุดในขณะที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ภาคการเกษตรก็ต้องเผชิญกับตัวเลขที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ตัวเลขที่ว่านี้เป็นราคาของปัจจัยการผลิต ราคาปัจจัยการผผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนจากหน่วยงานใดๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะ ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่อพีวีซี (สำหรับวางระบบน้ำในไร่นา) วัสดุเพาะกล้าวัสดุสำหรับสร้างโรงเรือนเพาะปลูก และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่นๆ

หากจะมีสายเกษตรอินทรีย์มาบอก ให้เลิกใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี ก็จะบอกให้ทราบว่า มูลวัว-ควาย มูลสุกร มูลไก่ ที่นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ก็ขึ้นราคากว่า 20%

ทุกภาคส่วนของวงจรเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว คมนาคม ขนส่ง ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า แม้แต่หาบเร่ แผงลอย กำลังจะล่มสลายอีกครั้งจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ แต่คนไทยก็ยังมีอาหารการกินไม่ขาดแคลนจากภาคเกษตร แต่มาถึงวันนี้ ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีประชากรมากที่สุดกำลังจะล่มสลายเช่นเดียวกัน เพราะต้นทุนการผลิตสูงจากการขึ้นราคาปัจจัยการผลิตเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ในขณะที่ราคาผลผลิตตกต่ำเกือบทุกชนิด (ยกเว้นพืชที่รัฐบาลประกันราคา)

เรื่องดังกล่าว รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะทราบดี แต่มิได้ออกมาให้ข้อมูลข่าวสาร หรือมีมาตรการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรแต่อย่างใด กลับทอดทิ้ง ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมในขณะที่กำลังเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก

มีข้อมูลว่าผู้นำเข้าและโรงงานปุ๋ยเคมีประกาศขึ้นราคาปุ๋ยตันละ 1,000 – 1,400 บาท โดยอ้างว่า สถานการณ์โควิดระบาด ทำให้โรงงานในต่างประเทศปิดตัวลงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และน้ำมันขึ้นราคา ค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แม่ปุ๋ยที่นำเข้ามาผลิตเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรนิยมใช้ปรับราคาขึ้นตันละ 1,500-2,000 บาท มีแหล่งข่าวยืนยันว่าปุ๋ยเคมีไม่ขาดแคลน เพียงแต่สต็อกลดลง รัฐบาลจะไม่สำรวจสต็อกปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ก่อนหรือ ก่อนที่จะให้มีการขึ้นราคากันอย่างไม่เกรงใจเกษตรกร

ขณะเดียวกันผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลในการแบนสารกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต (ที่ราคาประมาณลิตรละ 100 บาท) ทำให้กลูโฟซิเนต ที่อ้างว่าเป็นสารที่ใช้ทดแทนอยู่ชนิดเดียวมีราคาสูงถึงลิตรละ 300-350 บาทแถมยังไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด กรรมของเกษตรกรไทยจริงๆ …..

ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ไม่สนใจแก้ปัญหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ราคาสูงขึ้นคราวนี้ เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากไม่จบสิ้น….เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย…..ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมจะอยู่ได้ฤา…..

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

บทความพิเศษ : ชำแหละ! ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560419

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.กว่า 60 ปีแล้วที่ระบบการศึกษาของประเทศไทย ให้ความสำคัญไปกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มากกว่าคุณภาพของการเรียนรู้ที่นักเรียนควรต้องได้รับเพราะนักเรียนทุกคนได้รับการปลูกฝังเอาไว้ว่า การได้เรียนมหาวิทยาลัย ในคณะสาขาวิชาที่ต้องการ คือ การวางเป้าหมายให้กับอนาคตของตัวเอง ทั้งเรื่องของหน้าที่การงาน รายได้ และการยอมรับของสังคม ดังนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันที่จะสอบให้ได้ ทำคะแนนให้ดีกว่าคู่แข่งขัน (นักเรียนคนอื่น) จึงกลายเป็นเกณฑ์หลักที่ถูกกำหนดเอาไว้สำหรับนักเรียนทุกคน

สำหรับผม กระบวนการเช่นนี้ เป็นเงื่อนไขที่ขัดขวางการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างมาก และส่งผลในการสร้างความกดดันต่อจิตใจของนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “การเรียนรู้” ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักถูกวางอันดับความสำคัญอยู่หลังการเป็นผู้ชนะ หรือสอบแข่งขันสำเร็จ ส่งผลให้ระบบการเรียนการสอนของนักเรียนผิดเพี้ยน และหลงทาง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากชวนให้เรากลับมาทบทวนและช่วยกันคิดเรื่องระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยกันเสียใหม่ เพื่อจัดวางนโยบายทางการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนต่อไปในอนาคตได้

2.คงต้องเริ่มกันที่ การนำเสนอระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบันกันก่อน เพื่อให้มองเห็นภาพอย่างชัดเจน
ซึ่งระบบและกระบวนการดังกล่าวนั้น ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือ หนึ่ง คัดเลือกคนเก่งวิชาการ และสอง การคัดเลือกต้องโปร่งใส ไม่มีทุจริต หลักการสำคัญทั้ง 2 ข้อนี้ นำไปสู่การทดสอบที่หลากหลาย และกระบวนการคัดเลือกที่มีการตรวจสอบ และควบคุมอันเข้มข้น

สำหรับการคัดเลือกคนเก่งวิชาการ ถูกออกแบบให้นักเรียนต้องสอบถึง 3 ประเภท คือ 1.การสอบ O-Net 2.การสอบ GAT และ PAT และ 3.การสอบวิชาสามัญ9 วิชา ซึ่งการสอบ O-Net เป็นการสอบเพื่อวัดมาตรฐานนักเรียน จากการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยเป็นการสอบทั้งประเทศ ดังนั้น คะแนนของนักเรียนและค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน จะสามารถสะท้อนว่า นักเรียนและโรงเรียนอยู่ในระดับตรงไหน สูง หรือปานกลาง หรือต่ำ

ในการเปรียบเทียบนักเรียนและโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการสอบ O-Net นั้น จะนำมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาเป็นเกณฑ์ คือ ถ้าการเรียนการสอนในชั้นเรียนมีคุณภาพ นักเรียนจะต้องสอบO-Net ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คะแนนมาตรฐาน หรือร้อยละ 50 ซึ่งผลคะแนน O-Net จะเป็นตัวบอกกับผู้บริหารการศึกษาในระดับกระทรวงว่า กลุ่มโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์เหล่านั้น อยู่ตรงไหนกันบ้าง พูดให้ชัดก็คือ ผลลัพธ์การสอบที่ออกมาจะเป็นตัวชี้เป้า เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาหรือความสำเร็จ แล้วนำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบายต่อไปในระดับกระทรวง ส่วนในระดับสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ก็จะได้นำคะแนน O-Net ของนักเรียนในโรงเรียนที่รับผิดชอบ ไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

3.ส่วนการสอบ GAT และ PAT คือการวัดความรู้ทั่วไป และความรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งนักเรียนต้องแสดงคะแนนให้กับมหาวิทยาลัย ตามรายคณะวิชาที่ต้องการสมัครเข้าไป ทำให้คะแนน GAT และ PAT จึงสำคัญต่อการคัดเลือกนักเรียน เพราะเป็นการประเมินว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถที่จะเรียนในสาขาวิชานั้นได้มากน้อยเพียงใด จะสำเร็จหรือไม่

เท่าที่ผมทราบ แต่ละคณะวิชาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้นำผลคะแนน GAT และ PAT ไปเทียบเคียง หรือเชื่อมโยงกับผลสำเร็จของการเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วรายงานให้กับสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ของประเทศ (ตามที่ควรจะเป็น) จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันได้จากฐานข้อมูลจริง ว่าคะแนน GAT และ PAT สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ เพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม คะแนน GAT และ PAT ก็ยังคงเป็นผลคะแนนสำคัญ ที่ทางมหาวิทยาลัยใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ดี  

สำหรับคะแนนผลสอบวิชาสามัญ 9 วิชา เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ฯลฯก็เป็นการวัดความรู้พื้นฐานรายวิชา เพื่อประกอบกับคะแนน GAT และ PAT โดยข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา มุ่งไปที่การช่วยแยกแยะความสามารถทางวิชาการ ในแต่ละวิชาของนักเรียน เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถรับทราบได้ว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถทางวิชาการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าทางมหาวิทยาลัยก็จะคัดเลือกนักเรียนที่ได้คะแนนวิชาสามัญสูงเอาไว้ก่อน

4.จะเห็นว่า การสอบทั้ง 3 ส่วนนี้ คือ ใบผ่านทางสำหรับการเข้าสู่มหาวิทยาลัยของนักเรียน โดยมีการให้ความสำคัญอันลดหลั่นกันมา ตั้งแต่การสอบ O-Net(วัดมาตรฐานการเรียนการสอนของโรงเรียน) ที่ไม่ต่ำกว่า60% ก็ถือว่า ผ่านขั้นต้นแล้ว จากนั้นมหาวิทยาลัยจะไปพิจารณาจากคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ ที่มีความชัดเจนในแง่เจตนารมณ์มากกว่า

ทั้งหมดนี้ บอกกับเราว่า การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย “ความสามารถทางวิชาการ” คือคำตอบ นั่นหมายถึง คะแนนสอบเป็นความสำคัญ ด้วยเหตุผลของความจริงในประเด็นนี้ จึงส่งผลให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (โดยเฉพาะ ม.5 และ ม.6) จะไม่สนใจเรียนในชั้นเรียนของโรงเรียนอีกต่อไป แต่ไปให้ความสำคัญกับการเรียนติวกับครูที่มีชื่อเสียงเป็นรายวิชา และนำไปสู่การเสียค่าใช้จ่ายสูงตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น สำหรับโรงเรียนในช่วงเวลา 2 ปีสุดท้ายของชั้นเรียนมัธยมปลาย ก็แทบไม่สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพได้ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับการติวรายวิชากันหมด ทำให้นักเรียนที่อยู่ฐานราก (ครอบครัวที่มีเงินไม่มาก) เกิดความเสียเปรียบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นผู้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการแข่งขัน

คำถามสำคัญก็คือ ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไร เพื่อเปิดให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ด้วยระบบการเรียนในชั้นเรียนปกติ ภายใต้ข้อจำกัดอันแตกต่างของแต่ละคน–โอกาสหน้าผมจะมาให้คำตอบของคำถามนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557160

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในปีที่ผ่านมา มีประเด็นเกี่ยวกับโรงเรียนและครูได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะนักเรียนและบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างมากรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ อันหลากหลายผ่านช่องทางสื่อหลักและสื่อออนไลน์ ผมจึงถือโอกาสสรุปประเด็นที่มีการกล่าวถึงโรงเรียนและครูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกมา เพื่อขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกที่เหมาะสมแก่ทั้งครู โรงเรียน และนักเรียน (ผู้ปกครอง) ดังนี้

ประเด็นแรก คือ เรื่องของความรุนแรงและการใช้อำนาจ ซึ่งในปีที่ผ่านมาผมได้พยายามสื่อสารในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า นี่เป็นปัญหาที่ต้องจัดการโดยเร็ว เพราะถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มีตั้งแต่ครูลงโทษรุนแรงกับนักเรียน นักเรียนกระทำรุนแรงและคุกคามกันเอง ไปจนถึงกฎระเบียบของโรงเรียนที่นักเรียนไม่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องทรงผมและเครื่องแบบ นั่นอาจตีความหมายได้ว่า สภาพสังคมในโรงเรียนไม่น่าอยู่ และสร้างปัญหาให้กับนักเรียน

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องคุณภาพของการเรียนรู้ ซึ่งถ้าตามอ่านบทความของผมจะทราบอย่างชัดเจนว่า ผมเตือนเรื่องครูและโรงเรียนไม่สามารถสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้มาโดยตลอด ปัญหานักเรียนคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาไม่เป็น รวมไปถึงคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการอ่อน ถึงตอนนี้ยิ่งชัดเจนแล้วหลังจากปรากฏผลคะแนนสอบ O-NET ของนักเรียนไทยที่สอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งคะแนน PISA ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก

นี่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายสิบปี ที่ถึงปัจจุบันนี้ก็คงกลายเป็นคำถามที่ชวนน่ากังวลขึ้นมาว่า “เรามีโรงเรียนแบบนี้ไปทำไม” สำหรับผมถ้าโรงเรียนไม่สามารถตอบคำถามนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับในเรื่อง “คุณค่าและประโยชน์” ของโรงเรียนได้ ก็ควรต้องยุบทิ้งไป เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะต้องเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนกับโรงเรียนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ที่สังคมต้องการได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจก็คือ “เรามีโรงเรียนไปทำไม” ซึ่งผมแบ่งได้เป็น 4 เรื่องใหญ่ ดังนี้

1. การพัฒนาศักยภาพทางการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะการเรียนรู้และการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต่อไป และเป็นปัจเจกบุคคลที่มีคุณภาพทางสติปัญญา

2. การสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพและจิตสำนึกของนักเรียนให้สามารถที่ดำเนินชีวิตของตนเองได้และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผ่านกระบวนการค้นพบตัวเองและดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม

3. การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นที่แตกต่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนการเคารพในความคิดและตัวตนของคนอื่น ทำให้สามารถที่จะทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนที่หลากหลายในสังคมได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของตนเอง

และ 4. การสร้างความเป็นพลเมืองร่วมกันผ่านการเข้าใจและยอมรับแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมร่วมกันผ่านขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อศรัทธา จนถึงกฎหมายของประเทศ รวมไปถึงการตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองในฐานะพลเมืองของประเทศที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติ

ด้วยเป้าหมายทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 4 ประการตามที่กล่าวมาถือเป็นการขับเคลื่อนกลไกสำคัญในการ “สร้างคนและสร้างชาติ” อย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันตามที่กล่าวถึงปัญหาของโรงเรียนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น โรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกของการสร้างคนและสร้างชาติ และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกของคนในสังคม ซึ่งส่งผลให้ประเทศชาติเกิดความอ่อนแอขึ้น

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับ “โรงเรียน” โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับ“การมีโรงเรียน” อย่างตรงไปตรงมา และค้นหาสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนในปัจจุบันเบี่ยงเบนออกไปจากเป้าหมาย ของ “การมีโรงเรียนที่ควรจะเป็น” ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อให้ครูมีงานทำ นักเรียนมีที่ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน หรือผู้บริหารกระทรวงมีตำแหน่งและอำนาจ เท่านั้น

อันที่จริง “การทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน” แม้ว่าจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านนโยบายของรัฐมนตรีว่าการที่ดูแลการบริหารจัดการทั้งหมด แต่เมื่อปัญหาไม่ได้รับการจัดการมาอย่างยาวนาน อีกทั้งคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนก็เสมือนจะได้รับความสำคัญไม่มากนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่พวกเรา(โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องของการศึกษา) ต้องเปิดตัวออกมาร่วมด้วยช่วยกันตอบคำถามดังกล่าวนี้ เพื่อเสนอแนะกระบวนการหรือแนวทางที่จะปฏิรูปโรงเรียนให้เป็นสถานที่ในการสร้างความหมายทั้ง 4 ประการ (ดังที่ผมนำเสนอไป) สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพของนักเรียน ทั้งในด้านวิชาการและการดำเนินชีวิต เพราะการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่ควรต้อง “รอ” ต่อไปอีกแล้ว

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556120

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรต่อยอดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต ยกระดับสู่ธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ผ่านกลไก ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพ 394 ศูนย์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร เพื่อขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญของงานดินและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่พืชทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง จึงจัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขึ้น จำนวน 882 ศูนย์ ในปี 2558 ต่อมาปี 2560 ศดปช. ถูกจัดให้เป็นเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านดินและปุ๋ยในพื้นที่ มีการบริหารจัดการโดยเกษตรกร เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว บริการวิชาการด้านดินและปุ๋ย โดยให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีด้านดินปุ๋ยอื่นที่เหมาะสม จัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านดินและปุ๋ย จัดทำแปลงเรียนรู้ จุดสาธิตเพื่อขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งบริการรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ ซึ่งผลการดำเนินงานของ ศดปช. 882 ศูนย์ ในปี 2563 สมาชิก ศดปช. สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ไม้ผล พืชผัก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ได้เฉลี่ย 25% และผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ในพื้นที่ 222,293 ไร่

และเนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับอนุมัติ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” จาก ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ให้ใช้เงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและเพื่อพัฒนา ต่อยอด ศดปช. ที่มีศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกร โดยมีเกษตรกรเป้าหมายคือ เกษตรกรสมาชิก ศดปช. แปลงใหญ่ ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผล พืชผัก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) ใน 394 ศูนย์ 63 จังหวัด จำนวนประมาณ 107,000 ราย

ทั้งนี้ ศดปช. ทั้ง 394 ศูนย์ จะได้รับชุดตรวจวิเคราะห์ดิน (Soil test kit) แม่ปุ๋ย 3 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0 สูตร 18-46-0 และ
สูตร 0-0-60 จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการทำธุรกิจ และเครื่องผสมปุ๋ย จำนวน 1 เครื่อง โดยศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนให้บริการความรู้เรื่องดินและปุ๋ย บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจวิเคราะห์ดินแบบรวดเร็ว (Soil test kit) รวบรวมจัดหา บริการปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก และบริการผสมปุ๋ยด้วยเครื่องผสมปุ๋ย หากเกษตรกรไม่สามารถผสมปุ๋ยเองได้ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มการเรียนรู้ โดย ศดปช. ต้องจดทะเบียนขายปุ๋ยกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะได้สามารถขายปุ๋ยให้กับเกษตรกรทั่วไปได้ และเพื่อต้องการสร้างความมีส่วนร่วม สมาชิก ศดปช. ทุกคนต้องลงหุ้นเพื่อเป็นทุนในการบริหารจัดการ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าจ้าง เป็นต้น ตามรูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละศูนย์ที่มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน

“หากศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสามารถดำเนินธุรกิจบริการดินและปุ๋ยได้ ศูนย์จะมีรายได้จากการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย มีเงินทุนหมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ศูนย์จากผลกำไรของศูนย์ นอกจากสมาชิกจะได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังสามารถแบ่งปันให้แก่ชุมชน ในรูปแบบสาธารณประโยชน์ต่างๆ และในอนาคตศูนย์ยังสามารถขยายธุรกิจบริการออกไปในด้านปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ศูนย์มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ด้าน นายสิทธิพร เชิดนาม เลขาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างโมเดลธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน เปิดเผยว่า ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวสวนในพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้และดำเนินการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืช นำไปสู่การเพิ่มธาตุอาหารที่ตรงกับความต้องการของพืช สามารถผสมปุ๋ยเคมีเพื่อใช้เอง ตามค่าวิเคราะห์ดินได้ ส่งผลให้ที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนในการทำการเกษตรให้สมาชิกได้เป็นอย่างดี และขณะนี้ได้มีการขยายผลเชื่อมโยงกับเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การนำไปปฏิบัติได้เอง รวมถึงต่อยอดธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน โดยให้สมาชิกถือหุ้นเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 8 ตันต่อวันเพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดิน การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดิน ช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก