#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/782142
รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่
วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.
“งานวิจัยเรื่องข้าวมันเป็นเรื่องสำคัญ ปีนี้ ปี’67 ผมก็เลยมุ่งเน้นเรื่องของงานวิจัยด้านข้าว ของเราผลผลิตต่อไร่ผมว่ามันไม่แพ้ต่างประเทศ มันติดอยู่ตรงที่ระยะเวลาในการปลูกของเรามากกว่าของเวียดนาม ของเขา 90 วัน ของเรา 100-105 วัน นี่มันแค่เป็นการโฆษณาให้กับพี่น้องเกษตรกร ว่าในระหว่าง 15 วัน ผมคิดว่ามันเป็นปลายฤดูของการเก็บเกี่ยว การใช้น้ำไม่มีผล แต่มันมีผลทางด้านจิตวิทยา”
ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงแผนงานของกรมการข้าวในปี 2567 นี้ ซึ่งจะเน้นเรื่องของ “การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ” พร้อมกับหยิกยกสถานการณ์ “ข้าวเวียดนาม” ที่ถูกนำมาปลูกในท้องนาของประเทศไทยอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด ด้วยคำโฆษณาที่ว่าใช้ระยะเวลาจากการปลูกถึงเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์ข้าวของไทย ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวเพิ่มถึง 10 พันธุ์ มีทั้งข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่นและข้าวสาลี
สำหรับ “โจทย์ใหญ่” ที่กรมการข้าวตั้งเป้าหมายไปให้ถึงคือ “ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพและในปริมาณที่เพียงพอ” เนื่องจากที่ผ่านมากรมการข้าวได้รับงบประมาณจำนวนน้อย และแม้จะได้งบประมาณมาก็ใช่ว่าผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพพร้อมใช้งานได้ทันทีในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องมีการวางแผนระยะยาวในภาคการผลิต โดยกว่าจะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาได้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ฤดูกาล
ทั้งนี้ กรมการข้าวเพิ่งได้รับงบประมาณ 1,256 ล้านบาทสำหรับจัดหาเครื่องจักรสำหรับพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ขณะที่อยู่ในระหว่างการจัดสร้าง คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีครบทั้งเครื่องอบ เครื่องคัด เครื่องร่อน ฯลฯ เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ข้าวในชั้นพันธุ์คัดและพันธุ์ขยาย สำหรับศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567 ได้ของบประมาณไปประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับศูนย์วิจัยข้าวอีก 12 แห่ง ดังนั้นคาดว่าภายในปี 2568 เกษตรกรน่าจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้อย่างเพียงพอ
“เราอย่าลืมว่ากรมการข้าวเป็นต้นน้ำในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนและนาแปลงใหญ่ ถ้าต้นน้ำผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดพันหลักไม่ได้ มันก็ไม่สามารถเอาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปสู่ชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายได้ ฉะนั้นต้นน้ำกำลังดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาเราทำปลายน้ำ มันต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ ในยุคที่ผมมาเป็นอธิบดีผมก็เลยต้องศึกษาว่าผมจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร”ณัฏฐกิตติ์ กล่าว
ในประเด็นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรมการข้าวเรื่องไม่ยอมรับรองพันธุ์ข้าวให้โดยง่ายทั้งที่มาจากเอกชนและจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กรมการข้าวเองก็มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการเรื่องนี้ ณัฏฐกิตติ์ อธิบายว่า “การรับรองต้องทำอย่างรอบคอบ” กรมการข้าวไม่ได้ปิดกั้น แต่คณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงที่มาของสายพันธุ์ เนื่องจากกังวลว่าอาจนำพันธุ์ข้าวเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งหากรับรองไปแล้วเมื่อส่งออกก็อาจเกิดปัญหากับประเทศเจ้าของสายพันธุ์ได้
ภารกิจประการต่อมาที่กรมการข้าวจะเน้นขับเคลื่อนในปี 2567 คือ “การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” โดยอธิบดีกรมการข้าว ยกตัวอย่าง “การหว่านนาน้ำตม” วิธีการทำนาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีคำแนะนำให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ และหว่านในระยะพอดี แต่เกษตรกรก็ไม่ค่อยทำเพราะกลัวจะได้ผลผลิตในปริมาณน้อย
แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “โดรนหว่านเมล็ด” ที่สามารถตั้งค่าระยะการโยนเมล็ดในพื้นที่นาได้อย่างพอดี ทำให้การแตกกอของข้าวดีและได้ผลผลิตข้าวในปริมาณสูง ในขณะที่การหว่านเมล็ดข้าวหากหว่านหนาเกินไปการกำจัดวัชพืชก็จะทำได้ไม่ดี เกิด “ข้าวดีด-ข้าวเด้ง” ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำเพราะเกษตรกรไม่สามารถลงไปในผืนนาเพื่อกำจัดวัชพืชได้“การเก็บเกี่ยว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว โดยการเก็บเกี่ยวที่ดีต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง” หมายถึงนับจากวันที่ข้าวออกดอกไปแล้ว 28-30 วัน เป็นต้น
หรือ “การลดความถี่ในการทำนาเพื่อให้ดินได้พัก” จากเดิม 3 ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี แต่ก็เข้าใจได้ว่าเกษตรกรจำเป็นต้องมีรายได้ ดังนั้นช่วงที่ไม่ได้ทำนา จะหาพืชชนิดใดมาปลูกได้บ้าง เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือใช้จุลินทรีย์ หรือแหนแดงซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศ เบื้องต้นมีงานวิจัยรองรับแล้ว แต่ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรมีรายได้และการพักดิน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนศัตรูพืชซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการใช้สารเคมี
นอกจากนั้น ในเดือน มี.ค. 2567 กรมการข้าว จะเปิดตัว“จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว” ที่พัฒนาร่วมกับเอกชน ใช้เวลาย่อยสลาย 5-7 วัน ลดการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึลดปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผา แต่การไม่เผาก็ต้องหาเครื่องมือทดแทน เช่น เครื่องบดอัดฟางข้าว สำหรับนำไปขายให้ผู้เลี้ยงปศุสัตว์อย่างไรก็ตาม “ร้อยละ 70 ของธาตุอาหารในนาอยู่ในฟางข้าว”จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้
“เราต้องรณรงค์ถึงวิชาการต่างๆ ให้เกษตรกรได้รับรู้-รับทราบว่า กรมการข้าวเราจะทำนาแบบสมัยใหม่ เราจะรณรงค์ผ่านสื่อสารต่างๆ แล้ววันนี้กรมการข้าวก็ได้มีตัวแทนของกรมการข้าวแล้ว มีประมาณ 140,000 คน อยู่ทั่วประเทศ พื้นที่ทำนา 6,000 กว่าตำบล เพื่อหมู่บ้านละ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง เราจะใช้แกนนำ 1-5 คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้ความรู้กับเกษตรกร
เราจะรณรงค์ ฝึกอบรมและให้ความรู้ ให้เทคโนโลยีลงไป เพื่อที่เขาจะไปกระจายและฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่เขารับผิดชอบอยู่ ถ้าหมู่บ้านสูงมากกว่า 500 ไร่ เราก็ให้ 2 คน ต่ำกว่า 500 ไร่ เราก็ให้คนเดียว ถ้ามากกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไปเราก็ให้หมู่บ้านละ 3 คน ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นตัวแทน เขาเรียกว่าข้าวอาสา เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นต่างๆ แล้วก็ไปอบรม จัดฝึกอบรมแล้วก็ให้เขากระจายความรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา” ณัฏฐกิตติ์ ระบุ
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ความท้าทายประการหนึ่งที่พูดถึงกันเสมอคือ “เกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมาก” จึงกลายเป็น“ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า เท่าที่เริ่มผลักดันการส่งเสริมความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้รับความสนใจค่อนข้างดี เช่น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ตนเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับเสียงสะท้อนว่าเห็นด้วยกับภารกิจของกรมการข้าวในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เพียงแต่ที่ผ่านมาเราขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์
ดังนั้นตนจึงปรับรูปแบบการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมการข้าว ให้ทำงานเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันเกษตรกรมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รับข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เนตได้ รวมถึงจะมีช่องทางให้เกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครข้าวอาสา เป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้สำหรับถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2567 กรมการข้าวจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น
ยังมีอีกปัจจัยที่อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าเป็นข้อจำกัด คือ “งบประมาณสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน” ซึ่งปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีสามารถสนับสนุนได้เพียง 200 ศูนย์ หรือ 200 ตำบล แต่พื้นที่ทำนาทั่วประเทศมีมากถึง 6,000 ตำบล ขณะที่บุคลากรทุกประเภทในกรมการข้าวมีอยู่ 1,800 คน การดูแลชาวนาทั่วประเทศจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด จึงต้องมีพันธมิตร ประกอบด้วย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานวิจัย
นอกจากนั้น ยังมีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีกลไกเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลในการให้ความรู้กับเกษตรกร แต่ก็เป็นอีกกรมหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณรวมถึงการเดินทางไปให้ความรู้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่การที่มีพันธมิตรแบบนี้ ทำให้กรมการข้าวไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังคนอีก โดยกรมการข้าวมีภารกิจดูแลศูนย์ข้าวชุมชน นาแปลงใหญ่ และการผลิตเมล็ดพันธุ์
“ถ้าพี่น้องเกษตรกรมีปัญหาเรื่องของการทำนา เรื่องความรู้ต่างๆ ติดต่อเข้ามาทางเว็บไซต์ของกรมการข้าวได้เลย ฉะนั้นช่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ของกรมการข้าว แม้กระทั่งชาวนาอาสาที่เราอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เราก็จะรณรงค์แล้ว เริ่มรณรงค์อย่างเต็มที่ในปี 2567 เป็นต้นไป ผมคิดว่าจะสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของความรู้ ในปี 2568 นั่นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการที่มีความสมบูรณ์พร้อม ที่จะให้มีความเพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย