สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด ‘โอไมครอน’ รายแรกของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669641

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 07:53 น.สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด 'โอไมครอน' รายแรกของประเทศสหรัฐพบโอไมครอนเคสแรก ชี้มีประวัติเดินทางแอฟริกาใต้

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐเปิดเผยว่าพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเป็นรายแรกของประเทศ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยผู้ป่วยคนดังกล่าวได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว และมีประวัติเดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. และมีผลตรวจเป็นบวกในวันที่ 29 พ.ย.

รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากอนามัย

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เยอรมนีเสียชีวิตสูงสุดรอบ 9 เดือน เตือน “สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669630

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 20:56 น.เยอรมนีเสียชีวิตสูงสุดรอบ 9 เดือน เตือน "สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง"ตัวเลขผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยวิกฤตอาจพุ่งสูงกว่าเดือนมกราคมปีนี้ และทำให้มันเป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง” จากคำกล่าวของประธานสมาคม DIVI ด้านเวชศาสตร์ผู้ป่วยหนัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เยอรมนีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่โรงพยาบาลต่างๆ เตือนว่าประเทศอาจมีผู้ป่วย 6,000 คนต้องรับการรักษาใน ICU ในช่วงวันคริสต์มาสซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดของฤดูหนาวปีที่แล้ว

สถาบัน Robert Koch ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านโรคติดเชื้อของเยอรมนีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ 67,186 รายในวันพุธ เพิ่มขึ้น 302 รายจากสัปดาห์ก่อน และผู้เสียชีวิต 446 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดรายวันนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอยู่ที่ 101,790 ราย

รัฐบาลสหพันธรัฐและรัฐบาลระดับภูมิภาคของเยอรมนีเห็นพ้องต้องกันเมื่อวันอังคารที่จะดำเนินการเพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่สี่ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนและการจำกัดการติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าลงมือของรัฐบาลว่าช้าเกินไป บรรดาผู้นำตกลงที่จะตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในวันพฤหัสบดีเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ เช่น การบังคับให้ลูกค้าที่เข้าร้านค้าต่างๆ ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือการฟื้นตัวจากการติดเชื้อแล้ว และการจำกัดจำนวนคนในงานใหญ่

เกอร์นอต มาร์กซ์ ประธานสมาคม DIVI ด้านเวชศาสตร์ผู้ป่วยหนัก เตือนว่าประเทศจะมีผู้ป่วยหนัก 6,000 คนในการดูแลผู้ป่วยหนักในช่วงคริสต์มาส ไม่ว่านักการเมืองจะตัดสินใจใช้มาตรการใดในขณะนี้ก็ตาม

เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่มีผู้ป่วย 5,745 รายในห้องไอซียูเมื่อวันที่ 3 มกราคม เยอรมนียังมีเตียงให้บริการน้อยลงในขณะนี้เนื่องจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่พยาบาล

“สถานการณ์กำลังตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ” มาร์กซ์บอกกับสถานีโทรทัศน์ ZDF และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาล็อกดาวน์ชั่วคราว “เราต้องปกป้องคลินิกจากการล่มสลาย”

เขายังเตือนด้วยว่าในขณะนี้เป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”

Photo by Ronny Hartmann / AFP

อนามัยโลกชี้ยุโรปเป็นศูนย์กลางระบาด-โอไมครอนกลายพันธุ์ 40 จุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669625

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 19:51 น.อนามัยโลกชี้ยุโรปเป็นศูนย์กลางระบาด-โอไมครอนกลายพันธุ์ 40 จุดสรุปด่วนการแถลงข่าวขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดล่าสุด

• เจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ยุโรปได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดแล้ว

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า เท่าที่ทราบในขณะนี้มี 24 ประเทศที่พบโอไมครอนแล้ว

• มีการกลายพันธุ์ที่แตกต่างกันมากกว่า 40 จุดที่พบในสายพันธุ์โอไมครอน

• การกลายพันธุ์บางอย่างของไวรัสบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการแพร่เชื้อเร็วขึ้น

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เราไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าระยะฟักตัวของโอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ของโคโรนาไวรัส”

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เราได้ขอร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มการตรวจตราโรคเพื่อจับความเคลื่อนไหวโอไมครอนแต่เนิ่นๆ” 

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เรามีเครื่องมือมากมายในการหยุดยั้งการระบาดของโอไมครอน” 

• WHO กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่ ผู้ผลิตวัคซีนควรทำการปรับเปลี่ยนวัคซีนปัจจุบันเล็กน้อยเท่านั้น

• ทั้งนี้ สายพันธุ์เดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักในยุโรปไปแล้ว 

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่าในขณะที่เราเข้าใจว่าประเทศต่างๆ ได้ปิดกั้นการเดินทาง เราต้องตระหนักว่ามาตรการประเภทนี้มีผลที่ตามมา

• มีรายงานในขณะเดียวกันว่า เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกแล้ว 

เมื่อประเทศไม่มี “ราชินี” อีกต่อไป ทำไมบาร์เบโดสจึงเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669613

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 17:39 น.เมื่อประเทศไม่มี "ราชินี" อีกต่อไป ทำไมบาร์เบโดสจึงเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ?สาเหตุที่บาร์เบโดสเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กลายเป็นชาติสาธารณรัฐแห่งล่าสุดของโลก

เมื่อช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมาบาร์เบโดส ประเทศในภูมิภาคแคริบเบียน อดีตอาณานิคมของอังกฤษ สิ้นสุดการปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นชาติสาธารณรัฐแห่งล่าสุดของโลก

หลังจากที่ประกาศถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร ออกจากการเป็นประมุขของรัฐ โดยมี เดม ซานดรา เมสัน สาบานตนขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรก

บาร์เบโดสได้อยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษมายาวนานเกือบ 400 ปี ทำให้บาร์เบโดสเผชิญกับระบบทาสอันโหดร้าย และกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกอ้อยผลิตน้ำตาล โดยใช้แรงงานจากแอฟริกา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อันโหดร้ายสำหรับบาร์เบโดส ก่อนที่จะยกเลิกระบบทาสในปี 1834 และได้รับเอกราชในปี 1966

“ถึงเวลาแล้วที่ต้องทิ้งอดีตของเราไว้เบื้องหลัง” ประธานาธิบดีเมสันกล่าวในพิธีฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐซึ่งตรงกับวันครบรอบ 55 ปีที่บาร์เบโดสได้รับเอกราชจากอังกฤษด้วย

“จากอดีตที่มืดมนของเรา และความโหดร้ายของระบบทาส ซึ่งทำลายประวัติศาสตร์ของเราไปตลอดกาล วันนี้ผู้คนบนเกาะแห่งนี้ได้สร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นใหม่อย่างแข็งแกร่ง” เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษตรัสระหว่างทรงเข้าร่วมงานพิธี

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีไปยังชาวบาร์เบโดส “ในโอกาสสำคัญนี้ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีไปยังชาวบาร์เบโดสทุกท่าน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลและความสงบสุขจงบังเกิดแก่ทุกท่าน”

ทำไมถึงยกเลิกระบอบราชาธิปไตย?

บาร์เบโดสแสดงเจตจำนงที่จะถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุข เพื่อเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเมื่อเดือนก.ย. 2020 ซึ่งแหล่งข่าวจากสำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่าได้มีการหารือกันในประเด็นนี้มาก่อนแล้ว และเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลบาร์เบโดสและประชาชน

ย้อนกลับไปในปี 1998 คณะกรรมการรัฐธรรมนูญบาร์เบโดสเสนอให้ประเทศเปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐและยุติระบอบราชาธิปไตย ต่อมาปี 2008 บาร์เบโดสเคยวางแผนการทำประชามติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นสาธารณรัฐแต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง หลังจากนั้นเจตจำนงดังกล่าวก็ไม่ได้หายไปไหน ในปี 2015 นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ ฟรอยน์เดล สจ๊วต ประกาศกร้าวว่าบาร์เบโดสจะต้องเป็นสาธารณรัฐในอนาคตอันใกล้

จนกระทั่งปี 2020 เกิดกระแส Black Lives Matter เพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ซึ่งจุดประกายให้บาร์เบโดสทบทวนอดีตอันโหดร้ายที่จักรวรรดิอังกฤษกวาดล้างชนพื้นเมืองเมื่อครั้งยังตกเป็นอาณานิคม และทิศทางในการเปลี่ยนไปสู่สาธารณรัฐอีกครั้ง

กาย ฮิววิตต์ อดีตข้าหลวงใหญ่บาร์เบเดียนในลอนดอน กล่าวว่า นอกเหนือจากการประท้วงเรื่อง Black Lives Matter แล้ว การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของควีนในบาร์เบโดสอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์อื้อฉาว Windrush ที่ผู้อพยพชาวแคริบเบียนหลายพันคนถูกเนรเทศออกจากสหราชอาณาจักร

“Windrush น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้ว่าบทบาทของควีนเอลิซาเบธในฐานะราชินีแห่งสหราชอาณาจักรและราชินีแห่งบาร์เบโดสไปด้วยกันไม่ได้” ฮิววิตต์กล่าว

เฮนเดอร์สัน คาร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเวสต์อินดีสในบาร์เบโดสมองว่าการเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐคือขั้นตอนสุดท้ายของการประกาศเอกราช ซึ่งเป็นการก้าวข้ามลัทธิอาณานิคมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาสู่การปกครองตนเองโดยสมบูรณ์

ประเทศอดีตอาณานิคมอื่นๆ

ปัจจุบันราชอาณาจักรเครือจักรภพหรือรัฐเอกราชที่มีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงเป็นประมุข ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จาเมกา, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, บาฮามาส, เบลีซ, เกรเนดา, ตูวาลู, เซนต์ลูเชีย, หมู่เกาะโซโลมอน, แอนติกาและบาร์บูดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์

ทั้งนี้ บาร์เบโดสกลายเป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษประเทศล่าสุดที่ถอดสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุขของรัฐ หลังจากที่มอริเชียส ประเทศในแอฟริกาตะวันออกดำเนินการในปี 1992

โดยก่อนหน้านี้มี ไอร์แลนด์, อินเดีย, ไนจีเรีย, แอฟริกาใต้, ปากีสถาน, ยูกันดา, เคนยา, มาลาวี, มอลตา, กานา, กายอานา, ซีลอน, ฟีจี, แกมเบีย, เซียร์ราลีโอน, แทนกันยีกา, ตรินิแดดและโตเบโกที่ดำเนินการเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงกันว่าออสเตรเลียและแคนาดาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ที่ถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุขของรัฐตามรอยบาร์เบโดส

• ออสเตรเลียมีการหยินยกประเด็นนี้ขึ้นมาหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ทำประชามติถอดถอนควีนเอลิซาเบธเกิดขึ้นในปี 1999 แต่ร้อยละ 54.9 ของผู้ลงคะแนนโหวตให้ควีนเอลิซาเบธทรงต่อไป

ในปี 2008 เควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความมุ่งมั่นที่จะถอดถอนควีนเอลิซาเบธในฐานะประมุขแห่งรัฐ อย่างไรก็ตามพระองค์ยังทรงเป็นประมุขมาจนถึงทุกวันนี้

• แคนาดาก็พบว่าการสนับสนุนระบอบกษัตริย์ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยสถาบัน Angus Reid ได้ทำการสำรวจระดับชาติตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. ถึง 29 พ.ย. เพื่อสำรวจความเห็นของชาวแคนาดาเกี่ยวกับระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

โดยผู้ตอบแบบสอมถามร้อยละ 55 สนับสนุนควีนเอลิซาเบธในฐานะประมุขแห่งรัฐ ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับร้อยละ 64 ในปี 2016

ในทางกลับกันผู้ไม่สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 38 ในปี 2016 มาอยู่ที่ร้อยละ 45 ในปี 2020 และมากกว่าร้อยละ 50 ในปีนี้ เมื่อถูกถามว่าแคนาดาควรคงระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญไว้ต่อไปหรือไม่ ร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าไม่

ที่มา: independentnbcnewstheguardianforeignpolicycbcgeonewsvancouversuntownandcountrymag

ภาพ: Jacob King and JOHN STILLWELL / POOL / AFP

ปิดประเทศไว้ก่อนดีไหม ก่อนจะรู้พิษสงโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669580

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 16:50 น.ปิดประเทศไว้ก่อนดีไหม ก่อนจะรู้พิษสงโอไมครอนอาจถึงเวลาห้ามทุกประเทศที่พบโอไมครอนเข้าไทย – มาตรการแรกเริ่มที่สั่งห้ามบุคคลจาก 8 – 9 ประเทศของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้เข้าประเทศเริ่มไม่พอแล้ว หลายประเทศเริ่มห้ามมากว่านั้นแล้ว

ในเวลานี้ภูมิภาคที่พบการกระจายตัวของโอไมครอนมากที่สุด ไม่ใช่แอฟริกาตอนใต้แต่เป็นทวีปยุโรป – นี่เป็นเรื่องต้องกังวลข้อแรก

และยิ่งมีข้อมูลจากเนเธอร์แลนด์ว่า พบเชื้อโอไมครอนจากตัวอย่างที่เก็บตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ก่อนที่แอฟริกาใต้จะแจ้งข่าวการพบเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ในวันที่ 24 พฤศจิกายน – นี่ก็ยิ่งน่ากังวล

ดังนั้น บางพื้นที่จึงสั่งห้ามผู้เดินทางจากยุโรปเข้าประเทศกันแล้ว เช่น ฮ่องกงและมาเลเซีย มาเลเซียใช้คำที่อะลุ่มอะล่วยว่า “ประเทศที่มีแนวโน้มเสี่ยงจากโอไมครอน” นี่เป็นวิธีการที่ชาญฉลาด เพราะแรงความไม่พอใจของภูมิภาคหรือประเทศที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

มาเลเซียยังชลอแผนการ “ช่องทางพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้ว” กับประเทศที่มีแนวโน้มเสี่ยง ซึ่งไม่บอกว่าประเทศไหน แต่รู้กันว่าหมายถึงยุโรป

ญี่ปุ่นยังไม่สั่งห้ามบุคคลจากยุโรปเข้าประเทศ เพราะไม่จำเป็น เนื่องจากสั่งห้ามคนต่างชาติทั้งหมด (คือนักธุรกิจและนักเรียน) เข้าแล้วและยังเตรียมห้ามคนต่างชาติที่มีถิ่นฐานในญี่ปุ่นเข้าไปอีกด้วย

แต่ญี่ปุ่นสั่งกักตัวทีมชาติฟุตบอลหญิงทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากเพิ่งกลับบ้านจากเนเธอร์แลนด์

นี่คือแนวทางสกัดโอไมครอนจากยุโรป ซึ่งมีทั้งที่ประกาศว่าไม่รับคนจากยุโรปตรงๆ (ฮ่องกง) และที่เลี่ยงจะไม่เอ่ยตรงๆ (มาเลเซียและญี่ปุ่น)

ฮ่องกงนันถึงขนาดสั่งห้ามผู้ที่มาจากญี่ปุ่นที่มิใช่พลเมืองฮ่องกงเข้ามาด้วย นับว่าก้าวไปอีกสเต็ปแล้ว แต่พึงเข้าใจว่าฮ่องกงมีระเบียบการเข้าเมืองที่เข้มงวดที่สุดในโลกก็ว่าได้ในตอนนี้

และยังมีแบบที่จะชลอแผนเปิดประเทศไปก่อนโดยไม่เน้นเฉพาะเจาะจงที่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เช่น ออสเตรเลีย

แม้ว่าบางคนจะบอกว่า ไม่ต้องตื่นตูม (เช่นโจ ไบเดน) แต่เกือบทุกประเทศล้วนแต่ใช้แนวทาง “ตื่นตูมไว้ก่อน” และแม้ว่าจะมีการวินิจฉัยอาการเบื้องต้นจากแพทย์ที่แอฟริกาใต้ซึ่งพบ (เบื้องต้น) ว่า “อาการเบาๆ” แต่ทุกประเทศก็ยังไม่ประมาท

หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์อันเป็นช่วงที่องค์การอนามัยโลกใช้ประเมินความร้ายของโอไมครอน เกิดมันแรงขึ้นมา คราวนี้จะมานั่งเสียใจทีหลังไม่ได้

อนามัยโลกเองยังชี้ว่าโอไมครอนอาจทำให้ยอดติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยผลพวงที่เลวร้าย (Severe Consequences) และความสี่ยงของการระบาดทั่วโลกนั้น ประเมินไว้ว่าสูงมาก (assessed as very high)

และแม้บริษัทวัคซีนจะเริ่มพัฒนาของใหม่กันแล้ว แต่โอกาสจะได้ของใหม่มาใช้นั้น “เป็นเดือน” โอกาสที่วัคซีนจะมาถึงมือเรา “หลายเดือน”

ผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์ยังบอกว่า เนเธอร์แลนด์ที่พบเชื้อก่อนแอฟริกา ไม่น่าจะใช่รายเดี่ยวๆ แต่ประเทศอื่นก็ไม่น่าจะรอด

ดูจากแนวโน้มที่เชื้อจะกระจายไปโน่นไปนี่อย่างรวดเร็ว หากไทยไม่ออกคำสั่งห้ามผู้ที่มาจากประเทศที่พบเชื้อเข้ามา ไทยก็ต้องกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พบโอไมครอนในที่สุด และเมื่อถึงตอนนั้น ไทยก็ไม่ต้องห้ามใครเข้าอีก เพราะที่อื่นจะห้ามไทยเข้าไปเอง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ไทยห้ามเข้าประเทศเร็วหรือช้า มันอยู่ที่ว่าถ้ารอดูคนอื่นเขาทำไปเรื่อยๆ จนโดนเข้ากับตัวเอง มันจะสายไปถ้าเกิดเชื้อรุนแรงขึ้นมา

มีประเทศที่ใช้วิธี “นั่งบนภู ดูสถานการณ์ไปก่อน” ได้ คือประเทศที่ได้วัคซีนมาง่ายๆ (สหรัฐ) ประเทศที่ปิดประเทศอยู่แล้ว (จีน) และประเทศที่พยายามอยู่กับโควิดเพราะเริ่มแนวทางนี้ก่อนชาวบ้าน (สิงคโปร์)

หากไทยจะรอไปก่อนไทยต้องดูสิงคโปร์ให้ดีๆ ว่ากำลังใช้นโยบายแบบไหน หากสิงคโปร์เปลี่ยนท่าที ไทยก็ควรเปลี่ยนตาม หากไหนๆ ก็มาแนวทางเดียวกันแล้ว

ประเด็นเดียวที่ไทยไม่เหมือนสิงคโปร์คือ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่ในโลก และพยายามกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขล่ม นั่นคือ ต่อให้ฉีดวัคซีนแล้วติด ก็หวังว่ามันจะมีอาการเบาๆ แบบรักษาเองได้ ไม่หนักจนต้องไปสุมกันที่โรงพยาบาลจนเตียงไม่พอ

หากไทยจะตามแนวทางสิงคโปร์ต้องมีปัจจัยแบบเขา คือฉีดวัคซีนเยอะและโรงพยาบาลรับไหว แต่ตอนนี้ไทยฉีควัคซีนครบแค่ 58% ขณะที่สิงคโปร์ฉีคครบแล้ว 88.2%

และถ้าเอา “ความมั่น” ของสิงคโปร์เรื่องวัคซีนมาวัด บางทีมันก็ไม่แน่เสมอไป เพราะหลังจากเริ่มอยู่กับโควิด ปรากฏว่าสิงคโปร์ติดเชื้อพุ่งสูงสุดในรอบปี เดชะบุญที่ระบบสาธารณสุขยังรับไหว

และถ้าเอาวัคซีนมาวัดแล้ว ประเทศที่อัตราฉีดสูงๆ ยังไม่อยากจะเสี่ยงดวงเลย เช่น อิสราเอลฉีดครบ 62.7% สั่งปิดประเทศไปแล้ว และญี่ปุ่น 77.3% ก็ปิดประเทศไปแล้วเช่นกัน

ไทยจะใช้แนวทางไหนรับมือโอไมครอนขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

Photo by Jung Yeon-je / AFP

โมเดอร์น่าประกาศกลยุทธ์รับมือกับโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669611

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 16:37 น.โมเดอร์น่าประกาศกลยุทธ์รับมือกับโอไมครอน ในขณะนี้บริษัทโมเดอร์น่ากำลังดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ของวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์น่าทั้งสามสูตร

บริษัทโมเดอร์น่าได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ทางบริษัทโมเดอร์น่า จะใช้ในการจัดการรับมือกับไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน (B.1.1.529) อันเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่เพิ่งอุบัติใหม่

สำหรับไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่เพิ่งมีการค้นพบเร็วๆนี้ พบว่าตัวไวรัสเองมีการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับที่พบในสายพันธุ์เดลต้า ที่เชื่อว่ามีส่วนเพิ่มความสามารถในการติดต่อแพร่กระจายของเชื้อ นอกจากนี้แล้วยังพบการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับที่พบในสายพันธุ์เบต้าและเดลต้า ที่เชื่อว่ามีส่วนส่งเสริมความสามารถในการหลบหนีภูมิคุ้มกันของตัวเชื้อ เมื่อการกลายพันธุ์ทั้งสองประเภทนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดการเร่งของอัตราการลดลงของระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติและภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน

ในขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า วัคซีนโควิด-19 โมเดอร์น่าสูตร mRNA-1273 ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับประชากรส่วนใหญ่นั้นเป็นขนาด 50 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ในขณะนี้ในการกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเท่านั้น ทางบริษัทโมเดอร์น่ากําลังดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อทดสอบความสามารถของปริมาณวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันต่อการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน และคาดว่าจะมีข้อมูลออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ตั้งแต่ต้นปี 2564 บริษัทโมเดอร์น่าได้พัฒนากลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลชนิดใหม่ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นมา กลยุทธ์นี้ได้แก่ แนวทางการรับมือสามระดับ กรณีหากพบว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตร mRNA-1273 ขนาด 50 ไมโครกรัม ไม่สามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในระดับที่เพียงพอต่อการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนได้

กลยุทธ์ที่หนึ่ง บริษัทโมเดอร์น่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตร mRNA-1273 ในขนาด 100 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นการวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี โดยในขณะนี้ทางบริษัทโมเดอร์น่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีนในอาสาสมัครผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 306 คน เพื่อศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม นี้เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง สำหรับวัคซีน mRNA-1273 ขนาด 100 ไมโครกรัม ที่ใช้เป็นเข็มกระตุ้น ได้มีการศึกษามาก่อนหน้านี้แล้วโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health, NIH) ของสหรัฐอเมริกา และพบว่ามีประสิทธิภาพในการกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในการยับยั้งเชื้อต่อไวรัส SARS-CoV2 สายพันธุ์ต่างๆ ที่มีการแพร่ระบาดมาก่อนหน้านี้ในระดับที่สูงที่สุด

ทางบริษัทโมเดอร์น่าเองกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบซีรั่มจากเลือดของอาสาสมัครผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อและป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่กลยุทธ์ประการที่สอง ทางบริษัทโมเดอร์น่ากําลังอยู่ระหว่างการศึกษาวัคซีนเข็มกระตุ้นชนิดผสมสองสูตรที่บริษัทพัฒนาขึ้นในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิก

โดยวัคซีนสูตรผสมดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับลักษณะการกลายพันธุ์ที่มีความจำเพาะเจาะจงดังเช่นที่ปรากฏในสายพันธุ์โอไมครอน โดยวัคซีนสูตรผสมชนิดแรกคือ วัคซีน mRNA-1273.211 ที่ได้มีการรวบรวมเอาการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่ในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่ปรากฏอยู่ในสายพันธุ์เบต้าเช่นกัน

ในขณะนี้ทางบริษัทโมเดอร์น่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีน mRNA-1273.211 ในขนาด 50 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 300 คน) และ ขนาด 100 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 584 คน) เรียบร้อยแล้ว ส่วนวัคซีนสูตรผสมชนิดที่สอง คือวัคซีน mRNA-1273.213 อันเป็นวัคซีนที่ได้รวบรวมเอาการกลายพันธุ์หลายๆ ตำแหน่งในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ที่พบในสายพันธุ์เบต้า และเดลต้าเช่นเดียวกัน ทางบริษัทโมเดอร์น่าเองได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีนสูตรผสมที่สองนี้ในขนาด 100 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 584 คน) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการวางแผนที่จะทดสอบวัคซีนดังกล่าวที่ขนาด 50 ไมโครกรัม ในอาสาสมัครจำนวน 584 คน เป็นลำดับต่อไป

โดยทางบริษัทจะเร่งดำเนินการทดสอบซีรั่มจากเลือดของอาสาสมัครจากโครงการวิจัยวัคซีนเข็มกระตุ้นที่เป็นสูตรผสมนี้ทั้งในส่วนที่เสร็จสิ้นแล้วและส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่เพื่อทดสอบว่าวัคซีนสูตรผสมทั้งสองชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อและป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่

กลยุทธ์ประการที่สาม ทางบริษัทโมเดอร์น่าจะรีบดำเนินการพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน (วัคซีนสูตร mRNA-1273.529) โดยด่วน ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของบริษัทโมเดอร์น่า ที่สามารถผลิตวัคซีนสูตรใหม่ขึ้นมาเพื่อรับมือกับไวรัสกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่มีการอุบัติใหม่ขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน

สำหรับในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทโมเดอร์น่าได้มีการพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้นที่มีความจำเพาะต่อไวรัสทั้งสายพันธุ์เบต้าและเดลต้ามาแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทโมเดอร์น่าในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 60-90 วัน

Stéphane Bancel ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer ของบริษัทโมเดอร์น่าได้กล่าวว่า“จากจุดเริ่มต้น เราเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า การที่เราพยายามที่จะเอาชนะการระบาดครั้งใหญ่นี้ มันเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องดำเนินการเชิงรุกเมื่อไวรัสมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การกลายพันธุ์ที่พบในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนี้เป็นที่น่ากังวลอย่างมาก และช่วงเวลาหลายๆวันที่ผ่านมากเราได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ของเราอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้”

“ในขณะนี้ เรามีกลยุทธ์ทั้งสามประการที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการไปพร้อมกัน อันได้แก่ การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนสูตรมาตรฐาน mRNA-1273 สำหรับการเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม ประการที่สองเรากำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวัคซีนสูตรผสมทั้งสองชนิดที่พัฒนาขึ้นมาและอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิก

โดยวัคซีนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสดังตัวอย่างที่พบในสายพันธุ์โอไมครอน เป็นต้น และคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และประการที่สาม เรากําลังพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ mRNA-1273.529 ซึ่งจะเป็นสูตรที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อสายพันธุ์โอไมครอน”

Merck เชื่อมั่น ‘โมลนูพิราเวียร์’ มีประสิทธิภาพต้าน ‘โอไมครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669572

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 12:06 น.Merck เชื่อมั่น 'โมลนูพิราเวียร์' มีประสิทธิภาพต้าน 'โอไมครอน'Merck ชี้ยาเม็ดต้านโควิด ‘โมลนูพิราเวียร์’ มีแนวโน้มต้านโอไมครอนด้วย

Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 30 พ.ย. บริษัท Merck & Co. กล่าวในแถลงการณ์โดยคาดว่ายาเม็ดต้านโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ของบริษัทจะออกฤทธิ์ยับยั้งโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ตามกลไลการออกฤทธิ์ของยาและข้อมูลทางพันธุกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม Merck ยังไม่ได้ทำการวิจัยโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ที่มีต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน แต่ก่อนหน้านี้พบว่ายาดังกล่าวสามารถใช้ได้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แกมมา และมิว

ข้อมูลการศึกษาล่าสุดพบว่าโมลนูพิราเวียร์สามารถลดความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ 30% หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ 50%

ทั้งนี้ Merck ยื่นขออนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตณะกรรมการที่ปรึกษาของ FDA ลงมติด้วยคะแนนเสียง 13 ต่อ 10 อนุมัติการใช้ยาดังกล่าว และจะยื่นให้ FDA พิจารณาอนุมัติเป็นลำดับถัดไป

นอกจากนี้ โมลนูพิราเวียร์ได้รับอนุมัติจากสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติยาดังกล่าว

เช่นเดียวกับบริษัท Pfizer ซึ่งมั่นใจอย่างยิ่งว่ายารักษาโควิด-19 ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

จับตาอาการ ‘โอไมครอน’ แพทย์เผยต่างจาก ‘เดลตา’ อย่างสิ้นเชิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669569

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 11:24 น.จับตาอาการ 'โอไมครอน' แพทย์เผยต่างจาก 'เดลตา' อย่างสิ้นเชิงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเชื้อโอไมครอนร้ายแรงขนาดไหน แต่แพทย์เผยอาการเบื้องต้นที่พบมีดังนี้

ขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้แพร่กระจายไปอย่างน้อย 20 ประเทศแล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายต่อไปและก่อให้เกิดความเสี่ยงระดับโลกสูงมาก ท่ามกลางความกังวลว่าไวรัสจะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในหลายตำแหน่ง

ทว่า ก่อนหน้านี้ดร.แองเจลีค คูตซี ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ติดเชื้อเท่าที่เธอพบแสดงอาการไม่รุนแรง อาทิ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา 

ทั้งนี้ เธอรักษาผู้ป่วยประมาณ 30 รายและพบว่าอาการทั่วไปส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นอาการเหนื่อยล้า โดยผู้ป่วยทั้งหมดที่เธอพบมีอายุไม่เกิน 40 ปี และเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ดร.คูตซี เตือนว่าไม่ควรชะล่าใจเนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบถึงผลกระทบของสายพันธุ์โอไมครอนในผู้ป่วยสูงอายุ “เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่พบอาการป่วยรุนแรงแม้ในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน”

เช่นเดียวกับอุนเบ็น พิลเลย์ ผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ซึ่งกล่าวในการบรรยายสรุปโดยกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ว่า ผู้ติดเชื้อเท่าที่พบขณะนี้มีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นอาการไอแห้ง มีไข้ ปวดตามร่างกาย ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนจะแสดงอาการน้อยกว่ามาก

ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและหัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐมองว่าแม้ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ระบุว่ายังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสามารถตอบได้ว่าโอไมครอนจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงหรือไม่

ด้านไคย์ลี ควินน์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมลเบิร์น กล่าวว่า โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ที่มากผิดปกติซึ่งบรรดาผู้ผลิตวัคซีนต่างจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังเร่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของไวรัส ซึ่งรวมถึงอาการที่จะเกิดขึ้นหากติดเชื้อ ตลอดจนศักยภาพของไวรัสในการแพร่เชื้อและการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ซึ่งคาดว่าต้องให้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์จึงจะสามารถหาข้อสรุปได้

ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วอย่างน้อย 247 รายใน 20 ประเทศและดินแดน ได้แก่ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร บอตสวานา เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส อิตาลี ออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมนี ออสเตรีย อิสราเอล เดนมาร์ก สวีเดน สเปน บราซิล เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เกาะเรอูนียงของฝรั่งเศส ฮ่องกง และญี่ปุ่น

ที่มา: The GuardianEuro NewsCNBCSouth China Morning Post

ภาพ: VLADIMIR SIMICEK / AFP

เอาแล้ว เชื้อโอไมครอนอยู่ในยุโรปก่อนแอฟริกาใต้พบรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669545

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 08:42 น.เอาแล้ว เชื้อโอไมครอนอยู่ในยุโรปก่อนแอฟริกาใต้พบรายแรกข้อมูลใหม่จากเนเธอร์แลนด์แสดงให้เห็นเมื่อวันอังคารว่า สายพันธุ์ Omicron มีอยู่ในยุโรปก่อนที่จะมีรายงานผู้ป่วยรายแรกในแอฟริกาใต้ ขณะที่ละตินอเมริการายงานผู้ป่วยสองรายแรกในบราซิล

หน่วยงานด้านสุขภาพของเนเธอร์แลนด์กล่าวเมื่อวันอังคารว่าสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) มีอยู่ในเนเธอร์แลนด์เร็วกว่าที่เคยคิดไว้ และก่อนที่แอฟริกาใต้จะรายงานถึงสายพันธุ์ใหม่เสียอีก

พบสายพันธุ์นี้ในตัวอย่างทดสอบ 2 ตัวอย่างตั้งแต่วันที่ 19 และ 23 พฤศจิกายน โดยตัวอย่างหนึ่งไม่มีประวัติการเดินทาง บ่งบอกว่าตัวแปรดังกล่าวได้แพร่ระบาดในเนเธอร์แลนด์แล้ว สถาบันสาธารณสุข RIVM กล่าว

กรณีติดเชื้อโอไมครอนแรกในเนเธอร์แลนด์ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของ 14 ในหมู่ผู้โดยสารในสองเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ที่มาถึงอัมสเตอร์ดัมเมื่อวันศุกร์

ขณะนี้ เนเธอร์แลนด์เข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมทั้งเบลเยียมและเยอรมนีที่ได้รายงานกรณีของสายพันธุ์ใหม่ก่อนที่จะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากแอฟริกาใต้ไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน

“เราพบอีก 2 กรณีของสายพันธุ์สายพันธุ์ซึ่งได้รับตัวอย่างแล้วในวันที่ 19 และ 23 พฤศจิกายน” ออรา ทิเมน หัวหน้าโรคติดเชื้อของ RIVM กล่าวกับเอเอฟพี

“นั่นก็ชี้ให้เห็นถึงการปรากฏตัวของสายพันธุ์นี้ในเนเธอร์แลนด์มาก่อนหน้านี้แล้ว”

ทางการเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 รายและดำเนินการติดตามการติดต่อ RIVM กล่าว

“หนึ่งในสองคนนั้นไม่มีประวัติการเดินทาง อีกคนหนึ่งเพิ่งไปแอฟริกาใต้” โฆษก RIVM บอกกับเอเอฟพี

ในส่วนของผู้โดยสารจำนวนหนึ่งของสายการบินที่มีโอไมครอนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เดินทาง 61 คนในเที่ยวบิน KLM สองเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ซึ่งมีผลตรวจเป็นบวกสำหรับ Covid ตอนนี้ถูกกักกันแล้ว

ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 16 ราย เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในจำนวนสูงสุดของสายพันธุ์ใหม่ในยุโรป

แต่สถานการณ์ของดัตช์มีแนวโน้มที่จะเกิดซ้ำในประเทศอื่น ๆ เมื่อพวกเขาทดสอบตัวอย่างกรณีที่อาจติดเชื้อโอไมครอน เจ้าหน้าที่ของสถาบันสาธารณสุขกล่าว

“ฉันไม่คิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์จำเพาะหรือมีความเสี่ยงเฉพาะ ณ จุดนี้” ทิเมน กล่าว

“ในขณะที่สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นและมีการประกาศ สายพันธุ์ดังกล่าวอาจแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว”

Photo by Remko de Waal / ANP / AFP

บางทีจีนอาจจะคิดถูกที่ปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669515

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 19:58 น.บางทีจีนอาจจะคิดถูกที่ปิดประเทศก่อนหน้าที่จะมีโอไมครอน โอกาสที่จีนจะเปิดประเทศนั้นเป็นประเด็นถกเถียงกันหนักขึ้น แต่เมื่อเกิดโอมไครอนแล้ว โอกาสของมันยิ่งน้อยลงไปอีก

สัก 2 – 3 สัปดาห์ หลายประเทศทะยอยกันเปิดบ้านรับการมาเยือนของคนนอกแบบไม่ต้องกักตัวกันยาวๆ อีกต่อไป หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยของเรา ซึ่งจะเรียกได้ว่า “ก้าวหน้า” (หรือประมาท?) ที่สุดในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่ไทยเปิดประเทศรับหกสิบกว่าประเทศเข้ามาแบบ “ตรวจด่วน” โดยไม่ต้องกักตัวนั้น เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ก็กำลังจะเปิดเหมือนกันแต่ในดีกรีที่ค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนจะสูงกว่าไทยหลายเท่าก็ตาม

ที่เกริ่นถึงสิงคโปร์เพราะจะพูดถึงผลของการเปิดประเทศในภายหลังว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร

เพราะประเด็นที่เราจะพูดถึงกันก่อนคือกรณีของจีน ที่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ก่อนว่าเมื่อไรจะเปิดประเทศรับคนนอกสักที หมายถึงการเปิดรับคนนอกเข้าแบบไม่ต้องเจอกับมาตรการเหล็กที่เข้มงวดจนผิดปกติ

ระดับเบสิค หากคนนอกเข้าจีนจะต้องจเอกักตัวอย่างน้อย 14 วันก่อน แต่ผ่านด่านนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะจบ เพราะบางพื้นที่กักครบ 14 วันยังไม่พอยังขอให้กักต่ออีก 7 วัน (รวมเป็น 21 วันแล้ว) แต่บางแห่งยังไม่พอใจสั่งจับตาต่ออีก 7 วันก็มี (รวมเป็น 28 วันแล้ว) มาตรการหลังไม่ได้ขอให้แกร่วอยู่ในบ้านหรือโรงแรม แต่ให้ออกไปโลกภายนอกได้ โดยมีการตรวจสุขภาพเป็นระยะผ่านแอป)

นี่คือความเขี้ยวลากดินของจีน เขี้ยวจนกระทั่งคนจีนเองยังรู้สึกอึดอัดไปด้วย

แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่บ่น ไม่ใช่เพราะกลัวรัฐบาล แต่เพราะกลัวว่าถ้าเกิดด่านแตกขึ้นมา จีนจะแบกรับไม่ไหว เพราะมีประชากรมากที่สุดในโลก

คุณหมอจงหนานซาน ผู้เป็นเสมือนแม่ทัพใหญ่ของการแพทย์จีนบอกไว้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนว่า “นโยบาย (แบบนี้ในจีน) จะยังคงอยู่เป็นเวลานาน” และ “จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การควบคุมไวรัสทั่วโลก”

นั่นเป็นตอนที่โลกยังไม่เจอกับโอไมครอน และบางส่วนของโลกเริ่มเย้ยจีนว่าจะปิดประเทศไปถึงไหน? จะเลิกยึดมั่นถือมั่นกับนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” เมื่อไร?

แน่นนอนว่า เมื่อโลกภายนอกได้ยินคำพูดของคุณหมอจงหนานซานบอกต่างก็ “ขำ”

เพราะถึงเวลานี้หมอต่างๆ ถูก “ยำเละ” กันถ้วนหน้า ตั้งแต่หมอฟอซีของสหรัฐจนถึงคุณหมอยงของเมืองไทย ด้วยเหตุที่คนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่น้อยๆ หมดความเคารพในหมอและวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่ทนไม่ไหวกับข้อมูลของโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (เพราะมันเป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่ใช่เพราะหมอและนักวิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลผิด)

แต่หมอจงหนานซานมีสถานะที่ไม่เหมือนแพทย์ใหญ่ในประเทศอื่นๆ ในประเทศจีนน้อยคนที่จะ “กล้า” ท้าทายแนวคิดของคุณหมอเรื่อง “โควิดเป็นศูนย์” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่คุณหมอจะถูกล้อ เย้ย หรือด่าทอเหมือนหมอใหม่ในบ้านเมืองอื่น

แนวคิดเรื่อง “โควิดเป็นศูนย์” ของจีนถูกวิจารณ์จากโลกภายนอกก่อนจะเจอโอไมครอนว่ามันไม่เวิร์ก ในจีนเองก็มีเสียงวิจารณ์ทำนองนี้เหมือนกัน แต่คนที่ติงเรื่องนี้และเป็นแพทย์ชั้นนำเหมือนจงหนานซาน ถูกถล่มเละ ลามปามไปถึงการขุดพื้นเพอาชีพการงาน จนแทบเสียผู้เสียคน

ยิ่งในระยะไม่กี่สัปดาห์นี้จีนเจอคลัสเตอร์ในประเทศบ่อยๆ ผู้คนยิ่งไม่ค่อยจะโลเลกับแนวคิดปิดประเทศ

ที่บอกว่า “ไม่ค่อยจะโลเล” เพราะไม่ได้หมายความทุกคนจะคล้อยตามกับการปิดประเทศ เสียงบ่นเริ่มเห็นประปรายในโลกโซเชียลของจีนหรือมาในรูปของการ “แซะ” แบบมีชั้นเชิง

คนในรัฐบาลก็ทราบดีว่าหากโลกภายนอกใช้ชีวิตปกติกันเรื่อยๆ ขณะที่จีนยังมีสภาพเหมือนนกในกรง ประชาชนจะเปลี่ยนความคิดเอาง่าายๆ

การตระหนักของรัฐบาลจีนสะท้อนผ่านบทบรณณาการของหูซีจิ้น บรรณาธิการของ Global Times สื่อของทางการจีนที่เป็นปากเป็นเสียงให้รัฐบาลมาตลอด เขาบอกว่า “ในขณะที่จีนค่อยๆ กลายเป็น ‘เกาะโดดเดี่ยว’ ที่พยายามไม่ให้มีการติดเชื้อ ความได้เปรียบเมื่อเทียบกับโมเดลการเปิดประเทศก็มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ลดลง”

หมายความว่า ขณะที่จีนโดดเดี่ยวตัวเอง จีนเริ่มเสียเปรียบประเทศอื่นๆ ที่เปิดประเทศแล้ว

ความได้เปรียบเสียเปรียบยงไม่เท่าไร หูซีจิ้นยังชี้ว่า แนวทางของจีนจะยิ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เห็นประเทศอื่นเข้าเปิดแล้วแต่ทำไมเราไม่เปิด

หูซีจิ้นเขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาเชียร์ให้รัฐบาลเลิกปิดประเทศ ตรงกันข้าม เขาชี้ว่ามันเกิดแนวโน้มแบบนี้ รัฐจะต้องทำให้เหตุผลของนโยบายโควิดเป็นศูนย์ มีความหนักแน่นขึ้น

นั่นเป็นเมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ตอนที่โลกกำลังเริ่มศักราชใหม่ ขณะที่จีนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่แล้ว นับจากต้นเดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!

จู่ๆ ยุโรปก็เกิดการระบาดขึ้นามาอีก มันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนปลายเดือนบางประเทศเริ่มล็อคดาวน์อีกครั้งในอัตราที่แรกขึ้นเรื่อยๆ เช่น ออสเตรียที่ตอนแรกบอกว่าจะล็อคเฉพาะคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน คล้อยหลังไม่กี่วันต้องปรับแผนใหม่มาสั่งล็อคทั้งหมดทุกกลุ่มคน เพราะ “เวฟที่สี่” มาแรงเกินต้าน

ในขณะเดียวกันประเทศที่ใช้แนวทางอยู่ร่วมกับโควิดอย่างสิงคโปร์ก็อาการรร่อแร่ ทันทีที่เลิกปิดตัวเองมาอยู่กับโควิด โควิดก็มาอยู่กับพวกเขาในทันที ทำให้สิงคโปร์เจอกับอัตราการติดเชื้อที่หนักสุดในรอบปี แต่ก็ยังพยายามปลอบใจตัวเองโดยบอกว่าอย่างน้อยระบบสาธารณสุขยังไม่ล่ม (แต่ก็จวนเจียน)

กลับมาที่ออสเตรีย หลังจากประกาศใช้การล็อคดาวน์วันที่ 22 พฤศจิกายน บางประเทศในยุโรปก็ใช้มาตรการคล้ายๆ กัน บ้างก็เริ่มทบทวนกันว่าควรจะใช้ยาแรงขนาดไหนดี เพราะหากแรงไป ประชาชนจะรับไม่ไหว ดังจะเห็นได้ว่ามีการประท้วงต้านการล็อคดาวน์และฉีดวัคซีนในยุโรปหนักขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้นในสัปดาห์นั้นเองโลกก็เจอเข้ากับโอไมครอน

แม้ว่ามันจะพบครั้งแรกในแอฟริกาตอนใต้ แต่มันลุกลามไปยังยุโรปอย่างรวดเร็ว จนยุโรปกลายเป็นภูมิภาคที่พบผู้ติดเชื้อหลายประเทศที่สุดไปแล้ว ณ เวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น

วันที่เขีนเรื่องนี้ ทางการเนเธอร์แลนด์ยังเพิ่งเผยเรื่องน่าตกใจด้วยว่า เชื้อไม่ได้เจอกันวันสองวันที่ผ่านมาไล่หลังแอฟริกาตอนใต้ แต่มันเข้าในเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน!

นี่อาจเป็นผลมาจากการเปิดประเทศแบบไม่แคร์โควิดหรือไม่?

ส่วนประเทศที่ล้อมตัวเองอย่างเหนียวแน่นอย่างจีนก็ไม่ลัลเลที่จะ “โชว์เหนือ” ว่าตัวเองมาถูกทางแล้วกับแนวทาง “ข้างนอกป้องกันเข้ามา ข้างในป้องกันเด้งกลับ” (ไว่ ฝาง ซูรู่, เน่ย ฝาง ฝ่านถาน)

สำนักข่าวซินหัวรายงานวันที่ 30 พฤศจิกายนว่า คณะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของจีนเปิดเผยว่ากลยุทธ์ของจีนในการป้องกันผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่มาจากต่างประเทศ และการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 ในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอไมครอน

และเผยว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีนกำหนดวิธีการทดสอบกรดนิวคลีอิกแบบพิเศษ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ล่าสุดนี้ และเฝ้าติดตามการลำดับพันธุกรรมของการติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในขณะที่ประเทศเพื่อน ต้องมานั่งก่ายหน้าผากกันอีกครั้งว่าจะเปิดหรือปิด จะแบนกี่ประเทศ หรือจะฉีดวัคซีนยังไงกันดี จีนไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะทุกอย่าง “คงที่” เพียงแต่ปรับมาตรการตรวจเชื้อนิดหน่อย

ในสถานการณ์แบบนี้ จีนที่เคยถูกเย้ยเรื่องขังตัวเองและความกังวลของผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเรื่องประชาชนต่อทนกับ “โควิดเป็นศูนย์” ไม่ไหว ก็ไม่เป็นปัญหาอีก เพราะเห็นๆ อยู่ว่าจีนน่าจะต้านไปได้อีกเวฟหนึ่ง

กับคำถามว่าจีนคิดถูกหรือไม่?

หากตั้งบนสมมติฐานว่าเชื้อกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จีนย่อมคิดถูกแล้วที่ปิดประเทศไปก่อน จนกว่าเชื้อจะกลายพันธุ์จนอ่อนแอไปเองหรือจนกระทั่งวัคซีนเอาอยู่ทุกการกลายพันธุ์ ตราบนั้นจีนจะเปิดประเทศชัวร์

จีนจะไม่เปิดจนกว่าจะแน่ใจว่าประเทศที่ทนไม่ไหวแล้วลองอยู่กับโควิดจะทำได้สำเร็จแค่ไหน นี่จะเป็นมาตรวัดการเปิดประเทศของจีน เหมือนกับที่จงหนานซานบอกว่าแนวทางของจีนนั้น “จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การควบคุมไวรัสทั่วโลก”

ตอนนี้จีนจะดูว่าโลกภายนอกจะจัดการโอไมครอนแบบไหน และวัคซีนต่างๆ จะต้องปรับกันกี่ตลบ จีนจะสังเกตการณ์จากภายในแบบไม่รีบร้อน

การทดลองของโลกภายนอกจีน คือตัวชี้วัดอนาคตของจีนนั่นเอง

กับคำถามว่าแล้วถ้าจีนคิดถูกจริงๆ ประเทศอื่นๆ ควรจะใช้วิธีแบบจีนด้วยการปิดตัวเองต่อไปหรือไม่? เรื่องนี้ตอบว่า “ไม่ได้”

เพราะในขณะที่จีนขังตัวเองนั้น จีนได้พัฒนาตัวเองจนมีการพึ่งพาภายในสูง พึ่งพาภายนอกลดลง นี่เป็นธรรมชาติที่วิวัฒนาการขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามการค้า บวกกับการปลุกกระแสชาตินิยม ประหนึ่งว่าประเทศกำลังเผชิญกัยสงครามย่อยๆ การพึ่งพาภายนอกน้อย ทำให้จีนไม่หวั่นไหวกับการจะเปิดหรือไม่เปิดประเทศ

ตรงกันข้ามกับประเทศที่พึ่งพาภายนอกสูง เช่น ไทยที่รอวันรอคืนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา การปิดประเทศ เป็นทางเลือกที่ “เจ็บปวด” สำหรับเศรษฐกิจและอนาคตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเทศอย่างไทยหรือแม้แต่สิงคโปร์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งวัคซีนลูกเดียวและต้องอยู่กับโควิดให้ได้ เพื่อเปิดประเทศสถานเดียว

อย่างไรก็ตาม ที่เกริ่นถึงสิงคโปไว้ตอนแรกว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไรกับการเปิดประเทศ สำนักข่าว Bloomberg ประเมินจากประสบการณ์ของสิงคโปร์พบแล้วว่ามันไม่คุ้ม เพราะมีคนเข้ามาน้อยจนน่าใจหาย (ประเมินไว้ว่าจะรองรับ 164,500 คนต่อวัน แต่มาจริง 20,510 คนต่อวัน)

แถมสิงคไปร์ยังตัดสินใจระงับมาตรการเปิดประเทศในระดับต่อไปด้วยเพื่อรอประเมินว่าโอไมครอนจะร้ายแค่ไหน

ส่วนใหญ่ก็ต่องใช้แนว “กันไว้ก่อน” ทั้งนั้น ไม่ใช่กับประเทศแอฟริกาตอนใต้ แต่ควรกันภูมิภาคที่พบโอไมครอนมากกว่าที่อื่นด้วย

ยิ่งมาเจอโอไมครอนในยุโรปแบบรัวๆ ยิ่งทำให้ประเทศที่ต้องการ “ทัวร์ฝรั่ง” ต้องชั่งผลดีผลเสียให้ดีๆ ว่า จะเอาเงินหรือจะเอาโอไมครอน?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Anthony WALLACE / AFP