Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะสละตำแหน่ง CEO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669409

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 21:55 น.Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะสละตำแหน่ง CEO  หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดและหนึ่งในผู้บุกเบิกโลกแห่งโวเชียลมีเดียกำลังจะวางมือจากบริษัท

รายงานของ CNBC อ้างถึงแหล่งที่มาที่ไม่มีชื่อระบุว่า แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย (CEO) 

อย่างไรก็ตาม บริษัท Twitter ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นทันทีจากสำนักข่าวต่างๆ

รอยเตอร์สรายงานว่า ดอร์ซีย์และคณะกรรมการบริหารของ Twitter ได้ตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดของเขาแล้ว แหล่งข่าวกล่าวโดยไม่ระบุชื่อบุคคล

แหล่งข่าวกล่าวเสริมว่าคณะกรรมการของบริษัทได้เตรียมพร้อมสำหรับการจากไปของดอร์ซีย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว 

ทั้งนี้ หุ้นของ Twitter เพิ่มขึ้น 9% ในการซื้อขายช่วงแรก ในขณะที่บริษัทชำระเงินดิจิทัล Square Inc ซึ่งดอร์ซีย์หนุนหลังอยู่หุ้นเพิ่มขึ้น 3%

REUTERS/Anushree Fadnavis/File Photo

รับมือยังไงเมื่อ ‘โอไมครอน’ ลามหนัก! ติดเชื้อเพียบหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669393

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 18:15 น.รับมือยังไงเมื่อ 'โอไมครอน' ลามหนัก! ติดเชื้อเพียบหลายประเทศโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ ไปถึงไหนแล้ว และเขารับมือกันอย่างไร

โปรตุเกส

กรมสุขภาพของโปรตุเกส (DGS) รายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน 13 รายในวันที่ 29 พ.ย. โดยผู้ป่วยทั้งหมดเป็นนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากสโมสรฟุตบอลบี-เอสเอดี (Belenenses SAD) จากลิสบอน โดยนักเตะรายหนึ่งเพิ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้

สกอตแลนด์

ในวันเดียวกันรัฐบาลสกอตแลนด์เปิดเผยว่าพบผู้ติดโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจำนวน 6 ราย โดยระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขสกอตแลนด์จะดำเนินการสอบสวนโรคเพื่อหาที่มาของไวรัส ตลอดจนตรวจหาเชื้อบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิด

เยอรมนี

ขณะนี้เยอรมนีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วอย่างน้อย 3 ราย โดย 2 รายแรกพบในรัฐบาวาเรีย ซึ่งเดินทางเข้าสู่เยอรมนีที่สนามบินมิวนิกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ส่วนรายล่าสุดเดินทางจากแอฟริกาใต้มายังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ในเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

การจำกัดการเดินทางทางอากาศจากแอฟริกาใต้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมาหลังกำหนดให้แอฟริกาใต้เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของไวรัส แต่ชาวเยอรมนีในแอฟริกาใต้ยังคงเดินทางกลับประเทศได้แต่ต้องกักตัว 14 วันแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม

อิตาลี

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. อิตาลีพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเคสแรก ซึ่งเป็นนักเดินทางที่มาจากโมซัมบิกเมื่อต้นเดือนนี้ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยจะทราบผลการตรวจหาเชื้อภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

โดยทางการอิตาลีสั่งห้ามนักเดินทางที่มาจาก 7 ประเทศแถบแอฟริกาใต้ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังพบการแพร่ระบาดของโอไมครอน สำหรับประชาชนที่เดินทางไปที่นั่นในช่วง 2 สัปดาห์ ต้องแจ้งให้ทางการทราบ เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และแยกกักตัวเป็นเวลา 10 วันแล้วตรวจหาเชื้ออีกครั้ง

แคนาดา

เป็นประเทศแรกในอเมริกาเหนือที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 2 รายในออนแทรีโอ ซึ่งเดินทางมาจากไนจีเรีย โดยขณะนี้กำลังตรวจหาเชื้อผู้สัมผัสใกล้ชิดคนอื่นๆ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่ากลยุทธ์ของพวกเขาคือพยายามป้องกันไม่ให้สายพันธุ์โอไมครอนเข้าสู่แคนาดาผ่านมาตรการระงับการเดินทางจากแอฟริกาใต้ บอตสวานา เอสวาตินี เลโซโท โมซัมบิก นามิเบีย และซิมบับเว เบื้องต้นมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ม.ค. ส่วนชาวแคนาดาที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางและกักตัวเป็นเวลา 14 วันเมื่อมาถึงแคนาดา

เดนมาร์ก

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมาเดนมาร์กรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน 2 รายซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้โดยเครื่องบิน ขณะนี้ทั้ง 2 รายถูกกักตัว และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดคนอื่นๆ

โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจะจับตาและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าข้อจำกัดที่ตกลงในรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและมีผลบังคับใช้ในวันนี้ รวมถึงการใช้หน้ากากและการใช้บัตรผ่านโควิดนั้นเพียงพอแล้วในสถานการณ์นี้ ไม่มีใครต้องการล็อกดาวน์อีกครั้ง กลยุทธ์ทั้งหมดนี้เพื่อสังคมที่เปิดกว้างแต่ควบคุมได้

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อในประเทศแล้วอย่างน้อย 8 รายโดยเบื้องต้นคาดว่าอาจมาจากแอฟริกาใต้ แต่ยังคงต้องใช้เวลาสอบสวนโรคเพื่อยืนยันอีกครั้ง

เบลเยียม

เป็นประเทศแรกในยุโรปที่พบผู้ติดเชื้อโอไมครอน ซึ่งเป็นบุคคลที่เดินทางมาจากอียิปต์โดยผ่านตุรกีและยังไม่ได้รับวัคซีน รายงานระบุว่าผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการ 11 วันหลังเดินทางถึงเบลเยียม และมีผลตรวจเป็นบวกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.

อิสราเอล

พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 2 ราย และกลายเป็นประเทศแรกที่ปิดพรมแดนสำหรับนักเดินทางต่างชาติทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ให้บริการที่สนามบิน

สหราชอาณาจักร

พบผู้ติดเชื้อ 2 รายเช่นกันโดยเกี่ยวข้องกับการเดินทางในแถบแอฟริกาใต้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่าจะยกระดับมาตรการตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วัน นอกจากนี้รัฐบาลจะทบทวนมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะอีกครั้ง

เนเธอร์แลนด์

พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนถึง 13 รายจากผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศแถบแอฟริกาใต้ ส่งผลให้ต้องยกระดับมาตรการและเพิ่มข้อจำกัดในการเดินทางข้ามพรมแดน หลังจากที่เพิ่งประกาศล็อกดาวน์บางส่วนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อมีผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งขึ้นอีกครั้ง

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียรายงานผู้ติดเชื้อโอไมครอน 2 รายแรกของประเทศเป็นผู้ที่เดินทางมาจากทางตอนใต้ของแอฟริกาโดยทั้งคู่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการกักตัว

ขณะที่ทางการออกคำสั่งให้ผู้ที่เดินทางจาก 9 ประเทศในแอฟริกาต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลต้องทบทวนแผนการเปิดประเทศอีกครั้งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดกลายพันธุ์

ฮ่องกง

ล่าสุดฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนเป็นรายที่ 3 แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไวรัสไม่ได้แพร่ระบาดในชุมชนเนื่องจากทั้ง 3 รายเดินทางมาจากต่างประเทศและถูกกักตัว โดยผู้ป่วย 2 รายแรกมาจากแอฟริกาใต้ และอีกรายมาจากไนจีเรีย ทั้ง 3 รายไม่แสดงอาการป่วยและได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

บอตสวานา

กระทรวงสาธารณสุขบอตสวานาเผยว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่แล้วอย่างน้อย 19 รายทั่วประเทศ และเป็นประเทศแรกๆ ที่พบการแพร่ระบาดของโอไมครอน ส่งผลให้หลายประเทศระงับการเดินทางจากบอตสวานาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส

แอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนตกอยู่ภายใต้มาตรการสั่งห้ามการเดินทางไปยังหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย หลังจากที่โอไมครอนได้รับการระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ขณะที่ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซา แสดงความไม่พอใจต่อมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการด่วนสรุป และเรียกร้องให้นานาชาติหยุดกีดกันการเดินทางจากแอฟริกาใต้

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Sinovac ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนสู้โอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669378

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 15:18 น.Sinovac ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนสู้โอไมครอนเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าวัคซีนที่ฉีดไปแล้วจะได้ผลหรือไม่

สำนักข่าว South China Morning Post รายงาน บริษัท Sinovac ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถผลิตวัคซีนต่อต้านโอไมครอนได้ในปริมาณมากหากมีความจำเป็นและหลังขจากได้รับการอนุใติจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว

“เทคโนโลยีและการผลิตเหมือนกัน [กับไวรัสต้นสาย] และสามารถเตรียมวัคซีนเพื่อการวิจัยได้อย่างรวดเร็วหลังจากแยกสายพันธุ์ออก การผลิตไม่ใช่ปัญหา” บริษัทกล่าว

อย่างไรก็ตาม “ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะต้องพัฒนาและผลิตวัคซีนแยกต่างหากสำหรับตัวแปรนี้หรือไม่”

Sinovac กล่าวว่ากำลังติดตามการศึกษาเชื้อโอไมครอนอย่างใกล้ชิดและรวบรวมตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอนแล้วโดยผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกเพื่อตรวจสอบว่าจำเป็นต้องมีวัคซีนใหม่หรือไม่

“หากจำเป็น เราจะสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วและเปิดตัวการผลิตวัคซีนใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการได้” Sinovac ระบุ

นอกจาก South China Morning Post แล้วยังมีสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของ Sinovac อีกเช่น Zaobao สื่อภาษาจีนของสิงคโปร์ที่รายงานอ้างสื่อจีนเช่นซินจิงเป้า และ CCTV ภาษาจีนที่โดยระบุว่า บริษัทเคอซิ่ง (Kexing) หรือ Sinovac ระบุว่าบริษัทมีเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่สมบูรณ์และกำลังการผลิตขนาดใหญ่ และก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการพัฒนาวัคซีนเชื้อตายเพื่อต่อต้านสายพันธุ์เดลต้า หากจำเป็น สามารถส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตวัคซีนใหม่ในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว และรับประกันความต้องการวัคซีนได้

Photo by Rami al SAYED / AFP

อนามัยโลกเตือนโลกเสี่ยง ‘โอไมครอน’ สูงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669375

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 14:43 น.อนามัยโลกเตือนโลกเสี่ยง 'โอไมครอน' สูงมาก“โอไมครอนมีการกลายพันธุ์มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความเสี่ยงโดยรวมทั่วโลกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก”

วันนี้ (29 พ.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่ามีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้โลกมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนอาจมีผลกระทบรุนแรงในบางพื้นที่

“โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ของโปรตีนหนามมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแนวโน้มการแพร่ระบาด ความเสี่ยงโดยรวมทั่วโลกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโอไมครอนได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก” องค์การอนามัยโลกกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีนและตรวจสอบให้แน่ใจว่ารัฐบาลมีแผนที่จะบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาด ตลอดจนความพร้อมในด้านการบริการสาธารณสุข

• อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพในการแพร่เชื้อและการหลบเลี่ยงวัคซีนของโอไมครอน โดยคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

• โดยขณะนี้องค์การอนามัยโลกกล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวต่อมาตรการรับมือโรคโควิด-19 ที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงวัคซีนด้วย

• โดยก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกชี้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะสามารถแพร่เชื้อได้ดีกว่า และส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ ซึ่งยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป รวมถึงศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนด้วย

• จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

• การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนนั้นไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบในทางสาธารณสุขเท่านั้น โดยรอยเตอร์สรายงานว่าภายหลังจากที่หลายประเทศออกมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามพรมแดนอาจกระทบถึงตลาดหุ้นและน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

• นอกจากไวรัสกลายพันธุ์จะขัดขวางการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันแล้ว บรรดานักทุนต่างเทขายหุ้นจำนวนมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสายการบินและการท่องเที่ยว ท่ามกลางความกังวลว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

• ตลอดจนสะเทือนถึงคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งหลังจากที่มีรายงานการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (B.1.1.529) ส่งผลให้นักลงทุนเทขายคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

Photo by Mohd RASFAN / AFP

ญี่ปุ่นหวั่นโอไมครอน (Omicron) ห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669367

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 13:06 น.ญี่ปุ่นหวั่นโอไมครอน (Omicron) ห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ญี่ปุ่นจะรื้อฟื้นมาตรการที่เข้มงวด โดยห้ามชาวต่างชาติที่เข้ามาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากหวั่นเกรงการระบาดของเชื้อโอไมครอน (Omicron) ของโควิด-19

เพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่ญี่ปุ่นคลายมาตรการควบคุมการระบาด คิชิดะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราจะห้ามการเข้า (ใหม่) ของชาวต่างชาติจากทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน”

ที่ผ่านมา พรมแดนของญี่ปุ่นถูกปิดเกือบทั้งหมดจนนักท่องเที่ยวใหม่จากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ แม้แต่ชาวต่างชาติที่มีถิ่นอาศัยถาวรก็ไม่สามารถเข้าประเทศได้

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลประกาศว่าในที่สุดจะอนุญาตให้นักเดินทางเพื่อธุรกิจระยะสั้น นักเรียนต่างชาติ และผู้ถือวีซ่ารายอื่นๆ เดินทางเข้าประเทศได้ ในขณะที่ยังคงห้ามนักท่องเที่ยว

โตเกียวได้ประกาศไปแล้วเมื่อวันศุกร์ว่าจะกำหนดให้นักเดินทางที่ได้รับอนุญาตให้เข้าญี่ปุ่นจาก 6 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ต้องกักตัวในสถานอำนวยความสะดวกที่รัฐบาลกำหนดเป็นเวลา 10 วันเมื่อเดินทางมาถึง ขั้นตอนดังกล่าวขยายเป็น 9 ประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาตรการดังกล่าวขณะนี้ส่งผลกระทบต่อนักเดินทางที่มาจากแอฟริกาใต้และเพื่อนบ้านอย่างนามิเบีย เลโซโท เอสวาตินี ซิมบับเว บอตสวานา แซมเบีย มาลาวี และโมซัมบิก

คิชิดะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าจะมีการจำกัดการกักกันเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากอีก 14 ประเทศและภูมิภาคที่ตรวจพบสายพันธุ์ดังกล่าว โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าญี่ปุ่น “อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการต่อต้านเชื้อ Omicron มากกว่าประเทศอื่นๆ” โดยอ้างถึงการสวมหน้ากากโดยสมัครใจและการจำกัดตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง

ญี่ปุ่นพบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กว่า 18,300 รายในช่วงการระบาดใหญ่ในขณะที่หลีกเลี่ยงการล็อคที่รุนแรง หลังจากเริ่มต้นได้ช้า โครงการฉีดวัคซีนของประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรร้อยละ 76.5 ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว

ญี่ปุ่นยังไม่พบเคส Omicron ใด ๆ แต่สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติกำลังวิเคราะห์กรณีของนักเดินทางจากนามิเบียที่เพิ่งทดสอบเป็นบวก

คิชิดะกล่าวว่าเขาตระหนักดีว่า “อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์” ว่าการกระชับพรมแดน “ระมัดระวังเกินไปในขณะที่เราไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างเต็มที่” แต่ “ผมรับผิดชอบอย่างเต็มที่มาตรการนั้น”

Photo by Kiyoshi Ota / POOL / AFP

เรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับ ‘โอไมครอน’ (Omicron)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669359

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 11:26 น.เรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับ 'โอไมครอน' (Omicron)เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘โอไมครอน’ หลังกระจายไปแล้ว 13 ประเทศทั่วโลก

โอไมครอนคืออะไร?

โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 หรือที่องค์การอนามัยโลกตั้งชื่อว่า “โอไมครอน” (Omicron) ที่ตรวจพบในแอฟริกาใต้ ถูกจัดให้เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern : VOC) เช่นเดียวกับสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในประเทศบราซิล และสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้

โดยพบการกลายพันธุ์ที่ “มากผิดปกติ” ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าไวรัสตัวนี้จะมัศักยภาพในการแพร่เชื้อและหลบเลี่ยงวัคซีนมากกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ขณะที่แอฟริกาใต้รายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างไร?

โอไมครอนมีการกลายพันธุ์มากถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าการกลายพันธุ์มากกว่า 30 ตำแหน่งเกิดขึ้นที่โปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ จึงเกิดความวิตกว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ไวรัสมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน

“การวิเคราะห์เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์จำนวนมาก และจะต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม” องค์การอนามัยโลกกล่าว

แพร่ไปไกลแค่ไหนแล้ว?

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าขณะนี้พบเชื้อดังกล่าวใน แอฟริกาใต้ บอตสวานา อิสราเอล อิตาลี เบลเยียม เยอรมนี เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา และฮ่องกง

ขณะที่หลายประเทศได้กำหนดมาตรการจำกัดการเดินทาง หรือระงับการเดินทางระหว่างแอฟริกาใต้เพื่อพยายามยับยั้งการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน และป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศ

อาการรุนแรงแค่ไหน?

เบื้องต้นทราบว่าโอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง แต่องค์การอนามัยโลกระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไวรัสดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยรุนแรงมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

อย่างไรก็ตามดร. แองเจลีค คูตซี (Angelique Coetzee) ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ป่วยหลายสิบรายที่เธอพบในช่วงกว่สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงอาการเพียงเล็กน้อย อาทิ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย

คูตซีกล่าวว่าโชคไม่ดีที่โอไมครอนถูกปั่นให้เป็น “ไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่ง” เนื่องจากมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งในขณะที่ยังไม่ทราบถึงความร้ายแรงจริงๆ ของมัน

“เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ผู้ป่วยที่เราได้เห็นมีอาการเพียงเล็กน้อย แม้แต่ผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน” คูตซีกล่าว

วัคซีนสู้ได้ไหม?

เนื่องจากโอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งจึงทำให้เกิดความกังวลว่าวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนามาเพื่อต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่นจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องรับมือกับโอไมครอน

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปในตอนนี้ และจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาพฤติกรรมของไวรัสตลอดจนประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้ผลิตวัคซีนหลายรายได้ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว โดย BioNTech ผู้พัฒนาวัคซีนจากเยอรมนีกล่าวว่าทางบริษัททราบถึงความกังวลที่เกิดขึ้น และจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาวัคซีนกันอีกครั้งหรือไม่

ด้าน AstraZeneca แถลงว่ากำลังทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนนี้และผลกระทบต่อวัคซีน และกำลังทดสอบแอนติบอดี AZD7442 กับสายพันธุ์ใหม่นี้และหวังว่าแอนติบอดีจะยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้

ขณะที่ Moderna คาดว่าจะทราบเกี่ยวกับความสามารถของวัคซีนในปัจจุบันเกี่ยวกับให้การต้านไวรัสโอไมครอนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งหากจำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่คาดว่าจะพร้อมในต้นปี 2022

สำหรับ Novavax กล่าวว่าบริษัทได้เริ่มทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 รุ่นหนึ่งซึ่งกำหนดเป้าหมายไปที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะ และจะพร้อมสำหรับการทดสอบและการผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

น่ากังวลขนาดไหน?

องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern : VOC) แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามันมีความอันตรายร้ายแรงมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่อย่างไร ซึ่งขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งศึกษาเพื่อประเมินศักภาพของไวรัส และประสิทธิภาพของวัคซีนในการรับมือกับไวรัสดังกล่าว

Photo by JEFF PACHOUD / AFP

ตลาดโลกตั้งหลักได้ คลายกังวลชั่วคราวต่อโอไมครอน (Omicron)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669345

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.ตลาดโลกตั้งหลักได้ คลายกังวลชั่วคราวต่อโอไมครอน (Omicron)  ตลาดทุนต่างๆ ในระดับโลกมีปฏิกิริยาในด้านบวก สะท้อนถึงความกังวลที่ลดน้อยลงของนักลงทุนหลังตื่นตระหนกอย่างหนัก แต่นักวิเคราะห์ชี้นี่เป็นท่าทีชั่วคราวก่อนจะรู้จริงๆ ว่าเชื้อแรงแค่ไหน แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะออกมาเตือนก็ตามว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผล

1. Bloomberg รายงานว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพหลังจากความผันผวนในวันศุกร์ท่ามกลางสัญญาณบ่งชี้ว่า Omicron อาจทำให้เกิดอาการไม่รุนแรงเท่านั้นและสามารถปรับสูตรวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว

2. ทั้งนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยนและยูโรในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชีย สกุลเงินของแอฟริกาใต้ซึ่งมีการระบุพบ Omicron เพิ่มขึ้นมากถึง 0.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินสหรัฐฯ และเยน จากการทำ short-covering ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวในวงกว้างของสกุลเงินที่ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์

3. Bloomberg ยังรายงานด้วยว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นและน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ ในระหว่างที่ผู้ค้ากำลังพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดของ Omicron ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยฟิวเจอร์สของหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น และน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

4. ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว S&P 500 มีผลการดำเนินงานหลังวันขอบคุณพระเจ้าที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1941 และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 เบื้องต้นการซื้อขายแสดงอาการโซเซในช่วงต้นของวันจันทร์ แต่มีสัญญาณของการรักษาเสถียรภาพเมื่อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.4% และ Nasdaq Futures 0.5% จากการรายงานของ Reuters

5. ฟิวเจอร์สของ Nikkei ซื้อขายที่ 28,370 แม้ว่าจะยังต่ำกว่าระดับปิดเงินสดของวันศุกร์ที่ 28,751

ดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิก MSCI ลดลง 0.2% แต่มีตลาดเพียงไม่กี่แห่งที่ยังเปิดอยู่

6. ราคาทองคำสปอตร่วงลงมากถึง 1.3% ก่อนซื้อขายลดลง 0.4% ที่ 1,795.26 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อเวลา 07:59 น. ในสิงคโปร์ ดัชนี Bloomberg Dollar Spot ทรงตัวหลังจากที่ลดลง 0.3% ในวันศุกร์ Bloomberg ชี้่ว่าราคาทองคำร่วงลงหลังจากความกังวลเรื่องสายพันธุ์ Omicron คลี่คลายลง กระตุ้นความเสี่ยงต่อความต้องการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้นหรือสกุลเงิน

7. ความมั่นใจอาจจะมาจากท่าทีของผู้นำด้วย เช่น คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde)  ประธานธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่ายูโรโซนมีความพร้อมในการเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ หรือสายพันธุ์ Omicron

8. ด้านราฟาเอล บอสติก (Raphael Bostic) ประธานธนาคารกลางสหรัฐประจำเมืองแอตแลนต้า กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าเขาหวังว่าแรงผลักดันของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะต้านทานคลื่นลูกต่อไปของการระบาดใหญ่ และกล่าวว่าเขายังคงเปิดกว้างเพื่อเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐมีอัตราดอกเบี้ยลดลง

9. โรดริโก คาร์ทริล (Rodrigo Catril) นักยุทธศาสตร์การตลาดของ NAB กล่าวกับ Reuters ว่า “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้เกี่ยวกับ Omicron แต่ตลาดถูกบังคับให้ประเมินแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกอีกครั้ง จนกว่าเราจะทราบข้อมูลเพิ่มเติม lPfizer คาดว่าจะทราบภายในสองสัปดาห์ว่า Omicron สามารถต้านทานวัคซีนปัจจุบันได้หรือไม่ รายื่นๆ อื่นแนะนำอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ก่อนหน้านั้นตลาดมีแนวโน้มที่จะยังคงกระวนกระวายใจ”

Photo by Philip FONG / AFP

แพทย์ชั้นนำแอฟริกาใต้เชื่อโอไมครอน (Omicron) อาการไม่รุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669344

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 08:50 น.แพทย์ชั้นนำแอฟริกาใต้เชื่อโอไมครอน (Omicron) อาการไม่รุนแรงแพทย์ชาวแอฟริกาใต้ที่ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับโอไมครอน (Omicron) กล่าวว่าผู้ป่วยของเธอหลายสิบคนที่สงสัยว่ามีสายพันธุ์ใหม่นั้นแสดงอาการเพียงเล็กน้อยและฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

แองเจลีค คูตซี (Angelique Coetzee) ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวกับ AFP ว่าเธอพบผู้ป่วยประมาณ 30 รายในช่วง 10 วันที่ผ่านมาซึ่งมีผลตรวจเป็นบวก แต่มีอาการที่ไม่คุ้นเคย

“สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดคือความเหน็ดเหนื่อยสุดขีดนี้” เธอกล่าวจากเมืองพริทอเรียที่เธอทำงานอยู่

เธอบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายอายุต่ำกว่า 40 ปี เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีน

พวกเขายังมีอาการปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย “เจ็บคอ” และไอแห้ง เธอกล่าว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีอุณหภูมิสูงเล็กน้อย

อาการที่ไม่รุนแรงมากเหล่านี้แตกต่างไปจากสายพันธุ์อื่นๆ ที่ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น

คูตซีแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขถึง “สภาพทางคลินิกที่ไม่สอดคล้องกับเดลต้า” ซึ่งเป็นสายพันธุ์เด่นของแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เมื่อเธอได้รับผู้ป่วย 7 รายแรกจากทั้งหมด 30 รายของเธอ 7 ราย

เธอกล่าวว่านักวิทยาศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ได้พบสายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ B.1.1.529 ซึ่งพวกเขาประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

ข่าวดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดความตื่นตระหนกของการห้ามเดินทางในแอฟริกาตอนใต้ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งรีบที่จะควบคุมการแพร่กระจาย มาตรการที่รัฐบาลแอฟริกาใต้เห็นว่า “รีบร้อน” และไม่ยุติธรรม

คูตซีกล่าวว่าโชคไม่ดีที่โอไมครอนถูกปั่นให้เป็น “ไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่ง” โดยมีการกลายพันธุ์หลายครั้งในขณะที่ยังไม่ทราบถึงความร้ายแรงจริงๆ ของมัน

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล และนักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานเพื่อประเมินพฤติกรรมของมัน

สายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์สูงนี้เชื่อกันว่าสามารถแพร่เชื้อได้มากและต้านทานต่อภูมิคุ้มกัน แม้ว่าความสามารถในการหลบเลี่ยงวัคซีนยังอยู่ระหว่างการประเมิน

“เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น” คูตซีกล่าว

แต่ “สำหรับตอนนี้ แม้แต่ผู้ป่วยที่เราได้เห็นซึ่งไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็ยังมีอาการเล็กน้อย”

“ฉันค่อนข้างแน่ใจ… ผู้คนจำนวนมากในยุโรปมีไวรัสนี้แล้ว” เธอกล่าว

สถิติอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่าเกือบสามในสี่ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รายงานในแอฟริกาใต้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาถูกระบุว่าเป็นโอไมครอน

เนื่องจากแอฟริกาใต้ได้แบ่งปันการค้นพบนี้ หลายประเทศตรวจพบการติดเชื้อโอไมครอนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงออสเตรเลีย อิตาลี สหราชอาณาจักร และเบลเยียม

“เราจะเห็นเคสที่เพิ่มขึ้น” คูตซีเตือน

ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในทวีปนี้มีอัตราการติดเชื้อไวรัสรายวันเพิ่มขึ้นจาก 3.6% ในวันพุธเป็น 9.2% ในวันเสาร์

ตัวเลขยังคงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม มีรายงานผู้ป่วยประมาณ 2.9 ล้านรายและผู้เสียชีวิต 89,791 รายที่รายงานจนถึงปัจจุบัน

โอไมครอนอาจเลี่ยง Moderna คาดวัคซีนใหม่พร้อมในต้นปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669328

วันที่ 28 พ.ย. 2564 เวลา 19:51 น.โอไมครอนอาจเลี่ยง Moderna คาดวัคซีนใหม่พร้อมในต้นปีหน้าสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พอล เบอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของ Moderna Inc. กล่าวว่าเขาสงสัยว่าสายพันธุ์ใหม่ของโอไมครอน (Omicron) อาจหลีกเลี่ยงวัคซีนต่างๆ ในปัจจุบัน และหากเป็นเช่นนั้น อาจมีการฉีดวัคซีนที่ปรับรูปแบบใหม่ในช่วงต้นปีใหม่

“เราน่าจะทราบเกี่ยวกับความสามารถของวัคซีนในปัจจุบันเกี่ยวกับให้การป้องกัน (โอไมครอน) ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า” เบอร์ตันกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ในรายการ “Andrew Marr Show” ของ BBC

“ถ้าเราต้องผลิตวัคซีนชนิดใหม่ ผมคิดว่าน่าจะต้นปี 2022 ก่อนที่วัคซีนนั้นจะมีจำหน่ายในปริมาณมากจริงๆ” เขากล่าว “สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับวัคซีน mRNA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Moderna คือเราสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วมาก” เขากล่าว

เบอร์ตันกล่าวว่าประสิทธิภาพการป้องกันของวัคซีนควรจะยังคงมีอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ หนึ่งได้รับการฉีดวัคซีนมานานแค่ไหนแล้ว และสำหรับตอนนี้ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปัจจุบัน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Moderna ได้ระดมพนักงาน “หลายร้อยคน” ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐอเมริกา หลังจากมีข่าวการแพร่กระจายของตัวแปรโอไมครอน

ทั้งนี้ บริษัทกล่าวว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2021 Moderna ได้พัฒนากลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อคาดการณ์ข้อกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่ บริษัทได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความสามารถในการพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ให้เข้ารับการทดสอบทางคลินิกใน 60 ถึง 90 วัน”

Photo by Joseph Prezioso / AFP

จีนพินาศแน่ๆ ถ้าเปิดประเทศเหมือนสหรัฐ-ยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669316

วันที่ 28 พ.ย. 2564 เวลา 16:18 น.จีนพินาศแน่ๆ ถ้าเปิดประเทศเหมือนสหรัฐ-ยุโรปการศึกษาของจีนเตือนการระบาดของโควิดจะถึงระดับ ‘มหึมา’ หากเปิดกว้างเหมือนสหรัฐและฝรั่งเศส

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจีนอาจเผชิญกับการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 630,000 เคสต่อวัน หากจีนยกเลิกนโยบายการติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์โดยยกเลิกการจำกัดการเดินทาง ตามการศึกษาของนักคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ในรายงานที่ตีพิมพ์ใน China CDC Weekly โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศจีน นักคณิตศาสตร์กล่าวว่าจีนไม่สามารถยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางได้หากไม่มีการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพหรือการรักษาเฉพาะทาง

นักคณิตศาสตร์ใช้ข้อมูลของเดือนสิงหาคมจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สเปน ฝรั่งเศส และอิสราเอล เพื่อประเมินผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ หากจีนใช้กลยุทธ์การควบคุมโรคระบาดแบบเดียวกันกับประเทศเหล่านั้น

รายงานระบุว่าผู้ป่วยรายใหม่รายวันของจีนจะสูงถึง 637,155 รายหากใช้กลยุทธ์การระบาดใหญ่ของสหรัฐ

และผู้ติดเชื้อรายวันจะแตะ 275,793 ราย หากจีนใช้วิธีเดียวกับอังกฤษ และ 454,198 รายหากเลียนแบบฝรั่งเศส

“การประมาณการเผยให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่แท้จริงของการระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งเกือบจะแน่นอนว่าจะทำให้เกิดภาระในระบบการแพทย์ที่ไม่สามารถแบกรับได้” รายงานกล่าว

“ผลการวิจัยของเราได้เตือนอย่างชัดเจนว่าในขณะนี้ เราไม่พร้อมที่จะยอมรับกลยุทธ์ ‘เปิดกว้าง’ ที่วางอยู่บนสมมติฐานของภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดจากการฉีดวัคซีนที่สนับสนุนโดยประเทศตะวันตกบางประเทศเท่านั้น”

นักคณิตศาสตร์เตือนว่าการประมาณการของพวกเขาอยู่บนพื้นฐานของการคำนวณทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน และจำเป็นต้องมีโมเดลที่ซับซ้อนกว่านี้เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของการระบาดใหญ่ หากยกเลิกข้อจำกัดการเดินทาง

จีนยังคงใช้นโยบายที่สกัดการติดเชื้อโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ โดยกล่าวว่าความสำคัญของการกักกันผู้ป่วยในพื้นที่เมื่อพบว่ามีผู้ป่วย วิธีการนี้มีน้ำหนักมากกว่าการหยุดชะงักที่เกิดจากความพยายามในการติดตาม แยกกัก และรักษาผู้ติดเชื้อ ประเทศจีนรายงานผู้ป่วย ที่ยืนยันแล้วใหม่ 23 รายในวันที่ 27 พ.ย. ลดลงจาก 25 วันก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านสุขภาพกล่าวเมื่อวันอาทิตย์

เมื่อวันศุกร์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้มีไวรัสโควิด-19 ชนิดใหม่ที่ตรวจพบในแอฟริกาใต้ โดยมีการกลายพันธุ์จำนวนมากว่า “น่าเป็นห่วง” กระตุ้นให้บางประเทศออกกฎห้ามการเดินทาง

Photo by AFP) / China OU