ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เชื้อไวรัส RSV”  สาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “กลุ่มเด็กเปราะบาง” อย่างทารกที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีโรคประจำตัว มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงการป้องกันเชิงรุกด้วย “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด และประธานชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เชื้อไวรัส RSV ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยอาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ และคัดจมูก แต่จะมีความรุนแรงขึ้นเมื่อเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดเรื้อรัง เด็กกลุ่มนี้หากติดเชื้อ RSV อาการจะรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปมาก เสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากสังเกตลูกมีอาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หายใจเร็ว ซี่โครงบุ๋ม หรือมีภาวะหยุดหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที”

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน RSV สำหรับเด็กเล็กโดยตรง ทำให้ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV”  เป็นมาตรการหลักในการป้องกันสำหรับเด็ก โดยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันพร้อมต่อสู้กับไวรัสได้ทันเวลา สามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้ตั้งแต่แรกเกิด และป้องกันการติดเชื้อได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกเปราะบางมากที่สุด สำหรับประสิทธิภาพ พบว่า ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ได้ 82.7%, ลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV ได้ 79.5% และลดระยะเวลาในการเข้ารับการรักษาในแผนกดูแลทารกแรกเกิดวิกฤติ (NICU) ได้ 75.3%

สำหรับเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ การรับภูมิคุ้มกันนี้ในช่วงก่อนหรือระหว่างฤดูกาลระบาดถือว่าเหมาะสม แต่สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว การป้องกันตั้งแต่แรกเกิดมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะหากติดเชื้อแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าเด็กปกติและมีโอกาสนอนโรงพยาบาลสูง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอฤดูกาลระบาด โดยทารกทั่วไปสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 8 เดือน ในขณะที่ทารกที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง หรือโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด สามารถรับต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 ปี

การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงจึงถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรง การรักษาในโรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนที่อาจคุกคามชีวิตลูกน้อยได้  

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก   บนดินแดนของชาวพื้นเมืองเผ่าอชันติ  ในประเทศกานาอันกว้างใหญ่      ขณะนั้นโลกยังคงเงียบเหงาเพราะนิทานและเรื่องเล่าทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ในกล่องวิเศษของ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ทำให้มนุษย์ไม่มีเรื่องราวนิทานไว้สอนใจ ไม่มีเรื่องเล่าไว้คลายทุกข์

อนันซี่ (Anansi) คือแมงมุมจอมเจ้าปัญญา ที่กระหายรู้ อาสาจะไปนำกล่องนิทานนั้นลงมาจากบนฟ้า   แต่เงื่อนไขของเทพเจ้านั้นสูงลิ่ว คือต้องจับสัตว์อันตราย 3 ชนิดมาแลกคือ    ตัวต่อที่ดุร้าย, เสือดาวที่ว่องไว และผีสาวที่มองไม่เห็น

แมงมุมอนันซี่ไม่ได้ใช้พละกำลังแย่งชิง   เพราะรู้ดีว่าลำพังแมงมุมตัวน้อยย่อมสู้แรงสัตว์ใหญ่ไม่ได้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ การนิ่งเงียบและเฝ้าฟัง

•              เขานั่งฟังเสียงปีกของ ตัวต่อที่ดุร้าย เพื่อเรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มของพวกมัน

•              เขาซุ่มดู เสือดาวที่ว่องไว เพื่อเข้าใจนิสัยความเย่อหยิ่งและบ้าพลัง

•              เขาสังเกตพฤติกรรม ของ ผีสาว เพื่อเรียนรู้จุดอ่อนของความอยากรู้อยากเห็น

นี่คือหัวใจของ การทำความดีด้วยบุญกิริยาวัตถุ  ในข้อ คือการตั้งใจฟังและสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง หรือ  “ธัมมัสสวนมัย”

เพราะหากว่า  แมงมุมอนันซี่มัวแต่พูดหรือดึงดันทำตามใจตนเอง เขาจะไม่มีวันมองเห็น “ช่องว่าง” หรือทางออกของปัญหาได้เลย

แมงมุมอนันซี่  บอกว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในตำรา แต่มีอยู่ทุกที่ในธรรมชาติ

แมงมุมอนันซี่ เรียนรู้ว่า ตัวต่อนั้นกลัวฝน เขาจึงแสร้งทำฝนตกเทียมเพื่อให้พวกมันบินเข้าสู่ลูกน้ำเต้าที่เขาเตรียมไว้

แมงมุมอนันซี่  เรียนรู้ว่า เสือดาวนั้นชอบเอาชนะ เขาจึงขุดหลุมพรางและหลอกให้เสือดาวใช้พละกำลังจนตกหลุมติดกับ

แมงมุมอนันซี่เรียนรู้ว่า ผีสาวชอบกินขนมหวาน  เขาจึงสร้างตุ๊กตายางเหนียวถือขนมเพื่อดึงดูดเธอ

การที่อนันซี่เปิดใจยอมรับในพฤติกรรมของผู้อื่น (แม้จะเป็นศัตรู) ทำให้เขาสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์  และจับสัตว์ร้ายทั้งสามตัวได้   นำไปถวายเทพเจ้า 

เมื่อแมงมุม อนันซี่ทำภารกิจสำเร็จ เทพเจ้าได้มอบกล่องนิทานให้เขา โดย แมงมุมอนันซี่ไม่ได้เก็บนิทานเหล่านั้นไว้กับตัวเพียงลำพัง  แต่เขาเลือกที่จะนำเรื่องราวนิทานเหล่านั้นมาแบ่งปันให้มนุษย์

มนุษย์ที่ได้รับนิทานไป  ก็ได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของอนันซี่ คือ:

1.             ฟัง เรื่องเล่าในนิทาน  เพื่อสั่งสมปัญญา

2.             เรียนรู้ ความผิดถูกจากตัวละครในนิทาน

3.             นำข้อคิดจากนิทาน ไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความฉลาดที่แท้จริงเริ่มต้นจากการฟัง และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดจากการนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นมาลงมือทำ (ปฏิบัติ) อย่างมีสติ

หากเราหมั่นฟังสิ่งดีๆ (ธัมมัสสวนมัย) และเปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จะเกิด “ของวิเศษ” คือปัญญา ที่จะช่วยให้ข้ามพ้นทุกอุปสรรคได้เหมือนแมงมุมอนันซี่

เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน  อนันซี่กับกล่องนิทาน   Anansi and the Box of Stories  ของชนเผ่า อชันติ  ที่ประเทศกาน่า  ในทวีปแอฟริกาตะวันตก 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 14 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 14 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 14 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา 13 มิ.ย.17.30 น.เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาส..พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา บุตรชายคนเดียวฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้ ..
  • สำนักพระคลังข้างที่ แถลงข่าวการประกวดร้องเพลงลูกกรุง ลูกทุ่งและไทยร่วมสมัย เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซั่น 3 ปี 2569  เพื่อสานต่อแนวนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านการขับร้อง พร้อมปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ร่วมอนุรักษ์และสืบสานบทเพลงไทยให้คงอยู่สืบไป 15 พ.ค.10.00 น. อาคารเกียรติคุณพรรณา สำนักงานพระคลังข้างที่ ..
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม โดยกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตวงดุริยางค์ไทยร่วมสมัย “จากรากสู่โลก ครั้งที่ 4: บทเพลงชุดอัตลักษณ์มรดกไทย” โดยมี คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เป็นประธานเปิดตัว “ตะพาบ” เครื่องดนตรีไทยร่วมสมัยชิ้นใหม่ของโลก ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเติมเต็มมิติเสียงต่ำของดนตรีไทยและยกระดับพลังเสียงดนตรีไทยสู่มาตรฐานสากล ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน..
  • ฌาปนกิจ กุณฑลา สันติประภพ ภริยา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ มารดา รศ.ดร.ประทิต-ดร.วิรไท-รศ.พญ.จีรันดา สันติประภพ 14 พ.ค.17.00 น. เมรุวัดมกุฎฯ ..
  • ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ ฝากเตือนเพื่อนๆ อย่าลืมไปงานฉลองสมรสบุตรชาย ภัทริน บุราวาศ กับเจ้าสาว ศศิอาภาฬ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย-พรเทพ อ่วมแย้ม  17 พ.ค.12.00 น. ห้องไดมอนด์โดม รร.ควีนส์แลนด์ ถ.ศรีอยุธยา ..
  • ฉลองสมรส ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค บุตรสาวฝาแฝดหน้าสวยเก๋ของอดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงพลังงาน  พีระพันธุ์ -สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กับ เรียวมะ ลีโอ เบอนาร์ด สโลน บุตร จอห์น เฮนรี่ เบอนาร์ด-โยชิโกะ สโลน 28 พ.ค.18.00 น. ห้องดิ ออเธอร์ส เลาจน์ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ..
  • สุนันต์ อรุณนพรัตน์ นายกสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยพร้อมด้วย คณะกก.และที่ปรึกษา ยินดีกับ พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต ในโอกาสได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมอัสสัมชัญ อีกครั้ง วาระ ปี 2569-2571 ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์..
  • ขอแสดงความยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ได้รับตำแหน่งประธานสภาสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมัย พ.ศ.2569-2572 แทน เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาสมาคมแม่ดีเด่นฯ ผู้เข้มแข็งซึ่งครบวาระ ..

น้อง

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าร่วมขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทีนานาชาติ ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ผ่านการเข้าร่วมจัดแสดงและสาธิต ภายใต้โครงการ “ชุดไทย: มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ SACIT เพื่อเผยแพร่และส่งต่อคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะ “มรดกที่ยังมีชีวิต” อันสะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ โอกาสนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทรงบรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ควบคู่การแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ซึ่งนับเป็นกิจกรรม Roadshow ครั้งสำคัญในการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยมสู่ต่างประเทศ ภายใต้โครงการดังกล่าว พร้อมกันนี้ SACIT ยังได้นำเสนอองค์ความรู้ของงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวเนื่องกับชุดไทย ผ่านการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์โดยครูช่างและทายาทช่าง อาทิ งานเครื่องประดับไทยโบราณ งานจักสานย่านลิเภา และงานปักดิ้นเงินดิ้นทอง ซึ่งล้วนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนความประณีต ลุ่มลึก และเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปหัตถกรรมไทย อันมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมความงดงามของชุดไทยพระราชนิยม และร่วมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ปรากฏอย่างสง่างามในเวทีโลก

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า การนำ “ชุดไทยพระราชนิยม” เข้าร่วมจัดแสดงและสาธิตในเวทีนานาชาติ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศิลปหัตถกรรมไทยจาก “มรดกทางวัฒนธรรม” สู่การเป็นภาพลักษณ์ที่สง่างามของประเทศในสายตานานาชาติ โดย SACIT มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงช่างที่เกี่ยวเนื่องกับชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเครื่องแต่งกายไทย ผ่านการสาธิตจริงจากช่างผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยของ SACIT เปิดมิติการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกระบวนการสร้างสรรค์เข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง พร้อมสะท้อนบทบาทของ SACIT ในฐานะองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ “สืบสาน ต่อยอด และสร้างโอกาส” ให้ศิลปหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากลอย่างมีพลัง

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

“ชุดไทยพระราชนิยมมิใช่เพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็น ‘ระบบองค์ความรู้’ ที่บูรณาการศาสตร์งานช่างหลากหลายแขนง ตั้งแต่งานผ้า งานเครื่องประดับ ไปจนถึงงานประณีตศิลป์ ทุกองค์ประกอบล้วนร่วมกันสร้างเอกลักษณ์และความงดงามในฐานะสัญลักษณ์ของชาติ การนำเสนอครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมิติใหม่ให้ผู้ชมต่างชาติได้สัมผัสถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่ยังคงมีชีวิต และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องในบริบทโลก” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

นอกจากนี้ SACIT ได้ทำหน้าที่ “นักปั้น” คัดสรรและผลักดันครูช่างศิลปหัตถกรรมและทายาทช่างผู้มีศักยภาพ ซึ่งมีองค์ความรู้เกี่ยวเนื่องกับองค์ประกอบของชุดไทยพระราชนิยม เข้าร่วมสาธิตใน 3 สาขาสำคัญ ได้แก่ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง งานเครื่องประดับไทย และงานจักสานย่านลิเภา โดยมีผู้แทนช่างฝีมือไทย ได้แก่นายไพโรจน์ สืบสาน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2562 ด้านงานเครื่องประดับไทยโบราณ นางสาวนภารัตน์ ทองเสภี ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2557 ด้านงานจักสานย่านลิเภา และนายเทพนรินทร์ ชอบบุญ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2568 ด้านงานปักดิ้นทองและดิ้นเงิน การเปิดพื้นที่ให้ช่างฝีมือไทยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะเชิงช่างบนเวทีนานาชาติในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างการรับรู้และความสนใจในศิลปหัตถกรรมไทย หากยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อ “คุณค่าแห่งภูมิปัญญา” ให้ได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในระดับสากล ตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพ และผลักดันมรดกของชาติไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างามและยั่งยืน

  • จากหัวใจช่างหัตถกรรมสู่งานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ

นางสาวนภารัตน์ ทองเสภี ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2557 ประเภทเครื่องจักสาน กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจในฐานะตัวแทนถ่ายทอดองค์ความรู้หัตถศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ โดยเฉพาะการนำ “งานจักสานย่านลิเภา” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มานำเสนอในบริบทของชุดไทยพระราชนิยม จากการสนับสนุนของ SACIT ผ่านโครงการพัฒนาองค์ความรู้และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถต่อยอดงานจักสานย่านลิเภาไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ ทั้งเครื่องประดับ กระเป๋า และของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการพัฒนาให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัยและมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ภายใต้แบรนด์ “Lipao Handicraft NAPARAT” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุธรรมชาติ และเปิดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

“ย่านลิเภาเป็นพืชไม้เลื้อยตระกูลเฟิร์นที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว มีความเหนียว แข็งแรง และยืดหยุ่นสูง ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาจักสานเป็นงานหัตถศิลป์ที่ต้องอาศัยความละเอียดและความประณีตสูง ในอดีตงานลิเภามักอยู่ในรูปแบบเครื่องใช้พื้นถิ่น แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งในด้านดีไซน์และการใช้งาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องแต่งกายชั้นสูงอย่างชุดไทยพระราชนิยมได้อย่างลงตัว การได้มาร่วมสาธิตในเวทีนานาชาติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงาน แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ได้ โดยยังคงรักษารากฐานทางวัฒนธรรมไว้อย่างชัดเจน” นางสาวนภารัตน์ กล่าว

อีกหนึ่งผลงานอันโดดเด่น ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้คือผลงานของ นายเทพนรินทร์ ชอบบุญ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2568 ประเภทเครื่องทอ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง กล่าวว่า งานปักดิ้นเงินและดิ้นทองเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์และความงดงามให้กับชุดไทยพระราชนิยม โดยเป็นงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยทักษะ ความชำนาญ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การได้เข้าร่วมสาธิตในเวทีนานาชาติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่งานปักแบบไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของช่างฝีมือไทยที่สามารถรักษาเทคนิคดั้งเดิมไว้ได้ ควบคู่กับการพัฒนาให้สอดรับกับการออกแบบร่วมสมัย

“งานปักดิ้นเป็นการสร้างลวดลายผ่านการผสานวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดิ้นทอง ดิ้นเงิน เลื่อม และเส้นไหมสีต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบลวดลายไปจนถึงการปักลงบนผืนผ้า เพื่อให้เกิดมิติของลวดลายที่มีความนูน ละเอียด และมีชีวิต งานปักเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการตกแต่ง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องแต่งกายมีความสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเราต้องการให้ผู้ชมต่างชาติได้เห็นว่างานปักของไทยมีความละเอียดและมีคุณค่าในเชิงศิลปะไม่แพ้งานหัตถศิลป์จากประเทศใดในโลก และสามารถนำไปต่อยอดในบริบทของแฟชั่นหรือการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างหลากหลาย” นายเทพนรินทร์ กล่าว

“SACIT ขอแรงสนับสนุนให้คนไทยร่วมใจสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเชิญชวน

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

‘housewarming’ นิทรรศการผลงานมาสเตอร์พีชและการประมูลครั้งสำคัญ

‘housewarming’ นิทรรศการผลงานมาสเตอร์พีชและการประมูลครั้งสำคัญ

‘housewarming’ นิทรรศการผลงานมาสเตอร์พีชและการประมูลครั้งสำคัญ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

The Art Auction Center บริษัทประมูลงานศิลปะแถวหน้าของประเทศไทย  ชวนคนรักงานศิลป์สัมผัสนิทรรศการและงานประมูลครั้งสำคัญ “housewarming” ถักทอพื้นที่ของศิลปะ ความทรงจำ และความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน ผ่านผลงานศิลปะมาสเตอร์พีช 133 ชิ้น เพื่อเปลี่ยนนิยามของสถานที่ให้กลายเป็น “บ้าน” ที่อบอวลด้วยสายใยแห่งความผูกพัน ประตูที่ค่อยๆ แง้มออกพร้อมเปิดรับเรื่องราวบทใหม่จากผู้ชมที่ก้าวเข้ามาภายใน เพื่อร่วมกันแต่งแต้มสีสันและแลกเปลี่ยนบทสนทนาอันมีเสน่ห์ ที่ทำให้ศิลปะมีชีวิตชีวาเกินกว่าเพียงสิ่งที่ตาเห็น จัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2569  ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ (Museum Pier)

housewarming: เมื่อ “บ้าน” คือพื้นที่แห่งความหมายของชีวิต

นิทรรศการ housewarming ชวนผู้ชมสำรวจ “บ้าน” ที่เป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง หากแต่เป็นพื้นที่ของการพบพาน การแลกเปลี่ยน และการสร้างความทรงจำร่วมกัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่นี้จะค่อย ๆ ขยายนิยามของศิลปะให้ก้าวพ้นขอบเขตเดิม สู่การมีชีวิตอยู่ในประสบการณ์ของผู้ชมแต่ละคนและรอการตีความอย่างไม่มีที่สิ้นสุด housewarming จึงเปรียบเสมือน “บทสนทนา” ต่างเเลกเปลี่ยนและมอบความหมายให้ศิลปะมีชีวิตเกินกว่าที่ศิลปินได้สร้างไว้

“เหตุผลที่เราเลือกใช้ชื่อว่า housewarming เพราะต้องการสื่อถึงบรรยากาศของบ้านที่อบอุ่น สำหรับผมงานศิลปะไม่ใช่เพียงวัตถุที่นำมาประดับบ้าน แต่เป็นสมาชิกคนสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มจิตวิญญาณให้กับพื้นที่ที่เราเรียกว่า “บ้าน” ดั่งแสงสว่างที่จุดประกายให้ผู้คนเห็นว่า ศิลปะสามารถร้อยเรียงความสัมพันธ์ของครอบครัวเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานทั้ง 133 ชิ้นที่เราคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เปรียบเสมือนเรื่องราวใหม่ที่รอคอยการเริ่มต้นปฐมบท ในบ้านหลังใหม่ของนักสะสมทุกท่าน” พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center กล่าวถึงการจัดนิทรรศการ

ผลงานไฮไลต์ที่เปรียบเหมือนหัวใจของบ้านใน “housewarming” 

จากการคัดสรรอย่างประณีต ผลงานศิลปะทั้ง 133 ชิ้นในนิทรรศการและการประมูล “housewarming” เปรียบเสมือน เศษเสี้ยวของความทรงจำ ที่พร้อมจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นที่ทางจิตใจ โดยมี 11 ผลงานไฮไลต์ อาทิ ถวัลย์ ดัชนี : FISHERMAN (ปี 1964/ 2507) Oil on canvas ผลงานชิ้นนี้ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ เนื่องจากเป็นหมุดหมายอันแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและลักษณะผลงาน ที่จะนำไปสู่ความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินในช่วงเวลาต่อมา ผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงยุคแรก ๆก่อนที่ศิลปินจะไปศึกษาต่อยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ในแง่ของความงามทางสุนทรียะ ผลงานแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นในการใช้สีที่สื่อถึงความเหน็ดเหนื่อย ขณะเดียวกันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ด้วยเส้นสายที่ตัดกันรุนแรงของจุดเด่นในผลงานยิ่งผลักดันให้อารมณ์ของผลงานยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ศิลปินได้เปรียบเปรยตนเองว่าเป็นประหนึ่งคนหาปลา ที่จะต้องออกไปดิ้นรนเสาะแสวงค้นหา แม้จะเห็นว่ามีปลาอยู่เกือบเต็มตะกร้าแล้ว แต่ก็ยังคงแสวงหาต่อไป

เชาว์ ศิษย์คเณศ : FIELD ทุ่งนา (ปี 1980/ 2523) Oil on canvas  ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ของสุเชาว์ ถือได้ว่ามีคุณค่าเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ดีด้วยถูกเก็บรักษาไว้ที่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี รวมถึงเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบสำแดงอารมณ์ (expressionism) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสภาวะภายในออกมาอย่างดุเดือดด้วยการลดทอนรายละเอียดความเหมือนจริง เผยให้เห็นห้วงอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินออกมาอย่างเด่นชัด ความสำคัญของผลงานชิ้นนี้คือขั้วตรงข้ามของสีและความรู้สึกที่ศิลปินส่งไปยังคนดู สุเชาว์ใช้สีโทนร้อนอย่างสีเหลืองและสีส้มในการสร้างผลงาน พร้อมทั้งรายละเอียดของแต่ละทีแปรงที่มีการแทรกสีอื่น ๆ ลงไปด้วย ซึ่งถือได้ว่ามีสีสันสดใส แต่ผลงานกลับสะท้อนถึงความรู้สึกเศร้าสร้อยและความยากเข็ญของชีวิต

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ : UNTITLED (ปี 1995/ 2538) Acrylic on canvas  เป็นอีกหนึ่งผลงานที่นับได้ว่าสวยงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความเป็นเอกลักษณ์ในลายเส้นที่อ่อนช้อย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตกผลึกจากทักษะฝีมือทางศิลปะ โดยเฉพาะความเจนจัดในการวาดด้วยลายเส้นแบบจิตรกรรมไทยประเพณีที่มีการคลี่คลายจนกลายเป็นลายเส้นส่วนตัว เห็นได้จากความอ่อนช้อยอันวิจิตรบรรจงของลายกนกที่สอดรับกันจนสร้างความเคลื่อนไหวอันทรงพลัง นอกจากนั้น ศิลปินยังมีการใช้สีแดง ซึ่งในทางความหมายตามคติแบบจิตรกรรมฝาผนังของไทยนั้นหมายถึงสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือแดนสวรรค์ องค์ประกอบทั้งหมดยิ่งช่วยขับเน้นให้เปล่งประกายความเป็นอุดมคติออกมาอย่างหาที่ติมิได้

ซันเต๋อ – ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล FOUND AND LOST (ปี 2022/ 2565) Acrylic on canvas ภายใต้แสงแดดยามเย็นก่อนพลบค่ำ จากแสงแดดที่เคยแรงกล้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแสงสีม่วงฟ้าอมชมพูอันอ่อนโยน ราวกับเป็นสัญญาณเงียบงันที่กำลังกระซิบบอกว่า เวลาของการจากลากำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว…ใกล้เหลือเกิน ช่วงเวลาที่ต้องเอ่ยคำบอกลาวันวานอันแสนสั้น ซันเต๋อได้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และช่วงเวลาของชีวิตตลอดระยะเวลา 33 ปี ผ่านการบันทึกเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ผืนภาพวาดบนพื้นที่ว่างและระนาบสีที่เรียบง่ายแต่ลุ่มลึก เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ค่อยๆ สังเกต ประกอบสร้างเรื่องราวขึ้น ผลงานชุดนี้จึงเปรียบเสมือนการบันทึกถึงห้วงเวลาของการจากลาที่ถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ ผู้คนที่เคยพบเจอ เคยผูกพัน ต่างค่อยๆ หล่นหายไปจากพื้นที่เดิมที่เคยอยู่ ท้ายที่สุดความทรงจำและปัจจุบัน  จึงซ้อนทับกันอย่างงดงาม เปราะบาง กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจหวนคืน

อเล็กซ์ เฟส – พัชรพล แตงรื่น: UNTITLED (ปี 2009/ 2552) Acrylic and spray paint on canvas ผลงานชิ้นนี้สะท้อนจุดเริ่มต้นของลักษณะผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินในเวลาต่อมา โดยนำเสนอภาพใบหน้าขนาดใหญ่ที่ดูราวกับงอกออกมาจากต้นไม้ พร้อมอากัปกิริยาแหงนมองขึ้นสู่ท้องฟ้าอันสว่างสดใส ซึ่งสามารถตีความได้ว่าเป็นการแสวงหาเสรีภาพ ทั้งในผลงานชิ้นนี้ยังมีร่องรอยของการสร้างผลงานในรูปแบบสตรีตอาร์ตอย่างชัดเจน สังเกตได้จากการนำเอาลักษณะของความเป็นกราฟฟิตีเข้ามาผสมผสานในผลงานจิตรกรรม ผ่านการเลือกใช้เทคนิคการตัดเส้นด้วยสีดำ การคัดมิติด้วยน้ำหนักของสีเพียงแค่ไม่กี่ระดับ และพื้นหลังของผลงานที่ปรากฏพื้นผิวของการพ่นสเปรย์ องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนตอกย้ำอัตลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินได้อย่างชัดเจน

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ เต็มพื้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

THAIFEX - ANUGA ASIA 2026 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ เต็มพื้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ เต็มพื้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ผนึก หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ประกาศความพร้อมจัด THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยกลับมาอย่าง BIGGER – BETTER – BOLDER ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลกร่วมงาน คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันแต่ละภูมิภาคมีบทบาททางการค้ามากขึ้น ส่งผลให้ซัพพลายเชนมีการปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงและมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงด้านอาหารเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากมีความต้องการอาหารที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการแข่งขันยังเปลี่ยนไป โดยมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นในด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และยังมีกฎระเบียบใหม่ที่กลายเป็นเงื่อนไขบังคับของการค้า เช่น แนวคิด ESG

ในบริบทของโลกการค้าใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งาน THAIFEX – ANUGA ASIA ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แสดงสินค้า แต่เป็นเวทีในการแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย รวมถึงขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ เป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกขนาด ซึ่งระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้ ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก ขณะเดียวกัน งานนี้ก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับปีนี้ ผู้จัดงานได้ร่วมกันยกระดับงานให้ BIGGER – BETTER – BOLDER ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น ในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานใช้เวทีนี้ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ค้นหาโอกาสใหม่ และต่อยอดการเติบโตในตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

จุดแข็งของงานคือการเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจร และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยรวบรวมทั้งสินค้า นวัตกรรม และผู้ซื้อจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว ทำให้เกิดทั้งการเจรจาการค้า การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว โดยปีนี้ มีจำนวนผู้จัดแสดงสินค้าเกือบ 3,600 บริษัท มากกว่า 6,700 คูหา จาก 56 ประเทศ ครอบคลุมผู้ประกอบการจากภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา และแอฟริกา และคาดการณ์ว่าจะมีผู้ชมงานกว่า 90,000 ราย จาก 130 ประเทศทั่วโลก และประมาณการมูลค่าการสั่งซื้อสินค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียและในระดับโลก และมีบทบาทในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก” นางสาวสุนันทา กล่าว

นางสาวสุนันทา กล่าวเพิ่มเติมว่า งานปีนี้จะมีความยิ่งใหญ่ขึ้น โดยมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 ทำให้มีพื้นที่จัดงานรวม 140,000 ตร.ม. สามารถรองรับสินค้าที่จะนำมาจัดแสดงได้มากขึ้น โดยแบ่งเป็น 9 โซน ได้แก่ เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป เทคโนโลยีด้านอาหาร อาหารแช่แข็ง ผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าว อาหารทะเล ขนมขบเคี้ยว ซึ่งในแต่ละโซนยังมีความหลากหลาย ทั้งอาหารสำหรับผู้บริโภคทั่วไป อาหารฮาลาล อาหารออร์แกนิก อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารโภชนาการเฉพาะด้าน อาหารแห่งอนาคตและความยั่งยืน ฯลฯ

นอกจากอาหาร เครื่องดื่ม เทคโนโลยีอาหารแล้ว ผู้ชมงานจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในครั้งนี้ ได้แก่ นิทรรศการสินค้าผลไม้ไทยภายใต้แนวคิด THAILAND : The Land of Tropical Fruits นำเสนอแนวคิดการบริโภคผลไม้ไทยทั้งสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายรูปแบบที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมจัดแสดงสินค้าที่ได้รับรางวัล Agri-Export Star Pitching Challenge จากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านคุณภาพและการพัฒนาสินค้าเกษตรของไทย

ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยมุ่งหวังให้งานนี้เกิด Business Matching ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เอสเอ็มอี สตาร์ตอัป และบริษัทขนาดใหญ่ เชื่อมโยงกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก โดยปีนี้ มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า มากกว่า 1,300 บริษัท กว่า 3,500 คูหา

“เรามุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ตั้งแต่เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายใหญ่ ไปจนถึงสตาร์ตอัป ให้มีโอกาสได้นำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมพบปะผู้นำเข้าและผู้ซื้อศักยภาพสูง ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยังมีเครือข่ายนักธุรกิจและสมาชิกกว่า 250,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมพลังให้การเชื่อมโยงทางธุรกิจเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารไทยเติบโต ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยได้รับการยอมรับจากสากล และครองอันดับในการเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 15 ของโลก แต่เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก” ดร.กฤษณะ กล่าว

ดร.กฤษณะ กล่าวเพิ่มเติมว่า THAIFEX–ANUGA ASIA นับเป็นเวทีที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกได้โดยตรง อาทิ อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต เช่น Plant-Based หรือสินค้าในกลุ่ม Sustainability เช่น Zero Waste บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ Organic Certified รวมถึง Functional Food อาหารเพื่อสุขภาพ โปรไบโอติกส์ และสมุนไพรไทย สินค้าเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ซื้อกลุ่มใหม่ และเปิดโอกาสในการเจรจาธุรกิจ ขยายการส่งออก และสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

นายแมทเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการและประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โคโลญเมสเซ่ กล่าวว่า งานในปีนี้จะมุ่งให้ความสำคัญในด้านนวัตกรรม การจัดหาสินค้า และทิศทางตลาดในอนาคต โดยเฉพาะภายในพื้นที่ใหม่ที่ได้ขยายเพิ่มไปยังอาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งผู้ซื้อจะสามารถเข้าถึงสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ รวมถึงโอกาสในการจัดหาสินค้าที่กำลังเติบโตได้ครบภายในพื้นที่เดียว หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ Future Food Experience+ ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ เช่น ความยั่งยืนของซัพพลายเชน การผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยี AI และรูปแบบค้าปลีกยุคใหม่ ขณะที่โซน Startup Showcase จะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้เข้าถึงแบรนด์รุ่นใหม่ก่อนขยายสู่ตลาดในวงกว้าง ส่วน tasteInnovation Show จะนำเสนอสินค้าในกลุ่มผู้เข้ารอบสุดท้ายและผู้ชนะรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมภายในงาน นอกจากนี้ ยังมี Trend Zone ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Innova Market Insights เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดที่กำลังมีอิทธิพลต่อการพัฒนาสินค้า รวมถึงพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Alternative Protein Taste and Flavour Challenge และ Thailand Ultimate Chef Challenge ที่ทำให้ผู้ซื้อเห็นว่าสินค้าสามารถนำไปใช้และแสดงศักยภาพได้อย่างไรในงานด้านอาหารและการประกอบอาหารจริง พร้อมกันนี้  ปีนี้ยังมีไฮไลต์ใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ โซน Taste the Future ที่นำวัตถุดิบนวัตกรรมจากทั่วทั้งงานมารังสรรค์เป็นเมนูชิมพิเศษ (Curated Tasting Menu) และโซน New-to-Market Street ที่รวบรวมสินค้าที่เปิดตัวใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาไว้ในพื้นที่เดียว

นายแมทเธียส กล่าวเพิ่มเติมว่า งานในปีนี้จะต้อนรับผู้แสดงสินค้าต่างชาติรายใหม่จากหลายประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย ฟินแลนด์ จอร์เจีย เลบานอน และมองโกเลีย ขณะที่ประเทศอย่าง อาร์เจนตินา เบลเยียม ชิลี (ในกลุ่มธุรกิจอาหารทะเล) อิตาลี ซาอุดีอาระเบีย สเปน และอุซเบกิสถาน ได้เข้าร่วมในรูปแบบพาวิลเลียนระดับประเทศ และยังมีผู้ซื้อที่เข้าร่วมในโปรแกรม Hosted Buyers กว่า 50% เป็นครั้งแรกในปีนี้ โดยมีผู้ซื้อที่ยืนยันเข้าร่วมแล้ว ได้แก่ NTUC FairPrice, City Mart Holding, Korea Seven และ Big C

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1-3, อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4, อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5-12 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569     เวลา 10.00-18.00 น. เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา     10.00-18.00 น. ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ https://registration.thaifex-anuga.com/s/OAlRMg

ยัสปาล กรุ๊ป จับมือ ม.กรุงเทพ เชิญชมนิทรรศการ “RE-LIFE FABRIC” วันที่ 20 – 22 พ.ค. 69 ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

ยัสปาล กรุ๊ป จับมือ ม.กรุงเทพ เชิญชมนิทรรศการ “RE-LIFE FABRIC”  วันที่ 20 – 22 พ.ค. 69 ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

ยัสปาล กรุ๊ป จับมือ ม.กรุงเทพ เชิญชมนิทรรศการ “RE-LIFE FABRIC” วันที่ 20 – 22 พ.ค. 69 ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้และสร้างพื้นที่ให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ โดยผสานความร่วมมือกับ ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดโครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” ในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ภายใต้ยัสปาล กรุ๊ป มาตีความและต่อยอดเป็นกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ สะท้อนแนวคิดการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุในอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมถ่ายทอดพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมผลักดันแฟชั่นไทยสู่อนาคตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ผลงานจากกลุ่ม ดีมากเลย

ผลงานจากกลุ่ม I LOVE MY JOB

โครงการ RE-LIFE FABRIC เกิดขึ้นจากแนวคิดในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ในเครือยัสปาล กรุ๊ป มาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านมุมมองและกระบวนการออกแบบของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Fashion Management & Entrepreneurship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นในอุตสาหกรรมจริง ฝึกทักษะการออกแบบภายใต้โจทย์และข้อจำกัดของวัสดุ พร้อมพัฒนาความเข้าใจด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “The Power of Next” ของยัสปาล กรุ๊ป ที่เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่ และมุ่งส่งเสริมศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

ผลงานจากกลุ่ม Peajayu

ผลงานจากกลุ่ม ประมาณนี้

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ถ่ายทอดแนวคิด “Seasons of Remnant” ผ่านเรื่องราวของผ้าส่วนเกินคุณภาพดีที่ได้รับการตีความใหม่ โดยเปรียบเสมือนวัฏจักรชีวิตของผืนผ้าที่เดินทางผ่านการเปลี่ยนผ่านในแต่ละฤดูกาล จากวัสดุที่เคยถูกมองข้าม สู่การค้นพบศักยภาพใหม่ การสร้างสรรค์ด้วยมุมมองที่แตกต่าง และการกลับมามีคุณค่าอีกครั้งในรูปแบบของกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ที่ผสานทั้งงานศิลปะ แฟชั่น และประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ผลงานจากกลุ่ม เย่เย้

ผลงานจากกลุ่ม เงินหมื่นดิจิตัล

โดยนำเสนอผลงานกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์จำนวน 23 ชิ้น จากนักศึกษา 8 กลุ่ม โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านนิยามของธรรมชาติใน 4 ฤดูกาล ได้แก่ Spring: Rebirth การเริ่มต้นใหม่ของผืนผ้าที่ได้รับโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง, Summer : Energy พลัง สีสัน และความกล้าในการทดลองออกแบบ, Autumn: Transformation การเปลี่ยนผ่านของวัสดุสู่รูปแบบและความหมายใหม่ และ Winter: Reflection ช่วงเวลาแห่งการทบทวนคุณค่าที่แท้จริงของวัสดุ ก่อนต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ครั้งใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จากความคิดสร้างสรรค์ การมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่ และการออกแบบที่ใส่ใจตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ผลงานจากกลุ่ม คิดไม่ออก

ผลงานจากกลุ่ม อารยเกษตร

ร่วมสัมผัสพลังความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบรุ่นใหม่ในมุมมองแฟชั่นยั่งยืน ในนิทรรศการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” ที่ชวนผู้ชมค้นพบคุณค่าของผืนผ้าที่ได้รับการต่อชีวิต ผ่านผลงานกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์จากนักศึกษาภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดแสดงระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย โชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย โชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย โชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

ถือได้ว่ากระแสตอบรับดี จากหนุ่มสาวชาวออฟฟิศกับกิจกรรม “AEROBIC PARTY” ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ผนึกกำลังร่วมกับธนชาตประกันภัย  สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร  The Fitness Society  และตลาดเสรีมาร์เก็ต  เอาใจสายเฮลตี้และคนรักสุขภาพย่านพระราม 9 มาสลัดความเครียดหลังเลิกงาน เพื่อปลุกพลังสร้างความตื่นตัวกลางสัปดาห์ไปกับสเตปการเต้นสุดมันส์ด้วยท่าเต้นสุดฮิต จากทีมผู้นำเต้นแอโรบิคจาก The Fitness Society   ที่จะมาเปลี่ยนเย็นวันพุธธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก สุขภาพดี และเต็มไปด้วยสีสัน

สำหรับกิจกรรม AEROBIC PARTY ได้เนรมิตพื้นที่ลานกว้างให้กลายเป็นจุดรวมพลคนรักสุขภาพของทั้งพนักงานออฟฟิศ ลูกค้าและชาวชุมชนละแวกใกล้เคียง ให้มาขยับร่างกายและเบิร์นไขมันไปพร้อมๆ กับเสียงเพลงในจังหวะเร้าใจ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ต้อนรับทุกเพศทุกวัยเพียงแค่เตรียมชุดกีฬาตัวเก่งและรองเท้าผ้าใบคู่ใจให้พร้อม สามารถมาร่วมสนุกและอัปสเตปความฟิตไปด้วยกันได้เลยทันที  ประเดิมพุธแรกที่ผ่านมา หลายคนประทับใจไฮไลต์ ชุดแฟนตาซีสุดสร้างสรรค์ ทำให้เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นพลังงานในการออกกำลังกายให้สนุกสนานเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความผ่อนคลายอย่างแท้จริงให้กับทุกคนที่มาร่วม

ฉัตรพงศ์ คำวาส    พนักงานบริษัท กล่าวว่า “อยากมาร่วมทุกวันพุธเลยครับ ดีใจที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ฯ เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ แหล่งพบปะของคนที่มีเป้าหมายรักสุขภาพเหมือนกัน  ซึ่งการเต้นแอโรบิคเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ เพราะบรรยากาศในการเต้นที่ไม่โดดเดี่ยวทุกคนรู้สึกสนุกและผ่อนคลายร่วมกัน เป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอสิ่งที่ได้นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การจดจำจังหวะท่าเต้น ยังป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้นครับ”

ธัญญารัตน์ ไชยบุตร แม่บ้าน กล่าวว่า  “ปกติจะออกกำลังแค่ในห้องพัก เพราะเหนื่อยล้าจากการทำงานจึงไม่อยากเดินทางไกล แต่พอที่นี่เปิดลานแอโรบิคทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจากการจราจรติดขัด หลังเลิกงานก็สามารถเปลี่ยนชุดออกกำลังกายได้เลย สนุกมากเหมือนได้มาเต้นกับเพื่อนๆ เพราะทุกคนทำงานหนัก ขอบคุณเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เปิดพื้นที่ให้พวกเราได้ผ่อนคลายความเครียด อยากเชิญชวนลูกค้าและทุกคนมาเต้นแอโรบิคทำให้การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ”

นอกจากจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำคอนเซปต์การใช้ชีวิตแบบครบวงจรของศูนย์การค้าฯ เพราะหลังจากเสียเหงื่อฟิตหุ่นกระชับรับความสนุกกันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังสามารถไปเดินผ่อนคลาย ช้อป ชิม ชิล ดื่มด่ำกับมื้ออร่อยเพื่อเติมพลังกับเมนูอาหารคลีนเพื่อสุขภาพจากร้านอาหารชั้นนำที่เปิดให้บริการอย่างครบครัน เรียกได้ว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ One-Stop Destination ครบจบในที่เดียว ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม  AEROBIC PARTY ครั้งต่อไปได้ ทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น. ณ ลานจอดรถหน้าตลาดเสรีมาร์เก็ต ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์  1285  ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9 และInstagram: thenine_rama 9  

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ชูแนวคิด “Future Lab” ชวนเยาวชนอัปเกรดทักษะยุคใหม่ ต้อนรับเปิดเทอม

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ชูแนวคิด “Future Lab” ชวนเยาวชนอัปเกรดทักษะยุคใหม่ ต้อนรับเปิดเทอม

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ชูแนวคิด “Future Lab” ชวนเยาวชนอัปเกรดทักษะยุคใหม่ ต้อนรับเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำบทบาทการเป็น “Central to Life” ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน พร้อมเป็นพื้นที่ของครอบครัว ชุมชน และการเติบโตของเยาวชน รับฤดูกาลเปิดเทอมด้วยแนวคิด “Future Lab” ที่รวบรวมกิจกรรม สินค้า บริการ และประสบการณ์ภายในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพื่อชวนเด็กๆ และผู้ปกครองมาเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพ โภชนาการ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่ที่ต้องการทักษะหลากหลายในการเติบโตอย่างมั่นใจ ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ

แนวคิด “Future Lab” สะท้อนความมุ่งมั่นของโรบินสันไลฟ์สไตล์ในการสนับสนุนการศึกษาของเยาวชน และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ในมิติ Human Capital หรือการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ทดลอง แสดงออก ดูแลสุขภาพ และใช้เวลาคุณภาพร่วมกับครอบครัวในพื้นที่ใกล้บ้าน พร้อมตอกย้ำบทบาทของศูนย์การค้าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และโอกาสใหม่ๆ เข้าด้วยกันในทุกวัน

เปิดพื้นที่แห่งการเติบโตสำหรับเยาวชนได้แสดงออก เรียนรู้ และเตรียมความพร้อมรับเปิดเทอม

โรบินสันไลฟ์สไตล์เปิดพื้นที่ภายในศูนย์การค้าฯ ให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และการแสดงออกสำหรับเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ จินตนาการ ทักษะการคิด และการดูแลสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมส่งเสริมความกล้าแสดงออกและเสริมสร้างจินตนาการ นำโดย Kidzooona หรือ Kid’s Box พื้นที่เล่นและเรียนรู้สำหรับเด็ก ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้หนูๆ ได้สนุกกับกิจกรรมสร้างสรรค์ เสริมพัฒนาการ จินตนาการ และทักษะการเข้าสังคม ผ่านการเล่นอย่างเหมาะสมตามวัย พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษ เพียงแสดงบัตรนักเรียน รับสิทธิ์เล่นฟรี! เพิ่ม 1 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 69  – 31 พ.ค. 69 (เฉพาะการซื้อราคารายชั่วโมงเท่านั้น) นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและเวทีสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ได้แสดงศักยภาพในแบบของตัวเอง อาทิ การประกวดหนูน้อยชาติพันธุ์และชนเผ่านานาชาติ ณ สาขาสมุทรปราการ, กิจกรรมประกวดวาดภาพวันงดบุหรี่โลก ณ สาขาราชบุรี, งาน Kid’s Market ณ สาขากาญจนบุรีและลพบุรี รวมถึงแฟชั่นโชว์ธีมชุดนักเรียน และกิจกรรม Dance Party ธีมนักเรียน ในงาน Back To School & Dance Party ณ สาขาศรีสมาน

ด้านการเรียนรู้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ยังรวบรวม กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นทักษะการคิด วิเคราะห์ และการเรียนรู้นอกห้องเรียน อาทิ Clickrobot Chaiyaphum ณ สาขาชัยภูมิ, งาน Back To School ณ สาขาสุรินทร์ ตรัง และฉลอง ที่ชวนผู้ปกครองและน้องๆ มาเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มปีการศึกษาใหม่, งาน Crossword การแข่งขันเกมกีฬาวิชาการ ณ สาขาราชบุรี, งาน Mukdahan Logic Game 2026 ที่รวมการแข่งขันต่อคำศัพท์ภาษาอังกฤษ คณิตคิดเร็ว ณ สาขามุกดาหาร รวมถึงงาน Book Fair ณ สาขาถลาง

พร้อมปลุกพลังความสนุกไปกับ กิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และความพร้อมทางร่างกาย ให้เด็กๆ รับเปิดเทอมอย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Balance Bike ณ สาขาสระบุรี, กิจกรรม Summer Workshop ชวนเด็กๆ เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะ ณ สาขาสุวรรณภูมิ และงาน The One Taekwondo Championship 2026 ณ สาขาสุวรรณภูมิ

ศูนย์รวมอุปกรณ์การเรียนและการศึกษา จุดประกายแรงบันดาลใจให้ทุกวันของการเรียนรู้

เพราะการเปิดเทอมใหม่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ครั้งใหม่ โรบินสันไลฟ์สไตล์จึงรวบรวมร้านค้าและไอเทมเพื่อการศึกษาไว้ครบในที่เดียว ให้เด็กๆ เยาวชน ผู้ปกครอง และคุณครู สามารถเลือกเติมความพร้อมได้อย่างสะดวก ทั้งหนังสือ เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน สื่อเสริมทักษะ ไปจนถึงสินค้าที่ช่วยสนับสนุนการเรียน การสอน และการทำงานในชีวิตประจำวัน

อาทิ B2S ที่พร้อมเติมสีสันให้ฤดูกาลเปิดเทอมด้วยหนังสือ เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียนหลากหลาย พร้อมโปรโมชันพิเศษ “เฮลั่นตลอดเดือน” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เพียงแสดงบัตรนักเรียน นักศึกษา หรือคุณครู รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 69  – 31 พ.ค. 69 เสริมทัพด้วย OfficeMate สำหรับอุปกรณ์การเรียน สินค้าสำนักงาน และไอเทมที่ช่วยจัดระเบียบการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึง SE-ED Book Center แหล่งรวมหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ที่ช่วยเปิดโลกความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ พร้อมเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่อย่างมั่นใจ

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นคนรุ่นใหม่ ชุดนักเรียน และไอเทมสำหรับกิจกรรมนอกห้องเรียน เติมความพร้อมให้ทุกลุค มั่นใจทุกวันเรียนรู้

เพราะเด็กๆ ยุคใหม่ไม่ได้เรียนรู้แค่ในห้องเรียน แต่ยังเติบโตผ่านกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเรียนพิเศษ กีฬา ศิลปะ ดนตรี เวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างสรรค์นอกเวลาเรียน โรบินสันไลฟ์สไตล์จึงรวบรวมแฟชั่นชุดนักเรียน รองเท้า แว่นตา เสื้อผ้า และไอเทมจำเป็นสำหรับหนูๆ ไว้อย่างครบครัน ให้ผู้ปกครองสามารถเตรียมความพร้อมรับเปิดเทอมได้สะดวกในที่เดียว

โดยมี โปรโมชันพิเศษจากร้านค้าชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ อาทิ Bata ชวนย้อนวัยไปกับของเล่นในตำนาน รับฟรี Rocky Jo หรือ Rocky Meow Keychain มูลค่า 299 บาท เมื่อช้อปสินค้าราคาปกติครบ 1,500 บาทสุทธิต่อใบเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 69 – 31 พ.ค. 69 (หรือจนกว่าของสมนาคุณจะหมด), URTHE รับฟรี! ถุงเท้าสำหรับใส่ไปโรงเรียน มูลค่า 79 บาท มีให้เลือก 3 สี ขาว เทา และดำ เมื่อช้อปครบ 500 บาท และ Top Charoen กับโปรโมชัน Back to School กรอบแว่นเด็กพร้อมเลนส์สายตาสำหรับนักเรียนและนักศึกษา เพียงแสดงบัตรนักเรียนหรือนักศึกษา รับสิทธิ์พิเศษกรอบแว่นพร้อมเลนส์สายตาในราคา 780 บาท วันนี้ – 31 พ.ค. 69

นอกจากนี้ ยังมี ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ยังได้รวบรวมแฟชั่นชุดนักเรียนและไอเทมไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ชั้นนำไว้อย่างครบครัน อาทิ Converse, Crocs, Baoji, IQ Sports, Vans, Ving, Lacoste, FBT, Rip Curl, Quicksilver, Roxy และ Puma รวมไปถึง Supersports ที่รวบรวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับวิชาพละ กีฬา และการฝึกซ้อมจากแบรนด์ดัง เช่น Nike, Adidas, Fila, Reebok, K-Swiss และ Skechers และ Power Buy ที่คัดสรรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแกดเจ็ตตัวช่วยการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง นาฬิกา สายรัดข้อมือ และพัดลมพกพา จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Apple, Samsung, Sony, Garmin, Bose และ Jisulife รวมถึงร้านค้าแบรนด์ดังอีกมากมาย อาทิ Warrix, Playground, With.it, Nature, High School และ Yuedpao เพื่อเติมความพร้อมให้ทุกวันเรียนรู้และทุกกิจกรรมนอกห้องเรียนของเด็กๆ อย่างครบครัน

เติมพลังให้หนูๆ พร้อมเรียน เล่น และเติบโตอย่างสดใส ด้วยมื้ออาหารสร้างเสริมสุขภาพ

เพราะการเรียนรู้ที่ดีเริ่มต้นจากร่างกายที่พร้อมและพลังงานที่เพียงพอ โรบินสันไลฟ์สไตล์จึงรวบรวมซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ไว้เป็นจุดหมายของครอบครัว ให้ผู้ปกครองสามารถเลือกสรรวัตถุดิบ เมนูอร่อย และมื้อพิเศษที่ช่วยเติมพลังให้เด็กๆ พร้อมลุยทุกวันเรียนรู้ นำโดย Tops ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำพร้อมเสิร์ฟโปรโมชัน “School Bus บัสนี้มีครบ” สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก The 1 รับฟรีคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 4,600 บาท เมื่อช้อปครบทุก 600 บาทต่อใบเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค. 69 พร้อมด้วย ร้านอาหารสำหรับครอบครัวที่ตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเมนูอบอุ่นทานง่าย อาทิ MK Restaurants, สุกี้ตี๋น้อย, Shabushi, Bonus Suki, Lucky Suki Mandarin Suki & Dim Sum, Ootoya, Sushiro, Shinkanzen Sushi, Yayoi, Hachiban Ramen, Fuji, Zen และ Tsubohachi

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารที่ช่วยเติมพลัง โปรตีน ผักและผลไม้สดหลากหลายชนิดให้เด็กๆ พร้อมสำหรับวันเปิดเทอม อาทิ แหลมเจริญ ซีฟู้ด, S&P, โอ้กะจู๋, Salad Factory, On The Table, Sizzler, Chester’s, Santa Fe Happy Steak, ลาวญวน, ครัวเมืองเว้ ลาวญวน และ ยัมมี่ แหนมเนือง by แดง แหนมเนือง ปิดท้ายด้วยขนมหวานและเครื่องดื่มสดชื่นสายบูสต์เอเนอร์จี้จาก Swensen’s, Boost Juice Bars, Café Amazon, Colla Tea และ Yoguruto นอกจากนี้ยังมี
โปรโมชันพิเศษ จาก Food Haven และ Foodpark กับโปรโมชันอิ่มฟิน คุ้มเวอร์ ตลอดเปิดเทอม นักเรียน นักศึกษา รับฟรีเครื่องดื่ม 1 แก้ว เพียงแลกคูปองอาหาร 50 บาท พร้อมแสดงบัตรประจำตัวนักเรียนหรือแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นักศึกษา ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 69 – 30 มิ.ย. 69 เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ที่ Food Haven และ Foodpark ในโรบินสันไลฟ์สไตล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ให้ทุกวันของการเรียน เล่น และใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวเต็มไปด้วยพลังและความสุข

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ขอชวนเด็กๆ เยาวชน และครอบครัว ร่วมเตรียมความพร้อมต้อนรับเปิดเทอมครั้งใหม่ ผ่านกิจกรรมและโปรโมชันหลากหลายภายใต้แนวคิด “Future Lab” ที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มทั้งการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ในที่เดียว พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็น “Central to Life” ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน ที่เชื่อมโยงทุกความต้องการของครอบครัวเข้าด้วยกัน และเป็นพื้นที่แห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และการเติบโตของเด็กๆ ในทุกพื้นที่

ติดตามข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และอีเวนต์ใหม่ๆ ของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ผ่านทาง Facebook Page: Robinson Lifestyle (https://www.facebook.com/RobinsonLifestyleMall

#โรบินสันไลฟ์สไตล์ #RobinsonLifestyle