วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

การทำนา ยังคงเป็นอาชีพหลักที่เกษตรกรไทยทุกภาคยังคงดำรงไว้ ภาคใต้ก็มีเอกลักษณ์การทำนาที่แตกต่าง และมีเทคนิคที่ไม่เหมือนภาคอื่น แม้กระทั่งการรวมกลุ่มการผลิตข้าว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ข้าวได้ราคาดีและมีคุณภาพ ซึ่งชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เช่นกัน เมื่อผลผลิตข้าวมีจำนวนมากขึ้น และถูกกดดันจากพ่อค้าคนกลาง การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนจึงเกิดขึ้น

คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน เล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาวบ้านถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงมีแนวคิดรวมกลุ่มก่อตั้งให้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้น เมื่อปี 2549 ปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งสิ้น 29 คน และมีพื้นที่ปลูกข้าวของกลุ่ม 1,066 ไร่ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกลุ่มขึ้น ก็เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในนาข้าว ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่า ให้สมาชิกและคนในชุมชนได้บริโภคข้าวปลอดสารพิษ และต้องการให้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไม่กระจายออกไปสู่ชุมชนอื่น

คุณสุชาติ เล่าว่า เมื่อปี 2550 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกรภายในกลุ่มให้ปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับทางศูนย์และสมาชิกภายในกลุ่ม ได้เข้าไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมทางด้านการทำนา ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นระยะเวลา 2 ปี จึงได้นำความรู้นั้นมาปรับใช้ พัฒนา และริเริ่มปรับเปลี่ยนการทำนาของเกษตรกรในกลุ่มเป็นการทำนาแบบผสมผสาน โดยได้รับองค์ความรู้หลายด้าน

สำหรับพื้นที่ปลูกกว่า 1,066 ไร่ นั้น กลุ่มได้แบ่งพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด 240 ไร่ ทั้งนี้ คุณอารี กรองทอง หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เล่าถึงขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ว่า ในการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์นั้น จำเป็นต้องมีกฎกติกา เพื่อให้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี และเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์อย่างดีภายในกลุ่ม โดยการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ทำดังนี้

1. ขั้นตอนการเตรียมดิน

1.1 ฉีดน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่ทางชุมชนผลิตขึ้นเอง แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน

1.2 ไถกลบตอซัง แล้วพักดินไว้ 7 วัน

1.3 หว่านปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมไถคราด แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 3-5 วัน

1.4 ปล่อยน้ำออกจากนา

1.5 เกลี่ยหน้าดินให้สม่ำเสมอ

1.6 ชักร่องแปลงนา เพื่อเตรียมปลูก

2. ขั้นตอนการปลูกข้าว

การปลูกข้าวโดยวิธีการปักดำ

– เพาะกล้าในถาด ประมาณ 20 วัน

– นำกล้าที่เพาะไว้ไปปักดำในแปลงนา

3. ขั้นตอนการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่ปักดำได้ 20 วัน

4. ขั้นตอนการกำจัดวัชพืช ครั้งที่ 1 ทำหลังจากหว่านปุ๋ยครั้งแรก ผ่านไปประมาณ 20-25 วัน และสามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าข้าวจะเก็บเกี่ยวได้

5. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 1 ทำได้ตั้งแต่ข้าวอายุ ประมาณ 30 วัน โดยสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าว เนื่องจากพื้นที่แปลงนาในเขตตำบลชะเมา จะประสบปัญหากับหอยเชอรี่มากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก จึงมีการกำจัดหอยเชอรี่ด้วยวิธีการใช้กากชา เพื่อหลีกเหลี่ยงการใช้สารเคมี และนำหอยเชอรี่ที่กำจัดได้นั้นไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในแปลงนาต่อไป

6. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ย ครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากข้าวอายุได้ 45 วัน

7. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2

– ด้วยเหตุที่พื้นที่ตำบลชะเมา ประสบปัญหาหนูนาระบาดกัดกินต้นข้าวเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรจึงได้เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้แก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ได้เรียนรู้การทำกับดักหนู จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต

– นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าวอีกครั้ง พบแมลงสิงเป็นจำนวนมาก เกษตรกรนำวิธีการกำจัดแมลงแบบธรรมชาติโดยใช้น้ำหมักสมุนไพรแบบภูมิปัญญาชาวบ้านในการกำจัดแมลงสิง

8. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ยแต่งหน้า จะทำเมื่อข้าวมีอายุ 60-65 วัน ใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อให้ข้าวมีน้ำหนักดีขึ้น

9. ขั้นตอนการกำจัดพันธุ์ปน จะทำได้เมื่อข้าวมีอายุ 70-75 วัน โดยใช้แรงงานคน

10. ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวมีอายุ 115-120 วัน

11. ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าว หลังจากข้าวเก็บเกี่ยวมาแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวสุราษฎร์ธานี มาสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ก่อนที่จะมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์

12. ขั้นตอนการตากข้าวเพื่อลดความชื้น หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตากแดด 2-3 วัน โดยการเกลี่ยเมล็ดพันธุ์ให้ระบายความชื้นได้ดี โดยมีความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์

13. ขั้นตอนการทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดโดยใช้เครื่องจักร เพื่อคัดแยกสิ่งเจือปน

14. ขั้นตอนการบรรจุกระสอบ สามารถทำได้หลังจากทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยแล้ว โดยจะบรรจุกระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน จะมีการจำหน่ายแบบ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และจำหน่ายแบบแปรรูป มีโรงสีขนาดเล็กเป็นของชุมชนเพื่อแปรรูปผลผลิตไว้บริโภคภายในชุมชน และจำหน่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ และชุมชนใกล้เคียง โดยโรงสีข้าวของวิสาหกิจชุมชนมีกำลังผลิตข้าวในแต่ละวัน เฉลี่ยวันละ 3 ตัน มีผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ ข้าวหอมปทุมพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท ข้าวสังข์หยดพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่พร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 60 บาท และข้าวหอมนิลพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท และผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกมากมาย จำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ ข้าวปลอดภัยจากสารเคมี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน

ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งนี้ ถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันที่จะช่วยกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนได้อย่างมากมาย และนับเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่าง ที่มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน จนกระทั่งนำไปสู่การส่งเสริมการเกษตรที่สามารถยืนด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจ ต้องการทราบรายละเอียด ติดต่อได้ที่ เลขที่ 87 หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน โทรศัพท์ (089) 964-3399 และ (089) 885-5274

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

“ชาวบ้านโคกยางทุกคน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต”

บทสรุปจาก คุณภรศักดิ์ มณีโชติ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 บ้านโคกยาง ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (084) 304-3230 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ผู้ใหญ่โขน” บอกกล่าวถึงแนวทางสำคัญของการดำเนินชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้

บ้านโคกยาง หมู่ที่ 10 ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ตั้งอยู่ริมถนนสายนครศรีธรรมราช-อำเภอทุ่งสง

บนพื้นที่ของหมู่บ้านกว่า 7,500 ไร่ คือพื้นที่ทำกินของผู้คนทั้ง 512 ครัวเรือน ในหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยวิถีแห่งความพอเพียงที่เน้นการสร้างทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงทำให้บ้านโคกยาง เป็นแหล่งผลิตไม้ผลขึ้นชื่อ ไม่ว่า มังคุด ทุเรียน เป็นแหล่งผลิตยางพาราชั้นดี และเป็นแหล่งผลิตขมิ้นขึ้นชื่อ ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงงานศิลปะพื้นบ้าน งานอาชีพต่างๆ อย่าง พัดใบกระพ้อ ที่กลายเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อ

“เดิมนั้นเราก็มีปัญหามากมายเหมือนกับที่อื่นๆ ไม่ว่า ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น แต่เราได้ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหากันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายเรื่องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” ผู้ใหญ่โขน กล่าว

แต่เมื่อมีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัยของชีวิต ผสานกับความเข้มแข็งของผู้นำ กลุ่มองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน รวมไปถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงทำให้บ้านโคกยางกลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเครื่องหมายการันตี

จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่โขน การได้เข้าไปสัมผัสกับผู้คนในบ้านโคกยาง สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนคือ ความเข้มแข็งและความร่วมมือ

บทสรุปที่เห็นชัดถึงจุดแข็งของบ้านโคกยาง คือ

หนึ่ง หมู่บ้านมีกลุ่มองค์กรที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างรายได้และให้สวัสดิการกับสมาชิกในหมู่บ้านได้ โดยมีการรวมกลุ่มกันตามอาชีพและความสนใจ ช่วยเหลือพัฒนากันในกลุ่ม อาทิ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มพัดใบกระพ้อ กลุ่มสวนยาง กลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านใสโตน กลุ่มใช้น้ำ กลุ่มไม้กวาด กลุ่มเวชสำอางขมิ้นชัน กลุ่มสตรี กลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพ กลุ่มกองบุญสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

สอง กลุ่มแกนนำที่เข้มแข็ง นับไล่เรียงมาตั้งแต่ผู้นำชุมชนอย่างผู้ใหญ่โขน รวมไปถึงกรรมการของหมู่บ้าน และที่สำคัญคือ ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีความรู้ ความสามารถ ในกิจกรรมการประกอบอาชีพต่างๆ จนกลายเป็นทั้งผู้นำและผู้ให้ความรู้เพื่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น วิทยากรป่าชุมชน วิทยากรกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต วิทยากรการเลี้ยงสัตว์ วิทยากรการเลี้ยงผึ้ง วิทยากรการเลี้ยงด้วง วิทยากรการเผาถ่านและน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น

สาม การเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของหมู่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำคือ การเดินทางไปศึกษาเรียนรู้นอกสถานที่จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและอาชีพในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากรม จังหวัดกระบี่ การไปศึกษาดูงานพลังงานทดแทนในการทำไบโอดีเซล อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นต้น

“แต่ทุกอย่างจะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

“หมู่บ้านจะมีการประชุมกรรมการหมู่บ้านและประชาชนทั้งหมู่บ้าน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อีกทั้งยังมีการจัดทำข้อปฏิบัติและกฎกติกาของหมู่บ้าน ขณะเดียวกันยังมีการจัดทำแผนชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

ผู้ใหญ่โขน ได้กล่าวอีกว่า ด้วยมองเห็นถึงความสำคัญของการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง อบอุ่น งานหนึ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องใน 5 คุ้ม ของหมู่บ้าน ไม่ว่า คุ้มบ้านควนสี คุ้มบ้านศาลาไฟไหม้ คุ้มบ้านควนสีเมือง คุ้มบ้านหนองบอน และคุ้มบ้านสวนผัก คือการสร้างครอบครัวพัฒนา

“ครอบครัวพัฒนาที่เราทำนั้นจะมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ 7 ด้าน หนึ่ง เป็นครอบครัวที่มีรายได้สมดุลกับรายจ่าย สอง เป็นครอบครัวที่ได้รับการฝึกอบรมในแต่ละปี สาม เป็นครอบครัวที่มีอาชีพแน่นอน สี่ เป็นครอบครัวที่มีการทำบัญชีครัวเรือน หก เป็นครอบครัวที่มีการวิเคราะห์บัญชีครัวเรือนร่วมกันของสมาชิกในครัวเรือน และ เจ็ด เป็นครอบครัวจิตอาสา”

ผลจากการสร้างที่เริ่มต้นด้วย 1 ครอบครัวตัวอย่าง วันนี้ได้พัฒนาขยายออกไป จนเป็น 69 ครอบครัว และกำลังจะเพิ่มมากขึ้นตามเป้าหมายของการพัฒนา

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและเกิดขึ้นที่บ้านโคกยางคือ การสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ อันเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับผู้คนในหมู่บ้าน ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความเข้มแข็งและที่สำคัญได้กลายเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้สนใจ

“สิ่งที่เราได้ดำเนินการนั้น มีทั้งการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเน้นการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เรียกว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน เหลือกินก็นำไปขาย หรือแจกจ่ายให้กับคนที่รู้จัก ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมด้านอาชีพ ขณะนี้มีทั้งหมด 12 กลุ่มอาชีพ มีการอบรมให้ความรู้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเสริมในสิ่งที่ต้องพัฒนา ในขณะที่สิ่งใดเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำแล้วดี ก็จะมีการบอกต่อกัน”

องค์ความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านโคกยางมีหลายอาชีพ หลายกิจกรรมที่น่าสนใจ และสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

“เรามีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 1 ศูนย์ กับ อีก 8 แหล่งเรียนรู้ ไม่ว่า แหล่งเรียนรู้บ้านขนมไทย แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสาน แหล่งเรียนวิถีไท วิถีพอเพียง แหล่งเรียนรู้คนรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ แหล่งเรียนรู้พัดใบกระพ้อ แหล่งเรียนรู้การออมทรัพย์เพื่อการผลิต และแหล่งเรียนรู้บ้านหมอสมุนไพรพื้นบ้าน”

แม้ในวันนี้จะกล่าวได้ว่า บ้านโคกยาง เป็นหนึ่งในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความเข้มแข็ง แต่การพัฒนาของหมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ผู้ใหญ่โขนในฐานะผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเกษตร บอกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ต้องทำ ยังมีอีกหลายงานที่ต้องพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพอย่างยั่งยืน

บ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง…

แหล่งเรียนรู้แพะ ที่บ้านโคกยาง

ปัจจุบัน แพะ ได้กลายเป็นหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านโคกยางหลายครอบครัวได้ปรับเปลี่ยนอาชีพมาสู่การเลี้ยงแพะ และสามารถพัฒนาการเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ ผู้ใหญ่โขน (คุณภรศักดิ์ มณีโชติ) บอกว่า แพะนั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย และตลาดมีความต้องการสูงมาก จึงทำให้ผู้คนในหมู่บ้านมีความสนใจเลี้ยงกันมาก

การเลี้ยงแพะของบ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยมี คุณบุญชิต สมัครธรรม เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้

โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ มีข้อมูลแนะนำว่า ในการปฏิบัติดูแลแพะตัวผู้และตัวเมียจะคล้ายกัน แต่ควรแยกแพะตัวเมียกับแพะตัวผู้ ตั้งแต่อายุ 3 เดือน การใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน

การเลี้ยงดูแพะพ่อพันธุ์ หลังจากที่แยกแพะตัวผู้อายุ 3 เดือน ออกจากแพะตัวเมียแล้ว พ่อพันธุ์ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานสูง และได้ออกกำลังกายเพื่อให้แข็งแรง พ่อพันธุ์แพะให้เริ่มผสมพันธุ์ได้ เมื่ออายุ 8 เดือน โดยไม่ควรให้พ่อพันธุ์ผสมพันธุ์แบบคุมฝูงกับแพะตัวเมีย เกินกว่า 20 ตัว ก่อนอายุครบ 1 ปี หลังจากนั้น ค่อยๆ ให้ผสมพันธุ์ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้พ่อพันธุ์คุมฝูงแพะตัวเมียเกินกว่า 25 ตัว นอกจากนี้ แพะตัวผู้ควรได้รับการตัดแต่งกีบเสมอๆ และอาบน้ำ กำจัดเห็บเป็นครั้งคราว

การเลี้ยงดูแม่พันธุ์แพะ มีข้อแนะนำว่า แพะพันธุ์พื้นเมืองมักเริ่มเป็นสัดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยอาการเป็นสัดของแพะตัวเมีย จะเป็นประมาณ 3 วัน หลังจากนั้น จะเป็นสัดครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก ประมาณ 21 วัน

แพะตัวเมียเริ่มให้ได้รับการผสมพันธุ์เมื่ออายุ 8 เดือน

ทั้งนี้ การผสมพันธุ์แพะตัวเมียตั้งแต่อายุยังน้อยๆ อาจทำให้แพะแคระแกร็นได้

หลังจากการได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็อาจจะปล่อยให้แพะตัวเมียเข้าฝูงโดยไม่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษอย่างใด นอกจากแพะตัวเมียจะตั้งท้องหรือป่วย

ถ้าแพะตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วกลับมาเป็นสัดอีกภายหลังจากการผสมพันธุ์ไปแล้ว 21 วัน ให้ผสมพันธุ์ใหม่ หากแพะตัวเมียยังกลับเป็นสัดอีก และพ่อพันธุ์แพะที่ใช้ผสมมีความสมบูรณ์พันธุ์ดี ก็ควรจะคัดแพะตัวเมียที่ผสมไม่ติดนี้ออกเสีย

โดยปกติแพะตัวเมียที่ผสมติด จะตั้งท้องนานประมาณ 150 วัน ลักษณะอาการใกล้คลอดจะสังเกตได้ดังนี้

หนึ่ง เต้านม และหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้นก่อนคลอด ประมาณ 2 เดือน

สอง แม่แพะจะแสดงอาการหงุดหงิด ตื่นเต้น และร้องเสียงต่ำๆ

สาม บริเวณสวาปด้านขวาจะยุบเป็นหลุมก่อน จากนั้นจะเห็นรอยยุบเป็นหลุมชัดที่สะโพกทั้ง 2 ข้าง

สี่ อาจมีเมือกไหลออกมาจากช่องคลอดเล็กน้อยก่อนคลอดหลายวัน จากนั้นน้ำเมือกจะมีลักษณะเปลี่ยนเป็นขุ่นขึ้น และมีสีเหลืองอ่อนๆ

ห้า อาจจะคุ้ยเขี่ยหญ้าหรือฟางรอบๆ ตัว เหมือนเตรียมคลอด

หก แม่แพะจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เดี๋ยวนอน เดี๋ยวลุกขึ้น แล้วนอนลงเบ่งเบาๆ

เมื่อแม่แพะแสดงอาการดังกล่าว ควรปล่อยแม่แพะให้อยู่เงียบๆ อย่าให้ถูกรบกวน เตรียมผ้าเก่าๆ ด้ายผูกสายสะดือ ใบมีดโกน และทิงเจอร์ไอโอดีนไว้ เมื่อถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว ลูกแพะจะคลอดออกมาภายใน 1 ชั่วโมง…

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะที่บ้านโคกยาง หากใครสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา…

บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่นาน สังเกตเห็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเงา ทั้งยังติดผลกลม มีให้เห็นทุกหลังคาเรือน กลมกลืนรวมกับไม้ผลอื่นที่ปลูกไว้ สอบถาม คุณเจือ สิริพร เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า เป็นไม้ยืนต้น เรียกว่า “จันทน์เทศ” จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพร และเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีเฉพาะภาคใต้ ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด

คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ซึ่งพาสมาชิกอีกหลายสิบชีวิตมาพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นจันทน์เทศ ว่าเป็นไม้ที่ปลูกได้เฉพาะที่ ชอบความชื้นสูง อายุหลายร้อยปี ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดก หนา เป็นต้นไม่สมบูรณ์เพศ ผลมีลักษณะกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลางผล 6-7 เซนติเมตร เปลือกสีเหลืองออกส้ม เนื้อสีครีม มีรสเปรี้ยวฝาด มีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดเรียกว่า ลูกจันทน์ มีสีน้ำตาลอมดำ เปลือกแข็ง ยวงเนื้อในเมล็ดสีเหลืองครีม มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ด้านนอกเมล็ดมีรกสีแดงเป็นริ้วคลุมทั่ว เมื่อแก่จัดเนื้อผลจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก เผยให้เห็นรกด้านในที่คลุมเมล็ด จันทน์เทศให้ผลผลิตได้ตลอดปี หมุนเวียนกันออกดอก ติดผลในแต่ละต้น แต่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ให้ผลแก่มากที่สุด ผลผลิตเฉลี่ย 350 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

คุณเกษม บอกว่า จันทน์เทศ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทราบว่ามีที่มาจากข้าหลวงหัวเมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นำเมล็ดลูกจันทน์เทศจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย มาปลูกในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ กระทั่งลูกจันทน์เทศมีผลผลิต ชาวบ้านได้นำผลลูกจันทน์เทศดังกล่าวมารับประทานกับเกลือ ต่อมาเมื่อลูกจันทน์เทศมีผลผลิตมากขึ้น ชาวบ้านก็คิดวิธีการเก็บรักษาผลผลิตไว้รับประทาน จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปแปรรูปเป็นลูกจันทน์เส้น ลูกจันทน์ดอง ลูกจันทน์กวน จันทน์แช่อิ่ม จันทน์หยี จันทน์สามรส น้ำจันทน์เทศ และอีกหลายชนิด เมื่อทำได้มากขึ้นก็นำไปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา มีสมาชิกทั้งสิ้น 34 คน มีเกษตรกรที่ปลูกจันทน์เทศ 47 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 168 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 105 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต 63 ไร่ ซึ่งนอกเหนือจากการแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณสวนให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระวาน ขมิ้น เป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านไม่ใช่น้อย

จุดแข็งของกลุ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา บอกด้วยว่า เป็นความโชคดีของชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ ที่จันทน์เทศเป็นไม้สมุนไพรที่สามารถเพิ่มมูลค่าการผลิตได้ทุกส่วน รวมทั้งเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดี เฉพาะในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์

คุณลำยอง อินทรสุวรรณ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา อธิบายเพิ่มเติมว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ส่วนจันทน์เทศเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา การปลูกจันทน์เทศจึงต้องปลูกแซมกลางสวนยางพาราและสวนผลไม้ โดยเกษตรกรจะใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารามาแปรรูปจันทน์เทศ ยิ่งเมื่อให้ผลผลิตตลอดปี ก็ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี ซึ่งนอกเหนือจากการนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ ของต้น เมล็ด ดอก และรก นำมาแปรรูปจำหน่ายได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากถึง 1,000 บาท ต่อไร่

การจำหน่ายจันทน์เทศ มีการจำหน่ายทั้งรูปของผลสดและการแปรรูป โดยจำหน่ายผลจันทน์เทศสด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีแหล่งจำหน่ายภายในชุมชน ส่วนการจำหน่ายจันทน์เทศแปรรูป ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์นั้น มีแหล่งจำหน่าย ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดระนอง จังหวัดตรัง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา กรุงเทพมหานคร และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ อินเดีย และมาเลเซีย

ผลสด ราคาเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม

ดอกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม

รกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 250 บาท ต่อกิโลกรัม

เมล็ดจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 100 บาท ต่อกิโลกรัม

แม้ว่าจะจัดตั้งที่ทำการกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรที่ว่างเว้นจากงานประจำ มาลงแรงแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายในนามของกลุ่มก็ตาม แต่ระยะทางที่ห่างไกล ทำให้มีหลายรายไม่สามารถมาดำเนินกิจกรรมพร้อมกันในที่ทำการกลุ่มได้ เพื่อความสะดวกในการดำเนินกิจกรรม จึงจัดกลุ่มโซนบ้านออกเป็น 6 จุด ในการรวมกลุ่มทำกิจกรรม ได้แก่ ศูนย์โอท็อป บ้านหัวเมือง บ้านท้ายเรือ บ้านสวนจันทน์ ข้างหอประชุม และ บ้านสวนจันทน์ ซึ่งสมาชิกกลุ่มทั้งหมดจะมีการประชุมคณะกรรมการโซนทุกเดือน เมื่อแปรรูปผลผลิตเรียบร้อยแล้ว สมาชิกจะนำผลผลิตมารวบรวมขายให้กับพ่อค้าต่อไป

การแปรรูปลูกจันทน์ และดอกจันทน์แห้ง

เก็บผลจันทน์เทศที่แก่จัด นำไปล้างปอกเปลือกและผ่าเป็น 2 ซีก ส่วนของเนื้อผลนำไปแปรรูปต่อไป แกะส่วนดอกจันทน์เทศ คือส่วนของรกหุ้มเมล็ด มีลักษณะคล้ายร่างแห มีสีแดงสดและรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด ลอกออกจากเมล็ด นำส่วนดอกจันทน์เทศไปคลี่ให้แบน อย่าให้แตกหรือหัก จากนั้นนำทั้งดอกจันทน์เทศและลูกจันทน์เทศ (ส่วนของเมล็ดที่มีเปลือกแข็งสีน้ำตาล รูปร่างยาวรี ที่ลอกเอารกหรือดอกจันทน์เทศออกแล้ว) ไปตากแดดประมาณครึ่งวัน หรือ 2-4 ชั่วโมง ดอกจันทน์เทศจะแห้งสนิท ส่วนการตากลูกจันทน์เทศต้องหมั่นกลับลูกจันทน์เทศให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเน่าเสียและเชื้อรา เมื่อลูกจันทน์เทศแห้งดีแล้ว จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ ร้อยละ 25 ใช้เวลาตากประมาณ 7 วัน จะแห้งสนิท หรืออาจจะทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยการอบก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ควันไฟถูกดอกจันทน์เทศโดยตรง เพราะจะทำให้คุณภาพลดลง

การแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ คือ จันทน์เทศแช่อิ่ม โดยเก็บผลสดที่แก่จัดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือก ผ่าครึ่ง นำส่วนของลูกจันทน์เทศ และดอกจันทน์เทศ ไปตากแดดหรืออบเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตแห้ง ส่วนเนื้อผลที่เหลือนำมาทุบด้วยไม้หรือหินให้ช้ำเล็กน้อย (ในกรณีต้องการแช่อิ่ม ให้ทำชิ้นใหญ่) หรือนำมาซอยให้เป็นชิ้นบางๆ ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ

นำเนื้อผลที่ทุบหรือซอยแล้วไปแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 1 วัน แยกเนื้อผลจันทน์เทศที่ดองน้ำเกลือไว้ 1 คืน ออกจากน้ำเกลือ นำไปผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปตากแดด 1 วัน น้ำเนื้อผลที่ตากแดดแล้วไปแช่น้ำเชื่อมทิ้งไว้ 1 คืน แยกผลจันทน์เทศออกจากน้ำเชื่อมแล้วนำไปตากแดด 1 วัน นำเนื้อผลที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ (เฉพาะส่วนที่ผ่านการทุบตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้ซอย) คลุกน้ำตาลทราย อาจผสมพริกขี้หนูสดที่ตำให้แหลกด้วยก็ได้ แล้วแต่ชอบ จากนั้นบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป

สำหรับส่วนที่ซอยตั้งแต่แรกให้คลุกน้ำตาลทรายแล้วบรรจุถุงได้เลย อัตราส่วนผสมนั้นขึ้นอยู่กับผู้ปรุงว่าต้องการรสชาติอย่างไร โดยกรรมวิธีดังกล่าวจะช่วยทำเกิดรสเผ็ดและฝาดของเนื้อจันทน์เทศหมดไป

นอกจากจันทน์เทศ จะเป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ร่อนพิบูลย์แล้ว พื้นที่ว่างภายในสวนยางพาราและสวนไม้ผล เกษตรกรจะนำสมุนไพรชนิดอื่นมาลงปลูก เช่น ขมิ้นชัน กระวาน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด ได้รับความนิยมในทางการตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กลับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนาได้ไม่น้อยไปกว่าจันทน์เทศ

สำหรับ ขมิ้นชัน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่จำหน่ายได้ราคาและมีความต้องการของตลาดในภาคใต้มาก เพราะเกษตรกรมีความรู้ในการปลูกและเก็บเกี่ยว ซึ่งระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 8 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ขมิ้นชันมีคุณภาพมากที่สุด

คุณเกษม บอกด้วยว่า ขมิ้นชันจะนำไปขายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม มีฝ่ายตลาดของกลุ่มเป็นผู้รวบรวม นำไปส่งขายที่หมู่บ้านทุกวัน และขายได้ตลอดปี ปริมาณขายต่อ 1 ครอบครัว ประมาณ 40-50 กิโลกรัม ต่อวัน

ส่วน กระวาน คุณเกษม บอกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่สำนักงานเกษตรอำเภอต้องการส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่ปลูก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์หลายด้าน เช่น นำไปทำเครื่องแกง มีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับสวนยางพาราของเกษตรกรที่เปิดกรีดแล้ว การปลูกกระวานเป็นพืชร่วมไปด้วยจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นภายในสวนยางพารา แล้วยังการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย

คุณเกษม ทิ้งท้ายไว้ให้ผู้สนใจปลูกพืชสมุนไพรหรือการแปรรูปพืชสมุนไพร สามารถติดต่อสอบถาม แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานภายในกลุ่มได้ โดยติดต่อมายัง คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์ (081) 083-6114 หากมีผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อจันทน์เทศแปรรูป ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณลำยอง อินทรสุวรรณ โทรศัพท์ (089) 288-6256

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

มังคุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกเป็น อันดับ 2 รองจากทุเรียน โดยมีพื้นที่ปลูก 93,455 ไร่ ผลผลิตรวม 46,348 ตัน เมื่อผลผลิตในแต่ละฤดูกาลออกพร้อมกัน การจำหน่ายเพื่อให้ได้ราคาดีย่อมเป็นไปได้ยาก ยกเว้นกรณีที่มังคุดมีคุณภาพดี หรือเกษตรกรมีเทคนิคทำให้มังคุดออกนอกฤดู

ในที่นี้ เป็นตัวอย่างการผลักดันให้ราคาซื้อขายมังคุดผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นราคาที่สูงขึ้น ชาวสวนมังคุดสามารถควบคุมราคาขายได้ ขณะเดียวกัน มังคุดที่ออกตามฤดูกาลก็ไม่ด้อยคุณภาพ แต่กลับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ละสวน ให้ผลิตมังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดได้อีกด้วย ระบบดังกล่าว คือ ระบบการประมูล เป็นการให้เกษตรกรแต่ละสวน นำมังคุดของตนเองออกมาจำหน่ายรวมกัน โดยคัดคุณภาพของมังคุด แบ่งเกรดความสมบูรณ์ รอให้พ่อค้าคนกลางที่ต้องการมังคุดคุณภาพไปจำหน่าย เดินหน้าเข้ามาขอซื้อ โดยให้ราคามังคุดแต่ละเกรดเท่าที่พ่อค้าคนกลางมีความสามารถจ่าย พ่อค้าคนกลางรายใดให้ราคามังคุดคุณภาพสูงที่สุด เป็นผู้ซื้อมังคุดคุณภาพจากแต่ละสวนไปในคราวเดียวกัน

การประมูลลักษณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรหมดปัญหาการซื้อขายมังคุดในราคาถูกผ่านพ่อค้าคนกลาง ทั้งยังเป็นการตีกรอบให้เกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดเอง จำเป็นต้องดูแลมังคุดในสวนให้ได้คุณภาพดี ได้ราคาสูง และคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ

ในพื้นที่อำเภอชะอวด มีหลายหมู่บ้านที่นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดด้วยกันเอง จากนั้นคัดคุณภาพมังคุดแต่ละสวน โดยเจ้าของสวน ไม่จำกัดจำนวน แต่หลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเหตุที่พ่อค้าคนกลางหัวใส ไม่เข้ามาประมูล ทำให้เกษตรกรบางรายเกรงว่า มังคุดจะขายไม่ได้ จึงนำออกไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ระบบการประมูลเสียหาย และไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ในที่นี้ ขอหยิบยกตัวอย่างกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมี ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มก่อตั้งมาหลายปี ทดลองประมูลมังคุดมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรบางรายเข้มแข็งไม่พอ ยอมยกมังคุดคุณภาพจากสวนเดินเข้าหาพ่อค้าคนกลาง เพื่อต้องการขายมังคุดของตนเองเท่านั้น เมื่อกลุ่มขาดความเข้มแข็ง การสร้างข้อต่อรองให้อยู่เหนือพ่อค้าคนกลางจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ใช้วิธีทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม เมื่อเกษตรกรเข้าใจแนวคิด มีความซื่อสัตย์ในการคัดคุณภาพมังคุด การถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางก็จะไม่เกิดขึ้น

ในวันที่ผู้เขียนเข้าไปดูการประมูลมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ พบว่า เกษตรกรทยอยนำมังคุดมาจากสวน ไม่จำกัดจำนวนมังคุด เพราะเชื่อว่าการรวมกลุ่มเช่นนี้เป็นการช่วยเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม และเกษตรกรที่นำมังคุดมา จะคัดไซซ์มังคุดด้วยตนเอง จากนั้นบันทึกชื่อและจำนวนกิโลกรัมของมังคุดแต่ละขนาดไว้ เมื่อถึงเวลาประมูล พ่อค้าคนกลางแต่ละรายจะยื่นซองประมูลมังคุด โดยให้ราคามังคุดแต่ละไซซ์ หลังจากเปิดซองประมูลแล้ว ตัวเลขราคารับซื้อมังคุดแต่ละไซซ์ จะบันทึกไว้บนกระดานอย่างเปิดเผย หากพ่อค้าคนกลางรายใดชนะการประมูล ก็จะต้องชำระเงินก่อน แล้วจึงนำมังคุดที่ประมูลได้ไป หลังเสร็จสิ้นการประมูลเกษตรกรที่นำมังคุดมาขาย ก็จะได้รับเงินตามน้ำหนักมังคุดที่นำมาจำหน่าย

ราคาซื้อขายมังคุดในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มั่นใจได้ว่าราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาดอย่างแน่นอน เช่น มังคุดเกรด เอ ขายได้ราคา 74.90 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ ประมาณ 40 บาท เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา การประมูลมังคุดส่งผลให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดี เป็นที่พอใจของเกษตรกรผู้ปลูก

ร้อยตรีอรุณ กล่าวว่า ในช่วงที่มังคุดให้ผลผลิตเต็มที่ สามารถจำหน่ายโดยการประมูลได้วันละประมาณ 2 ตัน โดยปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 85 คน และยังเปิดรับเกษตรกรที่สนใจเข้ากลุ่มไม่จำกัด ซึ่งมีกติกาภายในกลุ่มที่เกษตรกรต้องปฏิบัติร่วมกัน เช่น ปลูกมังคุดให้ได้คุณภาพ วิธีการคัดไซซ์มังคุด ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้ถึงสวน เพราะเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจถึงวิธีการทำให้มังคุดมีคุณภาพ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการดูแลต้นมังคุดให้มีคุณภาพ

“นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรที่ทำสวนมังคุดของอำเภอชะอวด ที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการทำพืชสวน เพราะเป็นพื้นที่ที่เป็นร่องมรสุมพัดผ่าน ดินดี น้ำอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับที่เกษตรกรมีการจัดการที่ดี ก็ช่วยให้ได้ผลผลิตมังคุดที่มีคุณภาพด้วย”

ในจำนวนสมาชิกกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จำนวน 85 ราย มีพื้นที่ปลูกมังคุดทั้งสิ้นเกือบ 300 ไร่ ร้อยตรีอรุณ บอกว่า ในจำนวนเกือบ 300 ไร่ ไม่ใช่เกษตรกรทุกรายจะทำมังคุดได้คุณภาพทั้งหมด เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลมังคุดให้ได้คุณภาพ หลายรายปล่อยให้สวนมังคุดเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งหากปล่อยไปเช่นนั้น การจะขายมังคุดให้ได้ราคาสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปคงทำได้ยาก ดังนั้น กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ไม่เฉพาะการทำหน้าที่เพียงผู้ควบคุมกติกาการซื้อขายมังคุดขณะมีการประมูลเท่านั้น แต่จำเป็นต้องเดินหน้าเข้าหาเกษตรกร แนะนำและทำให้เกษตรกรเห็นตัวอย่างจากสวนมังคุดที่ควบคุมคุณภาพมังคุดแล้วประสบความสำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดแต่ละสวนกระตุ้นตนเองด้วยเช่นกัน

ร้อยตรีอรุณ ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้ว่ากลุ่มเคยล้มเหลวกับระบบการบริหารจัดการประมูลมังคุดให้มีข้อต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การรวมกลุ่มในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตลอดไป เพราะหากเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพมังคุดภายในสวน นำมาคัดไซซ์และขายรวมกัน เปิดให้พ่อค้าคนกลางเดินเข้าหาเพื่อประมูลราคารับซื้อมังคุดแข่งกันแล้ว ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีก จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ในการพัฒนาคุณภาพมังคุด และรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้มังคุดชะอวดที่มีพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม แตกต่างจากมังคุดแหล่งปลูกอื่น สามารถต่อรองราคารับซื้อ ให้พ่อค้าคนกลางเดินหน้าเข้าหา เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จะไม่รู้จักคำว่า “ขาดทุน”

การประมูลมังคุดโดยการรวมกลุ่มของเกษตรกร ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นเกษตรกรผู้ปลูกให้พัฒนาคุณภาพผลผลิตของตนเอง ราคาผลผลิตไม่ผันผวนตามราคาท้องตลาด หากต้องการแลกเปลี่ยนแนวคิดการประมูลผลไม้ ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ยินดีให้คำแนะนำ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (087) 274-5894 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอชะอวด โทรศัพท์ (075) 381-330 ในวัน และเวลาราชการ

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ด้วยใจที่รักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือที่รู้จักกันดีในแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง ในชื่อของ “ป้าวาด” ได้รับการยอมรับว่า เป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาแห่งเดียว ที่มีพันธุ์ปลาจำหน่ายเกือบทุกสายพันธุ์ มีความซื่อตรง รับผิดชอบต่อลูกค้า จนชื่อฟาร์มวาสนาพันธุ์ปลาแห่งนี้ ขึ้นชื่อและการันตีคุณภาพพันธุ์ปลาในระดับต้นๆ ของภาคใต้ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ และไม่หยุดการค้นคว้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จึงทำให้ป้าวาด ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2557 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นรางวัลที่ป้าวาด ภาคภูมิใจเป็นที่สุด

คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือ ป้าวาด เล่าย้อนให้ฟังถึงความฝันของตนเองว่า ชื่นชอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก โดยการนำปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ มาเพาะเลี้ยง ต่อเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความรู้ที่มีน้อยนิด ทำให้ต้องผันตัวเองไปเป็นสาวโรงงาน แต่ก็โชคดีที่ความรับผิดชอบงานของป้าวาด ส่งผลให้ป้าวาดทำงานในตำแหน่งหัวหน้า โอกาสนี้ทำให้ป้าวาดใช้เวลาเต็มที่กับการทำงานในโรงงาน เพื่อเจียดเวลาว่างจากการสั่งงานไปยังลูกน้อง ออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทุกครั้ง เมื่อทราบข่าวว่า กรมประมง ออกเผยแพร่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ

“ป้าก็เอากลับมาลองทำดูทุกครั้ง ที่ไปเข้ารับการอบรม เริ่มจากการทำบ่อขนาดเล็ก เป็นการเพาะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ ขนาด 2×3 เมตร จำนวน 4 บ่อ ปลาที่เริ่มทดลองเพาะชนิดแรก คือ ปลาหมอ ซึ่งได้รับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จากกรมประมงขณะเข้ารับการอบรม เมื่อได้มาก็ทดลองทำ ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่ทราบวิธีการอนุบาลไข่ปลาที่ได้รับการผสมแล้ว ทำให้ต้องหาเวลาไปศึกษาอบรมกับกรมประมงอีก เมื่อทราบวิธีการเพาะเลี้ยง การอนุบาล ทุกขั้นตอนแล้ว ก็ทดลองทำ กระทั่งได้ลูกปลารอดมากกว่า 10,000 ตัว”

หลังจากการผสมพันธุ์ปลาชนิดแรกประสบความสำเร็จ ป้าวาดก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงแสวงหาความรู้ในการเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่น เพราะความตั้งใจจริงของป้าวาด อีกทั้งกรมประมงเห็นว่า ป้าวาดเป็นผู้ที่ใส่ใจในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างจริงจัง เมื่อมีโครงการทำความดีถวายในหลวง ด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง จึงให้ป้าวาดเป็นตัวแทนในการจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลา และเหมือนโอกาสอำนวย การเป็นตัวแทนจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในครั้งนั้น ก็เป็นเสมือนการเปิดโลกกว้างให้ป้าวาด ทำให้มีคนรู้จักฝีมือการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของป้าวาดเพิ่มมากขึ้น เมื่องานด้านการประมงเริ่มชุกมือ ป้าวาดจึงลาออกจากงานประจำมาเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขายอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการรับเหมากรมประมงในการจัดหาพันธุ์ปลา สำหรับปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ จำนวน 4,000,000 ตัว ภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ป้าวาดใช้บ่อขนาด 2×3 เมตร ที่เคยสร้างไว้ จำนวน 4 บ่อ ใช้ในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และจากการรับเหมาในครั้งนี้ ทำให้ป้าวาดมีเงินทุนมากพอที่จะซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาหลายชนิดมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ไว้จำหน่าย

เพราะฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาด ทำให้สำนักงานประมงจังหวัดเรียกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ชื่อเสียงของป้าวาดเริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าลูกพันธุ์ปลาชนิดใด หากลูกค้าต้องการ ป้าวาดจะพยายามหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นำมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ตามที่ลูกค้าต้องการ ประกอบกับคุณภาพลูกปลาที่ดี ทำให้ป้าวาดเป็นที่ติดอกติดใจของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก

“ลูกค้าอยากได้ปลาพันธุ์อะไร มาบอกเรา เราก็จะทำให้ เราทำได้ทุกสายพันธุ์ บางสายพันธุ์เราไม่รู้วิธี เราก็ศึกษา หาวิธีผสมพันธุ์จนได้ อาศัยความชำนาญที่เคยฝึกปรือมาก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

ปี 2547 ป้าวาดได้ติดต่อซื้อขายพันธุ์ปลากับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จนก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัท การติดต่อซื้อขายตรงนี้ ทำให้ป้าวาดมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีเงินทุน การขยับขยายบ่อเพาะ บ่ออนุบาล บ่อเลี้ยง และบ่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ก็ตามมา

ฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาดเป็นที่เลื่องลือไปหลายจังหวัดในภาคใต้ตอนบน กระทั่งภาคอีสาน ที่มีระยะทางอยู่ห่างไกล ยังติดต่อให้ป้าวาดเป็นผู้เพาะพันธุ์ปลาให้ เพราะเชื่อถือในฝีมือการผสมพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา ที่ช่วยให้ลูกปลามีคุณภาพ นอกจากจะได้รับการยอมรับจากเกษตรกรแล้ว ป้าวาดเห็นว่าวิชาความรู้ที่มีควรเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ เพื่อเพิ่มเทคนิควิธีการให้กับผู้สนใจได้ จึงเปิดฟาร์มให้เป็นแหล่งเรียนรู้การผสมพันธุ์ปลา จนถึงปัจจุบัน ป้าวาดได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ปี 2557 ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด

ป้าวาด ยกตัวอย่างการเพาะพันธุ์และการดูแลปลา โดยเล่าถึงการเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อดินว่า ถึงแม้ว่าปลานิลจะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย แต่ในการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจนั้น การเตรียมบ่อถือได้ว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งมีผลต่ออัตราการรอดของลูกปลา

การเตรียมบ่อดิน สำหรับบ่อที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. สูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือประมาณ 10-20 เซนติเมตร

2. กำจัดวัชพืช เช่น กกและหญ้าให้หมดด้วยวิธีการถอนทั้งบริเวณก้นบ่อ ขอบบ่อ และคันบ่อออกให้หมด

3. กำจัดศัตรูของปลานิล โดยการใช้กากชาในการกำจัดศัตรูของปลานิล เช่น ปลาช่อนและปลาชะโด โดยการใช้กากชา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 วัน

4. นำเฉพาะน้ำที่ได้ ไปสาดให้ทั่วบ่อ เพื่อกำจัดศัตรูของปลานิลและเพื่อเพิ่มอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปลานิล

5. สูบน้ำออกจากบ่อให้หมดและลอกเลน ในกรณีที่ภายในบ่อมีการสะสมของตะกอนเลนมากเกินไป ซึ่งตะกอนเลนที่สะสมในบ่อจะมีลักษณะสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น โดยจะลอกเลนด้วยวิธีการใช้เครื่องฉีดเลนภายในบ่อให้เหลวก่อน หลังจากนั้นก็ใช้เครื่องสูบดูดออกจากบ่อให้หมด

6. ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ภายในบ่อให้หมดไป

7. ใช้ปูนขาวหว่านให้ทั่วบ่อ รวมทั้งบริเวณขอบบ่อ ใช้ปูนขาว ประมาณ 110 กิโลกรัม ต่อไร่ เพี่อเป็นการปรับสภาพภายในบ่อ ปูนขาวยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังช่วยกำจัดศัตรูของปลานิลอีกด้วย

ในกรณีที่ขุดบ่อดินใหม่ บ่อดินที่ขุดใหม่มักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคปลา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ความเป็นกรด-ด่าง และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากเป็นบ่อขุดใหม่ จะมีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้

การเตรียมบ่อดิน ในกรณีที่ไม่เคยผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. วัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน (pH)

2. หว่านปูนขาว จำนวน 100 กิโลกรัม ต่อไร่

3. การเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อ เหตุที่ต้องเตรียมอาหารธรรมชาติ เนื่องจากปกติแล้วอุปนิสัยในการกินของปลานิลในธรรมชาติจะกินอาหารจำพวกแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ และเศษวัสดุที่เน่าเปื่อยตามพื้นบ่อ ดังนั้น ภายในบ่อที่เลี้ยงปลานิลควรมีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยลงไป เพื่อเป็นการเตรียมอาหารธรรมชาติ โดยปุ๋ยที่ใช้จะใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ปุ๋ยคอกที่ใช้นั้นต้องเป็นปุ๋ยคอกที่ตากแดดจนแห้งแล้วเท่านั้น

ขั้นตอนการเตรียมอาหารธรรมชาติ

1. หว่านปุ๋ยคอกให้ทั่วบ่อ ใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่

2. สูบน้ำเข้าบ่อโดยใช้ตาข่ายในการกรองน้ำเพื่อป้องกันศัตรูปลานิลที่ปนมากับน้ำ

3. ปรับระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้เกิดอาหารธรรมชาติ เช่น แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์

4. พักน้ำไว้ ประมาณ 6-7 วัน

ขั้นตอนการปล่อยปลา

หลังจากเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อเสร็จแล้ว ให้ปรับระดับน้ำให้มีความลึกประมาณ 1 เมตร พักไว้ประมาณ 3 วัน โดยปกติแล้วอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลานิล ลูกพันธุ์ปลานิลที่นำมาปล่อยจะต้องเป็นปลานิลแปลงเพศ ที่มีขนาดประมาณ 0.6 เซนติเมตร การปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในอัตรา 2 ตัว ต่อตารางเมตร หรือ 3,000-3,500 ตัว ต่อไร่ มีวิธีการปล่อยปลา ดังนี้

1. ปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในช่วงเวลามีปริมาณแสงแดดไม่ร้อนมากจนเกินไป หรือเวลาประมาณ 08.00 น. เนื่องจากอากาศและน้ำมีอุณหภูมิต่ำ ทำให้ลูกพันธุ์ปลานิลไม่ช็อกในขณะที่ปล่อย ไม่ควรปล่อยปลาในช่วงเช้าตรู่ เพราะเป็นช่วงที่น้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำ

2. นำถุงที่บรรจุลูกพันธุ์ปลานิลไปแช่ไว้ในบ่อที่ต้องการเลี้ยงปลานิล ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิภายในถุงลูกพันธุ์ปลานิลให้เท่ากับอุณหภูมิภายในบ่อ เป็นการป้องกันการช็อกของลูกพันธุ์ปลานิลอีกทางหนึ่งด้วย

3. เมื่อครบ 15 นาที แล้วค่อยๆ เติมน้ำเข้าไปในถุง เพื่อให้อุณหภูมิใกล้เคียงกัน แล้วจึงค่อยปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลลงบ่อ

ใช้เวลาในการเลี้ยงปลานิล ประมาณ 4 เดือน โดยปลานิลที่ได้จะมีขนาด ประมาณ 500 กรัม ซึ่งปลานิลจะมีอัตราการรอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนปลาที่ปล่อยทั้งหมด

การให้อาหาร

ในการเลี้ยงปลานิล จะให้อาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก และมีอาหารที่ทำขึ้นเองเสริมไปด้วย โดยอาหารสำเร็จรูป ในเดือนแรก จะให้อาหารของไฮเกร์ด 9961 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 0.5 กิโลกรัม เดือนที่ 2 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7710 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 1 กิโลกรัม เดือนที่ 3 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7711 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 2 กิโลกรัม เดือนที่ 4 จนถึงสามารถจับจำหน่ายได้ จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7712 มีปริมาณโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 5 กิโลกรัม

นอกจากอาหารสำเร็จรูปแล้ว จะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเสริมเข้าไปด้วย โดยมีวัตถุดิบคือ เศษปลา 100 กิโลกรัม รำหยาบ 10 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม และน้ำมันพืชใช้แล้ว 10 ลิตร น้ำมาผสมกัน แล้วนำไปบดก่อน จึงสามารถนำไปให้ปลาในบ่อกินได้ ให้ในปริมาณ 3 กิโลกรัม อาหารที่ทำขึ้นเองจะสามารถให้ปลาในบ่อกินได้เมื่อลูกปลานิลมีอายุ 60 วัน จนถึงการจับจำหน่าย

ป้าวาด เล่าว่า ในแต่ละวันจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะให้ในช่วงเวลา 08.00 น. และครั้งที่สองให้ในช่วงเวลา 16.00 น. ควรมีการสังเกตอาการของปลาทุกครั้งที่ให้อาหาร ดูความผิดปกติของปลา เช่น การว่ายน้ำ ความกระตือรืนร้นในการกินอาหาร หากปลานิลแสดงอาการเบื่ออาหาร แสดงว่าผิดปกติ ควรมีการลดปริมาณอาหาร หรืองดอาหารในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปราศจากลมพัด ใน 1 สัปดาห์ จะให้อาหารสำเร็จรูป 3 วัน คือวันที่ 1-3 ของสัปดาห์ วันที่ 4 ของสัปดาห์ จะปล่อยให้ปลากินแพลงตอนและพืชน้ำภายในบ่อ และวันที่ 5-7 ของสัปดาห์ จะให้ปลากินอาหารที่ทำขึ้นเอง

การจัดการน้ำ มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาพักไว้ในบ่อพักก่อนที่จะนำไปใช้ในการเลี้ยงปลานิล และมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดความโปร่งแสงของน้ำด้วยวิธีการนำวัตถุผูกติดกับเชือกแล้วหย่อนลงน้ำ แล้ววัดความลึกสุดท้ายที่สามารถมองเห็นวัตถุได้ ยังมีการสังเกตกลิ่นและสีของน้ำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อน้ำในบ่อมีกลิ่นเหม็น ป้าวาดจะใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเองในการรักษาน้ำในบ่อ โดยจะใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ลิตร ผสมกับน้ำ 40 ลิตร นำไปสาดให้ทั่วบ่อที่มีพื้นที่ 2 ไร่

การจำหน่ายปลา แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ การทยอยจับขาย โดยจะจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 45-55 บาท และการขายแบบยกบ่อ โดยจะจำหน่ายในราคา ประมาณกิโลกรัมละ 43-53 บาท และยังจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์ปลา ลูกพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ ที่ทางตลาดต้องการ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการแปรรูปปลา ในแต่ละวันป้าวาดจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาได้ 4,000-30,000 ตัว ปัจจุบันป้าวาด มีรายได้เฉลี่ย 100,000 บาท ต่อปี มีฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาทั้งหมด จำนวน 3 ฟาร์ม

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากที่จะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และซื้อพันธุ์ปลา ได้ที่ วาสนาพันธุ์ปลา เลขที่ 52/1 หมู่ที่ 7 ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ ป้าวาด หรือ คุณหนูวาด ไข่นุ่น โทรศัพท์ (081) 607-7853 และ คุณจีระยุทธ์ ไข่นุ่น บุตรชาย โทรศัพท์ (085) 293-7303 ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน

ปูนตราเสือ จัดสัมมนา เคล็ดลับฉาบเรียบ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณชัชวาลย์ เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ พร้อมกับ คุณธีระยุทธ พันธ์มีเชาว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เสือ มอร์ตาร์ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาเสริมความรู้แก่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน ภายใต้หัวข้อ “The Eternity Wall เคล็ดลับฉาบผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ” เพื่อสร้างการรับรู้ถึงนวัตกรรมปูนซีเมนต์สำเร็จรูป สูตรใหม่จากตราเสือ “เสือ มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา สูตรแพลทินัม” ที่ช่วยให้ผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ ด้วยประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาแตกร้าวช่วงต้นและช่วงปลายได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมอัพเดทเทคนิคการฉาบผนัง ที่จะให้งานออกมาสวยสมบูรณ์แบบ ณ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

“…ทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง”

การรับประทานน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีทุกวัน ช่วย “กู้โลก” ได้

เพราะนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังสร้างโลกสีเขียวและสังคมดีๆ ไปพร้อมกัน

“ปลูกปั่น” เป็นธุรกิจที่เกิดจากคนป่วยที่หายด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิต และรับประทานผักผลไม้ 5 สีทุกวันด้วยการทำเป็นน้ำปั่นจนหาย…กลายเป็นคนสุขภาพดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และคนป่วยคนนั้นดันเป็นนักออกแบบ “ปลูกปั่น” จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านน้ำปั่นธรรมดา

……………

เหล่านี้คือ ข้อความแนะนำตัว…ที่จะพาเราไปรู้จัก “ธุรกิจสีเขียว” ที่พร้อมจะเติบโตแบบยั่งยืนควบคู่ไปกับความสุขของทั้งคนทำ คนปั่น และ คนรับประทาน

หลายโรครุม

จุดเริ่มสำคัญ

ช่วงสายของวันทำงานต้นสัปดาห์ มีนัดพูดคุยกันที่ “เวลาเย็น” ร้านจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์เสริม ขวัญใจนักปั่นย่านซอยทองหล่อ

คุณจัง-ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านเวลาเย็นและเจ้าของกิจการ “ปลูกปั่น” ที่เกริ่นไว้ตอนต้น กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ เอกนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำงานเป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์ ตั้งแต่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานหนักและมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าค่าตอบแทน ผลงานที่ผ่านมา จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผ่านการเดินสายงานประกวดการออกแบบทั้งในและต่างประเทศ หรือกระทั่งงานแฟร์เกี่ยวกับงานการออกแบบที่ว่ากันว่าดีสุดในโลก อย่างที่อิตาลีหรือเยอรมนี ผลงานของเธอเคยถูกเชิญให้ไปแสดงมาแล้ว

แต่ชีวิตคนเราใช่ว่าจะได้ไปเสียทุกอย่าง เพราะขณะหน้าที่การงานกำลังรุ่ง สุขภาพร่างกายของเธอกลับเริ่มมีปัญหาทยอยเข้ามา…ทีละโรค ทีละโรค

“เหล้า-บุหรี่-กาแฟ ไม่เคยแตะ แต่เป็นคนทำงานดึก-ตื่นสาย ทานอาหารตามใจปาก ประกอบกับภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 20 ปลายๆ โรคภัยถามหา เริ่มจากหัดกุหลาบ เป็นอาการของเชื้อไวรัสกินเม็ดเลือดขาว ถ้าผู้ใหญ่เป็นโอกาสตายมีมากกว่าเด็ก ไปดูหนังกันทั้งโรงติดมาคนเดียว ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเจาะเลือด ให้ยาฉีดทุกวัน” คุณจัง ย้อนความทรงจำ

เมื่อศักราชแห่งความเจ็บป่วยเริ่มต้นได้ไม่นาน โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ก็ตามมาเป็นระยะ คุณจังจึงพยายามหาสาเหตุทำไมเธอถึงอ่อนแอได้ขนาดนั้น กระทั่งทราบว่าโรคที่เป็นบางโรครักษาไม่ได้ด้วยยา แต่ต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นก่อนจึงจะสู้โรคนั้นๆ ได้

ช่วงที่หลายโรครุมเร้า เธอพยายามหาทางรักษา พึ่งพาทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ใครแนะนำอะไรและรู้สึกว่าน่าสนใจจะไปเรียนรู้หมด

สุดท้ายไปเจอ “หมอแมะ” ท่านหนึ่ง แนะนำให้รับประทานอาหารตามเมนูของหมอแมะ ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการปรับเวลานอน-เวลาตื่น เลยลองทำตาม พอทำครบ 3 สัปดาห์ เริ่มเห็นความแตกต่าง สังเกตดูได้เลยว่าผิวใสขึ้น จากคนป่วยที่สีผิวจะออกเหลืองๆ ขุ่นๆ กลายเป็นมีแสงออร่า พอครบกำหนด ไปหาอีกรอบ หมอแมะบอก…คุณหายแล้ว

“เมนูของหมอแมะ ให้กินวันหนึ่ง 4 มื้อ เช้า-กลางวัน-บ่าย-เย็น อาหารนั้นทำไม่ยาก เป็นอาหารคลีน ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน อย่างซุปทำจากผัก กินข้าวซ้อมมือ เห็ด 2 อย่างมาผัดกัน ตอนนั้นพอมีความรู้แล้วว่าเป็นการรักษาด้วยโภชนาการ” คุณจัง เล่าอย่างนั้น

ตอบรับดีต่อเนื่อง

สายส่งนักปั่น 60 ชีวิต

เมื่อแนวทางของหมอแมะ ได้ผลเกินคาด เธอจึงถามไถ่ ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร ได้คำแนะนำสั้นๆ ให้ทาน?ผัก-ผลไม้ 5 สี

จดจำ “ผัก-ผลไม้ 5 สี” เป็น Key Words สำคัญไว้ขึ้นใจ ก่อนเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องลับอะไรเลย เป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์ให้แต่ละมื้อ รับประทานผักครึ่งหนึ่ง เนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่

คุณจัง เล่าต่อ การรักษาสุขภาพให้ดีต่อเนื่องในแบบของเธอหลังจากผ่านคอร์สรักษากับหมอแมะดังกล่าวก็คือ รับประทานอาหารมื้อหลักที่เลือกแล้วว่าดี ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก-ผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัม

ช่วงแรกรับประทานแบบสด ปอกบ้าง หั่นบ้าง ใส่กล่องไว้รับประทาน แต่ไม่นานรู้สึกยุ่งยาก เพราะการรับประทานผลไม้วันละครึ่งกิโลกรัมกว่าจะหมดนั้นเหนื่อยไม่ใช่เล่น

เลยลองหาวิธีรับประทานแบบใหม่ กระทั่งไปเจอคลิปของคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งปั่นน้ำผัก-ผลไม้รับประทาน จึงลองทำบ้าง ก่อนค่อยๆ ปรับเป็นสูตรที่เหมาะกับตัวเธอเอง

ทำ “น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี” รับประทานเองเป็นประจำ มาได้เกือบ 3 ปี เห็นผลดีเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเห็นได้ชัด จึงแบ่งปันให้คนใกล้ตัวได้ลองบ้าง ช่วงมาทำงานที่ร้านจักรยานเวลาเย็น จะปั่นน้ำมาเผื่อเพื่อนทำงานอยู่ตึกใกล้กันหลายคน รวมทั้ง คุณเอ-กฤตยา สัณฑมาศ ด้วย

พอบ่อยๆ เข้าเกิดความเกรงใจจึงแนะนำให้ทำขายดีกว่า หลังจากหารือกันในรายละเอียด คุณจังกับคุณเอจึงตกลงจับมือร่วมหุ้นกันในธุรกิจ “ปลูกปั่น” มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

“ช่วงเริ่มต้นไม่ได้จะทำเป็นธุรกิจจริงจัง แค่จะทำให้เพื่อน ญาติ คนแถวบ้าน และคนในละแวกออฟฟิศได้ลองทาน ปรากฏทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง” คุณจัง เล่ายิ้มๆ

สำหรับการรวบรวม “สายส่ง” น้ำปั่นผักผลไม้ 5 สี แบรนด์ “ปลูกปั่น” นั้น เริ่มจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการประกาศรับสมัคร ตอนแรกคิดว่าแค่สองสามคนสลับกันปั่นก็น่าจะพอ แต่เมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ปรากฏได้รับความสนใจจากนักปั่นจำนวนมาก

“ทีมงานนักปั่นสายส่งมี 60 คน เป็นฟรีแลนซ์ทั้งหมด มีทั้งหนุ่มสาว ขาแรงตามงานต่างๆ ก็มาปั่นเป็นสายส่งให้เรา อาวุโสสุดอายุ 57 ปี แต่ร่างกายยังฟิต วันหนึ่งจะใช้สายส่งประมาณ 20 คน สลับกันไป นักปั่นทุกคนจะได้รับอาหารเช้าแนวเกษตรอินทรีย์และน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี คนละแก้วเป็นสวัสดิการ และทราบชัดเจนว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ภายในกี่ชั่วโมง บางคนส่งเสร็จมานั่งคุยเล่นกัน หลายคนกลับไปทำกิจการที่บ้านต่อ” คุณจัง เล่าบรรยากาศในการทำงาน สไตล์ชิล-ชิล

ใส่ใจรายละเอียด

สร้างธุรกิจดีทั้งระบบ

เปิดมาได้ปีเศษได้ผลตอบรับคึกคักดีเกินคาด สายการผลิต-สายส่ง ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน ประเด็นนี้ เจ้าของเรื่องราว วิเคราะห์ให้ฟังว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรูปแบบธุรกิจ “ปลูกปั่น” นี้ ได้ผ่านกระบวนการคิดในฐานะนักออกแบบมาก่อนแล้วแทบทุกรายละเอียด

เริ่มต้นจาก บรรจุภัณฑ์ คุณจัง บอก จากประสบการณ์ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ทราบว่ามีบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่ใช้แค่แป๊บเดียวทิ้งเลย ฉะนั้น การทำน้ำปั่นขายในแบบของเธอ จึงเลือกใช้ภาชนะแก้วและสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน เพื่อช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์บนโลกใบนี้ได้ทางหนึ่ง

และเพื่อเป็นการลดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ธุรกิจ “ปลูกปั่น” จึงใช้วิธีการบอกรับเป็นสมาชิก เพื่อจะได้ทราบคำสั่งซื้อที่แน่ชัด ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบมารอไว้ แต่ถ้ามีคนสั่งรับประทานไม่หมดต้องทิ้งไป เพราะผัก-ผลไม้ เป็นของสด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

คุณจัง บอกต่อด้วยว่า จากการทำน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี รับประทานเองทุกวันมานานหลายปี จึงทำให้ตระหนักว่า วัตถุดิบที่เลือกมาปั่นนั้นควรมีแหล่งที่มาเชื่อถือได้ สุดท้ายจึงลงเอยที่พืชผลเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานสิ่งปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยเกษตรกรกระแสรองได้ทางหนึ่ง

“คนอุดหนุนปลูกปั่นกันมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะเราทำสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาเคยคิดงานออกแบบให้ลูกค้าแต่มักมีข้อแม้ให้ทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นในธุรกิจไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าตัวเราทำธุรกิจอะไรอีกสักอย่างจะทำให้ดีทั้งระบบ ปลูกปั่นน่าจะเป็นตัวอย่างจริงของธุรกิจที่ดี รักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี แถมได้ผลตอบแทนด้วย พอเห็นว่าทุกอย่างดีอย่างที่เราตั้งใจ พวกเขาเลยช่วยสนับสนุน” คุณจัง บอกเสียงเรียบ

ขอความรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการรับประทานน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี ได้ผลดีจริงมากน้อยแค่ไหน คุณจัง อธิบาย

ปกติร่างกายมนุษย์สามารถรักษา-ซ่อมแซมตัวเองได้ แต่อาหารที่ป้อนให้ตัวเองทุกวันนี้ มักไม่มีคุณค่าทางโภชนาการมากพอที่จะให้เซลล์ต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย สุขภาพโดยรวมจะไม่มีปัญหา

“มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ดูได้จากลำไส้ที่ยาวมาก หากกินเนื้อสัตว์เข้าไปจะย่อยยากและย่อยช้ามาก ฉะนั้น ถ้าเรากินอาหารให้เหมาะกับความเป็นสัตว์ของเราที่เป็นสัตว์กินพืช เซลล์ต่างๆ จะซ่อมตัวเองได้” คุณจัง บอกอย่างนั้น

และว่า น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย เพราะการรับประทานอาหารบางครั้งหลายคนบอกไม่อยู่ท้อง-ไม่อิ่ม นั่นเป็นเพราะของที่รับประทานเข้าไป คุณค่าทางโภชนาการไม่สูง ร่างกายเลยบอกให้ไปเอามาอีกซึ่งคุณค่าก็ไม่สูงเหมือนเดิมแต่กลายเป็นแป้ง-ไขมันเสียเยอะ เมื่อร่างกายได้สิ่งเหล่านี้เข้าไปจึงอ้วนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าร่างกายเราเคยชินกับการได้รับอาหารดี คุณค่าทางโภชนาการสูง ระบบเผาผลาญ ระบบทุกอย่างดีขึ้นก็จะไม่อ้วนเอง

กระรอก, กระต่าย

หลายโปรแกรมให้เลือก

ถามไถ่ถึงสูตรน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี คุณจัง บอก จากการค้นพบของตัวเองได้ข้อสรุปว่าต้องรับประทานผัก-ผลไม้ท้องถิ่นและตามฤดูกาล การรับประทานแต่ละครั้งจึงไม่มีสูตรตายตัว มีเพียงกฎว่าถ้าไม่ใช่ฤดูกาลก็ไม่ควรทาน และในกรณีที่จะปั่นขายเป็นธุรกิจ ถ้านำผัก-ผลไม้ ไม่ต้องตามฤดูกาลมาทำ ต้นทุนย่อมสูงกว่าปกติ

“ในเมื่อเป็นน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ฉะนั้น จึงทำน้ำปั่นที่รสชาติรับประทานได้คุณค่าทางโภชนาการสูง ในราคาที่ควบคุมได้ด้วย” คุณจัง บอก

และว่า น้ำปั่นของปลูกปั่น แบ่งออกเป็น 2 สูตร คือ กระต่าย ที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ และสมุนไพร รสชาติหวานอมเปรี้ยว รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ที่ยังไม่เคยรับประทานน้ำผักผลไม้ลักษณะนี้ หรือผู้ที่รับประทานผักยากอยากรับประทานให้ง่ายขึ้น

และ กระรอก ที่มีผัก ผลไม้ สมุนไพร และธัญพืช รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรุบๆ ข้นนิดๆ เหมาะสำหรับผู้จริงจังขอจัดหนักขึ้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีอยู่ในธัญพืชด้วย

ทั้ง 2 สูตรดังกล่าว มี 2 ขนาดให้เลือก คือ แก้วเล็ก 480 มิลลิลิตร และ 650 มิลลิลิตร

สำหรับคุณสมบัติของน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ช่วยระบบขับถ่าย ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและไขมัน เพิ่มเอนไซม์รับสารอาหารได้ดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเซลล์ให้แข็งแรง และทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณสวยงาม

“การทานผัก-ผลไม้ 5 สี เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในแต่ละวัน น้ำปั่นของปลูกปั่นเป็นแค่ตัวช่วย ที่เหลือคุณต้องดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ รับแสงแดดสีทอง ลดเนื้อสัตว์ เหล้า บุหรี่ และออกกำลังกายบ้าง” คุณจัง ว่าอย่างนั้น

และบอกถึงผู้ที่สนใจด้วยว่า “ปลูกปั่น” มีหลายโปรแกรมให้เลือกรับประทาน เริ่มตั้งแต่ อินดี้ ที่เป็นการทดลองดื่ม 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะรับประทานได้หรือไม่ สูตรดีท็อกซ์ 5 วัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และ คอร์ส 21 วัน เพื่อผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นนิสัยถาวร

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยผัก-ผลไม้ ประเภท แคร์รอต สับปะรด แตงโม บีทรูท ข้าวโพด เซเลอรี่ กล้วย มะละกอ มะเขือเทศ แอปเปิ้ลเขียว บร็อกโคลี่ รวมถึงธัญพืช อย่าง วอลนัท อัลมอนด์ เมล็ดแฟล็กซ์ ฯลฯ

ในการปั่นแต่ละครั้ง มีการผสมน้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก แต่ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาล และสารกันบูด

เพิ่ม “ฮับ” ผลิต-ส่ง

หวังขยายทั่วประเทศ

ส่วนกฎ-กติกา ในการรับประทานน้ำ “ปลูกปั่น” ทั้ง 2 สูตร คุณจัง บอก ควรรับประทานให้หมดภายใน 6 ชั่วโมง นับจากบรรจุใส่ขวด หรือรับประทานทันทีเมื่อได้รับน้ำ ถ้าเกินจากนั้นสารอาหารที่ควรจะได้จะค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ภาชนะขวดแก้วที่ใช้บรรจุเป็นแบบสุญญากาศสามารถเก็บความสดได้มากกว่าปกติ 2 เท่า และยังมีถุงฟอยล์ใส่เจลเย็นคลุมไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถึงมือคนรับประทานยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้แน่นอน

และเมื่อรับประทานน้ำปั่นเข้าไปแต่ละครั้ง ต้องทำการเคี้ยวน้ำนั้นอย่างน้อยคำละ 10 ครั้ง รับประทานต้องเคี้ยว-เพราะในปากของคนเรามีน้ำย่อยอะไมเลส ไว้ย่อยแป้ง แต่ถ้ารับประทานอะไรเร็วเกินไป ร่างกายจะไม่ย่อย กลายเป็นภาระให้กระเพาะและร่างกายส่วนอื่นๆ ฉะนั้น ต้องเลียนแบบธรรมชาติ แม้จะเป็นน้ำก็ต้องเคี้ยว เพื่อให้สั่งสมองว่าจะมีสารอาหารเข้าไปแล้ว

ทราบมาว่ามีการขยายธุรกิจจากเคยส่งในละแวกสุขุมวิท ล่าสุดขยาย “ฮับ” ไปย่านรามอินทราแล้ว เรื่องนี้ มีข้อมูลจากคุณจังว่า แต่เดิมคิดแค่อยากทำเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ในการเปิดรับข้อมูลให้มีคนสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก พบข้อมูลจากหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนไม่ขับถ่ายติดต่อกัน 7 วันซึ่งน่าสงสารมาก แต่พวกเขาเหล่านั้นอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่จักรยานของเราส่งไม่ได้

เลยตัดสินใจ ขยายการส่งให้กว้างขึ้น ซึ่งความตั้งใจล่าสุดนี้ อยากให้โมเดลธุรกิจในแบบปลูกปั่น ขยายไปทั่วประเทศ

“ไม่เคยคิดว่าธุรกิจปลูกปั่นจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่พอมาถึงตรงนี้ ทำให้คิดต่อไปถึงผลผลิตทางเกษตรที่ล้นตลาด นี่อาจเป็นโอกาสที่มาถึงแล้ว สวนเกษตรอินทรีย์คงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าขยายไปทั่วประเทศได้จริง น้ำปั่นพวกนี้ไม่ต้องการผักผลไม้ที่สวยเนี้ยบ ขอให้มีคุณค่าทางอาหารพอ เกษตรกรจะปลูกพืชผลได้โดยไม่ต้องเอาใจสายตาคนกินอีกต่อไป” คุณจัง บอกยิ้มๆ น้ำเสียงจริงจัง

ถามถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณจัง บอก คนชั้นกลางที่มีกำลังจ่ายแต่ไม่มีเวลาและต้องการรักษาสุขภาพ ปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บริการ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง วัย 30-45 ปี ส่วนผู้ชายแม้จะสัดส่วนน้อยกว่า แต่ถ้าลองได้รับประทานแล้วจะรับประทานต่อเนื่อง บางรายรับประทานติดต่อกันเป็นปีก็มี

เกี่ยวกับอุปสรรคปัญหา คุณจัง บอก น่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหน้างาน เพราะไม่มีตัวอย่างธุรกิจแบบเดียวกันนี้ให้เรียนรู้ เลยต้องแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยู่ในระหว่างศึกษาระบบเพื่อรองรับการเติบโต เป็นระบบที่ทำให้คนที่ทำงานมีความสุขด้วย

เมื่อถามว่าถ้ามีคนทำธุรกิจแบบเดียวกัน คุณจังยิ้มกว้าง ก่อนบอกสั้นๆ ส่งท้าย

“ทำออกมาหลายๆ เจ้า ดีนะคะ คนในบ้านเราจะได้สุขภาพดีกันทั้งระบบ จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เยอะเลย”

……………

สนใจ “ปลูกปั่น” น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี จากสวนเกษตรอินทรีย์ ปั่นสดถึงมือทุกเช้าด้วยจักรยาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 029-5295 LINE : pukpunbkk อีเมล : pukpunpukpunbkk@gmail.com Facebook/pukpun ที่อยู่ติดต่อ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 22 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

สูตรน้ำผัก-ผลไม้ ของนางเอกหน้าใส

แต้ว ณฐพร

สูตรผิวใส สูตรนี้มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ที่ดีต่อผิวมาก แถมยังเสริมกระชายที่ช่วยในการปรับฮอร์โมนอีกด้วย

แคร์รอต 2-3 หัว

มะเขือเทศ 1 ลูก

เสาวรส พอประมาณ

กระชาย พอประมาณ

สูตร Power ช่วยให้มีแรงออกกำลังกายมากขึ้น และช่วยดีท็อกซ์ไปในตัว

แคร์รอต 1 หัว

แอปเปิ้ล 1 ผล

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

สูตรผิวสวย หุ่นดี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและผิวพรรณ

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

กระชาย พอประมาณ

เสาวรส พอประมาณ

ปู ไปรยา

สูตรน้ำผัก ผักคะน้า ผักโขม เซเลอรี่ พาร์สลีย์ แอปเปิ้ลเขียว และเลมอน นำมาปั่นรวมกัน

สูตรสมูธตี้มื้อเช้า

คะน้า 2 กำ

สับปะรด 1/3 ของซีกเท่าฝ่ามือ

กล้วย 1 ลูก

แตงกวา 1 ลูก

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

(บางครั้งอาจเพิ่มผักโขม)

ปั่นรวมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.truelife.com

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

สร้างอาชีพเสริม ดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก

สามความปรารถนาข้างต้นนี้ นำมาสู่ “Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” ธุรกิจที่ผุดขึ้นท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพ ที่มี คุณอรอุษา พุกจินดา หรือ คุณนุ่น สาวหน้าใสวัยเพียง 28 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าความคิด กับการผลิตอาหารคลีนฟู้ดบรรจุกล่องจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก จนมียอดขายวันละ 300-400 กล่อง

ทำทาน สู่ทำขาย

สุขภาพดี ต้องคลีน

คุณอรอุษา เล่าว่า ธุรกิจนี้เกิดจากความคิดเบื้องต้นต้องการสร้างอาชีพเสริมที่จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิต แต่จะทำอะไรนั้น เธอขอถามตัวเองก่อนว่า ชอบอะไร

ความชอบเข้าครัวปรุงอาหารทานเอง เลือกวัตถุดิบสดใหม่ สะอาด แบบที่เธอเรียกว่าคลีนนั้น นอกจากจะส่งผลให้สุขภาพดีแล้ว เธอยังมองว่าเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกัน หรือโดยเฉพาะคนรักสุขภาพ

“อาชีพประจำของนุ่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเป็นเวลา แม้การนอน นอนดึก จึงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก็ต่อการทำงานด้วย จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีลดน้ำหนักและสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวนุ่นชอบทำอาหารทานเอง จึงเลือกเมนูสุขภาพ โดยซื้อหาจัดเตรียมวัตถุดิบด้วยตัวเอง อย่าง ผักออร์แกนิก ทานเนื้อปลา เนื้อไก่”

หันมองเทรนด์สุขภาพ คุณอรอุษา ว่า เริ่มมาแรง แต่ว่ากระแสช่วงกว่า 1 ปีก่อนหน้านี้อาจอยู่ในรูปแบบออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส แต่ในขณะที่เธอมองว่า อาหารคือส่วนสำคัญมาก ประจวบกับเพื่อนหุ้นส่วนประกอบอาชีพจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จึงเห็นความเติบโตของตลาดสุขภาพว่าไปได้อีกไกล

“ด้วยเพราะนุ่นให้ความสนใจกับสุขภาพ ทำอาหารทานเองอยู่แล้ว จึงคิดว่าถ้าทำขายก็น่าจะไปได้ โดยเลือกช่องทางผ่านโลกออนไลน์ ในรูปแบบดีลิเวอรี่ เพราะมองว่าไม่ต้องลงทุนในส่วนของหน้าร้าน ซึ่งเบื้องต้นนำเมนูออกมาจำหน่ายเพียง 6 รายการ เปิดเพจแล้วถ่ายรูปโพสต์ลง ถือเป็นความโชคดีก็ว่าได้ เพราะเพียงวันแรกยอดสั่งก็ตามมาทันที”

ปัจจุบัน เมนูอาหารของ Tip Top มี 10-13 เมนู โดยเน้นอาหารจาน ผัก ปลา ไก่ และมีกุ้งบ้างในช่วงฤดูกาล ส่วนเมนูได้รับความนิยมได้แก่ แซลมอนฮันนี่เลม่อน, ผัดเขียวหวานแห้ง เป็นต้น

จัดคอร์สเพื่อรูปร่าง

สวย หุ่นดี ใน 14 วัน

สำหรับราคาขาย กำหนดไว้กล่องละ 100 บาท ส่วนเมนูปลาแซลมอน 150 บาท แต่ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการทานอย่างต่อเนื่อง Tip Top จัดโปรโมชั่นซื้อมากลดมาก อย่าง ถ้าซื้อ 20 กล่อง ราคา 1,900 บาท 30 กล่อง ราคา 2,700 บาท แต่ถ้าซื้อ 50 กล่อง ราคา 4,000 บาท โดยสามารถทยอยรับอาหารได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ กับผู้สนใจต้องการดูแลรูปร่าง Tip Top จัดคอร์ส คลีนฟู้ด 14 วัน ราคา 4,200 บาท โดยภายในคอร์สประกอบด้วย อาหารกล่องวันละ 3 มื้อ (สามารถเลือกเมนูได้ตามต้องการ) บวกนมถั่วเหลืองออร์แกนิก 1 ขวด ต่อวัน

จากกลุ่มเป้าหมายแรกเริ่ม ได้แก่ วัยทำงาน แต่ทว่าปัจจุบันได้ลูกค้ากลุ่มแม่บ้านเพิ่มมากขึ้น โดยเหตุผลหลักกับการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะต้องการ “ลดน้ำหนัก”

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักว่า ที่ผ่านมามีผู้สามารถทานอาหารของ Tip Top อย่างมีวินัย สามารถลดน้ำหนักได้ 2-5 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์

ฉะนั้น การคำนวณแคลอรี เป็นสิ่งสำคัญกับอาหารรูปแบบคลีน โดยเฉพาะในด้านลดน้ำหนัก โดย Tip Top จะมีนักโภชนาการมาดูแลโดยตรง ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า อาหารที่ทานไปนั้น ไม่เกินกว่าร่างกายต้องการ

สุขภาพดี คือหัวใจของอาหารคลีน และนั่นหมายถึงวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการปรุงรส ต้องได้มาตรฐาน ซึ่งคุณอรอุษา ว่า ในเบื้องต้น ตนคือผู้ลงมือคัดสรรวัตถุดิบและปรุงรสด้วยตนเอง แต่เมื่อตัวเลขยอดขายแตะที่หลักร้อยกล่อง จึงต้องจ้างผู้ปรุงเข้ามาช่วย โดยปัจจุบันมี 3 คน

“แม้ตอนนี้นุ่นไม่ต้องลงมือปรุงเอง แต่ว่าทุกจานต้องผ่านการตรวจสอบค่ะ ส่วนวัตถุดิบเมื่อก่อนไปซื้อด้วยตัวเอง แต่พอค้าขายไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีบริษัทจัดจำหน่ายเข้ามาติดต่อส่งสินค้าให้ แต่ว่าเราก็ต้องเลือกให้ได้คุณภาพจริงๆ อย่างผัก นุ่นมีเพื่อนที่ทำฟาร์มผักออร์แกนิกอยู่ จึงรับซื้อจากเขาค่ะ ส่วนข้าวใช้ไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก สำหรับน้ำมันใช้น้อยมาก เราใช้น้ำซุปในการผัด แต่ถ้าต้องการจะเจียวหอมกระเทียม ก็จะใช้น้ำมันมะกอกแทน ส่วนกะทิ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ สามารถใส่ได้ เพียงแต่ว่าที่เราไม่ทำเมนูกะทิ เพราะจุดประสงค์ของผู้ทานตอนนี้คือลดน้ำหนัก และอีกประการหนึ่งคือ อาหารจานกะทิ มีอายุการเก็บสั้น ซึ่งเมนูที่ทำอยู่ทุกวันนี้สามารถเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ 3-4 วัน ช่องแช่แข็ง 7 วัน”

สด สะอาด อร่อย

ได้มาตรฐาน ได้ใจ

ทั้งนี้ คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงอาหารคลีนในทัศนะของเธอว่า อาจไม่ได้หมายความรวมว่าทุกอย่างต้องออร์แกนิกทั้งหมด แต่ว่าทุกอย่างต้องคุณภาพดี ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่ใช้ของหมักดอง มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน สด สะอาด นั้นหมายถึงกรรมวิธีการปรุงด้วย ฉะนั้น การผลิตสินค้าจึงต้องวันต่อวัน

เพียงแค่ สด ใหม่ สะอาด ดีต่อสุขภาพ เท่านั้นคงไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจอาหาร แต่ทว่าความอร่อยต้องเข้าขั้น “ที่ผ่านมาปีกว่าๆ นี้จะรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าตลอด ซึ่งแรกๆ ปรับปรุงหลายด้าน ทั้งปริมาณต้องเหมาะสมกับการทานต่อมื้อ รสชาติยิ่งสำคัญ หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการจัดส่งด้วย เพราะเมื่อไปถึงลูกค้าแล้วหน้าตาอาหารต้องดูดี ไม่หกเลอะเทอะ”

ทุกวันนี้ Tip Top เดินทางส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยจะตระเวนส่งไปทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และเคยไปไกลสุดแถวพระราม 2 โดยมีเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าก่อนล่วงหน้า 1 วัน (ก่อนเวลา 23.00 น.) พร้อมโอนเงิน จึงจัดส่งให้

“การจัดส่งจะมีบริษัทขนส่งโดยตรงที่ใช้บริการประจำอยู่ โดยรถมอเตอร์ไซค์มีกล่องบรรจุอาหารเรียบร้อย ส่วนราคาค่าจัดส่งเป็นไปตามความจริง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท แถวย่านเกษตร ไปจนถึงอย่างพระราม 2 เอกชัย ค่าจัดส่งอยู่ที่ 500 บาท ซึ่งตรงนี้ก็จะแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อน แต่ถ้าลูกค้าท่านใดสะดวกมารับเอง เราก็ยินดีค่ะ เดินทางมาได้เลย แต่ว่าครัวจะปิดวันพุธ”

กับการก้าวสู่ธุรกิจนี้ คุณอรอุษา ว่า แม้จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นตามความเติบโตของตลาด “ช่วงแรกๆ ที่นุ่นเข้ามาทำธุรกิจนี้ แทบไม่มีผู้ผลิตเช่นเดียวกันเลย แต่มาถึงวันนี้ตัวเลขสูงขึ้น และสำคัญคือ เริ่มแข่งขันกันที่ราคา ขายแค่ 59 บาท 69 บาท ก็มี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพจริงๆ ขายราคานี้ไม่ได้ เพราะราคาวัตถุดิบสูงอยู่”

ฉะนั้น ถ้ามีผู้สนใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ คุณอรอุษาฝากบอกถึงความซื่อสัตย์ควรมีต่อลูกค้า “คนอยากทานอาหารคลีนเยอะมากแต่ใช่ว่าทุกคนจะทำเป็น ไหนจะเรื่องวัตถุดิบที่หาได้ไม่ง่ายนัก ฉะนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่ไปต่อได้สบายค่ะ”

ด้วยภาพความเติบโตที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น คุณอรอุษาจึงวาดโครงการแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ไม่เพียงเท่านั้น ยังคิดก้าวสู่ผู้ปลูกผักออร์แกนิกอย่างจริงจัง

“ทุกวันนี้ ขายอาหารได้วันละ 300-400 กล่อง ก็ถือว่าตัวเลขยอดขายมากกว่าอาชีพประจำ ซึ่งกับการลงทุนก็ถือว่าน้อยมาก และไม่เสี่ยง เพราะเราให้ลูกค้าโอนชำระเงินก่อนลงมือผลิต และหน้าร้านก็คือเฟซบุ๊ก แต่ทว่าถ้าจะให้ยั่งยืนและเติบโตต่อไปได้ ก็ต้องรักษาคุณภาพสินค้าไว้ให้ดีที่สุดค่ะ”

สนใจติดต่อ facebook.com/TiptopCleanFoodDelivery, IG : Cleanfoodsdelivery หรือ โทรศัพท์ (098) 418-4814

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวัน มื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม”

นับตั้งแต่อาหารคลีนเข้ามามีบทบาทในชีวิต สุขภาพของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบัน เลยมีธุรกิจอาหารคลีนเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง “Fit Food Always” ที่เป็นมากกว่าอาหารคลีน เพราะเป็นอาหารที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อสุขภาพของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทุกๆ เมนูครีเอตโดย คุณอภินันต์ เศวตวรรณกุล หรือ เชฟเอฟ เชฟรุ่นใหม่ที่จัดสรรอาหารให้ถูกกับร่างกายและความต้องการอย่างแท้จริง

ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ

กระแสยังดี แต่ต้องแตกต่าง

ประวัติเชฟเอฟ หลังจบปริญญาตรี สาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรกในแผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นไปประเทศสกอตแลนด์ ไปเป็นเด็กล้างจาน สักพักได้เข้าไปทำงานครัว จากนั้นเขยิบไปเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทย พอวีซ่าหมด กลับมาไทย มาเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ฝึกงานครัวอาหารไทยที่โรงแรมแห่งนี้

จนกระทั่งมีร้านอาหารชื่อร้าน “น้ำ” (nahm) ร้านที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก มาเปิดในเมืองไทย เชฟเอฟ เล่าว่า ไปเป็นเชฟร้านน้ำได้ 1 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณตัน ภาสกรนที 2 ปี ก่อนจะย้ายมาทำที่โรงแรมดับเบิ้ลยู จากนั้นไม่นานได้ไปเป็นผู้ช่วย คุณพล ตัณฑเสถียร ทำรายการอาหารทางทีวี ช่วงเวลานี้เองมีโอกาสเรียนรู้หลักโภชนาการอาหารที่ถูกต้องจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางคุณพลเชิญมาสอนในรายการทีวี และยังได้รู้จักน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นโภชนากรประจำโรงพยาบาลอีกด้วย ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาหารเพื่อสุขภาพ

“นอกจากจะได้รู้จักนักโภชนากร เมื่อ 2 ปีที่แล้วแฟนผมไปสั่งอาหารลดน้ำหนักมาทาน ทำให้ผมเริ่มสนใจอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารลดน้ำหนัก เลยลองปรุงให้แฟนทานวันละ 3 มื้อทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นมีเพื่อนๆ มาชิม ทุกคนต่างชมว่าอร่อย เลยบอกปากต่อปาก ช่วยถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก คราวนี้เลยมีลูกค้าติดต่อเข้ามา”

จากความต้องการของกลุ่มเพื่อน อีกทั้ง 2 ปีที่แล้ว อาหารลดน้ำหนักในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ ยังไม่ค่อยมีใครทำ ประกอบกับเชฟเอฟรู้จักโภชนากรเป็นทุนอยู่แล้ว ชายหนุ่มมองว่า หากตั้งใจทำจริง ก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้ จึงตัดสินใจทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารลดน้ำหนักออกจำหน่าย ในรูปแบบของดีลิเวอรี่ เมื่อราวปี 2556

จัดเมนูตามสรีระ

ราคาต่อเซต 3,000-4,500 บาท

สำหรับหลักการจัดเมนูอาหาร ชายหนุ่ม เผยว่า จัดตามสรีระ คำนวณสารอาหารและปริมาณแคลอรีต่อวันที่ควรจะได้รับ โดยจะถามน้ำหนัก ส่วนสูง สิ่งที่ทานได้ ทานไม่ได้ของลูกค้า จากนั้นนำไปประมวลผล แล้วจัดอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ทาน ยกตัวอย่าง ผู้หญิงวัย 30 ปี พลังงานจากอาหารที่ควรได้รับต่อวัน อยู่ที่ 1,500 แคลอรี ทาง Fit Food Always จะจัดอาหารให้ 1,200 แคลอรี เพื่อให้ร่างกายดึงส่วนที่เก็บไว้มาใช้ ทานแบบนี้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ กระเพาะจะปรับขนาดเล็กลง ทานน้อยลง รูปร่างมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น

“บางคนไม่ชอบหรือแพ้วัตถุดิบอะไร ผมจะจัดอาหารให้ถูกกับเขา การใส่ใจรายละเอียดของลูกค้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิคคือ คุยกับลูกค้าให้ชัดเจน พูดกันตรงไปตรงมา ชอบไม่ชอบอะไร แพ้อะไร ซึ่งหลักการนี้ใช้จนถึงปัจจุบัน เข้มงวดเรื่องการแพ้อาหารของคนมาก”

ทางด้านเมนู Fit Food Always เป็นอาหารฟิวชั่นโฮมเมด สไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์ เชฟเอฟจะไม่ใส่สารปรุงรสที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ปรุงสดใหม่วันต่อวัน โดยรสชาติยังคงมีความจัดจ้าน เจาะกลุ่มคนดูแลสุขภาพ กลุ่มลูกค้าต้องการลดน้ำหนัก

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวันมื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม เช่น แกงส้มทานคู่กับสปาเกตตี ไข่ดาวเมอแรงก์ ยำกระเจี๊ยบเขียว ไก่อบผักโขม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ยำปลากะพง สลัดอกไก่ม้วนผักโขม ราดซอสเพสโต้ เป็นต้น”

สำหรับรายละเอียด “Fit Food Always” จะมีอาหารส่งมาที่บ้าน โดยลูกค้าสามารถเลือกว่าจะรับกี่มื้อ ต่อวัน มีตั้งแต่ 2-5 มื้อ ต่อวัน โดยทุกเช้าเชฟเอฟจะตื่นขึ้นมาปรุงอาหาร ครัวอยู่ที่ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ เสร็จราวตี 5 ก็เริ่มทยอยส่ง อาหารจะถึงมื้อผู้รับ 6 โมงเช้า รอบกรุงเทพฯ ทางเหนือคือ มหาวิทยาลัยรังสิต ทางใต้คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา พระราม 2 ทางด้านตะวันออกถึงวงเวียนพระราม 5 อัตราค่าบริการจัดส่งคิดตามระยะทาง 1-10 กิโลเมตรแรก 400 บาท ต่อสัปดาห์ ราคาเมนูอาหารจัดเป็นเซต 1 สัปดาห์ ราคา 3,000-4,500 บาท

พลังโซเชียลเน็ตเวิร์กยังดี

อนาคตเล็งทำอาหารผู้ป่วย

ปัจจุบัน Fit Food Always เปิดบริการมาได้ 2 ปี ด้านกระแสการตอบรับ เจ้าของธุรกิจ บอกว่า เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อน 3 เดือนแรก มีลูกค้า 10 คน ทุกวันนี้สัปดาห์หนึ่งมีลูกค้าที่สั่งอาหารราว 70 คน กลุ่มลูกค้าอายุตั้งแต่ 30-40 ปี เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง 50 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าทั้งหมดเป็นกลุ่มรักษาสุขภาพ อีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก

ด้านช่องทางการทำตลาด เชฟเอฟ ระบุว่า เลือกใช้สื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม ไว้สื่อสารกับลูกค้า โดยแต่ละวันจะส่งเมนูอาหารให้ลูกค้าดูก่อน ดูฟีดแบ็กจากลูกค้าว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร พยายามใกล้ชิดกับลูกค้าให้เหมือนเพื่อน

ทุกวันนี้ Fit Food Always ค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มคนที่สรรหาอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ นั่นเป็นเพราะคุณภาพอาหารเสมอต้นเสมอปลาย เมนูมีการครีเอตใหม่ๆ และใกล้ชิดลูกค้า

แผนงานต่อจากนี้ ชายหนุ่ม เผยว่า จะขยายกลุ่มเมนูอาหารเป็นขนมไม่มีส่วนผสมของแป้ง น้ำผัก ผลไม้สกัดเย็นแยกกาก รวมถึงเปิดร้านอาหารที่จัดเซตอาหารที่เหมาะกับลูกค้า และเจาะตลาดกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องการอาหารเฉพาะ

“ผมสนใจทำอาหารเพื่อสุขภาพให้กับคนที่เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง ด้วยการไปเรียนเพิ่มเติม ชื่อคอร์สว่า หลักสูตรโภชนาการบำบัดและบริหาร ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน เรียนเพื่อให้เข้าใจหลักของอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะจริงๆ แล้วโภชนาการสำคัญต่อมนุษย์ทุกวัยตั้งแต่อยู่ในท้อง”

สำหรับคนที่อยากชิมอาหารฝีมือเชฟเอฟ ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (086) 359-3795 http://www.fitfoodalways.com

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการฯเร่งตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ สนองนโยบายกษ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/197887

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การสนับสนุนการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะต้องขับเคลื่อนในปี 2559 เนื่องด้วยภาวะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงควรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะขณะนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยและผ่านการรับรองคุณภาพจึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า บทบาทของกรมวิชาการเกษตรเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีอยู่ 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ การคิดค้นเทคโนโลยีการทำเกษตรอินทรีย์ให้เกิดความเป็นอินทรีย์จริงๆ เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงที่ผ่านมายังคงใช้พันธุ์พืชเดิมที่ถูกปรับปรุงพันธุ์มาบนพื้นฐานของการใช้เคมี วันนี้จึงจำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ คาดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถรับรองพันธุ์พืชอินทรีย์ได้หลายชนิด แต่จะเน้นกลุ่มพืชผักที่อายุสั้นเป็นหลักก่อน นอกจากนี้ จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ แต่เดิมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของเกษตรกรจะมีปัญหาเรื่องต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ค่อนข้างมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการหมักนานกว่าจะนำมาใช้ได้ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมหันไปใช้ปุ๋ยเคมีที่มีความสะดวกรวดเร็วกว่า กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ เพื่อให้การย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เร็วขึ้น พร้อมกับสร้างโรงปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบ จำนวน 50โรง กระจายอยู่ทั่วประเทศ สำหรับให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานและนำกลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

อีกบทบาทหนึ่งคือด้านการตรวจและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการตรวจรับรองการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์นั้นจะต้องเป็นแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาก่อน และมีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจาก GAP มาสู่
ระบบเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการเป็นระยะเนื่องจากการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ระยะเวลา ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตพืชอินทรีย์มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 เดือนนี้ จะเร่งตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 3,000 ราย

กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐาน จึงมีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่การผลิตเกษตรอินทรีย์ได้มากขึ้น ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งยังมีปัจจัยสำคัญคือวันนี้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น จึงเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรต้องผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด จะได้มีตลาดรองรับที่แน่นอนและสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะตลาดบนอย่างห้างสรรพสินค้าชั้นนำหรือ Modern Trade มีการคัดเลือกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไปวางจำหน่าย เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ จะมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาในประเทศไทย แต่ก็ยังไม่สำเร็จตามเป้าหมายนัก เพราะว่าเมื่อเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกมาอย่างดี เมื่อถึงเวลาจำหน่ายก็ถูกนำไปรวมกับสินค้าที่ไม่ใช่อินทรีย์ ราคาจึงไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ขณะนี้มีระบบการจัดการที่ดี ทั้งระบบรับรองมาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ ระบบการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งผู้บริโภคก็ต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ที่สำคัญการทำเกษตรอินทรีย์เมื่อเปรียบเทียบกับเคมีแล้ว พบว่า การปลูกพืชผักอินทรีย์ใช้พื้นที่ 2-3 ไร่ แต่ถ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้มข้นขึ้นจะสามารถสร้างรายได้ที่สูงกว่าการปลูกพืชไร่เป็นจำนวน 100 ไร่ได้ ขณะที่ต้นทุนก็น้อยกว่าเพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมี

“เกษตรกรต้องตัดสินใจเองแล้วว่า จะกลับมาสู่วิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ต้องเลือกระหว่างการทำเกษตรอินทรีย์แบบทำน้อยแต่ได้มาก หรือทำเกษตรแบบเดิมที่ทำมากแต่ได้น้อยแถมยังมีโอกาสขาดทุนสูง”

รายงานพิเศษ : เปิดตัว ‘คู่กรณี’ ไปกับ 4 ศิลปินร็อก ‘Yes’sir Days’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/197861

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
4 ศิลปินร็อก อัทธ์-อังค์กูณฑ์ ธนาทรัพย์เจริญ (ร้องนำ),บอย-อมร ตันติโชติมัย (กีตาร์), ปลั๊ก-วีรยุทธ วัณโณ (เบส) และ อาร์ท-วสุรัตน์ พานิช (กลอง) ในนาม วงเยสเซอร์เดย์ส (Yes’sir Days) กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมส่งผลงานเพลงใหม่ที่ชื่อว่า “คู่กรณี” ให้แฟนๆ ได้ฟังแล้วต้องอมยิ้ม


ไอเดียการเกิดเพลง ‘คู่กรณี’

อัทธ์ : อันที่จริงแล้ว เรื่องมาจากผมเองครับ ผมเป็นคนที่ไม่กล้า เขิน (บอย : ถ้าเห็นอัทธ์อมยิ้มนี่เพื่อนๆ จะรู้กันแล้วว่าเขากำลังคิดอะไร) และก็คิดว่าน่าจะมีใครที่เหมือนผมบ้างถ้าผู้หญิงเข้ามาหาเราก่อน เราถึงจะไปได้ถูก และเวลาเราไปเจอใครแล้วรู้สึกปิ๊ง ก็อยากหาคำสักคำมาใช้เรียก อยากจะเปลี่ยนมุมมองของคำด้วย บางทีคนเรามักจะคิดกับคำว่า “คู่กรณี”ในแง่ลบ มันคือเรื่องไม่ดี แต่เราอยากทำให้เป็นบวกครับ
อยากให้พูดถึง จุดเริ่มต้นของ ซิงเกิ้ลนี้

เริ่มต้นจากที่พวกเราเริ่มทำดนตรีกันขึ้นมาก่อนครับ แล้วเอาให้ “พี่บัง” กับ “น้องพลุ” ซึ่งเป็นทีมของพวกเรา ช่วยกันแต่ง เขาจะเขียนมาคู่กัน แต่เป็นคนละแบบ โดยที่เราตั้งโจทย์เอาไว้ว่า เป็นคู่กรณีนะ แล้วก็ให้เขาไปแยกกันเขียนมา แล้วเอากลับมาให้พวกเราช่วยกันคิดว่าอันไหนเหมาะที่สุด ผลสุดท้ายคือเราเอามาผสมกัน อย่างตรงท่อนฮุกนี่ แต่งมาแล้วใช้ได้เลย แต่ตรงท่อน A แก้กันเยอะมาก เป็นสิบรอบเลยครับ (หัวเราะแล้วทำเสียงเหนื่อยมาก)


เพลงนี้เป็นเพลงแรก ที่หนุ่มๆ เยสเซอร์เดย์สทำกันเองทั้งหมดเลย ?

ชอบมาก ชอบทั้งหมด เพราะเราทำดนตรีด้วย และมีการร่วมกันแต่งเนื้อเพลง แล้วเอามาช่วยกันเลือก เพราะคนหนึ่ง
ก็รู้สึกว่าส่วนนั้นดี อีกคนบอกว่าส่วนนี้ดี เราก็เอามาปรับรวมกัน รวมแล้วเลยชอบหมด ในความเป็น เยสเซอร์เดย์ส เราพยายามจะทำให้ฟังง่าย แต่ข้างในเราก็จะแอบใส่ความเป็น Progressive เบาๆ เรียกว่าฟังสบาย แต่มีลูกเล่น และมีจุดเด่นอยู่ที่โซโล่กีตาร์ที่ดุดัน เป็นสไตล์พี่บอยเหมือนเดิม


มาถึงจุดนี้ สาวๆ คงจะอยากรู้ความเห็นของหนุ่มๆ กลุ่มนี้ว่าถ้าหากฝ่ายหญิงเป็นคนเข้าหาก่อนพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ก็ไม่แปลกนะครับ เพราะถ้าให้เราเข้าไปคุยก่อน ก็ไม่รู้จะคุยอะไร จู่ๆ จะให้เข้าไปถามว่า “สวัสดีครับ ชื่อส้มหรือเปล่าครับ” มันก็ไม่ใช่ (หัวเราะแบบเขินๆ)
พูดถึงส่วนของมิวสิกวีดีโอ

พวกเราดูแล้วชอบมาก น่ารักมาก ต้องดูเองจริงๆ ครับ ต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบ รับรองมีเซอร์ไพรส์แน่นอน อยากให้ทุกคน
ลองฟังนะครับ โดยเฉพาะคนที่ขี้อาย ขี้กลัว ส่งเพลงนี้ให้กับ“คู่กรณี” ของคุณกันนะครับ เผื่อว่าเข้ามาเคลียร์กันแล้ว คุณอาจจะไปต่อได้ไกลก็ได้

อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คงทำให้สาวๆ รู้สึกมีความมั่นใจในการเข้าไปเคลียร์กับ “คู่กรณี” ที่หมายตากันมากขึ้น ก่อนจากกัน พี่บอย (พี่ใหญ่สุดของวง) ได้ฝากทิ้งท้ายว่า

“เพลงนี้เป็นเพลงแรกนะครับ กับพวกเราที่ทำงานร่วมกับบ้านใหม่ Never mind Records ฝากบ้านใหม่ของพวกเราด้วยนะครับ (อาร์ท เสริมว่า.. ดาวน์โหลดเพลงนี้กันได้นะครับ กด *1234555 ทาง iTune / KK box)

หรือติดตามผลงานของหนุ่มๆ เยสเซอร์เดย์สได้หลายช่องทางดังนี้ http://www.facebook.com/yessirday  IG : yessirday_official และเฟซบุ๊คของค่าย http://www.facebook.com/nevermindrecordsofficial IG : nevermind_records