ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ

ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน

โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย

นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า

สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่

จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 

สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความเครียด ความกดดัน และสิ่งที่เข้ามากระทบใจอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คำว่า ตั้งสติ” จึงไม่ใช่เพียงคำเตือนให้ใจเย็นลงชั่วขณะ แต่เป็นทักษะสำคัญของชีวิตที่มนุษย์ สามารถฝึกฝนและนำไปใช้ได้จริง

ด้วยความเชื่อว่า “สติ” คือ ทักษะที่ฝึกได้ มด–ดุษฎี ตันเจริญ และ หลิน–อุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ จึงนำองค์ความรู้ด้านการฝึกสติในแนวทาง MRP หรือ Mind Retreat Program ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้จาก พระอาจารย์ธนดิตถ์ ธัมมนันโท หรือ Master T. แห่งมูลนิธิปิยโปฎก มาพัฒนาต่อยอดสู่ House of MRP พื้นที่แห่งการเรียนรู้และฝึกสติสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ถึงแม้จะมีรากฐานมาจากสติปัฏฐานสูตร แต่ได้ผ่านการถอดรหัสออกมาเป็นโปรแกรมการฝึกที่ไม่ได้มีการยึดโยงกับศาสนา มีความเป็นกลาง เป็นทักษะที่มีการวางหลักสูตรเป็นขั้นเป็นตอน

House of MRP จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องสติ แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้การฝึกสติเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในมิติของการทำงาน ความสัมพันธ์ การรับมือกับความเครียด และการค้นหาความสุขที่ยั่งยืนจากภายใน

MRP เป็นโปรแกรมการฝึกสติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจนเป็นระบบการฝึกที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเชื่อมโยงหลักการเจริญสติเข้ากับภาษาที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หนึ่งในหัวใจสำคัญของ MRP คือสมการ O + B = PP โดย O หมายถึง Observer Base หรือ ฐานของจิตผู้สังเกตการณ์ , B หมายถึง Breath หรือลมหายใจและชีพจร และ PP หมายถึง Problem Point หรือจุดปัญหาที่เข้ามากระทบใจในชีวิตประจำวัน

หลักการนี้สะท้อนว่า เมื่อผู้ฝึกสามารถวางจิตให้อยู่ในฐานะ “ผู้สังเกต” กลับมาอยู่กับลมหายใจ และรับรู้สภาวะภายในได้ทัน สิ่งที่เข้ามากระทบใจจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางอารมณ์เสมอไป แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ MRP คือ ประโยคที่ว่า “Mental clarity is not a trait. It is a system.” หรือ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “จิตใจที่มีความกระจ่างชัดเจน ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นระบบที่เราสามารถฝึกฝนและออกแบบได้”

แนวคิดนี้เป็นแกนสำคัญของ House of MRP เพราะการมีสติไม่ใช่พรสวรรค์ของคนบางกลุ่ม และไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นระบบการฝึกที่ค่อยๆ พัฒนาผ่านประสบการณ์ตรง การรู้ลมหายใจ การเห็นความคิด การรับรู้อารมณ์ และการกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง

ในการเปิดบ้าน House of MRP ครั้งนี้ นอกจากการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มูลนิธิปิยโปฎก แล้ว ยังมีการเสวนาและแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ที่ได้นำการฝึกสติไปใช้จริงในชีวิต โดยผู้ร่วมพูดคุย ได้แก่ เฟื่องลดาสรานี สงวนเรืองแม่ชีจุ๊ยชื่นชีวัน วงษ์เสรี และ หวานชัญญา อุดมพร

เฟื่องลดาสรานี สงวนเรือง เจ้าของ Flourish Digital หรือ รู้จักในฐานะ นางฟ้าไอที แบ่งปันมุมมองจากชีวิตของคนทำงานยุคดิจิทัล ที่คุ้นเคยกับความเร็วและความสำเร็จ เธอเล่าว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิต เธอเคยวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าความสำเร็จ คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งกลับพบว่าภายในยังมีความว่างเปล่า การได้ฝึกสติกับ MRP ทำให้เริ่มกลับมาฟังเสียงภายในของตัวเองมากขึ้น และตั้งคำถามว่า “Voice” ที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร สำหรับเธอ การฝึกสติจึงไม่ใช่การหยุดใช้ชีวิตหรือถอยออกจากโลก แต่คือการกลับมาเข้าใจตัวเองให้ชัดขึ้น ท่ามกลางโลกที่ยังต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เธอยังสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจในยุค AI ว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และ AI สามารถช่วยมนุษย์ได้หลายด้าน แต่สิ่งที่มนุษย์ยังต้องพัฒนาด้วยตัวเอง คือ “Wisdom” หรือปัญญาภายใน ซึ่งเกิดจากการรู้เท่าทันตัวเองและการมีสติในการใช้ชีวิต

ด้าน แม่ชีจุ๊ยชื่นชีวัน วงษ์เสรี ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Globish ถ่ายทอดประสบการณ์จากโลกสตาร์ทอัป ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเร็ว และแรงกดดัน เธอเล่าว่า เคยมีช่วงที่ความเครียดจากงานมาก จนส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน ซึ่งกลายจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร สำหรับแม่ชีจุ๊ย การฝึกสติไม่ใช่การหนีโลก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างอย่างเข้าใจและวางใจมากขึ้น สำหรับแม่ชีจุ๊ยแล้ว สติ คือ การลงรายละเอียดในชีวิต เป็นพื้นฐานของการรู้จักตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น และเธอยังเชื่อมโยงการฝึกสติกับโลก AI ได้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องกลับมาถามตัวเองให้ชัดว่า เราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร และจะใช้ปัญญาภายในของตัวเองอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ หวานชัญญา อุดมพร เจ้าของเพจ Vegan Calendar และหนึ่งในผู้ร่วมริเริ่ม MRP ถ่ายทอดมุมมองของคนที่เคยใช้ชีวิตด้วยความเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว และทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการฝึกสติเกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มอยากใช้ชีวิตให้ช้าลง และกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เธอกล่าวว่า MRP เป็นโปรแกรมที่ทำให้เธอเข้าใจคำว่า “สติ” ผ่านประสบการณ์ตรง จากเดิมที่ไม่เคยศึกษาด้านจิตใจอย่างจริงจัง การฝึกสติทำให้เธอรู้ทันอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น และตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นในชีวิตประจำวัน

สำหรับ หลินอุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ ในฐานะมาสเตอร์ของ MRP นั้น เธอกล่าวว่า สติเปรียบเหมือน “เบรกมือ” ของชีวิต เพราะคนเราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า เมื่อไหร่ควรหยุด และเมื่อไหร่ควรวางใจให้อยู่กับปัจจุบัน เธออธิบายว่า การฝึกสติทำให้มองเห็นธรรมชาติของชีวิตตามความเป็นจริง เห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ทั้งหมด และไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอดกาล

หลิน ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า MRP ไม่ได้มองการฝึกสติเป็นเพียงการแสวงหาความสงบหรือการพักใจชั่วคราว แต่เป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เปรียบเหมือนระบบความปลอดภัยภายในใจ เมื่อเราฝึกจนเกิดความมั่นคง เราจะสามารถรับมือกับปัญหาหรือแรงกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น เหมือนนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถรับลูกที่เข้ามาได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าลูกนั้นจะเร็วหรือแรงเพียงใด

House of MRP จึงต้องการส่งต่อการฝึกสติไปยังคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Young Entrepreneur และ New Leader ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางความเครียดและแรงกดดันสูง เพราะก่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมหรือโลกภายนอกได้อย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงภายในคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

สำหรับ House of MRP ความสุขที่ยั่งยืน หรือ Lasting Happiness ไม่ได้หมายถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทุกอย่างตามต้องการ แต่คือความสามารถในการวางใจอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง แม้ชีวิตจะยังมีความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาเข้ามากระทบ เพราะในท้ายที่สุด การฝึกสติอาจไม่ใช่การทำให้ชีวิตไม่มีปัญหา แต่คือการทำให้เรามีพื้นที่ภายในมากพอที่จะมองเห็นปัญหา เห็นตัวเอง และกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ติดตามเรื่องราวของ House of MRP หรือ บ้านแห่งสติ ได้ที่ www.HouseofMPR.com หรือ FB/IG : House of MRP

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

II ขอแสดงความยินดีกับ รุ่งเรือง กิจผาติ ในโอกาสที่ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ดำรงตำแหน่ง ” เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ” เมื่อ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา…

II ดีใจด้วยกับ ผู้บริหาร โรงแรมศิวาเทล ถ.เพลินจิต ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในGreen Hotel จาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม…

II ข้าราชการเกษียณ พรทิพย์ สาริกบุตร บายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60-40 เพราะไม่อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ที่ตกรุ่น ซึ่งเป็นเครื่องที่เพื่อนรักมอบไว้ให้ก่อนจากไป…เหตุผลใช้ได้ แต่หากเก่ามาก คงต้องทำใจ เพราะต่อไปก็ต้องเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่ดี…

II ขอเป็นกำลังใจให้ ฟองสนาน จามรจันทร์ ที่ต้องดูแลคู่ชีวิต คุณหนุ่ย ที่ป่วยไข้ไม่สบาย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนได้พาไปแอดมิดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นที่เรียบร้อย…

II หมอศัลยกรรมชื่อดัง หมอสอง – นพ.นพรัตน์ รัตนวราห พา มาดาม ออน-สมฤทัย ภรรยาไปเที่ยวสหรัฐฯ ระหว่างนี้ โดยมอบหน้าที่ดูแล goddess of love -เทพีแห่งความรัก “น้องเฟรญานา” ลูกสาววัย 6 เดือนให้ญาติผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ดูแลแทนที่เมืองไทยชั่วคราว…

II ไม่มีรูปหวานมานาน จนกองเชียร์ข้างๆ คิดว่าคู่คนรักที่โลกอิจฉาเลิกรากันไปแล้ว ปรากฏความจริงที่ว่า ผศ.นพ.สิระ กอไพศาล หรือ หมอปิแอร์ กับ ผู้ประกาศข่าวหนุ่มช่อง 3 ไก่-ภาษิต อภิญญาวาท ยังคงยืนกราน รักหวานเหมือนเดิม…เพื่อนๆไม่ต้องแอบเป็นห่วง…

II ใจหายและเสียใจด้วยกับญาติมิตร ในการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ศัลยแพทย์กระดูกคนดี นพ.ณพล สินธุวนิช แห่ง โรงพยาบาล ข้อดีมีสุข (kdms) พิธีสวดพระอภิธรรม จัดในวันที่ 28-31 พ.ค. 18.30 น.ที่ศาลา 9 วัดสุทธิวราราม และกำหนดพิธีฌาปนกิจ 1 มิ.ย. 14.00 น…

II พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ศุภชัย ยุวบูรณ์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 29 พ.ค.-1 มิ.ย.18.00 น.(วันที่ 31 พ.ค.งดสวด) ณ ศาลา 5 วัดโสมนัสราชวรวิหาร และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 2 มิ.ย.14.00 น…

II ชีวิตดี๊ดี น่าดีใจด้วย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บอกว่า ตอนนี้มีความสุขกับการอยู่บ้านเล็กๆ ตื่นเช้ามาไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องมีโปรแกรม อยากไปไหนก็ไป…ความสุขอยู่ไม่ไกล อยู่ที่ใจของตัวเราเอง…

II กำหนดเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม.คนใหม่ คือ วันที่ 28 มิ.ย.69 โดยปีนี้ มีผู้สมัครที่มีสีสันโดดเด่นให้เลือกหลายคน อาทิ ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ,อนุชา บูรพชัยศรี , ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี , พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช และเจ้าเก่า คนดี-คนเดิม ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ฯลฯ…ซึ่งคนหลัง ผลโพลหลายสำนักว่า โดดเด่นที่สุด หรือที่เรียกว่า”นอนมา” แต่เจ้าตัวตอบ”ไม่ได้นอนมา แต่ขี่จักรยานมา” และเมื่อถูกถามว่า “หากได้เป็น ผู้ว่า กทม.จะทำอะไรก่อน” อดีตผู้ว่า กทม. ตอบว่า”ก็จะเป็นผู้ว่าฯติดดินเหมือนเดิม”…ได้ยินแล้ว ปลื้มแทนคน กทม.จริงๆ !!

บารอนเนส

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-Based Healthcare) หลังจากโรงพยาบาลในเครือได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ICHOM จาก International Consortium for Health Outcomes Measurement องค์กรระดับโลกผู้พัฒนามาตรฐานการวัดผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วย (Patient Outcomes) โดยมุ่งเน้นให้ “ผู้ป่วย” เป็นศูนย์กลางของการดูแลและการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ  ทั้งระยะก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับโรงพยาบาลในเครือ BDMS มีจำนวนทั้งหมด 18 โรงพยาบาลที่เตรียมขอรับรองมาตรฐานสากล ICHOM โดยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง ICHOM Level 1 (ไตรมาส 1 ปี 2569) ดังนี้  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)  โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)  โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลกรุงเทพเมืองราช  ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลพญาไท 1 ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลพญาไท 2 ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และก่อนหน้านี้ในปี 2568 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรอง ICHOM Level 2 ด้านโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) กับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และในอีกสองกลุ่มโรคได้รับการรับรอง ICHOM Level 1 ได้แก่ โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) และโรคเบาหวาน (Diabetes) นอกจากนี้ โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital ได้รับการรับรอง ICHOM Level 2 ด้านมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) ในปี 2568 เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้เช่นเดียวกัน

นพ. พงศ์ธร เกียรติดำรงวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารโครงการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (Project Management Director) กล่าวว่า “การได้รับการรับรอง ICHOM สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเครือ BDMS ในการรักษามาตรฐานการดูแลรักษาระดับสากล โดย ICHOM ได้กำหนดชุดตัวชี้วัดมาตรฐานเพื่อประเมินผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วย ทั้งด้านอาการ การฟื้นตัว คุณภาพชีวิต และผลลัพธ์ระยะยาว ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพแบบ Value-Based Healthcare การดูแลรักษาแบบองค์รวมผ่านทีมสหสาขาวิชาชีพ การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพของประเทศไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นคุณภาพและคุณค่าที่ผู้ป่วยได้รับอย่างแท้จริง

เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

ท่ามกลางความผันผวนของสังคมและเศรษฐกิจโลก ผู้คนต่างหันมาพึ่งพาโซเชียลมีเดียในฐานะพื้นที่ดูแลใจมากขึ้น รายงานจาก LifeStance Health พบว่า 52% ของผู้ตอบแบบสอบถามในทุกช่วงวัยรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิต โดยช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สุขภาวะทางใจ” ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่คือวาระที่คนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมกันได้

โซเชียลมีเดียจึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่บันเทิง แต่ต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เอื้อต่อสุขภาวะดิจิทัลที่ดีด้วย สัญญาณนี้ปรากฏชัดบน TikTok ผ่านแคมเปญ #MentalHealthAwareness ที่มียอดรับชมกว่า 2.6 หมื่นล้านครั้งทั่วโลก และ #เติมพลังใจไปด้วยกัน ในไทยที่ทะลุ 48.5 ล้านวิว บอกเราว่าผู้คนไม่ได้แค่ “เสพ” คอนเทนต์ แต่กำลัง “ค้นหา” ที่พักใจ

และหัวใจสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือกลุ่มครีเอเตอร์คุณภาพ ผู้ทำหน้าที่เป็น “Mind Setter” ของสังคม แต่ในขณะที่พวกเขากำลังส่งต่อพลังบวกให้ผู้อื่น ครีเอเตอร์เองก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเปราะบางในแบบของตัวเอง

บทสัมภาษณ์ชุดนี้คือพื้นที่ที่ครีเอเตอร์ได้เล่าถึงประสบการณ์ บทเรียน และวิธีที่พวกเขาเลือกดูแลใจตัวเอง รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลมาช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้หัวใจตนเอง ก่อนจะส่งต่อพลังงานที่ดีให้กับผู้ชม เพราะพวกเขาเชื่อว่า การเป็นครีเอเตอร์ที่ “แข็งแรงจากภายใน” คือรากฐานที่แท้จริงของการสร้างคอนเทนต์คุณภาพ

เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบ คือ ‘เสน่ห์’.. การบอกรักร่างกาย คือ ‘Power Move’.. และความมั่นใจจากภายในกำลังเปลี่ยน Mindset วงการบิวตี้ในยุคโซเชียล

ท่ามกลางคอนเทนต์มากมายบนหน้าฟีด คลิปสั้น ๆ ในช่อง @praepasaporn ของคุณแพร—ภาสภร ภควัตไกรฤทธิ์ ครีเอเตอร์สายบิวตี้และไลฟ์สไตล์กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลายคนต้องหยุดฟัง

วงการ Beauty Creator กำลังเดินหน้าสู่บทบาทที่ใหญ่กว่าการแนะนำเครื่องสำอาง นั่นคือการชวนผู้คนหันมาฟังเสียงของร่างกายตัวเอง รับรู้ถึงคุณค่าของทุกส่วนที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพาเราผ่านแต่ละวันไปได้

เปลี่ยนมุมมองจาก ‘How I Look’ ไปสู่ ‘ความภาคภูมิใจในทุกส่วนของร่างกาย’ — นี่คือการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังบนโลกโซเชียล

The Power of ‘Being REAL’: เมื่อนิยามความสวย ออกแบบได้เอง‘ บนโลกดิจิทัล

จากจุดเริ่มต้นในช่วงโควิด คุณแพรหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ เช่น แต่งตัวมัดเสื้อแบบต่าง ๆ ไปคาเฟ่ ใครจะคิดว่างานอดิเรกเล็ก ๆ วันนั้นจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เปิดเส้นทางใหม่ทั้งชีวิตการทำงาน สู่การเป็น Beauty Creator ที่นำเสนอความงามผ่านไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย ติดตลก เป็นตัวเองที่สุด และทำให้ผู้ชมยิ้มได้ทุกคลิป

สไตล์สนุกปนฮาของคุณแพรสอดคล้องกับทิศทางที่อุตสาหกรรมความงามระดับโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญ นั่นคือ longevity และสุขภาวะโดยรวม มากกว่าการมุ่งเน้นที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว นิยามความสวยในยุคนี้จึงเป็นการหันกลับมาดูแลตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นจริง

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการแต่งหน้าด้วย จากสิ่งที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบ กลายมาเป็นพื้นที่แห่งความสนุกสนาน การทดลอง และการปลดปล่อยตัวตนอย่างอิสระ ที่อนุญาตให้ตัวเองทำพลาดหรือแสดงมุมโก๊ะ ๆ ออกมาได้

“บนโลกดิจิทัลที่คนมักจะ Keep เฉพาะด้านสวยงาม แพรเลือกที่จะทำกลับด้าน อย่างการทำคอนเทนต์แต่งหน้าแบบคนแต่งหน้าในวันที่ไม่เป๊ะ หรือแต่งหน้าชาเลนจ์แบบสนุกๆ

แพรมองว่า ‘ความธรรมดาที่แสนจะพิเศษ’ นี่แหละคือเสน่ห์ของโลกโซเชียลยุคใหม่ที่เปิดโอกาสให้เราทุกคนเบ่งบานในแบบฉบับของเรา ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำช่องจนถึงวันนี้ แพรรู้สึกว่า TikTok อยากให้เราเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นในทุกวัน”

Secret Sauce: รู้จักตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง

คนดูวันนี้ไม่ได้มองหาสูตรสำเร็จแบบเดิม ๆ อีกต่อไป การทลายกรอบการนำเสนอด้วยคอนเทนต์ที่ตลก สร้างสรรค์ สดใหม่ และเป็นของจริง คือ Secret Sauce ที่ทำให้คอนเทนต์ของคุณแพรเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล

“แพรไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ แต่เลือกที่จะพิสูจน์ว่าบิวตี้คือพื้นที่แห่งความสนุกและไม่มีข้อจำกัด ด้วยการลุกขึ้นมาแต่งลุคคนแก่แบบขำ ๆ ชวนหัวเราะ หรือดึงคุณพ่อคุณแม่มาร่วมถ่าย จนต่อยอดเป็นแฮชแท็กประจำช่อง #แพรแม่แซ่บ และ #พ่อแพรเป็นคนตลก มอบเสียงหัวเราะและพลังบวกที่คนดูสัมผัสได้”

เบื้องหลังความเรียลที่กินใจคนนี้ คุณแพรบอกว่ามันเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือการเป็นตัวของตัวเอง

“แพรเริ่มจากการลงวิดีโอสั้นบน TikTok เป็นพื้นที่แรก และ TikTok ทำให้แพรรู้สึกปลอดภัยกับการลงอะไรที่เป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติมากที่สุดโดยไม่ต้อง keep Look ไม่ต้องแต่งให้สวยหรู เหมือนเราได้ก้าวข้ามผ่านความกลัว และค้นพบว่าเราสามารถสวยแบบตัวเองได้เต็มที่ การทำคอนเทนต์ให้ไปได้ยาว ๆ มันจึงต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองค่ะ”

เมื่อเราเป็นตัวของตัวเอง พลังบวกนั้นจะส่งผ่านหน้าจอไปถึงใจคนดูได้อย่างที่ไม่มีสูตรไหนอธิบายได้ คุณแพรเล่าถึงโมเมนต์เล็ก ๆ ที่จุดไฟให้เธออยากเดินหน้าต่อในฐานะครีเอเตอร์

“ครั้งหนึ่งแพรไปเกาะเกร็ด แล้วเจอคนทักทายด้วยน้ำเสียงที่สดใสมาก ๆ น้องบอกว่า ‘ชอบดูคลิปพี่มากเลย’ แค่แพรได้ยินคำนั้นก็คือตัวลอย ยิ้มทั้งวัน มัน Made My Day และมีความสุขมาก ทำให้เรายิ่งอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พวกเขา”

การที่ครีเอเตอร์คนหนึ่งกล้าตลก และกล้าเป็นมนุษย์ธรรมดาผ่านหน้าจอ จึงกลายเป็น Power Move ที่ทรงพลังที่สุด และทำให้หน้าฟีดบิวตี้กลายเป็นพื้นที่ที่จับต้องได้และใจดีกับทุกคนอย่างแท้จริง

คอนเทนต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มี คุณภาพ

“แพรจะพยายามไม่เครียด แต่ทำให้มันดี ให้เป็นธรรมชาติ และมี ‘คุณภาพ’ มากที่สุด เราสามารถทำคอนเทนต์ที่เป็นตัวเราแบบไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันไปเติมเต็มชีวิตคนอื่นได้ แพรก็ถือว่ามัน ‘สมบูรณ์แบบ’ แล้ว”

เมื่อก่อนแพรต้องทำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค แต่วันนี้แพรได้เรียนรู้ว่าความเรียบง่าย ความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกวัน ก็ทำให้คนดูยิ้มได้ และมีความสุขไปกับแพร บางทีแค่เราชื่นชมตัวเอง ขอบคุณตัวเอง ก็ทำให้แพรรู้สึกดีขึ้นในวันแย่ ๆ ได้

โชคดีที่แพรมีครอบครัวเป็น safe zone มันทำให้เวลาที่เราเจอความเครียดจากภายนอก กลับมาบ้านได้คุยกับพ่อแม่ก็รู้สึกดี พลังบวกมาเต็ม (หัวเราะ) และยังส่งพลังดี ๆ ต่อให้คนอื่นได้อีก”

TikTok แพลตฟอร์ม “ฝึกทักษะสร้างความสุข” และให้ ความธรรมดา‘ ได้เบ่งบาน

แม้ผู้ติดตามจะรักคุณแพรเพราะตัวตนและคาแรกเตอร์ของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยหยุดเรียนรู้พฤติกรรมผู้ชมบนแพลตฟอร์ม ว่าช่วงนี้คนกำลังสนใจอะไร เธอเลือกใช้ Creator Search Insights เครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นหัวข้อที่ผู้คนกำลังค้นหาอยู่จริง ๆ แล้วนำอินไซต์เหล่านั้นมาปรับให้กลายเป็นคอนเทนต์ในแบบฉบับของตัวเอง

การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ทำให้ครีเอเตอร์ไม่ต้องเสียเวลาเดาเทรนด์อีกต่อไป แต่เปิดพื้นที่ให้โฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง อย่างช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ข้อมูลหลังบ้านสะท้อนชัดว่าผู้ชมกำลังมองหาคอนเทนต์ที่ช่วยรีเซ็ตพลังและเติมแรงบันดาลใจสำหรับปีถัดไป

คุณแพรค้นพบการทำคอนเทนต์ Self Appreciation ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Positive Priming ในทางจิตวิทยา การฝึกสมองให้จดจ่อกับสิ่งดี ๆ ผ่านการบันทึกหรือถ่ายคลิปขอบคุณร่างกาย จะช่วยให้เราค่อย ๆ หลุดพ้นจากวงจรการติติงตัวเอง และเริ่มมองเห็นความงามของชีวิตในแบบที่ตรงไปตรงมามากขึ้น

“แพรนำเทียนมาปักลงบนเค้ก โดยพูดสิ่งที่อยากขอบคุณตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปักเทียนทีละเล่ม รู้สึกดีมากกับกระบวนการนี้ เหมือนได้นึกทบทวนว่ามีเรื่องราวดี ๆ อะไรบ้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้มีความสุขง่ายขึ้น และมองภาพความสำเร็จต่างไปจากเดิม

ความสำเร็จของแพรเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และอยากส่งต่อแนวคิดนี้ให้ทุกคนว่าความสุขอยู่รอบตัวเราจริง ๆ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดที่สุดคือตอนที่ได้ฟังคุณพ่อพูดในคลิปขอบคุณตัวเองที่ทำด้วยกันว่า ‘ขอบคุณตัวเองที่ยังแข็งแรงมากพอ ยังไปไหนมาไหน ถ่ายคลิปกับลูกได้อยู่’

แพรเชื่อว่าความสุขเป็นทักษะที่ฝึกได้ การดูแลจิตใจเป็นความรับผิดชอบต่อตัวเราเอง และเราทำได้ไปพร้อม ๆ กับความสนุกบนโลกดิจิทัลอย่างสมดุล”

ศิลปะการ “โอบกอด” และ “ปล่อยวาง” สร้างสังคมดิจิทัลแบบไม่ Toxic

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เราต้องเต็มจากข้างในก่อน ถึงจะส่งต่อพลังดี ๆ ให้คนอื่นได้” แต่เคยตั้งคำถามไหมว่า — แล้วจะเติมจากอะไร ในเมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์?

คุณแพรเป็นคนที่เข้าใจอารมณ์ตัวเองและรับมือกับมันได้ดี ตลอดเส้นทางการเป็นครีเอเตอร์ เธอไม่เคยเผชิญกับภาวะ burnout แม้แต่ครั้งเดียว เคล็ดลับของเธอไม่ใช่การพยายามทำตัวแข็งแกร่งรับแรงกระแทกจากภายนอก แต่คือศิลปะในการ “โอบกอด” และ “ปล่อยวาง” อารมณ์ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์

“สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับก่อนว่าตัวเองรู้สึกแย่อยู่ แล้วค่อย ๆ เข้าสู่กระบวนการปล่อยวางเพื่อฟื้นฟูตัวเองไปตามลำดับ การเข้าใจอารมณ์ไม่ใช่การควบคุมให้มันสงบนิ่ง แต่คือการคุยกับตัวเอง รู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ไม่ตัดสิน ไม่ผลักไสอารมณ์นั้นออกไป แต่โอบกอดมันไว้ จนถึงจุดที่สามารถ ‘วาง’ มันลงได้ในที่สุด”

การอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกและจัดการอารมณ์อย่างซื่อสัตย์ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้เธอยังคงสร้างสรรค์คอนเทนต์ feel good ชวนหัวเราะได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง และเมื่อคอนเทนต์แบบนี้ได้มีพื้นที่บน TikTok มันยิ่งตอกย้ำว่าจิตวิญญาณและจุดยืนของเธอในฐานะครีเอเตอร์นั้น ถูกทางมาตลอด

“TikTok เป็นพื้นที่ที่แพรรู้สึกปลอดภัยกับการเป็นตัวเองทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง ขณะเดียวกันก็รู้สึกอุ่นใจที่แพลตฟอร์มนี้มีฟีเจอร์คัดกรองคอมเมนต์ (Comment Filters) เข้ามาช่วยปกป้องพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นที่ส่งต่อแต่พลังที่ดี

การเติบโตของแพรในฐานะครีเอเตอร์ไม่ได้วัดแค่ตัวเลข แต่คือการเดินทางจาก Beauty Influencer สู่การเป็น ‘Mindful Creator’ ที่โฟกัสความมั่นคงภายใน ดูแลใจผู้คน ไม่สร้างหรือส่งต่อความเกลียดชัง ไม่ชี้นำความเชื่อที่ผิด และรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง”

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก” พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก”  พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก” พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ตอกย้ำความสำเร็จกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ร่วมกับ สำนักงานเขตประเวศ โดยเปลี่ยนกล่องโฟมใช้แล้วเป็นแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งมอบคืนสู่พนักงานและร้านค้าพันธมิตร ตอกย้ำแนวคิด MBK Care ด้านการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

หลังจากเปิดอบรมการปลูกผักในกล่องโฟม ให้กับผู้ที่สนใจและเฝ้ารอการเติบโตของผักที่ได้ปลูกไว้ จนเติบโตได้ที่แล้ว ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค โดย นางสาวจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด พร้อมด้วย  นางสาวธัญพิชชา พึ่งสุจริต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และ นายสารทูล พัดทอง เจ้าหน้าที่งานรักษาความสะอาดปฏิบัติงาน ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สำนักงานเขตประเวศ วิทยากรที่มาให้ความรู้ในการปลูกผักในกล่องโฟม ได้ร่วมส่งมอบผักสลัดจากกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ให้แก่พนักงาน รวมถึงร้านค้าที่ร่วมสนับสนุนกล่องโฟมสภาพดีมาใช้ในกิจกรรม อาทิ ร้านเดอะอันยอง บาร์บีคิว บุฟเฟต์ ร้านลัคกี้ บาร์บีคิว และ วิลล่า มาร์เก็ต เพื่อตอกย้ำว่ากล่องโฟมที่ผ่านการใช้งานแล้ว ยังสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าและประโยชน์คืนสู่ชุมชนได้อีกครั้ง

จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด กล่าวว่า “เราต้องการส่งเสริมให้ทุกคน          เห็นว่า สิ่งของที่หลายคนมองว่าเป็นขยะ อย่างกล่องโฟม ยังสามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง กิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงาน ร้านค้า ผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ที่สามารถต่อยอดสู่ความยั่งยืนได้จริง”

อย่างไรก็ตาม พาราไดซ์ พาร์ค มีแผนเดินหน้าทำกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นแปลงผักที่สร้างผลผลิตที่มีค่า พร้อมตั้งเป้าขยายผลการส่งต่อผลผลิตไปยังกลุ่มลูกค้าและชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026  ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย ตลอดจนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ

“อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เราได้รับการยอมรับในฐานะครัวของโลกเท่านั้น แต่ในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้นสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตที่หลอมรวมนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความน่าเชื่อถือเข้าไว้ด้วยกัน ประเทศไทยยังเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่เพียงมีทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง มาตรฐานระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และห่วงโซ่คุณค่า (Value Supply Chain) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว  

สำหรับ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 12 อาคาร เต็มพื้นที่จัดแสดงสินค้าของอิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา นำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีอาหาร และสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไฮไลต์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ คือ อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการอัปเดตผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์เกิดใหม่ และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก

“ความยิ่งใหญ่ของงานครั้งนี้ ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,254,000 ล้านบาท ในปี 2568 ล้วนตอกย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหาร มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยืดหยุ่นท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบุคลากรที่มีความสามารถ และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการระดับโลก เรามั่นใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงบวกนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และช่วยให้ความเป็นพันธมิตรทางการค้าของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้ ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย ได้ร่วมกันยกระดับงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น ในทุกมิติ ภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมทุกประเภทแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ กิจกรรมพิเศษ การสัมมนา ที่จะช่วยอัปเดตเทรนด์อาหาร ความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1-3, อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5-12

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์'69' สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

พม. เตรียมจัดงานใหญ่ “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569”ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมจัดงาน “วันรณรงค์ต่อต้าน การค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 11.30 น. ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” เพื่อแสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ในปี 2573 หรือ Thailand TIP Zero 2030

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” ทุกคนมีโอกาสถูกขบวนการค้ามนุษย์ และอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ มุ่งเน้น “การเชื่อมโยงพลัง” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ชุมชน เยาวชน และประชาชนทุกคน ที่ร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการต่อต้าน การค้ามนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป

ภายในงานจะมีพิธีประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ นิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย บูธนิทรรศการหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกัน และด้านการคุ้มครอง บูธนิทรรศการผลงานของผู้ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การจัดแสดงนิทรรศการพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ตลอดจนผลงานของเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และผู้สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสำคัญในการต่อต้าน การค้ามนุษย์ พร้อมร่วมส่งต่อพลังแห่งความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” เพราะการยุติการค้ามนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งสังคม

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จ ไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงเปิดงาน “ 1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” โดยมีคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำรัสเปิดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” จากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษทางวิชาการ ในหัวข้อ “Cellular Therapies for Malignant Brain Tumors” โดย Professor Dr. Lukas Bunse จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็งแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ DKFZ โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการประวัติคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ตลอดจนการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมอันโดดเด่นของคณาจารย์และนักศึกษา ซึ่งเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ถือกำเนิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มิได้เป็นเพียงการสร้างสถาบันการศึกษา หากแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์ที่พร้อมอุทิศตนรับใช้ประชาชนและสังคมไทย ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง “สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นสำนักวิชาแรกภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ทรงมุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนและผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งจัดการศึกษาระดับหลังปริญญาในสาขาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” และย้ายสังกัดมาอยู่ภายใต้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะฯ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอก พร้อมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง ยังมีโครงการอาสาจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ต่อมาคณะฯ จึงได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในวาระทรงเจริญพระชนมายุ 64 ปี และต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการจัดตั้งส่วนงานและการกำหนดหน้าที่ส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568 ให้ใช้ชื่อปัจจุบันว่า คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เป็นสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ ทักษะวิชาชีพ ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนได้ดำเนินพันธกิจหลักอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดผลงานและความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน นับเป็นวาระสำคัญยิ่งในการสะท้อนถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จของคณะในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการแสดงความภาคภูมิใจของบุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่า ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร นอกจากนี้ การจัดงานในโอกาสดังกล่าวยังเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นวัตกรรม และบทบาทของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ต่อสังคม รวมถึงเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับสากล มุ่งสู่ การเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน ด้วยจิตแห่งผู้ให้ ผู้พัฒนา และผู้รักษาแห่งอนาคต”