ทรู คลิกไลฟ์ อัปเดตเทรนด์การศึกษา เร่งอัปสกิลเสริมศักยภาพครูไทย

ทรู คลิกไลฟ์ อัปเดตเทรนด์การศึกษา เร่งอัปสกิลเสริมศักยภาพครูไทย

ทรู คลิกไลฟ์ อัปเดตเทรนด์การศึกษา เร่งอัปสกิลเสริมศักยภาพครูไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.31 น.

เมื่อโลกการศึกษาขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยี โรงเรียนเอกชนต้องแข่งขันมากกว่าชื่อเสียงหรือผลการเรียน แต่ต้องพิสูจน์คุณภาพการเรียนรู้และความพร้อมของผู้เรียนสู่อนาคต ทรู คลิกไลฟ์ ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนเอกชนไทย นำโดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการด้านการศึกษา ทรู คลิกไลฟ์ เดินหน้าจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ทรู คลิกไลฟ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Driving Success for Private Schools”  เพื่อเสริมศักยภาพครูและผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในเครือข่ายทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 550 คน ทั่วประเทศ จากโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ครอบคลุม  5 หลักสูตร ได้แก่ เทคโนโลยีวิทยาการคำนวณ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน โรโบติกส์ และดนตรี ตั้งระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยม เวทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้อัปเดตเทรนด์การศึกษา   แลกเปลี่ยนมุมมอง ต่อยอดแนวคิด และค้นหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาโรงเรียนผ่าน Learning Ecosystem ครบวงจร เพื่อยกระดับศักยภาพโรงเรียนเอกชนให้ก้าวทันการศึกษาโลกยุคดิจิทัล    

อนุสรณ์ ดำรงธรรม และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการด้านการศึกษา ทรู คลิกไลฟ์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “The Next Generation Schools จากมาตรฐานโลกสู่การยกระดับโรงเรียนไทย”  โดยชี้ว่า โลกการศึกษากำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Outcome-based Education โรงเรียนจึงต้องก้าวสู่การเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่นำ ไปใช้ได้จริง ควบคู่กับพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ทรู คลิกไลฟ์ จึงมุ่งพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ครบวงจร เพื่อสนับสนุนโรงเรียนเอกชนในเครือข่ายให้สามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม  ผ่าน 5 นวัตกรรมมากว่า 18 ปี ครอบคลุมทั้งหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และการพัฒนาครู โดยปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนเข้าร่วมกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ และในปีนี้มีโรงเรียนใหม่เข้าร่วมเพิ่มอีก 23 แห่ง สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคการศึกษาเอกชนต่อแนวทางดังกล่าว

ด้าน อนุสรณ์ ดำรงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและการศึกษา หน่วยงานทรู คลิกไลฟ์ ได้ร่วมเผยทิศทาง True Click Life Strategic Roadmap 2026 ตอกย้ำบทบาทของทรู คลิกไลฟ์ ในฐานะพันธมิตรที่โรงเรียนไว้วางใจ ที่เชื่อมต่อทั้งด้านหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน แพลตฟอร์มอัจฉริยะ การพัฒนาครู การเสริมมุมมองให้ผู้บริหาร ตลอดจนกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้าง Future Skills ให้กับผู้เรียนอย่างรอบด้าน โดยในปีนี้ได้ต่อยอดเครื่องมือใหม่แบบจัดเต็ม ทั้งหลักสูตรสองภาษา วิชาการเงิน กิจกรรมเสริมทักษะสู่โลกจริง และแอปพลิเคชัน G-CONNECT โฉมใหม่

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และบริษัท มิชชั่น ทู เดอะ มูน มีเดีย จำกัด ชวนผู้บริหารโรงเรียนมองไปข้างหน้าว่า โลกการทำงานในอนาคตกำลังมองหาคนแบบไหน และโรงเรียนควรเตรียมเด็กอย่างไรให้พร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายพงศธร ธนบดีภัทร เจ้าของช่องธุรกิจ Nop Pongsatorn ชวนผู้บริหารกลับมาทบทวนว่า จุดแข็งของโรงเรียนคืออะไร และจะเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็น Positioning ที่ชัดเจนได้อย่างไร เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดการศึกษายุคใหม่ นอกจากนี้ นายสืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลจาก VCommerce ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการใช้ AI และข้อมูลมาต่อยอดการสื่อสาร การตลาด และดึงอัตลักษณ์ของโรงเรียนมาสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังอัปสกิลการจัดการเรียนการสอน การใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ และการสร้างชั้นเรียนคุณภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคใหม่เพื่อสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการอัปเดต G-CONNECT แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ช่วยเชื่อมโลกของการบริหารโรงเรียนและการจัดการเรียนการสอนไว้ในที่เดียว ครอบคลุมทั้งการวางแผนการสอน การจัดการชั้นเรียน การติดตามผลการเรียน การสื่อสารระหว่างโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน รวมถึงการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และข้อมูลสำคัญได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และคืนเวลาให้ครูได้กลับไปโฟกัสกับการดูแลผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ

ทรู คลิกไลฟ์ ยังมุ่งยกระดับหลักสูตรสู่มาตรฐานสากล ผ่านการสร้างทักษะที่โลกอนาคตต้องการจริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และคุณธรรมจริยธรรม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ควบคู่กับการพัฒนาครูและผู้บริหารให้ก้าวทันเทรนด์การศึกษา เทคโนโลยี และ AI อยู่เสมอ เพราะในโลกการศึกษายุคใหม่ โรงเรียนที่พร้อม คือโรงเรียนที่มี “ระบบนิเวศการเรียนรู้ครบวงจร” มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และมีความสามารถในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริงโรงเรียนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ สามารถติดต่อได้ที่ 08-9116-0239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trueclicklife.com

คุณแหน : 5 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 5 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 5 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ช็อกโลก! คืนวันเสาร์ที่ 25 เม.ย. ขณะที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังนั่งเป็นประธานงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับคณะสื่อมวลชนทั่วโลกกว่า 2 พันคน ณ ห้องบอลรูม โรงแรม Washington Hilton เสียงปืนดังรัวเป็นชุดจากนอกห้องงานเลี้ยง ทันใดนั้นทีมคอมมานโด Secret Service (SS.) โดดขึ้นเวทีเพื่อเข้าคุ้มกัน ท่านประธานาธิบดี และ เฟิร์สเลดี้ ออกจากงานเลี้ยงขึ้นรถลิมโมหุ้มเกราะทะยานกลับไวท์เฮ้าส์ทันที …เหตุการณ์นี้เกิดจากผู้บุกรุกเดี่ยว COLE T. ALLEN อายุ 31 ปีบุกเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อลอบสังหารท่านประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญอื่นๆ (SS.) สามารถควบคุมตัวคนร้ายได้ จึงร่วมกับ ทีม FBI รีบนำตัวเข้า สนญ.เพื่อสอบสวนทันที…อนึ่ง เมื่อ คศ.1981 ท่านอดีตประธานาธิบดีเรแกน ขณะเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงที่โรงแรมแห่งเดียวกันนี้ ถูกลอบยิงสังหารรอดได้แต่บาดเจ็บสาหัส ด้านหน้าโรงแรมท่ามกลางฝูงชนมาต้อนรับ มีตัวอย่างที่ ศรภ.ฝ่ายไทย เองควรถอดแบบ เพราะหลังถูกยิงหน่วย (SS.) ก็รีบเข้าควบคุมสถานการณ์ นำ เรแกน ขึ้นรถลิมโมหุ้มเกราะมุ่งสู่ รพ.วอลเตอร์รีด แต่ระหว่างนั้นปรากฏว่าเรแกนกระแอมไอออกเป็นเลือด การฝึกอบรมทำให้ (SS.) รู้ทันทีว่ากระสุนต้องทะลุปอดแน่จึงสั่งการด่วนให้ขบวนประธานาธิบดีเปลี่ยนเส้นทางไป รพ.ที่ใกล้ที่สุดเพื่อเซฟชีวิต ฯพณฯ ผลของการฝึกเข้มและปฏิภาณของหน่วย (SS.) สามารถเซฟชีวิต “บุรุษซึ่งทรงอำนาจที่สุดในโลก” ไว้ได้ ในเวลาต่อมาหน่วย (SS.) จึงกำหนดม็อตโต้ของหน่วยใหม่ว่า “Never Allow Second Shot!” (ต้องไม่มีกระสุนนัดที่สอง)…
  • สัปดาห์ที่ผ่านมาการจากไปของ น.พ. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของสังคมไทย ตามที่คุณหมอประสบความสำเร็จอย่างมีคุณูปการในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมากมายหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาบริหารจัดการโรงพยาบาลและการแพทย์ทำให้คนส่วนใหญ่มองเห็นท่านเป็นภาพติดตาในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันที่สังคมยอมรับในมาตรฐานและคุณภาพอาทิ รพ.กรุงเทพ, รพ.สมิติเวช, รพ.บีเอ็นเอช, รพ.พญาไท และ รพ.เปาโล นอกจากเรื่องการแพทย์แล้วคุณหมอยังได้รับการยกย่องในความเป็น “ผู้บุกเบิก” (Pioneer) ในหลากหลายอุตสาหกรรมในยุคแรกๆ ผ่านบริษัทกรุงเทพสหกล จก. เป็นที่ประจักษ์ในการสร้างทางหลวง, การก่อสร้างทั่วไป, ชุดเจาะสำรวจน้ำมันในไทย, และแน่นอนธุรกิจการบินพาณิชย์ (Aviation) จนในที่สุดประสบ ความสำเร็จกลายเป็นสายการบินบูติคชื่อดังของอาเซียน “บางกอกแอร์เวย์สแต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า กว่าจะถึงสุดยอดพีระมิดได้ ท่านต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ท่านไม่เคยท้อถอยวงการธุรกิจต้องมอบม๊อตโต้ให้ท่านเป็นบุคคลที่ “Never Give Up”
  • ขอแสดงความยินดีกับ ธนวันต์ ชุมแสง ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี” คนใหม่ เมื่อเร็วๆนี้…
  • ในงานวันมูลนิธิสิรินธร ที่โรงละครแห่งชาติ เมื่อวันก่อน ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ถูกจัดที่ให้นั่งใกล้กับ นิติกร กรัยวิเชียร หรือ รอบบิ้น ช่างภาพมือหนึ่งประเทศไทย โดยมี ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่า กทม.นั่งอยู่ใกล้ๆกัน เมื่อสบโอกาส ศ.ธงทอง ก็ขอให้ รอบบิ้น ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือของ ศ.ธงทอง ถ่ายภาพคู่กับ ดร.ชัชชาติ ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งฝ่ายหลังแนะนำว่า ภาพนี้ให้นำไปอัดขยายและควรให้ รอบบิ้น ลงชื่อไว้เป็นสำคัญด้วย… ผู้ว่า กทม. มีอารมณ์ขันเบาๆเสมอๆ…
  • วันที่ 10 พ.ค.นี้ ตอนมื้อเที่ยง มีงานเลี้ยงสังสรรค์เครือญาติในสกุล ”ศรีวรรธนะ” ในโอกาสตั้งมาครบ 112 ปี ที่ราชนาวิกสภา ฝั่งธนฯ เทอดขวัญ กำภูฯ หนึ่งใน “ศรีวรรธนะ” แจ้งมาว่า งานนี้ท่านๆที่มางานมีอายุ 80-90 อัพเป็นส่วนใหญ่ และล้วนแล้วมีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งสิ้น…ฝากผู้ร่วมงานนอกตระกูลไปแอบถามสูตรเด็ดเคล็ดลับ ที่ทำให้อายุมั่น ขวัญยืนกันทั้งตระกูลดั่งนี้ด้วย !!

บารอนเนส

ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานยุคใหม่ ‘เที่ยวใกล้ได้งาน’ ใน 17 จังหวัดภาคกลาง

ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานยุคใหม่ ‘เที่ยวใกล้ได้งาน’ ใน 17 จังหวัดภาคกลาง

ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานยุคใหม่ ‘เที่ยวใกล้ได้งาน’ ใน 17 จังหวัดภาคกลาง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ NEXTOPIA Siam Paragon, Megatix Thailand, Bolt และ Sanook.com ชวนคนทำงานยุคใหม่ออกเดินทางเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวพร้อมทำงานไปด้วยกัน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้แคมเปญ WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน เปลี่ยนวันทำงานธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษ ผ่านการค้นหาสถานที่ทำงานใหม่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

 ในแคมเปญรวบรวมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก แหล่งท่องเที่ยว สถานที่ทำงานที่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงสินค้าและบริการที่ช่วยให้การทำงานจากทุกที่เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อรองรับเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ผสาน “การทำงาน” และ “การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่างออกไป ระหว่างนี้จนถึงวันที่  25 กรกฎาคม 2569

นางสาว วรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ “Weekend ExtendersW หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน

ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดผู้บริหาร กล่าวว่า  NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

Onur Astasoy – Managing Director กล่าวว่า   Megatix Thailand  เชื่อมั่นว่าการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคภาคกลาง โดยเราได้นำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดสำหรับที่พักและสปา เมื่อจองผ่านแพลตฟอร์ม Megatix สูงสุด 20-50% เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถวางแผนการเดินทางและพักผ่อนได้ง่ายขึ้น เรามองว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางในวันธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) การมอบดีลพิเศษผ่าน Megatix จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่” จองที่พัก  https://megatix.in.th/workwonderbelong

ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า โบลท์ ประเทศไทย มีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานการทำงานเข้ากับการเดินทางได้อย่างลงตัว โบลท์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก หรือพื้นที่ทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการมีระบบการเดินทางที่สะดวกจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกเดินทางมากขึ้น และช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โบลท์ ยินดีมอบ โค้ดส่วนลด 200,000 โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดแคมเปญ สิทธิพิเศษ ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันได้ที่ http://www.workwonderbelong.com  

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงตรวจความเรียบร้อยของฉลองพระองค์ ก่อนจัดแสดงนิทรรศการในปารีส

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงตรวจความเรียบร้อยของฉลองพระองค์ ก่อนจัดแสดงนิทรรศการในปารีส

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงตรวจความเรียบร้อยของฉลองพระองค์ ก่อนจัดแสดงนิทรรศการในปารีส

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะองค์อุปถัมภ์นิทรรศการ La mode en majesté ทรงตรวจความเรียบร้อยของฉลองพระองค์ที่จัดส่งจากประเทศไทย ความคืบหน้าของการนำฉลองพระองค์ขึ้นหุ่น การตรวจสอบความพร้อมของวัตถุจัดแสดงอื่นๆ การเตรียมพื้นที่ของห้องจัดแสดง ตลอดจนการกำหนดความเข้มและระยะของแสงสว่างในตู้จัดแสดง และทรงหารือร่วมกับคณะภัณฑารักษ์ผู้รับผิดชอบนิทรรศการเรื่องตำแหน่งในการจัดวาง ตลอดจนข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการจัดแสดงของฉลองพระองค์ที่สำคัญ ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts décoratifs กรุงปารีส

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส (ปี 1856–2026) จัดแสดงผลงานทั้งหมดกว่า 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกระโปรงและเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ได้รับการออกแบบโดยนายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ รวมไปถึงนักออกแบบชาวไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานการพัฒนาเครื่องแต่งกายประจำราชสำนักและบทบาทที่สื่อสะท้อนออกไปบนเวทีโลก ผ่านการจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ควบคู่กับงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนถึงความประณีตของภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการสืบสานมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ในปี 2569

นิทรรศการในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีสและพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัด “นิทรรศการราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress From Tradition to Modernity” ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

โรคหอบหืด เป็นภาวะที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เมื่อหายใจเอาสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการเข้าไป หลอดลมจะตอบสนองด้วยการอักเสบ บวม และหดตัวตีบแคบลง พร้อมกับสร้างเสมหะออกมาอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการไอ หายใจไม่สะดวก ทำให้มีเสียงวี้ดแหลมออกมาเวลาหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้มักแสดงให้เห็นชัดเจนในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ช่วงดึก และช่วงเช้ามืด หรือเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรคหอบหืดพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กทารกจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มที่มักเริ่มต้นแสดงอาการอย่างชัดเจนคือกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมหรือโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย 
อย่างไรก็ตาม โรคหอบหืดสามารถเริ่มมีอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยมักมีปัจจัยกระตุ้นจากการทำงาน มลภาวะ หรือการติดเชื้อรุนแรง การสังเกตและจดจำว่าอะไรคือตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ขนสัตว์ หรือแม้แต่สภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด 

แนวทางการดูแลรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบัน เน้นควบคุมโรคเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งหัวใจสำคัญการรักษาคือใช้ยาพ่นสองชนิดควบคู่กัน ชนิดแรกคือยาควบคุมโรคที่ต้องพ่นเป็นประจำทุกวัน เพื่อลดการอักเสบสะสมในหลอดลม แม้ในวันที่ไม่มีอาการ ก็ห้ามละเลยการใช้ยา 

ส่วนชนิดที่สองคือยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉิน ที่ต้องพกติดตัวไว้เพื่อใช้ขยายหลอดลมทันทีเมื่อมีอาการโรคกำเริบ

ผู้ป่วยต้องเข้าใจบทบาทของยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉินอย่างถ่องแท้ ยานี้มีหน้าที่ออกฤทธิ์เร็วเพื่อขยายหลอดลมให้ลมผ่านเข้าออกได้ทันท่วงที ดังนั้นการพกยาพ่นติดตัวไว้เสมอ จึงเปรียบเสมือนการพกอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ต้องหยิบใช้ได้ง่ายในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปทำงาน ออกกำลังกาย หรือเดินทางไกล เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเผชิญกับสิ่งกระตุ้นรุนแรงเมื่อใด การมีชื่อยาและวิธีใช้ที่ชัดเจนจะช่วยได้มาก หากเกิดกรณีฉุกเฉินจนไม่สามารถพ่นยาได้ด้วยตนเอง เพราะผู้อื่นจะสามารถช่วยพ่นให้ได้

ยาพ่นหอบหืดในปัจจุบันถูกออกแบบให้หลากหลาย ให้เหมาะสมกับแรงสูดและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละคน 

ประเภทแรกคือ ยาพ่นละอองฝอย ที่มีลักษณะเป็นหลอดโลหะในปลอกพลาสติก ยาชนิดนี้ เวลากดใช้จะพ่นยาออกมาเป็นละออง หัวใจสำคัญ คือ ต้องสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ พร้อม ๆ กับจังหวะที่กดพ่นยา 
แต่หากผู้ป่วยกะจังหวะกดพ่นยาได้ยาก เช่น ในเด็กหรือผู้สูงอายุ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ควบคู่กับกระบอกช่วยพ่นยา เพื่อให้ยาเข้าสู่ปอดได้ดีขึ้น 

ประเภทต่อมาคือ ยาพ่นชนิดผงแห้ง ซึ่งมักมาในรูปแบบตลับกลม หรือหลอด ก่อนใช้ต้องบิดเพื่อเตรียมยา ยาชนิดนี้ไม่มีแรงดันละอองออกมาเอง แต่ต้องใช้แรงสูดของผู้ป่วยเป็นตัวนำยาเข้าสู่ปอด ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสูดลมหายใจเข้าทางปากให้เร็ว แรง และลึกเพื่อให้ประสิทธิผลสูงสุด 

ข้อดีของยาแบบนี้ คือไม่ต้องกะจังหวะการกดและการสูดให้สัมพันธ์กันเหมือนแบบแรก แต่ต้องมีแรงสูดที่ดี 

ส่วนยาประเภทสุดท้ายคือ เครื่องพ่นละอองยา ที่เปลี่ยนยาน้ำให้กลายเป็นไอหมอกผ่านหน้ากาก มักใช้ในสถานพยาบาล หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถสูดยาด้วยวิธีปกติ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และการฝึกใช้ให้ชำนาญตามคำแนะนำของเภสัชกร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคนิคการพ่นยาที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่ายาลงไปถึงหลอดลม ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบตนเองเบื้องต้นคือ ในขณะที่พ่นยาชนิดละออง (MDI) ไม่ควรเห็นละอองยาฟุ้งกระจายออกมาจากปาก หรือไม่ควรรู้สึกว่ายาจับตัวเป็นก้อนหนาที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม มิฉะนั้น ก็แสดงว่าจังหวะการกดและการสูดหายใจไม่สัมพันธ์กัน และก่อนพ่นยาทุกครั้งต้องผ่อนลมหายใจออกให้สุด และเมื่อสูดจังหวะยาเข้าไปแล้ว ต้องกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวหลอดลมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากพ่นแล้วหายใจออกทันที ยาส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาพร้อมลมหายใจโดยไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่ที่สำคัญที่สุด หลังจากพ่นยาแล้ว ผู้ป่วยควรบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วนน้ำทิ้งทุกครั้ง เพื่อกำจัดคราบยาที่ตกค้างในช่องปาก ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการเสียงแหบและลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในลำคอ 

ถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ยาพ่น หรือไม่มั่นใจว่าใช้ยาถูกต้องหรือไม่ควรไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน

นอกจากการใช้ยาถูกต้องแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบชัดเจน และต้องเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลที่ดี จะทำให้ผู้ป่วยที่พะวงเรื่องการหายใจ ให้กลับกลายเป็นผู้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยในทุกช่วงวัยของชีวิต

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติการขึ้นทะเบียนยา ราวิดาสเวียร์ (ravidasvir) ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยยาตัวดังกล่าวมีการศึกษาและวิจัยในคน (Clinical Trial) ที่ดำเนินการในประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย ราวิดาสเวียร์ ได้รับอนุมัติให้ใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่งคือ โซฟอสบุเวียร์ (sofosbuvir) ในรูปแบบยารับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์

ผลการศึกษาพบว่า การใช้ราวิดาสเวียร์ร่วมกับโซฟอสบุเวียร์ ซึ่งเป็นยากลุ่ม direct-acting antivirals (DAAs) ทั้งสองชนิด มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษายาก และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับเอชไอวี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สาม ต่อจากมาเลเซียและอียิปต์ที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไปในปี พ.ศ.2564

พญ. กราซิเอลา ดิอัป ผู้จัดการโครงการไวรัสตับอักเสบซีขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) กล่าวว่า “การอนุมัติฯครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยในประเทศไทย และช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี การขึ้นทะเบียนยานี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเข้าถึงการรักษาได้ นอกจากนั้นยังเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหายา และช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาอีกด้วย”

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก คาดว่าในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังประมาณ 350,000 คน ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อประมาณ 50 ล้านคน โดยในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 240,000 คน ส่วนใหญ่จากภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ

เดือนมิถุนายน พ.ศ.2568 องค์กร DNDi บริษัท Pharco Pharmaceuticals และองค์การเภสัชกรรม (GPO) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสนับสนุนการนำราวิดาสเวียร์เข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

รศ. เภสัชกร สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า“การที่ราวิดาสเวียร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอชื่นชมองค์การเภสัชกรรมสำหรับบทบาทผู้นำและความมุ่งมั่นในการขยายการเข้าถึงยาราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่มีส่วนในการพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนคณะนักวิจัย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาและวิจัยในคน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในครั้งนี้”

ทั้งนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาการและกฎระเบียบฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้

ยาราวิดาสเวียร์ เป็นผลอันเนื่องมาจากการทำงานร่วมกันของสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรมยาในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เพื่อพัฒนาทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้

ความร่วมมือนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นช่วงเวลาที่ราคายาในกลุ่ม direct-acting antivirals รุ่นแรกมีราคาสูงมาก เมื่อยามีราคาแพง ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง รวมถึงประเทศไทยก็จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย

การพัฒนายานำโดยบริษัท Pharco Pharmaceuticals ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย กระทรวงสาธารณสุขของไทย และ องค์กร DNDi โดยมีการทำงานร่วมกันกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย/HIV-NAT สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลนครพิงค์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่สำหรับการศึกษาและวิจัยในคน

นพ. เชอรีน เฮลมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Pharco Pharmaceuticals กล่าวว่า “ราวิดาสเวียร์เป็นส่วนสำคัญของความพยายามในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีในระดับโลก ถ้าเราไม่มอง เราก็จะไม่เห็น เราขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ ที่ทำงานโดยยึดมั่นว่าจะไม่ทิ้งผู้ป่วยคนใดไว้ข้างหลัง และหวังว่ายาตัวนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้กับผู้ป่วย และทำให้เราก้าวสู่โลกที่ปลอดจากไวรัสตับอักเสบซี”

การรักษาด้วยยากลุ่ม direct-acting antivirals สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาด และช่วยหยุดการแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการในระยะแรก จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองเชิงรุกและขยายการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประเทศไทยได้ทำการคัดกรองประชาชนแล้วกว่า 1.83 ล้านคน และมีแผนขยายการคัดกรองให้ครอบคลุม 42 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2573

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า “การขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี องค์การเภสัชกรรม มุ่งมั่นขยายการเข้าถึงยาที่มีราคาที่เหมาะสมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ยาตัวใหม่นี้จะช่วยเสริมทางเลือกในการรักษา และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีของประเทศไทย”

องค์กร DNDi และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในอีกหลายประเทศในทวีปละตินอเมริกา

การพัฒนายาราวิดาสเวียร์ได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน Médecins Sans Frontières International – Transformational Investment Capacity (MSF‑TIC); UK International Development สหราชอาณาจักร;กระทรวงสาธารณสุข ประเทศมาเลเซีย; องค์กร FIND, the global alliance for diagnostics (ได้รับการสนับสนุนจาก Unitaid);
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิ Starr International ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; Fondation ARPE ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; บริษัท Pharmaniaga Berhad ประเทศมาเลเซีย; และ Swiss Agency for Development and Cooperation (SDC) รวมถึงบุคคลและองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ประสงค์ออกนาม

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน        40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา 

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่“ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน” อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้น การทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้นๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ” กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์น้ำมะพร้าวแท้ 100% “COCOLOVE” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานกิตติมศักดิ์, ดร.ณราทิพย์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร, คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) ให้กับ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 ล่าสุด “COCOLOVE” สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health ชวนดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% COCOLOVE เพื่อสุขภาพที่ดี ร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดโดยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ระดมทุน 100 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก นำโดย หมีเนย Butterbear ขวัญใจมหาชน และเหล่าคนบันเทิงใจกุศลที่มาสร้างสีสันภายในงาน พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ! ร็อกเกอร์สายวิ่ง “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ขึ้นโชว์คอนเสิร์ตบอดี้สแลมแบบจัดเต็ม

บูธแบรนด์ “COCOLOVE” บรรยากาศคึกคักไปกับหนุ่มสาวทีม COCOLOVE Z Friends ที่ส่งเสียงเชียร์มอบรอยยิ้มสดใสให้กับเหล่านักวิ่ง พร้อมทั้งเชิญชวนให้มาดื่ม COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100% เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะหลังจากที่เสียเหงื่อจากการออกกำลัง ควรดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อเติมความชุ่มชื่น ลดความอ่อนล้า และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ไว เพราะน้ำมะพร้าวแท้อุดมด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียมและเกลือแร่ธรรมชาติ ชดเชยการเสียเหงื่อได้ดี

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมว่า “คณะผู้บริหารโคโคเลิฟได้รับคำแนะนำจากคุณพรรณพิไล ใบหยก ให้รู้จักศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และได้ร่วมการกุศลบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนปรับปรุงหน่วยตรวจและติดตามผลการรักษาออร์โธปิดิคส์ และทางนพ.กีรติ ได้เชิญชวนเข้าร่วมงานวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาลด้วย ทางโคโคเลิฟจึงร่วมสนับสนุนเงินจำนวน 4 แสนบาท พร้อมน้ำมะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟกว่า 5,000 ขวด แจกให้กับนักวิ่ง เพราะเราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ของความสดชื่นและสุขภาพที่ดีจริงๆ”

คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางคณะผู้บริหารเรามองว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่เป็นการส่งต่อสุขภาพ ไปยังผู้คนอีกจำนวนมาก ผ่านการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้ 13 โรงพยาบาล โคโคเลิฟในฐานะแบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพจึงรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเรามากที่สุด ทั้งการดูแลตัวเองและการดูแลสังคมไปพร้อมกัน เราอยากเห็นคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น”

ด้าน คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร เผยถึงประโยชน์ของ COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ที่สอดคล้องกับกิจกรรมว่า “น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ให้ความสดชื่น เติมพลัง และมีคุณสมบัติช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดี โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย เรามองว่าเป็น natural hydration ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่อยากดูแลตัวเองแบบไม่ต้องปรุงแต่ง วันนี้เราเห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองสุขภาพ เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการวิ่ง การออกกำลังกาย และการเลือกอาหารเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย โคโคเลิฟ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้ คือดีจริง ดื่มง่าย และเข้ากับชีวิตประจำวัน หัวใจของเรา คือ ความจริงใจ เราเลือกใช้น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อให้ผู้บริโภคได้สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด”

#หมอออร์โธฯชวนก้าวเพื่อ13โรงพยาบาล #COCOLOVE  #LoveyourselfDrinkforyourhealth

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ที่ 3 จากซ้าย) และ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงศ์สกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อม (ซ้ายสุด) ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดี ย้อนหลัง จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ , ธีระ สุวรรณกุล อดีต สมาชิกวุฒิสภา พลโทศุภฤกษ์ ชัยชนะ และกฤตชัย พยอมแย้ม ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องอาหาร ไชน่าพาเลซ

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’  นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สยามพารากอน ร่วมกับ Joyman Gallery และ M Contemporary เปิดประสบการณ์ทางศิลปะครั้งพิเศษในนิทรรศการ “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” ที่ชวนทุกคนออกเดินทางสำรวจความหมายของตัวตนและโลกที่เราอาศัยอยู่ พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ เมือง และความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ผ่าน 2 นิทรรศการเดี่ยวจากศิลปินร่วมสมัย ที่ตีความโลกในแบบของตนเองอย่างมีเอกลักษณ์  เปิดให้ชม “เรื่องเล่านับล้าน” ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ระหว่างวันที่ 1 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ Art Jewel พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย บนชั้น 5 สยามพารากอน

ภายใต้นิทรรศการครั้งนี้ได้รวม 2 นิทรรศการน่าสนใจเข้าไว้ด้วยกัน คือ “Millions of CATS and ONE CAT: แมวล้านตัวกับแมวหนึ่งตัว” นิทรรศการเดี่ยวของ เนียม มะวรคนอง ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพ ระบบ และตัวตน ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเกินขีดจำกัดของการรับรู้ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ผ่านภาพแมวจำนวนมหาศาลที่ปรากฏในผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคบนผ้าใบกว่า 27 ชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะของการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่ความแตกต่างค่อย ๆ เลือนหาย และความเหมือนถูกขยายจนกลายเป็นมาตรฐานของสังคม นิทรรศการนี้ไม่ได้ให้คำตอบ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อการมองเห็น การรับรู้ และความหมายของการมีอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วย “ความมากมาย” และ “ความเหมือน” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 “BENEATH THE HORIZON LINE” นิทรรศการเดี่ยวของ Zillustation (การุญ เจียมวิริยะเสถียร) ซึ่งชวนผู้ชมชะลอจังหวะและค้นพบความงดงามของเมืองในมิติที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน ผ่านผลงานศิลปะที่นำเสนอ “เมือง” ในฐานะพื้นที่มีชีวิต ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การพบพาน และความทรงจำ ผลงานชุดนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายขาวดำอันละเอียดอ่อนจากปากกาหมึกดำ ถ่ายทอดเป็นแผนที่เชิงศิลปะที่ผสานระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการด้วยกลิ่นอายของป๊อปอาร์ตและการอ้างอิงวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างมีชั้นเชิง จนเกิดเป็นโลกที่ดูเหนือจริง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนวิถีชีวิตและความงดงามที่ซ่อนอยู่ในมหานคร

ทั้งนี้ ทั้งสองนิทรรศการใน “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หยุดมองโลกอีกครั้ง ท่ามกลางเรื่องเล่ามากมายรอบตัว พร้อมเชิญชวนให้คนรักศิลปะมาร่วมออกเดินทางสำรวจ “เรื่องเล่านับล้าน” และค้นพบความหมายของการมีอยู่ในโลกยุคปัจจุบันภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon