สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696738

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” ลั่นเกษตรไทยถึงเวลายกเครื่องชี้โลกร้อน ปัญหาขาดแคลนปุ๋ย เทรนด์สุขภาพบีบให้ต้องปรับตัว รัฐต้องอัดงบช่วยเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุน รื้อมาตรการประกันราคา เลิกให้แบบหว่าน “ณัฐพงศ์” จี้รัฐหนุนเอสเอ็มอีลุยตลาดโลกแข่งรายใหญ่  

จากงานสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ“พลิกแผนปฏิรูปเกษตรไทยยุค 5 G” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้น (วันนี้) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อเรื่อง “ได้เวลายกเครื่องเกษตรไทย” โดยมีใจความสำคัญและให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเกษตรไทยในปัจจุบันต้องได้รับการ“ยกเครื่อง”อย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“เรามักจะภาคภูมิใจว่าภาคเกษตรไทยมีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่ช้านาน ในน้ํามีปลา ในนามีข้าวเราจึงทําการเกษตรตามธรรมชาติ มีเหลือจากบริโภคภายในประเทศก็ส่งออก ไม่เคยต้องถูกกดดัน ให้เปลี่ยนแปลง แต่ปัจจุบัน เรามีครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 แต่ทํารายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ จึงทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําสูง เกษตรกรกลายเป็นกลุ่ม
ผู้ยากจนที่รัฐต้องใช้งบประมาณจํานวนมากในการให้ความช่วยเหลือ ที่สําคัญผลิตภาพของผลผลิตทางการเกษตรของเราต่ําแม้ในพืชผลที่เราส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากนี้ไป จะมีหลายปัจจัยกดดันจากภายนอกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบ ต่อความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยพิบัติ ผนวกกับการกีดกันทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่การประมงของไทยเผชิญมาแล้ว ภาวะสงครามยูเครน-รัสเซียที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ยซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนําเข้าปุ๋ย เกือบทั้งหมด จําเป็นต้องมีมาตรการเตรียมการรับมือโดยด่วน

“แนวโน้มโลกให้ความสําคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เน้นสินค้าออร์แกนิค การผลิตที่มุ่งความเป็นธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกันไทยมีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะ เวียดนาม ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในหลายๆ สินค้า เช่น ข้าว ทุเรียน”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หัวใจของการยกเครื่อง คือ การนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนการจัดการเรื่องดิน น้ํา อากาศ ปรับตัวเข้าสู่การทําเกษตรแม่นยําเต็มรูปแบบ แต่การจะดําเนินการดังกล่าวได้ต้องเริ่มต้นด้วยการมี โครงการเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้เกษตรกรไทยเรียนรู้การใช้เครื่องมือสมัยใหม่เหล่านี้พร้อมไปกับการได้รับ โอกาสจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการทําการตลาด โดยรัฐให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนที่จะต้องใช้ในการปรับเปลี่ยน

นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวต่อไปว่า รัฐควรใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ปรับปรุงนโยบายของรัฐต่อภาคการเกษตร โดยนําเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนเกษตรกรในปัจจุบัน เช่น โครงการประกันรายได้ในการกําหนดเงื่อนไขและ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวและใช้โอกาสนี้ดําเนินนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มอํานาจการต่อรองของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเพื่อมิให้การเปลี่ยนแปลงเอื้อประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงได้ง่ายขึ้น

“การเร่งปรับปรุงพัฒนาเกษตรกรไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน ไทยหมดเวลาแล้ว ถ้าเรายังย่ําอยู่กับที่ จะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แล้ว แต่หากการยกเครื่องประสบความสําเร็จ จะเป็นการยกระดับทั้งภาคการเกษตร ความเป็นอยู่ของเกษตรกร แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ตลอดจนเสริมสถานะของประเทศไทยในภาวะที่โลกกําลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร” นายอภิสิทธิ์กล่าวในที่สุด

ด้านนายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาลที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา บรรยายหัวข้อ “เกษตรกรไทยกับเทรนด์ความยั่งยืน” ว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีอนาคตมากในเวทีโลก โดยเฉพาะเกษตรแปรรูปด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ด้านสุขภาพ แต่ปัญหาคือ ต้องมีการจัดสมดุลระหว่างผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ รายเล็ก ให้มีความสามารถด้านการแปรรูปและส่งออกใกล้เคียงกัน เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าได้มากกว่า และกระจายซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้กว้างขวางกว่า ในราคาที่เป็นธรรมกว่า โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรในการแปรรูป เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ด้านอาหารที่พัฒนาขึ้นอย่างมากและต้นทุนลดลง หากรัฐบาลมองความสัมพันธ์เหล่านี้ออก และมีนโยบายส่งเสริมที่ถูกจุด บูรณาการร่วมกับภาคการศึกษาวิจัย เอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก

“อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจะเป็นอนาคตของประเทศ และส่งผลดีต่อประชาชนในประเทศมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมดในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์ ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695409

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์  ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์ ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว โครงการ “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” ของโรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้หลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 และการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนและชุมชน

ที่แหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ พ.อ.สันทัด จันทน์มาลา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จ.บุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” สืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษา โดยมี นายสกล ไกรรณภูมิ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ นายวิทยา พลศรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ คณะรองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ผู้อำนวยการกอง ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทหารจิตอาสา ผู้นำชุมชน ครู และนักเรียน ร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โดยได้ร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าวในแปลงนาของแหล่งเรียนรู้ฯ ปลูกพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 4 ไร่ ภายในโรงเรียนเทศบาล 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับหลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 และโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้นำมาบูรณาการใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนและชุมชน

พ.อ.สันทัด จันทน์มาลา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 กล่าวว่า วันนี้มณฑลทหารบกที่ 26 ร่วมกับเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ โรงเรียนเทศบาล 3 ได้มาสืบสานวัฒนธรรมไทย ในการร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ตามโครงการ “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงได้ส่งเสริมไว้ปลูกฝังให้เด็กรู้จักความพอเพียงในการลดค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องตามโครงการ “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” และเพื่อเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 โดยได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนอนุรักษ์สืบสานประเพณีอันดีงามของคนไทยในปัจจุบัน

ด้านนายสกล ไกรรณภูมิ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า การลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อต้องการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวไทยเอาไว้ ให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไม่ให้เลือนหายไป เพราะคนสมัยก่อนเวลามีอะไรก็จะลงแขกช่วยกันพึ่งพาอาศัย มีน้ำใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญจะเป็นการสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชนกับโรงเรียน

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691379

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมากกรมวิชาการเกษตรจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ทราบว่า การนำเข้าผลไม้สดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่สำแดงใบรับรองสุขอนามัยพืชผ่านเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติมดังนั้นขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระวังในการกระทำดังกล่าวที่อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งหากตรวจพบเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับรวมถึงยึดสินค้าเพื่อนำไปทำลายตามกฎหมายกักพืช ทั้งนี้จะประสานกับทางการท่าอากาศยานให้ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนรับทราบทั่วกัน

“ขณะนี้เป็นฤดูท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งปัจจุบันด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจยึดจากนักท่องเที่ยวที่อาคารผู้โดยสารได้ต่อเนื่อง  โดยเจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนและปล่อยตัว แต่ต้องยึดสิ่งของไว้ จากการสอบถามพบว่าซื้อตามคำแนะนำของไกด์นำเที่ยว จึงฝากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินกับสินค้ากลุ่มนี้เนื่องจากการนำเข้าจะต้องมีการแจ้งนำเข้าเพื่อออกหนังสืออนุญาตตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืชเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชและแมลงในประเทศ กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ทั้งนี้ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นางสาวทิพวรรณ เกิดศิริ หัวหน้าด่านฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านฯ ต้อนรับ พร้อมติดตามการดำเนินงานการนำเข้าสินค้าผลไม้สดผ่านช่องทางอาคารผู้โดยสาร จากการปฏิบัติงานบูรณาการร่วมกับศุลกากร ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้โดยสารที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ผ่านทางบริษัทนำเที่ยว ได้นำสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้าม ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 (2) มาตรา 10การนำเข้าผลไม้สดที่จัดเป็นสิ่งต้องห้ามต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้ามเพื่อการค้าและต้องแจ้งนำเข้ากับด่านตรวจพืช เพื่อออกหนังสืออนุญาตฯให้นำสินค้าออกจากด่านตรวจพืช

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689573

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค  ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ร่วมกับ ทรู สเปซ กระตุกไอเดียสร้างสรรค์ ให้ SMEs โตได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ พร้อมควงแขนบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. และสมาคมเมตาเวิร์สไทยเปิดโลกอนาคตที่มั่นคงให้ SMEs ไทย ไปไกลกว่าเดิม

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ซึ่งเป็นสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ นางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ
จำกัด จัดกิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปีบนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” เพื่อเป็นการเสริมความรู้ให้ SMEs พร้อมดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และการสร้างสังคมที่มีผลต่อการพัฒนา SMEs บนพื้นที่การทำงานสุดชิค (Co–working space) ของ True Space ทั้ง 8 สาขา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนา SMEs ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการ SMEs และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ True Space ชั้น 4 อาคาร CenterPoint of Siam Square

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED กล่าวว่า “ISMED มีภารกิจสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถในการประกอบการ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างการเติบโตรูปแบบด้วยการพลิกแนวคิดธุรกิจและการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ SMEs โดย ISMED มีหน่วยงานพันธมิตรในการพัฒนา SMEs กว่า 35 หน่วยงานซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทุกมิติทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งทุน
ด้านช่องทางการตลาด ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีและการวิจัย รวมถึงด้านมาตรฐานและการรับรอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมการพัฒนาให้ SMEs ในเครือข่ายของ ISMED เติบโตอย่างมีทิศทางและนำธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ด้านนางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ จำกัด กล่าวว่า “ทรูสเปซ พื้นที่ทำงานร่วมกันในรูปแบบสมาชิกของกลุ่มทรู มอบความสะดวกสบายในการทำงานครบทุกมิติสำหรับนักธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจไอเดียสร้างสรรค์ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างสบายๆ ด้วยแพ็กเกจ Flexi Workspace 1,099 บาทต่อเดือน เข้าใช้งานพื้นที่ทรู สเปซได้หลากหลายทุกฟังก์ชั่น ทั้ง 8 สาขาทั่วประเทศ อีกทั้งยังช่วยเชื่อมต่อความสำเร็จให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ติดตามสิทธิพิเศษ และเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์กช้อปต่างๆ จากองค์กร True Digital Park ศูนย์กลางด้านดิจิทัลของไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ True Digital Academy สถาบันการเรียนการสอนทักษะด้าน Digital ที่แรกและที่เดียวในไทย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์รอบด้านในการดำเนินธุรกิจที่ช่วยตอบโจทย์ SMEs / Startup พร้อมขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

กิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปี บนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” ยังมีการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา SMEs และต่อผู้ประกอบการ SMEs โดย Keynote ระดับท็อปของวงการในประเด็น “Co & Creative Space” โดยดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด ประเด็น “Finance & Credit Guarantee เรื่องที่ SMEs ต้องรู้” โดยนายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และการอัพเดทเทรนด์อุตสาหกรรมเมตาเวิร์สที่จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ในประเด็น “Metaverse กับภารกิจพลิกโลกธุรกิจ SMEs” โดยดร.นที เทพโภชน์ นายกสมาคมเมตาเวิร์สไทย

“โดยความร่วมมือที่ ISMED มีร่วมกับ True Space ทั้ง 8 สาขา เพื่อให้บริการและสิทธิพิเศษกับ SMEs ทั้งการเข้าใช้ Hot Desk แบบ Day Pass สิทธิ์ส่วนลด 50% ในการใช้ห้องประชุม สิทธิ์การเช่าสำนักงานส่วนตัว 1 เดือน ฟรี 1 เดือนและสิทธิ์ใช้บริการเเบบ Flexi Workspace เลือกสถานที่ทำงานที่ True Space โซน Hot Desk ได้ทุกสาขา ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดต้นทุน การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเติบโตทางธุรกิจของ SMEs” นายนราวิทย์ กล่าวในที่สุด

ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจทดลองใช้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ ISMED มีร่วมกับ True Space สามารถติดต่อ และสอบถามได้ทาง Line OA: @ismed หรือทาง Facebook Fan page: ISMED สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ โทร. 0-2105-4778 ต่อ 8002, 06-2324-4297 (คุณศศิประภา)