รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409891

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2562 ยังยึดหลักเน้นคุณภาพ ส่งเสริมรวมกลุ่มแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน เน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวมทั้ง4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน จะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เน้นบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสมป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป

ส่วนการจัดการปริมาณผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว ได้สำรวจวางแผน โดยคาดการณ์ข้อมูลประมาณการผลผลิต ทำให้รู้ปริมาณผลผลิตจริงสามารถควบคุมวางแผน ให้เกิดสมดุลทางการตลาดได้ ไม่ทำให้สินค้าล้นตลาด ใช้หลักการตลาดนำการผลิต หาคู่ค้าที่รับซื้อตลาดได้ และสร้างทางเลือกให้เกษตรกร ให้การขายสินค้าได้หลากหลายช่องทางเพิ่มขึ้น ระยะเก็บเกี่ยว เน้นรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลไม้คุณภาพ และส่งเสริมให้เกษตรกรติดฉลาก เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ แนะนำให้เกษตรกรดูแลต้นเพื่อรักษาผลผลิตในปีต่อไป พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำราญ สาราบรรณ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภค ทำให้ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายพื้นที่ปลูกที่แปรผันตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเตรียมการรองรับ โดยกำหนดแนวทางไว้ 2 ระยะคือ ระยะสั้น ปี 2562 เป้าหมายเน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่แหล่งผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดมาตรการระยะสั้นควบคุมป้องกัน โดยตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 (93) ผู้ใดขายโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จ ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47ผู้ใดเจตนาให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งรณรงค์แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ส่วนแนวทางระยะยาว 5 ปี (2562-2566) เป้าหมายเน้นพัฒนาบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนครบห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบการทำงานของยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยปี 2558-2564 โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเน้นลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพและขยายการผลิตนอกฤดู การจัดการหลังเก็บเกี่ยว พัฒนาองค์กรและเกษตรกรให้เข้มแข็งสอดคล้องตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงส่งเสริมหรือมีมาตรการบังคับให้ผลิตตามเขตพื้นที่เหมาะสมเป็นหลัก และควบคุมคุณภาพทุเรียนทั้งในและนอกฤดูกาล อีกทั้งส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยพัฒนาส่งเสริมการแปรรูปที่เน้นต่อยอดผลงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ แปรรูปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณผลผลิตของไม้ผลภาคตะวันออกจะออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วงเดือนเมษายน สำหรับช่องทางบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก แบ่งเป็น ทุเรียน การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 61% แปรรูป 13% และส่งออก 21% เงาะ การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% แปรรูป 7% และส่งออก 11% มังคุด กระจายผลผลิตภายในประเทศ 67% แปรรูป 6% และส่งออก 27% และลองกอง การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% และส่งออก 18%

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408449

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบบางพื้นที่ หลายหน่วยงานวิเคราะห์ว่าภัยแล้งปีนี้จะค่อนข้างรุนแรงนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์แล้วพบว่าภัยแล้งปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2558

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเรื่องนี้ว่า การวิเคราะห์ของ สศก.พบสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญช่วง 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548-2562 รุนแรงที่สุดในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ทำให้จีดีพีเกษตรติดลบถึง 6.5% ขณะที่ปีนี้ภัยแล้งส่งผลให้จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำที่ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 แสดงว่าผลผลิตการเกษตรบางส่วนโดยเฉพาะสาขาพืชได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังอาจขาดแคลนน้ำช่วงเพาะปลูกพืชอยู่ 2 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง หอมแดง ประมาณการพื้นที่ติดตามตลอดระยะเวลาปลูกพืชถ้าฝนน้อยหรือขาดแคลนน้ำอาจเสียหายประมาณ 2.9 แสนไร่ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทยเตรียมเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันพยายามจัดหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว

สศก.วิเคราะห์พื้นที่ใช้ประโยชน์เพาะปลูกและปริมาณน้ำฝนหรือน้ำต้นทุน สามารถนำมาประมวลผลเพื่อหาพื้นที่เฝ้าระวังที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งได้ทันที อย่างไรก็ดี จากข้อมูลน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคาดการณ์ว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ส่วนภาคเกษตรนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด เนื่องด้วยอากาศแปรปรวน และอากาศร้อนจัด เกษตรกรต้องปรับตัวโดยเฉพาะหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น ข้าวนาปรัง ใช้น้ำมากประมาณ 1,200-1,400 ลบ.ม.ต่อไร่ ขณะที่พืชใช้น้ำน้อยอย่างพืชผัก หรือพืชที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกทดแทนข้าวนาปรังอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชตระกูลถั่ว ใช้น้ำประมาณ 500-700 ลบ.ม.ต่อไร่

ขณะเดียวกันเกษตรกรควรมีสระน้ำในไร่นา เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องวางแผนผลิตพืชเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ปัญหาที่มาพร้อมฤดูแล้งคือ โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งและโรคระบาดที่มาพร้อมฤดูแล้ง หากประสบปัญหาให้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป

นางสาวจริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สศก.จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้ง เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่เสี่ยงอยู่ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคเกษตรและยังรักษาเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีเกษตรในอัตราบวกที่ 2.5-3.5% ต่อปี

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407261

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

“เดิมนั้นฤดูนาปี กว่าจะได้เริ่มทำนาต้องรอน้ำฝน เดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน เพาะปลูกไปแล้วฝนทิ้งช่วงเกิดความเสียหาย เมื่อใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน น้ำหลากมาท่วมเสียหาย พอมาถึงฤดูนาปรัง เกษตรกรจะทำนาได้บางพื้นที่ที่มีที่นาอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีบ่อบาดาล แต่ทำนาไปแล้วก็มีความเสี่ยงน้ำไม่พอ สรุปคือ ก่อนมีโครงการบางระกำโมเดล พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ อาชีพทำนามีแต่ความเสี่ยงเกิดความเสียหายทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง”

กำนันสมศักดิ์ บ่องเขาย้อย กำนันตำบลท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่กล่าวถึงการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ระหว่างที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ และ กำแพงเพชร พร้อมเปิดการส่งน้ำเพื่อเพาะปลูกฤดูนาปี 2562 เป็นการเริ่มดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ปี 2562

“โครงการบางระกำโมเดล” ดำเนินการครั้งแรกปี 2560 ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งกรมชลประทาน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำวางแผนปลูกพืชบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วม

ครั้งนั้นใช้ชื่อโครงการเป็นทางการว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ“โครงการบางระกำโมเดล 60” โดยปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรในทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มแม่น้ำยมที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำครอบคลุม 2 จังหวัด คือ พิษณุโลกและสุโขทัย พื้นที่รวม 265,000 ไร่ ให้เพาะปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาเก็บเกี่ยวแล้วเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากแม่น้ำยม ตัดปริมาณน้ำส่วนเกินออกจากลำน้ำยม ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมเขตชุมชนและสถานที่ราชการจังหวัดสุโขทัย

จากความสำเร็จของโครงการบางระกำโมเดล 60 กรมชลประทานขยายผลดำเนินงานโครงการปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 โดยปี 2561 ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ รองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมรับน้ำได้เพียง 400 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการดำเนินโครงการปี 2562 ยังมีพื้นที่ดำเนินการเท่ากับปี 2561 เนื่องจากเต็มศักยภาพแล้ว แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

กำนันสมศักดิ์กล่าวต่อว่า หลังดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทำให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำทำนาทั้ง 2 ฤดู โดยฤดูนาปีได้ทำนาตั้งแต่เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จก่อนมี
น้ำหลากมาโดยไม่เกิดความเสียหาย และฤดูนาปรังมีน้ำให้ทำนาเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกษตรกรยังพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยทำประมงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการที่น้ำท่วมที่นาเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินลดการใช้ปุ๋ย และยังช่วยทำลาย วัชพืช ข้าวดีด โรค และแมลงศัตรูพืช ลดใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งบางระกำ ลดความเสี่ยงผลผลิตข้าวเสียหายจากน้ำท่วม ภาครัฐได้ประโยชน์ที่ประหยัดงบประมาณจ่ายชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม ที่สำคัญหลังเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรับน้ำฤดูน้ำหลาก เป็นการหน่วงน้ำไม่ให้กระทบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อีกด้วย

“พื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เก็บกักน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในจ.พิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ รวมทั้งส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างรอโครงการชลประทานขนาดใหญ่และสำคัญในอนาคต รัฐบาลจึง
จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำ ในปี 2562 นั้น กรมชลประทานวางแผนเตรียมส่งน้ำเข้าระบบคลองตั้งแต่วันที่ 15-31 มีนาคม และส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน สิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายนเป็นช่วงหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่

โดยช่วงฤดูน้ำหลากนั้น กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดลด้วยการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมสายเก่า พร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำระดับที่ต่ำกว่าระดับวิกฤติ 2-3 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายที่จะผ่านแม่น้ำยม ในเขตอ.เมืองสุโขทัย จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลรับน้ำหลาก ป้องกันอุทกภัยเขตชุมชนเมืองสุโขทัย ซึ่งรองรับได้ประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม. หลังพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวนาปรัง

นอกจากนี้ จากความสำเร็จโครงการบางระกำโมเดลช่วงที่ผ่านมาจึงขยายผลดำเนินการใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ งประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก จ.สิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ จ.ปทุมธานี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่น้ำหลากได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. โดยให้เกษตรเริ่มเพาะปลูกได้เดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ก่อนใช้เป็นที่รับน้ำหลากเช่นเดียวกับทุ่งบางระกำ ทำให้รับน้ำหลากได้ถึง 2,033 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน

เบื้องหลัง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ชิงดาวเด่นสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/596148

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 18:11 น.

เบื้องหลัง "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ชิงดาวเด่นสภา

ส่องเส้นทางนักธุรกิจ”ไฮโซพันล้าน”สู่การขึ้นเวทีสภาขายความคิดเกษตรกรก้าวหน้า

……………………..

โดย…โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

“คนไทย 75 % ไม่มีที่ดินของตนเอง ชาวนากว่า 45 % ต้องเช่าที่ดินทำนา”

“เกษตรกรไทยมีรายได้เฉลี่ย 4,750 บาท/เดือน”

“เกษตรกรหันไปใช้สารเคมี ผลผลิตจึงถูกกดราคา”

“ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ต่ำ ต้นทุนสูง รายได้ต่ำก็ไม่มีเงินออม”

“เกษตรกรไม่สามารถทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ เพราะไม่มีที่ดินติดขัดข้อจำกัดด้านกฎหมาย”

ประโยคข้างต้น เป็นการสรุปคำอภิปรายของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่

เนื้อหาการอภิปรายของเขาสะกดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านและรัฐบาลหันมาให้ความสนใจ

เพราะข้อมูลดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาเกษตรกรไทย ในแง่ที่” พิธา” เปรียบเปรย เป็นกระดุมห้าเม็ด หากติดผิดเม็ดใดเม็ดหนึ่งคลาดเคลื่อนไปหมด เว้นเสียแต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด จัดลำดับให้ถูกทาง

นั่นคือ การกลับไปที่กระดุมเม็ดแรกด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดหาที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้เสียก่อน

ด้วยการตระเตรียมข้อมูลมาอย่างดี มีน้ำหนัก ไม่ได้กล่าวเลื่อนลอย อ้างอิงจากรายงานทางวิชาการ หน่วยงานราชการ พร้อมกับลงไปสัมผัสพื้นที่จริง ทำให้ทุกฝ่ายถึงกับ บางอ้อ แม้แต่ระดับรัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายบริหารประเทศต้องยกนิ้วชื่นชม

ทำไม “พิธา” ถึงต้องการ อภิปรายนโยบายด้านการเกษตร ?

นี่ไม่ใช่เวทีแรก แต่ก่อนลงมาเล่นการเมือง ” พิธา” เคยคลุกคลีกับงานด้านเกษตรมาก่อน

ต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิด “พิธา” หรือเรียกเขาว่า “ทิม” เป็นบุตรชายคนโตของ“พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตที่ปรึกษา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งครอบครัวก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลผลิตการเกษตรแปรรูป เรียกว่าซึมซับเกษตรมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเคยรับราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทำให้มีประสบการด้านการค้าการลงทุน และออกมาทำงานด้านธุรกิจน้ำมันรำข้าวสืบทอดแทนบิดา สามารถพลิกฟื้นจากการขาดทุนมาเป็นกำไร

รียกได้ว่าผ่านงานทั้งภาครัฐและเอกชนจนประสบความสำเร็จ ถือได้เป็นนักธุรกิจไฮโซพันล้านคนหนึ่งของประเทศไทย

อีกอย่างด้วยความเป็นนักเรียนนอก มีดีกรีระดับปริญญาโท ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกได้รับทุนมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำให้มีมุมมองที่ทันสมัย

สำหรับนามสกุลลิ้มเจริญรัตน์ ยิ่งคุ้นเคยเข้าไปอีก เขายังเป็นหลานของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ชายผมขาวประจำทำเนียบฯสมัยเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง  พรรคอนาคตใหม่ จึงมอบหมายเขารับผิดชอบดูแลนโยบายทางการเกษตรของพรรค ด้วยเป้าหมายต้องการสร้างเกษตรกรก้าวหน้าด้วยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้

ทุกครั้งของการหาเสียง ปราศรัย บนเวทีต่างๆ “พิธา” จึงได้รับมอบหมายให้ชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรเป็นหลัก

สำหรับลีลาท่าทางสร้างความดึงดูดนั้น มาจากพรรคจัดคอร์สฝึกอบรมการพูดต่อที่ชุมชนสาธารณะ ให้กับส.ส.รุ่นใหม่หลายคน ไม่แปลกที่สมาชิกพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรคไปถึงลูกพรรค จึงมีลักษณะของการวางบุคลิกประกอบการพูดอย่างเป็นมืออาชีพนั่นเอง

ฉนั้น เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 62 ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่ห้องประชุมสภาชั่วคราว อาคารทีโอที แจ้งวัฒนะ เขาจึงได้รับมอบหมายให้อภิปรายนโยบายด้านการเกษตรอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากข้อมูลจึงไม่ต่างกับที่เคยนำไปหาเสียง ชี้แจงตามเวทีต่างๆ

เพียงแต่ การหาเสียงอาจเป็นเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ กลุ่มเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นเวทีใหญ่ที่ถูกถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ทำให้การขายความคิดของเขาได้สื่อสารออกไปกว้างขวางมากขึ้น สะกดหัวใจของทุกคนได้

อย่างการเสวนาของพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2561 พิธา พยายามสรรหาคำเปรียบเปรยเพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดตาม

เช่น ผมมองเห็น “ทองคำที่ฝังอยู่ในดิน”ในประเทศไทย หากแต่ว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีหน่วยงานไหน บริษัทเอกชนใด จริงใจในการเข้ามาพลิกฟื้น ปลดปล่อยศักยภาพพี่น้องเกษตรกร มิหนำซ้ำยังหากิน ขูดรีด เอาเสียด้วย

พิธา บอกทุกคนว่า สิ่งที่เขาพูดจะทำให้ “กระดิ่งในหัวใจของทุกคนดังขึ้นเหมือนกับกระดิ่งในใจเขาได้ดังขึ้นแล้ว”

พร้อมกับกล่าวตอนสุดท้ายว่า “ผมและทุกคนไม่ใช่นักรบห้องแอร์ เราละเอียด เราลงพื้นที่ เราลงไปคลุกกับดิน และขออนุญาตหัวหน้าพรรคไม่ค่อยได้เข้าพรรค แล้วหวังว่าจะได้เจอกัน ”

วันนี้ “พิธา” ได้ใช้เวทีสภา ขายความคิดผ่านนโยบายด้านการเกษตรด้วยหวังให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นำไปปรับปรุงเกิดการเปลี่ยนแปลง

‘ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน’ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/595933

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 19:17 น.

'ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน'ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

วันแรกของศึกซักฟอกนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่”น๊อตยังไม่หลุดแต่ยังมะงุมมะงาหรา

ลีลา การแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมและในการชี้แจงตอบโต้การอภิปรายของฝ่ายค้านนั้นมีครบทุกลีลา ทั้งดุดัน สร้างความขบขันแบบกวนกวน ในที่ประชุมสภา

โดยตั้งแต่เริ่มแถลงนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะพูดไปเรื่อยๆด้วยความเคยชิน จนฝ่ายค้านประท้วงให้อ่านตามเอกสาร ตามเอกสารที่ส่งมาให้รัฐสภา โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บอกว่า ถึงแม้ท่านนายกฯจะจำได้หมดแต่ขอให้ท่านอ่านดีกว่า

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็กล่าวตอบโต้ว่า ผมไม่ทะเลาะกับพวกท่านอยู่แล้ว เอาละผมจะอ่านให้ฟัง อ่านภาษาไทยเนี่ยแหละ คุณเปิดหนังสือและอ่านตามผม ไปด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในระหว่างการอ่านตามเอกสารแถลงนโยบาย ฝ่ายค้านก็เหน็บแนมว่า พูดเร็วไป ฟังไม่รู้เรื่อง และในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงในสภาอีกครั้งว่า ตนเองอาจจะพูดเร็วไปนิดหนึ่ง พูดไม่ชัดบ้าง กลืนน้ำลายบ้าง ตนเองเป็นมนุษย์ ถ้าท่านพูดเก่งก็เรื่องท่าน แต่ตนเองพูดแล้วทำไปด้วย

“ผมเสียงดังไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว ผมเองก็มีตัวตนของผมเหมือนกัน เขาบอกให้ผมพูดอย่างสุภาพ แต่ตอนนี้ผมกำลังยิ้มอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่ง ในการชี้แจง

นอกจากนี้ มีส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นประท้วง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้กล่าวถ้อยคำกับประธานรัฐสภา ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้ตอบว่า “ขอบคุณ และขอโทษ เพราะอาจจะเคยชินไปหน่อย แต่ก็ให้เกียรติประธานรัฐสภาอยู่แล้ว”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้หันไปพูดกับนายชวน ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับสมาชิกรัฐสภา พร้อมกล่าวว่า บางคนอาจไม่เคยชินกับตนเอง

ขณะเดียวกันในการชี้แจงบางครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ชี้นิ้วไปยังผู้ประท้วง ซึ่งเป็นอดีตนายทหารและพูดว่าพวกท่านก็รู้ดี เพราะเป็นลูกน้องผมมาก่อน เป็นทหารเหมือนกัน ขอให้เข้าใจ ซึ่งนายชวนได้กล่าวเตือนว่าอย่าชี้นิ้ว พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้กล่าวขอโทษ พร้อมกับหัวเราะและบอกว่ารูปแบบในสภาฯอาจเปลี่ยนไปบ้างต้องขออภัย

ทั้งหมดคือลีลาของ”บิ๊กตู่”ในการแถลงนโยบายรัฐบาลวันแรก ส่วนวันพรุ่งนี้”บิ๊กตู่”จะอดทนอดกลั้นอารมณ์ได้แค่ไหนต้องติดตาม

“10ปมร้อนเศรษฐกิจ” ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/594711

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 17:24 น.

"10ปมร้อนเศรษฐกิจ" ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

เรียกได้ว่ารัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เพราะตามโรดแมปปลายเดือนนี้ รัฐบาลจะแถลงนโยบายกับรัฐสภา ก็ต้องเริ่มทำงานกันทันที โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

งานหินงานโหดการบริหารเศรษฐกิจ สำหรับ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 หนีไม่พ้นการบริหารเศรษฐกิจที่ยิ่งวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ โดยมีอย่างน้อย 10 ปมร้อนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไขเป็นการด่วน

1. ปัญหาปากท้องของเศรษฐกิจฐานราก ที่รายได้น้อยค่าใช้จ่ายสูง หนี้สินเพิ่ม การกระจายรายได้ยังมีปัญหาลงไปไม่ถึงฐานราก นอกจากนี้รัฐบาลยังมีปมร้อนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะทำได้ตามสัญญาที่หาเสียงไว้หรือไม่ หากทำไม่ได้รัฐบาลก็เสีย ทั้งคะแนนนิยมและการแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จไปด้วย

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เนื่องจากภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำให้ ราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาตก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตรจะทำได้รวดเร็วแค่ไหน หากแก้ไขช้า เศรษฐกิจฐานรากยิ่งแย่หนักรัฐบาลก็จะเจอแรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่ถูกใจประชาชนมากขึ้น

3. ค่าเงินบาทแข็ง ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และได้มีการออกมาตาการสกัดการเก็งกำไรที่เป็นส่วนหนึ่งของค่าเงินบาทแข็ง มาตรการที่ออกมาหลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าได้สั่งการให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทมากเกินไปเพียงไม่กี่วัน พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการก็ทำหนังสือขอพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่า ธปท. เพื่อหารือให้ช่วยดูแลค่าเงิน ที่ผู้ประกอบการเห็นว่า ธปท. ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป

4 การส่งออก เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลยกภูเขาไม่พ้นจากอก เพราะหลังจากพิษสงครามการค้าสหรัฐกับจีน และลามไปถึงสหรัฐกับยุโรป ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งออกของไทยทรุดหนักจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% ล่าสุดคาดว่าจะขยายตัวได้ 0% ถึงขยายตัวติดลบ 1% ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยภาพรวมขยายตัวชะลอมากขึ้น

5 การลงทุนภาครัฐล่าช้า เนื่องจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นช่วงลอยต่อของรัฐบาลใหม่และเก่า ทำให้โครงการไม่ต่อเนื่อง รวมกับหลายโครงการไม่มีความพร้อมลงทุนตามแผนที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนให้ได้โดยเร็ว

6. การกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคเอกชน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลตั้งความหวังไว้กับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งนายสมคิด ออกมายืนยันว่าโครงการอีอีซี ไม่มีทางล้มเพราะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย แต่การดำเนินการจะได้ตามที่รัฐบาลหวังหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวล

7. การท่องเที่ยวลด ซึ่งที่ผ่านมาการท่องเที่ยวถือเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดี แต่จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า ทำให้นักท่องเที่ยวลดการท่องเที่ยวในไทยและทุกๆ ประเทศในโลก จึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลใหม่ว่าจะกระตุ้นให้คนเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยได้อย่างไร

8. งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 6.9 แสนล้านบาท ปกติงบประมาณจะต้องเริ่มใช้ 1 ต.ค. 2562 แต่ได้ถูกเลื่อนออกไป 1 ม.ค. 2563 เพื่อรอให้รัฐบาลและรัฐสภาใหม่เข้ามาพิจารณา ย่อมส่งผลกระทบทำให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าไปด้วย ถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปรามว่า ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านพิจารณางบประมาณ 2563 ยังสร้างสรรค์ไม่ควรสร้างปัญหาให้งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณา เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจ

9 เศรษฐกิจชะลอตัว เป็นที่รู้กันว่า หน่วยงานต่างๆ ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจจากใกล้ 4% เหลืออยู่ 3% โดยหลายแห่งคาดว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจขาลงให้ฟื้นกลับขึ้นมาให้ได้ เพราะหากเศรษฐกิจภาพรวมแย่ เศรษฐกิจฐานรากประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น

10. ความไม่เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลลุงตู่ 2 เป็นเรื่องที่ค้างคาใจของนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดจาก 19 พรรคการเมือง ทีมเศรษฐกิจถูกจัดสรรจากโควต้าทางการเมือง มากกว่าที่วางคนที่เหมาะสมกับงาน เป็นผลลบต่อนัก ลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงอาจมีผลต่อความล่า ช้าในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้ทันกำหนดการที่วางไว้

ทั้ง 10 ปมร้อนเศรษฐกิจ จึงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลลุงตู่ ว่าจะสามารถอยู่บริหารประเทศสมัยที่ 2 ได้ยาวนานแค่ไหน

เบื้องลึก13ส.ส.ภาคใต้ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/592480

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 21:17 น.

เบื้องลึก13ส.ส.ภาคใต้ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี

พลังประชารัฐสงบแล้วหลังบิ๊กป.สยบกลุ่มส.ส.”ใต้-อีสาน”หยุดเคลื่อนไหวทวงเก้าอี้รัฐมนตรี

ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการเคลื่อนเรียกร้องเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคพลังประชารัฐของกลุ่มส.ส.ภาคใต้ และกลุ่มส.ส.อีสาน ภายใต้การนำของ”เอกราช ช่างเหลา” หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นัดเคลียร์ใจกับ บิ๊กป. ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ5จังหวัด ย่านสามเสน จนเป็นที่เข้าใจ ก่อนนำมาแถลงยุติการเคลื่อนไหว โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว แต่ได้มีการตกปากรับคำให้มีรัฐมนตรีมาผู้ดูแล และจะได้เก้าอี้เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และประธานกรรมาธิการ ไปปลอบใจแทน

ความจริงเบื้องหน้าเบื้องหลังในการออกมาทวงตำแหน่งของส.ส.กลุ่มด้ามขวานหรือกลุ่มส.ส.ภาคใต้นั้น มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมสัมมนา ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2562 โรงแรม เดอะ ซายน์ พัทยาเหนือ จังหวัดชลบุรี โดย ครั้งนั้น มีส.ส.ใต้ร่วมเซ็นชื่อ กัน 10 คน ส่วนอีก 3 คน ซึ่งเป็นส.ส.ในพื้นที่ 3จังหวัดภาคใต้ไม่ได้เซ็นชื่อด้วย เพราะมองว่าคนละกลุ่มกัน

ทั้งนี้เหตุที่กลุ่ม 10 ส.ส.ชิงเคลื่อนไหวในครั้งนั้น เพราะประเมินกันว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ได้แต่งตั้ง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หรือ บิ๊กเจี๊ยบอดีตสนช. เพื่อนร่วมรุ่นตท.12ของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นคีย์เเมนสำคัญในการดูเเลการเลือกตั้งภาคใต้ จนชนะเลือกตั้ง13 เขต ที่ทางกลุ่มส.ส.ใต้ต้องการผลักดันให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เป็น สว.นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กลุ่มส.ส.ภาคใต้ของพวกเขาจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี

ครั้นเมื่อ พล.อ.อกนิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวชูโรง ถูกแต่งตั้ง เป็นส.ว.ไปแล้ว ทางกลุ่มส.ส.ใต้ไม่มีทางเลือก จึงหันมาชู พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) อดีตสส.สงขลา และเพื่อนร่วมรุ่นตม.12 พล.อ.ประยุทธ์ อีกคน ซึ่งเป็นผู้มีบทบาท รองลงมาจาก พล.อ.อกนิษฐ์ ในการทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งในภาคใต้ เป็นรัฐมนตรีแทน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้มีการยื่นหนังสือผ่านไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยมีการประสานให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเคลียร์และรับหนังสือไป

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ส.ใต้ดังกล่าวนั้น ไม่เป็นผล เพราะทางแกนนำพรรคพลังประชารัฐมองว่า ได้มีการตอบแทนกันไปหมดแล้ว นั้นคือแกนนำคนสำคัญทั้งในที่ลับและที่ได้มีการเปิดเผยตัว ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะได้ส.ส.ทางภาคใต้ ถึง 13 คน นั้น ได้รับการแต่งตั้งเป็นส.ว.ถึง 8 คนแล้ว ซึ่งประกอบด้วย 1.พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช.เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ประยุทธ์ 2.พล.ต.กลชัย สุวรณบูรณ์ อดีตสมาชิกสนช. อดีตส.ว.ชุมพร และเพื่อนร่วมรุ่น12ของ พล.อ.ประยุทธ์ 3.พล.อ.บุญธรรม โอริส อดีตสปท. 4.พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาค 4

5.นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต) 6 .นายอับดุลฮาริม มินซาร์ อดีตสปท.7.นายอนุมัติ อาหมัด สนช. และ 8.นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ อดีตประธานกกต.นครศรีธรรมราช ส่วน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ปฏิเสธไม่ขอเป็นส.ว.เนื่องจากต้องการลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

ทั้งหมดจึงไร้น้ำหนักในการต่อรอง งานนี้ว่ากันตามจริง คนที่เดินเกมพลาด คือ”พล.อ.อกนิษฐ์” ที่ได้ส่งรายชื่อคีย์แมนสำคัญ ที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งไปให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งเป็นส.ว.กันหมด จึงทำให้กลุ่มส.ส.ใต้อดเป็นรัฐมนตรีกัน

โฉมหน้าขุนพลเศรษฐกิจบิ๊กตู่สมัย2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/592072

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 21:02 น.

โฉมหน้าขุนพลเศรษฐกิจบิ๊กตู่สมัย2

เปิดตัวขุนพลทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลบิ๊กตู่สมัย2ใครเป็นใคร จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยขนาดไหนอีกไม่นานรู้กัน

หัวใจสำคัญของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาคือคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ครม.เศรษฐกิจ เพราะถือเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้มีผลในทางปฏิบัติ เพื่อทำให้ประชาชนได้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น ซึ่งความกินดีอยู่ดีดังกล่าวนั้น ผู้คนโดยทั่วไปใช้เป็นมาตรฐานวัดว่ารัฐบาลนี้บริหารประเทศสอบผ่านหรือไม่ผ่าน

ดังนั้นการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้กติการเลือกตั้ง ในครั้งนี้นั้น ย่อมเป็นความหวังของผู้คน ที่กำลังรอคอยให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ที่นับวันจะมีความรุนแรง ขึ้นให้ประสบผลสำเร็จโดยเร็ว

สำหรับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นดรีมทีม ในการที่จะมาสร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชนในครั้งนี้ จะผสมผสานกันใน 3 พรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีในด้านเศรษฐกิจนั้น ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เป็นอดีตรมว.อุตสาหกรรม สมัยที่ผ่านมา

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายอนุชา นาคาศัย รมช.คลัง ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็น เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชาย นายเนวิน ชิดชอบ และเป็นอดีตประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) ในรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐรมช.คมนาคม ส.ส.นครราชสีมา เป็นบุตร นายวิรัช รัตนเศรษฐ และนางทัศนียา รัตนเศรษฐ นักการเมืองจังหวัดนครราชสีมา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ “จุรินทร์”เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิ รมช.พาณิชย์ และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน 1 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชวน 2 และรมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ หรือกำนันป้อหรืออีกฉายา “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” ประธานบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้สอบตก ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอดีตรมว.แรงงาน ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อดีตเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ถือเป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่ง

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นส.ส.สุพรรณบุรี เคยดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.ในหลายกระทรวง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นอดีตรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลบิ๊กตู่ในช่วงที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.พลังงาน เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ อดีตเป็นรองนายกรัฐมนตรี รมว.คมนาคม รมว.อุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร และอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด ( มหาชน) หรือ ปั้มพีที สามีของนางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิกของพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

ดรีมทีมเศรษฐกิจของครม.ชุดผสม3พรรคนี้ จะเป็นความหวังที่จะทำให้ประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศได้หรือไม่ อีกไม่นานได้รู้กัน

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406663

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย คือ “การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร” สำหรับให้เกษตรกรไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่เกษตรกรรมน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทาน รวมถึงพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง 40 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่นอกเขตชลประทาน จึงเป็นเหตุให้พี่น้องเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชได้เฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้นและจะเกิดการว่างงานในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้พี่น้องเกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องออกไปหารายได้เสริมจากการทำงานนอกภาคการเกษตร ดังนั้นงานการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องเกษตรกรได้มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างอาชีพใน
ผืนดินของ ส.ป.ก. ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ป.ก. จะต้องดำเนินการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย ระบบส่งน้ำ ระบบกระจายน้ำรายแปลง หรือการขุดลอกลำห้วยหรือสระสาธารณะในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันนี้ ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และจัดทำเอกสารคู่มือเรื่องการให้น้ำพืชระบบต่างๆ แก่เกษตรกร อาทิ ระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่ประหยัดน้ำมากที่สุดและเหมาะสมที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ในแปลงเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงและยาวนานมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้เตรียมสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกพืชผักสวนครัว หรือที่เรียกว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ซึ่งเป็นผลงานที่ ส.ป.ก. ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้งานมาแต่ปี 2553

 

 

ด้าน นายธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มออกแบบแหล่งน้ำและเกษตรชลประทาน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นวิธีการให้น้ำพืชในแปลงปลูกด้วยวิธีน้ำหยดซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำพืชเฉพาะในเขตรากพืชจึงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ ทั้งนี้ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้เป็นระบบที่มีต้นทุนต่ำ (ประมาณ 3,000 บาท/ชุด) เทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เอง และเหมาะสำหรับพื้นที่เพาะปลูกพืชขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยการนำถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ มาติดตั้งให้สูงกว่าพื้นที่แปลงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งพักและส่งจ่ายน้ำให้กับระบบ เสร็จแล้วจึงติดตั้งท่อพีวีซีเพื่อกระจายน้ำไปยังบริเวณพื้นที่หัวแปลงปลูกพืชซึ่งถูกเชื่อมต่อเข้ากับเทปน้ำหยดที่มีรูจ่ายน้ำระยะห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร เข้าสู่แปลงปลูกพืชเป็นแถวตามแนวยาวของแปลงปลูกพืช โดยแต่ละรูจะมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งถังน้ำ 1 ใบจะใช้น้ำประมาณ 200 – 400 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ ระบบการให้น้ำด้วยวิธีนี้ถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำ และมีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณรอบบ้าน คันรอบสระน้ำประจำไร่นา ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปีและยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้ได้ถูกนำไปส่งเสริมในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยมีหลักการที่สำคัญของโครงการ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้ตลอดทั้งปี สร้างความมั่งคงทางด้านอาหาร เสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบการให้น้ำพืชแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำพืชที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่า ระบบน้ำหยดสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูกพริก ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบขาว ผักชี บวบ และมะเขือ ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันเพียงครั้งละ 1 – 2 ถัง (200 ลิตร – 400 ลิตร) ทั้งนี้พืชที่ปลูกทั้งหมดมีอัตราการงอกที่ดีสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงและงอกเร็วกว่าการให้น้ำด้วยวิธีการเดิมของเกษตรกร พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีพืชผักไว้บริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือนและยังสามารถนำผลผลิตส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนและตลาดในเมืองสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรครอบครัวละ 500 – 4,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วถือว่าคุ้มค่า

จากการนำระบบสวนครัวน้ำหยดไปปฏิบัติจริงพบว่ามีข้อดีหลายประการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพการจ่ายน้ำสูงทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง 2) ประหยัดน้ำ ซึ่ง 1 รอบการปลูกใช้น้ำเพียง 50 ลบ.ม. 3) ประหยัดแรงงาน 4) ประหยัดเวลา โดยการให้น้ำ 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 10 – 30 นาที 5) สามารถใช้งานได้กับทุกสภาพดิน 6) ใช้และดูแลรักษาง่าย 7) ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200 บาทต่อรอบการผลิต

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้ว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ
ราคาถูก ติดตั้งง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและมีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนสืบไป

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405346

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ของปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 สาเหตุหลักมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตรชะลอลง ส่งผลให้ภาพรวมขยายตัวในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมื่อแยกรายละเอียดแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ขยายตัวเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยข้าวนาปีมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะราคาข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกในนาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวนาปรังมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรจัดการดูแลที่เหมาะสม และมีปริมาณน้ำเพียงพอในช่วงการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคามันสำปะหลังปีที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นมาก จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและปลูกทดแทนพืชอื่น ลำไย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2559 เริ่มให้ผลผลิตปีนี้ และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศเหมาะสม เกษตรกรบำรุงดูแลรักษาที่ดี ต้นลำไยจึงออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา

แต่ก็ยังมีผลผลิตพืชที่ลดลง โดยเฉพาะอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชไตรมาสแรกกลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้การแตกกอและเจริญเติบโตของต้นอ้อยไม่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงปลายปี 2561 เปิดหีบอ้อยเร็วขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งตัดอ้อยไปแล้วก่อนหน้านี้ สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค.2560-ก.ค. 2561 ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สำหรับด้านราคาช่วงเดือนม.ค.- ก.พ.2562 สินค้าพืชที่ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ยังมีต่อเนื่อง และมีการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท (ความชื้นไม่เกิน 14.5%) ภายใต้โครงการตามนโยบายประชารัฐ และมันสำปะหลังมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก ขณะที่ความต้องการของตลาดมีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีสินค้าพืชอีกหลายชนิดที่ราคาเฉลี่ยลดลงจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและความต้องการของตลาดลดลง ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน

ขณะที่สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.0% โดยปริมาณการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่การท่องเที่ยวและภาวะเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นด้วย สุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2561 เกษตรกรมีแรงจูงใจผลิต ตลอดจนจัดการฟาร์มและป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาสุกรเพิ่มขึ้นด้วย

สาขาประมงขยายตัว 1.5% โดยปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือมีทิศทางเพิ่มขึ้น ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีปริมาณออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ปล่อยลูกกุ้งอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนผลผลิตประมงน้ำจืด เช่น ปลานิล ปลาดุกเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่เพาะเลี้ยง เพิ่มรอบการเลี้ยง จัดการบ่อที่ดี ประกอบกับภาครัฐส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลและปลาดุกหลายพื้นที่ เมื่อวิเคราะห์ด้านราคาพบว่ากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกก.)ราคาโดยเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2-4 ตัวต่อกก.) มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 2.6% เป็นผลจากการจ้างบริการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตรในการผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรบางพื้นที่ เช่น ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหันมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลา ใช้บริการโดรนสำหรับฉีดพ่นและสำรวจสภาพผลผลิตในไร่นามากขึ้น ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.2% เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ผลิตกระดาษและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellet) และผลผลิตไม้ยางพาราขยายตัวตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่า เพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น ประกอบกับมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ด้านผลผลิตรังนกเพิ่มขึ้น โดยจีนต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากรังนกของไทยมีคุณภาพสูง

ทั้งนี้ สศก.คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ไม่พอต่อการผลิตทางการเกษตร ส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรระยะถัดไป