กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของประชาชน แบรนด์ กุ๊ด กุ๊ดส์ (Good Goods) ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือและกำลังใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ทั้งนี้ ผู้ร่วมสนับสนุนทุกๆ 500 บาท จะได้รับ เสื้อยืด “Hearts For The South” 1 ตัว จากกุ๊ด กุ๊ดส์  เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งปันและการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ทั้งนี้ รายได้จากการสนับสนุนทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่ มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งจำเป็นและสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด

กุ๊ด กุ๊ดส์ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน เพื่อส่งต่อความห่วงใยและความหวังไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าเสื้อยืดจะหมด โดยสามารถร่วมสนับสนุนผ่าน 2 ช่องทางดังนี้

ช่องทางที่ 1 : ที่ร้าน กุ๊ด กุ๊ดส์ 3 สาขา ได้แก่ (สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า)

สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Hug Thai

สาขาเซ็นทรัลพาร์ค ชั้น LG ใกล้บันไดเลื่อนฝั่งประตูทางเข้าจาก MRT สีลม

จริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่

ช่องทางที่ 2 : สามารถซื้อเสื้อได้ที่ shop.centraltham.com/product/203 (ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้)

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชื่อมั่นว่า พลังเล็กๆ จากทุกคนสามารถรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยาความเดือดร้อน และช่วยให้พี่น้องชาวภาคใต้สามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ พร้อมกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา อายุ 76 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์..๐๐

๐๐ พระพรหมวชิรรังษี ประธานกก.มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบทุนพระสังฆราชูปถัมภ์ ที่ได้จากการจัดกิจกรรมเดินวิ่ง “ก้าวด้วยธรรม ครั้งที่ 9” โดยมี ดร.สุนันทา ลีเลิศพันธ์ ประธานจัดกิจกรรมให้แก่ 19 โรงพยาบาล รวมเป็นเงิน 19,315,260 บาท..๐๐

๐๐ จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดโครงการผู้ว่าฯ จ.สุราษฎร์ธานี สัญจร รับฟังปัญหาความคิดเห็นระดับอำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาจังหวัดให้ตอบโจทย์ความต้องการของปชช. ทั้งในด้านสาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตให้มีความยั่งยืนต่อไป..๐๐

๐๐ สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อนุมัติ ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้แก่ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ โดยจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 60 ของม.เชียงใหม่ 21 มค. 2569 ณ หอประชุม ม.เชียงใหม่..๐๐

๐๐ ชาว BCC รุ่น 115 อาทิ พล.อ.ปิยะพล วัฒนกุล, พล.อ.อ.อภิสิทธิ์ จุลโมกข์, พอ.เจษฎา อรรถวิจิตร, อารักษ์ ชลธาร์นนท์, ขันธวิทย์ โชคดีทวีอนันต์, วิรุฬ กรวินัย จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ และสังสรรค์กับเพื่อนอย่างเป็นกันเอง มีเพื่อนบางคนเดินทางมาไกลจากต่างประเทศ เพื่อได้มาพบเจอเพื่อนๆในงาน ณ สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย งานนี้ วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยาได้รับเลือกประธานรุ่น คนใหม่ ด้วย..๐๐

๐๐ เพื่อนๆชาว Digital CEO#5 ยินดีกับ ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ที่ได้เป็น ศิษย์เก่าดีเด่นด้านธุรกิจ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ ม.ศรีปทุม..๐๐

๐๐ ผู้แทนราชสกุล สายรัชกาลที่ 2 ประชุมร่วมกับมูลนิธิ ร.2 เพื่อเตรียมงานวันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย งานอุทธยาน ร.2 ซึ่งจะจัดวันที่ 7-8 ก.พ.2569 ณ อุทธยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จ.สมุทรสงคราม..๐๐

๐๐ เสริมศิริมงคล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เชิญข้ามเกาะมาพลิกชีวิต สักการะ 9 มงคลสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระอาราม วัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด “สีสันแห่งรามัญ อภิวันท์พระพันปี สมโภช 150 ปี วัดปรมัยยิกาวาส” 27 ธ.ค.2568-4 ม.ค.2569  เวลา 13.00-20.00 น. รับเหรียญสมโภชพระอาราม 1 เหรียญ จำนวนวันละ 500 เหรียญเท่านั้น สอบถามเพิ่มเติม พระครูวชิรปรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส/เลขานุการวัด 082-2952295..๐๐

คุณแหน

‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

‘โอปอล สุชาตา’  Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โอปอล สุชาตา ช่วงศรี – Miss World 2025 เข้าร่วมงาน Global Leadership Summit 2025 (GLS2025) และได้รับรางวัล Global Leadership Achievement Award 2025 ในการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมกานตรัตน์ กองทัพอากาศ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสห ประชาชาติ

การประชุม GLS2025 จัดขึ้นภายใต้สโลแกน “One Vision, One Planet, United in Action” โดยมี สภาสหพันธ์รักษาสันติภาพ (United Peace Keepers Federal Council – UNPKFC) เป็นผู้จัดงานหลัก ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับนานาชาติสำหรับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และเสริมสร้างความร่วมมือของผู้นำโลกในศตวรรษที่ 21

ภายในงาน โอปอล สุชาตา ยังได้ กล่าวสุนทรพจน์บนเวที Global Leadership Summit 2025 ถ่ายทอดมุมมองด้านสันติภาพ บทบาทของเยาว ชน และการอุทิศตนเพื่อมนุษยธรรม ท่ามกลางผู้นำและผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สะท้อนคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจขององค์การสหประชาชาติและแนวคิดหลักของการประชุม

รางวัล Global Leadership Achievement Award 2025 มอบให้แก่บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมภาวะผู้นำ สันติภาพ มนุษยธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ โอปอล สุชาตา ในฐานะบุคคลต้นแบบระดับโลก ที่ใช้เวที Miss World ในการขับเคลื่อนประเด็นสังคมและคุณค่าด้านมนุษยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำและผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากทั่วโลกเข้าร่วม โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรระ ดับนานาชาติ อาทิ UNA–USA (Coachella Valley, California), Royal Society of St. George, World Book of Records London และ UNPKFC Global Goals

ทั้งนี้ การจัดงาน Global Leadership Summit 2025 ในประเทศไทย สะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการประชุมระดับนานาชาติ และการมีส่วนร่วมของบุคคลไทยบนเวทีโลกในการขับเคลื่อนสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นที่ยอมรับในฐานะนักกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้า (Dressage) และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดที่มีแนวทางการออกแบบจากกีฬาขี่ม้า ผสานกับการดำเนินชีวิตของคนเมืองยุคใหม่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการผสานศาสตร์แห่งแฟชั่นเข้ากับเสน่ห์ของกีฬาขี่ม้าอย่างประณีตลงตัว

 สำหรับพระองค์ กีฬาขี่ม้าและศิลปะบังคับม้าคือ “โจทย์แห่งการท้าทาย ความเร็ว และความเฉียบขาดในการตัดสินใจ” ขณะเดียวกัน ท่วงท่าอันสง่างามก็นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบอย่างไม่มีวันหมด ด้วยเหตุนี้ คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025/26 ของ SIRIVANNAVARI จึงได้รับแรงบันดาลพระทัยจากสไตล์ของกีฬาขี่ม้า (equestrian style) โดยทรงถ่ายทอดรายละเอียดจากอุปกรณ์สำคัญ เช่น ตะขอปากม้า เกือกม้า และชุดบังเหียน มาสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง ไปจนถึงเครื่องประดับ ด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อยกย่องคุณค่าของงานฝีมือ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มทรงม้าเมื่อพระชนมายุ 9 พรรษา และเริ่มฝึกซ้อมอย่างจริงจังหลังจากทรงเข้ารับการฝึกที่หน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ในปี พ.ศ. 2555 แม้จะทรงรักการขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Jumping) แต่ทรงตัดสินพระทัยเน้นการฝึกไปที่ศิลปะการบังคับม้า (Dressage) ตามคำแนะนำของหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและเสน่ห์ของความสง่างาม ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยสู่การฝึกซ้อมและมีพระวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือการแข่งขันระดับ Grand Prix และ Grand Prix Special

 นอกจากบทบาทในฐานะนักกีฬา พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาวงการขี่ม้าไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลและสร้างความร่วมมือกับองค์ กรระดับนานาชาติ การสร้าง Fürst Henry Arena สนามขี่ม้าในร่มระดับมาตรฐาน เพื่อรองรับการแข่งขันและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สนใจที่มีเพิ่มขึ้น อีกทั้ง มิได้ทรงเน้นพัฒนาเพียงความเชี่ยวชาญของนักกีฬา แต่ยังให้ความสำคัญกับบุคลากรเบื้องหลัง ซึ่งทรงเล็งเห็นว่าเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของทีม ทรงริเริ่มให้มีการแข่งขัน “สุดยอดผู้ดูแลม้า” (Best Groom) และ “สุดยอดช่างเกือกม้า” (Best Farrier) เพื่อยกระดับการดูแลม้าอย่างครบวงจร รวมถึงจัดสร้างศูนย์บริการสุขภาพและเวชศาสตร์ฟื้นฟูม้า ตั้งอยู่ในพื้นที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อยกระดับการรักษา ฟื้นฟู และดูแลให้บริการทั้งม้าของหน่วยทหาร เอกชน และประชาชนทั่วไป

 สำคัญที่สุด คือการจัดงาน “Princess’s Cup Thailand” อย่างต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 11 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เพิ่ม พูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในการแข่งขัน และผู้ที่สนใจสามารถมาสัมผัสเรียนรู้กับกีฬาขี่ม้าอย่างใกล้ชิด และลบล้างความคิดว่ากีฬาขี่ม้าเป็นเรื่องไกลตัวและยากเกินกว่าจะเข้าถึง ภายในงานจึงเสริมด้วยกิจกรรมความรู้และความบันเทิงหลากหลาย อาทิ การแข่งขันเกี่ยวกับสุนัข นิทรรศการ และตลาดนัด Flea Market ให้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ

 ในปีนี้ Princess’s Cup Thailand 2025 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Building the Bond Between Horse & Rider. Discover the Joy of Horse Connection.” ระหว่างวันที่ 22–28 ธันวาคม 2568  ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (BTS สนามเป้า ถนนพหลโยธิน)  เชิญชวนมาร่วมสัมผัสกับความกล้าหาญและความงดงามของความสัมพันธ์ในกีฬาขี่ม้า เรียนรู้แรงบันดาลใจจากพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันผลักดันให้กีฬาขี่ม้าของไทยสู่สากล

ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ชวนคุณค้นหาคำตอบผ่านมิติใหม่ของศิลปะร่วมสมัยในนิทรรศการ “Description Without Place” โดย อับซาลอง (Absalon) ศิลปินชาวฝรั่งเศสอิสราเอล ผู้ท้าทายขอบเขตระหว่างร่างกาย พื้นที่ และการดำรงอยู่

ครั้งแรกในเอเชียที่จะได้ชมผลงาน Cells อันเลื่องชื่อของอับซาลอง ทั้ง 6 ชิ้นในรูปแบบสำเนาชิ้นงาน โดยภัณฑารักษ์ สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา (Stefano Rabolli Pansera) นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม  2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

เมื่อพื้นที่ทางกายภาพกลายเป็นพื้นที่แห่งจิตวิญญาณ

เมียร์ เอเชล (1964–1993) ในวัย 22 ปี เขาตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปปารีส พร้อมทิ้งชีวิตเดิมไว้เบื้องหลังและสร้างตัวตนใหม่ในฐานะศิลปินชื่อ อับซาลอง

ภายในเวลาไม่นาน เขากลายเป็นดาวรุ่งแห่งโลกศิลปะร่วมสมัย ผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ทั้ง ศูนย์ปอมปิดู (ปารีส), เทต โมเดิร์น (ลอนดอน), เวนิส เบียนนาเล่ และ พิพิธภัณฑ์อิสราเอล แต่เส้นทางของเขากลับสั้นอย่างไม่คาดคิด อับซาลองเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 28 ปี

Cells คือชุดงานที่สะท้อนแก่นความคิดของอับซาลองได้ชัดเจนในเรื่องการใช้ “พื้นที่” เพื่อท้าทายความหมายของบ้าน การอยู่อาศัย และการมีตัวตนอยู่บนโลก โดยแต่ละเซลล์ถูกออกแบบในสเกล 1:1 ตามสัดส่วนร่างกายของศิลปิน ใช้รูปทรงเรขาคณิต ปราศจากการตกแต่งใด ๆ ราวกับเป็นสถาปัตยกรรมของจิตใจ มากกว่าสถาปัตยกรรมของชีวิตประจำวัน

อับซาลองตั้งใจให้ Cells ทั้ง 6 ชิ้น ถูกติดตั้งใน 6 มหานครสำคัญ ได้แก่ ปารีส ซูริก แฟรงก์เฟิร์ต นิวยอร์ก เทลอาวีฟ และโตเกียว โดยไม่ยึดติดกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใด ๆ เขาเรียกผลงานของตนเองว่า “ไวรัสในเมือง” ที่เข้ามาทำลายแนวคิดเดิม ๆ เกี่ยวกับบ้าน ความเป็นเจ้าของ และอัตลักษณ์ที่ผูกติดกับพื้นที่ทางกายภาพ

บทสนทนาระหว่างสากลนิยมและท้องถิ่นนิยม

Description Without Place เป็นนิทรรศการแรกในเอเชียที่จัดแสดง Cells ทั้ง 6 ชิ้นของ อับซาลอง ทั้งยังได้สานต่อแนวทาง 3 ประการของบางกอก คุนส์ฮาเลอ คือ การศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนเมือง ผ่านการสำรวจวัตถุในพื้นที่ของย่านเยาวราช ซึ่งได้นำเครื่องเรือนมาประยุกต์ใช้สำหรับลงหลักปักฐานอาณาเขต

การสำรวจการทำซ้ำในกระบวนการศิลปะ ซึ่งปรากฏอยู่ในชุดผลงานศิลปะการเขียนตัวอักษรของ จ่าง แซ่ตั้ง  และการสำรวจสตูดิโอของศิล ปินในฐานะพื้นที่ของการหลบหนี การแสดงออกถึงตัวตน และการทดลองอย่างสุดโต่ง ซึ่งสามารถพบได้จากผลงานของ สเปนเซอร์ สวีนีย์

ประสบการณ์ที่มากกว่าการชมศิลปะ

ผลงานศิลปะของอับซาลอง ไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบของพื้นที่พักอาศัย หากแต่เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาว่า การมีชีวิตอยู่” หมายถึงอะไร

สำหรับอับซาลองแล้ว Cells ไม่ใช่การหลบหนีออกจากโลกภายนอก หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่นักปรัชญาฝรั่งเศส มีแชล ฟูโก เรียกว่า “เทคโนโลยีแห่งตัวตน” (technology of the self) ซึ่งเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงชีวิตผ่านการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่

Cells ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมในเชิงสั่งสอน แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการประกอบสร้างตนเองขึ้นใหม่ ผ่านความเรียบง่ายและสันโดษ เป็นรูปแบบของการเยียวยารักษาตนเอง และการต่อต้านต่อแรงกดดันของสังคมที่เรียกร้องให้ชีวิตต้องผลิต เปลี่ยนแปลง และครอบครองอยู่ตลอดเวลา

การอาศัยอยู่ในเซลล์จึงเป็นการแปรเปลี่ยน กำหนดวิถีชีวิต และทำให้การดำรงชีวิตอยู่กลายเป็นผลงานศิลปะ แม้จะเป็นพื้นที่ปิดที่สร้างโดยศิลปินเอง Cells ยังสะท้อนว่าสถาปัตยกรรมสามารถหล่อหลอมตัวตนของเราได้ ทำให้การอยู่อาศัยกลายเป็นทั้งข้อจำกัดและอิสรภาพ พร้อมเชิญให้เรามองบ้านไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่เป็นเวทีที่ชีวิตถูกออกแบบอย่างมีเป้าหมาย

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมโดยไมเสียวค่าใช้จ่าย  ทุกวันพุธ–วันอาทิตย์ เวลา 14.00 – 20.00 น. ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@bangkok-kunsthalle.org

Dani Eshel Absalon

Dani Eshel Absalon

ทีมภัณฑารักษ์และทีมงานของ Bangkok Kunsthalle

ทีมภัณฑารักษ์และทีมงานของ Bangkok Kunsthalle

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดิบ บางกอก เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานา ชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดแสดงคอลเล็กชันศิลปะร่วมสมัยระดับโลก

ดิบ บางกอก เปิดตัวด้วยนิทรรศการปฐมฤกษ์ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence รวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยทั้งจากศิลปินไทยและนานาชาติที่สำคัญ  เพื่อพลิกโฉมมิวเซียมให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้หลากหลาย ได้สำรวจความทรงจำ และสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น ผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหลายมิติ โดยมีแก่นหลักคือประเด็นลึกซึ้ง เรื่องความทรงจำและสภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ (Memory and the Human Condition) นำโดย ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการคนแรก โดยมี อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นภัณฑารักษ์

จากอาคารโกดังเก่า ในซอยสุขุมวิท 40 ที่สร้างขึ้นยุคทศวรรษ 1980 ก่อนได้รับการปรับปรุงและออกแบบใหม่โดย  WHY Architecture ด้วยความร่วมมือกับบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับนานาชาติของไทย อย่าง สถาปนิก 49 (A49) พื้นที่ ดิบ บางกอก พร้อมเปิดตัวในฐา นะจุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ที่ชวนผู้ชมร่วมสัมผัสศิลปะร่วมสมัยจากประเทศไทยและนานาชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ผู้ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากมรดกความฝันของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ผู้เป็นบิดา มาตีความและต่อ ยอดใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน จากการที่จะ เก็บรักษาคอลเลกชันไว้ส่วนตัว วิสัยทัศน์ของเขาคือการมอบชีวิตให้กับผลงานได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ผ่านการก่อตั้งมิวเซียมที่เปิดกว้างต่อผู้ชมหลากหลายรุ่นและวัฒนธรรม

จากจุดเริ่มต้นของงานที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ สะสมไว้ คอลเลกชันของ ดิบ บางกอก เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย ภูรัตน์ และ ดร.มิวาโกะ ผลงานสำคัญจากศิลปินโมเดิร์น และศิลปินร่วมสมัยระดับโลก  มิวเซียมแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการมองโลกผ่านศิลปะในมุมใหม่  ชื่อ “ดิบ” สะท้อนแนวคิดของความเป็นธรรมชาติและความจริงแท้ ซึ่งปรากฏอยู่ในประสบการณ์ การออกแบบ และกิจกรรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์

ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “การสนับสนุนศิลปะและการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญของครอบครัวเรามาโดยตลอด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้แนะนำมิวเซียมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยใน  กรุงเทพฯ และยินดีต้อน รับทุกท่านสู่พื้นที่ซึ่งศิลปะสามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ไม่เพียงแค่ชมได้ด้วยสายตาเท่านั้น พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมใช้เวลากับความคิด การสำรวจ และความสนุกเชิง  สร้างสรรค์ โดยในทุกครั้งที่มาเยือน ผู้ชมจะค้นพบสิ่งใหม่และไม่คาดคิด กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยพลัง   ความคิดสร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่ง และเราคงเห็นตรงกันว่า กรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเพียงพอแล้ว เป้า หมายของเราคือการสร้างพื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง พื้นที่ที่เชิญชวนให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับศิลปะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีสถาบันศิลปะร่วมสมัยซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญ เพื่อสะ ท้อนความมีชีวิตชีวาและเฉลิมฉลองศิลปะด้วยแนวทางที่ทรงพลังและโดดเด่นไม่แพ้ตัวเมืองเอง”

นิทรรศการเปิดตัวของ ดิบ บางกอก ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ) บัตรเข้าชม: 550 บาทสำหรับคนไทย และ 700 บาทสำหรับชาวต่างชาติ สามารถสำรองบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้าทางเว็บไซต์ http://www.dibbangkok.org

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นกระแสฮือฮาในญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้จัดพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการกับ “คู่รักเสมือนจริง” (Virtual Partner) ที่เธอระบุว่าเป็นชายในฝัน

สาวผู้นี้คือ ยูรินะ โนกุชิ หรือที่รู้จักในสื่อช่วงแรกภายใต้นามแฝงว่า คาโนะ (Kano) วัย 32 ปี อาชีพพนักงานคอลเซ็นเตอร์จากกรุงโตเกียว เธอเล่าว่าเมื่อ 1 ปีก่อน เธอเพิ่งผ่านการเลิกรากับคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริงๆ หลังจากคบกันมานาน 3 ปี จึงเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำและระบายความรู้สึกในช่วงที่จิตใจอ่อนแอ

โนกุชิเริ่มปรับแต่งการตอบโต้ของ AI โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘ลูน เคลาส์ เวอร์ดูร์’ (Lune Klaus Verdure) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครหนุ่มรูปงามในวิดีโอเกม พร้อมกับปรับแต่งบุคลิกภาพ รูปลักษณ์ และน้ำเสียงให้ตรงตามอุดมคติของเธอทุกประการ โนกุชิสอนให้ AI พูดจาในแบบที่เธอชอบ อ่อนโยน และเป็นผู้รับฟังที่ดี ทั้งคู่ส่งข้อความหากันวันละกว่า 100 ข้อความ เธอยังจ้างศิลปินวาดภาพประกอบเพื่อให้เคลาส์มีรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนในจินตนาการของเธออีกด้วย โนกุชิบอกว่า AI ตัวนี้สามารถให้ความสนับสนุนทางอารมณ์ รับฟัง และเข้าใจเธอได้ดีกว่ามนุษย์

“เขาไม่เคยตัดสินฉัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันตลอด 24 ชั่วโมง”

จนเมื่อความรักสุกงอม โนกุชิได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการที่โถงจัดงานในจังหวัดโอคายามะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวและมงกุฎ มีพิธีการครบถ้วนเหมือนงานแต่งงานทั่วไป ส่วนเจ้าบ่าวอยู่ในรูปแบบหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่บนขาตั้ง โนกุชิยังสวมแว่นตา Augmented Reality (AR) เพื่อให้มองเห็นภาพเสมือนของเคลาส์ยืนอยู่ข้างๆ ระหว่างแลกเปลี่ยนแหวน

แม้ในตอนแรกครอบครัวจะคัดค้าน แต่สุดท้าย พ่อแม่ของเธอก็มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแต่งงานเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ขณะที่โนกุชิยอมรับว่า กังวลว่าวันหนึ่ง ระบบ ChatGPT อาจจะล่มหรือปิดตัวลง ซึ่งจะทำให้สามีของเธอหายไปตลอดกาล อย่างไรก็ดี แต่บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มอบ “ทะเบียนสมรสฉบับจำลอง” เพื่อเป็นการรับรองความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งในญี่ปุ่นเริ่มมีบริษัทเอกชนให้บริการออกใบรับรองประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น

กระแส Digisexuality ในญี่ปุ่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ ‘การหลงรักตัวละครสมมติ’ (Fictoromantic) ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานลดลงอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นหันมาครองตัวเป็นโสดมากขึ้น บางส่วนเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวละครเสมือนจริง (2D หรือ AI) แทน หรือเริ่มมองหาความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องใช้ความอดทนเหมือนการคบกับมนุษย์จริงๆ

ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถของ Generative AI ทำให้การสนทนาระหว่างมนุษย์กับ chatbot ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น จนผู้ใช้งานเกิดความผูกพันทางจิตใจ (Emotional Attachment) อย่างรุนแรง จึงไม่น่าแปลกใจว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจในญี่ปุ่นพบว่า ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมใช้ ChatGPT เป็นที่ปลดปล่อยหรือระบายความอัดอั้นตันใจมากกว่าคุยกับเพื่อนสนิทหรือกับแม่ และว่าชาวญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 12-69 ปี ใช้ ChatGPT อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

คนญี่ปุ่นมองเรื่องนี้อย่างไร

การตอบรับของคนญี่ปุ่นต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายและซับซ้อน อาจสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากกลุ่มที่มองว่าเป็น “เรื่องปกติใหม่” (The New Normal) ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “โอตาคุ” (Otaku) ที่ฝังรากลึกมานาน ซึ่งให้การยอมรับการมีความรักกับตัวละคร 2 มิติ (2D) หรือที่เรียกว่า “นิจิเก็น” (Nijigen) อยู่แล้ว คนกลุ่มนี้มองว่าความรักไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การแต่งงานกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อมาของความรักในจินตนาการ นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อย่าง “โอชิ” (Oshi) ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนคนที่รักอย่างสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือตัวละคร การแต่งงานคือการแสดงความซื่อสัตย์ต่อ “โอชิ” ของตนเอง

ต่อมา เป็นกลุ่มที่มองด้วยความ “กังวลและเห็นใจ” (Concern & Sympathy) คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยมองเรื่องนี้ผ่านเลนส์ของปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาความโดดเดี่ยว (Kodoku) หลายคนมองว่าการที่คนหันไปหา AI สะท้อนถึงความล้มเหลวของสังคมญี่ปุ่นที่บีบคั้นเกินไป ทั้งทำงานหนัก ค่าครองชีพสูง ความคาดหวังทางสังคม จนคนหาความสุขจากการสร้างสัมพันธ์กับคนจริงๆ ได้ยาก แต่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “ถ้าสิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขและไม่เดือดร้อนใคร ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาซึมเศร้าหรือคิดสั้น”

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต่อต้านหรือมองว่า “แปลกประหลาด” (Stigma & Skepticism) เพราะแม้ญี่ปุ่นจะดูทันสมัย แต่ในเชิงอนุรักษ์นิยม สถาบันครอบครัวยังคงถูกให้ความสำคัญมาก คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมยังมองว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือผิดแปลก (Hentai) และกังวลว่าจะยิ่งทำให้อัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ววิกฤตหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีออกจากโลกความเป็นจริง และกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเข้ามาบงการความรู้สึกส่วนตัวของมนุษย์เพื่อผลกำไร

ย้อนรอย อากิฮิโกะ คอนโดะ

หากหลายคนยังจำกันได้ อากิฮิโกะ คอนโดะ (Akihiko Kondo) ถือเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่ทำให้โลกหันมามองความรักระหว่างมนุษย์และสิ่งเสมือนจริง ในปี 2018 เขาแต่งงานกับ ฮัตสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงและโฮโลแกรมที่มีบทพูดจำกัด การตอบโต้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เป็นความสัมพันธ์ทางเดียวที่เจ้าตัวเลือกแล้วหลังจากเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (Power Harassment) โดยเพื่อนร่วมงานหญิง จนทำให้เขาเกิดภาวะกลัวผู้หญิงในชีวิตจริง และมิกุคือผู้ที่ดึงเขาออกจากภาวะซึมเศร้า

สิ่งที่คอนโดะและโนกุชิโหยหาเหมือนกัน คือ ‘พื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน’ (Non-judgmental Safe Space) ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety) แน่นอนว่าคุยกับ AI แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งหรือถูกนอกใจ ตัวผู้ใช้สามารถควบคุมสถานการณ์และความรู้สึกได้ 100% และ AI พร้อมรับฟังเสมอ ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอารมณ์แบบไหน

สะท้อนถึงเทรนด์ “ความรักที่ออกแบบได้” ซึ่งไม่ใช่แค่การหนีจากความเจ็บปวด แต่เป็นการเลือก “ความสมบูรณ์แบบ” ตั้งแต่แรก เพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งที่มักเกิดในความสัมพันธ์แบบมนุษย์

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง “โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ” ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ “นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ”  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ

3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน” ( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP” ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

3.3 ผลงานเรื่อง “ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด” (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย

3.4 ผลงานเรื่อง “ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ” (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย

และ 3.5 ผลงานเรื่อง “เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น” ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

“ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน”  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

สถาบันวิจัยกลางด้านการสร้างเครื่องจักร (TsNIIMash) ของรัสเซีย เปิดเผยว่ารัสเซียมีแผนจะส่งหุ่นยนต์อวกาศรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่ควบคุมได้จากระยะไกล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เทเลดรอยด์’ (Teledroid) รุ่นต้นแบบ ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2026

หุ่นยนต์เทเลดรอยด์ ซึ่งมีชื่อย่อมาจากหุ่นยนต์แอนดรอยด์ควบคุมระยะไกล (teleoperated android) เป็นหุ่นยนต์รูปร่างเหมือนมนุษย์ มีแขน มือ และศีรษะ ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือนักบินอวกาศในการทำภารกิจนอกสถานีอวกาศ ภายใต้สภาวะที่มีรังสีและอุณหภูมิสุดขั้ว ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ แตกต่างจากหุ่นยนต์อวกาศรุ่นก่อนอย่างโรโบนอต-2 (Robonaut-2) ของนาซา ซึ่งได้รับการทดสอบเฉพาะภายในสถานีเท่านั้น

สถาบันฯ ระบุว่า เทเลดรอยด์รุ่นจำลองสำหรับใช้งานบนอวกาศถูกผลิตขึ้นแล้วและอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้าย หลังจากการตรวจสอบเหล่านี้เสร็จสิ้น หุ่นยนต์มีกำหนดถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยคาดว่าสมาชิกรัสเซียในคณะสำรวจสถานีอวกาศนานาชาติ ชุดที่ 75 ซึ่งมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 ถึงมีนาคม 2027 จะเป็นผู้ควบคุมหุ่นยนต์ตัวนี้ในวงโคจร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

วารสารวิทยาศาสตร์บิลดิง แอนด์ เอ็นไวรอนเมนต์ (Building and Environment) เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งกล่าวถึง ‘ควันบุหรี่มือสาม’ (thirdhand smoke) ที่กลายเป็นภัยคุกคามคุณภาพอากาศในอาคารอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนยิ่งขึ้น

ควันบุหรี่มือสามคือสารพิษตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะติดอยู่ตามพื้นผิวผนัง เฟอร์นิเจอร์ พรม และผ้าม่าน แตกต่างจากควันบุหรี่มือสองที่สูดดมโดยตรงจากอากาศ ทำให้ควันบุหรี่มือสามสามารถฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในอาคารได้ ผลการศึกษาฉบับนี้ชี้ว่า ควันบุหรี่มือสามไม่ได้เป็นเพียงคราบสกปรกทั่วไป แต่เป็นแหล่งมลพิษที่มีพลวัตเคลื่อนไหว ปล่อยอนุภาคและก๊าซกลับคืนสู่อากาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามกาลเวลาที่ผันผ่าน นอกจากนี้ อนุภาคควันบุหรี่มือสองกระจายตัวค่อนข้างเร็ว แต่ควันบุหรี่มือสามตกค้างอยู่ในอากาศระดับต่ำในที่ร่มอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน องค์ประกอบทางเคมีของอนุภาคควันบุหรี่มือสามที่ถูกปล่อยออกมายังมีการเปลี่ยนแปลงความซับซ้อน โดยมีปริมาณไนโตรเจนเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป บ่งชี้การก่อตัวของสารประกอบที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาฉบับนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อการกำหนดแนวปฏิบัติทางสาธารณสุข ตอกย้ำความจำเป็นในการรวมควันบุหรี่มือสามเข้าสู่นโยบายควบคุมยาสูบและมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคาร