เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด ‘LEGO® Certified Store’ ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ ‘LEGO Star Wars The Most Wanted’ หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด 'LEGO® Certified Store' ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ 'LEGO Star Wars The Most Wanted' หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด ‘LEGO® Certified Store’ ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ ‘LEGO Star Wars The Most Wanted’ หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

เลโก้ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด และ สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ เปิดตัว LEGO® Certified Store แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพฯ ณ สยามพารากอน ด้วยคอนเซ็ปต์ร้านค้ารูปแบบใหม่ที่ยิ่งใหญ่ นับเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ค้าปลีกและการเล่นอย่างสร้างสรรค์ให้กับผู้บริโภคชาวไทย พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ผสานโลกแห่งจินตนาการ เทคโนโลยี และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

เซดริค รูสส์ ผู้จัดการทั่วไป กำกับดูแลประเทศอินเดียและกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก The LEGO Group กล่าวว่า “การเปิดตัว LEGO® Certified Store ณ สยามพารากอนในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญยิ่งของ The Lego Group ในประเทศไทย โดยได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่มอบประสบการณ์แบรนด์อย่างลึกซึ้งและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง DKSH และสยามพารากอน

LEGO® Certified Store ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของ Siam Paragon ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ร้านรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากสาขาชั้นนำทั่วโลก สู่ “Playground แห่งจินตนาการ” ที่ผสานประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟ การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างครบวงจร

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือดีไซน์หน้าร้านที่โดดเด่นด้วย LEGO Brick สีแดงขนาดใหญ่ สร้างการจดจำในระดับสากล ขณะที่ภายในร้านได้ผสานแรงบันดาลใจจาก วัดพระแก้ว” ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบอย่างวิจิตรประณีต LEGO Art Installation สุดวิจิตร ใช้เวลากว่า 360 ชั่วโมง ด้วยตัวต่อมากกว่า 155,000 ชิ้น สะท้อนความงดงามทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างร่วมสมัย 

นอกเหนือจากการเปิดตัวร้านยิ่งใหญ่ LEGO ยังได้ยกระดับประสบการณ์สู่ระดับจักรวาลกับปรากฏการณ์ อีเว้นท์  “LEGO Star Wars The Most Wanted” หนึ่งเดียวในไทย ผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟแบบเต็มรูปแบบ ต่อเนื่อง 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 4 – 13 พ.ค. 2569 ณ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน 

พื้นที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ถูกเนรมิตให้กลายเป็น Immersive Experience Space ที่ตื่นตาตื่นใจ ถ่ายทอดโลก Star Wars อย่างสมจริง พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ที่ออกแบบเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในทุกมิติ ทั้ง LEGO Brick Zone สำหรับการสร้างสรรค์อย่างอิสระ, Photo Zone และ Photo Station ที่ยกบรรยากาศกาแล็กซีมาไว้ใจกลางเมือง รวมถึง Meet & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับเหล่า Imperial Characters และ Troopers ที่มาสร้างสีสันตลอดช่วงเวลาการจัดงาน

โดยปรากฏการณ์อีเว้นท์ครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ LEGO® ในการสร้าง “Experiential Event” ระดับแลนด์มาร์ก ที่ผสานความบันเทิง จินตนาการ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอย่างโดดเด่น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ Siam Paragon ในฐานะ Global Lifestyle Destination และศูนย์กลางรีเทลระดับโลก

#LEGOSiamParagon LEGOTHStarWars #LEGOTH #BricksThailand #SiamParagon

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ในโลกที่วิทยาการก้าวล้ำไปไกลถึงขั้นที่เตรียมจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกยุคสมัยยังคงต้องเผชิญและหนีไม่พ้น นั่นคือ “ความตาย” ซึ่งเป็นบาดแผลทางใจที่ลึกล้ำและเยียวยายากที่สุดเสมอ

ท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมปัจจุบัน    มีคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความตายเมื่อกว่า  2,500 ปีก่อนที่ยังคงใช้ได้จริงถึงในปัจจุบัน    คำสอนดังกล่าว ถูกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของหญิงที่ชื่อ “กีสาโคตมี”

“กีสาโคตมี” คือหญิงชาวเมืองสาวัตถี สมัยพุทธกาล ที่ต้องสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ความรักที่มีต่อลูกทำให้นางไม่อาจยอมรับความจริงได้ นางอุ้มศพลูกที่เริ่มเน่าเปื่อยออกเดินไปทั่วเมือง เพื่อขอความช่วยเหลือให้ใครก็ได้ช่วยชุบชีวิตลูกของนางให้ฟื้นคืนมา 

นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยพระองค์มิได้ทรงปฏิเสธหรือสั่งสอนด้วยหลักธรรมที่เข้าใจยาก   แต่ทรงใช้ “กุศโลบาย” ที่ลุ่มลึก โดยตรัสให้นางไปหา “เมล็ดผักกาด” จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนมาทำยา

นางกีสาโคตมีมีความหวังอีกครั้ง นางเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในเมือง แต่ทุกบ้านกลับตอบเหมือนกันว่า: “เมล็ดผักกาดนั้นทุกบ้านมีอยู่ แต่ทุกบ้านของเราล้วนเคยมีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น “

การเดินเคาะประตูทุกบ้าน    ทำให้ความโศกเศร้าที่บังตาค่อยๆ จางหายไป นางกีสาโคตมีเริ่มตระหนักว่าความตายไม่ใช่เรื่องของนางคนเดียว แต่เป็น “กฎธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิต สุดท้ายนางจึงวางร่างลูกชายลงและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ จนกลายเป็นพระอรหันต์เถรีในที่สุด

บทเรียนล้ำค่าที่ ‘คนยุคใหม่’ ควรยึดถือจากกีสาโคตมีสูตร เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้:

1.ความตายคือ “ความเท่าเทียม” ที่แท้จริง: ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวย ล้นฟ้า มีอำนาจ หรือเป็นเพียงคนธรรมดา ทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือความแตกดับ

2.อนิจจังคือความจริงของโลก: ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีความเสื่อมและดับไป การทำใจยอมรับล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อวันนั้นมาถึง

3.การเรียนรู้ด้วยปัญญา: พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ทรงให้ “ลงมือทำ” เพื่อให้เห็นความจริงด้วยตนเอง การเผชิญหน้ากับความจริงคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

4.อย่ายึดติดจนลืมปัจจุบัน: การยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงนำมาซึ่งความทุกข์ล้นพ้น การเข้าใจความจริงจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของ “ปัจจุบันขณะ” มากขึ้น

เรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อการฟังธรรม (ธรรมสวนมัย)  การที่นางกีสาโคตรมี   เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอให้ชุบชีวิตลูก และยอมรับฟังคำแนะนำ (กุศโลบาย) ของพระองค์ จนนำไปสู่การพิจารณาความจริงของชีวิต ว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้อง “กล้าเผชิญหน้ากับความจริง”  เพราะหากเรายอมรับความจริงของชีวิตได้ ความทุกข์จะเบาบางลงเสมอ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

Sakamoto Math สถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์จากญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในงาน “Sakamoto Math Grand Opening Thailand” วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ ลิตเติ้ลวอล์ค รามคำแหง กรุงเทพฯ เพื่อชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบผ่าน Sakamoto Method ภายใต้คอนเซปต์ “Smart Summer Kick-Off: ทุกโจทย์มีทางแก้” ที่มุ่งช่วยให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และแก้ปัญหาได้อย่างมั่นใจ

สำหรับเด็กหลายคน “โจทย์ยาก” ไม่ได้ยากเพราะตัวเลขเสมอไป แต่อาจยากเพราะยังไม่รู้จะเริ่มคิดจากตรงไหน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Sakamoto Math ต้องการพาเด็ก ๆ มารู้จักการเรียนคณิตในมุมใหม่ ที่ไม่ได้เน้นแค่คำตอบถูก แต่เน้นการมองโจทย์ให้เป็น คิดอย่างมีขั้นตอน และค่อย ๆ ไปสู่คำตอบอย่างมั่นใจ

Sakamoto Math ก่อตั้งโดย ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2518      และพัฒนาเป็น Sakamoto Method วิธีเรียนที่ช่วยให้เด็กเข้าใจโจทย์ผ่านขั้นตอนสำคัญอย่างการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของโจทย์ (Grasp the Relation), การวาดแผนภาพช่วยคิด (Diagram), การเขียนแสดงลำดับเหตุผล (Writing) และการหาคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ (Accurate and Correct Answer) พร้อมเสริมทักษะ     ด้านการคิดเชิงเหตุผล การวิเคราะห์ และการมองภาพอย่างเป็นธรรมชาติ

ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ ผู้ก่อตั้ง Sakamoto Math ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการคิดค้นหลักสูตรนี้ว่า “ปัญหาที่เด็กทุกยุคทุกสมัยมักจะต้องเผชิญเหมือนกันคือ ความรู้สึกเกลียดและกลัววิชาคณิตศาสตร์ ผมจึงตั้งใจพัฒนา Sakamoto Method ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนมุมมองนี้ เพราะแท้จริงแล้ว การเรียนเลขไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ถูกต้องหรือการมุ่งใช้เครื่องคิดเลข แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การจัดระเบียบระบบความคิด’ (Systematic Thinking)    ผมเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะช่วยให้เด็กไทยก้าวข้ามความกลัวคณิตศาสตร์ เข้าใจกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล        และสนุกไปกับการแก้ปัญหาที่ประยุกต์ใช้ได้จริง”

ปัจจุบัน Sakamoto Math มีเครือข่ายการเรียนรู้ในหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเมียนมา ก่อนเดินหน้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหลักสูตรยังได้รับการรับรองในสิงคโปร์ และมีการใช้งานจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับนักเรียนมากกว่า 20,000 คน

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือมีงานวิจัยรองรับ โดยงานวิจัยใน ASM Science Journal (2020) พบว่า นักเรียนประถมที่เรียนด้วยวิธีนี้มีผลการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 67.94 เป็น 82.86 และยังมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนมากกว่าวิธีสอนแบบเดิม สะท้อนว่า Sakamoto Method ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดการสอน แต่สามารถนำไปใช้จริงและเห็นผลได้อย่างชัดเจน

ในระดับนานาชาติ Sakamoto ยังมีกิจกรรมและเวทีอย่าง World Math Competition และกิจกรรม graduation ในหลายประเทศ ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพของแบรนด์ในฐานะ learning community ที่เปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ได้เห็นไกลกว่าห้องเรียนทั่วไป

ด้านเจริญ เพ็งสถาพร ผู้บริหารแฟรนไชส์หลักในประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการนำแบรนด์เข้ามาในไทยว่า “เราตัดสินใจนำ Sakamoto Math เข้ามาในประเทศไทย เพราะเล็งเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพที่สูงมากหากได้รับการปูพื้นฐานวิธีคิดที่ถูกต้อง เราคาดหวังว่าการเรียนด้วยวิธีนี้จะมอบเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กๆ ไม่เพียงแต่เรียนคณิตศาสตร์ในห้องเรียนได้ดีขึ้น แต่ยังได้รับทักษะการคิดวิเคราะห์ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต พร้อมเผชิญหน้ากับโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นใจ”

ด้านรูปแบบคอร์สเรียนของ Sakamoto Math Thailand หลักสูตรมีระยะเวลา 1 ปีต่อ 1 ระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือเกรด 1 – 6 เรียนแบบกลุ่มเล็ก 5–6 คนต่อห้อง เพื่อให้ครูดูแลได้อย่างใกล้ชิด และเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ช่วยให้เด็กพัฒนาการคิดอย่างต่อเนื่องในบรรยากาศที่ไม่กดดัน

ภายในงานเปิดตัวสถาบันเป็นครั้งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ มีเหล่าผู้ปกครองคนดังพาลูกหลานที่ชื่นชอบคณิตศาสตร์ มาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ และบุตรสาว วรวลัญช์ บุญสอง, วิสารัตน์ ชุณหะวัต และบุตรชาย ณบวร ปัทมสัตยาสนธิ, ม.ร.ว. จันทรลดา ยุคล อุบลเดชประชารักษ์, นภาลักษณ์ ศรีสอ้าน, อรชุมา ดุรงค์เดช พร้อมบุตรชาย ภูริช ปรีดานนท์ , รวิวัลย์ ทานาก้า และลูกชาย อาคิฬา ทานาก้า, อัจฉรา รัตนธนาสาร ที่พาลูกๆ ทั้ง 3 คน ได้แก่ กัญจน์, กรณ์ และปริม พร้อมพัฒน์ มาร่วมเปิดประสบการณ์

เด็ก ๆ ยังได้ร่วมกิจกรรม 3 ห้อง 3 ภารกิจ ที่ออกแบบมาให้ได้ลงมือคิดจริง โดยมี ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ และมร. เจฟฟ์ เลฟคี ผู้ก่อตั้ง ซากาโมโตะ เวิลด์ไวด์ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง ขณะที่ผู้ปกครองได้ทำความรู้จักหลักสูตรอย่างใกล้ชิด 

งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวสถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์ แต่คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับครอบครัวและเด็กไทย ที่มองหาการเรียนรู้ซึ่งไม่หยุดอยู่แค่การหาคำตอบ แต่ช่วยวางรากฐานการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหาให้กับเด็กในระยะยาว สำหรับผู้ปกครองที่สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sakamoto Math Thailand ได้ที่ FB: SakamotoMathThailand หรือติดต่อสอบถามได้ที่ โทร/LINE: 096-139-9990

#SakamotoMathThailand #SakamotoGrandOpening

ครอบครัวอาสาสมัครกาชาดรวมพลัง ลุยโคลนปลูกป่าชายเลน สู้ภัยโลกร้อน ในโครงการ ‘ฉันเป็นป่าฯ’

ครอบครัวอาสาสมัครกาชาดรวมพลัง ลุยโคลนปลูกป่าชายเลน สู้ภัยโลกร้อน ในโครงการ 'ฉันเป็นป่าฯ'

ครอบครัวอาสาสมัครกาชาดรวมพลัง ลุยโคลนปลูกป่าชายเลน สู้ภัยโลกร้อน ในโครงการ ‘ฉันเป็นป่าฯ’

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

​เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภากาชาดไทยจึงขอเปลี่ยนวันหยุดพักผ่อน ให้เป็น “วันแห่งการกู้โลก” ระดมพลัง #ครอบครัวอาสาสมัครกาชาด ร่วมลงแรงฟื้นฟูปราการธรรมชาติ ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปราการ

​กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการปลูกป่าชายเลน “ฉันเป็นป่า น้อมรำลึกสภานายิกาสภากาชาดไทย” โดยมี นางสุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด นำทีมครอบครัวอาสาสมัครกว่า 130 ชีวิต ปักชำต้นกล้าฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งไปกว่า 600 ต้น

กิจกรรมนี้จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อขบวนการกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดง นั่นคือ “วันกาชาดโลก” (8 พฤษภาคม) เพื่อรำลึกถึงอุดมการณ์ และส่งต่อพลังแห่งการให้ของอาสาสมัครทั่วโลก
จาก “มือเล็กๆ” สู่เกราะป้องกัน “โลกร้อน”


บรรยากาศภายในงาน คือรอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่ที่จูงมือลูกหลาน สวมชุดอาสาสมัครลงลุยโคลนด้วยความตั้งใจ กิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย แล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้ “อาสาสมัครรุ่นเยาว์” ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน (Global Warming) และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยตัวเอง

โดย นายบรรณดิษฐ วรรณทอง ผอ.ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนฯ จ.สมุทรปราการ ที่มาสอนเทคนิคการปลูกต้นกล้าให้รอดและเติบโตเป็นผืนป่าที่แข็งแรง ปิดท้ายด้วยการทัศนศึกษาประวัติศาสตร์ ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า สร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ​ความร่วมแรงร่วมใจในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า “พลังของการเป็นอาสาสมัครกาชาดและความรักในครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยรักษาโลกใบนี้ไว้ให้ยั่งยืน” 


#อาสาสมัครกาชาด #สภากาชาดไทย #ฉันเป็นป่า #ปลูกป่าชายเลน #วันกาชาดโลก #WorldRedCrossDay #ครอบครัวอาสาสมัคร #ลดโลกร้อน #SaveTheEarth

พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มอบเงินจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มอบเงินจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มอบเงินจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมคณะสงฆ์ มอบเงินบริจาคจำนวน 1,985,000 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ทีเส็บผนึกเครือข่ายไมซ์–ท่องเที่ยว รับ ‘มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569’ ยกระดับไทยเป็น Global MICE Hub

ทีเส็บผนึกเครือข่ายไมซ์–ท่องเที่ยว รับ 'มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569' ยกระดับไทยเป็น Global MICE Hub

ทีเส็บผนึกเครือข่ายไมซ์–ท่องเที่ยว รับ ‘มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569’ ยกระดับไทยเป็น Global MICE Hub

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

ทีเส็บผนึกกำลังเครือข่ายไมซ์–ท่องเที่ยว เตรียมพื้นที่ สร้างโอกาส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่เวทีโลก รองรับ “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” พร้อมยกระดับไทยเป็น Global MICE Hub

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อน “งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticulture Expo 2026) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ภาคการท่องเที่ยวและบริการทั้งระบบ เพื่อยกระดับงานสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่การเป็น World’s Leading MICE Destination ศูนย์กลางไมซ์ระดับโลกในอนาคต

งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน บนพื้นที่ 1,030 ไร่ ณ พืชที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 32,000 ล้านบาท

TCEB ผู้นำขับเคลื่อนระดับยุทธศาสตร์ เชื่อมไทยสู่เวทีโลก

ทีเส็บในฐานะหน่วยงานหลักที่ผลักดันและดึงงานมหกรรมพืชสวนโลกเข้ามาจัดในประเทศไทย ทำหน้าที่เป็น “Strategic Driver” เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติการ โดยมีบทบาทสำคัญตั้งแต่กระบวนการเสนอสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ (Bidding) การประสานงานกับสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) การลงพื้นที่ตรวจประเมิน ไปจนถึงการรายงานความคืบหน้าการจัดงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงแนวคิดที่มุ่งเน้นให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก World’s Leading MICE Destination สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมทิ้งมรดกความยั่งยืนให้กับภูมิภาคอีสาน

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า “งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 ไม่ใช่เพียงงานแสดงพืชสวนระดับนานาชาติ แต่คือกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่เวทีโลก โดย TCEB ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ประกอบการ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

Area Readiness: เตรียมความพร้อมทุกมิติ รองรับผู้เข้าร่วมงานระดับโลก

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ “การเตรียมความพร้อมเชิงพื้นที่ (Area Readiness)” ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง ระบบบริการ และศักยภาพในการรองรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจากการประชุมบูรณาการความร่วมมือ พบว่า ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า งานนี้คือ “เมกะอีเวนต์” ที่จะพลิกภาพลักษณ์อีสานสู่ Green Destination และเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

•             การพัฒนาโครงข่ายการเดินทาง (Connectivity) ทั้งรถบัส รถไฟ และเครื่องบิน รวมถึงเส้นทางเชื่อมโยง CLMV

•             การเพิ่มศักยภาพที่พักกว่า 20,000 ห้อง และกระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา และกลุ่มจังหวัด “สบายดี” หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย และหนองคาย 

•             การรองรับผู้ร่วมงานจากต่างประเทศกลุ่ม Connectivity & International Access

–               การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ อุดรธานี – อู๋ซี (จีน)  รองรับผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 104 คน สะท้อนศักยภาพดีมานด์จากตลาดจีน

–               เสริมโครงข่ายการเดินทางทางอากาศ เชื่อมโยง ไทย–จีน–ลาว (CLMV Corridor) สนับสนุนบทบาทอุดรธานีเป็น Gateway สู่ภาคอีสานตอนบน

•             การจัดทำฐานข้อมูลกลาง (Destination Database) รวมโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว

•             การเตรียมระบบรองรับกลุ่ม VIP และ MICE เช่น Fast Track และ Service Center กลาง

พร้อมกันนี้ ยังมีการออกแบบประสบการณ์ “Beyond Expo” เช่น กิจกรรมหลังเวลา 18.00 น. (Post-6PM Economy) อาทิ Gala Dinner, Concert และ Special Event เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายและระยะเวลาการพักของนักท่องเที่ยว

ผนึกกำลังเครือข่ายรัฐเอกชน สู่ Integrated MICE & Tourism Ecosystem

ทีเส็บได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายไมซ์ไทยและภาคการท่องเที่ยวและบริการทั่วประเทศ เพื่อพัฒนา “Integrated Tourism & MICE Package” ที่สามารถตอบโจทย์นักเดินทางกลุ่มไมซ์ได้อย่างครบวงจร ความร่วมมือครอบคลุม 15 หน่วยงานสำคัญ อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมด้านการเดินทางท่องเที่ยว (ไทย) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย ฯลฯ

สร้าง แพ็กเกจแคมเปญ” ดึงนักเดินทางไมซ์ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ผลจากการบูรณาการความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนา “ชุดแคมเปญแบบบูรณาการ” ที่ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน โดยมี TCEB เป็นแกนกลางในการกำหนดทิศทาง แนวทางสำคัญของแคมเปญ ได้แก่

•             การพัฒนาแพ็กเกจรวม (Bundle Package) เช่น ตั๋วเดินทาง + ที่พัก + บัตรเข้างาน

•             การออกโปรโมชั่นสำหรับกรุ๊ปไมซ์และเอเจนซี่ (Incentive Pricing 10–20%)

•             การพัฒนา Day Pass / Annual Pass เพื่อกระตุ้นการเข้าชมซ้ำ

•             การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Route) ตอบโจทย์ ESG

•             การทำ Digital Platform เชื่อมโยงการรองรับทำ Visitor Promotion และการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ด้านขายแพ็กเกจ B2B และ B2C

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนการตลาดเป็น 4 เฟส ได้แก่ Opening & Forum, Family Season, Photo Tourism และ Sustainability เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่มตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ยกระดับ อีสาน” สู่เวทีโลก ทิ้ง Legacy ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงความสำเร็จในระยะสั้น แต่ตั้งเป้าสร้าง “Legacy” ให้กับพื้นที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาพลักษณ์ของภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ดึงนักเดินทางกลุ่มไมซ์เข้าสู่ภูมิภาค เพิ่มระยะเวลาการพัก (Stay Longer) เพิ่มการใช้จ่าย (Spend More) และสร้างการเดินทางซ้ำ (Repeat Visit) พร้อมยกระดับอุดรธานีสู่ “ศูนย์กลางใหม่ของ MICE & Green Economy” และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global MICE Hub อย่างแท้จริง

เผยโฉมหน้าเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ‘TO BE NUMBER ONE IDOL’ รุ่น 16

เผยโฉมหน้าเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ‘TO BE NUMBER ONE IDOL’ รุ่น 16

เผยโฉมหน้าเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ‘TO BE NUMBER ONE IDOL’ รุ่น 16

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ปรบมือดังๆ กับคู่แชมป์เยาวชน จากเวทีการประกวดรอบชิงชนะเลิศ  TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 16 ประจำปี 2569 ที่ร่วมเดินทางตามหาฝันกันอย่างเข้มข้น  เฟ้นหาสุดยอด เยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE IDOL  โดยรอบชิงชนะเลิศ จัดขี้น ณ ชั้น 6 JJ HALL ศูนย์การค้า JJ MALL

กรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขาโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE )  ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี  มุ่งเน้นให้เยาวชนทั่วประเทศ   “ เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งพายาเสพติด  ” พร้อมค้นหาต้นแบบกลุ่มใหม่มาเดินตามรอยรุ่นพี่ ๆ  สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประทศ  ห่างไกลยาเสพติด

สำหรับกิจกรรมของโครงการฯ มีการได้คัดเลือกน้องๆ เยาวชน 42 คนจากทั่วประเทศ เข้าเก็บตัวเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ , ด้านการร้องเพลง , ด้านการเต้น , ด้านการแสดง รวมถึงการพัฒนาบุคลิกภาพอย่างเหมาะสม และต้องผ่านการประกวดประชันความสามารถและพัฒนาการบนเวที กับ 4 โจทย์เพลง(ป็อบ , ลูกทุ่ง , แดนซ์ , สากล) ใน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีครูใหญ่ใจดี “หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ” คอยดูแลสนับสนุนอย่างดี และได้กูรูตัวท็อปที่ได้รับการยอมรับในด้านร้อง เต้น การแสดงออกฯลฯ ให้คำปรึกษาแนะนำสอนเทคนิคต่างๆ ให้น้องๆอย่างใกล้ชิด และคัดเลือกผู้มีความสามารถให้เหลือเพียง 17 คนที่จะผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยรอบชิงชนะเลิศ เยาวชนทั้ง 17 คน ต่างทุ่มเทฝึกซ้อมความเป็นต้นแบบเก่งและดี เพื่อเตรียมพร้อม ขึ้นโชว์ความสามารถร้อง เต้น แสดงออกแบบสุดพลัง!! ด้านหน้าเวทีให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  อาทิ ท็อป ดารณีนุช ปสุตนาวิน , หลิว  มนัสสวี กฤตตานุกูล , ชิน ชินวุฒ อินทรคูสิน , ตั้ม วราวุธ โพธิ์ยิ้ม และ โดม จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ร่วมชมและตัดสินความสามารถพร้อมส่งกำลังใจให้น้องๆ บนเวที      

นอกจากนั้น  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการได้เสด็จทอดพระเนตรการแสดงของเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ในรอบชิงชนะเลิศ และทรงคอนเสิร์ตร่วมกับผู้เข้ารอบทั้ง 17 คน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้เยาวชนต้นแบบเป็นหนึ่งไม่พึ่งยาเสพติด

ผลการตัดสินเยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 16 ประจำปี 2569 ฝ่ายหญิง ได้แก่ TI 26 เอิร์น วริศรา แก้วคง จ.พัทลุง   และ   ผู้ชนะเลิศฝ่ายชาย ได้แก่ TI 39 ภู พชร สรธัญวงศ์จ.นครปฐม สองเยาวชนที่โชว์ความสามารถจนสามารถชนะใจคณะกรรมการ เรียกเสียงกรี๊ดจากกองเชียร์ดัง!สนั่นฮอลล์ โดยทั้งคู่จะทำหน้าที่เป็นต้นแบบเก่งและดีให้กับน้องๆและเพื่อนๆ ทั่วประเทศต่อไป

TK Park ฉลองความสำเร็จ Book on Board ปีที่ 5 ปั้น 12 บอร์ดเกม ไอเดียจากหนังสือไทยสู่สนามจริง

TK Park ฉลองความสำเร็จ Book on Board ปีที่ 5   ปั้น 12 บอร์ดเกม ไอเดียจากหนังสือไทยสู่สนามจริง

TK Park ฉลองความสำเร็จ Book on Board ปีที่ 5 ปั้น 12 บอร์ดเกม ไอเดียจากหนังสือไทยสู่สนามจริง

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ตอกย้ำภารกิจสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ไร้พรมแดน เปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เป็นพื้นที่แห่งปัญญา สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับ สถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ (IBGL) ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม “Book on Board ปีที่ 5” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนหนังสือ(ไทย)ที่ชอบ เป็นบอร์ดเกม(ไทย)ที่ใช่”​ โดย ทีม “บอร์ดบ้านโบว์” คว้ารางวัลชนะเลิศด้วยผลงาน “เกมสัตว์นิษฐาน” ที่โดดเด่นด้วยไอเดียจากหนังสือ “สีเทาเจ้าตัวจิ๋ว โดย รัศมี เบื่อขุนทด” สะท้อนบอร์ดเกมเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมการอ่านและการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนานสำหรับคนทุกวัย ณ Play Space อุทยานการเรียนรู้ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โครงการ Book on Board ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 และปิดฉากลงอย่างงดงาม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเฟ้นหานักออกแบบบอร์ดเกมทั่วประเทศ ที่สามารถนำเนื้อหาจากหนังสือไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากนักเขียนไทยเจ้าของผลงานหนังสือถึง 37 เล่ม ครอบคลุมหลากหลายประเภท อาทิ สารคดี นิยาย เรื่องสั้น มังงะ และการ์ตูน ทั้งในรูปแบบรูปเล่มและ e-book ซึ่งให้บริการผ่าน TK Park และ TK Read เพื่อให้นักออกแบบใช้เป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาบอร์ดเกมที่เล่นได้จริง และเตรียมเผยแพร่ในรูปแบบ Print and Play ให้สาธารณชนดาวน์โหลดไปเล่นได้ฟรี เพื่อสร้างประสบการณ์ “อ่านผ่านการเล่น” ที่ยั่งยืน

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า “โครงการ Book on Board เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของวิสัยทัศน์ TK Park ที่ต้องการทำให้การเรียนรู้ขยายกว้างออกไปมากกว่าในห้องสมุด บอร์ดเกมไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสนุก แต่เป็นสื่อการเรียนรู้ทรงพลังที่ช่วยจำลองสถานการณ์ ฝึกกระบวนการคิด และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การนำเรื่องราวจากหน้ากระดาษหนังสือมาตีความใหม่ให้อยู่บนกระดานเกม เป็นการทลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิม ๆ และเปลี่ยนพื้นที่ใด ๆ ก็ตามที่วงบอร์ดเกมตั้งอยู่ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง”

จากการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2569 มีทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 12 ทีม ซึ่งนำเสนอไอเดียที่โดดเด่นจากการตีความหนังสือไทย สำหรับผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศในปีนี้เป็นของ ทีม “บอร์ดบ้านโบว์” กับผลงาน “เกมสัตว์นิษฐาน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “หนังสือสีเทาเจ้าตัวจิ๋ว” โดย รัศมี เบื่อขุนทด” ที่ให้ผู้เล่นได้สนุกและลุ้นกับการตามหาแม่ของ “เจ้าตัวจิ๋ว” ลูกสัตว์ปริศนาผู้พลัดหลงและไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร โดยทุกคนต้องร่วมมือกันพาน้องไปรู้จักกับสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก และค่อยๆ ตัดตัวเลือกสุดละลานตา ผ่านข้อสันนิษฐานตามประสาสัตว์ เพื่อค้นหาแม่ที่แท้จริงของเจ้าตัวจิ๋วให้ได้ ก่อนที่จิตใจของน้องจะแตกสลาย เกมนี้เหมาะสำหรับผู้เล่นอายุ 7 ปี ขึ้นไป ใช้ผู้เล่น 1-5 คน ในเวลาเล่น 15 นาทีต่อรอบ รวมถึงเกมนี้ยังสามารถถ่ายทอดเนื้อหาจากตัวอักษรมาสู่กระดานเกมได้อย่างน่าสนใจ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นได้อย่างดีเยี่ยม และมีศักยภาพสูงในการพัฒนาต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน “ทีม Remember Me+” ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 กับ “เกม Enjoy Your Meat” ไอเดียจาก หนังสือ Ham Ring โดย Cotton Valent เกมที่พาผู้เล่นรับบทเป็น “หมูในฟาร์ม” ซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมความเชื่อว่าการได้กลายเป็น “เนื้อคุณภาพดี” ที่หมายถึงความสำเร็จสูงสุดของชีวิต รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เป็นของ “ทีม One thousand” ผู้พัฒนา “เกม Spring Reborn” แรงบันดาลใจจาก หนังสือคำสาปใบไม้ผลิ โดย ต้นหญ้าทอฝัน ที่ผู้เล่นจะได้ผจญภัยร่วมกันบุกฝ่าด่านประตูวังเพื่อนำเหรียญตราผ่านเข้าสู่พระราชวังหลวงก่อนเมืองถูกหิมะปกคลุมจนหมดสิ้น

 รางวัลชมเชย (9 รางวัล) ได้แก่  “เกมมรดกทางใจ” โดยทีม CryptonNice จากหนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา โดย โตมร ศุขปรีชา, “เกมคน กลอน กาพย์” โดย ทีม Autocat Studio จากหนังสือ คนจรดาบ โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, “เกมประวัติศาสตร์ชาติแมว” โดยทีม หมูมะนาว จากหนังสือ Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว โดย กำพล จำปาพันธ์, “เกมโจรสลัดจัดห้องรก” โดยทีม Lunar craft & K จากหนังสือ อะโฮ้! โจรสลัดจัดห้องรก โดย รัตนา โพธิรัชต์, “เกม รสชาติแห่งบาป” โดยทีม อดีต “พรรคเถิดอานนท์” จากหนังสือ, “เกมล้างกรรม” (Karma Game) โดย watu koh “เกมทางรอดก่อนยุคศูนย์พันธุ์” โดยทีม Try Two Tiles จากหนังสือ The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์ โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, “เกมยามเมื่อลูกโอ๊คกลิ้งหลุน ๆ” โดยทีม MISCELLANEOUS จากหนังสือ Once Acorn A Time ยามลูกโอ๊คกลิ้งหลุน ๆ โดย R-natha, “เกมข้ามรสชาติ” โดยทีม Vanta Studio จากหนังสือ รสข้ามชาติ โดย ชาติชาย มุกสง และ “เกมยอดนักส่งของ” โดยทีม roti sai mai จากหนังสือ กระต่ายกับเต่า (Rabbit & Turtle) โดย SanpraphaV

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลพิเศษ TK Choice จะได้รับการพิจารณาปรับปรุงผลงานเพื่อนำไปผลิตและเผยแพร่ในเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้และภาคีเครือข่ายของ TK Park ต่อไป โดยผลงานเกมทั้ง 12 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ล้วนมาจากหนังสือคุณภาพหลากรูปแบบ ทั้งสารคดี นิยาย มังงะ เช่น เกมมรดกทางใจ (จากหนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา), เกมคน กลอน กาพย์ (จากหนังสือ คนจรดาบ) และ เกมข้ามรสชาติ (จากหนังสือ รสข้ามชาติ) เป็นต้น

ภายในงานประกาศรางวัลยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การเสวนาพิเศษ “What’s Next Book on Board” เพื่อร่วมสำรวจก้าวถัดไปของสื่อการเรียนรู้ประเภทบอร์ดเกมในห้องสมุด และรับฟังการเติบโตของทีม Autocat Studio ผู้ชนะเลิศโครงการเมื่อปีที่แล้ว เจ้าของผลงานเกม SEA-CRET Evidence ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ JOE the SEA-CRET Agent รวมไปถึงกิจกรรม Mini Exhibition ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะพูดคุยกับผู้เข้าประกวดทั้ง 12 ทีมสุดท้ายที่ร่วมขยับเพดานความสนุกเสริมทัพพลังจากการอ่านไปสู่การเล่น

นอกจากนี้ ยังมีมิติใหม่ของการผสมผสานบอร์ดเกมกับไลฟ์สไตล์ ผ่านกิจกรรม “เปลี่ยนบอร์ดเกมที่ชอบ เป็นเครื่องดื่มที่ใช่” โดย TK Café by Another Dot ที่ร่วมคิดแคมเปญสนุกๆ รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 12 เมนูจากเรื่องราวของ 12 บอร์ดเกมในโครงการ อาทิ เมนู เจ้าตัวจิ๋ว จากเกมสัตว์นิษฐานเมนู Craftcola จากเกมมรดกทางใจ เมนู จร Tonic จากเกมคน กลอน กาพย์ เป็นต้น

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและอัพเดตข่าวสารของ TK Park ได้บนเว็บไซต์ http://www.tkpark.or.th หรือ Facebook: tkparkclub

บิ๊กซี ผนึกภาครัฐ ส่งต่อผลไม้ไทยจากสวนสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

บิ๊กซี ผนึกภาครัฐ ส่งต่อผลไม้ไทยจากสวนสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

บิ๊กซี ผนึกภาครัฐ ส่งต่อผลไม้ไทยจากสวนสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “บิ๊กซี” ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เดินหน้าร่วมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยผนึกกำลังกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมการยกระดับมาตรฐานผลผลิตควบคู่กับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

บิ๊กซีได้เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยคาราวานผลไม้เข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ณ ล้งแซมซัน บริษัท แซม-ซัน อินเตอร์เฟรช จำกัด จังหวัดจันทบุรี โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากบิ๊กซีที่เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยคาราวานผลไม้เข้าสู่ห้างเข้าสู่ระบบกระจายสินค้าในครั้งนี้ 

ในฐานะผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศ บิ๊กซีตอกย้ำบทบาทการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเกษตรกรไทยและผู้บริโภค ด้วยการรับซื้อผลไม้ไทยโดยตรงจากแหล่งผลิต และกระจายสู่สาขาทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูกาล พร้อมเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการรับซื้อผลไม้ฤดูร้อนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน เงาะ และมังคุด จากพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักของประเทศ โดยบิ๊กซีบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลไม้คุณภาพดีได้อย่างทั่วถึงในราคาที่เหมาะสม   

นางสาวณวรางคณา สัตตบุษย์สุทธิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด กล่าวว่า “บิ๊กซีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการกระจายผลไม้ไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภค และช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก” นอกจากนี้ บิ๊กซียังเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั่วประเทศ อาทิ เทศกาลผลไม้ไทย และงานบุฟเฟต์ทุเรียน ปี 2569 เพื่อกระตุ้นการบริโภคทั้งในกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยในตลาดวงกว้าง

สำหรับปี 2569 บิ๊กซีตั้งเป้ารับซื้อผลไม้ไทยรวมกว่า 10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท เพื่อส่งต่อผลไม้ไทยคุณภาพ “สด อร่อย ราคาคุ้มค่า” สู่ผู้บริโภคในทุกสาขาทั่วประเทศ และร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรไทยในระยะยาว

การฟื้นฟูป่าเมืองน่าน ด้วย “ระเบิดยางนา” ของลูกเสือชมรมเสมาพัฒนาชีวิต

การฟื้นฟูป่าเมืองน่าน   ด้วย

การฟื้นฟูป่าเมืองน่าน ด้วย “ระเบิดยางนา” ของลูกเสือชมรมเสมาพัฒนาชีวิต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 คณะลูกเสือจาก โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ภายใต้การนำของ ครูกิ่งดาว บุญอินทร์ เป็นผู้แทนชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ โดยส่งมอบต้นกล้ายางนา เพาะจากเมล็ด  สูง 50 ซม อายุ 1 ปี จำนวน 1,000 ต้น ให้แก่ นางสาววรนัณ กันทะมัง นายอำเภอนาหมื่น


เป้าหมายหลักของกิจกรรมนี้คือการกระจายต้นกล้ายางนาไปปลูกในทุกตำบลของอำเภอนาหมื่น เพื่อร่วมแก้ไขปัญหา “เขาหัวโล้น” ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดน่านมาอย่างยาวนาน

นวัตกรรม “ระเบิดยางนา” (Seed Bombs)
นอกจากการปลูกต้นกล้ายางนาแบบปกติแล้ว คณะลูกเสือชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้สร้างสรรค์ “ระเบิดยางนา” เพื่อช่วยในการปลูกป่าในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยมีขั้นตอนและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้:
• ส่วนประกอบ: นำเมล็ดยางนา มาผสมกับดินมูลใส้เดือนสำหรับปลูกต้นไม้
• การห่อหุ้ม: ใช้ ใบตองกล้วยในการห่อแบบทำขนมไทยและมัดด้วย เชือกกล้วย ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่จะย่อยสลายได้เอง
• วิธีการใช้งาน: ลูกเสือนำระเบิดยางนา”ปา” เข้าไปในพื้นที่ป่ารกข้างถนนหรือลงเรือปาไปตามริมน้ำที่ยากจะเดินเท้าเข้าไปปลูกได้
• การเติบโต: เมื่อฝนตกลงมา จะทำให้ใบตองย่อยสลาย   เมล็ดยางนาภายในจะได้รับน้ำจนงอกรากและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ตามธรรมชาติ

วิธีนี้สามารถนำไปโปรยด้วยเครื่องบิน  เฮลิคอปเตอร์ ร่มบิน หรือ โดรนบังคับวิทยุได้

ความสำคัญของกิจกรรม

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และเตรียมน้ำมันยางนาไว้เตียมรับวิกฤตน้ำมันขาดแคลนในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลูกเสือ (Scout Technology) ในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความรับผิดชอบต่อชุมชนให้กับเยาวชนไทย