ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

ดร.ชุมพล พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (SPI) บริษัท เอส.พี. ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) และกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐฟิจิ และประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ พร้อมด้วยครอบครัว มอบรถจักรยานยนต์ Honda รุ่น CBR500R พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เสริม จำนวน 9 คัน มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท ให้กับ กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศจร.ตร.) ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจในด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการจราจรแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาชีวิตประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ  เนื่องในวาระคล้ายวันเกิดครบรอบ 84 ปี ทั้งนี้ ณ​ ห้องโถง ชั้น 1 กองบังคับการตำรวจจราจร

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอพลังคนไทยช่วยกันบริจาคโลหิต หลังพบโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั่วประเทศ เผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้ง มอบข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ให้แก่ผู้บริจาคโลหิต ในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์   
 


รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลหิตของประเทศไทย ปัจจุบันพบว่าการบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม ของทุกปี โรงพยาบาลทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับ ต่ำกว่าเกณฑ์ สาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญ อาทิ
• เป็นช่วงหลังเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในช่วงพักผ่อน หรือปรับตัวหลังวันหยุดยาว ทำให้จำนวนผู้มาบริจาคโลหิตลดลง
• สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีอาการเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ จนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ
• เป็นช่วงเปิดภาคการศึกษา ไม่มีหน่วยรับบริจาคโลหิตในสถานศึกษา
• หลายคนมีข้อจำกัดในด้านเวลาที่ไม่สะดวก ที่จะมาบริจาคเลือด
 
จากสถิติการจัดหาโลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณการจัดหาโลหิตลดลงมากถึง 32,780 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2568 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 238,431 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 205,651 ยูนิต
 
และโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ได้ออกประกาศขอรับบริจาคโลหิตผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่ ประชาชนทั่วไป ก็ได้ประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก เพื่อขอรับบริจาคโลหิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวญาติ หรือเพื่อน เป็นสัญญาณเตือนถึงสถานการณ์ที่โลหิตสำรองคงคลังกำลังเริ่มขาดแคลนแล้ว ทั่วประเทศ
 
ขณะที่สถิติการเบิกขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในช่วงเดือน 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกขอใช้โลหิตเฉลี่ย จำนวนมากถึง 8,500 ยูนิตต่อวัน แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เฉลี่ย จำนวน 3,200 ยูนิตต่อวัน หรือ เพียงร้อยละ 38 เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงร่วมกับ สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ดี และภาคีเครือข่ายเชิญชวนคนไทยร่วมแสดงพลังน้ำใจ บริจาคโลหิตในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569  ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์  ผู้บริจาคโลหิต จะได้รับข้าวหอมมะลิแท้ ตราเสือ 5 กิโลกรัม 1 ถุง ตอบแทนน้ำใจคนไทย (จำนวนจำกัด 1,400 ถุง) ที่ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตในวันที่สถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังทั่วทั้งประเทศ มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ให้สามารถพลิกฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ
 
“เพราะการรักษารอไม่ได้  อุบัติเหตุไม่เลือกเวลา  ผู้ป่วยไม่เลือกวัน เลือดต้องมีสำรองก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ที่ไร่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาพืชที่เหมาะสมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่นที่เป็นสารเสพติดร้ายแรง และต่อยอดธุรกิจของบรรพบุรุษ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

                    ทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งเบียร์สิงห์ มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จึงตัดสินใจศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบชา” ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก

                    ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาและคัดสรรชาพันธุ์ดี เริ่มจากประเทศจีน ดินแดนต้นกำเนิดชา เช่น “ชาอู่หลง” รสชาติหอมหวานละมุน และ “ชาผู่เออร์” ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ จากนั้นก็เดินทางไปยังศรีลังกา พบกับ “ชาซีลอน” รสชาติเข้มข้น ต่อมาก็บินไปญี่ปุ่น ดินแดนแห่งพิธีชงชา ที่ได้สัมผัสกับ “ชาเขียวมัทฉะ” ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกันทุกวัน แล้วก็เดินทางไปยังอินเดีย เพื่อค้นหากิ่งพันธุ์ “ชาดาร์จีลิง” และ “ชาอัสสัม” รสชาติเยี่ยม

                   ไร่สิงห์ปาร์คที่เชียงราย รวบรวมชาพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลก นำมาทดลองปลูก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพสูงสุด แต่การทำไร่ชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาบางพันธุ์เกิดโรคและแมลงรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมากที่ต้องเผชิญ

                   แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ไม่ย่อท้อ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการปลูก และคั่วใบชา อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดกิจการของชาบุญรอดก็เติบโตอย่างงดงาม ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวเขาที่หันมาปลูกชาแทนการปลูกฝิ่น

                    นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังได้นำใบชามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชงใส่ซองสำเร็จรูป ชาสมุนไพรผสมมะกรูดและกานพลู ไอศกรีมชาเขียว ขนมปังกรอบรสชา และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

                    ผลิตภัณฑ์ชาบุญรอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงห์ปาร์คนิยมซื้อชาบุญรอดเป็นของฝาก เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

                    ความสำเร็จของ “ชาบุญรอด” ได้ขยายต่อไปโดยร่วมมือกับ บริษัทมารูเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” การผลิตใบชาญี่ปุ่น จากจังหวัดชิซูโอกะ มายังผืนดินไทยที่เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าสนใจในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล

                    หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นแตกต่างจากชาอื่น คือการใช้เทคนิค “การพรางแสง” (Shading) ซึ่งเป็นเคล็ดลับระดับสูงของญี่ปุ่น โดยนำตาข่ายสีดำมาคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-20 วัน เพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้นจนมีสีเขียวเข้ม เพิ่มสารที่ให้รสอร่อย “อูมามิ” (Umami) และความหวานนุ่มนวล ลดความฝาด การเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศนี้ทำให้ชาบุญรอดจากเชียงรายมีรสชาติใกล้เคียงกับชาชั้นดีเยี่ยมจากญี่ปุ่นแท้ๆ

                    ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ชาบุญรอด-มารูเซ็นต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของชาไทยได้ชัดเจนขึ้น   โดยท้าชนกับอิทธิพลญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด  และกลิ่นเขียวเหมือนหญ้าตัดใหม่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นใช้ระบบโรงงานระบบปิดและเทคนิคการ “นึ่งใบชา”  ทันทีหลังเก็บเกี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นมีคุณภาพทัดเทียมกับชาญี่ปุ่นจนสามารถส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่า “เข้มงวดที่สุดในโลก” ได้สำเร็จ

                    ในขณะที่ ชาดารจีลิ่ง (Darjeeling): ของอินเดียเน้นกลิ่นหอมดอกไม้ จากสภาพอากาศบนเทือกเขาสูง แต่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นเลือกทางเดินที่ต่างออกไป โดยเน้นความนุ่มลึกของเนื้อสัมผัส และความสดชื่นแบบเอเชียตะวันออก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายมากกว่าความซับซ้อน

                    การควบคุมคุณภาพให้คงที่ทำได้ยากในระดับอุตสาหกรรม ชาบุญรอด-มารูเซ็นจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าชาทุกล็อตมีมาตรฐานเดียวกัน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ไทยได้รับความไว้วางใจในตลาดร้านอาหารระดับโลก

                    ศรีลังกาสร้างชื่อจากชาแดง (Black Tea) ที่เข้มข้น ชาบุญรอด-มารูเซ็นนำบทเรียนนี้มาใช้ในแง่ของการสร้าง “ภาพลักษณ์แหล่งกำเนิด” โดยการชูชื่อ “เชียงราย” ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของชาเขียวคุณภาพสูง เพื่อเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม

                    ความลับของความอร่อยที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นถือครองคือ “ห่วงโซ่ความเย็นและความเร็ว” ใบชาที่ผ่านการคัดสรรจะถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ การมี ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่เชียงรายเพื่อคอยตรวจสอบค่าสี กลิ่น และรสสัมผัส ในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนการนำเข้านวัตกรรมที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปิดช่องว่างด้านประสบการณ์ที่ไทยเคยตามหลังชาติมหาอำนาจชามานานนับศตวรรษ

                    การที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีเงินทุนที่หนา แต่คือการ “พิสูจน์ผ่านคุณภาพ” ว่าชาเขียวที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากญี่ปุ่นเสมอไป และความละเมียดละไมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประวัติศาสตร์พันปี ความสำเร็จนี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น “ผู้เล่นระดับพรีเมียม” ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก โดยใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเทคโนโลยีระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

                    เรื่องของชาบุญรอดนี้เป็นตัวอย่างของการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การชวนขวายช่วยเหลือกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)  เพราะเป็นการ สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับประเทศไทย  ช่วยชุมชนชาวเขา และช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากวงจรยาเสพติด อุทิศแรงกายแรงใจพัฒนาท้องถิ่นถิ่นทุรกันดารให้กลายเป็นแหล่งเกษตรชั้นดีซึ่งเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานงานคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” 7 มี.ค. 19.00 น. โดยมี อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการ จังหวัดนครปฐม, บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธ.กสิกรไทยและรองประธาน มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ฯ, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์, ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย, ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมรับเสด็จ 7 มี.ค. 19.00 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร ม.มหิดล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม..

ll รักการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด..ยินดีกับ ดร.” อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น..

ll ขอแสดงความยินดีกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเลือกให้เป็นผู้รั้งตำแหน่งประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย วาระ พ.ศ.2569-2571..รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกก. ร่วมยินดี..นับว่า คุณหมอฉันชาย เป็น ท่านที่ 2 ของมูลนิธิฯที่จะได้เป็นประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ในปี พ.ศ.2571-2573 นับเป็นเกียรติภูมิและความสามารถระดับสูงในการบริหารวิชาการแพทย์..

ll ถูกใจสำหรับที่รอคอยมา พล.อ.ภูดิศ-นาถนภา ทัตติยโชติ ชื่นใจที่สุดได้รับขวัญหลานแฝดชาย-หญิง Alan-Ari จิ้มลิ้มน่ารักจากครอบครัว ณัฐวัชต์-อภิศรา สุพรรณธะริดา เมื่อต้นเดือน ก.พ. ..

ll ยินดีกับ พีรวินท์ อธิประยูร ห้อง Gifted Math โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลูกชายคนเก่งของ นพ.สุรพล-แววระวี อธิประยูร ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2569 รอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) คุณตาคุณยาย ธัชชัย-แววตา อัมพรายน์ และเพื่อนๆ เตรียมต่อคิวรักษากับว่าที่คุณหมอ ในอนาคต..

ll ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ศ.กิตติคุณ นายสัตวแพทย์พีระศักดิ์ จันทร์ประทีป 4-6 มี.ค. 18.30 น. อาคารพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง..พระราชทานเพลิงศพ 7 มี.ค.14.00 น. เมรุ 2..

ll ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา ฝากย้ำเรียนเชิญศิษย์เก่าร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่คุณครูอาวุโสในงาน “บุรพาจารย์รำลึก 2569 : AI เสกได้ทุกสิ่ง แต่เก๋าจริงต้องครูเรา” โดยมี พัทนุช ซ้ายขวัญ เป็นประธานจัดงาน 7 มี.ค. 10.00 น. ห้องประชุมใหญ่ อาคารเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ รร.วัฒนาวิทยาลัย..ll

คุณแหน

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)  ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้นๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง : ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย โดยมะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า : ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น : อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า : ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนานๆ ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่างๆ ดังนี้

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

ฮาตาริ ผู้นำอุตสาหกรรมพัดลมของประเทศไทย เดินหน้าฉลองครบรอบ 35 ปี อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวแคมเปญลุ้นโชค “ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข” ตอบแทนความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อแบรนด์ฮาตาริตลอด 35 ปี เตรียมพัดของรางวัลคืนกำไรให้คนไทย แจกฉ่ำทุกเดือน ลุ้นรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 5 บาทในเดือนสุดท้าย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2569  

สองสาวผู้บริหาร ชัญญา และ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวร่วมกันว่า ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ฮาตาริเดินหน้าภายใต้แนวคิด ‘ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’ เพื่อขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายทุกช่องทางให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านแคมเปญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหน้าร้านและออนไลน์  ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ฮาตาริมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และนวัตกรรมที่เข้าใจวิถีชีวิตของคนไทย เราเชื่อว่าการเติบโตของแบรนด์ไม่ได้วัดเพียงยอดขาย แต่คือการสร้างคุณค่าและส่งต่อความสุขกลับสู่ลูกค้า คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมคืนกำไรครั้งใหญ่ ฮาตาริทุ่มงบกว่าพันล้านเพื่อขอบคุณผู้บริโภค โดยมีกติกา ดังนี้ ซื้อสินค้าฮาตาริในทุกช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ ครบทุก 500 บาท ต่อ 1 ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล พิเศษ! หากซื้อผ่านเว็บไซต์ฮาตาริ (www.hatari.co.th) รับ 2 สิทธิ์ ต่อทุกยอด 500 บาท ต่อ 1 ใบเสร็จ ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ของ Hatari เพื่อสมัคร Cool Reward แล้วกรอกข้อมูลการติดต่อและอัปโหลดหลักฐานการซื้อ

สองสาวผู้บริหาร ชัญญา และ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด 

สิทธิ์ในการลุ้นรางวัล จะนับและใช้ได้เฉพาะภายในเดือนที่เกิดคำสั่งซื้อเท่านั้น ไม่สามารถโอน ยกยอด หรือสะสมไปยังเดือนถัดไปได้ ไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์การร่วมสนุก ยิ่งซื้อมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นรับโชคทุกเดือน และลุ้นรางวัลใหญ่ทองคำแท่งน้ำหนัก 5 บาท  1 รางวัล ในเดือนสุดท้ายของแคมเปญ

ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ทุกวันที่ 15 ของเดือน เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook Hatari Official Page โดยเริ่มประกาศครั้งแรกวันที่ 15 เมษายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และการประกาศผลผู้โชคดีประจำเดือน ในแคมเปญ “‘ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’”  ได้ทาง Hatari Facebook Official

K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

เปิดประสบการณ์ฮีลใจในหนึ่งวัน ณ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ (Khao Yai Art Forest) แลนด์มาร์กศิลปะร่วมสมัยใจกลางเขาใหญ่ ที่ก่อตั้งโดย  มาริษา เจียรวนนท์ เอาใจคนรักงานศิลป์ที่อยากฟินกับประสบการณ์ศิลปะระดับโลกท่ามกลางผืนป่า ดื่มด่ำกับ K-BAR บาร์ลับที่เปิดให้บริการเพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ลิ้มลองอาหารจานสวยฝีมือเชฟที่มีประสบการณ์ในโรงแรม 5 ดาวมากว่า 20 ปี พร้อมบริการรถรับ-ส่งจากกรุงเทพฯ สู่เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์แบบ One day trip ในราคาสบายกระเป๋า

ท่ามกลางผืนป่าเขาใหญ่ มีบาร์ลับแห่งหนึ่งซึ่งเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน (รอบถัดไป 14 มีนาคม 2569) K-BAR ซ่อนตัวอยู่ในเขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ ที่รายล้อมด้วยผลงานศิลปะจัดวางแบบ site-specific ของ Elmgreen & Dragset คู่หูศิลปินร่วมสมัยระดับโลก ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การเคลื่อนย้ายบริบท” อุทิศแด่ Martin Kippenberger ศิลปินชาวเยอรมันผู้ล่วงลับ โดยมีผลงานจิตรกรรม Untitled (1996) ของมาร์ตินเป็นหัวใจสำคัญของบาร์ ทุกแก้วที่ดื่มจึงเป็นบทสนทนาระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งทำให้หลายคนตกหลุมรัก

จากบาร์ลับในป่าใหญ่ คุณจะได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองคอร์สอาหารพิเศษหนึ่งเดียวในไทย “Bloom by Wuttisak Tasting Set” รังสรรค์โดย เชฟวุฒิ–วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยร่วมสมัย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพืชพรรณ ดอกไม้ และวัตถุดิบท้องถิ่น นำมาตีความใหม่สู่ “ศิลปะบนจานอาหาร” ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัสอย่างสมบูรณ์แบบ

ปิดท้ายวันด้วยการเสพงานศิลปะกลางแจ้ง และผลงานศิลปะชิ้นใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก “Pulsus Vitae” โดยกลุ่มศิลปินฝรั่งเศส Scenocosme (Grégory Lasserre และ Anaïs met den Ancxt) งานอินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนให้ผู้ชมแนบหู โอบกอดต้นไม้ และฟัง “เสียงหัวใจ” ที่เต้นไปพร้อมผืนป่า เพื่อรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ ผ่านประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและเงียบงาม

สัมผัสประสบการณ์ศิลปะฮีลใจไปกับ Khao Yai Art Forest  เปิดให้บริการวันพฤหัสบดี–ศุกร์ 12.30–18.00 น. / เสาร์–อาทิตย์ 10.00–18.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 17.30 น.) พิเศษ! บริการรถรับส่งไป–กลับในวันเดียว ให้บริการทุกวันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. เริ่มออกเดินทางจาก Bangkok Kunsthalle (บางกอก คุนส์ฮาเลอ) และขากลับจาก Khao Yai Art Forest เวลา 17:00 น. ค่าบริการ 500 บาท / ท่าน (ไป–กลับ) ราคานี้ไม่รวมบัตร Full Site Admission (จำกัดที่นั่ง)

สำรองที่นั่งล่วงหน้า: Khao Yai Art Forest  ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่: https://www.facebook.com/profile.php?id=61569868164323 

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

ในวันที่ผู้หญิงมีบทบาทในโลกธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ใครเป็นผู้นำ” แต่คือ “พื้นที่แบบไหน ที่ทำให้ผู้นำเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

Modernform ในฐานะแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานชั้นนำของประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “The Way She Works”  ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม หรือ  International Women’s Day เพื่อชวนทุกคนเปิดรับมุมมองความสำเร็จ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่ทำงาน” วิธีคิด และพลังการทำงานของผู้นำหญิงไทยยุคใหม่

เอย – ภัทศา อัตตนนท์ 

พื้นที่ที่ดี สร้างแรงบันดาลใจที่เป็นจริงได้

ตลอดกว่า 40 ปี Modernform ได้ทำงานร่วมกับองค์กรไทยหลากหลายวงการ และเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการทำงาน โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะในสายครีเอทีฟ แบรนด์ แฟชั่น หรือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือ “วิธีคิด” และ “พลังในการทำงาน” ที่แตกต่าง Modernform เชื่อว่า พื้นที่ที่ดี ไม่ได้มีผลแค่กับความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อพลัง ความคิด และผลลัพธ์ของทั้งทีม แนวคิดนี้สะท้อน Brand Idea ของเรา“Your Modern Aspiration”  ที่เชื่อว่าทุกแรงบันดาลใจ เป็นจริงได้ในแบบคุณ

บุ๋ม – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

 4 ผู้หญิงรุ่นใหม่ 4 มุมมอง ชีวิตการทำงาน

แคมเปญนี้รวบรวมเรื่องราวของ 4 ผู้หญิงทำงานรุ่นใหม่ที่มีวิธีการทำงานและรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน เริ่มจาก เอย – ภัทศา อัตตนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จงรักดี จำกัด หัวเรือใหญ่เบื้องหลังแคมเปญโปรโมตซีรีส์ Squid Game อย่าง “โกโกวาใหญ่ที่สุดในโลก” และแคมเปญสุดยิ่งใหญ่มากมาย เธอเชื่อว่า “ผู้นำที่ดี ต้องรักษาพลังของคนในทีม” Workspace จึงต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเป็นตัวเองได้เต็มที่

บุ๋ม – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์  นักการตลาดมือทอง และเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือ #TheExtraordinar  เธอเชื่อว่า “ธุรกิจที่มีหัวใจ จะเติบโตในหัวใจผู้คน” การลงมือทำจริง และเข้าใจคน คือหัวใจของทีมที่แข็งแรง  

พลอย – หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ นักออกแบบตกแต่งภายใน และ Co-Founder จาก PHTAA living design เธอมองว่า “ดีไซน์พื้นที่ คือการปลดล็อกศักยภาพของคน” Space ที่ดีต้องยืดหยุ่น และรองรับการทำงานหลายรูปแบบขณะที่

แพง – รยา วรรณภิญโญ Co-founder ผู้ก่อตั้งแบรนด์ GENTLEWOMAN เธอเชื่อว่า “อย่าสร้างตามเทรนด์ ต้องสร้างในแบบของตัวเอง” พื้นที่ทำงานจึงต้องสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของแบรนด์

แม้ทั้ง 4 คนจะมีมุมมองต่างกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า พื้นที่ที่เราอยู่ทุกวัน มีผลต่อพลัง ความคิด และความสำเร็จในการทำงาน

พลอย – หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ 

จากแคมเปญสู่บทบาทผู้นำทางความคิดด้าน Workspace

“The Way She Works” ไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ Modernform ในฐานะแบรนด์ที่เชื่อว่า Workspace ที่ดี คือพื้นฐานสำคัญของการเติบโตของผู้คนและองค์กร มุ่งเป็นมากกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ด้านการออกแบบและพัฒนาพื้นที่ทำงาน ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการทำงานยุคใหม่ ทั้งในมิติของประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน

ถ่ายทอดแนวคิดสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง

เพื่อสะท้อนแนวคิดดังกล่าวสู่การใช้งานจริง แคมเปญนี้ยังเชื่อมโยงกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ “Steelcase Karman High Back” เก้าอี้ผู้บริหารยุคใหม่ ดีไซน์ทันสมัย ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานที่ยาวนาน และเสริมประสบการณ์การนั่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แพง – รยา วรรณภิญโญ

Modernform ยังคงมุ่งพัฒนาแนวคิดและโซลูชันที่ช่วยยกระดับพื้นที่ทำงานขององค์กรไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า เมื่อพื้นที่สามารถสนับสนุนศักยภาพของผู้คนได้อย่างแท้จริง แรงบันดาลใจและความสำเร็จก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน และนั่นคือความหมายของ Your Modern Aspiration ในแบบฉบับของโมเดอร์นฟอร์ม

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน้าร้อน สิ่งที่ต้องระวังคือ  น้ำที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ. สาวินี จิริยะสิน

พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ  

“หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”  พญ. สาวินี กล่าว

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอี แบคทีเรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเคมีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ

“กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ. สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี   กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์