พช. เปิดงาน ‘OTOP TRADER 2026’ เชื่อมผู้ผลิตสู่ผู้ซื้อ เปิดโอกาสทางการค้า ต่อยอดสินค้าไทยสู่ตลาดสากล

8 กันยายน 2569 เวลา 15:34 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดงาน “OTOP TRADER 2026” ภายใต้แนวคิด “สร้างคุณค่า เชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดสู่สากล” เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึง OTOP Trader ได้พบปะผู้บริโภค เครือข่ายธุรกิจ และคู่ค้าศักยภาพ พร้อมนำสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศมาจัดแสดงและจำหน่าย ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

พิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพ OTOP Trader กิจกรรมที่ 2 การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 โดยมีนายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี และนางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน ก่อนร่วมทำพิธีเปิด ถ่ายภาพ และเยี่ยมชมการจัดงาน

นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ควบคู่กับการสร้างบทบาทของ OTOP Trader ให้สามารถเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่าย สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยพัฒนาสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

“กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งส่งเสริมให้สินค้า OTOP มีคุณภาพ มีเรื่องราว และมีศักยภาพทางการตลาด การเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และ OTOP Trader เข้ากับผู้ซื้อและเครือข่ายธุรกิจ จะช่วยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้แก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายไพโรจน์ กล่าว

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้เลือกชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศ พร้อมพบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจตลอด 5 วัน ได้แก่ การเชื่อมโยงและเจรจาธุรกิจ การถ่ายทอดสดจำหน่ายสินค้า OTOP กิจกรรมเวิร์กช็อปงานคราฟต์สร้างสรรค์ ดนตรีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมแจก Gift Voucher และของรางวัล พร้อมสิทธิ์ช้อปสุดคุ้มกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

การจัดงาน “OTOP TRADER 2026” จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างโอกาสทางการค้าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด พัฒนาสินค้าและการนำเสนอให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนสร้างความร่วมมือที่จะนำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว

กรมการพัฒนาชุมชนขอเชิญประชาชน ผู้ประกอบการ คู่ค้า และผู้สนใจ ร่วมค้นพบคุณค่าของสินค้าไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ในงาน “OTOP TRADER 2026” ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30-18.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต คว้าโล่ประกาศเกียรติคุณ องค์กรที่สนับสนุนการจ้างงานคนพิการดีเด่น ประจำปี 2569

8 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณรางวัลองค์กรที่สนับสนุนการจ้างงานคนพิการ ประจำปี 2569 “ระดับดีเด่น” จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยมี นายพงศ์ธร วัธนนัย Head of Talent Acquisition & HR Governance เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ จาก ดร. เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรที่มุ่งมั่นในการสร้างโอกาสการทำงานให้แก่คนพิการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม

รางวัลอันทรงคุณค่านี้สะท้อนความมุ่งมั่น และตั้งใจของบริษัทฯ ในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างของบุคลากร ผ่านวัฒนธรรม Care & Dare ที่ผสานความเอาใจใส่และความกล้าที่จะแสดงออกถึงความแตกต่าง พร้อมร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Inclusive Workplace ที่ทุกคนได้รับการยอมรับ เคารพ โดยพนักงานมีโอกาสแสดงศักยภาพ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจร่วมงานกับ บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต สามารถติดต่อได้ที่ 02-056-3513-15 หรือ www.krungthai-axa.co.th/career

ททท. จับมือ Flynowiii ชวนสัมผัสเสน่ห์แดนใต้ในงาน ‘อัยยะ ปักษ์ใต้ ซีซั่น 3’

8 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ Flynowiii แบรนด์แฟชั่นไทยระดับตำนาน ชวนร่วมงาน “อัยยะ ปักษ์ใต้ 3 FLY 2 SOUTH NOW FESTIVAL III”  ภายใต้แนวคิด “สีสัน เส้นสาย และลายเส้น” ถ่ายทอดอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมภาคใต้ ผ่านงานแฟชั่น วัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน สินค้าพื้นเมือง จนถึงนวัตกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว ร่วมซึมซับเสน่ห์ของภาคใต้ในแบบที่ไม่เคยสัมผัส! ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park กรุงเทพฯ

ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือ แฟชั่นโชว์ที่จะเปลี่ยนพื้นที่โดยสารบนเครื่องบินลำใหญ่แลนด์มาร์คของช่างชุ่ย ให้เป็นรันเวย์สุดตื่นตาตื่นใจ ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 19.30 น. ยกขบวนนางแบบ-นายแบบกว่า 30 คน นำโดย ‘วีนา’ ปวีณา ซิงห์ Miss Universe Thailand 2025 และ ‘ทับทิม’ อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ร่วมอวดความสวยงามของลวดลายผ้าพื้นเมืองที่นำเสนอผ่านมุมมองร่วมสมัย ดีไซน์โดย ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และนักออกแบบรุ่นใหม่ RAMAI, ADEL KRAF, SUREEYA, NATPICHAIRAT

นอกจากนี้ ภายในงานยังแบ่งออกเป็น 6 โซน เหมือนยกภาคใต้มาไว้ที่กรุงเทพฯ ครอบคลุมทั้ง ตลาดอาหารปักษ์ใต้และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมากกว่า 100 ร้าน การแสดงศิลปวัฒนธรรมหาชมยาก อาทิ โนราห์ หนังตะลุง การแสดงดนตรีจากศิลปินชาวใต้ นิทรรศการชุดจากแฟชั่นโชว์ ป๊อปอัปสโตร์จากแบรนด์ดีไซเนอร์ในภาคใต้ เวิร์คช็อปเขียนเทียนและเพ้นท์สีผ้าบาติก รวมถึงบูธแพ็กเกจท่องเที่ยวภาคใต้ราคาพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น!

เตรียมพร้อมรับความสนุกซีซั่น 3 ในงาน “อัยยะ ปักษ์ใต้ 3 FLY 2 SOUTH NOW FESTIVAL III” ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ณ ช่างชุ่ย Creative Park (ปิ่นเกล้า) กรุงเทพฯ เข้าร่วมงานฟรี! ตลอด 3 วันเต็ม ๆ  ข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ Facebook:https://www.facebook.com/ChangChuiBKK พิกัด:https://goo.gl/maps/Tf3FhGBcgKK9vBsG8

‘มาดามแป้ง – นวลพรรณ ล่ำซำ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลต่อเนื่องปีที่ 2 จาก คปภ.

8 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับ รางวัลบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 1 ประจำปี 2568” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จากงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Insurance  Award 2026) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยมี นายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในงาน ณ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

การได้รับรางวัลครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของ เมืองไทยประกันภัยฯ และเป็นบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงมาตรฐานการบริหารงานขององค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการ การบริหารจัดการ และการให้บริการผู้เอาประกันภัย ภายใต้หลัก ความเป็นมืออาชีพ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล และการปรับตัวในโลกยุคใหม่

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นความภาคภูมิใจของคนทำงานประกันทุกคน และการได้รับรางวัลอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการรักษามาตรฐานการบริหารงานที่ดี และพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะธุรกิจประกันภัยคือธุรกิจแห่งความไว้วางใจ เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ

“รางวัลในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จ แต่เป็นแรงผลักดันให้เรารักษามาตรฐานและเดินหน้าพัฒนาเมืองไทยประกันภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า สังคม และอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับเมืองไทยประกันภัย ความสำเร็จจากรางวัลอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จึงไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจขององค์กร แต่คืออีกหนึ่งพันธะสัญญาที่องค์กรจะเดินหน้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้บริหารความเสี่ยงเคียงข้างคนไทย” ด้วยความรับผิดชอบและมาตรฐานการบริหารงานที่ดี เพื่อให้การประกันภัยเป็นมากกว่าการคุ้มครองเมื่อเกิดภัย แต่เป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนสามารถ “ก้าวผ่านความไม่แน่นอน และเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง”

วธ. ประกาศยกย่อง 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 2568 อังคนางค์-วิชัย-ศุภพล คว้าเกียรติยศสูงสุด

8 กันยายน 2569 เวลา 10:45 น.

ศุภจี

รองนายกฯ “ศุภจี” แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ ๓ สาขา (สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง)

วันจันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๒.๓๐ น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยมีนาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายพรชัย สุทธิวิรัชชัย คณะทำงานของรองนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๘ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ว่าคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน ๓ สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปี

สำหรับปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น ๕๙๕ คน และมีบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑๒ คน รายนามดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์
๑. นายพีระพงษ์ ดวงแก้ว (ประติมากรรม)
๒. นายชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล (ภาพถ่าย)
๓. นายพรธรรม ธรรมวิมล
(ภูมิสถาปัตยกรรม)
๔. นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย
(การออกแบบประณีตศิลป์)

สาขาวรรณศิลป์
๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ
๖. นายไมตรี ลิมปิชาติ
สาขาศิลปะการแสดง
๗. นายสมศักดิ์ ทัดติ
(นาฏศิลป์ไทย-โขน)
๘. นายตรึก ปลอดฤทธิ์
(ลิเกป่า)
๙. นางอังคนางค์ ศิริมณี
(หมอลำ-ลำเพลิน)
๑๐.นายวิชัย ปุญญะยันต์
(ดนตรีไทยสากล)
๑๑. นายณัฐ ยนตรรักษ์
(ดนตรีสากล)
๑๒. ศาสตราจารย์กิตติคุณสุรพล วิรุฬห์รักษ์
(ภาพยนตร์และละคร)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่าน จะได้รับสวัสดิการ คือ (๑) ค่าตอบแทนรายเดือน ๆ ละ ๒๕,๐๐๐ บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ (๒) ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท) ต่อปีงบประมาณ (๓) เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาท) ต่อครั้ง (๔) ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาท) ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาท) และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

สุดท้ายนี้ รองนายกฯ ศุภจี กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ทั้ง ๑๒ คน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้อมูลปัจจุบัน นับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๘-๒๕๖๗ มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑ พระองค์ เป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๓๗๗ คน และพุทธศักราช ๒๕๖๘ มีผู้ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑๒ คน ทั้งหมด แบ่งเป็น สาขาทัศนศิลป์ จำนวน ๑ พระองค์ และ ๑๑๖ คน สาขาวรรณศิลป์ จำนวน ๖๗ คน สาขาศิลปะการแสดง จำนวน ๒๐๖ คน ปัจจุบันมีผู้ได้รับการยกย่องเป็นสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑ พระองค์ และศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๓๘๙ คน

จากลำธารต้นน้ำกาญจนบุรี สู่การค้นพบ ‘แมลงชีปะขาวเทพรัตน์’ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นิสิตปริญญาเอก ม.เกษตรศาสตร์ ค้นพบ “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” ชนิดใหม่ของโลก สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำไทยและคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพสู่การอนุรักษ์เพื่ออนาคต

ในสายน้ำใสของ “ห้วยเขย่ง” อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งไหลผ่านผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นทราย ได้เปิดเผยเรื่องราวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก โดย เสฏฐวุติ ขวัญบุญ นิสิตระดับปริญญาเอก ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความหลากหลายของแมลงชีปะขาววงศ์ Polymitarcyidae ในประเทศไทย ได้ค้นพบ ตัวอ่อนแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลก จากลำธารต้นน้ำแห่งนี้

การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อการตีพิมพ์ผลงานวิทยานิพนธ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Tropical Natural History ร่วมกับผลงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2568

งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลกรานต์ อวยจินดา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร , อาจารย์ ดร.ชนาพร สุทธินันท์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แมลงชนิดใหม่ได้รับพระราชทานชื่อสามัญภาษาไทยว่า “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ephoron debaratana Kwanboon, Auychinda, Suttinun & Boonsoong, 2025 โดยคำระบุชนิด debaratana ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา โดยแมลงชีปะขาวชนิดใหม่นี้อยู่ในวงศ์ Polymitarcyidae ซึ่งเป็นกลุ่ม แมลงชีปะขาวขุดรู ที่อาศัยอยู่ในพื้นทรายของลำธารต้นน้ำ มีลักษณะเด่นแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ลำตัว สีน้ำตาลอมแดง , อาศัยอยู่ใน ทรายบริเวณลำธารต้นน้ำ , แผ่นตรงกลางหัว (frontal process) มีรูปร่าง สามเหลี่ยม , เหงือกบริเวณท้องด้านหลังมี การแตกแขนงของท่อเหงือกจากแผ่นเหงือก , กรามด้านขวามี หนามขนาดใหญ่ระหว่างเขี้ยวด้านนอกและด้านใน และเขี้ยวกราม (mandibular tusk) มีหนาม 19–20 อัน

การยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก อาศัยทั้งการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์ข้อมูลอณูชีวโมเลกุลจาก ยีน COI ในไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการจำแนกชนิดสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน

แมลงชีปะขาวเป็นหนึ่งในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศลำธาร และมักถูกใช้เป็น ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ เนื่องจากตัวอ่อนของแมลงกลุ่มนี้ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด มีออกซิเจนละลายสูง และมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสมบูรณ์

การพบแมลงชีปะขาวเทพรัตน์ในลำธารห้วยเขย่ง จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า พื้นที่ต้นน้ำแห่งนี้ยังคงมีคุณภาพดีมาก และมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นที่มีความละเอียดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การค้นพบครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มรายชื่อสิ่งมีชีวิตใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง คุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและผืนป่า ซึ่งเป็นรากฐานของความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศสูง ทั้งป่าดิบเขา ป่าชายเลน แม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการสำรวจหรือศึกษาทางอนุกรมวิธานอย่างละเอียด

การค้นพบ Ephoron debaratana แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในลำธารต้นน้ำที่ดูเงียบสงบ ก็ยังอาจมีสิ่งมีชีวิตที่โลกไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ทั้งในด้านการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การหมุนเวียนธาตุอาหาร และการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำธรรมชาติ

การค้นพบ “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” เป็นตัวอย่างที่สะท้อนพลังของ นักวิจัยรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สามารถสร้างผลงานระดับนานาชาติจากการศึกษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะสถาบันชั้นนำด้านการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

เหนือกว่าการค้นพบแมลงชนิดใหม่ของโลก ข่าวดีครั้งนี้คือการที่ธรรมชาติไทยยังคงส่งสัญญาณถึง ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศต้นน้ำ และยืนยันว่า การอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือการรักษา “คลังชีวิต” ที่อาจนำไปสู่องค์ความรู้ นวัตกรรม และประโยชน์ต่อมนุษยชาติในอนาคต

เพราะบางครั้ง สิ่งมีชีวิตที่มีความหมายต่อโลก อาจมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร และกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เม็ดทรายในลำธารต้นน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย

เอกสารอ้างอิง : Kwanboon, S., Auychinda, C., Suttinun, C. & Boonsoong, B. 2025. Ephoron debaratana sp. nov., A New Species of Burrowing Mayfly (Ephemeroptera: Polymitarcyidae) from Thailand. Tropical Natural History 25(8): 227–237.

BOYY ฉลองครบรอบ 20 ปีบนเส้นทางแฟชั่นระดับโลก เดินหน้าขยายธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโต 150% ในปี 2569

8 กันยายน 2569 เวลา 14:19 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของ BOYY แบรนด์แฟชั่นที่ท้าทายขีดจำกัดของแฟชั่นและดีไซน์ จากคอลเลกชั่นกระเป๋า ไปสู่วิวัฒนาการที่ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า การสร้างสรรค์พื้นที่ และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ โดย บอย-วรรณศิริ คงมั่น และ เจสซี่ ดอร์ซี่ (Jesse Dorsey) สองผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ตลอดสองทศวรรษ BOYY ยังคงรักษาจุดยืนด้านการออกแบบที่กล้าท้าทายกรอบเดิม พร้อมเอกลักษณ์สำคัญอย่างดีไซน์ Buckle ที่เปิดตัวในปี 2015 และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของแบรนด์

ในวาระครบรอบ 20 ปี BOYY เตรียมเดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโต โดยมุ่งขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น ผ่านการพัฒนาสินค้าและดีไซน์ใหม่ รวมถึงการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รวมไปถึง Boyyish โปรเจกต์ภายใต้ BOYY ที่ต่อยอดโลกของแบรนด์ผ่านสินค้าและความร่วมมือสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ๆ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น โดยปัจจุบันฐานลูกค้าของ Boyyish แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ประมาณ 50% และลูกค้าเดิมของ BOYY อีก 50% สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าเดิม

สำหรับปี 2569 BOYY Group ตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจโดยรวมที่ 150% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการขยายสาขาและพัฒนาหมวดหมู่สินค้าใหม่ ๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลักอย่างกระเป๋าและเครื่องประดับ ขณะที่ Boyyish ถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่ากลุ่มสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับทดลองและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ทั้งการร่วมสร้างสรรค์กับแบรนด์อื่น ๆ และการพัฒนาสินค้า ตลอดจนความร่วมมือระหว่างธุรกิจ อีกทั้งการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ผ่านไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Food & Hospitality, Running, Sport Clubs หรือ Wellness ซึ่งแต่ละ Community มีความเหนียวแน่นและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ตั้งเป้าให้ BOYY เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย

BOYY ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มกระเป๋าและเครื่องประดับ โดยเฉพาะคอลเลกชั่น Buckle ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ ควบคู่ไปกับการขยายหมวดหมู่สินค้าและประสบการณ์ใหม่เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้ในตลาด USA และ Europe และขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านการเปิด Pop-Up ในตลาดสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ของ Boyyish ไว้ที่ 150 ล้านบาท

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือการเปิด Paris Pop-Up ในช่วงเดือนกันยายน 2026 เพื่อขยายการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในตลาดต่างประเทศ อาทิ มิลาน-อิตาลี, ปารีส-ฝรั่งเศส, นิวยอร์ก-สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบัน BOYY มีร้านทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ Central Embassy, Gaysorn Village, Siam Paragon และ Central Park รวมไปถึง Pop-Up Store ที่ MEGA Bangna และมีแผนปรับโฉมร้านแฟลกชิปที่ Central Embassy ในเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อยกระดับประสบการณ์ภายในร้านให้สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์มากขึ้น

อีกหนึ่ง Model จากความร่วมมือระหว่างธุรกิจ กับโปรเจกต์ Rally x BOYY ซึ่งเกิดจากการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของทั้งสองแบรนด์มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ โดยคอลเลกชั่นที่ 2 The Final Chapter สามารถจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียง 25 วินาที สะท้อนถึงกระแสตอบรับและความสนใจของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน BOYY ไม่ได้มองการร่วมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างยอดขายระยะสั้น แต่เป็นพื้นที่สำหรับทดลอง เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า และค้นหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาสินค้าและสร้างฐานผู้ติดตามของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดแฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ปีที่ 20 จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองระยะเวลาของ BOYY ในอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกบทในการขยายธุรกิจ ผ่านสินค้า การร่วมสร้างสรรค์กับพันธมิตร และการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของ BOYY มาตลอดสองทศวรรษ  

สามารถติดตามข่าวสาร คอลเลกชั่น และผลงานล่าสุดจาก BOYY ได้ที่ BOYY.com

“ทุ่งสงโฮมทาวน์” คว้า Gold Award CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026 ด้วยหนังสั้นบอกรักแม่ผ่านร้านหมูกระทะ

8 กันยายน 2569 เวลา 12:08 น.

ในยุคที่ความเร่งรีบอาจทำให้หลายคนหลงลืมความสุขใกล้ตัว คำถามง่ายๆ อย่าง “จำได้ไหม…แม่ชอบกินอะไร?” ได้กลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญในการจุดประกายความคิดและส่งต่อความรู้สึกผูกพันในครอบครัว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงได้จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นแนวตั้งสำหรับเยาวชน “CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026” สร้างปรากฏการณ์เชื่อมโยงสถาบันครอบครัวเข้ากับภาษาภาพยนตร์ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่บนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของซีพีเอฟที่เชื่อมั่นว่า “อาหารที่ดี” คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงของทุกคนในครอบครัว

อนรรฆวี ชูรัตน์

อนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวคิดของโครงการว่า ซีพีเอฟต้องการสนับสนุนการแสดงออกถึงความรักและความกตัญญูผ่านมื้ออาหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำว่า ‘ความใส่ใจ’ ที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด การเลือกจัดประกวดหนังสั้นแนวตั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อวิดีโอรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่ายและส่งต่ออารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง

“ผลตอบรับในปีนี้เกินความคาดหมายอย่างมาก ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพผลงาน เราได้เห็นการเล่าเรื่องที่หลากหลายวัฒนธรรมและหลากหลายภาษา สะท้อนว่าแม้วิธีการแสดงออกของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่จุดร่วมที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ‘ความใส่ใจ’ สำหรับโจทย์ ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร?’ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรียบง่าย แต่หลายคนกลับมองข้าม การนำเรื่องอาหารมาเป็นสื่อกลางช่วยกระตุ้นให้คนหันกลับมาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ และใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น” อนรรฆวี กล่าว

สำหรับไฮไลต์ในพิธีมอบรางวัล ผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศ Gold Award ได้แก่ ทีม “ทุ่งสงโฮมทาวน์” จากภาพยนตร์สั้นที่สะท้อนความผูกพันระหว่างแม่กับลูกผ่านบรรยากาศร้านหมูกระทะ โดยถ่ายทอดเรื่องจริงของความรักสไตล์แม่ ที่มักเลือกคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ส่วนตนเองนั้นจะอย่างไรก็ได้

ตัวแทนจากทีมทุ่งสงโฮมทาวน์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า “เรื่องราวทั้งหมดมาจากชีวิตจริงของคุณแม่พวกเรา ที่พร้อมจะเสียสละเพื่อให้ลูกได้อิ่มท้อง ขณะเดียวกันพวกเราก็ตระหนักว่า ความสุขที่แท้จริงของลูกไม่ใช่แค่การได้กินของอร่อยอยู่คนเดียว แต่คือการได้นั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับแม่”

กิตติภัค ทองอ่วม (เติ้ล)

ด้าน กิตติภัค ทองอ่วม (เติ้ล) ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดัง ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการตัดสิน กล่าวชื่นชมผลงานของเยาวชนรุ่นใหม่ว่า มีความโดดเด่นในการหยิบยกเรื่องใกล้ตัวมาเล่าด้วยมุมมองที่สดใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้เสียงบรรยากาศจริงได้อย่างมีเสน่ห์ พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนให้ใช้ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาฝีมือต่อไป

โครงการ “CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของซีพีเอฟ ในการรณรงค์ให้สังคมเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันที่เริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ผ่านมื้ออาหารที่ตั้งใจจัดเตรียมให้แก่กัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อคุณค่าแห่งความกตัญญูให้คงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปวิดีโอจากทีมผู้ชนะได้ที่ https://vt.tiktok.com/ZS4g2Baht/

อโกด้าเผย ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับหนึ่งในสามจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน

8 กันยายน 2569 เวลา 12:03 น.

อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักเดินทางเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด 10 อันดับในเอเชีย โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจองที่พักในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569 สำหรับปีนี้ กรุงเทพฯ ยังคงอยู่ใน 3 อันดับแรกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามหลังเพียงโตเกียวที่ครองอันดับหนึ่ง ส่วนบาหลีติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยโซลและโอซาก้าในอันดับ 4 และ 5 ปิดท้าย 10 อันดับด้วยดานัง กัวลาลัมเปอร์ ฟุกุโอกะ ไทเป และยะโฮร์บาห์รู

สำหรับประเทศไทย กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ยังคงครองห้าอันดับแรกของเมืองที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยทั้ง 5 เมืองยังคงรักษาอันดับเดิมไว้ได้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แต่ละเมืองต่างมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันและตอบโจทย์นักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ โดยกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาค ภูเก็ตเหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระยะยาวพร้อมทำงานไปด้วย พัทยาตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัว เชียงใหม่เหมาะกับการเดินทางแบบไม่เร่งรีบและนักเดินทางที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขณะที่หาดใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการเดินทางระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะนักเดินทางจากมาเลเซียและสิงคโปร์

ญี่ปุ่นและเวียดนามยังโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยนอกจากโตเกียวแล้ว ผลการจัดอันดับยังสะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ อย่างเช่นฟุกุโอกะที่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเมืองรองในญี่ปุ่น ฟุกุโอกะ หรือที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นว่าฮากาตะ มีเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นราเมนทงคตสึอันเลื่องชื่อ วัฒนธรรมอาหารริมทางที่คึกคัก รวมถึงทำเลที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคคิวชูได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกัน ดานัง ประเทศเวียดนาม ก็ขยับขึ้นสองอันดับมาอยู่ที่อันดับหก ด้วยชายหาดที่สวยงาม ทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งมรดกโลกอย่างฮอยอัน รวมถึงความคุ้มค่าด้านการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนเมืองแห่งนี้ซ้ำอีกครั้ง

จุดหมายปลายทางบางแห่งมีเสน่ห์ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับมาเยือนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ การได้แวะเวียนไปยังสถานที่โปรดปราน หรือเพียงแค่การได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศที่คุ้นเคย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อมูลจากอโกด้าสะท้อนให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ชื่นชอบมักดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยนักเดินทางบางส่วนกลับมาเยือนที่เดิมหลายครั้งภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีแรกของปีนี้

นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการไปให้ครบทุกจุดหมาย แต่เป็นการค้นหาสถานที่ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับไปเยือนซ้ำ ทั้งนี้การกลับมาเยือนซ้ำไม่ได้หมายความว่าจะต้องเดินทางแบบเดิมทุกครั้ง แต่อาจเป็นการกลับไปยังเมืองที่คุ้นเคยเพื่อไปร้านอาหารโปรดหรือย่านที่ชื่นชอบ พร้อมกับค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่กลับมาเยือน อโกด้าพร้อมช่วยให้การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่านักเดินทางกำลังกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบ หรือกำลังค้นหาสถานที่ใหม่ ๆ ก็ตาม”

สำหรับนักเดินทางที่วางแผนกลับไปเยือนจุดหมายปลายทางโปรด หรือต้องการค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ อโกด้ามีที่พักสำหรับวันหยุดมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางเที่ยวบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมกว่า 300,000 รายการ ซึ่งทั้งหมดสามารถรวมไว้ในการจองเดียวกันได้ ค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ที่ Agoda.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอโกด้า

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ไทยผ่าน Scent of Thai 2026 ตลอดอุโมงค์เข้าศูนย์ฯ เปลี่ยนทุกย่างก้าวสู่แรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 11:59 น.

เปลี่ยนทุกย่างก้าวให้กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่การเดินทางท่องเที่ยวไทย เมื่อ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK Center) ศูนย์การค้าที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หรือ Tourist Must-Visit Destination เนรมิตอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ Scent of Thai 2026” ที่มีการตกแต่งร่วมสมัย ชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยผ่านทั้งสายตา กลิ่น และเสียงอย่างมีชีวิตชีวา เสมือนได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังหลากหลายพื้นที่ของประเทศไทยผ่านอุโมงค์แห่งนี้

นอกจากเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน อุโมงค์ Scent of Thai 2026” ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเช็กอินสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและสายคอนเทนต์ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้อยากออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ล่าสุดตลอดเดือนกันยายนนี้ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนสัมผัสภูมิปัญญางานหัตถกรรมไทยจักสานผ่านธีม Thai Craft – กลิ่นกรุ่นหัตถศิลป์ไทย” บอกเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย เชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกลิ่นละมุนของเครื่องหอมไทยและเสียงดนตรีพื้นบ้านไทยที่ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ Scent of Thai 2026” ได้หมุนเวียนนำเสนอเรื่องราวของประเทศไทยผ่านธีมที่แตกต่างกัน โดยเริ่มจากเดือนพฤษภาคม ประเดิมด้วยธีม Tropical Shores – กลิ่นอายของท้องทะเล” หยิบยกมนต์เสน่ห์แห่งทะเลใต้ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบและนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มความสมจริงให้กลิ่นอายความเป็นไทยทรอปิคอลด้วยการประดับต้นมะพร้าวจำลอง เซิร์ฟบอร์ดลวดลายสดใส หาดทรายและเปลือกหอย รังสรรค์เป็นมุมถ่ายรูปเช็กอินสุดชิคในบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมเสียงคลื่นซัดสาดที่ช่วยให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ริมทะเล

ถัดมาในเดือนกรกฎาคม อุโมงค์ทางเข้าถูกปรับโฉมเป็นธีม Rain Forest – กลิ่นหอมสดชื่นของพรรณไม้” โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของผืนป่าฝนเขตร้อนของไทย ผ่านภาพป่าดิบชื้นสีเขียวชอุ่ม สายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน พร้อมการประดับตกแต่งด้วยพรรณไม้ที่ชวนให้รู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่ผืนป่าหลังฝน เสริมด้วยเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง สร้างความสดชื่นและผ่อนคลาย พร้อมสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไทย

ส่วนในเดือนสิงหาคมเป็นการตกแต่งในธีม Thai Rice Fields – กลิ่นข้าวหอมมะลิ” ที่เปลี่ยนอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ให้กลายเป็นทุ่งนาสีทองอร่าม รายล้อมด้วยทิวเขาและกระท่อมกลางนา ถ่ายทอดเรื่องราววิถีเกษตรไทยผ่านรวงข้าวสีทองชูช่อไสว พร้อมเสียงนกร้อง เสียงลมพัดแผ่วเบา มีกลิ่นหอมละมุนของข้าวหอมมะลิ ชวนให้รู้สึกเสมือนเดินเล่นอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ในฐานะ Cultural & Tourism Hub แลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวใจกลางกรุงเทพฯ ที่รวบรวมการช้อปปิ้ง อาหาร ความบันเทิง และเรื่องราวความเป็นไทยไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter