บทความพิเศษ : ความปกติใหม่ของ ‘การศึกษาไทย’ ในความห่วงใยของผม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502496

บทความพิเศษ : ความปกติใหม่ของ ‘การศึกษาไทย’ ในความห่วงใยของผม

บทความพิเศษ : ความปกติใหม่ของ ‘การศึกษาไทย’ ในความห่วงใยของผม

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

1.วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นวันที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เปิดภาคเรียนของปีการศึกษา 2563 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่ยุติ แต่การควบคุมการแพร่ระบาดทั่วประเทศนั้น ก็สามารถจัดการได้ในระดับที่ให้ความมั่นใจว่า โรงเรียนทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับการเปิดการเรียนการสอนได้ ภายใต้มาตรฐานการควบคุมและการจัดการเรียนการสอนที่จะป้องกันการติดเชื้อในโรงเรียน

โดยประเด็นที่ผมมีความห่วงใย และคิดว่า “กระทรวงศึกษาธิการ” ต้องให้น้ำหนัก นั่นคือ เรื่องการจัดการเรียนการสอนว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และนักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ท่ามกลางความปกติใหม่ (New Normal) เช่นนี้ ซึ่งข้อจำกัดสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ การรักษาระยะห่างของนักเรียนในชั้นเรียน เพราะปกติในชั้นเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนจำนวน 35-40 คน โดยประมาณ (ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนของโรงเรียน)

ดังนั้น เมื่อต้องจัดที่นั่งของนักเรียนให้เว้นระยะห่างขั้นต่ำ1 เมตร ก็จะทำให้ในชั้นเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนได้ประมาณ 20 คนนั่นแสดงว่าจะมีนักเรียนประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีที่นั่งในชั้นเรียน นั่นแสดงว่า นักเรียนครึ่งหนึ่งต้องเรียนในชั้นเรียนและนักเรียนอีกครึ่งหนึ่งต้องเรียนออนไลน์ โดยให้ทั้งสองกลุ่มสลับวันกัน

2.สิ่งที่ต้องนำมาลงรายละเอียดก็คือ เมื่อต้องแบ่งนักเรียนเป็น 2 ชั้นเรียนตามตัวอย่างที่ยกขึ้นมานั้น แสดงว่าครูต้องสอนทั้งในชั้นเรียนปกติ และในชั้นเรียนออนไลน์ หมายความว่าหัวข้อสำหรับการสอนในทุกเรื่อง ครูต้องเตรียมแผนการสอนมาสำหรับ 2 รูปแบบ เพราะแผนการสอนในชั้นเรียนปกติกับในชั้นเรียนออนไลน์ต่างกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ครูต้องทำงานหนักขึ้นเป็น 2 เท่าจากสถานการณ์ปกติ ต่อจำนวนนักเรียนเท่าเดิม (1 ชั้นเรียน = 2 กลุ่ม) ดังนั้น ถ้าโรงเรียนมีการวางแผนเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน (ตั้งแต่เมษายน)ความพร้อมของครูน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร แต่ถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมมาของครูมาก่อน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก และอาจนำมาซึ่งปัญหาอีกสารพัด

สำหรับบางโรงเรียนที่อาจเลือกไม่สอนออนไลน์ แต่ใช้กระบวนการแยกนักเรียนออกเป็น 2 ชั้นเรียน แล้วให้ครูสอนเป็น 2 ผลัด จาก 07.00-12.00 น. และ 13.00-18.00 น. เพื่อให้นักเรียนไม่แออัดในบริเวณโรงเรียน ซึ่งการแก้ปัญหาในรูปแบบนี้จะต้องใช้ครูเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว หรือในกรณีที่เพิ่มจำนวนครูไม่ได้ ครูประจำที่สอนปกติก็ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าแน่นอนว่าจะทำให้ครูเหนื่อยมาก และนำมาซึ่งคุณภาพของการเรียนการสอนที่ถดถอยไม่ต่างกัน

ดังนั้น การหาคำตอบในประเด็นการเตรียมแผนการสอนเรื่องเดียวกัน แต่มี 2 รูปแบบ เพื่อใช้กับชั้นเรียนที่ต่างกัน ว่าควรต้องตกผลึกอย่างไรนั้น น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพในการเรียนการสอนที่จะเกิดขึ้น และปัญหาที่เห็นจากความต่างของทั้ง 2 ชั้นเรียนก็คือ การแยกครูกับนักเรียนออกจากกันโดยมีเพียงอุปกรณ์การสื่อสารและเทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมเท่านั้นสำหรับชั้นเรียนออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้สมาธิและความสนใจในการเรียนของนักเรียนอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับการเรียนอยู่ในห้องเรียน และสามารถสื่อสารได้โดยตรงต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน โดยเฉพาะกับนักเรียนชั้นประถม และมัธยมต้น

3.นี่เองที่ทำให้หลักการเตรียมแผนการสอนสำหรับชั้นเรียนออนไลน์ต้องมีความเข้มข้นมากขึ้น ด้วยการใช้ “สื่อการสอน”ที่เป็นตัวช่วยให้นักเรียนสามารถติดตาม “ความคิด” ของสาระวิชาที่สอนได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญ สาระวิชาที่สอนในชั้นเรียนออนไลน์ ต้องเน้นที่ “สาระสำคัญ” เท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่า นักเรียนจะเข้าถึง “หัวใจ” ของสาระวิชาสำหรับการสอนในคาบเรียนนั้นได้อย่างชัดเจน โดยอาจใช้ภาพประกอบ (Infographic) ที่สื่อสารองค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ อย่างร้อยเรียงความเข้าใจเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อนำไปสู่ปลายทางที่จะฉายภาพองค์ความรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ครูผู้สอนได้พยายามสื่อสาร

ส่วนประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบันทึกภาพและเสียงของครูที่สอนทั้งในชั้นเรียนปกติและชั้นเรียนออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถกลับเข้าไปทบทวนได้ใน Webpage ของวิชาที่สร้างขึ้น การที่นักเรียนสามารถทบทวนผ่านการสอนของครูในสาระวิชาต่างๆ ในทั้งสองชั้นเรียนที่มีความแตกต่างกันจะสามารถช่วยให้นักเรียนได้ย่อยประเด็นความคิดต่างๆ ของสาระวิชาที่สอนได้บ่อยครั้ง พร้อมทั้งเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพื่อนำไปสู่คำตอบที่เป็นภาพรวมทั้งหมด เพราะนักเรียนสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ ละเอียดถี่ถ้วน โดยไม่มีข้อจำกัดในด้านของเวลา

4.การได้ศึกษาผ่านการถามตอบและอภิปรายต่อกันในชั้นเรียนจริง “คู่ขนาน” ไปกับภาพประกอบ (Infographic) ที่สื่อสารองค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ อย่างค่อยๆ ร้อยเรียงความเข้าใจผ่านการอธิบายจากครู ในชั้นเรียนออนไลน์ ผ่านการบันทึกภาพและเสียงนั้น ต้องบอกว่า เป็นโอกาสที่พิเศษมากๆ ของนักเรียนที่จะได้รับการสื่อสารในสาระวิชาเดียวกันผ่านรูปแบบที่แตกต่าง ซึ่งน่าจะสามารถเพิ่มหนทางในการเชื่อมร้อยความเข้าใจในสาระวิชานั้นๆ ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของรูปแบบที่ประกอบ และการตีความที่ชัดเจน

สำหรับผมมีความเห็นว่า ศักยภาพของ “กระทรวงศึกษาธิการ” สามารถพาเราไปถึงจุดหมายดังกล่าวนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ้าตระหนักในเรื่องการมอบนโยบายเพื่อการกระจายอำนาจไปยังโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นำไปปฏิบัติตามบริบทสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของโรงเรียนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพราะภายใต้กรอบเช่นนี้แหละที่ทำให้ผมสามารถออกแบบ ระบบการเรียนการสอนแบบ“คู่ขนาน” ที่นำเสนอไปในเบื้องต้นออกมาได้ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถจะเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกเงื่อนไข (ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเท่านั้น)

และแน่นอน ถ้า “กระทรวงศึกษาธิการ” ยินดีที่จะกระจายอำนาจการจัดการเรียนการสอนออกไป เราอาจได้เห็นการเรียนการสอนในรูปแบบที่น่าสนใจ ที่หลายๆ โรงเรียนออกแบบและปรับใช้ให้เหมาะสมกับความปกติใหม่ นั่นหมายความว่า การศึกษาของไทยจะมีรูปแบบที่หลากหลายให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามที่ตนเองสนใจ ซึ่งก็ถือเป็นแนวทางใหม่ๆ ที่ผมอยากชวนมาให้ตกผลึกร่วมกันครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521732

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง  ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันจำนวน 8,011 สหกรณ์ และมีกลุ่มเกษตรกรจำนวน 4,562 กลุ่ม ปริมาณธุรกิจ จำนวน 2,227,398 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวบรวม 69,315.38 ล้านบาท และปริมาณธุรกิจแปรรูป 20,181.41 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำหน้าที่ส่งเสริม “ระบบสหกรณ์” ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยได้ทำการส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบคุณภาพ การส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำเพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร และการส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ คือ การตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย

การส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำ โดยการจัดสรรที่ดินทำกินและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิในลักษณะนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.โครงการการจัดที่ดินโดยวิธีการสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบัน ดำเนินการใน 2 รูปแบบคือ 1.1 รูปแบบนิคมสหกรณ์ เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร ให้กับราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มีพื้นที่โครงการมากกว่า 3 ล้านไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ 36 แห่งทั่วประเทศ ออก กสน.3 แล้วกว่า 2 ล้านไร่
สมาชิก 149,445 ราย ออก กสน.5 แล้วกว่า 1.5 ล้านไร่สมาชิก 110,175 ราย 1.2 รูปแบบสหกรณ์การเช่าที่ดิน เป็นการจัดสรรพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูให้คืนเป็นป่าดั่งเดิมได้ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 และวันที่ 13 สิงหาคม 2517 มีมติให้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับมาจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ และให้ถือใช้วิธีการดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียวกับการจัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์โดยอนุโลม สมาชิกจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่จะได้รับสิทธิการทำกินในระยะยาวและตกทอดทางมรดกเท่านั้น ปัจจุบันมีจำนวน 14 ป่า 13 นิคม เนื้อที่กว่า 1.5 ล้านไร่

2.โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาโดยจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็นเงินยืมปลอดดอกเบี้ยกว่า 276 ล้านบาท เพื่อขุดสระเก็บกักน้ำ เจาะบ่อบาดาล และจัดหาอุปกรณ์สำหรับนำน้ำใช้ในแปลงเกษตร เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจากธรรมชาติ มีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองให้กับสมาชิกกว่า 6,014 รายในสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 407 แห่ง แบ่งเป็นขุดสระ 1,942 ราย เจาะบ่อบาดาล 2,768 ราย และการจัดหาอุปกรณ์ 1,304 ราย พร้อมกันนี้ยังได้จัดสรรเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะที่ 2 จำนวน 500 ล้านบาท สนับสนุนให้สมาชิกมีแหล่งน้ำเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง 3.โครงส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกถึงการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและดิน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเตรียมแปลงผลิตและจัดหาเมล็ดพันธุ์ดี รวมทั้งสหกรณ์ใช้รวบรวมผลผลิตซื้อคืนเมล็ดพันธุ์จากสมาชิก 4.โครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร ให้มีความรู้ในการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP หรือหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 160 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์โคนม 39 แห่ง เพื่อพัฒนาฟาร์มโคนมให้ได้มาตรฐาน GAP 5.โครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร และนำไปสู่การตรวจรับรองการผลิตมาตรฐาน เพื่อยกระดับเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 49 นิคมสหกรณ์ ใน 29 จังหวัด 6.กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เป็นทุนหมุนเวียนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ โดยสนับสนุนเงินทุนให้กับสหกรณ์ทุกประเภทให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ภายใต้แนวคิดของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเอื้ออาทรต่อสังคม 7.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด โดยจัดสรรเงิน 1,000 ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เงินยืมดอกเบี้ยต่ำให้กับกลุ่มเกษตรกร 7,254 กลุ่ม เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนและทุนประกอบอาชีพ และได้มีการขยายผลสู่การจัดตั้งโครงการสร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ขยายเพิ่มอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569

สำหรับการส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำ เพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ด้วยกระบวนการผลิต การแปรรูป การยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสีย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความโดดเด่น ความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ ที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ตลอดจนผลักดันเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ โดยในปี 62 นำร่องกับ 14 ผลิตภัณฑ์ ใน 14 สหกรณ์ และขยายผลเพิ่มในปี 63 อีกกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ ใน 30 สหกรณ์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการนำระบบ GMP (Good Manufactory Practice) ยกระดับการผลิตสินค้าสหกรณ์สู่มาตรฐาน GMP เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างกระบวนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในกระบวนการรวบรวมและแปรรูปตามระบบมาตรฐาน GMP ด้วยการจัดทีมที่ปรึกษามืออาชีพเข้าให้คำปรึกษาแนะนำในเชิงลึกทั้งกระบวนการเพื่อให้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP เป้าหมาย 10 แห่ง 4 ชนิดสินค้า คือ ผลไม้ กาแฟ ข้าว และโคเนื้อ ประกอบด้วย โรงสีข้าว7 แห่ง อาคารรวบรวมและคัดแยก 1 แห่ง อาคารแปรรูปและบรรจุ 2 แห่ง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน บรรเทาภาระหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร และให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยการให้เงินกู้ ตลอดจนสร้างอาชีพและรายได้รวมถึงการจัดทำแนวทางพิจารณาสินเชื่อสำหรับการให้เงินกู้ระหว่างสหกรณ์ด้วย Credit Scoring เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมิน ให้ได้สินเชื่อที่มีคุณภาพ ลดการเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และยังใช้ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้

การส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ เป็นการส่งเสริมด้านการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย ด้วยการจัดตั้ง “ตลาดสินค้าเกษตร” ให้เป็นตลาดในภูมิภาค ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายถาวร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วใน 65 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ห้างโมเดิร์นเทรด โดยใช้การตลาดนำการผลิต เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เช่น จัดจำหน่ายสินค้าผ่าน Platform ออนไลน์ COOP SHOPTH.comของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และแพลตฟอร์ม CO-OP CLICKโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่เกษตรกรให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ สามารถนำเสนอสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทาง Social Media พร้อมไปกับการจัดอบรมหลักสูตรเพิ่มทักษะเกษตรกร เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ผ่านการขายบนแพลตฟอร์ม LAZADA และ SHOPEE ยังผลให้สร้างรายได้ทางออนไลน์ถึงปัจจุบันมูลค่าสูงถึง 275 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่สด สะอาด และปลอดภัย โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ภาคการผลิต การแปรรูปกระจายสินค้าตรงถึงผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม ถึงวันนี้ มีร้านค้าสหกรณ์94 แห่ง ใน 43 จังหวัด สร้างยอดขายเฉลี่ยรวม 8 ล้านบาทต่อเดือน

จะเห็นว่า ภารกิจการขับเคลื่อนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในทุกมิติที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 48 ปี ได้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทุกสาขาอาชีพให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513813

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์  ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ 3,705,743 ไร่คิดเป็น 72% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวปี 2563/64 จำนวน 2,888,900 ไร่ กระจายตามพื้นที่เป้าหมายครอบคลุมทั้ง 17 อำเภอ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ จำนวน 2,874,800 ไร่ ข้าวเจ้า 1,100 ไร่ และข้าวอินทรีย์ 13,000 ไร่

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่กรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ หรือ Organic Thailand จำนวน 510 กลุ่ม เกษตรกร 9,460 ราย พื้นที่ 96,391.75 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1 ล้านไร่ และได้มีการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ จำนวน 183 กลุ่ม โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ทำ MOU กับกลุ่มเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ จำนวนทั้งสิ้น 9 บริษัท ได้แก่ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด บริษัท เจ พี ไรซ์ อินเตอร์เนชันแนล (1998) จำกัด บริษัท ไชยศิริไรซ์อินเตอร์เทรด หจก.สุรินทร์ไชยศิริ สหกรณ์อินทรีย์ทัพไทย โรงสีข้าววิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบุฤาษี สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด บริษัท พูนผล เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เอลล์บา บางกอก จำกัด

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ จึงได้นำคณะผู้บริหารกรมการข้าวและสื่อมวลชนลงพื้นที่ชมเส้นทางการผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ไปจนถึงกระบวนการสีแปรออกมาเป็นสินค้าข้าวคุณภาพมีมาตรฐานรับรองทั้ง Q และ Organic Thailand รวมทั้งสัญลักษณ์ข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าข้าวทุกเมล็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้คุณภาพ มีความปลอดภัยและคุ้มค่ากับราคา

วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบุฤาษี อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต และแปรรูปข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าข้าว Q, Organic Thailand และข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว โดยนายตู้ สุขนึก ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ เล่าถึงที่มาว่า เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2547 จากพี่น้องที่มีความสนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวอินทรีย์ ผักอินทรีย์ใช้บริโภคในครอบครัวเหลือก็จำหน่าย ต่อมาชาวบ้านในพื้นที่เห็นว่าดีจึงมาเข้าร่วมเป็นกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ และในปี 2556 กลุ่มโตขึ้นมีสมาชิก 47 คน และได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี ในการทำวิสาหกิจชุมชนใช้ทุนทรัพย์ของพวกตนเอง ปลูกเอง แปรรูป และขายเอง จนยืนหยัดอยู่ได้มาถึงปัจจุบันกลุ่มมีทรัพย์สินรวมทั้งหมดประมาณ 8 ล้านบาท มีสมาชิก 420 คน ปลูกข้าวอินทรีย์ให้ทางกลุ่มฯ มีโรงสีขนาดกำลังการผลิต 10 ตันต่อวัน มีโรงบรรจุที่ได้รับการรับรอง อย. GMP HACCPได้รับการรับรองคุณภาพข้าวหอมมะลิสุรินทร์ GI และได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าข้าว Q, Organic Thailand และข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว

ปัจจุบันกลุ่มทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ สามารถส่งออกข้าวอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ไปต่างประเทศได้ปีละ 400 ตันโดยกลุ่มมุ่งมั่นจะผลิตข้าวอินทรีย์ ส่งออกให้ได้ปีละ 1,000 ตัน ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ คือ กลุ่มมีกฎระเบียบข้อบังคับที่ถือเป็นกฎเหล็กในการรับสมาชิกเข้าร่วมอย่างเข้มงวด เช่น ผู้จะเข้ามาต้องผ่านการปลูกข้าวอินทรีย์ 5 ปีก่อนถึงจะเป็นสมาชิกได้ และต้องคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการผลิตข้าวอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งสมาชิกเริ่มแรกจะเป็นเพียงสมาชิกชั่วคราวก่อน 5 ปี หากผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการถึงจะเลื่อนเป็นสมาชิกถาวรที่สามารถถือหุ้นได้ เนื่องจากการทำนาอินทรีย์ต้องทุ่มเท การใช้ระยะปรับเปลี่ยนจากนาเคมีมาเป็นอินทรีย์ในระยะ 2-3 ปีจึงไม่เห็นผลถึงความตั้งใจและทุ่มเทมากพอ ทางกลุ่มจึงต้องมีกฎเคร่งครัดเพื่อคัดคนที่มีใจรักจริงๆ มาเข้าร่วมกลุ่ม นอกจากนี้จะมีการจัดอบรมทุกปี ปีละ 2 ครั้งทั้งสมาชิกใหม่และสมาชิกเก่า มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน ที่สำคัญมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพทั้งระบบทั้งจากสมาชิกกลุ่มกันเองและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว อีกทั้งส่งตัวอย่างให้กับห้องปฏิบัติการกลาง หรือเซ็นทรัลแล็บ ตรวจสอบว่าเป็นข้าวอินทรีย์ 100% และไม่มีเชื้อราเจือปน ซึ่งการควบคุมมาตรฐานสินค้าข้าวของเราช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นข้าวคุณภาพมาตรฐานอินทรีย์มีความปลอดภัยจริงๆ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ด้านนายฐิติวิชญ์ เศรษฐพัฒนชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท เจ.พี.ไรซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (1998) จำกัด 1 ในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า จากการจำหน่ายข้าวทั้งในและต่างประเทศทำให้ทราบความต้องการของลูกค้าว่าต้องการข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความห่วงใยเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามองหาสินค้าข้าวที่เป็นข้าวอินทรีย์มากขึ้น พอรัฐบาลมีโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ ทางโรงสีได้เข้าร่วมโครงการโดยร่วมมือกับกรมการข้าวเพื่อให้มีการผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยมีกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์จากกรมการข้าว มาทำ MOU กับโรงสีของเราตกลงซื้อขายข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีการตั้งเป้ารับซื้อข้าวประมาณ 500-1,000 ตันต่อปี ทางโรงสีจะมีการควบคุมคุณภาพข้าวเปลือกตั้งแต่แปลงนาของเกษตรกร โดยเกษตรกรที่จะขายข้าวให้กับโรงสีต้องมีการจดบันทึกข้อมูลและมีการยืนยันได้ว่าไม่มีการใช้สารเคมีจริงๆ ซึ่งกว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ผ่านมาตรฐาน Organic Thailand ได้นั้นต้องผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนถึง 3 ปี กว่าจะเปลี่ยนจากทำนาโดยใช้สารเคมีมาเป็นปลอดสารเคมีนั้นเกษตรกรต้องมีความอดทน ใจสู้ เพราะช่วงแรกค่อนข้างลำบากผลผลิตจะตกต่ำลง ทางโรงสีก็จะช่วยให้กำลังใจประคับประคองให้เขารอดพ้นระยะปรับเปลี่ยนจนผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ให้ได้ โดยข้าวหอมมะลิอินทรีย์จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปประมาณ 2,000 บาทต่อตัน ตั้งเป้าปีการผลิตนี้จะรับซื้อไม่ต่ำกว่า 500 ตัน

ทางโรงสีข้าวเจพีไรซ์มีความตั้งใจอยากให้ผู้บริโภคชาวไทยได้กินข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของดีมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีแรกที่ผลผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ จากระยะปรับเปลี่ยนมาสู่ระยะที่ได้รับการรับรองมาตรฐานOrganic Thailand 100% จะเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นข้าวสารหอมมะลิอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น อยาก
ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าถ้าข้าวถุงไหนที่มีเครื่องหมาย OrganicThailand เครื่องหมาย Q และเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็นข้าวที่ปลอดสารเคมีจริงๆ มาจากแปลงของเกษตรกรและโรงสีที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ท้ายนี้อยากฝากถึงผู้บริโภคหากเห็นสินค้าข้าวตราชามทอง วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เลือกซื้อได้เลยเพราะมีเครื่องหมายการันตีเป็นข้าวที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยจริงๆ แล้วเราทำด้วยใจจริง ร่วมมือกับเกษตรกรเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค