เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์ เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน “ผ้าไทยร่วมสมัย” พร้อมเสวนาทางวิชาการ ณ ไอคอนสยาม ​ภายใต้แนวคิด​ทุนทางวัฒนธรรม​หรือ Legacy​ สาขาแฟชั่น หัวข้อ “การส่งเสริมภูมิปัญญาและหัตถศิลป์แห่งผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย สู่งานฝีมือในโลกยุคปัจจุบัน” (Promoting The Art of Thai Wisdom Reinterpreting Tradional Craftsmanship for today)

เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานในการอนุรักษ์ผ้าไทย พร้อมสืบสานพระราชปณิธานตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  โดยมี นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดนิทรรศการ นำเสนอภายใต้แนวคิด “Legacy : Creative Continuity & Creativity” หรือ ภูมิปัญญาที่ได้รับการต่อยอดโดยความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย ซึ่งนำเสนอความหมายของคำว่า Legacy ในฐานะมรดกที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงอดีต แต่เป็นคุณค่าที่สามารถส่งต่อพัฒนาและสร้างความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

การดำเนินงานครั้งนี้ เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ศึกษาองค์ความรู้ กระบวนการผลิต อัตลักษณ์ และศักยภาพของชุมชนต้นแบบ 10 แห่งจากทั่วประเทศ ได้แก่  กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี,  กลุ่ม ธ.มฌโฑ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู, กลุ่ม ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา, กลุ่ม T.Chattuwan จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์,  ไทยซิลค์วิลเลจ จังหวัดเชียงใหม่, อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน, กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี และ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

ผลงานกว่า 100 ชิ้นเกิดจากความร่วมมือระหว่างชุมชน นักออกแบบ สไตลิสต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ครอบคลุมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสทางการและการใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมสะท้อนแนวคิด Legacy ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงแฟชั่น อาทิ สุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”, ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH และ เจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA รวมถึงคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการเพิ่มมูลค่าผ้าไทยและพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ยังมีแฟชั่นโชว์ที่นำเสนอผลงานจากชุมชนต้นแบบและนักออกแบบในโครงการ ผ่านการเดินแบบของนายแบบ นางแบบ และศิลปินชื่อดัง อาทิ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ และ แบงค์-ศรราม เอนกลาภ รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงอีกมากมาย เพื่อร่วมถ่ายทอดพลัง Soft Power ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น

งาน Legacy of Thai Textiles & Fashion นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการผลักดันผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมตอกย้ำบทบาทของแฟชั่นไทยในฐานะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีสากล

ผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานธารา ฮอลล์ ชั้น M ICONSIAM

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

ตลอดเดือนแห่งวันแม่ปีนี้ หากใครกำลังมองหาสถานที่ที่จะพาคุณแม่ออกมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน พร้อมอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูระดับพรีเมียมในบรรยากาศสุดพิเศษ สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็น “World-Class Food Destination” ที่ใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชีย ชวนทุกครอบครัวมาสร้างความทรงจำดีๆ ผ่านมื้ออาหารแห่งความรัก กับร้านดังจากทั่วทุกมุมโลกที่รวมไว้ในที่เดียว

สํารับขนมจีนแทนใจ เมนูจาก Nara Thai Cuisine

เริ่มต้นความอร่อยที่ชั้น G โซนกรูเมต์ การ์เด้น กับ Another Hound Café ร้านยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยเมนูฟิวชันสไตล์โมเดิร์น มอบโปรโมชั่นพิเศษวันแม่ เพียงสั่งชุดเมนูราคา 812 บาท รับฟรีเมนู “โอวต้าวชาวเล” เพิ่มความคุ้มค่าและความอร่อยให้มื้อพิเศษของครอบครัว

เอาใจคุณแม่สายอาหารจีนมงคลที่ Four Seasons กับสิทธิพิเศษรับฟรี ซิ่วท้อมงคล เมื่อพาคุณแม่มารับประทานอาหารในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ร่วมส่งต่อคำอวยพรแห่งสุขภาพ ความโชคดี และความรักผ่านขนมมงคลแสนพิเศษ

ROYAL SWAN SET เมนูจาก TWG Tea

อีกหนึ่งร้านที่ไม่ควรพลาดคือ JUMBO Seafood จัดโปรโมชั่นลดสูงสุด 50% ให้ครอบครัวได้อิ่มอร่อยกับเมนูซีฟู้ดระดับพรีเมียมในราคาสุดคุ้ม เหมาะสำหรับการพาคุณแม่มาสังสรรค์พร้อมหน้าพร้อมตาในวันสำคัญ

สำหรับครอบครัวที่หลงใหลในอาหารไทย Nara Thai Cuisine พร้อมเสิร์ฟเมนูพิเศษ “สำรับขนมจีนแทนใจ” สูตรต้นตำรับที่รังสรรค์อย่างประณีต สะท้อนเสน่ห์ของอาหารไทยและความรักความผูกพันในครอบครัวผ่านทุกองค์ประกอบของสำรับ

เมนูจาก JUMBO Seafood

หากอยากเติมความหวานให้วันแม่ The Mandarin Oriental Shop ขอชวนเลือกมอบของขวัญสุดพิเศษผ่านเมนูขนมหวานที่โดดเด่นด้วยรสชาติละมุน ผสานความสดชื่นของสตรอว์เบอร์รีอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งอย่างงดงามราวกับช่อดอกไม้ที่พร้อมส่งต่อความรักให้คุณแม่ในทุกคำ

เมนูจาก Kampang Isan Artisan

ปิดท้ายมื้อแห่งความประทับใจที่ TWG Tea ด้วย Royal Swan Set เซ็ตคานาเป้และขนมหวานสุดประณีต เสิร์ฟคู่กับ Jasmine Queen Tea ชาหอมกลิ่นมะลิอันเป็นเอกลักษณ์ ให้คุณและคุณแม่ได้ดื่มด่ำช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันตลอดเดือนสิงหาคมนี้

ความอร่อยยังต่อเนื่องที่ชั้น 4 โซน EATELIER กับ Kampang Isan Artisan ร้านอาหารไทยอีสานร่วมสมัย ที่พร้อมมอบส่วนลด 12% เมื่อรับประทานอาหารครบ 1,500 บาท ให้ครอบครัวได้อิ่มอร่อยแบบคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ซิ่วท้อมงคล เมนูจาก Four Seasons

ส่วนใครที่กำลังมองหาร้านอาหารน่านั่งสำหรับพาคุณแม่มาพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ ชั้น 5 โซน NEXTOPIA ก็มีร้านน่าสนใจรออยู่มากมาย เริ่มจาก CONTE de TULEAR ที่รังสรรค์เมนูพิเศษต้อนรับวันแม่อย่าง Salted Caramel Bingsu หวานละมุนถูกใจทุกวัย ต่อด้วย FIKKA ที่มอบส่วนลด 10% สำหรับเมนูแซนด์วิชทุกชิ้น เมื่อซื้อพร้อมกาแฟหรือสมูทตี้ เหมาะสำหรับมื้อเบาๆ ยามบ่าย

เมนูจาก Another Hound Café

ปิดท้ายด้วย สรรพรส ที่เพิ่มความพิเศษให้วันแม่ด้วยการมอบฟรีพวงมาลัยและผ้าถุงจากผลิตภัณฑ์ชุมชน เมื่อรับประทานอาหารครบ 2,000 บาท ให้ทุกครอบครัวได้มอบความรักและความอบอุ่นแก่คุณแม่ในแบบไทยๆ

เมนูจาก CONTE de TULEAR

เพราะของขวัญที่มีค่าที่สุดคือการได้ใช้เวลาร่วมกัน วันแม่ปีนี้ชวนคุณแม่มาสร้างความทรงจำดีๆ ผ่านมื้ออาหารแสนอบอุ่นและโปรโมชั่นพิเศษจากร้านดังทั่วสยามพารากอน ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon และ http://www.siamparagon.co.th

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลก

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality  ระดับโลก

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

Happitat ปลุกโลกแห่งจินตนาการ เปิดตัวจอดิจิทัลภายในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ Immersive Experience ระดับโลก เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality จาก Pixel Artworks ครั้งแรกในประเทศไทย และ Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ก่อนต่อยอดด้วยไลน์อัป Immersive Experience จากพันธมิตรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ที่พร้อมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี

Happitat (แฮปปี้แทท) โครงการภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แอ็กซ์ตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat) ในเครือซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของ Destination Experience  เปิดตัวจอดิจิทัลภายในอาคารที่ใหญ่และความละเอียดจอสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 385 ตารางเมตร พร้อมความละเอียดระดับ P1.8 ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่แสดงผล แต่เป็น Magical Canvas ที่พร้อมเนรมิตทุกจินตนาการให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Storytelling ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล คอนเทนต์อินเทอร์แอ็กทีฟ และการมีส่วนร่วมของผู้ชมเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เปลี่ยนจากการรับชมภาพบนหน้าจอ สู่การก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและโลกแห่งจินตนาการ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ ศิลปิน และแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกได้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดทั้งปี

ประเดิมด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality (MR) ระดับโลกจาก Pixel Artworks ที่จะเปิดตัวในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก ตามด้วย Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ที่จะพาผู้ชมก้าวสู่ “ป่าแห่งกาลเวลา” ร่วมฟื้นคืนชีวิตให้เหล่าสัตว์ที่สูญพันธุ์ และระบบนิเวศที่เลือนหายผ่านการมีส่วนร่วม ก่อนต่อยอดสู่ไลน์อัป Immersive Experience จากพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างสีสันให้ Happitat อย่างต่อเนื่อง

อรดา เกิดหงษ์ President บริษัท แอ็กซ์ตร้า แฮปปี้แทท จำกัด กล่าวว่า “ที่ Happitat เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ จุดประกายจินตนาการ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนได้ เราจึงไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม รู้สึกร่วม และสร้างความทรงจำที่มีความหมาย เพราะสำหรับเรา ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนจอภาพ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนได้สัมผัส เรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน นั่นคือความหมายของ Happitat และเหตุผลที่ทุกครั้งที่กลับมาเยือน ผู้คนจะได้ค้นพบบางสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจและความสุขกลับไปเสมอ”

หัวใจสำคัญของประสบการณ์ Immersive ภายใน Happitat คือ Grand Stairs พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างสรรค์และนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ ผ่านการสร้าง Phygital Layer ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ยกระดับการรับชมสู่การมีส่วนร่วม ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมบนหน้าจอ แต่สามารถก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและประสบการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังขับเคลื่อนด้วยระบบแสดงผลที่ผสานเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ Real-time เข้ากับจอ LED ความละเอียดสูงระดับ P1.8 รองรับการสร้างประสบการณ์ Immersive ที่ตอบสนองต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมได้อย่างลื่นไหล พร้อมต่อยอดสู่ Real-time Storytelling และ Interactive Content ที่จะช่วยพลิกโฉมการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้คน เปลี่ยนจากการส่งสารแบบทางเดียวสู่ประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม สู่การสร้างประสบการณ์ร่วมที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดช่วงเวลาที่น่าจดจำ และนำไปสู่ความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Happitat ประเดิมเปิดประสบการณ์ครั้งแรกด้วย “The Butterfly Trail” ผลงาน Mixed Reality (MR) ระดับโลกจาก Pixel Artworks สตูดิโอสร้างสรรค์ Immersive Experience ชั้นนำจากสหราชอาณาจักร ที่นำมาจัดแสดงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก หลังสร้างปรากฏการณ์ในกรุงลอนดอนด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกว่า 4.1 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน จนทำให้สถานที่จัดแสดง Outernet London กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กด้านสื่อดิจิทัลและความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของสหราชอาณาจักร

The Butterfly Trail จะพาผู้ชมก้าวเข้าสู่เรือนกระจกของศาสตราจารย์เพลลิกริน (Professor Pelegrin) นักธรรมชาติวิทยาผู้หลงใหลในผีเสื้อมหัศจรรย์ และร่วมออกเดินทางค้นหาเหล่าผีเสื้อหายากที่รอการปลดปล่อยจากดักแด้ ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อโต้ตอบกับโลกดิจิทัลที่ตอบสนองแบบเรียลไทม์ สำหรับ The Butterfly Trail เวอร์ชันที่จะจัดแสดงในประเทศไทย Pixel Artworks ได้ต่อยอดประสบการณ์ให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติของสถานที่ ด้วยการนำผีเสื้อสายพันธุ์ไทยที่สามารถพบได้จริงภายใน Happitat มาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในโลก Mixed Reality เปิดโอกาสให้ผู้ชมออกสำรวจ ปลดปล่อยผีเสื้อผ่านเทคโนโลยี AR และมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ สร้างประสบการณ์ที่หลอมรวมธรรมชาติ จินตนาการ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ริอาซ ฟารูก (Riaz Farooq) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อาวุโส (Senior Creative Director) บริษัท Pixel Artworks กล่าวว่า “The Butterfly Trail ได้รับการออกแบบให้เป็นประสบการณ์ Immersive ที่ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องราว ซึ่งพื้นที่ Grand Stairs ของ Happitat สามารถช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการผสานพื้นที่ เทคโนโลยี และการเล่าเรื่องเข้าด้วยกัน ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เราจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำ The Butterfly Trail มาสู่ Happitat ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติในฐานะหัวใจสำคัญของประสบการณ์ การที่ผู้ชมสามารถสัมผัสทั้งผืนป่าจริงและประสบการณ์ Mixed Reality ได้ภายในการมาเยือนครั้งเดียว ทำให้เรื่องราวของ The Butterfly Trail ไม่ได้สิ้นสุดลงบนหน้าจอ แต่เชื่อมโยงไปสู่การออกสำรวจและค้นพบธรรมชาติในโลกจริงได้อย่างกลมกลืน”

นอกเหนือจาก The Butterfly Trail แล้ว Happitat ยังเตรียมจัดแสดง Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios สตูดิโอเทคโนโลยีสร้างสรรค์จากเยอรมนี ที่จะชวนผู้ชมทุกคนร่วมออกเดินทางสู่ “ป่าแห่งกาลเวลา” กับภารกิจฟื้นคืนผืนป่าที่หลับใหล ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนสร้างพลังร่วมกันเพื่อปลุกเหล่า Ancient Guardian สัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปแล้วของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตลอดการเดินทางผู้ชมจะเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่าแต่ละสายพันธุ์ ก่อนร่วมบันทึกการค้นพบลงใน Forest Codex คลังบันทึกดิจิทัลที่ผู้ชมทุกคนช่วยกันสร้างขึ้น ถ่ายทอดเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านประสบการณ์ที่ทั้งสนุก สร้างแรงบันดาลใจ และชวนให้ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศ

“ตั้งแต่วันแรก Happitat เชื่อว่าความสุขสามารถออกแบบได้ และ Grand Stairs คืออีกหนึ่งตัวอย่างของแนวคิดนั้น เราไม่ได้สร้างพื้นที่แห่งนี้เพื่อเป็นเพียงจอแสดงผล แต่เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเล่าเรื่องและการสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกัน ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวใหม่ๆ และค้นพบแรงบันดาลใจในทุกครั้งที่กลับมา พร้อมเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ต่างๆ ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์และถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับผู้คน ควบคู่ไปกับการคัดสรรผลงาน Immersive ระดับโลกมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ Grand Stairs เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตและสร้างความประทับใจใหม่ได้ตลอดทั้งปี เพราะสำหรับ Happitat ความสุขไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ในทุกการมาเยือน”  อรดา กล่าวปิดท้าย

เตรียมก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการกับ The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลกจาก Pixel Artworks และ Forest of Time Launch ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ที่จะเปิดประสบการณ์ให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ Happitat ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมติดตามข่าวสารและไลน์อัปประสบการณ์ Immersive ใหม่ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ได้ทาง Facebook Page: Happitat Thailand หรือเว็บไซต์ http://www.happitatthailand.com

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทในเครือ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี สุรชัย โชติจุฬางกูร ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ ปัญจพร โชติจุฬางกูร กรรมการบริหาร สิงห์โต พิเชฐวงศ์ ที่ปรึกษา พร้อมด้วยพนักงานบริษัท ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ประจำปี ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารจัดการทุน และภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวเปิดงาน แถลงข่าว “การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 3)” หรือ The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Fostering Thailand Future; Advancing Innovation and National Impact” ณ ห้องพญาไท 1-2  แกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ภายในงานแถลงข่าว ได้มีการจัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. , ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์  ประเภทวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ , ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมธีวิจัยอาวุโส และกรรมการด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย วช. และ รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนนักวิจัยรุ่นกลาง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญและรายละเอียดการจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ว่า The 3rd Thailand Talent Summit 2026 เป็นเวทีกลางที่เชื่อมโยงนักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ข้ามรุ่นและข้ามสาขา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารนโยบายและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสนับสนุนกำลังคนในระบบ ววน. ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของงานคือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากร ววน. ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อนำงานวิจัยไปสร้างผลกระทบต่อประเทศ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิจัย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยชั้นนำ กิจกรรมพัฒนาทักษะ การรับฟังทิศทางนโยบาย และการสร้างเครือข่าย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2,500 คน จากทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานนโยบาย หน่วยบริหารจัดการทุน และสื่อมวลชน”

นอกจากนี้ ศ.ดร.สมปอง ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือการเลือกทำวิจัยจากปัญหาที่มีความสำคัญต่อประชาชน ทำงานด้วยความอดทน ยึดหลักวิชาการที่ถูกต้อง รวมถึงการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง รักษาจริยธรรม และเปิดใจทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและต่างสาขา พร้อมเน้นย้ำว่านักวิจัยรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งทุนวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพี่เลี้ยง และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และคาดหวังให้งานนี้พัฒนาไปสู่เครือข่ายที่เชื่อมโยงนักวิจัยและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกลไกติดตามความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการต่อยอดงานวิจัยที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา จังหวัดชลบุรี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ สกสว. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’  แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ทีทีบี ชวนทุกครอบครัวร่วมฉลองช่วงเวลาพิเศษของวันแม่ตลอดเดือนสิงหาคม พาคุณแม่และคนที่คุณรักออกไปเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุงเทพฯ ที่ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต จังหวัดสมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่รวบรวมองค์ครุฑมากที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนกว่า 150 องค์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับความหมายอันอบอุ่นของเดือนแห่งวันแม่

ภายในพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเรื่องราวของพญาครุฑผ่านนิทรรศการมัลติมีเดียสุดล้ำที่ผสมผสานเทคนิคแสง สี เสียง และสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่ พาผู้ชมท่องไปในโลกแห่งวรรณคดี ความเชื่อ และมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เข้าชมทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ จึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมครอบครัวในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้

นอกเหนือไปจากนั้น พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ยังได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งใน “UNSEEN Thai Thai จังหวัดสมุทรปราการ : อัตลักษณ์ครุฑพระราชทาน แห่งแรกของไทยสู่อาเซียน” สะท้อนถึงความโดดเด่นในฐานะแหล่งอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า โดยผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมองค์ครุฑแกะสลักพระราชทานจากสาขาธนาคารทั่วประเทศ พร้อมสักการะและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เส้นทางการชม จะมีผู้นำชมพาทุกคนเดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา ที่รวบรวมครุฑมากกว่า 150 องค์ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งครุฑแต่ละองค์ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน

การจัดแสดงมี 6 โซนได้แก่ 1.โถงต้อนรับ เริ่มต้นผจญภัยกับวิจิตรหิมพานต์ที่สะท้อนคติความเชื่อของคนไทยตามหลักไตรภูมิพระร่วงเป็นภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่า  บอกเล่าถึงที่สถานที่อยู่ของครุฑ 2.ครุฑพิมาน เรียนรู้กำเนิดโลกและจักรวาล ท่องไปในดินแดนหิมพานต์ และที่อยู่ของครุฑ 3.นครนาคราช ถิ่นที่อยู่ของพญานาค พร้อมชมเรื่องราวของพี่น้องต่างมารดา 4,อมตะเจ้าเวหา เรื่องราวความเพียรพยายามของพญาครุฑผ่านแอนิเมชัน แสงสีตระการตา 5,สุบรรณแห่งองค์ราชัน ตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” ซึ่งเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ที่ยังคงปรากฏเคียงข้างพระองค์เสมอ 6.ห้องจัดแสดงครุฑ ห้องที่รวบรวมองค์พญาครุฑจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผ่านตราตั้งห้างพระราชทาน และสัมผัสมนต์เสน่ห์คุณค่าเหนือกาลเวลา

เดือนแห่งวันแม่ปีนี้ ชวนควงแขนคุณแม่และครอบครัวมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวความกตัญญูที่งดงาม ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ แลนด์มาร์ก UNSEEN สมุทรปราการ

พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. มีบริการผู้นำชม พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง

สำรองเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 8882 3900

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ท่ามกลางความต้องการโลหิตสำรองที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ทั้งผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมถึงผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน การมีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยในทุกวัน ขณะที่โลหิตไม่สามารถผลิตหรือทดแทนได้ การได้รับโลหิตจากผู้บริจาคจึงเป็นความหวังสำคัญของผู้ป่วยนับไม่ถ้วนที่กำลังรอคอยโอกาสในการรักษา เพราะ “การให้เลือด = การให้ชีวิต” และทุกหยดโลหิตที่ได้รับ ล้วนมีคุณค่าในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยอีกหลายชีวิต

ด้วยเหตุนี้ การบริจาคโลหิตจึงไม่ได้เป็นเพียงการเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ แต่เป็นการมอบโอกาสในการมีชีวิต เป็นการแบ่งปันที่มีคุณค่า และสะท้อนพลังแห่งการให้ที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสร้างได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เป็นการสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมเติมเต็มคลังโลหิตของประเทศ เพื่อให้ทุกชีวิตที่รอยังคงมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการณรงค์บริจาคโลหิต พร้อมส่งต่อความรักและความห่วงใย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ นายสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน จัดกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569” ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เพื่อร่วมเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ และปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็น “ผู้ให้” ให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านบริหารศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ

นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติยังคงมีความต้องการโลหิตจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ เนื่องจากมีการใช้โลหิตทุกวัน ทั้งในผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมถึงผู้ป่วยฉุกเฉิน ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า

200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ และจากช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โรงพยาบาลทั่วประเทศมีการขอเบิกใช้โลหิตจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเฉลี่ยวันละ 8,500 ยูนิต แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เพียงเฉลี่ยวันละ 3,500 ยูนิตเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 41 เท่านั้น  การที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกันบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านโลหิตของประเทศ พร้อมทั้งขอขอบคุณบริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมเพื่อสังคม และจัดกิจกรรมเชิญชวนผู้บริหารและพนักงานร่วมบริจาคโลหิตอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองแล้วยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ในองค์กรอีกด้วย

ตลอดเดือนสิงหาคม ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริจาคโลหิตน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ เพื่อสำรองโลหิตคงคลังให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่

• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค)  เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

ทางด้าน ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด กล่าวว่า เราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม กิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแบ่งปัน และส่งเสริมให้พนักงานเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อผู้อื่น เพราะการบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่ประเมินค่าไม่ได้ ทุกหยดโลหิตล้วนมีความหมายและสามารถส่งต่อโอกาสในการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ เราจึงมุ่งมั่นร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังของภาคธุรกิจในการสนับสนุนการจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคธุรกิจที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่สังคมผ่านกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการส่งต่อความรัก ความห่วงใยและการแบ่งปัน เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจิตอาสาและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และหน่วยรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101, 1760 และ 1761 หรือเว็บไซต์ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3 สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3  สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3 สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

งานโครงการหลวง 57 ปีนี้ จัดโดย มูลนิธิโครงการหลวง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

บางจากฯ สนับสนุนบัตรเติมน้ำมันบางจากสำหรับการเดินทางของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวงสู่พื้นที่จัดงาน พร้อมมอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับฟรีไอศกรีมอะโวคาโดสูตรออริจินอล หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมของโครงการหลวง จำนวน 300 สิทธิ์แรก

บางจากฯ ขอเชิญชวนร่วมงาน “โครงการหลวง 57” ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” ศึกษาเรื่องราวการดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวงผ่านนิทรรศการต่างๆ ชื่นชมความงดงามของไม้ดอกเมืองหนาว และพบกับ “กุหลาบควีนสุทิดา” กุหลาบสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับพระราชทานนามาภิไธย เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ ซึ่งนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในงาน พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม จับจ่ายใช้สอยจากร้านจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนโครงการหลวง 

งานจัดระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “Night Time Wonder : พลบค่ำ ย่ำราตรี” แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวยามค่ำคืน (Night-time Tourism) ภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value) และประสบการณ์ (Experience) โดยต่อยอดเทรนด์ “Night-time Tourism” สู่การสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวออกไปค้นพบ “เสน่ห์ยามวิกาล” และความสุขที่เริ่มต้นทันที…เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ผ่านการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และที่พักยามค่ำคืนจากทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังผู้ประกอบการมอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพิ่มการใช้จ่ายและวันพักค้างของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการเดินทางเพื่อเช็กอินเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังนิยมออกเดินทางในช่วงเวลาที่มีผู้คนไม่หนาแน่น บรรยากาศผ่อนคลาย และสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ ยามค่ำคืนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของเมือง ธรรมชาติ และวิถีชีวิตในอีกมิติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นตลาดกลางคืน ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น คาเฟ่เปิดดึก ดินเนอร์ริมทะเล การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่สามารถสัมผัสได้เฉพาะหลังพระอาทิตย์ตก ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาความแปลกใหม่และความหมายของการเดินทาง

เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง ททท. ได้จัดกิจกรรม Media Fam Trip เชิญอินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ร่วมสัมผัสและถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนผ่าน 2 เส้นทางต้นแบบ ได้แก่ Starry Wild Night จังหวัดชลบุรี ที่นำเสนอประสบการณ์ Adventure & Nature Tourism ผ่านกิจกรรมล่องเรือตกหมึก ส่องสัตว์ยามค่ำคืน และแคมป์ปิ้งท่ามกลางธรรมชาติ และ Moonlight Wellness Escape จังหวัดเพชรบุรี ที่ชวนเปิดประสบการณ์ Wellness Retreat Experience ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ เติมเต็มการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการผ่อนคลายและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลในบรรยากาศยามค่ำคืน

นอกจากการสร้างแรงบันดาลใจผ่านเส้นทางท่องเที่ยวแล้ว ยังรวบรวมดีลและโปรโมชั่นพิเศษ ร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเพื่อนำเสนอกิจกรรม สินค้าและบริการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็น ล่องเรือ ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ส่องสัตว์ยามค่ำคืน โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้นักท่องเที่ยวได้ออกเดินทางอย่างคุ้มค่า พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง

โครงการ “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” จึงเป็นอีกหนึ่งแคมเปญของ ททท. ที่ชวนทุกคนออกไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวยามค่ำคืนในมุมใหม่ ผ่านเส้นทาง กิจกรรม และโปรโมชั่นสุดพิเศษจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างสีสัน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และส่งต่อคุณค่าของการเดินทางในทุกช่วงเวลา ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page : Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยหลังพระอาทิตย์ตก… แล้วค่ำคืนของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital  กล่าวว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

  1. ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา
  2. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้
  3. โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม