รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/845036

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมอบสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬา ภายใต้โครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ณ ศาลาหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกปี โดยในครั้งนี้ได้มามอบของใช้ต่างๆ ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียว ซึ่งการร่วมกันจัดกิจกรรมมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายสหกรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน จังหวัดใด ก็สามารถร่วมมือกันจัดกิจกรรมที่ดีแบบนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีพิธีเปิดอาคารสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนบ้านหนองเขียว มอบทุนส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5,000 บาท พร้อมมอบชุดคอมพิวเตอร์ จำนวน 12 เครื่อง และมอบแท็งก์น้ำ 2,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง

“การดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน กรมฯ ดำเนินการมากว่า 30 ปี ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับเด็กนักเรียน สามารถปลูกฝังและพัฒนาทักษะการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งอาคารสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียวเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านร้านสหกรณ์ในอาคารแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระบบสหกรณ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมสหกรณ์นักเรียนสามารถทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ฝึกให้เด็กนักเรียนได้ขายสินค้า จดบันทึกการทำบัญชี การบันทึกรายงานการประชุม ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ออมเงิน นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ รวมถึงการเรียนรู้ในบทบาทของการทำหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สิ่งเหล่านี้จะสร้างคุณค่าให้กับพี่น้อง ประชาชน ในเรื่องของการประกอบอาชีพ โดยกรมฯ มุ่งมั่นที่จะขยายผลไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น สร้างเศรษฐกิจให้ดีกับประเทศต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอยู่ห่างไกลขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน สิ่งของ เครื่องใช้ในการอุปโภค-บริโภค จึงได้จัดโครงการมอบไออุ่นให้น้องน้อยบนดอยสูง ประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต วัสดุอุปกรณ์ด้านการศึกษาที่จำเป็นให้กับเด็กนักเรียน และโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคี ความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ในประเทศ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนปัจจัยและสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังมอบกระปุกออมสินและเงินขวัญถุงให้กับเด็กนักเรียน เพื่อส่งเสริมการออมให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

https://www.naewna.com/local/843582

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องและมีผลงานดีเด่นในระดับนานาชาติ ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ให้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา โดยใช้การวิจัยนำ และจะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Center Excellence) ของเอเชียแปซิฟิกในการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค ในสาขาที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ให้มีความรอบรู้และสามารถถ่ายทอดความรู้ออกเป็นรูปธรรม และนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศได้

ในปีพุทธศักราช 2548 จึงมีการก่อตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชันษาครบ 4 รอบ โดยมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทำหน้าที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ใน 3 สาขาวิชาคือ วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ : อนามัยสิ่งแวดล้อม (AppliedBiological Sciences :Environmental Health) วิทยาศาสตร์เคมี (Chemical Sciences) และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม (Environmental Toxicology) โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่มีความต้องการสูงตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ

ซึ่งทั้ง 3 สาขาวิชาดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในสิ่งแวดล้อม การเกิดโรคจากสิ่งแวดล้อม และการพัฒนายาโมเลกุลขนาดเล็กและยาชีววัตถุเพื่อการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนการสอนของสถาบันเป็นระดับนานาชาติซึ่งได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฟลอริดา และมหาวิทยาลัยอูเทร็คประเทศเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการแพทย์อิมพีเรียล สหราชอาณาจักร เป็นต้น ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันได้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศมาแล้วมาแล้วกว่า 300 คน และได้เข้าทำงานกับสถาบันและหน่วยงานที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัทจัดการสิ่งแวดล้อม CP Groups, Ministry of Environment-Indonesia, Amed Forces Research Institute of Med. Sciencesนอกจากนี้ บางส่วนได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการแนะนำหลักสูตรโดยคณาจารย์และศิษย์เก่าจากสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมด้วยเครื่องมืออันทันสมัยสุดล้ำ นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา อีกทั้งยังได้ลุ้นรับสิทธิ์ในการส่งวิเคราะห์สาร มูลค่ารวม 40,000.- บาท สำหรับนักศึกษา 2 รางวัล และภาควิชาที่มีนักศึกษาร่วมงานมากที่สุด 1 รางวัลนอกจากนี้ ยังได้ร่วมลุ้นรางวัลตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึกสถาบันอีกด้วย ทั้งนี้ นักศึกษาที่เข้าร่วมงานสามารถสมัครขอรับทุนการศึกษาได้ในวันงาน หรือยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง จนถึงวันที่31 มีนาคม 2568 และหากได้รับการคัดเลือกให้รับทุนมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำที่สหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-5541900 ต่อ 2144, 2128 และ 2712 หรือ www.cgi.ac.th ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร 02-5541900 ต่อ 2112

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

https://www.naewna.com/local/842217

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย  จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดยพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จัดการประชุม “ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน รวมพลังสานอนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน” ประจำปี 2567 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่นในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีบี เอกซ์ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหม่ บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บจก.ทรูดิจิทัล กรุ๊ป และนายมนัสส์มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร 55 องค์กร ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หารือและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปอันได้แก่ การใช้ระบบ School Management System ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ให้ครบตามเป้าหมาย 88 ล้านบาทอีกทั้งจัดตั้งศูนย์ Learning Center นำร่องในโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ภายในปี 2570 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนทักษะการบริหารและการสอนร่วมกับสพฐ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้ความร่วมมืออันเข้มแข็งต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ปัจจุบันมีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัดสพฐ. เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 6,949 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.31 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 1,900 คน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 2,400 คน เพื่อติดตามและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ อีกทั้ง ยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา 82,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ รวม 3,757.59 ล้านบาท ในระยะดำเนินงานที่ผ่านมา

โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส (Transparency) มุ่งเน้นให้มีการนำระบบ School Management System (SMS) มาใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการพร้อมสร้างมาตรฐานการประเมินเชิงคุณภาพด้วย Chula Model และการปรับตัวชี้วัดตามบริบทโรงเรียน  ทั้งนี้ ยังวางแผนถอดบทเรียนโรงเรียนต้นแบบเพื่อขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป, 2.ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเปิดโอกาสให้ร่วมระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” โดยมีเป้าหมายจัดหาโน้ตบุ๊กให้โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ระดมทุนได้แล้วกว่า 23 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังพัฒนาศักยภาพ School Partner พนักงานจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมวิเคราะห์และประเมินโรงเรียนตามหลักยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) มูลนิธิฯ มีนโยบายพัฒนา “ICT Talent ภาครัฐ” ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนภายในปี 2570 รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การโอนย้าย การประเมินวิทยฐานะ และการปรับเงินเดือนให้กับครูและผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีโครงการอบรมเข้มข้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้สอนสู่การเป็นครูผู้ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี, 4.ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ Learning Center ในโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียนต่อ 1 เขตพื้นที่เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้เด็กได้เรียนตามความสนใจ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล และ 5.ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในโรงเรียน เพื่อรองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต รวมถึงการติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย พร้อมส่งเสริมหลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI และทักษะดิจิทัล

แนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลักนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดีสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังเช่น โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนคณะครูและนักเรียน ได้มาร่วมนำเสนอแนวทางความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ยังคงยืนหยัดในการพัฒนาการศึกษาไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนโยบาย การสนับสนุนโรงเรียนและบุคลากร ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศให้ก้าวไกล

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-8581881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯได้ที่ connexted.org

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

https://www.naewna.com/local/841072

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’  เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก  สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. จับมือหน่วยงานพันธมิตรอย่าง Cabinet office of Japan, ISPACE, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ECURS, SIEMENS, THAICOM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ อีกกว่า 70 บริษัท จัดงาน Thailand Space Week 2024 อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-10 โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้นำหน่วยงานอวกาศจากนานาประเทศและเหล่าผู้ประกอบการทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจากทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นงานด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีฯในฐานะประธานในพิธี กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งใจจัดงาน Thailand Space Week 2024 ในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจด้านอวกาศของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะนำมาสู่การขับเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีในอนาคต โดยเทคโนโลยีอวกาศจะแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกส่วนของการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็น New S Curve สำหรับการจัดงาน Thailand Space Week ในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับการใช้เทคโนโลยีของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอวกาศ

“ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนานวัตกรรมในด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะเร่งการพัฒนาดาวเทียมเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน
ในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตธุรกิจด้านอวกาศทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น Spaceport และความร่วมมือกับธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ไม่เพียงแค่นั้นรัฐบาลยังส่งเสริมให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศ ผ่านการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ การสร้างความตระหนักและความสามารถด้านอวกาศนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคตต่อไป”

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อว่า งาน Thailand Space Week 2024 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวง อว. ที่ต้องการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศ ให้เกิดความร่วมมือและการใช้ประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากที่สุด งานนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดในด้านเทคโนโลยีอวกาศและธุรกิจในประเทศไทย คาดว่าตลอดการจัดงาน 3 วัน จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน จาก 34 ประเทศทั่วโลก บริษัทเข้าร่วมงานมากกว่า 70 บริษัท บูธนิทรรศการมากกว่า 100 บูธ ซึ่งแนวทางการจัดงานของปีนี้เราเน้นเรื่อง “Converging Technologies, Connecting People,” ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องนำมาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ (Technology Convergence) ที่จะนำมาสู่เครื่องมือ ข้อมูล และการจัดการที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับมนุษย์และการดำเนินธุรกิจ โดยการจัดงานครั้งนี้ผู้ร่วมงานนอกจากจะมีโอกาสอัปเดตข้อมูลที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและกิจการอวกาศจากนานาประเทศแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้รู้จักและสร้างเครือข่ายทางความรู้และธุรกิจกับผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งปีนี้เราได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตและนักการทูตมากกว่า 10 ประเทศมาร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรด้านอวกาศจากหลายประเทศทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ อาทิ CNSA ประเทศจีน, KARI สาธารณรัฐเกาหลีใต้, OSTIN ประเทศสิงคโปร์, EU , MYSA จากประเทศมาเลเซีย, QZSS ประเทศญี่ปุ่น และ PHILSA ประเทศฟิลิปปินส์ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองภายในงานด้วย

“สำหรับจุดเด่นของงาน Thailand Space Week 2024 มีหลายกิจกรรม โดยเฉพาะในส่วนของ Plenary Stage จะมี Session ที่น่าสนใจ อาทิ Space Leaders Forum, Unveiling Asean Space Ecosystems, การใช้เทคโนโลยีอวกาศรับมือกับความท้าทายที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน, Financing the Future กับโอกาสในอุตสาหกรรมอวกาศ หรือจะมาร่วมส่องอนาคตเทคโนโลยีอวกาศ ไปกับ นางฟ้าไอที คุณเฟื่องลดา กับ Trend ในอีก 10 ข้างหน้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะสร้างโอกาสและขยายความร่วมมือ ทั้งด้านองค์ความรู้ ธุรกิจ และการลงทุนในระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงของภูมิภาค ซึ่งมุ่งหวังจะให้เกิดการยกระดับและเปิดโอกาสให้กับ Space related Industry ของไทยกับพันธมิตรจากนานาประเทศ อันจะนำมาสู่การเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ให้กับภาคเศรษฐกิจของไทย เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782142

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“งานวิจัยเรื่องข้าวมันเป็นเรื่องสำคัญ ปีนี้ ปี’67 ผมก็เลยมุ่งเน้นเรื่องของงานวิจัยด้านข้าว ของเราผลผลิตต่อไร่ผมว่ามันไม่แพ้ต่างประเทศ มันติดอยู่ตรงที่ระยะเวลาในการปลูกของเรามากกว่าของเวียดนาม ของเขา 90 วัน ของเรา 100-105 วัน นี่มันแค่เป็นการโฆษณาให้กับพี่น้องเกษตรกร ว่าในระหว่าง 15 วัน ผมคิดว่ามันเป็นปลายฤดูของการเก็บเกี่ยว การใช้น้ำไม่มีผล แต่มันมีผลทางด้านจิตวิทยา”

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงแผนงานของกรมการข้าวในปี 2567 นี้ ซึ่งจะเน้นเรื่องของ “การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ” พร้อมกับหยิกยกสถานการณ์ “ข้าวเวียดนาม” ที่ถูกนำมาปลูกในท้องนาของประเทศไทยอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด ด้วยคำโฆษณาที่ว่าใช้ระยะเวลาจากการปลูกถึงเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์ข้าวของไทย ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวเพิ่มถึง 10 พันธุ์ มีทั้งข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่นและข้าวสาลี

สำหรับ “โจทย์ใหญ่” ที่กรมการข้าวตั้งเป้าหมายไปให้ถึงคือ “ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพและในปริมาณที่เพียงพอ” เนื่องจากที่ผ่านมากรมการข้าวได้รับงบประมาณจำนวนน้อย และแม้จะได้งบประมาณมาก็ใช่ว่าผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพพร้อมใช้งานได้ทันทีในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องมีการวางแผนระยะยาวในภาคการผลิต โดยกว่าจะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาได้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ฤดูกาล

ทั้งนี้ กรมการข้าวเพิ่งได้รับงบประมาณ 1,256 ล้านบาทสำหรับจัดหาเครื่องจักรสำหรับพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ขณะที่อยู่ในระหว่างการจัดสร้าง คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีครบทั้งเครื่องอบ เครื่องคัด เครื่องร่อน ฯลฯ เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ข้าวในชั้นพันธุ์คัดและพันธุ์ขยาย สำหรับศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567 ได้ของบประมาณไปประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับศูนย์วิจัยข้าวอีก 12 แห่ง ดังนั้นคาดว่าภายในปี 2568 เกษตรกรน่าจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้อย่างเพียงพอ

“เราอย่าลืมว่ากรมการข้าวเป็นต้นน้ำในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนและนาแปลงใหญ่ ถ้าต้นน้ำผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดพันหลักไม่ได้ มันก็ไม่สามารถเอาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปสู่ชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายได้ ฉะนั้นต้นน้ำกำลังดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาเราทำปลายน้ำ มันต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ ในยุคที่ผมมาเป็นอธิบดีผมก็เลยต้องศึกษาว่าผมจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร”ณัฏฐกิตติ์ กล่าว

ในประเด็นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรมการข้าวเรื่องไม่ยอมรับรองพันธุ์ข้าวให้โดยง่ายทั้งที่มาจากเอกชนและจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กรมการข้าวเองก็มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการเรื่องนี้ ณัฏฐกิตติ์ อธิบายว่า “การรับรองต้องทำอย่างรอบคอบ” กรมการข้าวไม่ได้ปิดกั้น แต่คณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงที่มาของสายพันธุ์ เนื่องจากกังวลว่าอาจนำพันธุ์ข้าวเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งหากรับรองไปแล้วเมื่อส่งออกก็อาจเกิดปัญหากับประเทศเจ้าของสายพันธุ์ได้

ภารกิจประการต่อมาที่กรมการข้าวจะเน้นขับเคลื่อนในปี 2567 คือ “การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” โดยอธิบดีกรมการข้าว ยกตัวอย่าง “การหว่านนาน้ำตม” วิธีการทำนาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีคำแนะนำให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ และหว่านในระยะพอดี แต่เกษตรกรก็ไม่ค่อยทำเพราะกลัวจะได้ผลผลิตในปริมาณน้อย

แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “โดรนหว่านเมล็ด” ที่สามารถตั้งค่าระยะการโยนเมล็ดในพื้นที่นาได้อย่างพอดี ทำให้การแตกกอของข้าวดีและได้ผลผลิตข้าวในปริมาณสูง ในขณะที่การหว่านเมล็ดข้าวหากหว่านหนาเกินไปการกำจัดวัชพืชก็จะทำได้ไม่ดี เกิด “ข้าวดีด-ข้าวเด้ง” ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำเพราะเกษตรกรไม่สามารถลงไปในผืนนาเพื่อกำจัดวัชพืชได้“การเก็บเกี่ยว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว โดยการเก็บเกี่ยวที่ดีต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง” หมายถึงนับจากวันที่ข้าวออกดอกไปแล้ว 28-30 วัน เป็นต้น

หรือ “การลดความถี่ในการทำนาเพื่อให้ดินได้พัก” จากเดิม 3 ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี แต่ก็เข้าใจได้ว่าเกษตรกรจำเป็นต้องมีรายได้ ดังนั้นช่วงที่ไม่ได้ทำนา จะหาพืชชนิดใดมาปลูกได้บ้าง เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือใช้จุลินทรีย์ หรือแหนแดงซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศ เบื้องต้นมีงานวิจัยรองรับแล้ว แต่ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรมีรายได้และการพักดิน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนศัตรูพืชซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการใช้สารเคมี

นอกจากนั้น ในเดือน มี.ค. 2567 กรมการข้าว จะเปิดตัว“จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว” ที่พัฒนาร่วมกับเอกชน ใช้เวลาย่อยสลาย 5-7 วัน ลดการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึลดปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผา แต่การไม่เผาก็ต้องหาเครื่องมือทดแทน เช่น เครื่องบดอัดฟางข้าว สำหรับนำไปขายให้ผู้เลี้ยงปศุสัตว์อย่างไรก็ตาม “ร้อยละ 70 ของธาตุอาหารในนาอยู่ในฟางข้าว”จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

“เราต้องรณรงค์ถึงวิชาการต่างๆ ให้เกษตรกรได้รับรู้-รับทราบว่า กรมการข้าวเราจะทำนาแบบสมัยใหม่ เราจะรณรงค์ผ่านสื่อสารต่างๆ แล้ววันนี้กรมการข้าวก็ได้มีตัวแทนของกรมการข้าวแล้ว มีประมาณ 140,000 คน อยู่ทั่วประเทศ พื้นที่ทำนา 6,000 กว่าตำบล เพื่อหมู่บ้านละ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง เราจะใช้แกนนำ 1-5 คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้ความรู้กับเกษตรกร

เราจะรณรงค์ ฝึกอบรมและให้ความรู้ ให้เทคโนโลยีลงไป เพื่อที่เขาจะไปกระจายและฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่เขารับผิดชอบอยู่ ถ้าหมู่บ้านสูงมากกว่า 500 ไร่ เราก็ให้ 2 คน ต่ำกว่า 500 ไร่ เราก็ให้คนเดียว ถ้ามากกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไปเราก็ให้หมู่บ้านละ 3 คน ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นตัวแทน เขาเรียกว่าข้าวอาสา เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นต่างๆ แล้วก็ไปอบรม จัดฝึกอบรมแล้วก็ให้เขากระจายความรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา” ณัฏฐกิตติ์ ระบุ

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ความท้าทายประการหนึ่งที่พูดถึงกันเสมอคือ “เกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมาก” จึงกลายเป็น“ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า เท่าที่เริ่มผลักดันการส่งเสริมความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้รับความสนใจค่อนข้างดี เช่น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ตนเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับเสียงสะท้อนว่าเห็นด้วยกับภารกิจของกรมการข้าวในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เพียงแต่ที่ผ่านมาเราขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์

ดังนั้นตนจึงปรับรูปแบบการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมการข้าว ให้ทำงานเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันเกษตรกรมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รับข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เนตได้ รวมถึงจะมีช่องทางให้เกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครข้าวอาสา เป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้สำหรับถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2567 กรมการข้าวจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น

ยังมีอีกปัจจัยที่อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าเป็นข้อจำกัด คือ “งบประมาณสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน” ซึ่งปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีสามารถสนับสนุนได้เพียง 200 ศูนย์ หรือ 200 ตำบล แต่พื้นที่ทำนาทั่วประเทศมีมากถึง 6,000 ตำบล ขณะที่บุคลากรทุกประเภทในกรมการข้าวมีอยู่ 1,800 คน การดูแลชาวนาทั่วประเทศจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด จึงต้องมีพันธมิตร ประกอบด้วย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานวิจัย

นอกจากนั้น ยังมีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีกลไกเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลในการให้ความรู้กับเกษตรกร แต่ก็เป็นอีกกรมหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณรวมถึงการเดินทางไปให้ความรู้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่การที่มีพันธมิตรแบบนี้ ทำให้กรมการข้าวไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังคนอีก โดยกรมการข้าวมีภารกิจดูแลศูนย์ข้าวชุมชน นาแปลงใหญ่ และการผลิตเมล็ดพันธุ์

“ถ้าพี่น้องเกษตรกรมีปัญหาเรื่องของการทำนา เรื่องความรู้ต่างๆ ติดต่อเข้ามาทางเว็บไซต์ของกรมการข้าวได้เลย ฉะนั้นช่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ของกรมการข้าว แม้กระทั่งชาวนาอาสาที่เราอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เราก็จะรณรงค์แล้ว เริ่มรณรงค์อย่างเต็มที่ในปี 2567 เป็นต้นไป ผมคิดว่าจะสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของความรู้ ในปี 2568 นั่นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการที่มีความสมบูรณ์พร้อม ที่จะให้มีความเพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776334

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์  อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (EarthSafe) ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเร่งสร้างบุคลากรเป็น “ผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์” และ “ผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์” ตามหลักมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล เพื่อเสริมทัพการตรวจประเมินและให้การรับรองเกษตรอินทรีย์ พืช สัตว์ อาหารแปรรูป โรงคัดแยกบรรจุ สนามกอล์ฟ และรีสอร์ทออร์แกนิก มุ่งเป้าพัฒนาเครือข่ายต้นแบบสังคมการเกษตร–อาหารออร์แกนิก ไร้สารพิษ

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สจล. สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ (RIMOA) และ มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (EarthSafe) ซึ่งเป็นเครือข่ายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยตามแนวศาสตร์พระราชา ได้ลงนามผนึกความร่วมมือตามข้อตกลง MOU เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ซึ่งนอกจากการใช้นวัตกรรมในการทำเกษตรอินทรีย์สนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เผยแพร่งานวิจัยจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์และชีวภัณฑ์แล้ว ทำอย่างไรที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เพิ่มในการใช้นวัตกรรม พัฒนาตลาดช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศที่เข้าถึงง่าย และการรับรองเพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ดังนั้น สจล. จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการและผลิตบุคลากรผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ (Organic Inspector) และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ (Organic Expert) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตรวจประเมินคุณภาพ และการออกใบรับรองเกษตรอินทรีย์ของ Earthsafe powered by AATSEA-RIMOA-KMITL โดยสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Associaion of Agricultural Technology in Southeast Asia : AATSEA) ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร

รับรองเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า ทั้งนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายพัฒนา “กิน-อยู่-เที่ยว-เล่น ปลอดภัย” เพื่อประโยชน์ต่อประเทศไทยและประชาคมโลกในภาพรวม ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติในด้านการเกษตรแม่นยำและยั่งยืน ยกระดับผลิตผลเกษตรและอาหารไร้สารเคมี ผลักดันให้ครัวไทยเป็นครัวโลกที่มีคุณภาพและสุขภาพดี ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารอย่างเพียงพอ (Food Security) ตลอดจนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

รศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. กล่าวว่า การอบรมผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์จัดขึ้นปีละครั้ง ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่ต้องผ่านการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เสียสละ และต้องการช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งผู้ตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์จะได้รับใบอนุญาตระยะ 1 ปี การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นการประกันว่าสินค้าเกษตรที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพปลอดภัย ภายใต้หลักเกณฑ์การรับรองระดับสากล

ซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการและประสบการณ์แก่บุคลากรผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ครั้งนี้ ประกอบด้วย การสาธิตและฝึกอบรม การตรวจสารพิษตกค้าง (PesticideDetection), ฟอร์มาลีน, Salmonella E coli, Nitrate เป็นต้น ในผลผลิตพืชอินทรีย์ (Organic), GAP จากตลาดสด รวมถึงการตรวจธาตุอาหารพืช ไนเตรท และโลหะหนักที่ตกค้างในดิน-น้ำ

การทำดินออร์แกนิกเพื่อปลูกพืช เรียนรู้การเปรียบเทียบดินเคมีและดินธรรมดา สามารถให้คำแนะนำเกษตรกรหยุดใช้สารเคมีทุกชนิด แนะนำเทคนิคต่างๆ ที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อใช้ทดแทนสารเคมียาฆ่าหญ้า ยาฆ่าเชื้อรา ยารักษาโรคพืชต่างๆ ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมทั้ง พืช สัตว์ อาหารแปรรูป โรงคัดแยกบรรจุ สนามกอล์ฟออร์แกนิก และรีสอร์ทออร์แกนิก พร้อมทั้งแนะนำแนวทาง Zero Waste อาทิ การนำเศษหญ้า เศษอาหารเหลือทิ้งมาทำปุ๋ยใช้เองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการตรวจวิเคราะห์หาสารพิษตกค้างในพืชผล ผลิตภัณฑ์ หรือแหล่งผลิต จะดำเนินการผ่านศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์ และการเกษตรแห่งเอเชีย (AMARC) ซึ่งเป็นแล็บมาตรฐาน ISO ด้านเกษตร อาหาร และยา แบบครบวงจร โดยจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Earthsafe-AATSEA-KMITL 4 ด้าน ได้แก่ 1.ไร้สารพิษ สารเคมีตกค้างในผลผลิต 2.ปลอดสารไนเตรท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในผู้บริโภคและเกษตรกร

3.ปลอดภัยเชื้อโรคมนุษย์ เช่น Salmonella, E. coli และ 4.ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสารโลหะหนัก อีกทั้งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยมีความแตกต่างจากหน่วยงานรับรองอื่นทั่วโลก ซึ่งหากผ่านการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้างจาก AMARC แล้ว จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทันที

SCOOP@NAEWNA.COM

รายงานพิเศษ : ปลุกเด็กอาชีวะรวมพลังพัฒนาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701410

รายงานพิเศษ : ปลุกเด็กอาชีวะรวมพลังพัฒนาชาติ

รายงานพิเศษ : ปลุกเด็กอาชีวะรวมพลังพัฒนาชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่วิทยาลัยเทคนิคพังงา จ.พังงา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ศึกษาและถอดบทเรียนการจัดกิจกรรมต่างๆ ในสถานศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูและแกนนำนักศึกษาอาชีวศึกษาป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา

นายศรีสุวรรณ ควรขจร รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า วิทยาลัยเทคนิคพังงาถือเป็นสถานศึกษาต้นแบบ และมีผลงานดีเยี่ยม ในการพยายามให้นักศึกษา ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ อันจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของตนเองครอบครัว และสังคม นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ของ สสส. และความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น นับเป็นสิ่งที่ประเทศต้องการ เพราะเด็ก เยาวชน วัยมัธยม ต่อเนื่อง มัธยมปลาย อาชีวะ นับเป็นช่วงสำคัญมากต่อทางชีวิตแต่ละคน เราจะหันเหไปทางไหน นี่คือช่วงสำคัญ

“ผมเชื่อว่าประเทศจะอยู่รอดได้ อยู่ที่เด็กอาชีวะ เพราะเขามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อนาคตเราจะมีประชากรสูงวัยเต็มบ้านเมือง เพราะฉะนั้นภารกิจของเทคนิคพังงา และอีกหลายวิทยาลัยมีความหมายสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ นำพาสังคม เพื่อนๆ ต่างโรงเรียน ได้รับรู้ ตระหนักและเท่าทันกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า เด็กอาชีวะจะสามารถเป็นพลังในการสร้างชาติ ให้อยู่รอดต่อไป” นายศรีสุวรรณ ระบุ

ด้าน เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สถานศึกษาต้นแบบ วิทยาลัยเทคนิคพังงา เป็นที่ภาคภูมิใจของพวกเรา อาชีวะจะต้องสร้างชาติ พัฒนาคนไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็งซึ่งจะต้องมีคุณลักษณะความพร้อมทั้ง ทางกายใจ และปราศจากความเสี่ยงต่างๆ สำนักงานอาชีวะฯ มี 24 สถานศึกษาทั่วประเทศ เป็นต้นแบบ ปลอดอบายมุข

“ปีหน้าการทำงานในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เราจะขยายผลไปในวิทยาลัยทั่วภาคใต้ เพิ่มศักยภาพ การคุ้มครองสุขภาพ สิทธิเสรีภาพในการคุ้มครองความปลอดภัยทั้งหลาย อันเกิดจากปัจจัยความเสี่ยงทั้งเหล้า สุรา บุหรี่ ยาเสพติดทั้งหลาย ไม่ให้มีในสถานศึกษา ในปี 2566 นี้ผมได้รับมอบหมายจากเลขาธิการการอาชีวศึกษา ให้ดูแลศูนย์ใหม่ นั่นคือศูนย์ความปลอดภัยอาชีวศึกษา ผมจะรับภารกิจนี้อย่างเต็มรูปแบบ และมีความเชื่อว่า ถ้าครู บุคลากรทางการศึกษาชุมชนหน้าโรงเรียน ชุมชนหน้าสถานศึกษา รวมทั้งสถานประกอบการ หรือ สถานศึกษา ต้องมีทิศทางการมองแบบ 360 องศา ในการเยียวยาช่วยเหลือ “เรืออากาศโทสมพร ระบุ

ด้าน นายนาถวัฒน์ ลิ้มสกุล วิทยาลัยเทคนิคพังงา กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและทำให้ภาพของเด็กอาชีวะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ความจริงแล้วเด็กอาชีวะเป็นเด็กที่เก่งและมีความสามารถ แต่ภาพลักษณ์ ภาพจำเก่าๆ ที่ถูกตีตรามาเลยทำให้คนส่วนใหญ่ยังมองภาพเด็กอาชีวะในทางลบอยู่ ซึ่งตนเองดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งทำให้เพื่อนๆ ของเราถูกยอมรับมากขึ้น การเข้าร่วมโครงการนี้มันทำให้เราได้พันธมิตรมากขึ้น เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราทำคนเดียวไม่ได้ ทำโดยสถานศึกษาเดียวไม่ได้ พอได้เจอกับเพื่อนๆ หลายสถานศึกษาทำให้ได้เห็นว่าเขามี วิธีการอย่างไร เขาดำเนินการอย่างไร แล้วเรานำมาสามารถปรับใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้เราเกิดเป็นภาพกว้าง อิมแพค มากที่สุด

“พวกเราชาวเทคนิคพังงา เชื่อว่าการรณรงค์ เป็นเรื่องที่สำเร็จผล แต่เห็นผลได้น้อย เราเลยพยายามคิดกิจกรรมต่างๆ ให้น้องๆ ผู้เข้าร่วมได้คิด และลงมือทำด้วยตนเอง เช่น มีการทำบทบาทสมมุติขึ้นมา ว่าถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงแบบนี้ เขาจะปฏิบัติตัวอย่างไร เรามีการนำเกมประยุกต์กิจกรรมให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่อยากให้เป็นอารมณ์ที่ว่า เข้ามาอบรมแล้วเป็นเชิงวิชาการอย่างเดียวแล้วน่าเบื่อ” แกนนำโครงการ ระบุ

ขณะที่ แพท พาวเวอร์แพท เปิดบทเรียนชีวิตที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำเกือบครั้งหนึ่งว่า อยากจะบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับน้องๆ ในตอนนั้นเริ่มจากบุหรี่ เหล้า คือจุดเริ่มต้นของอะไรหลายอย่าง ตอนอายุ 14-15 ปี ก็เริ่มลองสูบบุหรี่ ตนเองนั้นเลือดอาชีวะ จบสายเทคนิค มีกลุ่มก๊วนเพื่อน ที่ชักจูงกันไปในสิ่งเหล่านี้ สูบบุหรี่กันในโรงเรียน

“เป็นปกติวัยรุ่นอยากรู้ อยากลอง แต่บางสิ่งบางอย่าง เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปลองเอง เราเรียนรู้จากชีวิต คนอื่นได้ ถึงความผิดพลาด สิ่งที่เขาได้รับ เช่นตัวผมเอง จุดเริ่มต้นเล็กๆ จากเหล้าบุหรี่ ทำให้ลุกลามไปเรื่อยๆ มันดึงไป ทำให้ชีวิตเราตกต่ำและไปสู่สังคมที่มันแย่ ผมอยากจะบอกว่า ผมประสบกับตัวเองมาแล้ว 17 ปี ที่ไม่ได้ออกมาสู่โลกภายนอก มาจากจุดเริ่มต้นนี้” แพท ระบุ

แพทระบุด้วยว่า พอเราใช้สารเสพติดไปมากๆ แน่นอนว่า พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายทรุดโทรม งานก็ทำได้ไม่ปกติเหมือนเดิม ศักยภาพที่เคยมี ที่เคยทำได้ก็ถดถอยลงวิถีชีวิตของเรามันก็ผิดแผกไปจากคนปกติ เพื่อนที่ดีๆเจ้านายที่ดี สังคมที่ดี โดนผลักออกหมด แล้วเราก็ไปคบเพื่อนที่อยู่ในวงการอบายมุขด้วยกัน มันก็เริ่มชักนำพาสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาเรื่อยๆ มีความคิดผิดๆ คบเพื่อนผิด แล้วไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สุดท้ายเข้าไปอยู่ในเรือนจำ และหลายคนที่เข้าไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมายืนได้ถึงจุดนี้ อาชีพไม่มี สถานะทางสังคมหมดสิ้น เพื่อนหาย เพราะต้องใช้ชีวิตในนั้นยาวนานมาก และยากมากที่ใครจะกลับมายืนในจุดเดิมได้