รายงานพิเศษ : กรมการข้าวสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาวช่วยชาวเขาดอยฟ้าห่มปก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457556

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาวช่วยชาวเขาดอยฟ้าห่มปก

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก (ชื่อเดิมดอยผ้าห่มปก) ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น เมฆหมอกปกคลุมยอดดอยตลอดทั้งปี พืชพรรณไม้อุดมสมบูรณ์ ได้ถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อทดลองให้คนเข้าไปอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยให้ราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่รักษาป่าไม้ และปลูกป่าไม้เพื่อใช้สอยในชุมชน โดยจัดตั้งให้ปลูกป่าฟืน ธนาคารฟืน ปลูกไม้ใช้สอยและป่าสน ตลอดจนให้มีการปลูกข้าวและจัดตั้งธนาคารข้าวให้มีเพียงพอต่อบริโภคตลอดทั้งปี

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ สามารถปลูกข้าวเพื่อบริโภคอย่างเพียงพอ กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง จึงได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมด้านข้าวในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ฯ ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากพื้นที่ดอยฟ้าห่มปกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500-1,700 เมตร มีสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ ความเข้มของแสงน้อย สภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป จึงต้องคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ดอยฟ้าห่มปกคือแสงแดดน้อย ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้ข้าวไม่ออกรวงหรือให้ผลผลิตต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวบนพื้นที่สูงและสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ก็ไม่ย่อท้อพยายามทุ่มเททำทุกวิถีทางให้ได้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ถึงแม้ว่าตอนนี้รวมระยะเวลากว่า 17 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจนว่ามีพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมหรือสามารถนำไปส่งเสริมให้กับราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ปลูกเพื่อการบริโภคได้ แต่ล่าสุดจากการการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยปลูกเปรียบเทียบข้าวพันธุ์ต่างๆ จนกระทั่งเหลือจำนวน 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 และพันธุ์ขะสอ112 (CK) เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดเมล็ดให้ผลผลิตข้าวได้

โดยมีสายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยมากที่สุดคือ 41.9 กก./ไร่ รองลงมาคือ MHSC13001-DPK-2 (26.0 กก./ไร่) MHSC13001-DPK-1 (14.6 กก./ไร่) และขะสอ112 (CK) (1.6 กก./ไร่) ตามลำดับ แม้ว่าค่าเฉลี่ยผลผลิตข้าวที่ได้สูงสุดจะอยู่ที่ 41 กก./ไร่ ซึ่งถือเป็นผลผลิตที่ต่ำมากและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แค่เพียงค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวก็ไม่คุ้มแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงการใส่ปุ๋ย ค่าบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่มีมากขึ้นของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก เพราะค้นพบพันธุ์ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการได้ แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องมีการทดสอบ และพัฒนาพันธุ์ต่อไป

ด้านนายสาธิต ปิ่นมณี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง กล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงได้ทดลองปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ และหลายวิธี จนกระทั่งได้สายพันธุ์ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 ที่เก็บรวบรวมและคัดเลือกโดยศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน และปลูกคัดเลือกที่ดอยผักกูดนำมาทดสอบในพื้นที่ดอยฟ้าห่มปก และปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์ขะสอ112 พบว่าการเจริญเติบโตทางลำต้นของทุกสายพันธุ์สามารถเจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะพันธุ์ขะสอ112 มีจุดเด่นคือความสูงของลำต้นที่สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ มีลำต้นแข็งแรง แต่การเจริญเติบโตทางดอกและผล สายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 จะให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่น

ในเบื้องต้นสรุปได้ว่า MHSC13001-DPK-3 เป็นสายพันธุ์ที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพพื้นที่ที่อากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดีที่สุด แม้ว่าจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 41 กก./ไร่ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มทุน แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่พบว่ามีพันธุ์ข้าวที่สามารถให้ผลผลิตได้แล้วบนสภาพพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก ซึ่งทางศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงจะดำเนินการทดสอบต่อไปอีก ควบคู่กับหาเทคนิคที่จะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดีขึ้นในสภาพแสงน้อย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนสามารถนำไปขยายผลส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่โครงการปลูกข้าวเพื่อไว้บริโภคเองได้

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457023

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา  ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา หมู่ 1 ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งมากกลุ่มหนึ่งในจังหวัดสงขลา จากเดิมที่เคยประสบปัญหาด้านราคา และไม่มีอำนาจการต่อรองในการขายน้ำยางพาราให้กับผู้รับซื้อแต่หลังจากจดทะเบียนเป็นนิติบุคล ขึ้นตรงกับสหกรณ์จังหวัดสงขลานำระบบสหกรณ์มาใช้ดำเนินงานภายในกลุ่ม ทำให้การดำเนินงานมีระบบ มีทิศทาง และมีแผนงานที่ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรสมาชิกส่งโรงงานได้โดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานใหญ่กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนามีอาชีพหลักคือทำน้ำยางสดเพื่อจำหน่าย มีเกษตรกรสมาชิกทั้งหมด 410 รายมีพื้นที่เปิดกรีด 8,000 ไร่ มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 9 กลุ่ม กลุ่มละ 50-60 ราย และขณะนี้กำลังจะจัดตั้งกลุ่มที่ 10 เพิ่มขึ้นอีก เพื่อรวบรวมน้ำยางสดภายในหมู่บ้าน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยแล้วทุกกลุ่มจะนำไปส่งยังจุดใหญ่ ซึ่งน้ำยางสดที่ได้ในแต่ละวันมีประมาณ 30,000-35,000 กิโลกรัม โดยในจุดนี้จะมีการตรวจสอบคุณภาพ เป็นจุดรวบรวมน้ำยางสดที่ผ่านมาตรฐาน GMP จนสามารถส่งให้กับบริษัทผลิตน้ำยางข้นทั้งในและต่างประเทศด้วยตนเอง และที่สำคัญมีการคิดราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้รายได้กลับคืนสู่เกษตรกรสมาชิกโดยตรง

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ดำเนินงาน 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมน้ำยางพาราสดเพื่อจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตสินค้า โดยขายปุ๋ยผสมตามค่าวิเคราะห์ดินและธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย โดยจัดหาปัจจัยการผลิตและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายแก่สมาชิก นอกเหนือจากนั้น ยังนำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปต่อยอดธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมและเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียวอย่างร้านค้าชุมชนที่ขายทั้งสินค้าทั่วไป และสินค้าทางการเกษตร สนับสนุนให้ปลูกพืชหรือเลี้ยงผึ้งในร่องสวนยาง สร้างโรงงานน้ำดื่มไว้บริโภคกันเองภายในชุมชน ผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงมีธนาคารชุมชน เพื่อให้เกษตรกรรู้จักการออม ซึ่งทำให้ปัจจุบันชุมชนมีเงินทุนมากกว่า 60 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาการดำเนินงานทั้งหมดของกลุ่มอยู่ภายใต้การดูแลของสหกรณ์จังหวัดสงขลา ที่ได้เข้ามาส่งเสริม แนะนำให้กลุ่ม ปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ พร้อมไปกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 มาให้กลุ่มใช้ในการบริหารจัดการองค์กร โดยให้ยึดความต้องการพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก เน้นใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสมาชิก และคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความสามัคคี และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” นายศตวรรษ กล่าว

ด้านนายบรรจงหัสรังสี ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา (กลุ่มย่อยที่ 9) เสริมว่าเมื่อรวมกลุ่มกัน นอกจากจะสามารถสร้างอำนาจการต่อรอง จนราคาดีขึ้นแล้ว พอถึงสิ้นปีเกษตรกรสมาชิกยังได้ปันผล ได้เงินเฉลี่ยคืน บางรายได้ถึง 30,000-40,000 บาทเลยทีเดียว

การดำเนินงานด้วยระบบสหกรณ์ของกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา สะท้อนความสำเร็จออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ การประกวดผลงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในสหกรณ์ และกลุ่ม เกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2561 และรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2561 ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำสวนเป็นต้น และด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้กลุ่มเกษตรกรฯกำลังก้าวไปสู่การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council)ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกทำให้กลุ่มสามารถแข่งขันกับพ่อค้าได้ ส่งผลให้น้ำยางของกลุ่มฯเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างดี

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456229

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ที่ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน หลังปี 2549  เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรทำให้ผลผลิตเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้นทรงมีรับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการ มาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารบริโภค จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด  “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานเล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนสร้างความมั่นคงของ อ.ท่าวังผา ให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่  เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ยังได้พระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้ราษฎรและเสด็จมาทรงเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์  2552

โรงสีพระราชทานแห่งนี้นำหลักการสหกรณ์ มาใช้บริหารงานดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือก เพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิกธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาทและสีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์บรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านนำไปทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ผลพลอยได้จากการสีข้าวทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางให้ด้วย

เมื่อกิจการโรงสีข้าวขยายขึ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังผลิตที่รองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรการผลิตที่ดีหรือ GMP ซึ่งโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หลังจากส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้แปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”  เน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งโรงสีส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้บริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 คนทำให้สมาชิกยึดหลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำ และอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ  560,000-600,000 บาทต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจ่ายปันผลคืนให้สมาชิกแม้ผลกำไรอาจไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน  10 ไร่ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขาย  อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อจะปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และอิงกับราคาตลาด” นายสำเนียง กล่าว

“อีกสิ่งสำคัญที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฝากไว้คือทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้  สืบสานการทำนา อาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงร่วมมือกับโรงเรียน  บ้านและวัดในอ.ท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนมีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร อิงภูมิปัญญาท้องถิ่นและทำเกษตรผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผายังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯทรงมีรับสั่งให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้ลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456058

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งล่าสุด ซึ่งมีผู้แทนจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย ได้ผลสรุปว่า ปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ส่วนภาคใต้ใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 มีปริมาณน้ำรวมกัน 49,618 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,715 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณน้ำใช้การได้ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 11,796 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,100 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำแผนจัดสรรน้ำ หาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 กรมฯจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนต่างๆในเขตชลประทานทั่วประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลังรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมฯวางแนวทางและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง โดยใช้ระบบชลประทานบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้ง ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ กรมยังสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก โดยการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศระบบนิเวศ 40% ประมาณ 6,999 ล้านลบ.ม. เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 44% ประมาณ 7,881 ล้านลบ.ม. และเพื่อการอุตสาหกรรมเพียง 3% หรือประมาณ 519 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ได้สำรองน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ในจำนวนนี้ใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ จำนวน 43% หรือประมาณ 4,909 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 57% ประมาณ 6,431 ล้าน ลบ.ม. จะใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง

สำรับผลการจัดสรรน้ำล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 1,994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น
ร้อยละ 11 หากพิจารณาเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 601.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือว่า ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนการเกษตรในฤดูแล้งตามแผนกำหนดพื้นที่ไว้ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7 ของแผนฯ ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆประมาณ 4.01 ล้านไร่หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชฤดูแล้งในส่วนลุ่มเจ้าพระยานั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก ไม่เพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานจึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆรวม 993,215 ไร่

ยกเว้นลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากรวมกันมากกว่า 23,000 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้มากกว่า 10,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีแผนเพาะปลูกช่วงฤดูแล้งรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่ หรือร้อยละ 41 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.17 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ นอกจากยังจะผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มเจ้าพระยาอีกประมาณ 500 ล้านลบ.ม.

สำหรับลุ่มน้ำอื่นๆนั้น คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้น้ำเพื่อกิจกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไร ควรปลูกพืชฤดูแล้งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อย ต้องเฝ้าระวังและควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่งประกอบด้วย

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ขณะนี้มีปริมาณน้ำ71 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 27 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 57 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 38 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 24 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 63 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 23 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 555 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของปริมาณความจุ ขณะนี้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ถึง-26 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 26 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 17 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 25 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนทั้ง 6 แห่งดังกล่าว ให้งดทำนาปรังทั้งหมด ส่วนพืชฤดูแล้งอื่นๆ คณะกรรมการ JMC ของแต่ละเขื่อนจะพิจารณาตามความเหมาะสม

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การจัดสรรน้ำสนันสนุนการเกษตรและการประมงต้องทำอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

20พ.ย.ลุ้นระทึกคดี “ธนาธร” โดมิโนสู่ยุบพรรคอนาคตใหม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/606156

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 19:13 น.

20พ.ย.ลุ้นระทึกคดี "ธนาธร" โดมิโนสู่ยุบพรรคอนาคตใหม่?

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม , เอกราช สัตตะบุรุษ

************************************

20 พ.ย.นี้เป็นนัดสำคัญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินชี้ชะตา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ว่าจะต้องสิ้นสภาพส.ส.หรือไม่ ความน่ากังวล คือ คดีนี้อาจเป็นโดมิโน่ตัวเดียวที่สะเทือนไปถึงพรรคอนาคตใหม่

คดีดังกล่าวมาจากคำร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่า “ธนาธร” ต้องสิ้นสภาพการเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง หลังจากคดีนี้ใช้เวลาสอบสวนในชั้นของ กกต.และศาลรธน.รวม 8 เดือน

สถานการณ์ของ อนค.ปัจจุบัน นับได้ว่า ประสบมรสุมรุมเร้ามากมายในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา บ้างว่า เป็นช่วงขาลงที่หนักหน่วงที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคหลังชนะเลือกตั้งเขย่าการเมืองไทย จากคดีความจำนวนมากกลายเป็นตำบลกระสุนตก บวกกับปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค ที่สมาชิกพรรคและอดีตผู้สมัคร สส.ของพรรค แห่ยื่นลาออกรวม 120 คน พร้อมกับออกมาแฉความไม่เป็นประชาธิปไตยในพรรค มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ แต่งตั้งพวกพ้อง เข้าไปเป็นผู้ช่วย สส. กินเดือนหลวงหลายตำแหน่ง

อีกประเด็น คือ หลังพรรคอนาคตใหม่ ลงมติคัดค้านการออกพระราชกำหนดโอนกำลังพลเป็นของส่วนพระองค์ ซึ่งสวนทางกับ 6 พรรคฝ่ายค้านด้วยกัน จนเกิดเสียงแตกในพรรคที่มี 7 ส.ส.แหกมติพรรค เป็นแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ภายในพรรค

หากดูคดีความที่เกิดกับอนาคตใหม่จนถึงขณะนี้มีมากรวม 20 คดี แยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1.กลุ่มคดีที่เกิดกับแกนนำพรรคทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค-พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค” และ 2.คดีที่พรรคถูกฟ้องโดยตรง

คดีที่หนักที่สุดที่อาจทำให้พรรคอนาคตใหม่สั่นคลอน เห็นจะเป็น คดี “ธนาธร” ปล่อยเงินกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ 100 ล้าน คดีที่ครอบครัว “ธนาธร”บริจาคให้พรรคเกิน 10 ล้านบาท ที่ถูกร้องว่า หลบเลี่ยง พรบ.พรรคการเมือง ทั้งสองคดีมี “ศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นผู้ยื่นเรื่องต่อกกต.ให้เอาผิดกับพรรคอนาคตใหม่ ข้อหาผิดพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งหากผิดจริงนำไปสู่การยุบพรรค รวมถึงยังมีคำร้องของ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่เป็นปฏิปักษ์และล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ศาลรธน.รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว

ก่อนหน้นี้ “ปิยบุตร” ชี้แจงผ่านเฟสบุ๊คพรรคว่า น่าแปลกเพราะพรรคยังไม่ได้มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน แต่กลับมีคดีความมากถึง 20 คดี ท่ามกลางความเชื่อเต็มไปหมดว่าจะถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ จำคุก

“ผมอยากถามกลับไปตรงๆ ว่าทุกคนรู้สึกว่าพรรคอนาคตใหม่ทำผิดกฎหมายจริงๆ หรือที่เราถูกกระทำทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเพราะเรามีแนวทางที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่สบายใจ”

ปิยบุตร ระบุว่า กรณีหุ้นสื่อที่ “ธนาธร”โดนอยู่นี้ ท้ายที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมิต้องการให้ ส.ส. หรือรัฐมนตรีมีอิทธิพลในการครอบงำสื่อ ฉะนั้นต้องดูว่ากิจการที่ถือหุ้นนั้นเป็นสื่อหรือไม่ และการถือหุ้นนั้นมีมากน้อยเพียงใดถึงขั้นมีอิทธิพลครอบงำสื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย ไม่ได้เป็นสื่อมวลชน เป็นเพียงบริษัทที่รับจ้างผลิตรูปเล่ม ไม่ได้กำหนดเนื้อหา และก็ปิดกิจการเรียบร้อย อีกทั้งธนาธรก็ได้โอนหุ้นไปหมดตั้งแต่ 8 มกราคม แต่ “ธนาธร”กลับถูกเล่นงานตามมาตรานี้

ขณะที่ “ธนาธร” กล่าวว่า คดีถือหุ้นสื่อไม่ได้เกี่ยวกับอะไรกับการยุบพรรค เป็นแค่นายธนาธรมีคุณสมบัติเป็น ส.ส.หรือไม่ แล้วคดีที่มีอยู่ทั้งหมดจะนำไปสู่การยุบพรรคได้ก็ยากมาก เพราะการยุบพรรคจะเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีกรณีใดบ้าง

“ดังนั้นเราเชื่อมั่นว่าคนที่พูดเรื่องยุบพรรค สื่อมวลชน หรือคนไม่หวังดีพูดเรื่องยุบพรรคมีเป้าประสงค์ทางการเมืองเพื่อทำให้คนไม่กล้ามาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อที่จะทำให้ส.ส.ของเราหวั่นไหวลังเลจะ ได้มีการซื้อกันได้ง่ายมากขึ้น” ธนาธร กล่าว

รศ.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า แม้พรรคอนาคตใหม่จะปัญหาหายในพรรค แต่ก็ยังไม่เป็นขาลง และไม่น่ากังวล เพราะเป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะนำไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมือง หลายพรรคเจอปรากฏการณ์แบบนี้มาตลอด พรรคประชาธิปัตย์ก็มีกลุ่ม 10 มกราฯ ที่ต่อมากลายเป็นพรรคประชาชน หรือการรวมตัวกันของนักการเมืองพรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทย และพรรคพลังธรรม ในนามกลุ่ม16 เมื่อปี 2535 หรือจะเป็นสมัยพรรคไทยรักไทย ก็มีหลายกลุ่มที่แตกตัวออกมาเป็นพรรคการเมืองต่างๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วง คือ การตัดสินในวันที่ 20 พ.ย. หากผลออกมาในทางไม่ดีกับนายธนาธร ก็อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคได้ แล้วมีการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคได้ เมื่อถึงตอนนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นขาลง

“พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นเร็วกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ เพียงปีกว่าๆ แต่ยกระดับขึ้นมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ ก็เลยทำให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว การรักษาสถานการณ์พรรคอนาคตใหม่ของแกนนำ นอกจากต้องทำให้บรรยากาศในพรรคไม่มีแรงกระเพื่อมมากแล้ว ต้องเตรียมการรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกยุบพรรค แล้วบรรดาแกนนำที่ถูกตัดสิทธิ์การเมืองจะเดินหน้าการเมืองต่อไปอย่างไร แล้วคนที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์จะทำอย่างไร จะไปอยู่พรรคใหม่อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อม” รศ.ยุทธพร กล่าว

ทั้งนี้หากในอนาคตพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ส.ส.ของพรรคยังสามารถเข้าไปสังกัดพรรคใหม่ได้ภายใน 60 วัน ตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ถือว่าสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ยังคงอยู่

เขากล่าวว่า หากพรรคอนาคตใหม่ยังคงรักษาสถานภาพต่อไปได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคจะเติมโตขึ้นมาเทียบเคียงหรือเหนือกว่าพรรคเพื่อไทย หรือถึงขั้นมาแทนพรรคเพื่อไทยนั้น เพราะเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย ที่สะท้อนภาพให้เห็นแล้วว่าหากพรรคการเมืองใดที่มีอุดมการณ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นที่นิยมชมชอบด้วยกันทั้งนั้น

รศ.ยุทธพร กล่าวว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า จะยังไม่ได้หายไป เพราะมีฐานเสียงส.ส.แบบเขตอยู่ ซึ่งเหนียวแน่นพอสมควร แต่พรรคอนาคตใหม่เองมีจุดอ่อนที่ไม่มีส.ส.แบบเขตเลือกตั้งที่เข้มแข็งเท่าไหร่ ซึ่งต้องพัฒนาในจุดนี้

“ที่สำคัญการที่พรรคอนาคตใหม่ดำเนินงานทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ในลักษณะเหมือนวัยรุ่นใจร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณากฎหมาย หรือการอภิปรายในสภา ก็จะมีผลต่อการดำรงอยู่ของพรรคอนาคตใหม่ด้วย ซึ่งแนวทางของพรรคอนาคตใหม่คือเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของแวดวงการเมืองด้วย ซึ่งต้องเข้าใจว่าแวดวงการเมืองไทยฝ่ายที่เป็นอนุรักษ์นิยมก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่ต้องเผชิญกับเสียงวิพากวิจารณ์กับอุดมการณ์ของตัวเองแน่นอน ในส่วนนี้พรรคอนาคตใหม่จะต้องปรับตัวในการทำงานการเมืองใหม่ ต้องมีความสุขุมนุ่มลึกมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทุกต้องรออย่างใจเย็น จะให้ทันทีทันใดไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสังคมไทย เพราะหากใช้กลยุทธ์แบบเดิม โอกาสที่จะถูกต่อต้านจะมีสูงมาก” รศ.ยุทธพร กล่าว

“สติธร ธนานิธิโชติ” นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า คดีถือหุ้นสื่อของ “ธนาธร” ถ้ามองผลในทางบวก ก็คือ “ธนาธร” พ้นจาก ส.ส. แค่สมัยนี้ แล้วกลับมาลงเลือกตั้งใหม่ได้สมัยหน้า แต่ถ้าแบบเลวร้ายที่สุด “ธนาธร” มีความผิดพ้นจาก ส.ส. และคำวินิจฉัยโยงความผิดในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่จะต้องรับผิดชอบเซ็นรับรองผู้สมัคร สส. ด้วย ตรงนี้ก็สุ่มเสี่ยงผิด พรบ.ประกอบรธน.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็จะนำไปสู่ฟ้องยุบพรรคตามมาอีก ซึ่งจะต้องมีผู้ฟ้องต่อ กกต. และส่งให้ศาลรธน.วินิจฉัยยุบพรรคอีกครั้ง ส่วนความผิดยุบพรรคนั้น คณะกรรมการบริหารพรรค 16 คน รวมถึง “ปิยบุตร” จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งแม้รธน.ไม่ได้เขียนว่า กี่ปี แต่ศาลอาจเทียบเคียงกับคดียุบพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ที่เพิกถอนสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค 10 ปี

สิ่งที่จะวุ่นตามมาอีก คือ กรณี ส.ส.อาจย้ายพรรคได้ แต่ผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคและควบตำแหน่ง ส.ส.ด้วยจำนวน 16 คนจะไม่สามารถย้ายพรรคได้ และกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ที่ย้ายพรรค จะคำนวณอย่างไรไปอยู่ในส่วนไหนกับพรรคใหม่

“สติธร” ประเมินคดีที่หนักที่สุดกับอนาคตใหม่ คือ คดีกล่าวหาล้มล้างหรือ เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ศาลรธน.รับคำร้องไปแล้วเพราะขั้นตอนยุบพรรคทำได้ทันทีหากศาลมีคำสั่ง ขณะที่ คดีเงินกู้ 100 ล้าน หรือ คดีเงินบริจาค ถ้าจะเข้าสู่การยุบพรรค ต้องทำถึงสองขยัก

ชะตากรรมของ “ธนาธร”และพรรคอนาคตใหม่จะไปสู่ทิศทางใด อีกไม่นานจะได้รู้กัน

“สุรชาติ” มองการเมืองหลังเลือกตั้ง เดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 3 ก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/605696

  • วันที่ 07 พ.ย. 2562 เวลา 15:36 น.

“สุรชาติ” มองการเมืองหลังเลือกตั้ง เดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 3 ก้าว

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

****************************

แม้จะผ่านการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ชุดแรกหลังการรัฐประหาร 5 ปี  แต่สถานการณ์การเมืองไทยยังติดหล่มกับความขัดแย้ง หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า ความตรึงเครียดทางการเมืองที่ยังคุกกรุ่น จะขยายวง แบ่งขั้วหนักขึ้น บวกกับช่องว่างความขัดแย้งใหม่ระหว่างคนรุ่นหนุ่มสาว กับคนสูงวัยจะก่อให้เกิดวิกฤตอีกระลอก

 

2 ขั้ว“อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม” ขับเคี่ยว

ระบอบกึ่ง คสช. เติมเชื้อขัดแย้ง

ศ.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ โพสต์ทูเดย์ว่า  หากมองในปัจจุบันและระยะยาว การเมืองไทยแทบไม่เปลี่ยนจากเดิม คือ เป็นการต่อสู้ระหว่างปีกเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยม เพียงแต่ในแต่ละช่วงเวลา แต่ละปีกอาจมีองค์ประกอบแตกต่างออกไป ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างจากอดีต คือ มีมือใหม่ๆ เช่น โซเชียลเข้ามามีบทบาท ขณะเดียวกัน ก็มีบริบทของสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ  และยิ่งเห็นการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2562 ยิ่งตอกย้ำชัดว่า การเมืองไทยถอยหลังมากกว่าที่คิด

“ระบอบที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งมีนาคม 2562 ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบเหมือนยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปี 2521-2522 อย่างที่พูดกัน แต่มันเป็นเผด็จการครึ่งใบ เพราะคงโครงสร้างของอำนาจและคณะรัฐประหารไว้ ทำให้ขบวนของฝ่ายค้านทั้งหมดแทบจะไม่สามารถมีอิทธิพลหรือบทบาททางการเมืองได้”

ในมุมอาจารย์สุรชาติ การเมืองไทยในอนาคต จึงยังมีความน่ากังวล ทั้งจากตัวกลไกในรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขต่างๆ เช่น สว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้  การมียุทธศาสตร์ชาติ กลไกกอ.รมน. และ บทบาททหารหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น โอกาสที่การเมืองไทยจะพัฒนาค่อนไปทางเสรีนิยมจึงยากมาก ไม่ต้องไปคิดเรื่องการจะสร้างประชาธิปไตย  โจทย์เฉพาะหน้าตอนนี้ คือ จะทำอย่างไรให้ความเข้มข้นของระบอบอำนาจนิยมที่มาจากรัฐประหารแล้วแฝงมากับการเลือกตั้งลดทอนลงได้ ซึ่งปัจจุบันเรามาถึงขนาดนี้แล้ว

สำหรับฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ แม้ดูมีพลัง เพราะมีเสียงในสภาใกล้รัฐบาล แต่นักวิชาการท่านนี้ มองว่า การที่ฝ่ายค้านอยู่ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญ ให้ สว.เลือกนายกฯ หรือ ยุทธศาสตร์ชาติที่ร่างจากรัฐบาลคสช.  ฝ่ายค้านก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายได้

“ผมคิดว่า ระบอบปัจจุบัน คือ ระบอบ กึ่งคสช. ซึ่งมีเพียงอำนาจจากมาตรา 44 เท่านั้นที่หายอย่างอื่นไม่ได้หายด้วย เมื่อไม่หาย การเมืองไทยในช่วงข้างหน้า มันจะเป็นการต่อสู้ในสภาที่เข้มข้น  ถ้าถามผม มันเป็นข้อดี เพราะไม่ทำให้การเมืองไหลลงท้องถนน การแก้ด้วยระบบรัฐสภานั่นแหละเป็นความหวัง ขณะเดียวกัน ถ้ากลไกที่ถูกออกแบบโดยคสช. ยังเป็นอย่างนี้  ความขัดแย้งก็จะรุนแรงเหมือนกันเพราะฝ่ายค้านจะรู้สึกทันทีว่า ไม่สามารถฝ่าเงื่อนไขทางกฎหมายได้ เช่น ถ้าฝ่ายค้านชนะ ก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ภายใต้สว.250 ที่มาจากรัฐบาลคสช. จึงเป็นจุดกังวลว่า การเมืองนอกสภามันยังถูกขับเคลื่อนอยู่” 

 

มรสุม อนค. เชื่อไม่รุนแรง

เชื่อได้กระแสสงสาร เพราะโดนกลั่นแกล้ง

พรรคอนาคตใหม่ที่มาแรงช่วงเลือกตั้ง มีคนรุ่นใหม่เป็นฐานสนับสนุน จะไปได้ไกลแค่ไหน ศ.สุรชาติ ซึ่งให้สัมภาษณ์เราก่อนวันเลือกตั้งซ่อม สส.นครปฐม บอกว่า ที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่ชนะในจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัย และเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ แต่โจทย์ใหญ่ต้องดูว่า พรรคนี้จะสามารถอยู่รอดกับกระแสนี้ได้นานแค่ไหน ตรงนี้ยังไม่กล้าตอบ

แล้วกระแสของอนาคตใหม่ต้องขึ้นอยู่กับอะไร?  “ถ้าตอบโจทก์แบบฝ่ายค้าน คือ ความเพลี่ยงพล้ำของรัฐบาล คือ คะแนนของฝ่ายค้าน ส่วนปัญหาของพรรค ทุกพรรคก็ล้วนมีปัญหาหมด ผมไม่เชื่อว่าปัญหาภายในอนาคตใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดเท่ากับ โอกาสที่ไม่สำเร็จของการรัฐบาลในการดำเนินนโยบาย”

มรสุมที่พรรคอนาคตใหม่เผชิญอยู่ทั้งคดีถือหุ้นสื่อนำมาสู่การพิจารณาคุณสมบัติ สส. ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในศาลรัฐธรรมนูญ  หรือคดียุบพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดผลลบต่อพรรคสีส้มแค่ไหน ศ.สุรชาติ ฟันธงว่า คงไม่ถึงขั้นรุนแรง เพราะถ้ายุบพรรค ส.ส.ก็ยังย้ายพรรคได้  ในมุมกลับคนอาจรู้สึกสงสาร การเมืองไทยปัจจัยเรื่องการสงสารเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ฉะนั้นปีกอนุรักษ์นิยมก็ต้องคิดด้วยว่า เล่นอย่างนี้อาจไม่คุ้มค่าเหมือนกัน เพราะถ้ากระแสสงสารเกิดในการเลือกตั้งครั้งหน้า อนาคตใหม่ก็อาจโตอีกแบบ

 

บิ๊กตู่อยู่ได้ด้วย snake farm

แต่จะลำบาก… ถ้าแก้ศก.เหลว

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะมีอายุยาวนานแค่ไหน  นักวิชาการรัฐศาสตร์ท่านนี้ ให้มุมคิดว่า รัฐบาลนี้ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง อยู่ที่ความสามารถในการดึงพรรคเล็กเข้าร่วมมากกว่า  คล้ายกับรัฐบาลจอมพลถนอม ในปี 2512 ที่รัฐบาลไปดึงพรรคเล็กพรรคน้อยเอาไว้ใต้ปีก

“การอยู่รอดของรัฐบาลคือ การบริหารพรรคเล็ก บทเรียนจากจอมพลถนอมชี้ชัด คือ เมื่อถึงจุดหนึ่งพรรคเล็กของบพัฒนาจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ  สุดท้ายรัฐบาลให้ไม่ได้  จอมพลถนอมก็ยึดอำนาจในปี 2514    ขณะที่ประวัติศาสตร์รัฐบาลผสมเอง ก็ไม่เคยถูกโค่นจากพรรคฝ่ายค้าน แต่ล้มจากเงื่อนไขภายในตัวเอง ดังนั้น คิดว่า รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ อาจจะอยู่ได้ คือ ด้วยการซื้องูเห่าจากฝ่ายค้าน หรือ snake farm  และต้องบริหารพรรคเล็กให้ได้ด้วย

อีกปัจจัยชี้ขาดรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าไม่สามารถตอบสนองต่อชนชั้นกลางได้ ซึ่งผู้สนับสนุนหลักของ คสช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ล้วนเป็น urban middle class ที่เป็นอนุรักษ์นิยม

เขายกบทเรียน เหตุการณ์อาหรับสปริง สาเหตุหนึ่งที่คนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลคือ คนชั้นล่าง คนชั้นกลางเดือดร้อนจากการขึ้นราคาอาหาร บวกกับเงื่อนไขคนตกงานที่คนชั้นกลาง ได้รับผลกระทบหนักหน่วง แต่ของไทย จะออกเป็นอาหรับสปริงส์จนมาชุมนุมที่ท้องถนน หรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะในไทยยังมีตัวแปรอื่นอีก ดังนั้น โจทย์ที่ว่ารัฐบาลจะไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจด้วย

คนรุ่นใหม่จะมีพลังถึงขั้นเปลี่ยนแปลงการเมืองหรือไม่ ศ.สุรชาติ บอกว่า ประเด็นนี้ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็มีคำถามเช่นกันว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ของไทยไม่รับกับระบอบอำนาจนิยมนี้ ทำไมเราไม่เห็นภาพเหมือนฮ่องกงในกรุงเทพ อันนี้เป็นโจทย์ที่น่าสนใจในทางรัฐศาสตร์ ดังนั้น ต้องดูต่อไปว่า  บริบทอย่างนี้ของไทย สุดท้ายอาจเป็นแค่ การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ไม่ถึงขั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ใช่หรือไม่

“เวลาคนเสพโซเชียลมากๆ อาจตีความได้สองแบบ คนเสพโซเชียลในไคโรแบบอาหรับสปริง กับ ในฮ่องกง เสพแล้วลงถนน แต่ของไทยไม่ลงถนน แต่ไม่ได้บอกว่า ในอนาคตเขาจะไม่ลงถนนนะ แต่ระยะเวลาอาจจะทอดนานขึ้น”

 

ชี้ “บิ๊กแดง” ส่งเสียงถึงชนชั้นกลาง

พร้อมเป็นตัวแทน “ประยุทธ์”

บทบาทของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ที่ปรากฏเป็นตัวละครสำคัญที่ออกมาปลุกกระแสมีคอมมิวนิสต์ นักวิชาการและฝ่ายค้าน จ้องโค่นล้มสถาบันกำลังถูกจับตาว่า เป็นตัวตายตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ สำหรับ ศ.สุรชาติก็คิดเช่นกัน เขาบอกว่า การเปิดตัวของผบ.ทบ. คือ การขายภาพลักษณ์หรือ ทำไดเร็คเซลกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม เป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งผู้นำสายอนุรักษ์นิยมไม่สามารถเดินต่อได้ ปีกนี้ก็จะมีตัวเลือกใหม่ คือ ผบ.ทบ. ที่กำลังเปิดขายโปรดักท์ตัวเองอยู่ว่า จะเป็นผู้นำคนใหม่ในอนาคต  ส่วนจะมาด้วยวิธีไหน การเมืองไทยมันฟันธงทุกอย่างไม่ได้

ทั้งหมด ศ.สุรชาติ สรุปว่า ระบอบการเมืองกึ่ง คสช. อย่างนี้  ไม่ตอบสนองต่อโจทย์เศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่  เช่น ใหญ่ที่สุดคือ ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กระทบทั่วโลกรวมถึงไทย รวมถึง เราควรวางบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจย่างไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นเพราะวันนี้เวียดนามดูน่าสนใจกว่าไทย ขณะที่โอกาสของไทยไม่มีเลยทั้งความน่าลงทุน  ดังนั้น การเมืองต้องเปลี่ยน ใน 2 ประเด็น  คือ การสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรม

“การเมืองไทยวันนี้เหมือนเดินหน้า 1 จังหวะ แต่ถอยหลังที 3-4 ก้าว มันทำให้โอกาสที่จะสร้างเสถียรภาพการเมืองในประเทศลำบาก กระทบต่อปัญหาการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตก็ลำบากตาม  คำถามที่ผมขอฝากทิ้งท้ายคือ บทบาททหารในการเมืองไทย มันควรมีข้อยุติได้แล้วหรือยัง หรือ ต้องให้เขามาจัดการกับเราทุกอย่าง หรือ เราควรเอาการเมืองไปไว้ในสภา ยอมอดทนที่จะพัฒนามัน ไม่ควรเรียกร้องว่า ต้องจบเร็ว”  ศ.สุรชาติ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453466

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา เป็นสหกรณ์ประเภทประมง ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ในบ่อดินเพื่อแก้ไขปัญหาด้านราคา และสร้างอำนาจการต่อรองทำให้สามารถจำหน่ายปลานิลได้ในราคายุติธรรม

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 151 ราย มีพื้นที่เลี้ยงปลานิลกว่า 300 ไร่ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวม ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจรับฝากเงิน

นางสาวรัชฎาพร หงษ์หิน ผู้จัดการสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรมีการดูแลสมาชิกทั้ง 151 รายอย่างทั่วถึงโดยมีเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เข้าไปดูแลสมาชิกอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิก จำนวนบ่อปลา การวางแผนรอบการเลี้ยงปลานิลให้แก่สมาชิก เพื่อให้สหกรณ์ฯ สามารถบริหารจัดการด้านปริมาณของปลานิลให้ออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม และดูแลเรื่องคุณภาพของปลานิลให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของสมาชิก ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป อาทิ ลูกพันธุ์ปลา โดยสหกรณ์ฯ จะสั่งซื้อพันธุ์ปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดตัวละ 3 สตางค์ รวมไปถึงอาหารปลา สหกรณ์ฯก็จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ประมาณ 5-10 บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิกลงได้มาก และเมื่อปลาสามารถจับขายได้ ทางสหกรณ์ฯ ก็จะเข้าไปจับถึงบ่อสมาชิกเพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายให้กับพ่อค้า ซึ่งปัจจุบันสามารถนำผลผลิตปลานิลจากสมาชิกออกสู่ตลาดเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ประมาณวันละ2-2.5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 147,500 บาท

สำหรับจุดเด่นของปลานิลที่สมาชิกสหกรณ์ฯ ผลิตได้นั้น จะเป็นปลาที่สุขภาพดีมีความสด ไม่มีกลิ่นสาปโคลน เนื่องจากใช้แหล่งน้ำจากธรรมชาติในการเลี้ยงปลานิลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดพะเยา มีการบริหารจัดการน้ำ และบ่ออย่างเป็นระบบ สามารถผลิตปลานิลที่มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่พ่อค้าที่มารับซื้อปลานิลได้ในราคาที่เป็นธรรม และรวบรวมปลานิลออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งสหกรณ์ฯยังดูแลเรื่องการคัดเกรดปลานิลได้อย่างดี เพื่อเพิ่มอำนาตการต่อรองให้แก่สมาชิก ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมาธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในสหกรณ์ฯรวมถึงสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาด ตามโครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจสินค้าเกษตรในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (งบกลาง) ปี 2560 จำนวน1,293,000 บาท สหกรณ์สมทบ 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,693,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาดต่างๆ ประกอบด้วยตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็น อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส และรถบรรทุกพร้อมห้องเย็นขนาด 4 ล้อ ซึ่งสหกรณ์ฯนำไปใช้ประโยชน์ในการขนส่งปลานิล และลูกปลา ให้แก่สมาชิก ส่วนตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการแปรรูปลูกชื้นปลาและข้าวเกรียบปลา เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น” นางสาวรัชฎาพร กล่าว

จากการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรของสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด ทำให้สหกรณ์ฯสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อสหกรณ์ฯ ที่สหกรณ์สามารถเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้ ส่งผลให้สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี และมีสันติสุขในสังคม

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453210

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดผู้บริโภคโคขุน ภายใต้แบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบครบวงจร

นายประวิทย์ นามเหลา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า สหกรณ์ฯตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาการประกอบอาชีพ จึงรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อร่วมแก้ปัญหาด้านเงินทุน โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่และสวนยางพารา ต่อมาในปี 2543 สหกรณ์ฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาเลี้ยงโคขุนคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยแบ่งกลุ่มตามห่วงโซ่การผลิตได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนและด้านการตลาด ซึ่งแต่เดิมโคขุนจะส่งไปชำแหละที่สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อมาเกษตรกรได้หันมาเลี้ยงโคขุนมากขึ้น สหกรณ์ฯจึงสร้างโรงชำแหละของสหกรณ์ฯเอง เมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงโคขุน 1,030 ราย จำนวนโคที่ขึ้นทะเบียนขุน 4,900 ตัวซึ่งนับว่าจำนวนการเลี้ยงโคขุนของสหกรณ์ฯ มีปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน15 จังหวัด

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนลูกผสมพันธุ์ชาโลเล่แองกัส และวากิล มีกลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกกลุ่มเลี้ยงโคก่อนขุน และกลุ่มโคขุนที่ใช้ระยะเวลาการขุนถึง12-18 เดือน และในช่วงขุนโคนี้ ทางสหกรณ์ฯก็จะผลิตอาหารสำหรับใช้ขุนโคจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 5% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก พร้อมกับส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชอาหารสัตว์ส่งขายสหกรณ์ฯเพื่อนำมาผลิตอาหารโค โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อโคที่ขุนเต็มแล้วและที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสหกรณ์เท่านั้นเพื่อนำเข้าโรงชำแหละแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ รับซื้อตามคุณภาพของไขมันแทรกเนื้อ โดยแบ่งออกเป็นเกรดต่ำสุด 2.5 ไปจนถึงเกรด 5 สูงสุด ส่งจำหน่ายด้วยระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานไปยังตลาดหลักกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 และตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 30 ในรูปแบบยกซาก แยกชิ้นส่วน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย อาทิ เนื้อสเต๊ก เนื้อบด เนื้อกระจก ไส้กรอก เนื้อแดดเดียว เนื้อทุบ และลูกชิ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขายทั้งหมด 276 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและพัฒนาโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศได้ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดในประเทศปีละ 3,000 ตัว และตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัวต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคขุนพันธุ์ชาโลเล่ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิลลูกผสม ตลอดจนส่งเสริมให้เลี้ยงโคสีดำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ดี และมีไขมันแทรกอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ที่ผ่านมาการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสหกรณ์ฯไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป และการตลาด จำกัด จะได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจโคขุนของสหกรณ์ฯจนเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัดมีอยู่ครอบคลุมเกือบทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ เพื่อยกระดับแบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ให้ติดตลาดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสายพันธุ์ อาหาร และการจัดการให้ได้คุณภาพ พร้อมกับมีโรงชำแหละมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยความสะอาดแก่ผู้บริโภค เป็นการกระตุ้นยอดจำหน่ายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะต่อยอดขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ เป็นการนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของสมาชิกและสหกรณ์ต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452240

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวมรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยโครงการดังกล่าวได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจยางพารา 62 แห่ง จากทั่วประเทศ โดยสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการรวบรวมยางพารา อุปกรณ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อุปกรณ์การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา

นางสุพรทิพย์ ภักดีศรี ผู้จัดการสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า สหกรณ์นิคมดงมูลสอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 มีสมาชิกเริ่มต้น 678 คน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,870 คน สมาชิก
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่สมาชิกต้องพบเจอมากที่สุดคือ ราคายางพาราตกต่ำไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหกรณ์นิคมดงมูลสองจึงเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ 4.4 ล้านบาท สร้างปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บ รวบรวม แปรรูปยางพารา 3 รายการ ประกอบด้วย 1.ก่อสร้างโกดังขนาด 450 ตร.ม. 2.รถโฟคลิฟต์ ขนาด 2.5 ตัน และ 3.รถตักล้อยาง ขนาด 82 แรงม้า ซึ่งงบดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของของสหกรณ์ในการรวบรวมยางก้อนถ้วยและโรงงานผลิตยางเครป โดยสหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อรองรับผลผลิตยางก้อนถ้วยของเกษตรกรสมาชิก ได้มากถึง 8,500 ตัน/ต่อปีอีกทั้ง สหกรณ์ได้กำหนดแผนธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนโรงงานผลิตยางเครป ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 6,500 ตัน/ปี

เดิมสหกรณ์ฯมีโรงงานแปรรูปยางพาราและรวบรวมยางอยู่แล้ว แต่ยังขาดโกดังและอุปกรณ์ดังกล่าวพอได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรวบรวมและแปรรูปยางได้ดีขึ้น ซึ่งการรับซื้อยางก้อนถ้วย เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครป สหกรณ์ฯ จะรับซื้อจากสมาชิกโดยตรง ในราคาสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 50 สตางค์ – 1 บาท/กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้อยู่ได้และสหกรณ์ก็อยู่ได้ด้วยเนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง สำหรับยางเครปที่สหกรณ์ผลิตได้จะจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง
ส่งออกต่อไป

ในอนาคตสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด ได้วางแผนการจัดทำไลน์ผลิตยางแท่งเพื่อส่งออกเอง เพื่อขยายฐานการรองรับยางก้อนถ้วยจากเกษตรสมาชิกและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย เป็นการต่อยอดอาชีพการทำสวนยางพาราให้สามารถเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรสมาชิกอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451724

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น  ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดเชียงราย เป็นอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงสุดในการผลิตข้าว ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก ทางจังหวัดจึงผลักดันเรื่องข้าวให้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด

สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นสหกรณ์ที่สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และพื้นที่อำเภอเชียงแสน มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายพื้นที่ภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้ดี ดังนั้น ธุรกิจแปรรูปและผลิตภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์ จึงเป็นธุรกิจที่โดดเด่น ได้รับรางวัลข้าวตราคุณภาพดีเด่นแห่งประเทศไทย ประเภทข้าวหอมมะลิ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้าวเปลือกที่สหกรณ์นำมาผลิตเป็นข้าวสารจนได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นข้าวเปลือกที่ผลิตโดยสมาชิกของสหกรณ์ฯ

 

 

นางแสงสุนีย์ นุชัย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด ก่อตั้งเมื่อ 2515 มีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 6 ตำบล ใน อ.เชียงแสน ได้แก่ ตำบลป่าสัก ตำบลศรีดอนมูล ตำบลเวียง ตำบลโยนก ตำบลบ้านแซว และตำบลแม่เงิน ปัจจุบันมีสมาชิก 3,512 ราย มีทุนดำเนินงาน 680 ล้านบาท มีทุนเรือนหุ้น 110 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ รับฝากเงิน สินเชื่อ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย (ปัจจัยการผลิต, สินค้าอุปโภคบริโภค, น้ำมัน, สินค้าเกษตร) และแปรรูปผลผลิต (ข้าวเปลือก-ข้าวสาร, เมล็ดพันธุ์ข้าว, น้ำดื่ม)

ปัจจุบันธุรกิจที่โดดเด่นของสหกรณ์ฯคือ ผลิตข้าวครบวงจร โดยสหกรณ์ฯร่วมกับกรมการข้าว ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวเปลือกที่มีคุณภาพมาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการผลิตข้าวคุณภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 235 ราย พื้นที่ 3,600 ไร่ ซึ่งสมาชิกต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่สหกรณ์ฯผลิตขึ้นเอง รวมถึงวัสดุทางการเกษตรต่างๆ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สมาชิก พร้อมรับซื้อข้าวเปลือกที่ได้รับมาตรฐาน GAP คืนจากสมาชิก โดยจะรับซื้อข้าวเปลือกสดคืนในราคาเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ณ วันที่สมาชิกนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายตันละ 500 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้งจะรับซื้อในราคาเพิ่มขึ้นตันละ 1,000 บาท หลังจากนั้นจะนำข้าวเปลือกที่ได้ไปแปรรูปในโรงสีของสหกรณ์ฯที่ได้รับมาตรฐานการผลิต GMP เพื่อผลิตเป็นข้าวสารขาย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปีนี้คาดว่าจะรวบรวมผลผลิตข้าวคุณภาพจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 4,000 ตัน

 

 

นอกเหนือจากนั้น สหกรณ์ฯยังดูแล ช่วยเหลือสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เริ่มผลิต จนถึงการตลาด มีการส่ง
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกไปดูแลตรวจแปลงฤดูกาลละ 2 รอบ มีการให้ความรู้ทำการเกษตรที่มีคุณภาพ ซึ่งลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากสหกรณ์ฯจะให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในการผลิตว่าข้าวเปลือกที่ปลูกต้องการอาหารเวลาใดจึงเหมาะสม จากบันทึกของสมาชิกสามารถลดต้นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิตได้ประมาณร้อยละ 10 เลยทีเดียว

ล่าสุดสหกรณ์ฯเปิดจุดรวบรวมผลผลิตข้าวของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปขึ้น ที่สาขาเวียงโยนกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง
ได้รับเงินอุดหนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณปี 2561 (งบกลางปี) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการก่อสร้างฉางขนาด 2,000 ตัน และเครื่องชั่งขนาด 80 ตัน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 6,750,000 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,500,000 บาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวคุณภาพและข้าวเปลือกทั่วไปจากสมาชิกและเกษตรกรที่อยู่ในแถบนั้น เป็นการช่วยลดต้นทุนขนส่งลงได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ส่งผลให้รวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ทั่วถึงมากขึ้น ธุรกิจของสหกรณ์ฯ เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สาขาเวียงโยนกแห่งนี้จะเปิดรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นับได้ว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม พัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจเข้มแข็ง นำพาคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่สมาชิกได้อย่างแท้จริง