คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

  • ภาพพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ นับเป็นภาพที่ตราตึงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกร แล้วผู้พบเห็น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพระราชไมตรีที่ลึกซึ้งระหว่างพระราชวงศ์ไทยกับพระราชวงศ์ยุโรป
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงรัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ (Fringe Tiara deศิราภรณ์องค์ประวัติศาสตร์ พระราชมรดกจาก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งประวัติศาสตร์ระบุว่าศิราภรณ์องค์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับของรัสเซีย คือ Kokoshnik จุดเด่นของศิราภรณ์องค์นี้คือสามารถแปลรูปเป็นสร้อยได้ สวนฉลองพระองค์ราตรียาวไหล่เดียวแบบสากล ตัวฉลองพระองค์ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ลายขนนก ประดับด้วยดิ้นเงิน เป็นผลงานของ Meshmuseum แบรนด์ไทยแท้ ส่วนฉลองพระองค์อื่น ๆ ก็รังสรรค์จากผ้าไทยทั้งหมดเช่นกัน เช่นผ้าไหมยกดอกลำพูน โดยวสินผ้าทอไท
  • TasteAtlas เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลอาหารท้องถิ่นและเครื่องดื่มจากทั่วทุกมุมโลกยกย่องชาไทยว่ายอดเยี่ยมติดอันดับเก้าของโลก โดยการจัด best non-alcoholic beverage types in the world โดยเครื่องดื่มอะไรแอลกอฮอล์อันดับหนึ่ง คือลูลาดา ของโคลอมเบีย อันดับสองคืออากาวาส เฟรสกาส ของเม็กซิโก อันดับสามคือลาสซี่มะม่วง จากอินเดีย และสี่คือมสาลาจาย จากอินเดียเช่นกัน ตามมามาด้วยชามาเกรบีมิ้นท์ จากแอฟริกา อันดับหกคือมีธี ลาสซี่ จากอินเดียอีกเช่นกัน อันดับเจ็ดคิวบาโน่คาเฟ่ จากคิวบา อันดับแปด เอสเพรสโซ่ เฟรดโด จากกรีซ อันดับเก้าชาไทยเย็น ของไทย อันดับม10 โฮจิฉะ จากญี่ปุ่น
  • รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บ่นแต่ยังไม่สิ้นหวังหลังจากพยายามผลักดันแก้ปัญหาแรงงานอิสระในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ยังขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้แรงงานจำนวนมากสูญเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย ทั้งนี้ รัดเกล้าพยามจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ได้ แต่ความหวังยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องผลักดันต่อไป 

Victor Lee

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมส่งต่อความห่วงใยแก่พี่น้องในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน หน้ากากอนามัยและขนมขบเคี้ยว เสริมความพร้อมด้านสาธารณสุขให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าสนับสนุนการดูแลด้านสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ และขนมขบเคี้ยวผ่านสภาสังคมสงเคราะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ไปมอบยังพื้นที่ ตำบลเมืองแหง ตำบลแสนไห และตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

การส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 2 เครื่อง หน้ากากอนามัย จำนวน 8,000 ชิ้น และขนมขบเคี้ยว ให้แก่เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยทางสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินการส่งมอบณ วัดพระธาตุดอยนายาง ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การสนับสนุนในครั้งนี้ มูลนิธิฯ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมดูแลสุขภาพ ช่วยเหลือผู้ป่วยและกลุ่มคนเปราะบางในพื้นที่ โดยมอบเครื่องผลิตออกซิเจน บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องใน 3 ตำบล ขณะเดียวกัน ยังได้ทราบถึงความจำเป็นของหน้ากากอนามัยสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้วยความทุ่มเทและตั้งใจ จึงได้มอบหน้ากากอนามัยให้กับชุดรักษความปลอดภัยหมู่บ้าน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการมีสุขอนามัยที่ดี และให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การสนับสนุนเครื่องผลิตออกซิเจนและหน้ากากอนามัย นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจด้านสาธารณสุขของมูลนิธิฯ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเคียงข้างชุมชนและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 และดำรงพระอิสริยยศเป็น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พุทธศักราช 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ประเทศไทยก็ได้ว่างเว้นจากพระราชพิธีนี้มานานถึง 69 ปี

รัฐบาลไทยและพสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมจัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป หลังพระราชพิธีบรมราชภิเษก 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ในปีถัดไปจะเป็นวันระลึกวันบรมราชาภิเษก และจะเรียกว่า “วันฉัตรมงคล”  ตลอดไปในรัชกาลนี้

ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคลนั้น ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคล ถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐานที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก และเป็นงานส่วนตัวไม่ถือเป็นงานหลวง จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรกในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2393 โดยมีพระราชดำริว่า “วันบรมราชาภิเษก เป็นมหามงคลสมัยที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ” แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อีกทั้ง เผอิญที่วันบรมราชาภิเษก ไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า วันฉัตรมงคล เป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย ดังนั้น จึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่าฉัตรมงคล นี้ขึ้น โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า การเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรก

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 วันบรมราชาภิเษก ตรงกับเดือน 12 จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคล มาตรงกับ วันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปแบบงานวันฉัตรมงคล ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การพระราชพิธีฉัตรมงคลได้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดการพระราชพิธี 3 วัน คือ วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบด้วย สรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เลี้ยงพระ พระสงฆ์ดับเทียนชัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธยสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เสด็จออกให้ทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

นับเนื่องตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไปพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ตลอดจนการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ทรงน้อมนำแนวพระราชดำริและพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงปฏิบัติ  ทรงแสดงความมุ่งมั่นพระราชหฤทัย ที่จะทรง “สืบสาน รักษา ต่อยอด”   แนวพระราชดำริใน สมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทั้งด้วยพระราชดำรัส พระราโชบาย แนวพระราชดำริ ตลอดจนพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวง

สืบสาน คือทรงนำองค์ความรู้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  มาสืบสานในการทรงงาน รักษา คือพระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดความยั่งยืน ต่อยอด คือสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์

เมื่อวันฉัตรมงคล เวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 พสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ ‘แจสมิน สปา’

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ 'แจสมิน สปา'

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ ‘แจสมิน สปา’

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

โดย ศมลวรรณ อัศวสิทธิถาวร ผู้ก่อตั้ง

ในโลกธุรกิจบริการที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด “แจสมิน สปา” ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะสปาเพื่อสุขภาพระดับแนวหน้า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่ายี่สิบปี ด้วยมาตรฐานการบริการที่ทุ่มเทต่อทุกรายละเอียด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันชัดเจนของ ศมลวรรณ อัศวสิทธิถาวร ผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการยกระดับนิยามของสปาให้เป็นมากกว่าสถานที่ผ่อนคลาย แต่คือ “สถานที่แห่งความไว้วางใจและคุณภาพ” อย่างแท้จริง

วิสัยทัศน์แห่งการสร้างสรรค์

ตลอดเส้นทางกว่า ยี่สิบปี “แจสมิน สปา” ไม่เคยหยุดพัฒนา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความเพลิดเพลินผ่อนคลายเหนือระดับให้แก่ลูกค้า ทุกการให้บริการถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งการฝึกฝนเทอราพิสต์ให้มีความเชี่ยวชาญสูงสุด และการจัดสรรบรรยากาศภายในที่หรูหรา สงบ และเอื้อต่อการผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ผู้มาเยือนทุกท่านได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจ: จากความเจ็บป่วยสู่การเยียวยาด้วยหัวใจ

คุณศมลวรรณเล่าว่า แรงบันดาลใจในการเปิดกิจการนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากเธอเผชิญกับความเครียดสะสมจากการทำงานที่สูงมาก ส่งผลให้ร่างกายเมื่อยล้า เส้นเอ็นตึงและขาดความยืดหยุ่นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

ด้วยเหตุนี้เธอจึงออกสำรวจและเข้าใช้บริการสปาในสถานที่ต่างๆ จนเกิดความรักและความหลงใหลในธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อได้เริ่มเปิดกิจการมาตั้งแต่วันแรก เดือนแรก และปีแรก เธอกลับพบว่ามันไม่ได้ง่ายเลย

“จุดเริ่มต้นนั้นเรียกได้ว่าขาดความพร้อมในทุกด้าน ทั้งทำเล สถานที่ และบุคลากรที่ยังไม่ลงตัว ทว่าคำว่า ‘ท้อถอย’ กลับไม่เคยถูกนิยามไว้ในการทำงาน เพราะความพ่ายแพ้ที่แท้จริงมีเพียงการปิดกิจการเท่านั้น จึงได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจประคบประหงมธุรกิจนี้ ประดุจการรังสรรค์รสชาติอาหารที่ต้องละเมียดละไมจนไร้ที่ติ ความท้าทายเหล่านี้เองคือเสน่ห์ที่ผลักดันให้ก้าวข้ามทุกอุปสรรค จนกลายเป็นสปาที่ได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน”

มาตรฐานและการรับรองคุณภาพ: ความภาคภูมิใจอันสูงสุด

แจสมิน สปา ได้รับการรับรองมาตรฐานการประกอบธุรกิจสปาที่สำคัญ เพื่อยืนยันถึงการให้บริการอย่างมีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากล อาทิ:

  • ใบอนุญาตประกอบกิจการสปาเพื่อสุขภาพ จากกระทรวงสาธารณสุข
  • ใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (สปส.)
  • เกียรติบัตรจากกรุงเทพมหานคร: รับรองคุณภาพในระดับ “ดีมาก” พร้อมโล่รางวัลที่ถือเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุด

เอกสารและเกียรติบัตรเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องทางธุรกิจ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจที่ลูกค้ามั่นใจได้ในทุกครั้งที่มาใช้บริการ

ความสำเร็จที่ยืนหยัด: ทีมงานที่แข็งแกร่ง

วันนี้ “แจสมิน สปา” ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสปาชั้นนำระดับ 5 ดาว ใจกลางย่านพระราม 3 ความสำเร็จนี้เกิดจากทีมงานที่ยอดเยี่ยม ตั้งแต่ผู้จัดการทีมที่มีความชำนาญสูง ไปจนถึงเทอราพิสต์ผู้เชี่ยวชาญที่มีฝีมือการนวดอโรม่าอันยอดเยี่ยม มีความอ่อนโยน อ่อนหวาน และพัฒนาฝีมือจนยกระดับสู่สปาเพื่อสุขภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในย่านนี้

จากระยะเวลาเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน: การันตีด้วยความผูกพัน

แม้จะก้าวผ่านเวลายาวนานกว่า ยี่สิบกว่าปี แต่เจตนารมณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เรามีลูกค้าหลายท่านที่มาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการจนถึงปัจจุบัน ทีมงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าที่ไม่เคยลืมเลือนกัน และแวะเวียนมาหาเราสม่ำเสมอในยามที่เมื่อยล้าจากการงาน เราสัญญาว่าจะสืบสานมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความโปร่งใส พร้อมพัฒนาการบริการให้เหนือความคาดหมายของลูกค้าตลอดไป

ธุรกิจสปาก็เปรียบเสมือนงานสร้างสรรค์อาหารชั้นเลิศ ที่ไม่ได้อาศัยเพียงวัตถุดิบชั้นดี แต่ต้องอาศัยความใส่ใจ พิถีพิถัน และความสม่ำเสมอในทุกรายละเอียด หากละเลยคุณภาพ วันหนึ่งคุณค่าอาจเลือนหาย แต่หากรักษามาตรฐานไว้อย่างมั่นคง พร้อมพัฒนาอยู่เสมอ ความไว้วางใจและความประทับใจจะดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน เช่นเดียวกับ “แจสมิน สปา” ที่ยังคงสืบสานความสง่างามและมาตรฐานแห่งการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ ‘Amazing Green Journey’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

ททท. ผนึก กฟภ. - ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เปิดแคมเปญ 'Amazing Green Journey' ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ ‘Amazing Green Journey’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และโลตัส ห้างค้าปลีกชั้นนำของไทย ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี” ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ควบคู่การสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมให้ผู้บริโภคหันมาใช้ชีวิตและท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันประเทศไทยให้เป็น Green Tourism Hub ระดับโลก

แคมเปญดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุด เอื้อต่อการสร้างประสบการณ์ประทับใจในการเดินทาง พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักที่เข้าร่วมโครงการ พบความสะดวกจากการเดินทางสีเขียวกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า PEA VOLTA ของ กฟภ. และยังสนุกกับการจับจ่าย พร้อมรับสิทธิประโยชน์และรางวัลจากการสะสม Green Points ที่โลตัสทั่วประเทศ ปรับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย สู่ “คุณภาพและความยั่งยืน”

แคมเปญ Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากเน้น “ปริมาณ” เป็น “คุณภาพและมูลค่าสูง” (Value over Volume) ภายในปี 2569-2570 เพื่อความยั่งยืน รวมถึงขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) ตามมาตรฐานสากล โดยแคมเปญนี้ถูกออกแบบให้การท่องเที่ยวและการรักษ์โลกเป็นเรื่องเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถ “เที่ยวอย่างมีคุณค่า” พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและธรรมชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “แคมเปญนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Green Tourism Hub เราไม่ได้มองแค่การดึงนักท่องเที่ยว แต่ต้องการสร้าง ‘ระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียว’ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักท่องเที่ยวเอง เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว”

ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน EV สู่การท่องเที่ยวสีเขียว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญนี้ ด้วยการส่งเสริมการเดินทางด้วยพลังงานสะอาด ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า PEA VOLTA ทั่วประเทศ โดยนักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเข้ามาใช้บริการชาร์จไฟ จะสามารถสะสมคะแนนเพื่อร่วมแคมเปญได้

นายยงยุทธ โพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด (ลูกค้าและการตลาด) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า “ความร่วมมือและสนับสนุนแคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของ กฟภ. ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน และหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้เป็นรูปธรรม”

กระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคสีเขียว ผ่านการช้อปของนักเดินทางสายเขียว

โลตัส ได้ร่วมส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการมอบ Green Points ให้กับลูกค้าที่แวะมาที่โลตัสเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะเดินทางท่องเที่ยว บริการเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างการเดินทาง หรือชาร์จรถที่จุดชาร์จ Altervim ในโลตัสสาขาใหญ่ทั่วประเทศ โดยสามารถสะสมได้สูงสุด 100 คะแนนต่อวันและนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ส่วนลดการจองที่พักจาก ascendtravel.com หรือแลกเป็นโลตัสคอยน์เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าต่อไป

นางสาววรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรานฟอร์เมชั่น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยวแต่เป็นเรื่องของการสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เราสามารถเป็น Meaningful Pit Stop หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างนักท่องเที่ยว กับประสบการณ์สายกรีน ที่ช่วยทำให้ การรักษ์โลกกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายในทุกวัน และปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโลตัสกับผู้บริโภคอีกด้วย”

“วิน เมธวิน” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมภารกิจเที่ยวกรีน

วิน เมธวิน ในฐานะ Friend Of Amazing Thailand 2026 ได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญ Amazing Green Journey และถ่ายทอดมุมมองคนรุ่นใหม่ว่า แคมเปญนี้สร้างแรงจูงใจโดยท้าทายให้ผู้บริโภคอยากออกไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ ในทุกวัน และการสะสม Green Points เปรียบเสมือนภารกิจ (Quest) ที่มีรางวัลตอบแทน ทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์กินเที่ยวที่คุ้มค่า

ผสานความร่วมมือ สร้างผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กร สะท้อนการบูรณาการระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ต้นทางการเดินทาง ระหว่างทาง (พฤติกรรมการจับจ่ายและใช้ชีวิต) จนถึงปลายทาง (ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

'ศุภมาส' เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ 'Smart Consumer' รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ภายใต้แนวคิด “THE SMART CONSUMER CITY” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อมุ่งยกระดับประชาชนสู่การเป็น “ผู้บริโภคอัจฉริยะ” ที่รู้เท่าทันและสามารถปกป้องสิทธิของตนเองในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในมีกิจกรรม 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนแรก “Legal Clinic” ให้คำปรึกษากฎหมายฟรีโดยผู้เชี่ยวชาญ โซนที่สอง “Business Clinic” ให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม และโซนที่สาม “Market Street” รวมสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการกว่า 40 ร้านค้า ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงสินค้าและบริการสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ทางด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ดังนั้น สคบ. จึงต้องปรับตัวเข้าหาประชาชน ดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขันจัดทำคลิปวิดีโอสั้น “GEN SMART CONTENT CREATOR” จำนวน 5 รางวัล ก่อนจะเยี่ยมชมบูธนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน

ภายในงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ยังมีการเสวนาหัวข้อ “การคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ : พลิกความท้าทายสู่การคุ้มครองที่เข้าถึงได้จริง” โดยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นวิทยากร รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “พลังเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค : เสียงประชาชนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” โดยมีเลขานุการที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการระดับชาติตลอดจนผู้อำนวยการเครือข่ายเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร เป็นวิทยากร

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องต้นเดือนพฤษภาคม ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ขณะที่ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่า จำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่า ผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง “ราคา” เป็นเรื่อง “คุณภาพ” โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น หลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่า ความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหง เล็งจะทดลองโมเดล “ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง “สินค้าเฉพาะกลุ่ม” เป็น “สินค้ากระแสหลัก” ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

>>>> ขอบคุณภาพและข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย <<<<

โดย ดาโน โทนาลี

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม้อัตราการเข้าเรียนของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง แต่ผลการประเมิน PISA ล่าสุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐานขั้นต่ำ  และ ผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความท้าทายด้าน “ความพร้อม” ของคนรุ่นใหม่ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว ยูโอบีฯจึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคง และความพร้อมตั้งแต่ระดับพื้นฐานการเรียนรู้ ไปจนถึงการส่งเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน

วางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้ ผ่านโครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS) โดยธนาคารร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยี เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโครงการครอบคลุมโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สนับสนุนนักเรียนและครูมากกว่า 5,500 คน มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลสะสมกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูแล้ว 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่้นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน โครงการ UOB Money 101 : Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab ธนาคารเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาจริงในชุมชน และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการมุ่งเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคมในระยะยาว

น.ส.ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า “เรามองว่าความพร้อมของคนรุ่นใหม่ เป็นรากฐานสำคัญของสังคม เราจึงมุ่งยกระดับพื้นฐาน การ เรียนรู้ เสริมวินัยทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่มีความมั่นใจและดูแลชีวิตตนเองได้ สังคมก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอวกาศรัสเซีย หรือรอสคอสมอส (Roscosmos) ประสบความสำเร็จในการทดสอบปล่อยจรวด โซยุซ-5 (Soyuz-5) หรือชื่อในคาซัคสถานคือ ซุนการ์ (Sunkar) ซึ่งเป็นจรวดรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ จากฐานปล่อยที่ศูนย์ปล่อยอวกาศไบโคนูร์ ประเทศคาซัคสถาน เป็นการบินทดสอบวิถีโค้งต่ำกว่าวงโคจร โดยบรรทุกหุ่นจำลองน้ำหนัก ซึ่งทั้งส่วนฐานจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ทำงานได้ตามปกติก่อนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในพื้นที่ที่กำหนด

จรวดรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ RD-171MV ซึ่งองค์การอวกาศรัสเซียระบุว่า เป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวที่ทรงพลังที่สุดในโลก สามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลกได้สูงสุดถึง 17 ตัน ใช้เชื้อเพลิงกลุ่ม Kerolox หรือน้ำมันก๊าดและออกซิเจนเหลว ซึ่งสะอาดและเป็นพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงไฮเปอร์โกลิกที่ใช้ในจรวดรุ่นก่อน ถือเป็นจรวดรุ่นใหม่ลำแรกที่รัสเซียพัฒนาขึ้นเองนับตั้งแต่ปี 2014 ตั้งเป้าเพื่อลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอวกาศโลก

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความมั่นคงด้านอวกาศของรัสเซีย แต่ยังช่วยผลักดันให้คาซัคสถานก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านอวกาศระดับโลกผ่านโครงการ Baiterek เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญภายใต้โครงการร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถาน เพื่อทดแทนจรวดรุ่นเก่าอย่าง Zenit และ Proton และเป็นความสำเร็จของการทดสอบที่เกิดขึ้นหลังจากต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้งจากปัญหาด้านงบประมาณ และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา