รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงงานวิจัยวิทยานิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงบทสรุปปลายทางของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่คือเวทีแห่ง ความฝัน ความพยายาม และแรงบันดาลใจของนักศึกษาที่ตั้งใจเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เบื้องหลังของแต่ละผลงานคือ ภาพสะท้อนของการคิดวิเคราะห์ การลงมือทำ และความกล้าที่จะท้าทายปัญหา เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมและอุตสาหกรรม

เพื่อสานต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆเยาวชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความสามารถด้านงานวิจัย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 (Chalit Industry Award 2025)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนวิจัยและยกย่องโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่นให้กับน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจกับผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและมอบทุนวิจัยโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมใบประกาศเกียรติคุณฯ ให้กับน้องๆนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี รศ.ดร. ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  มจธ. เป็นประธาน และนายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ร่วมด้วย ดร.สมพร เพียรสุขมณี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, รศ.ดร. บวรโชค ผู้พัฒน์, ดร.ฐิตินันท์ มีทอง และ รศ.ดร.พร้อมพงษ์ ปานดี อาจารย์ประจำภาควิชา ตลอดจนคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ร่วมแสดงความยินดี ณ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มจธ.

ทุนวิจัยดีเด่น “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ในปีนี้คณะกรรมการการได้คัดเลือกผลงานโครงงานปริญญานิพนธ์ที่มีศักยภาพในการนําไปพัฒนาต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง ทั้งสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ จํานวน 4 โครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 ผลงาน ได้แก่

1.การพัฒนาข้อกำหนดเฉพาะในการเชื่อมด้วยกระบวนการเชื่อมเลเซอร์เเบบฟัลส์บนวัสดุเหล็กหล่อ  โดยไม่ใช้กระบวนการทางความร้อนก่อนเเละหลังการเชื่อม (โดย นส.สาริน่า เฮาเทอคีต, นส.รังสิมา รัสเซล และนส. รัชชุวรรณ ตันติวงค์) ซึ่ง นส.สาริน่า และนส.รังสิมา เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัล ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 เหมือนสิ่งที่ตั้งใจทำได้รับการยอมรับ และสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจากโครงการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เข้าใจกระบวนการเชื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมเลเซอร์แบบพัลส์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย และยังได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วย”

2.การเพิ่มอัตราการเดินเครื่องจักรของกระบวนการขึ้นรูปเย็นของบริษัทกรณีศึกษา (โดย นส.กฤติยาพร ไกรสุดจิตร์ , นส. ฐิตาภรณ์ แสงงิ้ว และนส. นาตาชา วัชระอนันท์) เพื่อหาแนวทางปรับปรุง เช่น การแยกงานที่ไม่จำเป็นออกไปทำภายนอก และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อช่วยลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิต ทำให้บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น ช่วยลดภาระของพนักงาน และลดต้นทุนในการผลิต ผลให้กระบวนการผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านการผลิตและการพัฒนาในอุตสาหกรรมทั่วไป 2 ผลงาน ได้แก่ 1.การพัฒนากระบวนการตรวจสอบตำหนิในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method (โดย นส.จิดาภา ขวัญเมือง, นส.วาสนา จันทร์แก้ว, นส. หทัยทิพย์ สกุลวงษ์ และ นส.ประสิตา มณีสุข) มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากระบวนการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มกำลังการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (โดย นส. กัลยา ตันติวัชรีกุล, นส. ชลิดา หาญพิพัฒน์ภากรณ์, นส. ธัญชนก อมรเทวภัทร และ นส. นริศรา ปุราชะโก) มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ โดยได้นำแนวคิด Lean มาปรับใช้เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการให้มากที่สุด จากนั้นจึงออกแบบแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิต โดยพิจารณาทั้งการเพิ่มพนักงาน เครื่องจักร และการจ้างแรงงานภายนอก ภายใต้ข้อจำกัดของกระบวนการและเป้าหมายการผลิต โดยได้นำเอาเทคนิคการจำลองสถานการณ์ (Simulation) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตของแนวทางที่ออกแบบ พร้อมทั้งทำการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของแนวทางที่ออกแบบ 

นักศึกษาที่ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025”  ต่างแสดงความภาคภูมิใจ ที่ได้รับรางวัลนี้ รู้สึกว่าความพยายามในการตั้งใจทำโครงงานได้สัมฤทธิ์ผล เป็นกำลังใจให้ได้อยากไขว่ขว้าและเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และเห็นว่าการทำวิจัยเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะจริง พร้อมต่อยอดสู่งานอุตสาหกรรมในอนาคต

ประสิตา มณีสุข หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” บอกว่า “รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติมากค่ะ รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เป็นเหมือนการยืนยันว่าเส้นทางที่เลือกเดินนั้นมีคุณค่า และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง”

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสร็จสิ้นไปอย่างสวยงามสมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่สุดในรอบปี  97 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศขนคลังความรู้มาร่วมจัดแสดงกับงานมหกรรม อว.แฟร์ 2025 และ NST Fair 2025 เปิดประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานเต็มอิ่มตลอด 9 วัน ตอกย้ำความสำคัญวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  พบกันใหม่ปี 2569

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวปิดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ หรือ อว.แฟร์ 2025 :SCI POWER FUTURE THAILAND และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “SCIENCE IN ACTION FOR SUSTAINABLE COMMUNITIES” ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 9 วัน มีประชาชน เด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม  สะท้อนถึงความสำเร็จการจัดงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกกระแสความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคมไทย ตามเป้าหมายที่มุ่งหวังให้งานมหกรรมในครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ให้เป็นรูปธรรม พร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมต่อไป

“ท้ายสุดแล้ว การจัดงานทั้ง 9 วัน ได้แสดงศักยภาพของประเทศที่มุ่งการพัฒนาคนและสหวิทยาการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลกในอนาคต นับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันจัดงานในครั้งนี้ที่เราจะร่วมกันขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” น.ส.สุดาวรรณ กล่าวตอนท้าย

ด้านนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า การจัดงานอว.แฟร์ และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผนึกการจัดงานร่วมกัน เพื่อแสดงพลังยกระดับการเรียนรู้สู่สังคมไทย เป็นการสร้างปรากฏการณ์ ผู้เข้าชมงานตลอด 9 วันที่ครอบคลุมนักสร้างสรรค์ไทยทุกช่วงวัย  

“งานมหกรรมวิทยาศาสตร์สร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศในอนาคต เมื่อเยาวชนได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาจะมองเห็นโอกาสในการนำความรู้ไปต่อยอด สร้างสรรค์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”  

สำหรับ 4 นิทรรศการหลัก ในงาน NST Fair2025 ได้แก่ นิทรรศการควอนตัมเปลี่ยนโลก QUANTUM QUEST นิทรรศการส่งสมอง BRAIN: INSIDE OUT นิทรรศการคลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต Mystery of Svalbard และนิทรรศการดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย Little Inventor ได้รับความสนใจ เข้าเยี่ยมชมแน่นทุกจุด  รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้และห้องทดลองวิทยาศาสตร์  พื้นที่แห่งการฝึกฝนกระบวนการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์  การจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชน  ที่สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และบูธนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม” จากกระทรวงกลาโหม ที่เด็กและเยาวชนได้สัมผัสนวัตกรรมและผลงานวิจัยเพื่อความมั่นคงของกองทัพไทย เป็นต้น

รายงานพิเศษ : เมื่อประเทศกลายเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์

รายงานพิเศษ : เมื่อประเทศกลายเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์

รายงานพิเศษ : เมื่อประเทศกลายเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

เมื่อผู้นำประเทศคือนักธุรกิจ ผลประโยชน์ของประเทศก็ถูกลดทอนลง กลายเป็นเพียงเรื่องของการต่อรองและการจัดสรรผลประโยชน์ให้ “ลงตัว” กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่เคยเป็นหลักการทางการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ก็อาจจะถูกมองข้ามไป

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นำหลักคิดแบบนักธุรกิจมาบริหารประเทศ ด้วยมุมมองว่าอเมริกา “ขาดทุน” จากการค้าระหว่างประเทศมานาน จึงเดินหน้าใช้มาตรการ “ภาษีศุลกากรตอบโต้” กับทุกประเทศคู่ค้า ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรเก่าแก่ อย่างสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางอย่างไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก โดยตั้งภาษีขั้นต่ำ 10% และในบางกรณีอาจสูงกว่านั้น โดยเฉพาะกับจีน เยอรมนี และประเทศที่เขามองว่าได้เปรียบทางการค้า ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตระดับโลกเกิดการสะเทือน ค่าแรงและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และสุดท้าย ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนเหล่านี้แทน จนเกิดภาพชาวอเมริกันนับล้านคนทั่วสหรัฐในกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงเมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแองเจลิส และชิคาโก พร้อมใจกันลุกฮือขึ้นประท้วงต่อต้านแสดงความไม่พอใจกับนโยบายดังกล่าวของทรัมป์

แม้จะอ้างว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่แนวทางเช่นนี้กลับละเลยหลักการทางการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลก นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่าอาจนำไปสู่ “สงครามการค้า” และเศรษฐกิจถดถอยโดยไม่จำเป็น

หันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งกำลังมีการผลักดันกาสิโนถูกกฎหมาย แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการนำบทบาทนักธุรกิจมากำหนดทิศทางของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงและมีเสียงคัดค้านอย่างมากมาย แต่รัฐบาลกลับเร่งจะให้มีการพิจารณา “ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร” อย่างเร่งด่วน ท่ามกลางข้อกังขาของสังคมและหลายภาคส่วนที่ออกมาคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการออกกฎหมายนี้อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางสังคมในระยะยาวมากกว่าผลดี

ความเร่งรีบและท่าทีมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ สะท้อนถึงกลไก “การต่อรองทางการเมือง” ที่กำลังทำงานอย่างเข้มข้น กระทั่งมีรายงานข่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเป็น “นายกฯเงา” ได้สั่งการให้พรรคร่วมรัฐบาลโหวตรับร่างกฎหมายฉบับนี้ในวาระแรก ถึงกับมีข่าวพาดหัวตามสื่อหลายฉบับว่าหากพรรคใดแตกแถว ไม่สนับสนุน อาจถึงขั้นถูกขับออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

พรรคการเมืองที่เคยออกมาคัดค้านอย่างหนัก ก็กลับลำมาสนับสนุนในเวลาต่อมาอย่างน่าฉงน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของสาธารณชนว่า การเมืองไทยกำลังถูกควบคุมโดยผลประโยชน์เบื้องหลัง และดีลลับๆ ที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์รับรู้

แม้ล่าสุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงร่วมกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าจะเลื่อนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ออกไปก่อน แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตามองว่าเป็นเพียงการเลื่อนออกไปเพื่อลดแรงเสียดทานที่กำลังถาโถมเข้ามาในขณะนี้หรือไม่

การบริหารบ้านเมืองควรตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม กฎหมาย และความโปร่งใส ไม่ใช่การเอาคืน หรือต่อรองเพื่อผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนกันไม่ควรเป็นข้อเสนอทางเศรษฐกิจ หรือการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว แต่เป็นชีวิต ความเป็นอยู่ และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ ถ้ากาสิโนถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้ รัฐบาลก็ควรเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ต่อรองในห้องปิด

เพราะเมื่อประเทศถูกมองเป็นโต๊ะเจรจาธุรกิจ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ใช่ “กำไร” สำหรับทุกคน แต่อาจเป็น “ต้นทุน” ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับโดยไม่เต็มใจ

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน  จุดประกาย...เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.05 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาการเรียนการสอน การทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการนี้เป็นการขยายความร่วมมือในการต่อยอดความสำเร็จโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” โดยจะเพิ่มโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. และ สช. ได้เข้าอบรมและสามารถนำเทคนิคไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนในการทำการทดลองด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีใจรักในการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ที่เป็นสาขาอาชีพที่ยังต้องการมากของประเทศในขณะนี้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต โดยโครงการฯ ในส่วนขยายความร่วมมือนี้ตั้งเป้าจะจัดอบรมให้ครูในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ สช. มากกว่า 1,000 คน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาทักษะผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมยกระดับคุณภาพครูและสถานศึกษาให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สพฐ. จะสนับสนุนการนิเทศ ติดตาม และประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เราต้องการจุดประกายให้นักเรียนรักวิทยาศาสตร์ และสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน

“การจัดการสอนวิชาเคมีถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมานักเรียนจะทดลองเคมีจะต้องใช้สารเคมีหรืออุปกรณ์ที่ค่อนข้างเป็นภาระงบประมาณ และเกิดปัญหาเรื่องมลพิษ หรืออาจจะเป็นอันตราย วันนี้เรามา MOU เรื่องการใช้เคมีแบบย่อส่วน เป็นชุดเคมีขนาดเล็ก สามารถพกพาได้ แต่ผลการทดลองเสมือนกับใช้สารเคมีจริงทุกอย่าง และยังเป็นการแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่อยู่ตามเกาะแก่งหรือบนภูเขาไม่สามารถหาซื้อสารเคมีได้ ก็ใช้ชุดเคมีขนาดเล็กในการเรียนได้ ทำให้นักเรียนเข้าถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การแก้ปัญหาการจัดการศึกษาแบบเท่าเทียม เป้าหมายสุดท้ายคือคุณภาพการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และยังช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโลกต่อมนุษย์ได้เมื่อเราใช้เคมีย่อส่วน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ศ.ดร.วุฒิชัย พาราสุข นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สมาคมฯ เป็นผู้ริเริ่มการนำเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนมาเผยแพร่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย โดยได้ออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ Dow ในการนำความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี หลักการเคมีกรีน และการประยุกต์ใช้การทดลองเคมีแบบย่อส่วน มาเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้ทำการทดลองจริงด้วยตนเองอย่างปลอดภัย และได้สร้างเครือข่ายครูต้นแบบเคมีแบบย่อส่วน เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและต่อยอดองค์ความรู้ได้มากขึ้น ครูต้นแบบจะทำหน้าที่เผยแพร่เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนแก่เพื่อนครูที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในความร่วมมือครั้งนี้ สมาคมฯ จะทำหน้าที่บริหารงานด้านวิชาการ จัดหาบุคลากรผู้ชำนาญที่เหมาะสมกับหลักสูตรฝึกอบรม และเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนวทางการสอนแบบใหม่ของโครงการฯ

ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาควิชาเคมีได้ริเริ่มนำแนวคิดของการทดลองเคมีแบบย่อส่วนมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ 2543 ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนของภาควิชาเคมี จุฬาฯ ปัจจุบัน มีการทดลองเคมีแบบย่อส่วนหลายเรื่อง ที่ได้นำมาใช้สอนในวิชาบริการสำหรับนิสิตสายวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จึงเป็นที่น่ายินดี ที่ได้เห็นการนำมาประยุกต์ใช้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาอย่างทั่วถึง จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำด้านการสอนการทดลองวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนในโรงเรียนเล็กและห่างไกล

ด้าน นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหารกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่จะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แนวใหม่นี้ จะช่วยให้โรงเรียนจำนวนมากสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ใช้งบประมาณต่ำ มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ การทดลองแบบ “ย่อส่วน” จะ “ขยายโอกาส”ทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคต

ปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,200 แห่ง อบรมคุณครูไปแล้วกว่า 2,100 คน มีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงทั้งสิ้นกว่า 470,000 คน และในปีนี้ จะยังคงมีการจัดประกวดโครงงาน “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” Dow-CST award เพื่อเป็นเวทีให้คุณครูและนักเรียนได้นำแนวคิดไปประยุกต์สร้างเป็นการทดลองใหม่ๆ ด้วยวัสดุและทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง สำหรับคุณครูและนักเรียนที่สนใจแนวทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” สามารถเข้าชมข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://www.DowChemistryClassroom.com

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

จากความมุ่งมั่นของ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในการจัดการปัญหา “สินค้าเถื่อน” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการลงนามความร่วมมือกับบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง เจ แอนท์ ที และ เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เพื่อยกระดับการตรวจสอบยึด และอายัดสินค้าที่ลักลอบนำส่งผ่านพัสดุ ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและสมควรได้รับการชื่นชม

การตัดสินใจครั้งนี้ของ รมช. เผ่าภูมิ ถือเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพราะช่องทางการขนส่งพัสดุได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ขบวนการสินค้าเถื่อนใช้ในการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสุราและบุหรี่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการสูญเสียรายได้ภาษี แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกซึ้งและต้องการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเพิ่มกลยุทธ์การ “X-Ray รายจังหวัดความเสี่ยงสูง” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและตรงจุดยิ่งกว่าการ “เหวี่ยงแห” ไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

การปราบปรามสินค้าเถื่อนในภาพรวมทั่วประเทศนั้น แม้จะมีความสำคัญ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดและเครือข่ายของผู้กระทำผิดที่ซับซ้อน การมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และเจาะลึกปัญหาในระดับจังหวัด จะช่วยให้การค้นหา ป้องกัน และปราบปราม มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ

ประการแรก การระบุ “พื้นที่เสี่ยง” ที่ชัดเจน : ในแต่ละจังหวัด ย่อมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเอื้อต่อการลักลอบนำเข้า จัดเก็บ หรือจำหน่ายสินค้าเถื่อนที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในระดับจังหวัด จะช่วยให้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงที่มีการกระทำผิดสูงได้อย่างแม่นยำ เช่น พื้นที่ชายแดนที่มีการค้าข้ามแดนหนาแน่น เช่น จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว ตราด หรือภาคใต้ เช่น สงขลา สตูล พัทลุง นราธิวาส พื้นที่ที่มีตลาดการค้าหรือแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ภูเก็ต รวมไปถึงพื้นที่เมืองที่มีการเติบโตของการซื้อ-ขายออนไลน์และส่งของทางพัสดุอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล

ประการที่สอง การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ : เมื่อทราบถึงลักษณะปัญหาและพื้นที่เสี่ยงในแต่ละจังหวัดแล้ว หน่วยงานสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถปรับกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตามแนวชายแดน การเฝ้าระวังตลาดค้าส่งค้าปลีก หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของการซื้อขายออนไลน์ในพื้นที่นั้นๆ

ประการที่สาม การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น : การ “X-Ray รายจังหวัด”จะเปิดโอกาสให้กรมสรรพสามิตสามารถบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ศุลกากร หรือแม้แต่ภาคส่วนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและเครือข่ายของผู้กระทำผิดในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างดี การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวน จับกุม และขยายผลได้อย่างมาก เพื่อลบคำครหาที่มักได้ยินเสมอว่าทำไมประชาชนรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ประการที่สี่ การวัดผลและประเมินผลที่ชัดเจน : เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายและดำเนินการในระดับจังหวัดแล้ว การวัดผลและประเมินผลการดำเนินงานก็จะมีความชัดเจนและสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

การ “X-Ray รายจังหวัด” จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของนโยบาย Zero Tolerance ได้เป็นอย่างดี เพราะจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถิติการจับกุมสินค้าเถื่อน ข้อมูลการค้าชายแดน ข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชน ข้อมูลการซื้อ-ขายออนไลน์ รวมถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ หลังจากนั้นก็จะมีการจัดลำดับความสำคัญโดยกำหนดจังหวัดเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีแนวโน้มการกระทำผิดเพิ่มขึ้น

เพื่อจัดสรรทรัพยากรและดำเนินการอย่างเข้มข้น พร้อมกันนั้นยังต้องมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างกลไกการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน

รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เฝ้าระวัง และติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและต่อต้านสินค้าเถื่อน

การปรับกลยุทธ์จากการ “เหวี่ยงแห” ไปสู่การ “X-Ray รายจังหวัด” เปรียบเสมือนการใช้เครื่องมือที่เจาะจงและแม่นยำมากขึ้นในการผ่าตัดปัญหา แทนที่จะเป็นการรักษาแบบครอบคลุมแต่ไม่ตรงจุด เชื่อมั่นว่าหากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตนำแนวทางนี้ไปพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง จะสามารถยกระดับการปราบปรามสินค้าเถื่อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความเป็นธรรมทางภาษี และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “ชี้เป้า” และ “X-Ray” ปัญหาในระดับจังหวัด เพื่อให้การต่อสู้กับขบวนการสินค้าเถื่อนมีความคมชัดและได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา  ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีระดมสมองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคใต้ชายแดน เผยปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงสุด ขณะที่ภาพรวมระดับภาคยังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ความยากจนและการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ย้ำรัฐเร่งพัฒนาให้ต้องสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน

ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และคณะทำงานระดับภาคใต้ชายแดน เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “นำเสนอข้อมูลความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาคและรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยข้อเสนอแนะเข้มข้น ตั้งแต่แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิต ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์พื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคีเครือข่ายระดับนโยบายนำโดย น.ส.แคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะ เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.สมพรช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรม การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาและวิจัย พร้อมเผยโครงการต้นแบบ เช่น โครงการพัฒนาและยกระดับการจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม ซึ่งใช้จังหวัดปัตตานีเป็นกรณีศึกษา เชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

ขณะที่ทีม SDG Move ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจาก SDG Index ระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคแก่พื้นที่ พบว่า ปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงที่สุด ได้ 56.15 คะแนน โดย SDG 7 : พลังงานสมัยใหม่ SDG 9 :โครงสร้างพื้นฐาน และ SDG 10 :ความเท่าเทียม ทำได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับอีกสองจังหวัดชายแดนในส่วนของจังหวัดนราธิวาสได้คะแนน SDG Index อยู่ที่ 51.79 คะแนน และยะลา ได้ 50.09 คะแนน

สำหรับประเด็นความเสี่ยงร่วมกันของภาคใต้ชายแดนที่เกี่ยวข้องกับ SDGs มีทั้งสิ้น 8 เป้าหมาย ได้แก่ SDG 1 : ยุติความยากจน SDG 2 :
ยุติความหิวโหย SDG 3 : สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล SDG 8 : งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจSDG 11 : เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG 12 : การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และ SDG 17 : หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ปัญหาร่วมสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ชายแดนที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ความยากจน การศึกษาที่ไม่มีคุณภาพและเข้าถึงยาก โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจในพื้นที่ตกต่ำ โดยทางออกที่จะแก้ไขปัญหานั้นต้องอาศัยความรู้ข้ามภาคส่วนและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมสะท้อนยุทธศาสตร์ที่คาดหวัง เช่น การสนับสนุนการกระจายองค์ความรู้เรื่องเกษตรแบบผสมผสาน งานวิจัยศึกษาความต้องการสวัสดิการที่ตอบโจทย์ช่วงวัยและบริบทพื้นที่ และนวัตกรรมที่จะช่วยพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการช่างและหัตถกรรม” ผศ.ชลกล่าวสรุป

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ  มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) วิทยาเขตสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 กิจกรรมเดิน วิ่ง กินดี เพื่อสุขภาพ วิวหลักล้าน ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก มุ่งเพิ่มกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 700 คน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกองทุน สสส. กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 ว่า ภัยสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) คร่าชีวิตคนไทย 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี สร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางกายและรับประทานผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอ สสส. จึงขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและอาหารเพื่อสุขภาวะให้เป็นประเด็นสำคัญในการทำงานตามทิศทางและเป้าหมายของแผนระยะ 10 ปี มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชน โดยในปี 2568 เน้นขยายการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ กำหนดพื้นที่นำร่อง รวมถึงสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตลดเสี่ยง NCDs ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศ นำไปสู่สังคมภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

“โคราช เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมในโคราชและสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ในรูปแบบเทศกาลการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Healthy Sport Tourism & Festival) จุดประกายในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ที่สำคัญ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์จากเครือข่าย “ตลาดเขียว” สสส. ทั่วประเทศอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. จัดงานเดินวิ่งกว่า 1 พันสนามต่อปีความพิเศษของสนามนี้คือ งานวิ่งแนวใหม่ที่ส่งเสริมให้เกิดกระแสการออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกินอาหารที่ดีไม่ก่อให้เกิดโทษ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย เน้นลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ผ่าน “ตลาดเขียว” โดยเน้นหลักการ 8 เรื่อง 1.พื้นที่กระจายผลผลิตอินทรีย์ อาหารปลอดภัยสู่คนเมือง 2.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการจัดการขยะ 3.มีที่มาจากเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง4.มีมาตรฐานรับรอง PGS หรือออร์แกนิค 5.ราคาเป็นธรรม6.พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรม 7.กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 8.เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ผ่านการจัดกิจกรรมชิมข้าว จากสายพันธุ์ที่มีโภชนาการสูง น้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs

“ตลาดเขียวดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปสู่การกระจาย การแปรรูป การตลาด และผู้บริโภคที่ผ่านมา เกิดต้นแบบตลาดเขียวถึง 88 แห่ง ใน 19 จังหวัดและขยายผลผ่านการขับเคลื่อนนโยบายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทำให้เกิดตลาดเขียวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 300 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1 แสนราย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอาหาร ยังสร้างพลเมืองอาหารที่มีทักษะ จิตสำนึกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมพลังเป็นชุมชนอาหารที่เข้มแข็ง สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Gindee Club” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’  ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) เตรียมจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ภายใต้ แนวคิด “OTOP ช้อปสนุก สุขทุกภาค” ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.บุรีรัมย์ จ.เชียงใหม่ และ จ.พระนครศรีอยุธยา พบกับสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ และสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ OTOP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คาดสร้างรายได้รวม 100 ล้านบาท

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “OTOP ภูมิภาค 2568” จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาวจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อในราคาพิเศษ จำนวนกว่า 300 ร้านค้า แบ่งเป็น 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ได้แก่ อาหาร/เครื่องดื่ม/ผ้า เครื่องแต่งกาย/ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก/สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และ OTOP ชวนชิม ที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมพลกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงาน ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน

โดยในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่สดใส สนุกสนาน สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขและสนุกกับการช้อป และเพลิดเพลินกับการชมกิจกรรมโชว์การสาธิตต่างๆ อาทิ การสาธิตการย้อมเย็นด้วยสีธรรมชาติ จากดอกอัญชัน โดยกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา และโชว์การสาธิตการปักผ้าลายวิธีถิ่นล้านนา โดยกลุ่มแสงแก้วล้านนา จ.ลำพูน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการช้อป และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

นายสยาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-12 กุมภาพันธ์ ณ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี,ครั้งที่ 2 วันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์ ณ ลานจอดรถ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช,ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคมณ สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์, ครั้งที่ 4วันที่ 10-16 มีนาคม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ82 พรรษา จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 5 วันที่ 1 – 7 พฤษภาคม ณ ลานข้างวัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานทั้ง5 ครั้ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายภายในงานรวม 100 ล้านบาท

ภายในงาน นอกจากจะพบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัดแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจ ให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงจากเยาวชนในจังหวัด รวมถึงการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินนักร้อง และกิจกรรมส่งเสริมการขายเช่น สินค้าดีนาทีทอง สินค้าโปรโมชั่นที่สำคัญผู้ที่มาร่วมช้อป ชม ชิม กับกิจกรรมภายในงาน สามารถลุ้นรับโชคกับรางวัล GIFT VOUCHER ในทุกวัน และรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของการจัดงาน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกด้วย

“โอกาสนี้ อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้วยการอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 จังหวัดในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น - อาหารฟังก์ชั่น  สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวง อว. เดินหน้ายกระดับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรมอาหารปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี เพื่อเพิ่มโอกาสการตลาด ผ่านความร่วมมือ 5 หน่วยงานหลัก นำโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทน. พร้อมด้วยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) หรือ สซ. และ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ได้แก่ มรภ.เลย มรภ.ชัยภูมิ และ มรภ.มหาสารคาม

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคแนวตรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “ฉายรังสีปลอดภัย อาหารพื้นถิ่นปลอดโรค” ปี 2568 โดยมี รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน., รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสซ., รศ.สมเจตน์ ดวงพิทักษ์ อธิการบดี มรภ.เลย, ผศ.ดร.สานนท์ ด่านภักดี อธิการบดี มรภ.ชัยภูมิ และ ดร.เนตรชนก จันทร์สว่างผู้รักษาการแทนอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สทน. สซ. และ มรภ. เข้าร่วมงาน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เปิดเผยว่า กระทรวง อว. เป็นกระทรวงที่ดูแลและขับเคลื่อนองค์ความรู้ของประเทศ ทั้งการพัฒนากำลังคนขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา การนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการวิจัย การลงนามความร่วมมือของทั้ง 5 องค์กรนี้ เป็นโอกาสดีในการที่องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และภาคการศึกษาได้มาสนับสนุนซึ่งกันและกัน สิ่งที่อยากจะมุ่งเน้น คือ การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งจะต้องพึ่งพาข้อมูล ความรู้ และวิทยาการด้วยอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ซึ่งหลายท่านอาจจะมองว่าไกลตัว แต่ก็สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการได้โดย อว. จะส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่มีคุณค่า สนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยให้การสนับสนุน การรวมตัวในการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืนรศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์ Soft Power ที่ต้องการยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สากล และเทรนด์อาหารฟังก์ชั่น (Functional Food) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สร้างโอกาสทองให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สทน. จึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีการฉายรังสี มาร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในด้านช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรค ช่วยชะลอการสุกและช่วยยืดอายุการเก็บ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่าย ให้คนไทยได้มีสุขภาพที่ดีต่อไปด้วย พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯในวันนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้การฉายรังสีในอาหารเป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลายมากขึ้น โดย สทน.ได้ดำเนินการโครงการฯ มาแล้วตั้งแต่ปี 2564 และได้ลงพื้นที่ขยายผลต่อเนื่องเป็นประ

สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะทำงานร่วมกันทั้งในเรื่องการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ การสร้างการยอมรับเรื่องประโยชน์ของการฉายรังสี และประสานงานอำนวยความสะดวก ในการส่งผลิตภัณฑ์เพื่อมาฉายรังสี รวมทั้งมีการใช้พื้นที่และทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาตัวสินค้า จนสามารถขยายไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ นับจากปี 2564 ที่ สทน. ได้ร่วมกับสถาบันราชภัฏ นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการฉายรังสีอาหาร ลงไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตอาหารพื้นถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น ด้วยการฉายรังสีอาหาร” ทำให้ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว รวมทั้งสิ้น 786 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น ภาคกลาง 179 ผลิตภัณฑ์ ภาคใต้ 122 ผลิตภัณฑ์ ภาคเหนือ 131 ผลิตภัณฑ์ ภาคอีสาน354 ผลิตภัณฑ์

โดยในจำนวน 786 ผลิตภัณฑ์ มีเพียง 266 ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นจำนวน 251 ผลิตภัณฑ์ และอาหารฟังก์ชั่นจำนวน 15 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ในกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น สทน. ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา

ด้าน ดร.กนกพร บุญศิริชัย รองผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมการฉายรังสี เป็นความพยายามของ สทน. ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปช่วยผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทุกภาค ที่มีอาหารในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรเพื่อช่วยยกระดับสินค้าเพื่อให้สะอาด ปลอดภัยและมีมาตรฐาน และสามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการได้ซึ่งจากการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่แม้หลังสิ้นสุดโครงการฯ แล้ว ยังคงใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีอย่างต่อเนื่อง เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องแกงไตปลาก้อนบ้านบนนบ จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์น้ำพริกข่าพร้อมทาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์น่ำตั๊บหมู จ.นครราชสีมา เป็นต้น

“สทน.และหน่วยงานภาคีที่ MOUร่วมกันในวันนี้ พร้อมแล้วที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีอยู่ มาช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการทุกท่าน ทั้งกลุ่ม OTOP วิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เป็นธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ท่านมีทางเลือก มีโอกาสในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น ในโอกาสนี้ผมก็ขอเชิญชวนผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่น สมัครเข้าร่วมโครงการฯได้นะครับ” ผอ.สทน.กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’  ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ  พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตัวแทนเกษตรกร ภาคีเครือข่ายติดตามการดำเนินงานโครงการ Chiang Mai Greentopia : ต้นแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่วิถีการบริโภคอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนา “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่” ส่งเสริมให้หมุนเวียนสินค้าการเกษตรในพื้นที่ไปสู่การบริโภคที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมแปลงผักสาธิต และสุ่มวัดสารเคมีจากตัวอย่างผักผ่านนวัตกรรม “Lab ทดสอบสารเคมีในพืชผัก”

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ในฐานะผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าวว่า โครงการ Chiang Mai Greentopia ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะของ สสส. 4 ด้าน 1.สร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Literacy) ส่งต่อความรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะให้เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ นำไปสู่การพัฒนาแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยในชุมชน เกิดพลเมืองอาหารและชุมชนอาหารกว่า 500 ราย, 2.สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Environment) เกิดเครือข่ายตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงแรม กระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคกว่า 200 แห่ง,
3.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจอาหารชุมชน (Food Economy) เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในภาคบริการอาหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนรักสุขภาพ และนักท่องเที่ยว, 4.ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหาร (Food Policy Advocacy) ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน สร้างระบบนิเวศเกษตรไร้สารเคมีการเกษตร ลดการเผาภาคเกษตรต้นเหตุ PM2.5 เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ PGS และมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9002-2559

“ผลจากการขับเคลื่อนประสบความสำเร็จ จากผลสุ่มตรวจเลือดของชาวเชียงใหม่ 400 คน ล่าสุด เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2567 พบสารเคมีตกค้างในเลือดลดเหลือ 66% จากเดิม 90% ในปี 2565 และพบสารเคมีตกค้างในเลือดอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเพิ่มเป็น 34% จากเดิม 10% ในปี 2565 ส่งผลให้การจัดอันดับจังหวัดที่ประชากรมีสารเคมีตกค้างในเลือดของ จ.เชียงใหม่ ลดลงมาอยู่อันดับ 4 จากเดิมสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าขยายผล โดยเพิ่มระดับปลอดภัยของสารเคมีตกค้างในเลือดให้อยู่ที่ 50% ภายในปี 2568 พร้อมเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้ข้อมูลชุมชนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษและประโยชน์ของการเกษตรอินทรีย์ และขยายผลสร้างพลเมืองอาหารและพื้นที่กระจายผลผลิตที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง” ผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าว

พญ.วิมาลา วิวัฒน์มงคล แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวว่า สารเคมีการเกษตรที่ใช้ฉีดพ่นพืชผักหลายชนิดสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทั้งจากสัมผัส
รับประทาน และสูดดม หากได้รับพิษแบบเฉียบพลันจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่าซึ่งอาการจะเกิดเร็วหรือมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคมีที่ได้รับ หากมีอาการต้องเร่งพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโดยทันที หรือหากสะสมสารพิษระยะยาวจะส่งผลอาจทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น ความดันโลหิตผิดปกติ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของโลก

“การเลือกปลูก/บริโภคผักพื้นบ้านอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและปราศจากสารเคมีการเกษตรเป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของกลุ่มโรค NCDs อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งตำลึง มะระขี้นก ใบย่านาง กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง ชะพลู มีสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และส่งเสริมสุขภาพ เช่น วิตามินซี วิตามินเอแร่ธาตุ ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลและความดันโลหิต มีใยอาหารสูง ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระดับครัวเรือนและระดับประเทศ” แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวทิ้งท้าย