คิกออฟเมกะโปรเจกต์จุดเปลี่ยนประเทศ : การเมืองนิ่ง-เศรษฐกิจฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/830794

รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมา 2 ปี 4 เดือน พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะและวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองปรามาสในทางลบมาตลอด

วันนี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษ เพื่อเป็นฐานสำหรับเดินหน้าปฏิรูปประเทศ หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

จังหวะก้าวเดินนับจากต้นปีระกาเป็นต้นไป จะเป็นด่านทดสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ไก่ขัน หรือหงอยคอตก ผลทดสอบออกมาหน้าไหนย่อมมีผลต่อโรดแม็ปและกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย นายสมคิด ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เริ่มจากฉายภาพดูย้อนไปถึง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปี 60

ถามว่าพอใจไหม ถือว่าพอใจ เพราะไต่ขึ้นมาจาก 0.8 เปอร์เซ็นต์ 2.8 เปอร์เซ็นต์และล่าสุด 3 เปอร์เซ็นต์กว่าในปี 59 ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน จีดีพีเติบโต 6-7 เปอร์เซ็นต์ แต่ขนาดเศรษฐกิจของไทยโตกว่าเวียดนาม 12 เท่า โตกว่าเมียนมา 7-8 เท่า โตกว่ากัมพูชา 20 เท่า โตกว่า สปป.ลาว 30 เท่า

ประเทศเหล่านี้ เศรษฐกิจขยายตัวนิดหนึ่งก็ขยับขึ้นทันที

อุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้แข็งแรง ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ แต่อุตสาหกรรมพวกนี้ผ่านเราไปแล้ว ล่าสุดอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งหมดของจีนที่ค่าแรงสูงกว่าเวียดนาม 2 เท่า ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่เวียดนาม มาไทยไม่ได้ เพราะค่าแรงของไทยสูงกว่า

ฉะนั้นในช่วงนี้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ทั้งพยายามหาตัวเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมอัพขึ้นมาให้มีมูลค่า หรือหาตัวใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศให้เราอยู่ได้ หากไม่ทำเราไม่มีทางยืนอยู่ได้

เรื่องนี้รอไม่ได้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะแบบนี้ไม่ได้ ครั้งหนึ่ง ฮ่องกง สิงคโปร์ จีนเคยตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ คือ เริ่มลง แต่สามารถกระโดดไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยมีอุตสาหกรรมที่มีจุดขายของตัวเอง เพิ่มจุดขายขึ้นมาแข่งขันได้ ไม่ต้องอาศัยค่าแรงราคาถูก มันก็ขยับเคิร์ฟขึ้นมาได้ และเคิร์ฟเหล่านี้กำลังไปจากไทย

ผมคุยกับญี่ปุ่นว่า เราเป็นมิตรเก่า เขาอยู่กับเราแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มีคนญี่ปุ่นอยู่ 6-7 หมื่นคน เปรียบเหมือนมีบ้านอยู่ที่เมืองไทย มีโรงงานเต็มไปหมด ยกเว้นไม่มีอะไร ไม่มีความแน่นอน มีความเสี่ยงสูง

แต่ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น เราอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน

ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นก็สบายใจ ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าไทยอยู่ในเส้นเคิร์ฟพวกนี้มาก่อน ถ้าไม่ทรุดลงก็ต้องขยับขึ้นไป พวกนี้ก็จะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จีนตอนนี้ไปอยู่อันดับสูงขึ้น เราต้องไปแทนในสิ่งที่เขาไม่มี ขยับขึ้นเรื่อยๆ ไทยมีเวลาแค่ 2-3 ปี ไม่เช่นนั้นเวียดนามกินเราแน่

เมื่อเราเข้ามาสิ่งแรกที่ทำไม่ให้เศรษฐกิจทรุด คือ อัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้านบาท หากไม่เติมเงินลงไปชาวนาตายแน่ เพราะรัฐบาลไม่เอาจำนำข้าวและประกันรายได้ ที่เคยก่อให้เกิดปัญหาตามมา

โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอม ลองนึกภาพดูว่า รัฐบาลทหารยอมใช้กองทุนหมู่บ้าน บวกกับปี 59 ประสบปัญหาภัยแล้ง สินค้าเกษตรราคาตก น้ำมันราคาถูก ทำให้พยุงเศรษฐกิจได้ ทุกอย่างเบาบางลง ไม่ทรุดมากเกินไป

เศรษฐกิจปี 60 เชื่อว่าจะดีขึ้น เพราะตลาดใหญ่ที่สำคัญ 2 ประเทศ ทั้งจีนเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นสัญญาณดีขึ้น และนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในระยะสั้นจะเป็นประโยชน์กับไทย เพราะมีการทุ่มงบการลงทุนอย่างไม่เคยมีมาก่อน การขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกามีมากขึ้น

ขณะที่ในไทยมีโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าเป็นล้านล้านบาท จะเริ่มคิกออฟโครงการปี 60 ถึงอย่างไรปีนี้จะต้องหล่อลื่นให้โครงการออกเร็ว ภาคเอกชนก็จะตาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟ– ดีไอ) จะมาแน่นอน ถ้าทุกอย่างเดินตามโรดแม็ป

ยิ่งขณะนี้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดี การบริโภคเริ่มฟื้นแล้ว

แต่เศรษฐกิจปากท้องยังเป็นปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังแก้ไม่ได้ นายสมคิด บอกว่า แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ดีแน่นอน ที่สำคัญเมื่อถึงจังหวะที่เศรษฐกิจโต จะทำอย่างไรให้สามารถกระจายความมั่งคั่งไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นได้

เป็นภารกิจที่สองจะต้องปฏิรูปให้มีความสมดุลระหว่างการส่งออก การลงทุนระหว่างประเทศ กับการสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้แข็งแรง ทั้งด้านการเกษตรและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การปฏิรูปงบประมาณ กระจายงบประมาณไปสู่กลุ่มจังหวัดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ เครื่องยนต์ที่พัฒนาประเทศจริงๆอยู่ที่กลุ่มจังหวัด เคยผลักดันเรื่องนี้ แต่ไม่ผ่าน เพราะนักการเมืองไม่ปล่อย เลยทำไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์เอาเป็นครั้งแรก

จึงกำหนดเดดไลน์ก่อน 15 ม.ค.60 ให้รวบรวมตัวเลขมาทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองก่อนอนุมัติงบประมาณลงไปให้

นโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่กลุ่มจังหวัด เมื่อบวกกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมถึงกันได้หมด อนาคตการกระจายความเจริญจะไปอยู่ส่วนภูมิภาค

โครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในปีนี้ต้องจบ ถือเป็นหัวใจนำไปสู่การปฏิรูปภาคการเกษตรและคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง ยิ่งได้ให้โจทย์ไปแล้วในการทำดิจิทัลบิ๊กแบนด์ให้กระหึ่มทั้งอาเซียน

และยังมีนโยบายวันเบลท์ วันโรดเชื่อมเอเชียทั้งหมด ที่ไทยเป็นแกนกลางของอาเซียน ถ้าเราก่อสร้างได้ก่อนเขาต้องมาพึ่งเรา ทั้งหมดเป็นการรีฟอร์ม ถ้าทำได้จีดีพีจะมีโอกาสขยับถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์

มาถึงวันนี้ขออย่างเดียวไม่ต้องให้มาเชียร์รัฐบาล แต่อยากให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่

ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจและช่วยดูแลงานเหล่านี้ให้สามารถผ่านไปได้ ไม่เห็นผลหรอกในยุคเรา และในยุคนี้การผลักดันโครงการอะไร เช่น ซิงเกิลเกตเวย์จะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองง่ายมาก

การปฏิรูปเศรษฐกิจจะพลิกประเทศไปทิศทางที่ดีขึ้นในระยะยาว แต่กลับถูกฝ่ายการเมืองมองว่ารัฐบาลหมดมุกถึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสมคิด บอกว่า มาตรการที่ออกไปต้องขยายให้ประชาชนรู้ว่า มุกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยอยู่รอดได้

ปี 59 ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้คนมีรายได้น้อยจะลำบากมาก ถ้าเศรษฐกิจทรุดถึงจุดหนึ่งแล้วมันดึงไม่ขึ้น ถ้าเมืองไทยโชคดี 3-4 ปีจะพลิกได้ แต่ถ้ามาบอกว่าหมดมุก จะเอามุกอะไร มุกกระจอกๆผมไม่มีแน่ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย

ขอเดินหน้าทำงานต่อและภาวนาให้มีการเลือกตั้งเร็วแล้วจะไป และทิ้งคนรุ่นใหม่เอาไว้ ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าเขาอยากจะเล่นต่อ

คนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ต่อในรูปแบบไหน นายสมคิด บอกว่า ถึงเวลานั้นเขาคงร่วมกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์สนใจก็ร่วมกันได้

ทีมข่าวการเมืองถาม ว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ และมีชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนด้วย นายสมคิด บอกว่า “ชีวิตของผมแปลก มาตอนที่ย่ำแย่

ต้มยำกุ้งก็ทีหนึ่งแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ 6 ปี มาอยู่การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเบอร์สองยิ่งหนัก เดี๋ยวก็โดนอันโน้นอันนี้

ผมมาคราวนี้เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะลำบาก

รับประกันเลยว่าไม่ตั้งพรรค ถ้าตั้งๆไปนานแล้ว

ไม่มีชื่อผมแน่ เพราะไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อ อายุ 64 แล้ว

แต่อนาคตข้างหน้าขอวิเคราะห์ว่า จำเป็นต้องมีพรรคใหม่

เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ”.

ทีมการเมือง

 

ศรัทธา“ประยุทธ์” ชี้ขาดยื้อโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/830066

ผ่ากระบวนท่า“สับขาหลอก”เลื่อนเลือกตั้ง

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป กลับคืนสู่ภาวะปกติ

ทิ้งไว้แค่ควันหลง ตัวเลขสถิติความสูญเสียที่กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง

ผู้เสียชีวิตรวม 478 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 4,128 คน

มากเป็นประวัติการณ์ แถมแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้นทุกปี ทั้งๆที่ภาครัฐและเอกชนช่วยกันรณรงค์สุดกำลัง ทั้งการขอร้องให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ หรือถึงขั้นบังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรง

ยกเป็นวาระแห่งชาติแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเลยว่า รัฐบาลถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการดื่มแอลกอฮอล์ มีเป้าหมายลดจำนวนอุบัติเหตุจำนวนยานพาหนะที่ถูกดำเนินคดีในเทศกาลปีใหม่

แต่ก็เหมือนไม่มีความหมาย สรุปคนเจ็บคนตายยังพุ่งไม่หยุด

จุดเดียวเลยที่ยังแก้ไม่ตก นั่นคือจิตสำนึกของคน

ดีที่สุดก็คงทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาให้แคล้วคลาด เพราะยังไงประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นวังวนความสูญเสียบนท้องถนนในช่วงเทศกาล

อยู่ที่ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ส่วนที่แทบจะไม่ได้ฉลองเทศกาลปีใหม่กันเลย พี่น้องประชาชนในจังหวัดภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี นราธิวาส

ต้องเผชิญกับอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบหลายปี

สถานการณ์หนักถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีม ครม.และข้าราชการที่เกี่ยวข้องคณะใหญ่ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสตรวจสถานการณ์ เยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

ช่วยผ่อนคลายทุกข์จากเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า

ผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปของโลกคาดการณ์ไม่ได้อีกต่อไป

ตัดฉากกลับมาที่สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งแน่นอนก็ต้องตามมาด้วยเงื่อนไขใหม่ และการคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่

ภายใต้ขุมข่ายอำนาจพิเศษเก่า ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.

นับตั้งแต่การรัฐประหารเงียบ ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลนักการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาจนปีใหม่ 2560 ก็ขึ้นปีที่ 3

ผ่านมา 4 พ.ศ. กินเวลาเกือบ 3 ปีเข้าไปแล้ว

แนวโน้มการทำตามสัญญาคืนความสุขให้คนไทยยังจับต้องได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ

พูดกันตรงๆก็คือ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดพักเทศกาลปีใหม่ลงมือร่าง “โมเดล” ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดอง

ตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ” ในระยะที่ 2

ต่อเนื่องถึงการสั่งการในที่ประชุม ครม.นัดแรกประเดิมปีใหม่ ให้มีการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องเร่งด่วนเพื่อทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาล คสช.

ถึงจังหวะต้องส่งการบ้านให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงเนื้องาน

บนพื้นฐานที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 “ปฏิรูป–ปรองดอง” คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแลกกับฉันทามติของประชาชนคนไทย

มอบอำนาจพิเศษให้นำประเทศก้าวข้ามวิกฤติ “ติดหล่ม”

ในอารมณ์ที่สังคมไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในมุมของการปฏิรูปที่ยังลอยๆเป็นนามธรรม แถมยังไม่ทันได้นำไปปฏิบัติก็ถูกตั้งแง่ต่อต้านแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี เป็นการครอบงำรัฐบาลในอนาคตให้ต้องเดินตามเกมอำนาจของทหาร

นักการเมืองแท็กทีมต้านแบบสุดกำลัง

ขณะที่เงื่อนไขปรองดองยังไม่เห็นหนทางปฏิบัติ นอกจากการปรองดองที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี น้ำตาเจือจางสีขั้วขัดแย้งให้จางลงไป

แต่ลึกๆก็ยังแฝงไปด้วยปมแตกแยก พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

สรุปตามสถานการณ์ประเทศไทยยังไม่หลุดจากวังวนเก่าๆ แม้จะเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว

เทียบกับเทอมรัฐบาลทั่วไปคือ 4 ปี ตามเงื่อนเวลาที่เข้าสู่ห้วงปลายโรดแม็ปของ คสช.

โดยเฉพาะจุดสำคัญคือรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตามปฏิทินจะมีการประกาศบังคับใช้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และตามโปรแกรมต่อเนื่องจะเป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของกระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ

ต้องเสร็จภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน

ซึ่งก็จะทันกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลทหารของไทย ได้ประกาศต่อนานาชาติ

เป็นโอกาสที่จะกู้สถานการณ์ “แซงก์ชั่น” โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การเมืองก็จะคืนกลับสู่ธรรมชาติ ตามกระแส ความเคลื่อนไหวของป้อมค่ายต่างๆขยับเตรียมแต่งตัวกลับมาลงสนามเลือกตั้ง รวมถึงการตั้งพรรคการเมือง “นอมินี” ทหารขึ้นมารองรับเกมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “เต็งหาม” นายกฯคนนอก

ทุกฝ่ายยึดตามโรดแม็ปเป็นที่ตั้ง

นักธุรกิจ นักลงทุน นักเลือกตั้ง รวมถึงประชาชนคนไทยก็ลุ้นให้เป็นไปตามคิวนี้

เพราะมันคือโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์เมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ ได้ทำมาหากิน แก้ปัญหาวิกฤติปากท้องที่เข้าขั้นสาหัสมาหลายปี

แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ส่อเค้าตั้งแต่ต้นปีเลย

ตามสัญญาณที่คนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาโยนทุ่นนำร่องเป็นนัย การเลือกตั้งตามโรดแม็ปอาจยืดเยื้อออกไป

โดยอ้างถึงเงื่อนเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณากฎหมายลูกอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ส่อดึงจังหวะ ลากกันแบบเต็มเหยียด

และนั่นก็หมายถึงการเลือกตั้งจะไปเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน พ.ศ.2561

ในวงเล็บต้องไม่มีเหตุติดขัด รัฐธรรมนูญต้องบังคับใช้ตามกำหนดด้วย

ทุกอย่างต้องว่ากันหลังวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องตามสัญญาณแปร่งๆ พวกที่จมูกไว ได้กลิ่นก่อนก็คือนักการเมือง

จับอาการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยประสานเสียงโทนเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พากันออกมาดักทาง คสช.

มัดคอ พล.อ.ประยุทธ์อย่าผิดสัญญาประชาคม

เพราะมันจะกระเทือนเครดิตความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ

ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ทีมงานรัฐบาล คสช.ออกมายืนยัน

รัฐบาลยังยึดตามโรดแม็ปเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รีบสยบแรงกระเพื่อมไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อจับทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกตัวเป็นเชิงว่า ต้องเข้าใจขั้นตอนโรดแม็ปคืออะไร 1.ต้องมีรัฐธรรมนูญ 2.ต้องทำกฎหมายลูก จะกี่ฉบับไม่รู้แต่มีกรอบเวลาอยู่ ถ้าทำเกินเวลาก็แสดงว่าไม่ทัน ถ้าทำเร็วกว่านั้นก็ทัน

จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับขั้นตอน โรดแม็ปก็คือโรดแม็ป ไม่ต้องไปฟังใคร

แปลไทยเป็นไทยก็ยังกั๊ก ไม่ฟันธงชัดเจน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ตามขั้นตอนจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการในส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.

รัฐบาล คสช.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนด้วย

จะเร่งให้เร็วหรือดึงให้ช้าก็ขึ้นอยู่กับ สนช.

แต่นั่นก็ว่ากันในมุมของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ไม่ได้ว่ากันในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มีสถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” มีดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 อยู่ในมือ

ผ่าทางตัน เดินทางลัด อัตโนมัติยังไงก็ได้

เว้นแต่เป็นจังหวะสับขาหลอก โยนให้เป็นเกมของ สนช.ในการลากโรดแม็ปออกไป

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรากฏการณ์ปรับโรดแม็ป เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ สนช. หรืออำนาจในมือรัฏฐาธิปัตย์

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับปัจจัยคะแนนนิยม ต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” เป็นสำคัญ

เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นไปอะไรหลายๆอย่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กฎหมายหรืออำนาจ ล้วนไม่มีความหมาย

หากขาดซึ่งศรัทธาประชาชน.

“ทีมการเมือง”

 

ปัจจัย “เสี่ยง” ยังมีอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/829921

เจอคิวแทรกเร่งด่วนรับปีใหม่

สถานการณ์วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ลามหลายจังหวัด จากภาวะฝนกระหน่ำต่อเนื่องและน้ำป่าถล่ม

เมืองใหญ่อย่าง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี หลายอำเภอจมใต้น้ำ ต้องหันมาใช้เรือสัญจรแทนรถ ถึงขั้นอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่กันชุลมุน

ขณะที่ถนนหลักหลายสายที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดถูกน้ำซัดตัดขาดเป็นช่วงๆ สนามบินงดให้บริการ ทางรถไฟถูกน้ำพัดเสียหาย ขบวนรถหลายสายหยุดค้างเติ่ง มีผู้โดยสารตกค้างมากมาย

ส่วนโรงพยาบาลต้องขนย้ายผู้ป่วยโกลาหล อันเป็นผลพวงของอุทกภัยในรอบนี้ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านแสนสาหัส จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องขนทีม ครม.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ไปแก้ไขสถานการณ์ และช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน

ประเดิมศักราชใหม่ด้วยเรื่องวุ่นๆให้ผู้นำ คสช.ได้พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหา

ยังไม่นับรวมสถานการณ์การเมืองร้อนๆที่กระแทกเข้าใส่รัฐบาล คสช.ในเวลาเดียวกัน

ในช็อตที่คีย์แมนรัฐบาลและกองทัพ ทั้ง “บิ๊กตู่”–“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

พากันชักแถวตัดบทร้อนๆ ปฏิเสธการขยับโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ตามสัญญาณที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำร่องออกมา

แม้กระทั่งคนในแม่น้ำสายเดียวกันอย่างวิป สนช. ก็ต้องช่วยกลบปมร้อนไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล

ประสานเสียงเงื่อนเวลาคืนประชาธิปไตย ยังเป็นไปตามปฏิทินคือปลายปี 2560

เร่งดับไฟตั้งแต่ต้นลม หวังลดกระแสฝ่ายต่อต้าน ไม่ให้ขุมข่ายการเมืองล้งเล้งส่งเสียง ขยายความให้บานปลาย จนกลายเป็นแรงกระเพื่อม

ตีราคาให้น้ำหนักข่าวเป็นแค่อาการ “มโน” ของรองประธาน สนช. ที่เป็นห่วงเรื่องเงื่อนเวลาการพิจารณากฎหมายลูกของ สนช.อาจล่าช้าไม่ทันการณ์

เพราะปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอยู่ในมือให้ สนช.พิจารณาจำนวนมาก

แต่ถ้าดูตามรูปการณ์ปัจจุบันใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่โปรแกรมเลือกตั้งต้องคลาดเคลื่อนจากเดิม

หากถอดความตามคำพูดจ่าฝูง ทบ.อย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” ที่ระบุว่า แม้เวลานี้ยังไม่มีเหตุผลต้อง

เลื่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากภาพรวมทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ป แต่เวลาอาจคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อยหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องอนาคตข้างหน้าที่มีรายละเอียดปลีกย่อย

ส่อนัยให้แปลความได้ว่า กำหนดการเลือกตั้งมีสิทธิขยับจากเดิมได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยในอนาคต

ในสถานการณ์ที่แม้ฝ่ายกุมอำนาจพยายามยืนยันตามโรดแม็ป แต่ยังมีลีลาเด้งเชือก คอยยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของช่วงเวลา

เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ในกรณี สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับสำคัญไม่ทันตามกรอบเวลา หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างกฎหมายลูกมาให้พิจารณาในเวลาจวนเจียน

หรือในกรณี สนช.ไปปรับรื้อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.ส่งมา จนต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯขึ้นมาแก้ไขร่างกฎหมาย

เป็นปัจจัยที่ สนช.ซ่อนอาการหวั่นเกรงอยู่ลึกๆ ตามที่ “ครูหยุย” นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ที่เป็นห่วงเรื่อง กรธ.ส่งกฎหมายลูก ให้ สนช.ล่าช้า อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งคลาดเคลื่อนจากปี 2560

เช่นเดียวกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังฝากตั้งคำถามไปยัง กรธ.ถึงความกังวลที่อาจมีร่างกฎหมายลูกบางฉบับ ทำท่าจะออกได้ช้ากว่ากำหนด แม้จะอยู่ในช่วง 240 วันก็ตาม

โยนความกดดันใส่ กรธ.ในฐานะต้นน้ำเร่งผลิตร่างกฎหมายลูกให้เสร็จโดยเร็ว

ขณะที่ท่าทีของ กรธ.ทำได้แค่รับปากว่าจะยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้เสร็จทันตามเงื่อนเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้รับปากว่าจะเร่งพิจารณาให้เสร็จทันทีทันใด

บนรูปการณ์ในอนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า กรธ.จะส่งร่างกฎหมายลูกมาให้ในเวลาที่จวนเจียนหรือไม่ หรืออาจมีปัจจัยภายนอกอาจทำให้โรดแม็ปหย่อนบัตรเลือกตั้งเขยื้อนจากเดิม

หากคำนวณตามเพดานเวลาสูงสุดในโรดแม็ป กรธ.ใช้เวลายกร่างกฎหมายลูก 8 เดือน ส่งมาให้ สนช.พิจารณา 2 เดือน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมการเลือกตั้ง 5 เดือน

เบ็ดเสร็จครบทุกขั้นตอน ต้องเผื่อเวลาไว้สูงสุด 15 เดือน กว่าจะไปถึงด่านหย่อนบัตรได้ประชาธิปไตยเต็มใบกลับคืนมา ปัจจัยเสี่ยงที่จะทอดยาวข้ามปี 2560 ก็ยังมีอยู่

จุดพลุเลื่อนเลือกตั้ง ฟังดูจึงมีน้ำหนัก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยั้งจังหวะเร่ง ‘ร่วมวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/829078

เห็นลีลาเตะตะกร้อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ทั้งจั่วลม ทั้งวืด ล้มก้นจ้ำเบ้า แปลูกไปโน่นไปนั่นไปนี่

ล้อมวงเล่น 5 นาที เตะโดนลูกตะกร้อไม่กี่หน ชนิดใช้เวลาเดินเก็บลูกเหนื่อยกว่า

อุทานภาษาอินเตอร์เน็ตก็ต้องบอกว่า “แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ”

เอาเป็นว่า นอกจากท่านผู้นำออกตัว “ผมแก่แล้ว” และเพิ่งจะฟื้นไข้ มองในมุมบวกคิวออกกำลังกายทุกสัปดาห์ของ “บิ๊กตู่” ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

แค่ได้ขยับแข้งขาก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

ส่วนที่มีการโพสต์ข้อความพร้อมภาพ นายกฯเตะตะกร้อ ยืดแข้งยืดขา ขณะที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ชาวบ้านยังเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ราคายางตก ฯลฯ นั่นก็น่าจะคนละเรื่องคนละฟีลกัน

แต่สไตล์ที่ไวต่อกระแส แค่โดนเหน็บนิดหน่อย “บิ๊กตู่” น่าจะรู้อารมณ์ผู้คนในสังคม

สั่งจัดโปรแกรมยกคณะ ครม.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ทันทีทันควัน

นอกจากเยี่ยมชาวบ้าน แจกถุงยังชีพ ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย เบรกเกมตอดใส่แล้ว ยังถือโอกาสประชุมงาน ทั้งความมั่นคง การลงทุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โจทย์ของ “อำนาจพิเศษ” ห้วงนี้ ต้องปั่นงาน ตรึงเรตติ้งสร้างภูมิคุ้มกันส่วนตัว

ไฟต์บังคับ เตะออก “นอกวง” ไม่ได้

เหมือนปมร้อนๆในห้วงนี้ผู้นำจะโยนลูกออกจากตัว ทั้งคิว “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โวยถูกตำรวจ-ทหารตามประกบ “บิ๊กตู่” โยนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยอดีตผู้นำ

“หากเกิดอะไรขึ้นมาก็จะมาโทษรัฐบาลว่าไม่ดูแล ก็ต้องขออภัยไว้ด้วยแล้วกัน”

อดีตคนกันเองฝากผ่านสื่อ ฉะนั้น “อย่าโอดครวญ”

รวมทั้งปมแหลมๆ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. แง้มไต๋ “เลื่อนเลือกตั้ง” เพราะอาจปั๊มกฎหมายลูกไม่ทัน ทำเอา “บิ๊กตู่” ต้องย้ำธงโรดแม็ปเลือกตั้งปี 2560 ไม่เปลี่ยน-ไม่เลื่อน

โบ้ยให้เป็นเรื่องทีมปั๊มกฎหมาย สนช.ว่ากันไป

เช่นเดียวกับ ข้อเสนอร้อนของเก่าเจ้าเดิมมาได้จังหวะ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ทั้ง “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธาน กมธ. และ “สุชน ชาลีเครือ” กมธ.ออกมากระตุกนายกฯใช้อำนาจ ม.44

ดันแผนนิรโทษกรรม ปรับสู่โหมดปรองดอง

“ไม่ใช่เรื่องของผม ใครอยากเสนออะไรก็เสนอไป อย่ามายุ่งกับมาตรา 44”

โยนลูก “ไปหาวิธีกันมา”

แต่ก็ไม่ได้เตะลูกทิ้งเสียทีเดียว กับประเด็น “นิรโทษ” ที่น่าจะมีที่มาที่ไป

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ธง “เคลียร์” เริ่มสะบัด

ทั้งหมดทั้งปวง แม้ถึงที่สุดหลายปมจะต้องเป็นไปตามโจทย์นั้น แต่สำหรับ “บิ๊กตู่” เล่นลูกมั่วๆไม่ได้

เพราะมีปัจจัยพิจารณาระดับ “ตัวแปรพิเศษ” จนต้องยั้งจังหวะก้าว

เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่มาช่วงท้ายปลายปีที่ผ่านมา พร้อมๆกับร่างกฎหมายหลายฉบับที่ผ่าน สนช.แบบปุบปับฉับไว ทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.สงฆ์

กับประเด็นที่พูดต่อกันอื้ออึงถึง “สัญญาณ” ให้ สนช. “สแตนด์บาย” รองานใหญ่ “เรื่องสำคัญ”

โยงไปกระทั่งเรื่องแก้กฎเกณฑ์กติกาใน “ประเด็นสำคัญ”

แต่ยังไม่ชัดจะออกมารูปแบบใด เริ่มศักราชใหม่ก็ยังเป็นแค่กระแสข่าว ผู้นำจึงต้องรั้งจังหวะรอ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการ ในสถานการณ์บังคับ

ด้วยเงื่อนไขตัวแปรที่ “บิ๊กตู่” กำหนดเองไม่ได้

หลายประเด็น ทั้งโรดแม็ปเลือกตั้ง คิวนิรโทษ ปรองดอง ไปจนกระทั่งรายการรื้อปรับกฎกติกาใหญ่

ผู้นำจึงได้แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่น้ำแต่ละสาย

โยนให้รับลูกไป “ตั้งเรื่อง” รอไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดที่ ‘บิ๊กตู่’ ตอบชัดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/828138

ประเดิมเอาฤกษ์เอาชัย

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “อาจารย์น้อง” รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา นำคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทำเนียบรัฐบาล ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 60 รูป เนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2560

พ่วงด้วยเซอร์ไพรส์ “นายกฯลุงตู่” ปล่อยซิงเกิลใหม่ เพลง “สะพาน” ที่เจ้าตัวแต่งให้กับ ครม.ทุกคนในการทำงาน เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ตามฉากบรรยากาศชื่นมื่น

ท่ามกลางกระแสข่าวหนทางตามโรดแม็ปส่อเค้าไม่ราบรื่น

ล่าสุดเป็นคิวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยืนยันกับปากตัวเอง ยังยึดโรดแม็ปเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เพิ่มเติมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่ยืนยันไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับต่างประเทศกรณีมีกระแสข่าวเรื่องการเลื่อนโรดแม็ป เพราะไม่มีฝรั่งชาติไหนมาถามแล้ว เนื่องจากเห็นกระบวนการและทิศทางแล้ว หลังไทยผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

ถือเป็นสัญญาประชาคมว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ขึ้น ซึ่งโรดแม็ปอาจจะมีบวกลบบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น ต่างชาติเขาเข้าใจในเรื่องนี้ดี

ท่าทีจากรัฐบาลทหาร คสช.พยายามยึดสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินตามรูปการณ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จับอุณหภูมิความร้อนแรงจะไหลไปอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เปิดยุทธการ “ปล่อยของ” เป็นชุด

ไล่ตั้งแต่การเปิดไฟเขียว พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องกับการเดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ.2505 ผ่าทางตันการตั้งสังฆราชองค์ใหม่

ลุยถั่วแบบม้วนเดียวจบ โดยไม่สนกระแสต้าน

จนมาถึงการปล่อยสัญญาณการเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง โดยคนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. จุดพลุให้ สนช.ในปีกกลุ่มอดีต 40 ส.ว.แห่ตีปี๊บ

รีบเล่นเกมเร็ว โดยที่รัฐบาลได้แค่อ้อมแอ้มยึดตามสัญญาประชาคมเดิม

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้สนช.คือ “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อน

ยุทธศาสตร์ทางการเมือง

เดินเกมแหลมๆคมๆแทนรัฐบาล คสช.

ตามโปรแกรมที่รออยู่ล้วนแต่คิวสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบะท่าออกมาแล้ว แนวโน้มใช้เวลา ลากยาวกันแบบเต็มเหยียด

สนช.ยื้อจังหวะ ดึงเกมโรดแม็ปได้ตามกติกา

มาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ผู้รับผิดชอบสัญญาประชาคม ยังไม่ชัวร์เลยด้วยซ้ำ

ในเมื่อทุกอย่างมันอยู่ในกระบวนการของ สนช.

แต่ที่ต้องจับตา อีกส่วนที่ขยับก็คือมุกปรองดองที่เงียบหายไปนาน โผล่มาล่าสุดเจ้าเก่าหน้าเดิมอย่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมชงแนวทางให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือเหมือนการใช้นโยบาย 66/23 สมัยรัฐบาล “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในการเปิดช่องให้ผู้หลงผิดเข้ามอบตัวกับทางราชการโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี

โดยให้ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่รับสารภาพไม่ต้องถูกจำคุก หรือให้มีการจำหน่ายคดี โดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม แต่จะไม่ครอบคลุมแกนนำการชุมนุม การกระทำผิดอาญาร้ายแรง คดีทุจริต และการกระทำผิดตามมาตรา 112

และก็ตามฟอร์มเดิม เมื่อได้ยินคำว่าปรองดอง พรรคเพื่อไทยต้องลุ้นให้ถึง “นายใหญ่” พรรคประชาธิปัตย์ต้องดักคอไม่ให้เหมาถึง “ทักษิณ” ต่างฝ่ายต่างตีกินในมุมที่เข้าทางตัวเอง

แต่ที่แปลกไป ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยไม่ด่ากันโขมงโฉงเฉง แค่เถียงกันในหลักการ

เหมือนจับคลื่นความถี่ได้ สัญญาณปรองดองรอบนี้มีที่มาที่ไป.

ทีมข่าวการเมือง

 

สมมติไปตามโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/827406

คลื่นความถี่แรงรับศักราชใหม่ ตามสัญญาณเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง

เบื้องต้นเลยให้จับตารัฐธรรมนูญใหม่ที่ครบกำหนดการประกาศใช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

สถานการณ์น่าจะเป็นคำตอบถึงความเป็นไปหลังจากนั้น

แต่ ณ ห้วงนี้ เมื่อยังไม่มีอะไรชัดเจน ก็ต้องถือเอาสัญญาประชาคมที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศให้ได้ยินทั่วโลก

เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต่างชาติยึดเป็นเกณฑ์พิจารณาสถานการณ์เมืองไทย

ในมุมเดินหน้าตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งตามโปรแกรม

ตามแผนที่กะเกณฑ์กันไว้ ประเมินสัญญาณจากฝ่ายยุทธศาสตร์ทีมงานรัฐบาล คสช.

พรรคการเมือง “นอมินี” ทหารต้องเกิดขึ้นแน่

เพื่อเป็นต้นทุนประกันความปลอดภัยให้ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะ “เต็งหาม” นายกฯคนนอก

เพราะลำพัง 250 เสียงของ “ส.ว.ลากตั้ง” มีพลังแค่ตอนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นเป็นเกมที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องมาโดนไล่บี้ไล่ต้อนในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ร่างกฎหมายสำคัญ หรือแม้กระทั่งกระทู้ถามปกติทั่วไป

โดยเฉพาะคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยังไงก็หนีไม่ออก

ในยามที่ “บิ๊กตู่” ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีกระบองยักษ์มาตรา 44 ไม่สามารถไว้ใจนักการเมือง เชื่อมั่นพรรคร่วมรัฐบาลได้เต็มที่ ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ค่ายภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคชาติไทยพัฒนาในยุคลูกหลานตระกูลศิลปอาชา

พลิกเหลี่ยมการเมืองมาขี่คอผู้นำทหารได้ทุกจังหวะ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่ส่งเสียงเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารปล่อยไฟเขียวลงสนามเลือกตั้งตามโรดแม็ป ตีปี๊บมั่นใจกระแส “ทักษิณ” ที่ยังตีกินได้สบายๆ

เลือกตั้งเมื่อไหร่ ก็กลับมาเป็นรัฐบาลได้แบบเสียงถล่มทลาย

แต่ลึกๆปัญหาภายในพรรคยังกั๊กกันไม่จบ กับเครื่องหมายคำถาม ใครจะเป็น “แม่ทัพ” เข้ามาขัดตาทัพ ภายใต้เงื่อนไข “ตระกูลชิน” โดนพันธนาการ

โฟกัสไปที่ตัวเต็งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง

ที่ข่าวแว่วๆได้ตั๋วจาก “นายหญิง” บ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว

แต่ล่าสุดเสียงชัดๆจากปากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้กุมกระแสความนิยม ยังแทงกันตีกั๊กแค่ว่า ต้องรอให้เป็นมติของสมาชิกและคณะกรรมการบริหารพรรค

“เจ๊หน่อย” ยังต้องเผชิญด่านสำคัญ และไม่ว่าใครจะเข้ามานั่งเป็นหัวขบวน โดยสถานะของพรรคเพื่อไทยที่ยังจัดอยู่ในโซน “ต้องห้าม” ของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ไม่มีทางจะปล่อยให้เดินหมากเลือกตั้งง่ายๆ

ถึงจะฝ่าด่าน โกยเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ ตามเงื่อนไขยังไงก็ต้องอยู่ภายใต้เงาทหาร

บริหารได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ถูกล็อกไว้ในกติการัฐธรรมนูญใหม่

ในสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่ติดล็อกทั้งภายใน ภายนอกประเทศ ต่อให้ยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็ยากที่จะเสกคาถาให้เศรษฐกิจไหลลื่น ฟื้นกลับมาในเร็ววัน

เผลอๆทำไม่ดี จุดขายยี่ห้อ “ทักษิณ” สิ้นราคา สถานการณ์จะยิ่งขาดทุนยับไปกันใหญ่

เดาทางพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งรอบหน้าก็คงมุ่งไปที่การจองที่นั่งเป็นฝ่ายค้าน คอยกระตุกแข้ง กระตุกขารัฐบาลทหาร ลากจังหวะให้ท็อปบูตแพ้ภัยตัวเอง

รอคนเบื่อทหาร คะแนนจะไหลไปที่ยี่ห้อ “ทักษิณ”

เพื่อไทยก็แค่ขยับขอคืนพื้นที่ในสภาให้ลูกทีมได้มีน้ำเลี้ยงประทังชีวิตเท่านั้น

เหนืออื่นใด นักเลือกตั้งอาชีพ ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาถอนทุน คงต้องชะงักไปตามๆกัน

ประเมินสัญญาณการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบประเทศ กระตุกสังคมไทยที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนตนจนรัฐเกือบล่มสลาย

“ยาแรง” ไล่ล้างเชื้อโกง ยุทธการปราบคอร์รัปชันเข้มข้นแน่

นักการเมืองพันธุ์เก่าที่คิดจะหากินแบบเดิมๆ เสี่ยงโทษถึงประหารชีวิต

สรุปเอาเป็นว่า ทุกป้อมค่ายยังติดล็อกเงื่อนพันธนาการรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูก ในจังหวะยังก้าวไม่พ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน

ต่อให้ไม่โดนเซ็ตซีโร่ ถึงจะได้ไฟเขียวปล่อยลงสนามเลือกตั้ง

แต่เอาเข้าจริงนักการเมืองอาชีพก็ยังไม่พร้อมเดินเกมเต็มสูบ.

ทีมข่าวการเมือง

 

สัญญาณผ่าน ‘พิมพ์เขียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/826734

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่สิ้นสุดลง

กลับคืนสู่สถานการณ์ปกติ

โลกแห่งความจริง สิ่งที่จะต้องเผชิญในปี 2560 นับตั้งแต่นี้ไป

ภายใต้สภาพการณ์ทางการเมืองร้อนๆที่เริ่ม “เผาหัว” มาตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2559 ในจังหวะที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังมุ่งอยู่กับการเฉลิมฉลอง

มีการซุ่ม “ปล่อยของ” เป็นชุด

โดยสถานการณ์เล่นเร็วในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 มาตรา 7 โดยพิจารณาแบบสามวาระรวด ด้วยมติเอกฉันท์ 182 ต่อ 0

ให้เป็นพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามราชประเพณีเดิม

ปรากฏการณ์ “ปลดล็อก” นำไปสู่การแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

เคลียร์ปมปัญหาคาราคาซังของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

เจ้าของ “สิทธิตามเกณฑ์” ที่ติดชนักคดีการครอบครองรถเบนซ์โบราณ

โดยสถานการณ์โยงเป็นเงื่อนไขกับยุทธการเดินหน้าสะสางคดี “ธัมมชโย” เจ้าสำนักจานบินพระธรรมกาย ที่ผนึกกันเป็นเครือข่ายใหญ่ในวงการสงฆ์

โยงเป็นศึก “มหานิกาย” กับ “ธรรมยุต”

ลามเป็นปมป่วน “พุทธจักร” กับ “อาณาจักร”

ตามข่าววงใน เป็นวาระแห่งชาติที่ฝ่ายคุมเกมส่งสัญญาณให้จบในปี 2560 นี้

ต่อเนื่องกันจากคิวก่อนหน้านั้นที่ สนช.ไฟเขียวผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วยมติ 167 ต่อ 0

โดยไม่สนกระแสต่อต้าน “ซิงเกิลเกตเวย์” ที่ดังอื้ออึง

ประเมินได้ถึงสัญญาณที่แรงกว่ากระแสคัดค้าน ล้อตามกระแสข่าวเบื้องหลังเบื้องลึกที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเลือกที่จะคุมเข้มสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ จากเหตุที่สังคมไทยยังไร้ระเบียบ ขาดมาตรฐานด้านจริยธรรม ความรับชอบต่อสังคม

โดยเฉพาะขบวนการปล่อยข้อมูลล่อแหลมผ่านโลกโซเชียลกระเทือนสถาบัน

และตามปรากฏการณ์สะท้อนสัญญาณผ่าน สนช. ยังต่อเนื่องมาถึงคิวที่คนระดับหัวแถวอย่างนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ปล่อยทุ่น “นำร่อง” เหตุจำเป็นต้องเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560 ออกไปเป็นกลางปี 2561

ส่อดึงเวลาในการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแบบเต็มเหยียด

นี่คือ “พิมพ์เขียว” เกมอำนาจทางการเมืองในปี 2560 จาก 3-4 คิวร้อนสะท้อนผ่าน สนช.

แน่นอน โดยจุดไฮไลต์สำคัญสุดน่าจะอยู่ที่คิวการเลื่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปออกไป

ทำให้หูผึ่ง นั่งกันไม่ติด

ตามอาการของนักเลือกตั้งอาชีพที่ประสานเสียงโทนเดียวกัน ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย

รีบทวงสัญญา มัดคอ คสช.ให้ยึดโรดแม็ปที่ประกาศไว้

ขู่กันเลยว่าจะทำให้กระทบเครดิตความมั่นใจต่อรัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

โดยเฉพาะกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

แนวโน้มถ้ามีการเลื่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปออกไปจริง ก็ไม่ต้องพูดถึงความมั่นใจของนักลงทุน และมาตรการแซงก์ชั่นจากต่างชาติ

ภาวะตูดขาด ถังแตก ยังเบาเกินไป

ทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกันเพิ่มความยากโจทย์ให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจขบคิด

ไปทางซ้ายก็ติด ทางขวาก็ขยับไม่ออก

ที่แน่ๆการเลือกตั้งย่อมขัดกับบรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์ประเทศไทย

แต่โดยความจำเป็นต้องผ่อนเงื่อนไข เจาะช่องหายใจทางเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันทางการเมือง และเรื่องของการรับแขกต่างประเทศที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธี

มันก็พอมีทางออกช่องเล็กๆเหลืออยู่รูเดียว

สลับฉากพลเรือนเข้ามาลดโทนทหารโดยไม่เลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

 

วาทะร้อนสะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศ วางหมากคุมเข้ม-สะท้านการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/825773

ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยที่ลากยาว จากจุดเริ่มต้นการประกาศของคณะ คสช. หลังการรัฐประหารปี 2557 จะนำพาบ้านเมืองเข้าสู่โหมดปฏิรูปบ้านเมืองในด้านต่างๆตามโรดแม็ป

หลังจากนั้นในปี 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสร็จสิ้นภารกิจและนำเสนอร่างกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ พร้อมคำถามพ่วง “ให้ ส.ว.มีส่วนร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี” เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทำประชามติครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2559

เมื่อประชาชนมีฉันทามติเห็นชอบ จึงเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงตามมาหลายเรื่อง จากกฎหมายแม่ สู่กระบวนการร่างกฎหมายลูก หรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการร่างไปพลางรอกระบวนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่

ในระหว่างนี้เองได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็น และการชี้แจงจากฝ่ายที่รับผิดชอบ รวมทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ จึงมีข้อถกเถียง ตอบโต้ เปิดประเด็นวิวาทะผ่านทางหน้าสื่อด้วยดีกรีร้อนแรงประกอบฉากการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้
“ทีมข่าวการเมือง” จึงขอรวบรวมทั้งถ้อยคำและถ้อยความร้อนๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆนำมาเสนอ เพื่อให้เห็นภาพย้อน และสะท้อนถึงทิศทางของบ้านเมืองนับจากนี้ต่อไป.

บทบังคับดุฝ่าด่าน

ขวบปีที่ผ่านมา เรื่องวจีวาจาต้องยกให้ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นหนึ่งเหมือนเคย โดยเฉพาะลีลา “พยัคฆ์คำราม” ออกรายการ “ตบะแตก” บ่อยๆจนคุ้นสไตล์กันดี

ทั้งนี้ เพราะเป็นจุด “เปลี่ยนผ่าน” สำคัญ บทหนักจึงอยู่ที่ “ผู้คุมเกม” ไล่ตั้งแต่ช่วงร่างรัฐธรรมนูญ ถูกจับจ้องคิวแฝง “ต่อท่ออำนาจ” ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องเคลียร์ “อย่าระแวง อย่ากลัวผีที่มองไม่เห็น”

ในคิวกลุ่ม นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ “ผมไม่สนใจ มองเป็นอากาศธาตุ” ดักคอมีข้อมูลที่คนไทย “รู้แล้วจะหนาว” ฮึ่มๆ “แน่จริงก็ออกมา” ก่อนซัดโครม “ใครสนับสนุน วางแผน ล็อบบี้ต่างประเทศ ก็ทักษิณ”

เช่นกัน “บิ๊กตู่” ปัดข้อเสนอ “ปลดล็อกการเมือง” ตลอด รวมทั้งเมื่อมีการขอหารือ “ปรองดอง-นิรโทษกรรม” บอก “ก็เห็นคุยลับๆอยู่แล้ว อย่าผิดกฎหมายแล้วกัน” ท่าทีชัดในเรื่องนิรโทษ “จะให้ยกโทษทั้งหมดเลย ผมทำไม่ได้” ยังเอ่ยลอยลม “ถ้าท่านอยากกลับบ้านก็มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สู้คดีไป” ชัดว่าหมายถึงใคร

ถึงไคลแม็กซ์ใกล้ประชามติ เริ่มมีเสียงเรียกร้องหากไม่ผ่าน นายกฯต้องไขก๊อกรับผิดชอบเหมือนผู้นำอังกฤษพ่ายประชามติออกจากอียู “บิ๊กตู่” ล้งเล้ง “ผมไม่ออก เพราะที่มาแตกต่างกัน” กระทั่งที่หลุดไต๋ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน “ผมจะร่างเอง” ก่อนช็อตแก้ไขตามมา“ที่พูดคำทางพระเรียก เทศน์คาบลูกคาบดอก”

จนถึงจุดที่กระชากแต้มหนุนร่าง รธน.ฝ่าด่านสำเร็จ ดุลอำนาจอยู่ในมือเต็มๆ มีคนจุดพลุตั้งพรรคหนุนเป็น “ผู้นำคนนอก” แต่คิวนี้ “บิ๊กตู่” ไม่เร่ง มองว่า “ผู้นำสง่างาม” เป็นใครก็ได้ “หาไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม”

จากนั้น “บิ๊กตู่” ยังไล่เคลียร์ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นโรดแม็ปเลือกตั้ง เลื่อน-ไม่เลื่อน “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในและนอกประเทศ” ขณะที่ พิมพ์เขียวแผนยุทธศาสตร์ชาติ “เพื่อให้ประเทศพัฒนามีทิศทาง” ชู “ประชารัฐ” เหมือนอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก บำรุงดิน ต่างจาก “ประชานิยม ปุ๋ยเคมี ทิ้งสารพิษตกค้าง”

กระทั่งกระแส “แรงกระเพื่อม” ในรัฐบาลปลายปี 2559 ข่าวลือคิวปรับ ครม. มี “พี่ใหญ่” ติดโผ “ปิ๋ว” จากวงโคจรอำนาจ นายกฯต้องเบรกปมร้อนไม่ให้ลาม ไม่เคยคิดเขี่ยพี่ชายทิ้ง ขึงขัง “ท่านก็ทำงานดี ไม่มีข้อบกพร่อง”
ยังคงยึดสูตร “คนคู่รัฐบาล คสช.” คุมเกมในห้วงเปลี่ยนผ่านต่อไป!!

ปั๊มกติกาอัดยาแรง

ตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำ เข็นร่างรัฐธรรมนูญ ตำรับ “ปราบโกง” ฝ่าด่านประชามติ ติดดาบเสริมเขี้ยวเล็บได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เวอร์ชั่น “รีเซ็ตประเทศไทย”

ได้รับเสียงโหวตเยสท่วมท้น “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป่าปากโล่งอก “ขอให้ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของประชาชน เพื่อร่วมกันเดินหน้าประเทศ”

หมดจากโหมด “ประชามติ” ขยับสู่ช็อตร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ “ซือแป๋มีชัย” ยังนั่งหัวโต๊ะคุมงานใหญ่ต่อเนื่อง ประเดิมกติกาฉบับแรก “ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง” จัดยาแรงชุดใหญ่ประเคนใส่นักการเมือง ล็อกเป้าคุมเข้มค่ายการเมืองให้กระดิกตัวลำบาก ออกระเบียบการจัดตั้งและหาสมาชิกพรรคเข้มข้น พร้อมตั้งแท่นวางบทลงโทษนักการเมืองรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต หากพบการซื้อขายเก้าอี้

แม้ถูกฝ่ายการเมืองรุมกินโต๊ะ พรรคใหญ่ พรรคเล็กร่วมถล่มเละเทะ แต่ประธาน กรธ.ยังกัดฟันลุยไฟต่อ ยกคำพูดนายกฯปลอบประโลม “ให้อดทนจากการถูกเล่นงาน”

ไม่ใช่แค่นักการเมืองที่โดนยาแรง แต่ยังมีหางเลขแฉลบถึงองค์กรอิสระ เจอทีเด็ดกำหนดคุณสมบัติใหม่กรรมการองค์กรอิสระ เล่นงานหัวขบวนหลายรายสะดุ้ง ต้องลุ้นหนักจะได้นั่งเก้าอี้ทำงานต่อหรือไม่ ถึงขั้น “มีชัย” ส่งซิกล่วงหน้าดังๆให้องค์กรอิสระ “ทำใจ” หากต้องพ้นตำแหน่งตามกติกาฉบับใหม่

กางกติกาชี้แจงบนเวทีรับฟังความเห็นกฎหมายลูก สาธยายเหตุผลยกเครื่อง กกต. ผุดโมเดลใหม่ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ทำหน้าที่แทน “กกต.จังหวัด” ระบุเหตุผล “มีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ กกต.จังหวัดไว้ใจได้” พร้อมยืนกรานเสียงแข็ง “กรธ.ทำงานกันอย่างหนัก ไม่มีเวลาว่างคิดฟุ้งซ่าน” ตอกหน้ากลับ กกต.คู่กรณี “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ที่กล่าวหา กรธ.เขียนกฎหมายมากลั่นแกล้ง

ยืดอกปลื้มใจบนเวทีกติกาประเทศฉบับใหม่ ถึงขั้นประกาศ “ระลึกในใจไว้ว่า วันหนึ่งข้างหน้า อเมริกาอาจจะต้องมาเลียนแบบรัฐธรรมนูญไทย”

การันตีข้อดีร่างรัฐธรรมนูญ ตามแบบฉบับ “ไทยแลนด์โอนลี่”!!

มือวางนำร่องกฎเหล็ก

หากจะประเมินทิศทางอำนาจพิเศษ มือกฎหมายรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ คือบุคคลคนสำคัญที่ต้องไม่พลาดอ่านทาง ในฐานะ “มือวางนำร่องกฎเหล็ก”

คอยเคลียร์ปมร้อนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยลูกเล่นลีลาพญาเซียน ยกสำนวนโวหาร สุภาษิต ละครทีวี และวรรณคดี “รามเกียรติ์” กระทั่งใช้คำฮอตคำฮิตอินเทรนด์มาประกอบการจำนรรจา

โดยห้วงประชามติ เมื่อถูกถามกระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตย “ดร.วิษณุ” สวนนิ่มๆ หากอธิบายเรื่องนี้ “ต้องย้อนไปก่อนวันยึดอำนาจ” ส่วนที่เสนอนำรัฐธรรมนูญเก่ามาปรับใช้ “ต้องถามว่า แล้วจะยึดอำนาจมาทำไม”

ที่โชว์ลื่นไหลปม “นิรโทษกรรม” กับ “ปรองดอง” บอก อาจไม่จำเป็นต้องคู่กัน “เวลาหิว ก็ต้องกิน แต่ไม่จำเป็นต้องกินแต่ข้าว กินแซนด์วิชก็ได้” และที่ตัวเองเคยแง้มไต๋ “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรค ถึงรอบนี้ “ผมพูดเดาใจคนร่าง อาจคิดพิสดารก็ได้” ซะงั้น ส่วนที่คนจับตาปม “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ “คุณสมบัติ ถ้าไม่ครบจะต้องพ้นไป” ล้างกันแน่

แต่ที่ “ดร.วิษณุ” ย้ำขึงขังคือคดีจำนำข้าว “เป็นอีกช่องทาง ไม่ได้ใช้อำนาจพิเศษ” รวมทั้งเมื่อให้ประเมินสถานการณ์บ้านเมือง ยกวรรณคดีรามเกียรติ์ ตอนพระลักษณ์โดนหอกโมกขศักดิ์มาเปรียบเปรย จะต้องมียารักษา คือ “สังกรณี” และ “ตรีชวา” ผสมแม่น้ำ 5 สาย “สังกรณีคือประชา ส่วนตรีชวาคือรัฐ นั่นคือประชารัฐ” ดึงเข้าคอนเซปต์รัฐบาลได้นวลเนียน

และช็อตไฮไลต์ในคิวที่ต้องพูดถึงงานสำคัญในรอบ 70ปี หน้าที่ของมือกฎหมายรัฐบาลหาคำตอบให้สังคม รวมทั้งที่เกี่ยวกับโรดแม็ป-สถานะรัฐบาล “ดร.วิษณุ” ชี้ชัด มี “ตัวแปรสำคัญ” ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเปลี่ยนรัชกาล

เป็นลีลาวาทะของ “มือวาง” ยอดนักกฎหมายประจำยุค!!

ข้ามรุ่นวุ่นยื้อเก้าอี้

ขยับตัวสร้างข่าวเกรียวกราวเกือบตลอดปีตามในสไตล์ตัวจี๊ด “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านบริหารกลาง

แบกภารกิจหนัก เป็นแม่งานจัดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่องคาถาตอกย้ำหลักการวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ “ห้ามรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” วางกฎเหล็กรณรงค์ประชามติ

ก่อนวันเข้าคูหา เชิญสื่อเป็นสักขีพยานทดสอบความแกร่งหีบบัตร โอ่สรรพคุณประสิทธิภาพสุดทรหด “รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม” แต่โยนหีบทดสอบไม่กี่ที หีบแตกต่อหน้าสื่อ ได้ขำกันลั่นห้อง เจ้าตัวอ้อมแอ้ม “ทุ่มแรงไปหน่อย” กลายเป็นประเด็นสีสัน ถูกนำไปล้อเลียนสนุกสนานในโลกโซเชียล

เสร็จงานยักษ์ประชามติ เข้าสู่โหมดพิจารณากฎหมายลูก ได้เวลา “สมชัย” ออกงิ้วเล่นงาน กรธ. ฉุนยกร่างกฎหมาย กกต.ไม่ได้ดั่งใจ กำหนดคุณสมบัติองค์กรอิสระสุดเข้มข้น ทำให้เก้าอี้ กกต.ชุดปัจจุบันสั่นคลอน

ออกโรงจวกยับเป็น “กลไกที่ใช้ไม่ได้” ข้ามรุ่นชนมวยรุ่นใหญ่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. โต้คารมกันมันหยด เปรียบเปรย กรธ.ทำตัวเหมือน “นักศึกษาที่ส่งวิทยานิพนธ์ แต่หมกเม็ดไม่ขอความเห็นอาจารย์ที่ปรึกษา” พร้อมส่งซิกเตือนองค์กรอิสระทุกแห่งกำลังถูก “ยึดพื้นที่” เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายในองค์กร

เปิดวิวาทะใส่รุ่นเดอะ “ไม่ใช่เกิดมานานกว่า แล้วหมายความว่าจะต้องเก่งกว่า” โหวกเหวกซัด กรธ.ต่อเนื่อง การเปิดเวทีรับฟังความเห็นกฎหมายสำคัญของบ้านเมืองเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม”

ไม่โอเคเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.กกต. โอดไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองครอบงำ กกต.ได้ เหน็บแนมเป็นกลไก “คนทำไม่ได้คิด คนคิดไม่ได้ทำ” แม้ทนกล้ำกลืนเดินตามโมเดลใหม่ กรธ. แต่ไม่วายทิ้งทุ่นระเบิดส่งท้าย ถ้าทำแล้วแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งไม่ได้ “ได้โปรดโทษคนคิด”

ลีลาแอ็กชั่นเดือดๆมีเกือบทั้งปี เพียงเพราะมัวแต่วุ่นยื้อเก้าอี้!!

มาดหรูบู๊ตามตำรา

คงคอนเซปต์ “เจ้าหลักการ” ในยุคเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กับลีลาวาทะเหมือนท่องสคริปต์ จนบางครั้งถูกมองว่า “ไหลตาม” กระแสประชาธิปไตย

ยิ่งท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รายนี้มาในบทเจ้าหลักการ ไล่ตั้งแต่มองว่าโครงสร้างการเมือง ที่มา ส.ว.จากการสรรหา “ไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง” จะเกิดปัญหาอำนาจทับซ้อน “สร้างประเด็น ขัดแย้งขึ้นใหม่”

นอกจากนี้ ยังมองกฎกติกาประเทศใหม่ ขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม ทั้งเรื่องถอดถอน เงื่อนไขยื่นร้อง ป.ป.ช. และการอุทธรณ์คดีอาญาของนักการเมือง

จนสุดท้ายเลยประกาศ “ไม่รับร่าง รธน.” เพราะ “ยังไม่ตอบโจทย์ประเทศ ให้ก้าวพ้นจาก ปัญหาเดิม”

กระนั้นก็ดี เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ นายอภิสิทธิ์ก็ยังคงเป็น “ตัวแปรสำคัญ”ที่ต้องเช็กท่าที ทั้งเมื่อนักการเมืองค่ายต่างๆรวมตัวพูดคุยหาทางออกบ้านเมือง รายนี้ติงแรง ยังไม่ถึงเวลา “ระวังจะทำให้นายกฯระแวง การเมืองสมคบสุมหัวทำอะไรกันอยู่” เท่านั้นเองเลยถูกมอง หลุดคิวเอาใจ “ผู้นำ” ออกนอกหน้า

ขณะที่ปมร้อน “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรค ถึงพร้อมปฏิบัติ แต่ฝากข้อคิด“ถ้าตั้งพรรคเฉพาะกิจ มีบุคคลเป็นเจ้าของก็คงง่าย” และที่ “อภิสิทธิ์” ยังสับสน “เซ็ตซีโร่” กับ “รีเซ็ต” องค์กรอิสระ เลยอ้อมแอ้ม ต่างจากปม “นิรโทษ” ส่งเสียงเข้ม อย่าให้ปนกับเรื่องปรองดอง “หวังว่าจะไม่ย้อนนิรโทษเหมาเข่ง จนวิกฤติซ้ำอีก”

ที่สุ้มเสียงเชียร์บิ๊กอำนาจพิเศษ ไล่บี้โครงการรับจำนำข้าว “รัฐบาลต้องดำเนินการตามกฎหมาย ให้ชดเชยค่าเสียหาย” ขี่แพะไล่สนุก แต่ช็อตที่เห็นต่าง คือการตั้งคณะกรรมการและแผนยุทธศาสตร์ชาติ มองว่าไม่ยึดโยงประชาชน แต่มากำหนดทิศทางบ้านเมือง20ปี “ไม่
สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงโลก จะเกิดปัญหาเยอะ”

กางตำราแสดงภูมิหรู กอดหลักการมาพะบู๊แบบเนิบๆแต่หนักแน่น!!

พิงฝารักษาทรง

เดิมพันสำคัญในห้วงปี 2559 ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี นำพรรคเพื่อไทย ประกาศเจตนารมณ์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ประกาศกร้าวรับไม่ได้กติกาประเทศฉบับใหม่ “ไม่สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย”

เข้าโค้งสุดท้ายช่วงประชามติ ร่ายจุดยืนผ่านเฟซบุ๊ก “ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” ปลุกกระแสเร้าแฟนคลับให้โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถึงเวลาเคาะระฆังปิดหีบ ฝ่ายโหวตเยสชนะขาดลอย กวาดเสียงถล่มทลาย 16.8 ล้านเสียง ทิ้งขาดกลุ่มโหวตโนกว่า 6 ล้านเสียง

“อดีตนายกฯปู” พ่ายยับผลโหวต ต้องกลืนเลือด คร่ำครวญผ่านสื่อนอก บอกประเทศกำลังถอยหลัง “ห่างจากเส้นทางประชาธิปไตย” กระหน่ำทวิตเตอร์ผิดหวังเสียงโหวต “ประเทศกำลังจะก้าวถอยหลังไปใช้รัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ปฏิทินขยับเข้าช่วงครบรอบ 10ปี รัฐประหาร ก.ย.2549 “อดีตนายกฯหญิง” สบจังหวะตามน้ำ เหน็บอำนาจท็อปบูต จวกรัฐประหารทำให้ประเทศขาดโอกาสอยู่บนเวทีโลกอย่างสง่างาม

เล่นบทนางเอก “ขอให้ดิฉันเป็นผู้รับเคราะห์คนสุดท้ายจากเหตุการณ์รัฐประหาร”

พอผ่านเข้าสู่ช่วงปลายปี “อดีตนายกฯหญิง” ตะลอนทัวร์แดนอีสาน เล่นบทแม่พระ ตระเวนรับซื้อข้าวชาวนา ที่ประสบปัญหาราคาดิ่งเหว เลี้ยงกระแส รักษาเรตติ้งฐานเสียงใหญ่ของประเทศ

สบโอกาสโชว์ซีนดราม่าบีบน้ำตา ขอความเห็นใจถูกไล่บี้ทวงเงินค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 35,000 ล้านบาท ถากถางผู้นำ คสช. “ขอให้ความเป็นธรรมกับดิฉัน เหมือนที่ท่านปกป้องน้องชายของท่าน”

พิษจำนำข้าวกระหน่ำหลังพิงฝา ทำได้แค่ประคองตัวรักษารูปมวย!!

“ทีมการเมือง”

 

แลหน้าการเมือง 2560 : ปีตัวแปรอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825326

วันแรกของศักราชใหม่ 1 มกราคม ส่วนใหญ่ทั่วโลกถือเอาเป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

ยึดเอาฤกษ์งามยามดีปฏิทินนับหนึ่ง

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2560 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้

ซึ่งเป็นปีที่เรายอมรับเลยว่า คาดการณ์อนาคตได้ยาก

เนื่องจากสถานการณ์ที่จะโยงเป็นเงื่อนไขกัน ระหว่างกระบวนการตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ในห้วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ กับ

พระราชพิธีสำคัญที่ต่อเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

เป็นอะไรที่ต้องปรับได้ตามความเหมาะสม

ในอารมณ์แบบที่คนระดับคีย์แมนของรัฐบาล คสช.อย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแพลมไต๋เป็นเชิงเคลียร์สถานการณ์ล่วงหน้า

โรดแม็ปรัฐบาลที่วางไว้อาจมีตัวแปร

แม้ในเบื้องต้นยังยืนยันว่าจะเลือกตั้งในปี 2560 แต่ปัจจัยพลิกผันเป็นสิ่งมองไม่เห็น

มันจึงเป็นอะไรที่ต้องประเมินกันแบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน

และถึงนาทีนี้บรรยากาศความอาลัยก็ยังไม่จาง ประชาชนคนไทยก็ยังคิดถึง “พ่อ” ทุกวัน

ดังภาพที่พสกนิกรจากทั่วประเทศยังคงเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยที่สำนักพระราชวังยังไม่มีกำหนดการปิดการถวายสักการะ

เปิดโอกาสให้ลูกๆชาวไทยได้เข้ากราบ “พ่อ” อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่การจัดสร้างพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ที่มีการตอกหมุดกึ่งกลางพระเมรุมาศ และมีพิธีบวงสรวงบูรณะราชรถ พระยานมาศ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2559

ตามกำหนดกรุงเทพมหานครจะสามารถส่งมอบพื้นที่สนามหลวงให้กับกรมศิลปากร เพื่อจัดสร้างพระเมรุมาศได้ไม่เกินวันที่ 10 มกราคม 2560 โดยที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการจัดสร้างพระเมรุมาศจะเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้

นี่คืองานสำคัญสุดของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

เพื่อถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อประเมินเงื่อนเวลาในการจัดสร้างพระเมรุมาศที่จะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2560 ก็ถือว่าใกล้เคียงกับสถานการณ์โรดแม็ป คสช.

ที่วางคิวปล่อยเลือกตั้งปลายปี 2560

แน่นอน นี่คือจุดหนึ่งที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

ในอารมณ์ที่รู้สึกกันได้ การหาเสียงน่าจะขัดกับบรรยากาศในห้วงเวลาพระราชพิธีสำคัญ

ประกอบกับสัญญาณร้อนแรงที่เริ่มตั้งเค้าป่วนกระบวน การขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อย่างช้าสุดตามปฏิทินโรดแม็ปคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560

แต่ส่อเค้าวุ่นตั้งแต่มีการปล่อยพิมพ์เขียวเบื้องต้นออกมาหยั่งกระแส

ในอาการแบบที่พรรคการเมืองทั้งยี่ห้อเพื่อไทย ทั้งค่ายประชาธิปัตย์ โวยวาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก ล้มง่าย

จงใจ “จ่ายยาแรง” ทำแท้ง “นักเลือกตั้งอาชีพ”

ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ถูกตั้งแง่จากพรรคเพื่อไทยเป็นการจ้องล้างบางลูกข่าย “ทักษิณ” ส่วนประชาธิปัตย์ก็ดักคอการเปิดทางให้นายกฯคนนอก กติกาใหม่ถูกออกแบบมาเอื้อประโยชน์นักลากตั้ง
นักการเมืองไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์ง่ายๆ

ดิ้นสู้ยาแรงแบบสุดกำลังแน่

หรือแม้แต่ขุมข่ายบุคลากรองค์กรอิสระเอง ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตั้งท่าไม่เอาด้วยกับยุทธการเซ็ตซีโร่ เงื่อนไขแฝงใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ
อาจทำให้ต้องกลับไปเริ่มจากศูนย์นับหนึ่งสรรหากันใหม่

ต่างฝ่ายต่างหวงสถานะทางอำนาจ ยังไงก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์ “ตะลุมบอน”

ตามเงื่อนเวลาบังคับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานและทีมงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ภายในเวลา 240 วัน หรือ 8 เดือน

ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 5.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

7.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 10.พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
ปมกฎหมายลูกจะกระตุกอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนตลอดเวลา

ในจังหวะที่พรรคการเมืองจะต้องขยับแข้งขยับขา ตามวิสัยธรรมชาติของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเร้าบรรยากาศในห้วงท้ายของโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างน้อยก็ต้องกดดัน คสช.ให้ปลดล็อกกฎเหล็ก ปล่อยไฟเขียวทำกิจกรรมทางการเมืองได้

ตามรูปการณ์แรงกระแทกระหว่างนักการเมืองกับฝ่ายคุมอำนาจพิเศษจะต้องหนักหน่วงขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์ท้ายเทอมรัฐบาล คสช.

จ่อเป็นชนวน พร้อมลามติดไฟ กระตุกสถานการณ์ต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหาร

ยกระดับแรงกระเพื่อมภายในประเทศ

ขณะที่สถานการณ์ด้านภายนอกประเทศก็ยังติดล็อกเงื่อนไขประชาธิปไตยกติกาสากล แรงกดดันจากนานาชาติยังคงไม่ลดระดับมาตรการแซงก์ชั่นรัฐบาลทหารของประเทศไทย

ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้ง ก็ยังไม่คืนสู่ภาวะปกติ

นั่นก็หมายถึงตัวเลขการส่งออก ภาวะการลงทุนที่ยากจะกระเตื้อง

และโดยผลกระทบต่อเนื่องที่เลี่ยงไม่พ้นแรงกดทับทางเศรษฐกิจที่มาซ้ำสถานการณ์ความยากลำบากในการกู้สถานการณ์ความเดือดร้อนปากท้องชาวบ้าน

อาการเศรษฐกิจภายในประเทศยังต้องกระตุ้นชีพจรตลอดเวลา

เพิ่มโจทย์ยากๆหินๆให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่เดินหน้าอัดฉีดมาตรการลด แลก แจก แถม กระตุ้นการใช้จ่ายภายในแล้วหลายรอบ

ทำข้อสอบแบบให้พอผ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าไปเท่านั้น

และถึงขั้นที่มีการปรับ ครม.เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขยับทีมรัฐมนตรีในสังกัด นายสมคิดได้โอกาสจัดทีมเศรษฐกิจใหม่ให้ลงล็อกถูกฝาถูกตัว

ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับสักเท่าไหร่

นั่นก็เพราะสภาพแท้จริงรัฐมนตรีทหารยังนั่งอยู่เต็ม ครม.

ที่แน่ๆตามคิวที่รออยู่ข้างหน้า สินค้าทางการเกษตรที่จะทยอยออกสู่ตลาดตามฤดูกาลทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา โดยสถานการณ์ที่มโนได้กับภาพของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ แทรกแซงราคาจากภาวะตลาดโลกตกต่ำ

ซึ่งนั่นก็สวนทางกับภาวะ “ถังแตก” รัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่จะอุดหนุน

โดยสถานการณ์วุ่นๆก็จะพัฒนาไปถึงการเคลื่อนไหวของม็อบเกษตรกร

ถ้าไม่ควบคุมให้ดีก็พร้อมลามไปสมทบกับเงื่อนไขทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่กระแสจะไหลไปรวมกันเป็นคำตอบสุดท้าย ในการกดดัน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

เรียกร้องให้รัฐบาลทหาร คสช.คืนอำนาจเลือกตั้ง

เพื่อกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

ปลดล็อกเงื่อนไขแซงก์ชั่นจากนานาชาติ

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ยังอาจจะคาบเกี่ยวไปถึงการที่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับผู้นำระดับโลกที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทย

การเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ในวงเล็บบรรยากาศพระราชพิธี

นี่คือ “ตัวแปร” ที่อาจทำให้โรดแม็ปต้องปรับตามสถานการณ์

โดยความเป็นไปในปี 2560 จึงถือเป็นห้วงเวลาวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในจุดที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการบริหารประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่หลายอย่างเพิ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมว่า ปี 2560 ก็ยังอยู่ในห้วงสถานการณ์อำนาจพิเศษ

พล.อ.ประยุทธ์ยังคงสถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เต็มขั้น

มาตรา 44 ยังทรงอิทธิพล

เป็นดาบสารพัดนึกที่งัดมาใช้ผ่าทางตันได้ทุกสถานการณ์.

“ทีมการเมือง”

 

ปฏิรูปตำรวจ เหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502623

ปฏิรูปตำรวจ เหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับการ “ปฏิรูปตำรวจ” ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง 36 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นประธาน กับ “งานหิน” ด้วยเงื่อนเวลาอันจำกัด 9 เดือน

สัญญาณเอาจริงเริ่มตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แจกเอกสารข้อเสนอแนะที่เขียนด้วยลายมือตัวเอง 13 หน้า พร้อมกำหนด สูตร 2-3-4 คือ 2 เดือนแรกต้องคุยเรื่องปัญหาทั้งหมด ถัดมา 3 เดือนต้องอ่านงานวิจัยเก่าๆ ให้หมด และต่อมา 4 เดือน ต้องยกร่างกฎหมายให้เสร็จและรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดรวม 9 เดือน สิ้นสุดภารกิจ

“นายกฯ เชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ที่คณะกรรมการ สิ่งใดทำเสร็จก่อนให้เอาออกมาก่อน หากต้องใช้มาตรา 44 แก้ให้นายกฯ ก็ยินดี หรือต้องแก้กฎหมาย ออกคำสั่งนายกฯ หรือใช้กฎ ก.ตร.ก็ให้ดำเนินการไปก่อนได้” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุ

ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปตำรวจถือเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ทาง คสช. หมายมั่นปั้นมือจะทำให้เกิดขึ้นหลังจากขันอาสาเข้ามาปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและเรียกร้องให้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีการรัฐประหาร

ทว่า ผ่านมา 3 ปี หลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะที่กรรมการชุดต่างๆ จัดทำเป็นรายงานเสนอขึ้นมายังรัฐบาล และ คสช.อาจมีเพียงแค่การใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแค่บางส่วน อาทิ คําสั่ง คสช. ที่ 7/2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ การปรับระบบผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งแต่งตั้งใหม่

ในขณะที่เสียงสะท้อนถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ซื้อขายตำแหน่งยังมีอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลโยกย้าย และดูจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมทั้งที่เป็นยุคของรัฐบาล คสช. ทำให้แรงกดดันยิ่งเพิ่มมากขึ้น

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล คสช.มุ่งมั่นรีบแก้ปัญหาสร้างผลงานชิ้นโบแดงก่อนจะพ้นวาระไปหลังการเลือกตั้ง

หากพิจารณาจากกรอบของอำนาจและกลไกต่างๆ ในมือจะเห็นว่า การปฏิรูปตำรวจในห้วงเวลานี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีเสียงเป็นเอกภาพพร้อมจะผลักดันกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ยังไม่รวมกับอำนาจตามมาตรา 44 ที่พร้อมจะปลดล็อกผ่าทางตันได้ทุกกรณี

แต่ปัญหาอยู่ที่รายละเอียดในแต่ละประเด็นการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะสรุปสุดท้ายอย่างไร

ตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่อง โครงสร้างองค์กรที่มีหลายข้อเสนอว่าจะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สังกัดอยู่ที่ไหน ทั้งอยู่ที่เดิมกลับไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ขึ้นกับ จังหวัด หรือตั้งเป็นกระทรวง

เมื่อการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรเช่นนี้ย่อมนำมาสู่แรงกระเพื่อมจากภายในอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยังไม่รวมกับข้อดีข้อเสียของแต่ละโมเดลที่จะให้ สตช.ขึ้นตรงกับหน่วยงานใด ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

การจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้าง ซึ่งมีข้อเสนอสมควรดึงตำรวจป่าไม้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจรถไฟ ออกจาก สตช.หรือไม่

ประเด็นที่ 2 กระบวนการยุติธรรมเรื่อง “อำนาจสอบสวน” ที่มีฝ่ายที่เห็นว่าควรจะคงอยู่อย่างเดิมและแยกออกไป ยังไม่รวมกับปัญหาที่จะตามมาระหว่างการประสานงาน ตำรวจ อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

กรณีนี้ อมร วาณิชวิวัฒน์ หนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศออกมาแสดงความเห็นว่า หากแยกงานสอบสวนแล้วจะต้องดูว่าเกิดปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะความพร้อมของประเทศไทยอาจจะไม่เหมือนในต่างประเทศ เช่น องค์กรที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญที่สามารถเค้นเอาพยานหลักฐานได้เทียบเท่ากับตำรวจ

“ยอมรับว่าแนวโน้มการรับสารภาพของผู้ต้องหา มักจะเกิดในนาทีแรกของการสอบสวน ซึ่งตำรวจอาจมีวิธีการซักไซ้ให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพได้ ขณะเดียวกันผมได้สอบถามไปยังอัยการเรื่องงานสอบสวน อัยการก็ตอบว่า อัยการทำได้ แต่ให้ทำขณะนี้ทำไม่ได้” อมร กล่าว

ประเด็นที่ 3 เรื่องสำคัญกับการบริหารงานบุคคล เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การคัดคนเข้ามาเป็นตำรวจ เพราะที่ผ่านมาปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งสร้างความเสียหายฉุดภาพลักษณ์องค์กรตำรวจจนขาด

วามน่าเชื่อถือ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมายทว่า ความพยายามเข้าไปแก้ปัญหาตรงนี้ทั้งเรื่องอำนาจ กลไก กระบวนการแต่งตั้ง เรื่อยไปจนถึงเรื่องการตีกรอบควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

โจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้คณะกรรมการไปพิจารณาทั้งเรื่อง ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายว่าจะใช้ระบบอาวุโสหรือระบบใหม่ หรืออาวุโสผสมคุณงามความดีความชอบจะแบ่งสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อย่างไร จะเพียงพอกับการสกัดปัญหาการซื้อขายตำแหน่งที่สะสมมายาวนานได้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดทำให้ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์เอาจริงเอาจังพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำไปสู่การแก้ไขจนเห็นผลจับต้องได้ภายในกรอบเวลา เวลาอีก 9 เดือนข้างหน้า