ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409835

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การใช้มาตรา 44 ให้ 7 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) ต้องพ้นจากตำแหน่ง ได้สร้างความไม่ไว้วางใจ และความหวาดระแวงให้กับภาคประชาชนอย่างถึงขีดสุด เสมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ให้ต้องออกมาเปิดตัวในฐานะ “ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน” ภายใต้การรวมตัวของหลายสิบองค์กรภาคี

สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ นับตั้งแต่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบ สสส. เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กระบวนการทำงานหลายอย่างในองค์กรต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะการยุติการจ่ายเงินให้หลายร้อยโครงการ จนภาคประชาชนน้อยใหญ่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ถึงขั้นที่ว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ต้องออกมาเตือนรัฐบาลด้วยตัวเองว่า คสช.กำลังทำพลาด

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 1 ใน 7 กรรมการที่ถูกปลด บอกว่า การปรับบทบาท สสส.มีมาแล้ว 3 รอบ คือ 1.ความพยายามเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ ที่ให้ยกเลิกภาษีเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) 2.วิกฤตหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้ความเชื่อมโยงผ่านชื่อกรรมการและโครงการที่ได้รับทุน เพื่อให้ สสส.ต้องปรับ พ.ร.บ. ซึ่งก็อยู่ระหว่างปรับระเบียบแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะปรับระเบียบภายในเสร็จสิ้น ก็เกิดขั้นตอนที่ 3 คือการปลดบอร์ดโดยใช้มาตรา 44 ซึ่งไม่เคยมียุคไหนที่ สสส.ถูกควบคุมผ่าน 3 สเต็ป ภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับ สสส.มาก” นพ.ยงยุทธ ระบุ

นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟังอีกว่า ขณะนี้องค์กรทำงานไม่ได้เลย เพราะวิธีที่ คตร.เข้ามาตรวจสอบโครงการที่เกิน 5 ล้านบาท หรืองบเก่าทั้งหมด ทำให้ 1 ใน 4 ของ 2,000 กว่าโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหมด ถูกแช่แข็งไว้กว่า 500 โครงการ ซึ่งวิธีการพิจารณาของ คตร.ก็ทำแบบไม่ทันการณ์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการเพื่อเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ทำไม่ได้หมด เพราะว่าไม่มีเงิน

“เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะพอไม่มีเงินภาคีก็ทำงานไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาทุจริต หรือต่อต้านรัฐบาลทั้งหมด เขาทำงานด้านสุขภาวะ ซึ่งก็คือการช่วยงานรัฐบาลทั้งนั้น” นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟัง

“วันนี้มีการยัดเยียดวาทกรรมให้ สสส. ซึ่งสังคมควรได้รับความเข้าใจ เช่น การที่ คตร.เอารายชื่อมูลนิธิ รายชื่อโครงการมารวมกัน แล้วบอกว่าคนพวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จริงมันไม่เกี่ยวข้องเลย เช่น ผมเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อเด็ก ผมเข้าประชุมปีละ 2 ครั้ง เราไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน และโครงการเหล่านั้นก็ไม่เคยผ่านการพิจารณาของผมเลย ซึ่ง คตร.ก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับผม หรือสอบสวนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่มีการนำบัญชีไปปลดทันที” นพ.ยงยุทธ อธิบาย

คุณหมอยงยุทธ บอกอีกว่า หลังจากนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะมีการปลดล็อกการทำงานของ คตร.ตามที่นายกฯ สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงต้องให้มีการเลือกบอร์ดชุดใหม่ที่โปร่งใส ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ภาคีและภาคประชาชนเลิกระแวงสงสัยรัฐบาล

ขณะที่ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง บอกว่า ตอนนี้โครงการที่เขาดูแลต้องยุติการจ้างงานให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 10 คน รวมถึงต้องค้างจ่ายเงินให้กับล่ามที่เป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเขตพื้นที่สูง จ.เชียงราย หลังเงินถูกแช่แข็งจาก สสส. มากกว่า 2 ล้านบาท รวมถึงเงินเดือนของตัวเขาเองก็ถูก
ฟรีซจาก สสส.ด้วยเช่นกัน

“พอข่าวออก ไม่มีการจ่ายเงินลงไป ในพื้นที่ก็มองเราว่าเป็นพวกทุจริต การทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็ยากกว่าเดิม โดยที่ สสส.ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงมาว่าทำไมจึงต้องระงับการจ่าย และไม่มีความชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ทุกวันนี้เราก็ได้แต่รออย่างเดียว” เขาระบุ

วิวัฒน์ ไม่เชื่อว่าการประชุมบอร์ด สสส.เพื่อคลี่คลายปัญหาการแช่แข็งเงิน รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการดำเนินงานในวันที่ 15 ม.ค.นี้ จะทำให้โครงการของเขามีความชัดเจนมากขึ้น

“เราไม่เชื่อว่าจะมีข่าวดี เพราะที่บอกจะปลดล็อก ก็เหมือนจะเป็นความเชื่อของ คุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นโครงการที่มีอยู่ก็คงต้องเคลียร์ รอการตรวจสอบ และปีต่อไปก็คิดว่าอาจจะไม่ได้รับทุนจาก สสส.อีกแล้ว” วิวัฒน์ ระบุ

 

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409598

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เป็นการเริ่มพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หลังจาก กรธ.ได้ประชุมเพื่อวางหลักการตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญตรงการพิจารณาเนื้อหาที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทั้งในส่วนของบุคคลและสื่อมวลชน

เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น กรธ.ยังยืนยันในหลักการเดิมเหมือนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

กล่าวคือ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพอะไรบ้าง แต่เปลี่ยนวิธีการเขียนใหม่ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพทุกประการ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคมแล ประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ กรธ.หลายคนถกเถียง คือ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านการอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงหรือไม่ จนทำให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กรธ.จึงร่วมกันกำหนดเนื้อหาในมาตรา 26 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมโดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุหรือจะกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” ถ้อยคำส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 26

ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ กรธ.ได้ให้ความสนใจและเห็นตรงกันในหลักการว่าสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้ให้หลักประกันไว้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่ กรธ.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร

อย่างมาตรา 32 บัญญัติคำว่า “การไขข่าวอันเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กรธ.บางส่วนสอบถามกลางที่ประชุมว่า คำว่าการห้ามไขข่าวในที่นี้ครอบคลุมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้ต้องมีการตรากฎหมายมาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากเดิมที่สื่อมวลชนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน

ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ยืนยันว่า ในมาตรา 32 เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ จะตัดคำว่าการไขข่าวออกไป โดยเปลี่ยนเป็น “การกระทำใดอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ” แทน

จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้ให้ความเห็นชอบกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายประเด็น เช่น ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่ง กรธ.ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองผ่านการป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง

โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นและมีเสรีภาพทางวิชาการ การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชัง”

ไม่เพียงเท่านี้ กรธ.เห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการในการสร้างความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่สำคัญ 2 ประการ

1.กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนให้กับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะต้องเปิดเผยรายละเอียดให้กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทราบตามระยะเวลาที่ คตง.กำหนด และให้ คตง.ประกาศให้ประชาชนทราบ พร้อมกับจะไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยว่าหากหน่วยงานรัฐใดไม่ดำเนินการตามที่กำหนดจะถือว่าผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั้นมีความผิดด้วย

2.กรณีสื่อมวลชนของรัฐ จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ โดยต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายการเมือง ซึ่ง กรธ.จะบัญญัติมาตรการป้องกันต่อไป

ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาเห็นว่าในส่วนของเสรีภาพการพูด ความคิดเห็น และการแสดงออกนั้น กรธ.เห็นควรให้เพิ่มเติมหลักการว่ามีเงื่อนไขข้อจำกัดขึ้นใหม่นอกเหนือจากการกระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมของสังคม สิทธิของผู้อื่นแล้ว ผู้พูดหรือผู้แสดงออกยังห้ามที่จะใช้สิทธิในการก่อให้เกิดความขัดแย้ง  หรือการใช้วาทกรรมจนนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม

“นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการปรองดองในรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้เขียนไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็สอดแทรกไว้ในหลายมาตรา การห้ามใช้เฮตสปีชก็เพื่อป้องกันการใช้วาทะเชือดเฉือนทำร้ายกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก” อมร กล่าว

ขณะที่ อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. อีกคนชี้แจงว่า มีอีกหลายประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ การย้ายความคลุมเครือของมาตรา 7 กรณีที่ไม่มีบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ต้องตีความถกเถียงกันเอง

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 12 ม.ค.จะเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ

 

ถอดบทเรียนคดี “ดีเจเกียร์R” เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 19:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409550

ถอดบทเรียนคดี "ดีเจเกียร์R" เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ไม่น่าเชื่อว่า แค่เหตุการณ์กระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆบนท้องถนนจะลุกลามบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

เมื่อ นายภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ หรือดีเจเก่ง ถอยรถกระบะชนรถคู่กรณี หลังมีเรื่องกระทบกระทั่งเบียดแซงกัน โดยเจ้าตัวอ้างว่าถูกชนท้ายก่อน แต่ภายหลังมีพลเมืองดีถ่ายคลิปวีดีโอไว้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าโกหก ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างถล่มทลาย สุดท้ายเลยถูกสังคมรุมประณาม ถูกดำเนินคดีข้อหาหนัก หนำซ้ำยังอาจถูกเพิกถอนใบขับขี่อย่างถาวร

อนาคตต้องมาดับวูบเพราะความอารมณ์ร้อนของตัวเองแท้ๆ

สังคมอดทนต่ำ

คดีนี้นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึง “อุณหภูมิร้อนระอุบนท้องถนน” ได้เป็นอย่างดี เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร และพร้อมที่จะบันดาลโทสะได้ทุกเมื่อ

จากถ้อยคำสบถ สู่ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย อาจถึงขั้นฆ่ากันตายได้ง่ายๆ

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ปัจจุบันเมืองไทยได้เข้าสู่ ‘ยุคสังคมเมือง’ ผู้คนต่างใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ การอยู่ร่วมกันในสังคมก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ไปถึงจุดหมายของตัวเอง ขณะเดียวกันแต่ละคนล้วนมีปัญหาสะสมในใจ เมื่อเจอปัญหาการจราจรคับคั่งบนท้องถนน ก็ง่ายที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน

“สาเหตุของการกระทบกระทั่งกันบนท้องถนน มี 3 ปัจจัยคือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บวกกับ การบริหารจัดการอารมณ์ และ พื้นฐานบุคลิกภาพของแต่ละคน จุดเดือดของคนเราไม่เท่ากัน การแสดงออกทางอารมณ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเดือดแล้วหันไปสู่วิธีจัดการให้สงบ แต่บางคนเดือดแล้วเลือกใช้วิธีรุนแรง ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงแตกต่างกัน”

สอดคล้องกับความเห็น พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) บอกว่า ปัญหากระทบกระทั่งบนท้องถนนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน ทว่าพ.ศ.นี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหารถติดสะสมเพิ่มขึ้น คนเครียดมากขึ้น พอเกิดเรื่องก็พร้อมที่จะฟิวส์ขาด

“ที่สำคัญต้องยอมรับว่า วินัยจราจรของคนไทยค่อนข้างต่ำ ทุกคนเอาเปรียบกันเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด บางคนขับขี่รถมาดีๆแต่เจอการเอารัดเอาเปรียบวันแล้ววันเล่าก็เก็บสะสมความไม่พอใจไปเรื่อย จนวันหนึ่งทนไม่ไหวเกิดบันดาลโทสะ ระเบิดความรุนแรงออกมา

“วินัยจราจรบ้านเราวิกฤตมาก วัดได้จากสถิติของสถาบันวิจัยด้านคมนาคม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ไทยติดอันดับ 2 ของประเทศที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในโลก มีตัวเลขอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 44 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 คน เทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 100,000 คน“รองผบก.จร.กล่าว

เพิกถอนใบขับขี่ ยาแรงได้ผลชะงัด?

แม้ความบาดหมางของดีเจคนดังกับคู่กรณีจะลงเอยด้วยดี ทว่าขั้นตอนทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดินแดงรวบรวมสำนวนพยานหลักฐานฟ้อง 3 ข้อหา ประกอบด้วย ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายทางร่างกายและจิตใจ และ ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ ส่งให้พนักงานอัยการ ขณะเดียวกัน สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า หากสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดชัดเจนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2558 และพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 อาจพิจารณาพักใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และหากตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำ ก็สามารถยกเลิกใบอนุญาตขับขี่ฉบับดังกล่าวอย่างถาวร

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และการกำหนดระยะเวลางดเว้นไม่ให้ขับรถบนท้องถนนช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถือเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และรักษาความสงบเรียบร้อยบนท้องถนน คัดกรองผู้ขับรถที่ไม่มีคุณภาพออกจากท้องถนนเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ

กรณีเพิกถอนใบขับขี่ต้องดูพฤติการณ์ว่ารุนแรงแค่ไหน กระทบต่อความสงบเรียบร้อยบนท้องถนนไหม ถ้าไม่กระทบมากก็อาจใช้วิธีพักใบขับขี่ชั่วคราว 1 ปี เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตัว แต่ถ้าศาลพิจารณาแล้วว่าถ้าปล่อยให้ขับรถต่อไปจะเป็นอันตราย ก็อาจให้เพิกถอน ซึ่งหากเพิกถอนแล้วยังขับรถ มีโทษจำคุก 2 ปี

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ พฤติกรรมที่ไม่สมควรจะขับรถ ยกตัวอย่างคดีไฮโซหนุ่มขับรถไล่ชนคนบนทางเท้าจนเสียชีวิต  เราเคยประสานไปยังกรมขนส่งทางบกเกี่ยวกับการประเมินสภาพทางจิตใจและสภาพร่างกายของผู้ขับรถ เนื่องจากที่ผ่านมาพอได้ใบขับขี่แล้วก็สามารถต่ออายุได้เลยเมื่อครบกำหนด 5 ปี แต่การเช็คความพร้อมทางด้านจิตใจและร่างกาย ถ้ามีปัญหามีผลต่อการขับรถก็อาจไม่ต่ออนุญาตขับขี่ให้ เดาง่ายๆว่า รถบนท้องถนน 100 คัน มันอาจจะมีสักคนที่สภาพจิตสภาพร่างกายไม่เหมาะกับการขับรถ แต่ดูไม่รู้ จนกระทั่่งเกิดเหตุ อาการถึงได้ปรากฎออกมาให้เห็น

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก เพิ่งบังคับใช้ประกาศกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถสำหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2558 โดยกำหนดให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยไม่ใช่จากเหตุขาดคุณสมบัติเรื่องอายุ ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 จะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ จนกว่าจะพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ  หากจะขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่อีกครั้งจะต้องเข้าสู่กระบวนการ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถรายใหม่ที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตมาก่อน ซึ่งจะได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี และสำหรับกรณีที่ใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพ จะไม่มีการออกใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพทดแทนแต่อย่างใด

จงใจ-เจตนา…ประกันไม่จ่าย

คำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบก็คือ กรณีตั้งใจชนรถคันอื่นเพราะบันดาลโทสะ ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองหรือไม่?

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย อธิบายว่า ตามหลักกฎหมายและหลักการประกันภัยของทั่วโลกระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ถ้าหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการ “จงใจและเจตนา”

“หลายครั้งมีเคสคนใจร้อนขับชนคู่กรณี แล้วบอกกว่า ‘ไม่เป็นไร รถผมประกันชั้นหนึ่ง’ ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ไม่ได้ทุกเคสว่าเขาเจตนาหรือไม่ ต้องดูจากสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก สำหรับเคสล่าสุดที่เกิดขึ้นมีภาพชัดเจน ไม่ต้องรอดูสำนวนของพนักงานสอบสวน ดูคลิปวีดีโอก็เห็นชัดเจนว่าเป็นการเจตนาชน บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ กรมการขนส่งทางบกควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะมีสิทธิ์สอบใบขับขี่ว่า คนที่จะมาขับรถบนท้องถนนร่วมกับรถคันอื่นได้ควรมีวุฒิภาวะแค่ไหน  นอกจากนี้ยังคิดไปถึงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของผู้ขับขี่ที่จะมาทำประกันภัยรถยนต์ ที่ผ่านเราอิงจากตัวรถเป็นหลัก แต่ต่อไปอาจต้องอิงจากตัวผู้ขับขี่ คนไหนมีพฤติกรรมขับรถประมาทซ้ำซาก ชนบ่อย ต้องมีการบันทึกประวัติการเกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมการขับขี่

คลิปวีดีโอ…หลักฐานสำคัญยามคับขัน

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ จะมาไขข้อข้องใจถึงกรณีจงใจถอยรถชนรถคันอื่นว่าเข้าข่าย “พยายามฆ่า” หรือไม่

“ข้อหาพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือ 289 และ 80 หมายถึงผู้กระทำความผิดมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือชีวิตของคู่กรณี หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น แต่การกระทำผิดกระทำไปไม่ตลอด หรือ การกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  อธิบายง่ายๆคือ ข้อหาพยายามฆ่านั้น  ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาฆ่าตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่บรรลุผลนั่นคือความตายของผู้อื่น ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องดูว่า การถอยหลังชนมีเจตนามุ่งต่อชีวิตหรือเพียงทรัพย์สิน ถ้ามุ่งทรัพย์สินคือรถยนต์ก็จะผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ถ้ามุ่งเอาชีวิตก็เข้าข่ายพยายามฆ่า”

นักกฎหมายรายนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากภาพถ่าย หรือคลิปวิดิโอ รวมทั้งทำการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถโต้แย้งได้ และสุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

“ต้องยอมรับภาพและคลิปต่างๆเป็นประโยชน์มากต่อพยานหลักฐาน ในต่างประเทศใช้กล้องวงจรปิดในที่สาธารณะ เวลามีการทำร้ายร่างกายหรือทะเลาะวิวาทกัน เมื่อมีความเห็นเป็นไปในแนวทางขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ก็จะอาศัยกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าใครบ้างกระทำความผิด ใครเป็นผู้ลงมือ ในแง่ของกล้องก็ต้องบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็รวมถึงพลเมืองดีที่ใช้มือถือถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานด้วย”

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือป็นกรณีศึกษาน่าสนใจที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาจากอารมณ์ชั่ววูบนั้น สร้างความเสียหายได้มากมายอย่างคาดไม่ถึง.

 

ผ่าทำเลทอง “อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409356

ผ่าทำเลทอง "อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ปี 2559 นับเป็นอีกหนึ่งปีทองของการลงทุนภาครัฐ เพราะมีหลายบิ๊กโปรเจกต์ด้านคมนาคมที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้า ซึ่งการลงทุนของภาครัฐในปีนี้เป็นความหวังใหญ่ของภาคเอกชนที่คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง และเป็นโครงการที่นักพัฒนาที่ดินจับตามองด้วย หากมีความชัดเจนก็พร้อมร่วมวงจับจองพื้นที่ลงทุนใกล้โครงการคมนาคมเหล่านี้

โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นโครงการที่บรรดานักพัฒนาที่ดินให้ความสนใจมากที่สุด เพราะเป็นการเปิดหน้าดินใหม่ และหากประเมินจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบัน โครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก อาคารสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

สำหรับ 4 เส้นทางใหม่สร้างอนาคต นอกจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบันที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รถไฟฟ้า 4 เส้นทางใหม่ ได้แก่ 1.สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ที่ปัจจุบันเพิ่งเริ่มก่อสร้าง 2.สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ยังไม่ผ่าน) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) กำลังรอผ่าน PPP ฟาสต์แทร็กก่อน แล้วถึงจะเสนอเข้า ครม. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือน พ.ค.ปีนี้ ล้วนสร้างความสนใจให้กับทั้งภาคนักลงทุนและภาคประชาชน

หากวิเคราะห์ถึง 4 เส้นทางอนาคตต้องยอมรับว่า สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด เพราะเริ่มโครงการแล้ว โดยช่วงสถานีที่ 1-สถานีที่ 5 (สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีศักยภาพโดดเด่นที่สุด เพราะใกล้เมืองมากที่สุด และเชื่อมต่อมาจากสถานีหมอชิตผ่านบริเวณห้าแยกลาดพร้าว มีครบทั้งศูนย์รวมแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ อาคารสำนักงาน และมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ก็เป็นช่วงที่ราคาที่ดินและราคาคอนโดมิเนียมแพงมากแล้วเช่นกัน

ปัจจุบันผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม จึงเริ่มไปปักธงบริเวณสถานีสายหยุดและสถานีสะพานใหม่แทน ส่วนสถานีอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของหน่วยงานรัฐ พัฒนาไม่ได้ และอีกหนึ่งข้อจำกัดของบริเวณเกาะแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ในช่วงกลางถึงปลายคือ เป็นพื้นที่ควบคุมความสูงของตัวอาคาร เพราะอยู่ใกล้สนามบิน ราคาที่ดินจึงขึ้นไปแซงหน้าประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินได้จริง

สำหรับรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทาง คือ สายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีชมพู จะเริ่มเป็นรถไฟฟ้าที่ขยายไปยังพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ และรอยต่อกรุงเทพฯ มากขึ้น วิ่งเข้าชุมชนเดิม ซึ่งจะช่วยยกคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิมให้ดีขึ้น ส่วนการเปิดหน้าดินใหม่จะเป็นลักษณะการกว้านซื้อตึกแถวเก่ามารื้อทิ้งสร้างเป็นโครงการใหม่ หรืออาจนำตึกแถวเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับความเจริญที่เข้ามา

ขณะที่ทำเลฮอตเกาะแนวรถไฟฟ้าทั้ง 3 เส้นทางดังกล่าว ในระยะสั้นช่วง 5-10 ปีนี้ จะมีไม่กี่บริเวณเท่านั้นที่จะเกิดตลาดคอนโดมิเนียมได้ เช่น สายสีส้ม พื้นที่ที่จะได้รับอานิสงส์คือ 2-3 สถานีที่อยู่ใกล้สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ส่วนสถานีอื่นๆ ยังมีบ้านแนวราบเป็นทางเลือก ส่วนสายสีเหลือง บริเวณที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวประมาณ 6-7 สถานี ตลาดคอนโดมิเนียมจะเป็นที่นิยม ราคายังไม่แพงมาก ส่วนแถวศรีนครินทร์อาจจะมีคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทบ้าง แต่ก็ยังมีบ้านแนวราบให้เลือกจำนวนมาก

ส่วนสายสีชมพู เส้นทางนี้ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่ามีหลายสถานีที่ไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นได้ ทั้งสายสีแดง สายสีเขียวสะพานใหม่ และสายสีม่วง แต่โอกาสในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะกระจุกตัวบริเวณทางด่วนศรีรัช-ห้าแยกปากเกร็ด (โซนเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ) มากที่สุด เพราะบริเวณแจ้งวัฒนะ 14-ทางด่วนศรีรัช (โซนเมืองทองธานี) พัฒนาจนเต็มที่มากแล้ว ส่วนบริเวณหลักสี่-ศูนย์ราชการ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐพัฒนายาก

ทั้งนี้ ข้อจำกัดของทั้ง 4 เส้นทางรถไฟฟ้าใหม่เหล่านี้ ส่วนใหญ่คือผังเมืองปัจจุบันยังไม่สอดรับกับการมีรถไฟฟ้า มีหลายพื้นที่มีข้อจำกัดในการพัฒนา ซึ่งต้องรอดูว่านอกจากรัฐบาลจะเร่งเครื่องลงทุนโครงการรถไฟฟ้าแล้ว จะมีนโยบายด้านผังเมืองที่เปลี่ยนไปหรือไม่

จากบทเรียนในอดีตที่มีหลายโครงการมีกระแสข่าวว่าจะมีการก่อสร้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มี ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจริงๆ จะยังไม่เข้าไปปักธงลงทุน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนด้านงานก่อสร้างจริงๆ แม้ว่าการเข้าไปลงทุนจังหวะนั้น จะทำให้ต้นทุนที่ดินสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ชัวร์ว่าเข้าไปแรกๆ แต่โครงการไม่เกิดจริง ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงโครงการเพิ่งเริ่มมีความชัดเจนเช่นนี้ กลุ่มแรกที่จะเข้ามาคือ กลุ่มนักเก็งกำไรที่ดิน

6 แนวก่อสร้างปัจจุบัน

รถไฟฟ้า 6 เส้นทางทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นทำเลสุดฮอตที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและค้าปลีก เข้าไปปักธงลงทุนกันมาแล้ว เพราะทั้ง 6 เส้นทางมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก โดยเริ่มจาก 4 เส้นทางแรกก่อน คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) เป็นซิตี้ เรล (City Rail) ยุคแรกๆ ต่อจากแอร์พอร์ตลิงค์ ที่วิ่งจากเมืองออกไปชานเมือง เป็นการเปิดหน้าดินใหม่ในทุกสถานี ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการประมาณกลางปี 2559 นี้แล้ว

ส่วนสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก รวมถึง สายสีเขียวส่วนต่อขยายฝั่งธนบุรี (กรุงธนบุรี-บางหว้า) กำลังเป็นทำเลใหม่ที่เติบโตมาก เพราะว่าเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นปัจจุบันและใกล้เมืองมากที่สุด

ทั้ง 4 เป็นทำเลคอนโดมิเนียมระดับกลาง ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท (บางสถานีที่ไกลออกไปก็จะเริ่มต้นต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือต่ำกว่า 1 ล้านบาท) รองรับกลุ่มคนที่ต้องทำงานในเมือง แต่ไม่สามารถจับต้องราคาคอนโดมิเนียมในเมืองได้ เพราะแพงมากแล้ว ซึ่งแม้ว่าตามแนว 4 เส้นทางรถไฟฟ้านี้ ปัจจุบันโดมิเนียมจะโอเวอร์ซัพพลาย แต่ผู้ประกอบการล้วนมองว่า แนวโน้มจะดีขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการจริง คล้ายกับเส้นอ่อนนุช-แบริ่ง ในอดีตเคยล้นตลาด แล้วก็ปรับตัวดีขึ้นหลังรถไฟฟ้าวิ่ง

สำหรับรถไฟฟ้า อีก 2 สายสำคัญ คือ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) จะเป็นรถไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับแอร์พอร์ตลิงค์ นั่นคือ วิ่งตามแนวรถไฟสายเก่า มีระยะทางยาว แต่มีความถี่ของสถานีไม่มาก วิ่งออกจากจุดศูนย์กลาง คือ สถานีกลางบางซื่อไปยังชานเมืองของทั้งฝั่งเหนือกรุงเทพฯ (รังสิต) และฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)

ทำเลเกาะฝั่งขึ้นเหนือไปทางรังสิต จะเห็นภาพของตลาดคอนโดมิเนียม เกิดขึ้นมากกว่าฝั่งตลิ่งชัน เพราะฝั่งรังสิตเติบโตมาก่อนที่จะมีรถไฟฟ้าแล้ว มีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง มีแหล่งงานใหญ่ มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างฟิวเจอร์รังสิต ในอนาคตจะมีเซ็นทรัล มีอิเกีย มีเมการังสิต เรียกว่าความเจริญเกิดขึ้นไปนานแล้ว ราคาที่ดินจึงแพงมาก บ้านแนวราบย่านนี้จึงราคาสูง ปัจจุบันจึงเกิดคอนโดฯ 8-9 แสนบาทถึงล้านต้นๆ

ส่วนฝั่งตลิ่งชัน ด้วยข้อจำกัดด้านผังเมืองปัจจุบัน ที่จำกัดการพัฒนา เอื้อกับการสร้างบ้านหลังใหญ่เป็นหลัก และยังไม่มีห้างใหญ่ หรือแม่เหล็กใหญ่ๆ ที่ผ่านมาจึงเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัยราคาแพง คอนโดมิเนียมยังเกิดน้อยมาก จึงต้องดูเช่นกันว่าภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดินในผังเมืองของย่านนี้หรือไม่ หากเปลี่ยน จะเป็นจุดหักมุมสำคัญในการพลิกโฉมพื้นที่ย่านนี้

โครงการเดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์

โซนซีบีดี ยังร้อนแรง

จากภาพรวมทำเลรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่สำหรับทำเลทองของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็น โซนซีบีดี หรือทำเลศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมืองปัจจุบัน ได้แก่ สุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี เป็นย่านที่ราคาที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย ตารางวาละไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ส่วนราคาขายคอนโดมิเนียมเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 1.5-2 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.)

สำหรับปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุด เพราะจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ในย่านนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้วอีกไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ ซึ่งคาดว่าราคาขายในแต่ละโครงการจะร้อนแรงพอสมควร เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาท/ตร.ม. เพราะเป็นโครงการบนต้นทุนราคาที่ดินใหม่ที่ค่อนข้างสูง

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ขณะที่ย่านห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานานและเติบโตมาต่อเนื่อง ปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่เกิดขึ้น ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

เออีซีบูมพื้นที่เขตศก.พิเศษ

จากภาพรวมรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่ทำเลทองในกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็นโซนซีบีดีปัจจุบัน หรือทำเลใจกลางเมืองสุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี ซึ่งปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุดในโซนนี้ เป็นย่านธุรกิจ อาคารสำนักงาน ค้าปลีกชั้นนำ และที่อยู่อาศัยราคาแพงทั้งแนวราบและแนวสูง กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและต่างชาติ

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ อัตราค่าเช่าถูกกว่าโซนซีบีดีปัจจุบัน แต่สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ตึกใหม่ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ส่วนห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานาน และเติบโตมาต่อเนื่องแล้วยิ่งปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่ หรืออาคารเก่าถูกเทกโอเวอร์เพื่อปรับปรุงใหม่ให้เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปีนี้ ประกอบกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของภาครัฐ ก็จะทำให้เกิดทำเลทองใหม่ๆ บริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยแผนพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะที่ 1 เริ่มปี 2558 ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ตาก สระแก้ว ตราด มุกดาหาร สงขลา และล่าสุดได้เพิ่มหนองคายเข้ามาอีก 1 จังหวัด ส่วนระยะที่ 2 เริ่มปี 2559 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย กาญจนบุรี นครพนม และนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษทุกแห่งจะกระจายอยู่ตามแนวชายแดนที่มีด่านผ่านแดนหรือด่านศุลกากร

หากวิเคราะห์ภาพรวมของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ระยะ รวม 10 จังหวัดแล้ว จังหวัดที่มีโอกาสเกิดทำเลทองมากที่สุด คือ ตาก สระแก้ว สงขลา และเชียงราย ส่วนกาญจนบุรีต้องรอดูความชัดเจนของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีก่อนจึงจะเห็นภาพโอกาสในการเกิดทำเลทองได้

เริ่มด้วย จ.ตาก พื้นที่ที่ค้าขายชายแดนคึกคักมากที่สุดอยู่ใน อ.แม่สอด ซึ่งปัจจุบันมีการคมนาคมที่สะดวก ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำรวจพบว่า การค้าขายชายแดนที่เติบโตต่อเนื่องที่รอยต่อชายแดน จ.ตาก ทำให้ตากมีค้าปลีกขนาดใหญ่ครบ โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างมีเกือบครบทุกแบรนด์ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นมาก เริ่มเกิดตลาดคอนโดมิเนียมขึ้น

จ.สระแก้ว บริเวณด่านคลองลึก (ตลาดโรงเกลือ) อ.อรัญประเทศ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าระหว่างประเทศที่คึกคักมาก มีพื้นที่ติดกับบ้านปอยเปต อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันเริ่มมีโครงการอาคารพาณิชย์ นอกตลาดโรงเกลือมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทั้งอาคารพาณิชย์และคอนโดมิเนียมมีทั้งสำเร็จกับต้องทบทวนใหม่

จ.สงขลา แม้ไม่มีเออีซีสงขลาก็คึกคักอยู่แล้ว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เพราะมาเลเซียนิยมเข้ามาเที่ยว โดยเมื่อกล่าวถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจริงๆ คือ อ.สะเดา ปัจจุบันอาจยังไม่เห็นการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ชัดเจน แต่เริ่มมีนักลงทุนชาวมาเลเซียมาซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ในสะเดาเพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้า เข้ามาซื้อโรงงานผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน

จ.เชียงราย นอกจากเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว การเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ส่งผลดีให้เกิดการท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศจีนและลาว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวโตและเริ่มมีโรงแรมขนาดเล็กลงทุนมากขึ้น ส่วนค้าขายชายแดนก็เติบโต เริ่มมีการสร้างศูนย์จัดเก็บสินค้า รับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเชียงราย-ลาว-จีน มีถนน R3A ไปจีน ปัจจุบันทุนอสังหาฯ รายใหญ่จากส่วนกลางหลายรายเข้ามาปักธงพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรแล้ว กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและคนจีน

 

รายงานพิเศษ : เกษตรกรดีเด่นเมืองอุบลปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์จนได้ดี-ขายได้ราคาสูงกว่าตลาดเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199020

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ในสภาวะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อย่างแรกที่ต้องคำนึงคือการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ถ้าเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพอย่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วยแล้ว ก็สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าสินค้าปกติ ที่สำคัญตลาดมีแนวโน้มต้องการสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมวิชาการเกษตร ในฐานะที่มีบทบาทในการตรวจและรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ได้เร่งดำเนินการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ให้เกษตรกรที่ผลิตตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่สูงกว่าท้องตลาด พร้อมกันนี้กรมวิชาการเกษตร ยังได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชอินทรีย์ดีเด่นประจำปี 2559 ของแต่ละเขต เพื่อเข้ารับมอบโล่รางวัลจากกรมวิชาการเกษตร เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรอีกทั้งเป็นแบบอย่างในการผลิตพืชอินทรีย์ให้กับเกษตรกรรายอื่น

นายจารึก ทาวะรมย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาการผลิตพืชอินทรีย์ดีเด่น ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 (สวพ.4) มีความโดดเด่นในการผลิตพืชสมุนไพรอินทรีย์ ที่มีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอนในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดหนึ่งเท่าตัว โดยนายจารึกเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลูกพืชอินทรีย์ก็มีอาชีพทำนามาโดยตลอด ประสบปัญหาทั้งต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรงงานไถ หว่าน เก็บเกี่ยว และอื่นๆไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท แต่ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รายได้ไม่เพียงพอต้องเป็นหนี้สินแถมสุขภาพไม่แข็งแรงเจ็บป่วยบ่อย ๆ อันเนื่องจากจากการใช้สารเคมีเป็นประจำ จึงเริ่มสนใจการทำเกษตรแบบพอเพียงเลยคิดว่าจะมาปลูกพืชอินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ประกอบกับทางโรงพยาบาลตระการพืชผล เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสุมนไพร เพื่อรับซื้อผลผลิตไปใช้ในโครงการแพทย์ทางเลือก (แพทย์แผนไทย) ตนจึงเริ่มปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดบนพื้นที่ 2 ไร่ 1 งาน

พร้อมกันนั้นก็ได้สมัครเข้าร่วมโครงการแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ที่ สวพ.4 ตั้งแต่ปี 2555 โดยทำตามขั้นตอนเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับรองแหล่งผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ทั้ง 10 ข้อ อย่างเคร่งครัด เช่น การวางแผนการจัดการ มีการวางแผนตลอดกระบวนการผลิตว่าตอนนี้จะปลูกพืชอะไร พืชไหนเก็บเกี่ยวได้เมื่อไร การจัดการและการปรับปรุงบำรุงดินก็ปลูกปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน การจัดการศัตรูพืช จะทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี การบันทึกข้อมูลการผลิต มีการจดบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานประจำตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนการเก็บผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการปฏิบัติในแปลง การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ก็จะเก็บผลผลิตตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น เพื่อให้ได้ตามที่โรงพยาบาลตระการพืชผลกำหนด เมื่อเก็บผลผลิตจะนำมาเคาะดินที่ติดอยู่ออกแล้วจึงนำมาแยกหัวพันธุ์ที่จะใช้ขยายพันธุ์เก็บไว้และส่วนที่เหลือนำขายให้โรงพยาบาล เป็นต้น เมื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดในปี 2556 จึงได้การรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 2556 คือ ขมิ้นชัน กับไพล ต่อมาในปี 2558 ได้รับการรับรองเพิ่มอีก 10 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม
ตะไคร้ ชุมเห็ดเทศ ใบหม่อน เตยหอม เพชรสังฆาต พญายอ ใบหนาดรางจืด หญ้ารีแพร์

เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตอินทรีย์ (Organic Thailand) จาก สวพ.4 กรมวิชาการเกษตร ตนจึงได้นำไปยื่นแสดงในการซื้อขายผลผลิตกับทางโรงพยาบาล ซึ่งผู้ที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์จะได้ราคาที่สูงขึ้นจากราคาปกติ เช่น ขมิ้นชัน ราคาท้องตลาดจะอยู่ที่ 12 บาท/กก. พอเป็นขมิ้นชันอินทรีย์ ขายได้ 22-24 บาท/กก. ไพลทั่วไปราคาอยู่ที่ 15-18 บาท/กก. แต่ไพลอินทรีย์สามารถขายได้ราคาสูงถึง 27 บาท/กก. เรียกว่าทำพืชอินทรีย์ได้ราคาดีขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้กับทางโรงพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4,000-5,000 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตแทบจะไม่มีเลย เพราะปุ๋ยก็ผลิตเองจากเศษใบไม้ พืชผัก การดูแลรักษาป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ สวพ.4 ในการทำสารชีวภาพต่างๆ ทดแทนการใช้สารเคมีผลไม้ แรงงานก็ไม่ต้องจ้างเพราะใช้แรงงานในครัวเรือน

“ตั้งแต่ผันตัวเองมาสู่การปลูกพืชผักอินทรีย์ ชีวิตเปลี่ยนไปโดยเฉพาะมีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีจากการวางแผนปลูกพืชสมุนไพรหมุนเวียน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ตามที่ลูกค้ากำหนด และที่สำคัญสามารถปลดหนี้ ส่งลูกเรียนจบปริญญาทั้งหมด และยังมีเงินเหลือพอที่จะอยู่แบบพอเพียงได้สบาย เมื่อเปรียบเทียบการทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 2 ไร่ ของตน น่าจะมีรายได้เหลือคุ้มค่ากว่าการปลูกพืชอื่นที่ต้องใช้พื้นที่นับ 10 ไร่ แต่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงมาก ทั้งนี้ ตนได้เตรียมแผนขยายพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรให้ครอบคลุมที่โรงพยาบาลต้องการอีกหลายชนิด ก็น่าจะสามารถสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับตนและครอบครัวได้เป็นอย่างดี” นายจารึก กล่าวทิ้งท้าย

หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่นายจารึก ทาวะรมย์ บ้านเลขที่ 117 หมู่ที่ 4 บ้านไร่ดง ตำบลโคกจาน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 09-9032-2076 หรือเกษตรกรที่ต้องการเข้ารับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : พด.หนุนเกษตรกรปลูกปอเทืองฟื้นดินเลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/198456

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดนั้น กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำลังเร่งดำเนินการสนองนโยบายดังกล่าว และช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มกำลังเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง งดการทำนาปลูกข้าวเพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน ให้หันมาปลูกพืชปุ๋ยสดซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วแทนในพื้นที่นาเพื่อช่วยปรับปรุงบำรุงดิน โดยดำเนินการตามรายชื่อเกษตรกรที่แจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการปลูกพืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) กับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 862 ราย มีเนื้อที่ประมาณกว่า 7,000 กว่าไร่

ซึ่งการปลูกปอเทืองเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน และเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ขายเป็นการสร้างรายได้ โดยให้เกษตรกรนำเมล็ดปอเทืองไปหว่านปลูกในพื้นที่นาข้าว เมื่อครบ 4 เดือน สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อขายให้เกษตรกรรายอื่นๆ โดยตรง ช่วยสร้างรายได้เสริมทดแทนการทำนาและยังมีประโยชน์ทางอ้อม คือ ได้ปรับปรุงบำรุงดินของเกษตรกรไปในคราวเดียวกัน เนื่องจากที่รากปอเทืองมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศสร้างเป็นสารประกอบที่พืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อมีการไถกลบลงดินจะปลดปล่อยไนโตรเจนให้กับดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เมื่อดินดีเกษตรกรจึงลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตพืชในฤดูกาลต่อๆไปได้ ดังเช่น ในพื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กก. เมื่อปลูกแล้วจะได้เมล็ดพันธุ์คืนมาประมาณ 150-200 กก. ถ้าขายก็จะได้เงินประมาณ 2,000-3,000 บาท แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ การไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน โดยการปลูกปอเทืองพื้นที่ 1 ไร่ และไถกลบจะทำให้ชาวนาได้น้ำหนักต้นปุ๋ยพืชสด 2,500 กก. หรือได้ปุ๋ยแห้ง 500 กก. ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าการปลูกปอเทืองในพื้นที่ 1 ไร่ แล้วไถกลบเมื่อต้นปอเทืองอายุ 50 วัน เทียบเท่ากับการได้ปุ๋ย 3 ชนิด คือ ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) จำนวน 30 กก. ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ ฟอสเฟต (0-46-0) จำนวน 2.4 กก. และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) จำนวน 20 กก. คิดเป็นเงินค่าปุ๋ยรวม 940 บาท/ไร่ ทำให้เกษตรกรได้ปุ๋ยเคมีแบบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

ทั้งนี้เกษตรกรหรือท่านที่สนใจการปลูกปอเทือง เป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน สามารถติดต่อสอบถามขอรับการบริการได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชน หรือติดต่อสอบถามที่กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0-2579-8515 หรือ โทร.สายด่วน 1760 ต่อ 2230

 

รายงานพิเศษ : พด.สนองนโยบายรัฐบาล ช่วยเหลือเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งปี’58/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/198105

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 เห็นชอบโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 เพื่อสนับสนุนโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/2559 มีกรอบการดำเนินงานจำนวน 8 มาตรการ ดังนี้ (1) มาตรการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน (2) มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน (3) มาตรการจ้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร (4) มาตรการเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง (5) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ (6) มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน (7) มาตรการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (8) มาตรการสนับสนุนอื่นๆ

สุรเดช เตียวตระกูล

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเพาะปลูกของเกษตรกร ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป แม้ว่าน้ำใน 4 เขื่อนหลัก จะได้ปริมาณน้ำใช้การได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก เพียงพอเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการทำนาปรังในฤดูแล้งนี้ได้

ดังนั้นเพื่อให้การใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ที่จะถึงนี้และต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2559 จึงขอให้เกษตรกรพิจารณางดการทำนาปรัง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำสูง ทำให้ต้องประสบปัญหาการขาดทุน ดังนั้นจึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงได้ในอนาคต

นายสุรเดชกล่าวอีกว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานสนองนโยบายดังกล่าว โดยดำเนินการจัดทำแผนงาน/งบประมาณ ในการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 ตามข้อมูลโครงการตามแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้งด้านการเกษตร ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภายใต้กรอบมาตรการ ที่ 1 การส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน กิจกรรมการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการการจัดทำปุ๋ยหมัก เป้าหมาย 763 ตัน เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมจำนวน 1,180 ราย และโครงการทำน้ำหมักชีวภาพ เป้าหมาย 503,232 ลิตร เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมจำนวน 2,975 ราย

นอกจากนี้กรมพัฒนาที่ดินได้สนับสนุนกิจกรรมการปรับปรุงบำรุงดินด้วยพืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมาย 7,827 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 862 ราย และดำเนินการตามกรอบมาตรการที่ 4 โครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/2559 โดยให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดเข้าไปร่วมบูรณาการ การทำงานด้านต่างๆ กับหน่วยงานอื่นๆ และชุมชนท้องถิ่น ในการทำหน้าที่สำรวจพื้นที่และชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายความช่วยเหลือของรัฐบาลกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง พร้อมทั้งเสนอทางเลือกให้กับประชาชนตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลของโครงการตามแผนชุมชนของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ด้านการเกษตรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกรพื้นที่เป้าหมายจำนวน 4,155 ราย จะได้รับประโยชน์โครงการดังกล่าว

 

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช nsuksaad@gmail.com

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่สุดของภาคใต้ ไม่ว่าจะนับจากจำนวนอำเภอ ที่มากถึง 23 อำเภอ หรือจะนับจากจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1.6 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผลนานาชนิด เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำประมง การเลี้ยงปศุสัตว์ และอื่นๆ

นครศรีธรรมราช มีวิสัยทัศน์ของจังหวัดว่า “นครแห่งการเรียนรู้ เกษตร ท่องเที่ยว น่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง” และโดยเฉพาะมิติของการพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัด และเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่ารัฐบาล ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือท้องถิ่น ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอาชีพการเกษตร อย่างต่อเนื่องตลอดมา

จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ชายร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำ ตามแบบฉบับของคนปักษ์ใต้ แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนจะมีมิตรไมตรี ได้เปิดเผยให้ฟังถึงเรื่องบทบาทหน้าที่ และทิศทางการพัฒนางานเกษตร ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นที่สำคัญๆ อันได้แก่

หนึ่ง โครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวกับงานพระราชดำริ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดำเนินการแบบบูรณาการ ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาองค์ความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การปรับเปลี่ยนอาชีพ การจัดตั้งกลุ่มอาชีพ การฝึกอบรมสร้างอาชีพเสริมรายได้ สามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงและเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย

เช่น กิจกรรมส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ดี การปรับระบบการผลิตพืช (ทำไร่ทำสวนผสม) การผลิตพืชผัก การผลิตไม้ผล การแปรรูปผลผลิต การเลี้ยงปศุสัตว์ การเลี้ยงปลา เป็นต้น โดยเฉพาะการผลิตไม้ผล ที่สามารถสร้างรายได้ที่ชัดเจน และสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก ได้แก่ ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม พืชผักชนิดต่างๆ ข้าว ปลานิล และสินค้าอื่นๆ อีกหลายชนิด

นอกจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแล้ว ยังมีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินการในถิ่นทุรกันดาร ในพื้นที่อำเภอชะอวด นบพิตำ ร่อนพิบูลย์ และอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น 6 โรงเรียน

สอง การดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับ เร่งรัดการดำเนินงานโครงการ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรตามเป้าหมาย เช่น

– โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมรายได้ ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกร ที่จะต้องให้เกิดความรอบคอบ และมีความเหมาะสม เกษตรกรสามารถปฏิบัติ และสร้างรายได้ได้จริง ทั้งการทำอาชีพเสริมในสวนยาง และอาชีพเสริมในครัวเรือน ขณะนี้ได้จ่ายสินเชื่อให้เกษตรกรไปแล้วบางส่วน

– โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ดำเนินการในพื้นที่ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน และสร้างแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และพื้นที่ตำบลบางรูป อำเภอทุ่งใหญ่ เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน ซึ่งดำเนินการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 ตำบล

– โครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแปลงใหญ่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการใช้พื้นที่ที่ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพอย่างรอบด้านมาแล้ว ทั้งการพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ และสินค้าเกษตรที่ผลิตได้เป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ โครงการนาแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่ โครงการทุเรียนแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอท่าศาลา และโครงการมังคุดแปลงใหญ่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอช้างกลาง ในการบริหารโครงการมีหลักการที่สำคัญคือ การลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงบูรณาการ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การจัดการทำทะเบียนเกษตรกร การจัดทำแผนที่ การทำแผนการผลิต การจัดทำบัญชีครัวเรือน การจัดตั้งกลุ่ม/เครือข่าย การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่สมาชิกโครงการ เป็นต้น

– โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการในพื้นที่ตำบลนำร่อง อำเภอละ 1 ตำบล รวม 23 ตำบล เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน ให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของตำบล นั้น โดยมีกิจกรรมเสริม เช่น การจัดตั้งศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นต้น

สาม การดำเนินงานตามภารกิจที่สำคัญๆ ได้แก่

– การส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชผักต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้เกษตรกรทุกรายมีการขึ้นทะเบียนการปลูกพืช หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ที่สำนักงานเกษตรอำเภอให้เป็นปัจจุบัน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุนในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลดต้นทุน การจัดการศัตรูพืช การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การตลาด

– การส่งเสริมและพัฒนาตัวเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งเกษตรกรทั่วไป และกลุ่ม/องค์กรเกษตรกร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง หรือจัดการกิจการของกลุ่ม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรหรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตร จะต้องยึดถือแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพ และความสมัครใจของเกษตรกรเป้าหมาย กล่าวคือ การส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความพอเพียง พออยู่ พอกิน การผลิตโดยอิงธรรมชาติ คำนึงถึงความปลอดภัย ฯลฯ หรือการส่งเสริมในเชิงการผลิตเพื่อการแข่งขัน ที่จะต้องพิถีพิถัน จริงจังมากขึ้น มุ่งผลิตให้ได้ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรกรในยุค AEC จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

สี่ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกร กลุ่ม/องค์กรเกษตรกร นับว่าเป็นหัวใจของการพัฒนา หากพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีความสามารถ คนก็จะไปสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพได้ และนั่นคือ เป้าหมายสุดท้าย เกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีตามมาอย่างแน่นอน การพัฒนาในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

– การพัฒนาเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรรายเดียว โดยการคัดเลือกเกษตรกรที่เป็นผู้นำมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน พัฒนาความรู้และพัฒนารายได้ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer นอกจากนั้นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งคือ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร ที่มีอายุระหว่าง 17-45 ปี โดยให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ทักษะ มีความรัก หวงแหนในอาชีพเกษตรกรรม และพร้อมจะเป็นเกษตรกรที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ขณะนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเก่ง และความแกร่ง จากทุกอำเภอ จำนวน 45 คน และทุกคนมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ทัศนคติ ที่ดิน ทุน และพลังเสริมจากครอบครัว ทุกคนมีสินค้าเป็นของตนเอง และพวกเขากำลังรวมตัวกันเป็น “วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช” เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

– การพัฒนาเกษตรกรรายกลุ่ม ทั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรต่างๆ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้กลุ่มเหล่านั้นมีความเข้มแข็ง มั่นคง หรือเป็น Smart Group เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการแปลง การจัดการผลผลิต การจัดการกลุ่ม การจัดการตลาด โดยให้แกนนำกลุ่ม และสมาชิกจัดการกันเอง เช่น เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม้ผลอำเภอชะอวด ที่ได้ร่วมคิดร่วมทำในการรวบรวมผลผลิตมังคุดของสมาชิก นำมาคัดแยกคุณภาพ และเชิญพ่อค้ามาประมูลราคาที่กลุ่ม สมาชิกสามารถขายมังคุดได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด กิโลกรัมละ 10-20 บาท และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกลุ่มน้ำปากพนัง เกษตรกรรวมตัวกันผลิตพริกคุณภาพดี ได้หนังสือรับรองแปลง จีเอพี รวมกลุ่มกันขายผลผลิตให้กับพ่อค้าชาวมาเลเซีย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้จัดทำ QR Code ในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลในการตรวจสอบแหล่งผลิตย้อนกลับให้กับพ่อค้า และผู้บริโภค เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อีกระดับหนึ่ง

เป้าหมายสุดท้าย เมื่อเกษตรกร หรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตรมีความสามารถในการผลิตสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมี Smart Product สิ่งที่เกษตรกรจะได้รับคือ รายได้ที่ดีต่อเนื่อง มั่นคง แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะตามมา และไกลไปกว่านั้นถ้าหากชุมชนท้องถิ่นใด นำศักยภาพของผลงานส่งเสริมการเกษตรที่ดีไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ หรือแปลงเรียนรู้ ไปปรับใช้กับงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรด้วยแล้ว รายได้และความยั่งยืนก็จะเกิดตามมาเป็นเงาตามตัวอย่างแน่นอน

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

การทำนา ยังคงเป็นอาชีพหลักที่เกษตรกรไทยทุกภาคยังคงดำรงไว้ ภาคใต้ก็มีเอกลักษณ์การทำนาที่แตกต่าง และมีเทคนิคที่ไม่เหมือนภาคอื่น แม้กระทั่งการรวมกลุ่มการผลิตข้าว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ข้าวได้ราคาดีและมีคุณภาพ ซึ่งชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เช่นกัน เมื่อผลผลิตข้าวมีจำนวนมากขึ้น และถูกกดดันจากพ่อค้าคนกลาง การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนจึงเกิดขึ้น

คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน เล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาวบ้านถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงมีแนวคิดรวมกลุ่มก่อตั้งให้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้น เมื่อปี 2549 ปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งสิ้น 29 คน และมีพื้นที่ปลูกข้าวของกลุ่ม 1,066 ไร่ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกลุ่มขึ้น ก็เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในนาข้าว ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่า ให้สมาชิกและคนในชุมชนได้บริโภคข้าวปลอดสารพิษ และต้องการให้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไม่กระจายออกไปสู่ชุมชนอื่น

คุณสุชาติ เล่าว่า เมื่อปี 2550 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกรภายในกลุ่มให้ปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับทางศูนย์และสมาชิกภายในกลุ่ม ได้เข้าไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมทางด้านการทำนา ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นระยะเวลา 2 ปี จึงได้นำความรู้นั้นมาปรับใช้ พัฒนา และริเริ่มปรับเปลี่ยนการทำนาของเกษตรกรในกลุ่มเป็นการทำนาแบบผสมผสาน โดยได้รับองค์ความรู้หลายด้าน

สำหรับพื้นที่ปลูกกว่า 1,066 ไร่ นั้น กลุ่มได้แบ่งพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด 240 ไร่ ทั้งนี้ คุณอารี กรองทอง หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เล่าถึงขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ว่า ในการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์นั้น จำเป็นต้องมีกฎกติกา เพื่อให้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี และเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์อย่างดีภายในกลุ่ม โดยการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ทำดังนี้

1. ขั้นตอนการเตรียมดิน

1.1 ฉีดน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่ทางชุมชนผลิตขึ้นเอง แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน

1.2 ไถกลบตอซัง แล้วพักดินไว้ 7 วัน

1.3 หว่านปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมไถคราด แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 3-5 วัน

1.4 ปล่อยน้ำออกจากนา

1.5 เกลี่ยหน้าดินให้สม่ำเสมอ

1.6 ชักร่องแปลงนา เพื่อเตรียมปลูก

2. ขั้นตอนการปลูกข้าว

การปลูกข้าวโดยวิธีการปักดำ

– เพาะกล้าในถาด ประมาณ 20 วัน

– นำกล้าที่เพาะไว้ไปปักดำในแปลงนา

3. ขั้นตอนการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่ปักดำได้ 20 วัน

4. ขั้นตอนการกำจัดวัชพืช ครั้งที่ 1 ทำหลังจากหว่านปุ๋ยครั้งแรก ผ่านไปประมาณ 20-25 วัน และสามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าข้าวจะเก็บเกี่ยวได้

5. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 1 ทำได้ตั้งแต่ข้าวอายุ ประมาณ 30 วัน โดยสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าว เนื่องจากพื้นที่แปลงนาในเขตตำบลชะเมา จะประสบปัญหากับหอยเชอรี่มากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก จึงมีการกำจัดหอยเชอรี่ด้วยวิธีการใช้กากชา เพื่อหลีกเหลี่ยงการใช้สารเคมี และนำหอยเชอรี่ที่กำจัดได้นั้นไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในแปลงนาต่อไป

6. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ย ครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากข้าวอายุได้ 45 วัน

7. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2

– ด้วยเหตุที่พื้นที่ตำบลชะเมา ประสบปัญหาหนูนาระบาดกัดกินต้นข้าวเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรจึงได้เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้แก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ได้เรียนรู้การทำกับดักหนู จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต

– นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าวอีกครั้ง พบแมลงสิงเป็นจำนวนมาก เกษตรกรนำวิธีการกำจัดแมลงแบบธรรมชาติโดยใช้น้ำหมักสมุนไพรแบบภูมิปัญญาชาวบ้านในการกำจัดแมลงสิง

8. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ยแต่งหน้า จะทำเมื่อข้าวมีอายุ 60-65 วัน ใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อให้ข้าวมีน้ำหนักดีขึ้น

9. ขั้นตอนการกำจัดพันธุ์ปน จะทำได้เมื่อข้าวมีอายุ 70-75 วัน โดยใช้แรงงานคน

10. ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวมีอายุ 115-120 วัน

11. ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าว หลังจากข้าวเก็บเกี่ยวมาแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวสุราษฎร์ธานี มาสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ก่อนที่จะมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์

12. ขั้นตอนการตากข้าวเพื่อลดความชื้น หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตากแดด 2-3 วัน โดยการเกลี่ยเมล็ดพันธุ์ให้ระบายความชื้นได้ดี โดยมีความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์

13. ขั้นตอนการทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดโดยใช้เครื่องจักร เพื่อคัดแยกสิ่งเจือปน

14. ขั้นตอนการบรรจุกระสอบ สามารถทำได้หลังจากทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยแล้ว โดยจะบรรจุกระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน จะมีการจำหน่ายแบบ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และจำหน่ายแบบแปรรูป มีโรงสีขนาดเล็กเป็นของชุมชนเพื่อแปรรูปผลผลิตไว้บริโภคภายในชุมชน และจำหน่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ และชุมชนใกล้เคียง โดยโรงสีข้าวของวิสาหกิจชุมชนมีกำลังผลิตข้าวในแต่ละวัน เฉลี่ยวันละ 3 ตัน มีผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ ข้าวหอมปทุมพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท ข้าวสังข์หยดพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่พร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 60 บาท และข้าวหอมนิลพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท และผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกมากมาย จำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ ข้าวปลอดภัยจากสารเคมี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน

ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งนี้ ถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันที่จะช่วยกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนได้อย่างมากมาย และนับเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่าง ที่มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน จนกระทั่งนำไปสู่การส่งเสริมการเกษตรที่สามารถยืนด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจ ต้องการทราบรายละเอียด ติดต่อได้ที่ เลขที่ 87 หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน โทรศัพท์ (089) 964-3399 และ (089) 885-5274

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

“ชาวบ้านโคกยางทุกคน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต”

บทสรุปจาก คุณภรศักดิ์ มณีโชติ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 บ้านโคกยาง ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (084) 304-3230 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ผู้ใหญ่โขน” บอกกล่าวถึงแนวทางสำคัญของการดำเนินชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้

บ้านโคกยาง หมู่ที่ 10 ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ตั้งอยู่ริมถนนสายนครศรีธรรมราช-อำเภอทุ่งสง

บนพื้นที่ของหมู่บ้านกว่า 7,500 ไร่ คือพื้นที่ทำกินของผู้คนทั้ง 512 ครัวเรือน ในหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยวิถีแห่งความพอเพียงที่เน้นการสร้างทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงทำให้บ้านโคกยาง เป็นแหล่งผลิตไม้ผลขึ้นชื่อ ไม่ว่า มังคุด ทุเรียน เป็นแหล่งผลิตยางพาราชั้นดี และเป็นแหล่งผลิตขมิ้นขึ้นชื่อ ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงงานศิลปะพื้นบ้าน งานอาชีพต่างๆ อย่าง พัดใบกระพ้อ ที่กลายเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อ

“เดิมนั้นเราก็มีปัญหามากมายเหมือนกับที่อื่นๆ ไม่ว่า ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น แต่เราได้ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหากันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายเรื่องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” ผู้ใหญ่โขน กล่าว

แต่เมื่อมีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัยของชีวิต ผสานกับความเข้มแข็งของผู้นำ กลุ่มองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน รวมไปถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงทำให้บ้านโคกยางกลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเครื่องหมายการันตี

จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่โขน การได้เข้าไปสัมผัสกับผู้คนในบ้านโคกยาง สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนคือ ความเข้มแข็งและความร่วมมือ

บทสรุปที่เห็นชัดถึงจุดแข็งของบ้านโคกยาง คือ

หนึ่ง หมู่บ้านมีกลุ่มองค์กรที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างรายได้และให้สวัสดิการกับสมาชิกในหมู่บ้านได้ โดยมีการรวมกลุ่มกันตามอาชีพและความสนใจ ช่วยเหลือพัฒนากันในกลุ่ม อาทิ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มพัดใบกระพ้อ กลุ่มสวนยาง กลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านใสโตน กลุ่มใช้น้ำ กลุ่มไม้กวาด กลุ่มเวชสำอางขมิ้นชัน กลุ่มสตรี กลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพ กลุ่มกองบุญสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

สอง กลุ่มแกนนำที่เข้มแข็ง นับไล่เรียงมาตั้งแต่ผู้นำชุมชนอย่างผู้ใหญ่โขน รวมไปถึงกรรมการของหมู่บ้าน และที่สำคัญคือ ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีความรู้ ความสามารถ ในกิจกรรมการประกอบอาชีพต่างๆ จนกลายเป็นทั้งผู้นำและผู้ให้ความรู้เพื่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น วิทยากรป่าชุมชน วิทยากรกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต วิทยากรการเลี้ยงสัตว์ วิทยากรการเลี้ยงผึ้ง วิทยากรการเลี้ยงด้วง วิทยากรการเผาถ่านและน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น

สาม การเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของหมู่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำคือ การเดินทางไปศึกษาเรียนรู้นอกสถานที่จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและอาชีพในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากรม จังหวัดกระบี่ การไปศึกษาดูงานพลังงานทดแทนในการทำไบโอดีเซล อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นต้น

“แต่ทุกอย่างจะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

“หมู่บ้านจะมีการประชุมกรรมการหมู่บ้านและประชาชนทั้งหมู่บ้าน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อีกทั้งยังมีการจัดทำข้อปฏิบัติและกฎกติกาของหมู่บ้าน ขณะเดียวกันยังมีการจัดทำแผนชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

ผู้ใหญ่โขน ได้กล่าวอีกว่า ด้วยมองเห็นถึงความสำคัญของการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง อบอุ่น งานหนึ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องใน 5 คุ้ม ของหมู่บ้าน ไม่ว่า คุ้มบ้านควนสี คุ้มบ้านศาลาไฟไหม้ คุ้มบ้านควนสีเมือง คุ้มบ้านหนองบอน และคุ้มบ้านสวนผัก คือการสร้างครอบครัวพัฒนา

“ครอบครัวพัฒนาที่เราทำนั้นจะมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ 7 ด้าน หนึ่ง เป็นครอบครัวที่มีรายได้สมดุลกับรายจ่าย สอง เป็นครอบครัวที่ได้รับการฝึกอบรมในแต่ละปี สาม เป็นครอบครัวที่มีอาชีพแน่นอน สี่ เป็นครอบครัวที่มีการทำบัญชีครัวเรือน หก เป็นครอบครัวที่มีการวิเคราะห์บัญชีครัวเรือนร่วมกันของสมาชิกในครัวเรือน และ เจ็ด เป็นครอบครัวจิตอาสา”

ผลจากการสร้างที่เริ่มต้นด้วย 1 ครอบครัวตัวอย่าง วันนี้ได้พัฒนาขยายออกไป จนเป็น 69 ครอบครัว และกำลังจะเพิ่มมากขึ้นตามเป้าหมายของการพัฒนา

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและเกิดขึ้นที่บ้านโคกยางคือ การสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ อันเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับผู้คนในหมู่บ้าน ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความเข้มแข็งและที่สำคัญได้กลายเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้สนใจ

“สิ่งที่เราได้ดำเนินการนั้น มีทั้งการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเน้นการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เรียกว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน เหลือกินก็นำไปขาย หรือแจกจ่ายให้กับคนที่รู้จัก ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมด้านอาชีพ ขณะนี้มีทั้งหมด 12 กลุ่มอาชีพ มีการอบรมให้ความรู้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเสริมในสิ่งที่ต้องพัฒนา ในขณะที่สิ่งใดเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำแล้วดี ก็จะมีการบอกต่อกัน”

องค์ความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านโคกยางมีหลายอาชีพ หลายกิจกรรมที่น่าสนใจ และสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

“เรามีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 1 ศูนย์ กับ อีก 8 แหล่งเรียนรู้ ไม่ว่า แหล่งเรียนรู้บ้านขนมไทย แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสาน แหล่งเรียนวิถีไท วิถีพอเพียง แหล่งเรียนรู้คนรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ แหล่งเรียนรู้พัดใบกระพ้อ แหล่งเรียนรู้การออมทรัพย์เพื่อการผลิต และแหล่งเรียนรู้บ้านหมอสมุนไพรพื้นบ้าน”

แม้ในวันนี้จะกล่าวได้ว่า บ้านโคกยาง เป็นหนึ่งในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความเข้มแข็ง แต่การพัฒนาของหมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ผู้ใหญ่โขนในฐานะผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเกษตร บอกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ต้องทำ ยังมีอีกหลายงานที่ต้องพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพอย่างยั่งยืน

บ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง…

แหล่งเรียนรู้แพะ ที่บ้านโคกยาง

ปัจจุบัน แพะ ได้กลายเป็นหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านโคกยางหลายครอบครัวได้ปรับเปลี่ยนอาชีพมาสู่การเลี้ยงแพะ และสามารถพัฒนาการเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ ผู้ใหญ่โขน (คุณภรศักดิ์ มณีโชติ) บอกว่า แพะนั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย และตลาดมีความต้องการสูงมาก จึงทำให้ผู้คนในหมู่บ้านมีความสนใจเลี้ยงกันมาก

การเลี้ยงแพะของบ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยมี คุณบุญชิต สมัครธรรม เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้

โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ มีข้อมูลแนะนำว่า ในการปฏิบัติดูแลแพะตัวผู้และตัวเมียจะคล้ายกัน แต่ควรแยกแพะตัวเมียกับแพะตัวผู้ ตั้งแต่อายุ 3 เดือน การใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน

การเลี้ยงดูแพะพ่อพันธุ์ หลังจากที่แยกแพะตัวผู้อายุ 3 เดือน ออกจากแพะตัวเมียแล้ว พ่อพันธุ์ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานสูง และได้ออกกำลังกายเพื่อให้แข็งแรง พ่อพันธุ์แพะให้เริ่มผสมพันธุ์ได้ เมื่ออายุ 8 เดือน โดยไม่ควรให้พ่อพันธุ์ผสมพันธุ์แบบคุมฝูงกับแพะตัวเมีย เกินกว่า 20 ตัว ก่อนอายุครบ 1 ปี หลังจากนั้น ค่อยๆ ให้ผสมพันธุ์ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้พ่อพันธุ์คุมฝูงแพะตัวเมียเกินกว่า 25 ตัว นอกจากนี้ แพะตัวผู้ควรได้รับการตัดแต่งกีบเสมอๆ และอาบน้ำ กำจัดเห็บเป็นครั้งคราว

การเลี้ยงดูแม่พันธุ์แพะ มีข้อแนะนำว่า แพะพันธุ์พื้นเมืองมักเริ่มเป็นสัดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยอาการเป็นสัดของแพะตัวเมีย จะเป็นประมาณ 3 วัน หลังจากนั้น จะเป็นสัดครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก ประมาณ 21 วัน

แพะตัวเมียเริ่มให้ได้รับการผสมพันธุ์เมื่ออายุ 8 เดือน

ทั้งนี้ การผสมพันธุ์แพะตัวเมียตั้งแต่อายุยังน้อยๆ อาจทำให้แพะแคระแกร็นได้

หลังจากการได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็อาจจะปล่อยให้แพะตัวเมียเข้าฝูงโดยไม่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษอย่างใด นอกจากแพะตัวเมียจะตั้งท้องหรือป่วย

ถ้าแพะตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วกลับมาเป็นสัดอีกภายหลังจากการผสมพันธุ์ไปแล้ว 21 วัน ให้ผสมพันธุ์ใหม่ หากแพะตัวเมียยังกลับเป็นสัดอีก และพ่อพันธุ์แพะที่ใช้ผสมมีความสมบูรณ์พันธุ์ดี ก็ควรจะคัดแพะตัวเมียที่ผสมไม่ติดนี้ออกเสีย

โดยปกติแพะตัวเมียที่ผสมติด จะตั้งท้องนานประมาณ 150 วัน ลักษณะอาการใกล้คลอดจะสังเกตได้ดังนี้

หนึ่ง เต้านม และหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้นก่อนคลอด ประมาณ 2 เดือน

สอง แม่แพะจะแสดงอาการหงุดหงิด ตื่นเต้น และร้องเสียงต่ำๆ

สาม บริเวณสวาปด้านขวาจะยุบเป็นหลุมก่อน จากนั้นจะเห็นรอยยุบเป็นหลุมชัดที่สะโพกทั้ง 2 ข้าง

สี่ อาจมีเมือกไหลออกมาจากช่องคลอดเล็กน้อยก่อนคลอดหลายวัน จากนั้นน้ำเมือกจะมีลักษณะเปลี่ยนเป็นขุ่นขึ้น และมีสีเหลืองอ่อนๆ

ห้า อาจจะคุ้ยเขี่ยหญ้าหรือฟางรอบๆ ตัว เหมือนเตรียมคลอด

หก แม่แพะจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เดี๋ยวนอน เดี๋ยวลุกขึ้น แล้วนอนลงเบ่งเบาๆ

เมื่อแม่แพะแสดงอาการดังกล่าว ควรปล่อยแม่แพะให้อยู่เงียบๆ อย่าให้ถูกรบกวน เตรียมผ้าเก่าๆ ด้ายผูกสายสะดือ ใบมีดโกน และทิงเจอร์ไอโอดีนไว้ เมื่อถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว ลูกแพะจะคลอดออกมาภายใน 1 ชั่วโมง…

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะที่บ้านโคกยาง หากใครสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา…