คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี 'ภรณี ลีนุตพงษ์' ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่รุ่นที่1 -รุ่นปัจจุบัน มาร่วมแสดงความยินดีกับ ภรณี ลีนุตพงษ์ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ที่ร้านบ้านนอกเข้ากรุง โดยมีอดีตผู้บังคับบัญชา ท่าน สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์ (อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค1) คุณชูจีรา กองแก้ว (อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี) คุณจารุวดี กู้ตลาด คุณวิไลวรรณ อินทปันตี คุณวิษา เจริญวัฒนานนท์ คุณมารยาท พัธนพันธุ์ คุณศิรินทรา จงพิพัฒนสุข คุณจุไรรัตน์ ปันยารชุน คุณสกุลรักษ์ วัฒนสิทธิสิน คุณมณี พูนพิริยะ คุณอัมพาพันธุ์ เจียรวนนท์ คุณพิสมัย บุณยเกียรติ คุณมยุรี วงษ์สามี คุณมยุรี น้อยใจบุญ และ ดร.นันทกา ยุกตะนันท์

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

'มหิดล' ปั้น 'Salaya No Nicotine Generation' สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

‘มหิดล”ขยายมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนศาลายา ปั้น “Salaya No Nicotine Generation” จับมือขุมชนสร้าง Sandboxประกาศสร้าง “คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน” สกัดบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ ป.4 ตั้งเป้าเด็กเกิดปี 2560 เป็นต้นไปปลอดนิโคตินตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยมหิดลต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนามหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2552 สู่การขยายผลออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปยังชุมชนรอบศาลายา ผ่านแนวคิด “Salaya No Nicotine Generation” หรือการสร้างเยาวชนศาลายารุ่นใหม่ปลอดนิโคติน โดยตั้งเป้าให้เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่เข้าสู่วงจรบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต ผผโดยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดการขับเคลื่อนดังกล่าวเปิดตัวในงานเสวนา “MU Unmasking the Vape Deception: กระชากหน้ากากกลลวง ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมกษาน จาติกวนิช มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณาจารย์ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และภาคีในพื้นที่ศาลายาเข้าร่วม

#ไทยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่ง ช่วงปี 2532–2567 แต่ชะลอลง ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไทยสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 32 เหลือ 16.7 ในช่วงปี 2532–2567 แต่อัตราการลดดังกล่าวเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาและแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง ซึ่งอันตรายของนิโคตินในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ตรงที่ส่งผลโดยตรงต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโต นโยบายป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังไม่สูบจึงเป็นมาตรการที่ได้ผลสูงสุดในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า แนวคิดนี้สอด คล้องกับนโยบาย Nicotine-Free Generation ซึ่งมุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินให้แก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่กำหนด เช่น อังกฤษกำหนดวันที่ 1 มกราคม 2552 ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังจากนั้นไม่สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ตามกฎหมายตลอดไป แนวทางนี้ยั่งยืนกว่าการกำหนดอายุขั้นต่ำ เพราะระบบเดิมที่ไทยกำหนดไว้ที่ 20 ปี ยังเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ

“คนที่สูบก็สูบไป แต่เราจะป้องกันคนที่ยังไม่สูบไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ตลอดชีวิต” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนดังกล่าว ศจย. สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ด้านองค์ความรู้ วิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ขณะที่โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และคนในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น “มือและเท้า” ที่ขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน

ด้าน ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% และจุดสูบบุหรี่ที่กำหนดอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ป้ายแสดงเขตสูบบุหรี่ พื้นที่ระบายอากาศที่เหมาะสม และการจัดพื้นที่ไม่ให้กระทบทางเข้าออกหลักของอาคาร รวมถึงจัดทำ Drop Box สำหรับรวบรวมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าก่อนส่งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการต่อไป นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อเฝ้าระวังและรายงานผล โดยให้ผู้พบเห็นการสูบบุหรี่สามารถสแกน QR Code หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ nosmoking.mahidol.ac.th ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบส่วนกลางและส่งต่อผู้ดูแลพื้นที่เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน พร้อมทีมที่ปรึกษาตรวจเยี่ยมคณะทั้ง 38 แห่ง ทั้งออนไลน์และลงพื้นที่จริง

ผศ.ดร.อิทธิโชติ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นประเด็นสำคัญในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา การสื่อสารจึงต้องใช้ภาษาที่เยาวชนเข้าใจ โดยให้นักศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการแปลงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญสู่ภาษาของคนรุ่นเดียวกัน จุดแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการมีคณะแพทย์ โรงพยาบาล คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ทำให้การขับเคลื่อนครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่ และการสื่อสารเชิงนโยบายระดับประเทศได้อย่างครบวงจร พร้อมย้ำว่าความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การทำงานจึงต้องปรับทั้งกติกา พื้นที่ และบรรยากาศทางสังคม โดยใช้แนวทางเชิงบวกมากกว่าการห้ามหรือลงโทษ

เริ่มที่เด็ก ป.4 ก่อนวัยอยากลอง สร้างรุ่นปลอดนิโคตินปี พร้อมระบบช่วยเด็กที่เริ่มสูบแล้ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Salaya No Nicotine Generation ต่อยอดจากแนวคิดป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากพฤติกรรมที่นำไปสู่การตายก่อนวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การไม่สวมหมวกกันน็อก หรือการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม มักเริ่มจากการเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้น

มหิดลจึงเลือกเริ่มที่เด็กอายุประมาณ 9–10 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเป็นจังหวะที่เด็กเริ่มเรียนรู้อันตรายได้แล้วแต่ความอยากลองยังไม่สูง เป้าหมายคือทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็น “ศูนย์” คือไม่เริ่มสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า แล้วติดตามต่อเนื่องปีต่อปี เพื่อให้เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตถึงอายุ 20 ปี ยังไม่เข้าสู่วงจรนิโคติน โดยเป้าหมายของ Sandbox คือทำให้พื้นที่ศาลายารอบตัวเยาวชนปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ร้านค้า หอพัก และพื้นที่สาธารณะ โดยใช้แนวคิดเปลี่ยนจาก “กฎหมายสู่วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงออกกฎห้ามสูบ แต่สร้างวัฒนธรรมชุมชนร่วมกันผ่านนโยบายที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการป้องกันยังต้องออกแบบให้เด็กมีส่วนร่วมซ้ำๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำสัญญากับพ่อแม่ การเรียนรู้จากบทเรียนและกิจกรรมในโรงเรียน รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทเด็กจาก “ผู้ถูกห้าม” เป็น “ผู้รู้เท่าทัน” ที่สามารถดูแลเพื่อน ครอบครัว และชุมชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผลิต ภัณฑ์ที่ออกแบบมายั่วเยาวชน แนวทางดังกล่าวยังรองรับด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น บทเรียนสำหรับครู กิจกรรมในโรงเรียน และแอปพลิเคชัน “ภารกิจชีวิตยืนยาว” ที่ช่วยสะสมความรู้และติดตามพฤติกรรมของเด็ก ครอบครัว และชุมชน

“นอกเหนือจากการป้องกัน มหาวิทยาลัยมหิดลยังพัฒนาระบบช่วยเหลือเยาวชนที่เข้าสู่วงจรนิโคตินแล้ว ผ่าน Ex(it) Program โดย รศ.ดร.ผ่องศรี ศรีมรกต ที่ปรึกษาคณะดำเนินการ และคุณจันทร์เพ็ญ ลาพระอินทร์ คลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ระบบดังกล่าวมุ่งดูแลเยาวชนอายุ 10–18 ปีที่เสพติดนิโคติน ให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดอย่างเหมาะสม ผ่านเครือข่ายคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ คลินิกเลิกบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท คลินิกฟ้าใส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บางกอกน้อย และคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นักศึกษาแพทย์ชูพลังคนรุ่นใหม่ ป้องกันคนที่ยังไม่สูบ

ทางด้าน น.ส.วิชาดา นรสิงห์ นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยา ลัยมหิดล กล่าวว่า การขับเคลื่อนของนักศึกษาแพทย์ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมรณรงค์ครั้งคราว แต่ต้องวางโครงสร้างระยะยาว ตั้งแต่การรวมทีม สร้างคอมมูนิตี้นักศึกษาแพทย์จากหลายสถาบัน ไปจนถึงการทำงานเชิงนโยบายและงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายหลักควรมุ่งไปที่ “คนที่ยังไม่สูบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่วงจรนิโคตินตั้งแต่ต้น ขณะที่คนซึ่งสูบอยู่แล้วควรถูกมองในฐานะผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่คนร้าย

“เราให้ความเคารพคนที่สูบอยู่ เพราะเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่คนร้าย แต่อยากโฟกัสคนที่ยังไม่สูบ ทำอย่างไรให้อีกกี่ปี เขาก็จะไม่ยุ่งกับบุหรี่” วิชาดา กล่าว พร้อมเสริมว่า “ในฐานะเยาวชน รู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของสังคม และในฐานะสมาชิกของมหิดล พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนสังคมศาลายาปลอดนิโคตินอย่างเต็มกำลัง ภูมิใจเริ่มที่รุ่นเรา

การขับเคลื่อน Salaya No Nicotine Generation จึงเป็นมากกว่าการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขยายระบบมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนรอบศาลายา โดยใช้ศักยภาพทางวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ปกป้องเด็กตั้งแต่ก่อนเริ่มสูบ พร้อมระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการออกจากวงจรนิโคติน เพื่อให้ศาลายาเป็นพื้นที่ต้นแบบของคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคตินอย่างยั่งยืน”น.ส.วิชาดา กล่าว

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืนภายใต้แนวทาง ESG ประกาศเปิดตัวโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานเปิด โดยโครงการดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ

ในพิธีเปิดงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงปัญหาขยะจากเศษอาหารว่า  “ปัญหาขยะอาหาร หรือ Food Waste คือหนึ่ง ในวิกฤตเชิงระบบนิเวศด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดของโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า อาหารกว่า 1 ใน 3 ของที่ผลิตขึ้นทั่วโลก ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล สูญเสียทรัพยากรน้ำและพลังงาน และเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ) ปัญหาดังกล่าว กระทรวงฯ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐภาคธุรกิจ และภาคประชาชนร่วมมืออย่างบูรณาการ โครงการ STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม ที่กลุ่มเดอะมอลล์ ดำริจัดขึ้น คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของความร่วมมือนั้น”

THE MALL GROUP ZERO WASTE: ยุทธศาสตร์สู่ศูนย์การค้าปลอดขยะ

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดเดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึง การบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ THE MALL GROUP ZERO WASTE ว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับความร่วมมือร้านอาหารภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ให้เข้าร่วมกระบวนการจัดการขยะอาหารอย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยร้านค้าที่ผ่านการประเมินจะได้รับ        ‘ตราสัญลักษณ์  “ ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste” รับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับ ตราสัญลักษณ์ “M Green” เพื่อสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม  การผนึกกำลังร่วมกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศแห่งการลดขยะที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งองค์กร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถลดขยะในศูนย์ฯ จูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะการกินให้หมดจาน คือ การกระทำที่เล็กน้อยแต่ทรงพลังที่สุดเพื่อโลกของเรา 

โครงการ STOP FOOD WASTE  กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม

สมาชิก M CARD ที่รับประทานอาหารภายในร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาท่าพระ งามวงศ์วาน บางแค และบางกะปิ ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จสำหรับ 1 ร้านค้า จะได้รับ 1 M Star พร้อมสิทธิ์ในการลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1.5  ล้านบาท ประกอบด้วยทองคำน้ำหนัก
1 สลึง จำนวน 35 รางวัล และบัตรโดยสารไป-กลับ ภายในประเทศ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จำนวน 10 รางวัล พิเศษรับเพิ่ม  สะสม M Star ครบ 2 ดาว แลกรับโค้ก ขนาด 1 ลิตร มูลค่า 26 บาท จำนวน 1 ขวด, สะสม M Star ครบ 4 ดาว แลกรับครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ฮอกไกโด มิลค์ มูลค่า 145 บาท จำนวน 1 ขวด เป็นรางวัลพิเศษ จำนวนจำกัด  ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 และสามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่  https://www.themall.co.th/th/pr-csr

#TheMallGroup #TheMallLifestore #MCard #MStar #MGreen

#FoodWaste #ZeroWaste #SDG12 #ESG #ความยั่งยืน #Sustainability #รักษ์โลก

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L'Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

Dr.G แบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ กลับมาแลนด์ดิ้งในประเทศไทยอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ที่มุ่งตีตลาดไทยด้วยนิยามผิวสุขภาพดีแบบ K-Derma ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนแต่ด้วยประสิทธิภาพระดับคลินิกที่ผ่านการคิดค้นและพัฒนาโดย “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dr.G และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแถวหน้าของประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

การกลับเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยของ Dr.G ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ผู้นำด้านความงามระดับโลก ที่ต่อยอดความสำเร็จของ Dr.G จากการเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่คนเกาหลีกว่า 50% เลือกใช้ สู่การเป็นผู้นำด้าน K-Derma ของเมืองไทย ซึ่งการกลับมาสู่ตลาดไทยในครั้งนี้ของ Dr.G แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาด K-Beauty  ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นยังคงตัวเลือกด้านการดูแลผิวที่คนไทยให้ความไว้วางใจ

ความสำเร็จของ Dr.G  เริ่มต้นจากความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังของ “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากเกาหลีและผู้ก่อตั้งคลินิก Gowoonsesang  ที่เคยมีแผลเป็นจากอุบัติเหตุไฟไหม้ในวัยเด็กจนเสียความมั่นใจ เขาจึงได้ก่อตั้งคลินิกขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า “ผิวที่สุขภาพดีเริ่มต้นจากพื้นฐานที่แข็งแรง” ก่อนจะเริ่มก่อตั้งแบรนด์ Dr.G ขึ้นมาในปี 2003 โดยมุ่งพัฒนาสกินแคร์ที่อ่อนโยนแต่ยังมีประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย และต้องการการดูแลจากภายใน จนกลายเป็นจุดเด่นทำให้ Dr.G เป็นแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของเกาหลี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในเกาหลีใต้และระดับสากล

โดยจุดเด่นของแบรนด์ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์จาก 3-step skincare routine ที่เน้นเรื่องการปลอบประโลมผิวและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เริ่มจากขั้นตอนการผลัดเซลล์ผิวด้วย Brightening Peeling Gel เจลสครับผลัดเซลล์ non-acidic สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้มากถึง 74% เพื่อผิวโกลว์กระจ่างใสทันที ต่อด้วยขั้นตอนการปรอบประโลมผิวด้วย R.E.D Blemish Clear Soothing Cream มอยส์เจอร์ไรเซอร์ยอดฮิตที่ช่วยปลอบประโลมผิวสูตรอ่อนโยน ที่โดดเด่นด้วยสารสกัดใบบัวบก 10-CICA’S COLD-PRESSED ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานสูงสุด 100 ชั่วโมง พร้อมปลอบประโลมผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ให้ผิวรู้สึกอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี การันตรีประสิทธภาพด้วยการเป็นผู้ชนะรางวัล Olive Young Awards ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน และปิดท้ายด้วยขั้นตอนการปกป้องผิวด้วย Green Mild Up Sun+ SPF50+ PA+++ กันแดดสูตรอ่อนโยนที่ประกอบด้วย 100% mineral sunscreen เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย พร้อมการปกป้องผิวจากแดกถึง 7 ชั้น

ปัจจุบัน Dr.G มุ่งสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่สนใจ K-Derma ผ่านการแต่งตั้ง บยอนอูซอก (Byeon Woo-seok) เป็น Global Ambassador ด้วยภาพลักษณ์ที่อบอุ่น ทันสมัย และสุขภาพผิวที่แข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงอิทธิพลของ K-Culture และฐานแฟนคลับระดับนานาชาติที่เติบโตต่อเนื่องทำให้บยอนอูซอกสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์และแนวคิดการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนได้อย่างลงตัว

ทั้งนี้ผู้บริหารของ L’Oréal Group คุณโรมัง เวเบอร์ กล่าวว่า “Dr.G เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเกาหลี อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่คนเกาหลีไว้วางใจในประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านของการดูแลผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่คนไทยหลายคนพบเจอไม่ต่างกันเราเองในฐานะผู้นำด้านความงามของไทยและระดับโลกจึงมองเห็นโอกาสที่ดีในการส่งต่อผลิตภัณฑ์คุณภาพแบบนี้ให้กับคนไทยได้ใช้กัน และเราก็เชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าสกินแคร์จาก Dr.G จะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนไทย ตอบโจทย์ความต้องการเรื่องการแก้ไขปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างตรงจุด”

พบกับสินค้าของ Dr.G ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ที่ทุกช่องทางจำหน่ายของ Dr.G หรือสามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มของ Dr.G Thailand

#DrG #DrGThailand #NO1สกินแคร์จากเกาหลี

ช่องทางการติดตาม:

TikTok:https://www.tiktok.com/@dr.gthailand

X (Twitter) : https://x.com/drgofficial_th

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์  ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโชว์คูหา Thai Rice Pavilion เพื่อแสดงศักยภาพของข้าวไทยในฐานะสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยที่มีศักยภาพในการส่งออกสู่เวทีการค้าโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ รับนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการขยายตลาดข้าวไทย รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มโอกาส และขยายช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Think Rice…Think Thailand” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนเอกลักษณ์ ความประณีต และคุณค่าของข้าวไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร และความหลากหลาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยกรมฯ ได้นำผู้ประกอบการค้าข้าวคุณภาพดีจำนวน 18 ราย จาก 15 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของไทยทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าข้าวหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพสูง ข้าวขาวที่พร้อมเป็นอาหารและวัตถุดิบสำคัญให้ตลาดโลก ข้าวอินทรีย์จากแหล่งผลิตชุมชน รวมถึงข้าวสีเพื่อสุขภาพ อีกทั้ง ภายในคูหายังมีกิจกรรมสำคัญเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสศักยภาพข้าวไทย ทั้งการจัดนิทรรศการนำเสนอข้อมูลข้าวไทย การสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวไทยโดยเชฟที่มีชื่อเสียง การสาธิตการตรวจสอบมาตรฐานข้าวไทยเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทยให้แก่ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าข้าวไทย และการจัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกข้าวทั้ง 18 รายดังกล่าวได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากนานาประเทศ ตลอดจนเป็นโอกาสในการรับทราบข้อมูลทิศทางและแนวโน้มตลาดข้าวเพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแสวงหาคู่ค้าใหม่ๆ และขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวของผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยให้มากขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – เมษายน) มีการส่งออกข้าวประมาณ 2.17 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 11 เนื่องจากการส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรักหยุดชะงักลงเพราะต้องขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก อย่างไรก็ดี แนวโน้มการประสบกับกับภาวะเอลนีโญส่งผลให้หลายประเทศผู้นำเข้าพิจารณานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงทางอาหาร เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาอย่างแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญดังกล่าว ซึ่งกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมตลาดข้าวไทยครอบคลุมทั้งตลาดในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อกระจายตลาดให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ กรมการค้าต่างประเทศจึงขอเชิญชวนผู้ซื้อ ผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเยี่ยมชมคูหากรมการค้าต่างประเทศ Thai Rice Pavilion ภายใต้แนวคิด “Think Rice…
Think Thailand” พร้อมชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ณ คูหาหมายเลข 2-DD29, 2-DD45 Hall 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กรมการค้าต่างประเทศหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การนำเสนอข้าวไทยในปีนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพระดับโลก

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา วันที่ 30-31 พ.ค.17.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง..
  • เห็นข่าวพระราชสำนัก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชทานเพลิงศพ หม่อมนวลศรี สวัสดิวัตน์ ชายา หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน 24 พ.ค. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ  ม.ร.ว.วไลวัฒนา สวัสดิชูโต ,ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ และครอบครัว ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน ..ทางระบบออนไลน์ ที่เว็บไซด์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์(ม.น.ข.) เชิญ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยและที่ปรึกษา ม.น.ข.เป็นประธานเปิดงาน “เพลินเพลงสุนทราภรณ์กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ ครั้งที่ 3 (2569)” วันเสาร์ที่  6 มิ.ย.   17.00 – 20.30 น. ห้องอินฟีนีตี้ บอลรูม ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ..
  • Happy Family ไปทริปญี่ปุ่นทั้งครอบครัวเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้พิเศษตรงที่  นาถ ลิ่วเจริญ พามาดามศศิพร และลูกชายทั้งสอง นท-นนท์ ลิ่วเจริญ ไปนั่งริงส์ไซส์ดูแข่งซูโม่ เห็นชัดๆ เต็มๆ ตา เพราะอยากดูมานานแล้ว..
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ใจดี บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง นำทีมผู้บริหารและพนง.จิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”  ตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กก. โดยจะส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของชำร่วยสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัท..
  • ครบ 98 ปี ขจิตพรรณ ไทยเพ็ชร กราบนิมนต์ พระราชวชิรธรรมเมธี วัดราชประดิษฐสถิตมมหาสีมาราม มาสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านขจิตพรรณ พร้อมหน้าลูกๆ สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชร,สุจีปภา สิงโตกุล..
  • ขนมอร่อย วุ้นกรอบ,ขนมทองเสน่หา,กระหรี่ปั๊ปไส้ไก่,ทาร์ตสัปปะรด,เปี๊ยะถั่วไข่เค็ม,หม้อแกงเผือก ฯลฯ  จากร้าน zesty thai kitchen ฝีมือ วจีรัตน์ กังสะนันทน์ สัตวแพทย์ที่หันมาเอาดีทางทำขนมไทย หวานน้อย  ลูกค้าติดอกติดใจ  สอบถามได้ที่ โทร. 089-1999324..
  • คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) จัดพิธีมอบรางวัล “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย”  แด่สุภาพสตรีวัย 90 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีผลงานออุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม เป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่สตรีไทยรุ่นหลัง จำนวน 14 ท่านได้แก่  ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ,ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ วรวรรณ ศุขเนตร,สุกัญญา ชลศึกษ์, ศ. กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ ,ม.ร.ว.พิสวาศ นาควาณิช ,ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล , พวงเพ็ญ อินทรวิศิษฎ์,เยาวลักษณ์ แพ่งสภา,สราภรณ์   สาททอง,สุพรรณรัศม์ ศิริหงส์,สุรภีร์ โรจนวงศ์, ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ ,มณีรัตน์ สมบูรณ์  และ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล  28 พ.ค.13.00 น. ห้องแกรนด์บอลรูม  รร.ดิเอมเมอรัลด์ ..จะคอยดูว่าหญิง 9 ทศวรรษ ใครจะเป็นตัวอย่างสุขภาพดี มารับรางวัลไหว..

 

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ อมรินทร์บุ๊ค  เซ็นเตอร์ เปิดตัวหนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ (Tongueless) ฉบับแปลภาษาไทย ผลงานของ ‘เหล่า หยีหว่า’  ( Lau Yee Wa ) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women’s Literary Award 2025  พร้อมกันนี้ในงานได้จัดเวทีเสวนา “หนังสือดีแค่ไหน ทําไมจึงคว้ารางวัล Chommanard International Grand Prize ได้รับเงินสดถึง 500,000 บาท” โดยได้รับเกียรติจาก คุณเกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award และอาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ ผู้แปลหนังสือ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้

อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ กล่าวว่า  หนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นผลงานเรียกได้ว่า “มีความวิเศษ” ไม่ธรรมดา ด้วยพลังของการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึกและชวนให้ผู้อ่านได้ขบคิดพร้อมตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม โดยส่วนตัวรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสแปลหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะต้นฉบับเป็นภาษาจีนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางภาษาและอารมณ์ ทำให้ผู้แปลต้องทำความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดอรรถรสและน้ำหนักทางความรู้สึกของต้นฉบับออกมาให้ครบถ้วนที่สุด

ทั้งนี้ มองว่า ‘เหล่า หยีหว่า’ เป็นนักเขียนที่มีความเฉียบคมในการพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ราวกับกำลังใช้ชีวิตร่วมกับตัวละครจริง ๆ อีกทั้งยังสามารถสื่อสารความเจ็บปวด ความอึดอัด และความสะเทือนใจผ่านภาษาได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะตัวละคร “แม่” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวและอารมณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องได้อย่างทรงพลัง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของหนังสือเล่มนี้ เพราะทุกองค์ประกอบที่ผู้เขียนวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ระบบการศึกษา โลกการทำงาน หรือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ล้วนมีความหมายและชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนสังคมรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์กฤตยา ยังได้ขยายความถึงความหมายของชื่อเรื่อง  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ ผ่านการตั้งคำถามต่อ “ลิ้น” ในฐานะอวัยวะสำคัญของการสื่อสาร ว่ามนุษย์จะใช้มันอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดภายใต้อำนาจที่กดทับ บางคนเลือกนิ่งเงียบเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่บางคนใช้คำพูดเพื่อประจบเอาใจผู้มีอำนาจให้สามารถอยู่รอดในระบบได้ ลิ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะสำหรับการพูด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเสียง สิทธิ และตัวตนของมนุษย์ ซึ่งอาจค่อย ๆ ถูกครอบงำและพรากหายไปโดยไม่รู้ตัว จนท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ผู้อ่านย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลิ้นของเรายังอยู่หรือไม่” และเรายังมีพื้นที่มากเพียงใดในการเปล่งเสียงต่อผู้มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน

ด้าน เกศณี ไทยสนธิ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่ได้อ่าน  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’  รู้สึกทันทีว่านี่คือ นวนิยายที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและทรงพลัง เพราะสามารถขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่าน “ภาษา” ได้อย่างวิจิตรและลุ่มลึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เวทีชมนาดมองหาในงานวรรณกรรมร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงที่กล้าก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรม อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างน่าประทับใจ โดยเสน่ห์ของเรื่องเริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ชวนตั้งคำถาม ไปจนถึงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เผยให้เห็นความกล้าของผู้เขียนในการหยิบประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของฮ่องกงมาเล่าผ่านบริบทการศึกษาและการเปลี่ยนผ่านจากภาษาจีนกวางตุ้งสู่ภาษาจีนกลาง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา แต่ยังสื่อถึงการต่อรองอำนาจ อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของผู้คนในสังคมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เกศณี ยังมองว่า  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นหนังสือที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในวัยทำงานได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกของการทำงาน บางคนเลือกเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองไปโดยไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนเลือกประจบสอพลอเพื่อความอยู่รอดในระบบ จนทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นแรงกดดัน การต่อรอง และการสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้อ่านจะเห็นถึงความกล้าหาญของผู้เขียนในการเล่าเรื่องที่ท้าทายและยาก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ง่าย แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างมีเสน่ห์และสะกิดใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดเล่มตั้งแต่ต้นยันจบ นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจและอยากให้ผู้อ่านเปิดใจ

สำหรับ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’   เป็นผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มจนได้รับรางวัลชนะเลิศ  จากผู้ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 ผลงานของนักเขียนสตรีทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยถือเป็นนวนิยายร่วมสมัยจากฮ่องกงที่สะท้อนประเด็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และแรงกดดันจากโครงสร้างสังคมได้อย่างเฉียบคม ผ่านชีวิตของครูสอนภาษาจีนสองคนคือ “ไหว” และ “หลิง” ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยม และต้องเผชิญกับนโยบายทางภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาซึ่งค่อยๆ กัดกร่อนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “การสูญเสียภาษา” ในเรื่อง เปรียบเสมือน การสูญเสียตัวตนและเสรีภาพในการดํารงอยู่ของผู้คน จนกลายเป็นวรรณกรรมที่ตั้งคำถามต่อสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั่วเอเชีย 

ผู้ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ ร้านนายอินทร์ทุกสาขา  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งความคิด แรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่คุณอาจไม่มีวันลืม

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สถาบันมหิตลาธิเบศร แพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 (ปธพ.12) และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 3 (ปนพ.3) ร่วมจัด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2569” ระหว่าง วันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลสระบุรี และศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และส่งเสริมให้พระภิกษุสงฆ์ ผู้พิการ เด็ก ผู้ต้องการ และประชาชน สามารถเข้าถึงความรู้และได้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

สำหรับวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ได้จัดพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลินิกต่าง ๆ และจัดพิธีการ ณ ห้องประชุมศิริพานิช ชั้น 6 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสระบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานรุ่น ปธพ.12 ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในนามกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณที่เลือกจังหวัดสระบุรีเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศ นำบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ให้ครอบคลุมทั้งการคัดกรอง วินิจฉัย รักษา และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ โดยในครั้งนี้ได้จัดบริการทางการแพทย์ 18 กลุ่มงาน 52 คลินิก ความเชี่ยวชาญ โดยแพทย์กว่า 500 คน จากโรงเรียนแพทย์และสถาบันการแพทย์ทั่วประเทศ ร่วมใจจัดบริการประชาชน กว่า 48,000 ราย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ อุปนายกแพทยสภา และ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและขอบคุณนักศึกษาและคณะผู้จัดงาน ในฐานะองค์กรภาคีร่วมจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาครั้งนี้

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานครั้งนี้ และการดำเนินงานตลอด 14 ปี 93 โครงการฯ ทั้ง 4 ภาคดูแลประชาชนกว่า 500,000 ราย  พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.-ปนพ. ทุกรุ่นซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินโครงการด้วยจิตอาสา ความเสียสละ และความจงรักภักดี พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ ในการจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2570 ณ โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการ “พาหมอไปหาคนไข้ด้วยจิตอาสา” เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน
และเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้มีคุณภาพ เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียว ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระอนุชาสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ ตลอดพระชนม์ชีพทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการแก่ประเทศชาติ ทรงได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก อันเป็นการสะท้อนพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ให้เด่นเป็นประจักษ์ในระดับโลก

ราชตี สิงหศิวานนท์ ประธานในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

ประธานในพิธีถวายมาลัยสักการะหน้าพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

ราชตี สิงหศิวานนท์ 

ราชตี  สิงหศิวานนท์และ พ.อ.หญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

วัดราชผาติการาม วรวิหาร จึงได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสครบ ๑๐๓ พรรษาในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และเนื่องด้วยในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี นับเป็นการยกย่องพระเกียรติคุณของพระราชปิตุจฉาให้สูงยิ่งขึ้น

พีชวิทย์ เพชรธนะกุล และคุณอมรทิพย์ ฐิตะฐาน พิธีกรโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

ระบำกฤดาภินิหาร โดย อ. โสภาพรรณ ล็อค

คีตาเฉลิมพระเกียรติ ฯ แสงหนึ่งคือรุ้งงาม โดย ชยพล บุญรักษา

เพลงพ่อครู โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ,อ.ณัฐพล สมุหเสนีโต,ด.ญ.ญาณินณดี วรรณกิจ ประกอบการแสดงจินตลีลาประยุกต์

โครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลทั้ง ๒ วาระนี้ จัดขึ้นในรูปแบบของโครงการอนุรักษ์เพลงไทย ที่เรียกว่า “คีตวรรณศิลป์ภิรมย์” ในรูปแบบของการเสวนาเชิงวิชาการ และการขับร้องเพลงไทยที่ไพเราะประกอบการแสดง การจัดกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.ฯ ณ เวทีการแสดง ห้องสัมมนา KSS-801 ในวันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙  โดยได้รับเกียรติจาก  ราชตี สิงหศิวานนท์ เป็นประธานในพิธี ร่วมกับพันเอกหญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอุปการคุณดังต่อไปนี้  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, บริษัท ไอทีโซลูชั่น จำกัด, บริษัท ต้นไม้ชายคา, พรเกษมคลินิก, บริษัท วาไรตี้ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัทซิงไทย อมูเลท, บริษัท แอชอินทีเรียดีไซน์ และ บิวอิน เฟอร์นิเจอร์ จำกัด, บริษัท น้ำตาลไทยอีสาน, สถาบัน แดนซ์มีอัพ, กรมดุริยางค์ทหารบก, บริษัท วอนเดอร์เอส จำกัด, และสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา  เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, 
ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

ทุกวันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก” (World Digestive Health Day) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสุขภาพองค์รวมของมนุษย์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “Gut Health” หรือสุขภาพลำไส้ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก หลังมีข้อมูลทางวิชาการจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ลำไส้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเกี่ยวกับการย่อยอาหารและการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน สมอง อารมณ์ การนอนหลับ การเผาผลาญ ผิวพรรณ รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยมะเร็ง

เพื่อร่วมส่งต่อความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพลำไส้ในสังคมไทย Happy Chemo Club by Nutrepreme ร่วมกับ Art for Cancer by Ireal จัดกิจกรรม “The Gentle Gut Balance Experience” ขึ้นเมื่อเร็ว   นี้ ที่ ไอคอนสยาม ภายใต้แนวคิด “ละมุนลำไส้ สู่สมดุลอย่างอ่อนโยน” โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ประกอบด้วยผู้ป่วยมะเร็ง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพลำไส้

ภายในงานมีการบรรยายโดย พญ. อัญวีณ์ เกียรติอภิพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และ ผศ.ดร. เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชะลอวัย ในหัวข้อ “เจาะลึกความลับของลำไส้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพลำไส้มีอิทธิพลเชื่อมโยงต่อการทำงานของระบบอื่น ๆ ของร่างกายอย่างใกล้ชิด การดูแลลำไส้จึงไม่ใช่เรื่องของ “การขับถ่าย” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพองค์รวมในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพ  ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมักเผชิญปัญหาเรื่องการกิน ระบบย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการขับถ่าย ตลอดจนคุณภาพชีวิตโดยรวม

อีกหนึ่งช่วงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก คือการแบ่งปันประสบการณ์จริงของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ที่เคยได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ฝังแร่ และการฉายแสงบริเวณช่องท้อง ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย จนเสียความมั่นใจในการดำเนินชีวิตต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี ก่อนเริ่มกลับมาดูแลลำไส้อย่างจริงจังด้วยการเสริมใยอาหารชนิดละลายน้ำอย่างเหมาะสม จนค่อย ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม “พิสูจน์ความใส” เพื่อสะท้อนแนวคิดใหม่ของการเสริมใยอาหารที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือรบกวนการใช้ชีวิต โดยนำเสนอทางเลือกของใยอาหารชนิดละลายน้ำที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ ที่สามารถผสมในเครื่องดื่มและอาหารทุกชนิด หรือนำไปประกอบอาหารได้ง่าย ๆ  และเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างอ่อนโยนในระยะยาว

ตัวแทนผู้จัดงาน กล่าวว่า ปัจจุบันคนจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น แต่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการดูแลลำไส้จำเป็นต้องอาศัยวิธีกระตุ้นลำไส้ที่รุนแรงหรือเน้นเพียงการเร่งการขับถ่าย ทั้งที่จริงแล้วการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นจากความสม่ำเสมอและความอ่อนโยนในชีวิตประจำวัน “เราอยากให้วันสุขภาพทางเดินอาหารโลกปีนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนกลับมาใส่ใจลำไส้ของตัวเองมากขึ้น เพราะลำไส้ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบย่อยอาหาร หรือระบบขับถ่าย แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตองค์รวมทั้งหมด”

กิจกรรม “The Gentle Gut Balance Experience” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทั่วไป แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่กำลังมองหาวิธีดูแลตัวเองอย่างสมดุลและยั่งยืน ผ่านแนวคิด “ละมุนลำไส้ สู่สมดุลอย่างอ่อนโยน” ที่สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพที่ดี อาจเริ่มต้นจากความอ่อนโยนที่เรามอบให้ร่างกายในทุกวัน