อินเดียเชื่อมั่นวัคซีนที่ผลิตเองสู้โอไมครอนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669512

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 18:45 น.อินเดียเชื่อมั่นวัคซีนที่ผลิตเองสู้โอไมครอนได้ผู้เชี่ยวชาญชี้ชาวอินเดียเกินครึ่งมีภูมิต้านโควิด เชื่อมั่น Covaxin-Covishield สู้โอไมครอนได้

Reuters รายงาน Bharat Biotech กล่าวว่ากำลังทำการศึกษาว่าวัคซีนโควิด-19 Covaxin จะสามารถต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่ โดยระบุว่าวัคซีนดังกล่าวได้รับการพัฒนามาเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น แต่จากการศึกษาพบว่ามันสามารถทำงานกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงเดลตาได้

อย่างไรก็ตาม Times of India รายงานว่าดร.รามัน แกงกาทการ์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอดีตหัวหน้าแผนกระบาดวิทยาและโรคติดต่อของสภาวิจัยการแพทย์แห่งอินเดีย (ICMR) ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สมาชิกของทีม WHO ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของโควิด-19 กล่าวว่าในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่โอไมครอนอาจท้าทายประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้นได้

พร้อมเสริมว่าขณะนี้เราทราบกันดีว่าวัคซีนของอินเดียทั้ง Covaxin และ Covishield สามารถป้องกันอาการป่วยหนักและเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ได้ และเช่นเดียวกันอาจมีศักยภาพกับสายพันธุ์โอไมครอนด้วย

ดร.รามันกล่าวต่อว่า ดังนั้นประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบ 2 โดสโดยเร็วที่สุด เพราะไม่เพียงแต่กระตุ้นแอนติบอดีต่อไวรัสเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม T cells ซึ่งเป็นเซลล์หน่วยความจำและเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่กว้างขึ้นต่อไวรัส

ด้านดร.ชาฮิด จามีล กล่าวว่าไม่ควรตื่นตระหนกต่อการกลายพันธุ์ของโควิด-19 โดยชาวอินเดียจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะยังคงมีภูมิคุ้มกันในการต่อต้านโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นโอไมครอนหรือสายพันธุ์อื่นๆ

เนื่องจากการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ครั้งที่ผ่านมาซึ่งมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากส่งผลให้ชาวอินเดียถึง 67% มีแอนติบอดีต่อโควิด-19 หมายความว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโอไมครอนหรือสายพันธุ์อื่นๆ แต่เตือนว่าประชาชนยังคงต้องป้องกันตัวเองโดยการสวมหน้ากากอนามัยต่อไป

Photo by Sujit Jaiswal / AFP

พระบิดาเจ้าหญิงมาโกะติงสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายราชวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669503

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 17:41 น.พระบิดาเจ้าหญิงมาโกะติงสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายราชวงศ์เจ้าชายญี่ปุ่นสุดทน ออกโรงตำหนิสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายอดีตเจ้าหญิงมาโกะและสามี

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงวิพากษ์วิจารณ์สื่อที่นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จและให้ร้ายในการรายงานข่าวเกี่ยวกับการเสกสมรสของอดีตเจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาซึ่งสละฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชน หลังสมรสกับเคอิ โคมุโระ หนุ่มสามัญชนเมื่อเดือนที่แล้ว

“หากทุกท่านได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี แต่มีหลายอย่างในนั้นที่ถูกแต่งเติมขึ้นมา แม้ว่าจะมีบางความเห็นที่เราควรต้องรับฟัง” เจ้าชายอากิชิโนะตรัสอย่างตรงไปตรงมาเมื่อถูกทูลถามถึงอาการป่วยของมาโกะว่าเกี่ยวข้องกับการรายงานข่าวของสื่อหรือไม่

“สำหรับบทความที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต มีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา และบางส่วนก็ใช้คำพูดที่แย่มากจริงๆ คำพูดให้ร้ายเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้ใครหลายคน และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เลย”

เจ้าชายอากิชิโนะยังตรัสว่าสำนักพระราชวังญี่ปุ่น (IHA) เคยออกมาจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แต่พระองค์ทรงเห็นว่าสำนักพระราชวังควรดำเนินการมากกว่านี้ โดยการกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมในการรายงานข่าว และประท้วงเมื่อมีผู้กระทำเกินเลย

สุดทนข่าวให้ร้าย

การตรัสอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในราชวงศ์ญี่ปุ่นสมัยนี้ เพราะโดยปกติแล้วสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นมักถูกคาดหวังให้อดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ก็ตาม อาจหมายความว่าข่าวลืออื้อฉาวที่มาโกะและโคมุโระต้องเผชิญนั้นหนักหนาเกินกว่าที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นจะทนไหว

ทั้งนี้ มาโกะประกาศหมั้นกับโคมุโระตั้งแต่ปี 2017 ท่ามกลางความยินดีของชาวญี่ปุ่น แต่เมื่อมีรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ว่าแม่ของโคมุโระติดหนี้และมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง และมีกระแสต่อต้านการแต่งงานของทั้งคู่

นอกจากข่าวฉาวเรื่องหนี้สินแล้วสื่อญี่ปุ่นพากันขุดคุยชีวิตส่วนตัวของครอบครัวโคมุโระ ไม่ว่าจะเป็นข่าวว่าโคมุโรเป็นกำกร้าตั้งแต่เด็กเพราะพ่อฆ่าตัวตาย ไปจนถึงข่าวลือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตราวเพลย์บอยท่ามกลางสาวๆ หลายคนรวมถึงการเที่ยวกลางคืนขณะศึกษาที่สหรัฐ บางคนยังอ้างว่าโคมุโระมีสายเลือดเกาหลี-ญี่ปุ่น ซึ่งเดิมทีคนญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลีถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเพื่อเป็นแรงงานทาส

งานแต่งงานของมาโกะและโคมุโระถูกเลื่อนออกมาเกือบ 3 ปี และมาโกะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยด้วยภาวะเครียดอย่างรุนแรงหลังเกิดข่าวลืออื้อฉาวเหล่านี้

สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยมาโกะสละฐานันดรศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่น และย้ายไปใช้ชีวิตสามัญชนกับสามีที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เจ้าชายอากิชิโนะทรงรู้สึกว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของครอบครัวโคมุโระนั้นไม่ได้รับการอธิบายอย่างเหมาะสม และยืนยันว่าการยกเลิกราชพิธีสำคัญในงานเสกสมรสและปฏิเสธรับเงินจากราชวงศ์เป็นการตัดสินใจของมาโกะเอง แต่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคู่แล้ว

โดยผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์ญี่ปุ่นบางคนมองว่ากระแสต่อต้านการสมรสของมาโกะอาจไม่รุนแรงขนาดนี้หากสำนักพระราชวังมีการจัดการอย่างเหมาะสมเหมือนกับราชวงศ์ในต่างประเทศ

AFP PHOTO /Imperial Household Agency

จีนซื้อใจแอฟริกา? ระดมแจกวัคซีนพันล้านโดส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669485

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.จีนซื้อใจแอฟริกา? ระดมแจกวัคซีนพันล้านโดสจีน-สหรัฐแข่งกันแผ่อิทธิพล ยื่นมือช่วยแอฟริกาท่ามกลางความกังวลเชื้อ ‘โอไมครอน’

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวในการประชุมความร่วมมือจีน-แอฟริกา โดยระบุว่าจีนจะบริจาควัคซีนโควิด-19 จำนวน 1,000 ล้านโดสให้แก่แอฟริกา ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้

โดยวัคซีนจำนวน 600 ล้านโดสจะเป็นการบริจาค และอีก 400 ล้านโดสจะถูกจัดหาผ่านวิธีการอื่น เช่น การร่วมกันผลิตโดยบริษัทจีนและประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้จีนจะสร้างโครงการด้านสาธารณสุข 10 โครงการในแอฟริกา และพร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเข้าช่วยเหลืออีก 1,500 คน

รวมถึงจะจัดตั้ง “ศูนย์เงินหยวนข้ามพรมแดนจีน-แอฟริกา” เพื่อให้สถาบันการเงินในแอฟริกาได้รับวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดจนจัดหาเงินทุนเพื่อการค้ามูลค้า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการส่งออกของแอฟริกา เสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ

สี จิ้นผิงยังกล่าวว่าการนำเข้าสินค้าจากแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบและแร่ธาตุที่สำคัญของจีน จะมีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเสริมว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ นวัตกรรมดิจิทัล การส่งเสริมการค้า และการพัฒนาสีเขียว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าจีนได้จัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้ 50 ประเทศในทวีปแอฟริกา และคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (AU) รวมกว่า 1,700 ล้านโดส เมื่อนับถึงวันที่ 12 พ.ย. 2021

โดยสมุดปกขาว “จีนและแอฟริกาในยุคใหม่ : ความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน” (China and Africa in the New Era: A Partnership of Equal) ระบุว่าจีนได้จัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 110 แห่ง รวมกว่า 1,700 ล้านโดส

นอกจากนั้นจีนยังบริจาคเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,350 ล้านบาท) ให้โครงการโคแวกซ์ (COVAX) และบริจาควัคซีนให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศในแอฟริกาอีก 100 ล้านโดส

อนึ่ง กลุ่มบริษัทจีนเดินหน้าร่วมผลิตวัคซีนกับบริษัทท้องถิ่นในแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยเหลือกลุ่มประเทศแอฟริกาบรรลุเป้าหมายผลิตวัคซีนได้เองในท้องถิ่นตามความต้องการด้วย

จีน-สหรัฐ แข่งกันขยายอิทธิพล?

ตามรายงานของอัลจาซีราระบุว่าจีนถูกมองว่าใช้นโยบาย “การทูตกับดักหนี้” โดยให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในแอฟริกาและภูมิภาคอื่นๆ กู้ยืมเงิน และใช้สถานะเจ้าหนี้เพื่อผลประโยช์ทางการทูตและการค้า

ไม่นานมานี้แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเยือนเคนยา ไนจีเรีย และเซเนกัล เพื่อกระชับความร่วมมือและหารือเกี่ยวกับการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนในภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มขึ้น

บลิงเคนยังได้กล่าวยกย่องแอฟริกาใต้ที่สามารถตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใสในทันที ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมโลก พร้อมตำหนิรัฐบาลจีนที่ดำเนินการล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคระบาด

นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐยังให้คำมั่นที่จะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของ Johnson & Johnson จำนวน 17 ล้านโดสให้แก่สหภาพแอฟริกา

Photo by GREG BAKER / AFP

รัสเซียปิดพรมแดนจีนสกัดเชื้ออู่ฮั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613231

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 19:04 น.รัสเซียปิดพรมแดนจีนสกัดเชื้ออู่ฮั่นสำนักข่าว TASS ของทางการรัสเซียรายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นของ 3 ภูมิภาคในเขตสหพันธ์ตะวันออกไกลของรัสเซียประกอบด้วย ฮาบารอฟสค์, แคว้นอามูร์ และแคว้นปกครองตนเองยิวโอแบลส ได้สั่งปิดจุดผ่านแดนระหว่างรัสเซียกับจีน 9 จุด เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่อาจเข้าสู่รัสเซีย โดยรัสเซียมีดินแดนที่ติดกับจีนเป็นระยะทางยาวถึง 4,300 กิโลเมตร

ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางรัสเซียภายใต้การนำของนายMikhail Mishustin นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัสเซีย ได้สั่งดำเนินมาตรการเข้มในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา ด้วยการสั่งเฝ้าระวังตามโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และให้โรงพยาบาลทั่วประเทศโดยเฉพาะในจุดที่มีพรมแดนติดกับจีนเตรียมพร้อมรับมือหามีการพบผู้ติดเชื้อ

แม้วันนี้ (29 ม.ค.) รัสเซียจะยังไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ แต่พบว่าในปี2019มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในรัสเซียมากถึง 2 ล้านคน

ด้านสหภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของรัสเซียกล่าวว่า บรรดาเอเจนซี่ทัวร์ในรัสเซียประกาศยกเลิกรับคณะทัวร์ชาวจีนแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบรรดาบริษัททัวร์ในรัสเซียต่างยุติกรขายแพ็คเกจทัวร์ในจีนแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ห้ามการเดินทางของคนจีนในรัสเซียที่เป็นการเดินทางเฉพาะบุคคล ซึ่งรัสเซียได้ดำเนินการตรวจคัดกรองโรคที่สนามบินอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันรัสเซียอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจากับทางจีนเพื่ออพยพพลเมืองรัสเซียในมณฑลหูเป่ย์รวมถึงเมืองอู่ฮั่นที่มีอยู่ราว 177 คนออกจากพื้นที่

นักวิทย์ออสซี่เพาะไวรัสโคโรนาในแล็ปสำเร็จ กรุยทางสร้างวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613206

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 15:59 น.นักวิทย์ออสซี่เพาะไวรัสโคโรนาในแล็ปสำเร็จ กรุยทางสร้างวัคซีนนักวิทย์ฯออสเตรเลียเพาะไวรัสโคโรนานอกจีนสำเร็จเป็นแห่งแรก เปิดทางคิดค้นวัคซีนรักษา

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเพื่อการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกัน ปีเตอร์ โดเฮอร์ตี (Peter Doherty Institute for Infection and Immunity) ในนครเมลเบิร์น สามารถเพาะเลี้ยงไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก 

รายงานระบุว่า ตัวอย่างไวรัสนั้นออสเตรเลียได้รับแจกมาองค์การอนามัยโลกจากการเก็บตัวอย่างไวรัสจากผู้ป่วยติดเชื้อนอกจีน โดยออสเตรเลียโดยเตรียมแบ่งปันเชื้อเพาะนี้ไปยังห้องแล็ปต่างๆทั่วโลกเพื่อให้ช่วยกันคิดค้นวัคซีนป้องกัน

(ซ้าย) Dr Julian Druce (ขวา) Dr Mike Catton

แม้ก่อนหน้านี้เดือนธันวาคมปีที่แล้ว จีนได้เผยแพร่ข้อมูลลำดับจีโนมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ ดร.จูเลียน ดรูซ หัวหน้าฝ่ายระบุอัตลักษณ์ไวรัสของสถาบันเผยว่า การที่ออสเตรเลียพัฒนาไวรัสที่มีชีวิตในห้องปฏิบัติการ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการวินิจฉัย

เพราะหมายความว่า นักวิทย์ออสเตรเลียจะสามารถทดสอบและทดลองทุกวิธีได้อย่างแม่นยำ และสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติและการตอบสนองของไวรัส เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างวัคซีนได้

News Corp Australia

ไวรัสที่ได้รับการเพาะเลี้ยงนี้ จะสร้างantibody test ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจหาไวรัสในผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ หรือยังไม่ทราบว่าได้รับเชื้อมาหรือไม่

“ความสำคัญของการทดสอบแอนตีบอดีสามารถช่วยให้เราตรวจหาการติดเชื้อในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นได้ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพรวมของการระบาดว่าเป็นวงกว้างเพียงใด รวมถึงสามารถใช้ชี้วัดอื่นๆเช่น อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ” ดร.ไมค์ แคตตัน รองผู้อำนวยการสถาบัน กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์เบรนดัน เมอร์ฟี หัวหน้าหน่วยงานการแพทย์ออสเตรเลีย กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงไวรัสในห้องปฏิบัติการจะช่วยเอื้อให้เกิดการทดสอบต่าง ๆ และนำไปสู่การทดสอบแอนตีบอดีที่รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ นักวิจัยจากทั่วโลกยังคงพยายามคิดค้นวัคซีนเพื่อหยุดการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยในออสเตรเลีย ขณะนี้มีผู้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 5 คน โดยหนึ่งในนั้นมี 4 คนที่อยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

บริติชแอร์เวย์ งดเที่ยวบินจีนทุกไฟลท์ สกัดไวรัสระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613191

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 14:46 น.บริติชแอร์เวย์ งดเที่ยวบินจีนทุกไฟลท์ สกัดไวรัสระบาดบริติชแอร์เวย์ ประกาศระงับเที่ยวบินตรงไปจีนทั้งหมดทันที พร้อมเตรียมอพยพคนอังกฤษกลับประเทศวันพฤหัสฯนี้

รอยเตอร์รายงานว่า สายการบินบริติช แอร์เวย์ของอังกฤษ ประกาศในวันนี้ (29 ม.ค.) ว่าทางสายการบินจะงดให้บริการในทุกเที่ยวบินทั้งขาไป-กลับจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ สืบเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

จากประกาศในเว็บไซต์ของทางสายการบินพบว่า บริติชแอร์เวย์ระงับเที่ยวบินตรงระหว่างอังกฤษกับจีนแผ่นดินใหญ่โดยเริ่มมีผลทันทีในวันนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมารัฐบาลอังกฤษได้ออกคำแนะนำไปยังพลเมืองว่าควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจีนเนื่องจากการระบาดของไวรัส

ด้านทางการอังกฤษได้เตรียมแผนอพยพพลเมืองเดินทางกลับประเทศแล้ว โดยกำหนดออกจากอู่ฮั่นในวันพฤหัสบดีเวลา 11.00 น.

ทั้งนี้ นอกจากบริติชแอร์เวย์แล้ว พบว่าสายการบินต่างชาติหลายแห่งประกาศระงับทำการบินในบางไฟล์ทที่เดินทางไปจีน อาทิ United Airlines ของสหรัฐ China airline และ EVA ของไต้หวัน 

พบชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งอพยพกลับจากอู่ฮั่นแสดงอาการ เจ้าหน้าที่เร่งส่งไปตรวจอีกรอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613183

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 14:14 น.พบชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งอพยพกลับจากอู่ฮั่นแสดงอาการ เจ้าหน้าที่เร่งส่งไปตรวจอีกรอบการอพยพประชาชนกลับประเทศของญี่ปุ่นเริ่มที่จะมีปัญหาเสียแล้ว หลังพบผู้ที่เดินทางกลับมามีอาการที่น่าสงสัย

สำนักข่าว NHK รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นว่า ผู้อพยพชาวญี่ปุ่นประมาณ 200 คนที่เดินทางมาถึงพร้อมกับเครื่องบินเช่าเหมาลำเช้าวันพุธที่สนามบินฮาเนดะของโตเกียว หลายคนมีอาการเช่นไอและมีไข้ เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้โดยสารได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์บนเครื่อง ทั้งหมดถูกส่งไปยังสถาบันทางการแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบอีกครั้ง

NHK รายงานว่า 4 คนที่แสดงอาการได้ถูกนำตัวไปยังสถาบันการแพทย์พิเศษสำหรับโรคติดเชื้อ

สำหรับมาตรการป้องกันของทางการญี่ปุ่นนั้น เจ้าหน้าที่ในโตเกียวกำลังดำเนินมาตรการป้องกันพิเศษ ในเวลานี้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับประชาชนให้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอรับความยินยอมจากประชาชน ใครก็ตามที่เดินทางมายังด่านตรวจคนเข้าเมือง หากต้องสงสัยว่ามีเชื้อไวรัสอยู่จะถูกแจ้งให้รับการตรวจสอบทางการแพทย์ทันที

เมืองหวงกังสั่งเสร็จใน 2 วัน เปิดใช้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยโคโรนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613172

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 12:38 น.เมืองหวงกังสั่งเสร็จใน 2 วัน เปิดใช้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยโคโรนาซินหัวรายงานว่าที่เมืองหวงกัง ในมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเมืองที่ทางการหูเป่ยสั่งปิดเมืองเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ได้เปิดทำการโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมืองขนาด 1,000 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยจากไวรัสดังกล่าวเป็นการเฉพาะแห่งแรกของจีนแล้ว

รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ทางการเมืองหวงกังได้สั่งระดมคนงานกว่า 500 คน พร้อมเครื่องจักรก่อสร้างมากกว่า 10 คัน เร่งงานปรับปรุงศูนย์แพทย์ประจำภูมิภาค Dabieshan (The Dabieshan Regional Medical Centre) ซึ่งมีกำหนดเปิดในเดือนพฤษภาคมนี้ ให้แล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรองรับผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 1,000 เตียง

แต่เดิมโรงพยาบาลศูนย์ฯแห่งใหม่นี้มีกำหนดเปิดใช้งานช่วงกลางปีนี้ สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 700 เตียง แต่ด้วยสถานการณ์ระบาดของไวรัสดังกล่าว ส่งผลให้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางการเมืองหวงกังตัดสินใจเร่งการเปิดใช้ศูนย์การแพทย์แห่งใหม่ให้เร็วขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ตลอดเวลา 2 วัน ทางการได้ระดมกำลังคนงานหลายร้อยคน เร่งเก็บกวาดทำความสะอาดทั้งวันทั้งคืนพร้อมติดตั้งระบบประปาและไฟฟ้า รวมถึงเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้โรงพบาบาลแห่งใหม่ขนาด 15,000 ตารางเมตร พร้อมใช้งานภายใน 48 ชั่วโมง

กระทั่งช่วงค่ำของวันที่ 28 ม.ค. สามารถเปิดใช้งานได้ในที่สุด โดยมีทีมแพทย์จากมณฑลซานตงและโรงพยาบาลเมืองหวงกัง ทยอยย้ายผู้ป่วยบางส่วนจากโรงพยาบาล Huanggang Central เข้ามายังศูนย์แพทย์แห่งใหม่นี้แล้ว

อนึ่ง เมืองหวงกังได้กำหนดให้มีโรงพยาบาลศูนย์สำหรับรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นการเฉพาะทั่วทั้งเมือง 13 แห่ง และคลินิกอีก 29 แห่ง สำหรับตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ

ส่วนที่นครอู่ฮั่น ทางการยังคงเร่งงานก่อสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงทั้งสองแห่ง ให้เสร็จภายในกำหนดวันที่ 3 ก.พ.นี้ โดยความคืบหน้าล่าสุดพบว่า อยู่ในระหว่างการเทคอนกรีตฐานรากแล้ว

การก่อสร้างโรงพยาบาลสนามในอู่ฮั่น

การก่อสร้างโรงพยาบาลสนามในอู่ฮั่น

Pfizer เริ่มพัฒนาวัคซีนใหม่สู้โอไมครอนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669431

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 09:31 น.Pfizer เริ่มพัฒนาวัคซีนใหม่สู้โอไมครอนแล้วบริษัท Pfizer กำลังทำงานเกี่ยวกับวัคซีนโควิดโดยมุ่งเป้าไปที่ Omicron ข้อมูลเปิดเผยโดย CEO ของบริษัท

แอลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอของบริษัท Pfizer (ไฟเซอร์) ผู้ผลิตยาสหรัฐกล่าวว่า ได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เวอร์ชันหนึ่งแล้ว โดยมุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์โอไมครอนตัวใหม่ ในกรณีที่การฉีดวัคซีนในปัจจุบันไม่ได้ผลกับสายพันธุ์ล่าสุด

เบอร์ลาบอกกับ CNBC ว่าตั้งแต่วันศุกร์แล้วที่บริษัทของเขาเริ่มทดสอบวัคซีนปัจจุบันสายพันธุ์โอไมครอนซึ่งรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้และได้จุดประกายความกลัวว่าจะมีการติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลก

“ผมไม่คิดว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นว่าวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้” เบอร์ลากล่าว

แต่การทดสอบสามารถแสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่มีอยู่ “ป้องกันน้อยลง” ซึ่งหมายความว่า “เราต้องสร้างวัคซีนใหม่” เบอร์ลา กล่าว

“วันศุกร์ เราได้สร้างแม่แบบ DNA แรกของเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่เป็นไปได้ของกระบวนการพัฒนาวัคซีนใหม่” เบอร์ลากล่าว

Johnson & Johnson (จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “กำลังดำเนินการสร้างวัคซีนเฉพาะรับมือโอไมครอน และจะดำเนินไปตามความจำเป็น”

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Moderna (โมเดอร์นา) ผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชั้นนำอีกรายกล่าวว่ากำลังพัฒนาวัคซีนกระตุ้นสำหรับเชื้อสายพันธุ์ใหม่

เบอร์ลาเปรียบสถานการณ์กับสถานการณ์เมื่อต้นปีนี้เมื่อ Pfizer และ BioNTech หุ้นส่วนจากเยอรมันพัฒนาวัคซีนภายใน 95 วันเมื่อมีความกังวลว่าสูตรก่อนหน้านี้จะไม่ทำงานกับเดลต้า แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเวอร์ชันนั้นจะไม่ได้ใช้ก็ตาม

เบอร์ลากล่าวว่า วัคซีนปัจจุบัน “มีประสิทธิภาพมาก” ในการต่อต้านเดลต้า และเสริมว่า บริษัทต่างๆ คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 4,000 ล้านโดสในปี 2565

เมื่อวันจันทร์ องค์การอนามัยโลกได้เตือนไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอนมีความเสี่ยง “สูงมาก” ทั่วโลก

เบอร์ลากล่าวว่าเขา “มั่นใจมาก” ด้วยว่ายาต้านไวรัสที่เพิ่งเปิดตัวของ Pfizer จะใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากการกลายพันธุ์รวมถึงโอไมครอน

ในบรรดาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งได้รับการรักษาภายในสามวันหลังจากเริ่มมีอาการ ยาของไฟเซอร์แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์

Photo by Robyn Beck / AFP

ผู้ติดเชื้อโอไมครอนแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669430

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 09:18 น.ผู้ติดเชื้อโอไมครอนแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์สิงคโปร์กล่าวว่านักเดินทางสองคนที่มุ่งหน้าไปซิดนีย์และพบว่าติดเชื้อโอไมครอน (Omicron) ที่นั่น ได้เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินชางงี และตรวจเชื้อเป็นลบที่ต้นทาง

รอยเตอร์รานงานจากสิงคโปร์ 30 พ.ย. ว่า กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์กล่าวว่านักเดินทางสองคนจากโจฮันเนสเบิร์กซึ่งมีผลตรวจเป็นบวกว่าติดเชื้อโอไมครอนในซิดนีย์ได้เปลี่ยนเครื่องผ่านสนามบินชางงี

กระทรวงระบุในถ้อยแถลง บุคคลสองคนเดินทางออกจากโจฮันเนสเบิร์กเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ด้วยเที่ยวบินของสิงคโปร์แอร์ไลน์ และมาถึงที่ชางงีในวันเดียวกันโดยโดยสารเที่ยวบินเปลี่ยนเครื่อง ทั้งสองมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบก่อนออกเดินทาง

กระทรวงกล่าวว่าผู้เดินทางส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินชางงี ในจำนวนผู้โดยสาร 7 รายที่ลงจากเครื่อง มี 6 รายถูกสั่งให้กักตัวอยู่บ้าน 10 วัน ขณะที่รายที่ 7 ซึ่งเป็นผู้ติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อบนเที่ยวบิน ถูกกักกันในสถานที่จำเพาะ

“การติดตามผู้สัมผัสกำลังดำเนินอยู่สำหรับเจ้าหน้าที่สนามบินที่อาจติดต่อกับเคสนี้ชั่วคราว” กระทรวงกล่าว

ทางการออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้โดยสาร 2 คนที่ผลตรวจเป็นบวกเมื่อเดินทางมาถึงซิดนีย์ ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนและถูกกักตัวไว้

Photo by Mohd RASFAN / AFP