สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785077

สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ  สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด เปิดหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรเพื่องานบริการโรงแรมและเรือสำราญ โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 ฝ่าย ผลิตนักบริการมืออาชีพ สานฝันหนุ่ม-สาวทำงานรายได้สูงและได้ท่องเที่ยวทั่วโลกโดยมี ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเป็นผู้ลงนามในฝ่ายของมหาวิทยาลัย และ น.ส.ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการบริษัท ลงนามด้านบริษัทเอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าวว่า ธุรกิจภาคการท่องเที่ยว การแพทย์ ธุรกิจโรงแรมที่พัก สายการบิน และเรือสำราญ ล้วนต้องพึ่งพางานจากภาคบริการดังนั้น การบริการในภาคการศึกษาจึงมีความสำคัญ ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อการพัฒนาด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการที่มีพลวัตและการเติบโต ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้

สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวเรือสำราญในปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งของโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มทร.พระนคร เล็งเห็นความสำคัญในการผลิตบุคลากรไปทำงานบนเรือสำราญ ทั้งนี้การท่องเที่ยวเรือสำราญนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับประเทศในมิติของบุคลากรที่ทำงานบนเรือก็มีผลตอบแทนสูงกว่าการทำงานในประเทศถึง 7 เท่า และยังได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางของเรือสำราญอีกด้วย

“หลักสูตรระยะสั้นที่ลงนามความร่วมมือในวันนี้นับเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และที่สำคัญคือสอดรับกับนโยบายของ มทร.พระนครที่ว่า เรียนที่ไหนก็เรียนได้ แต่จบ มทร.พระนครมีงานทำ 100 เปอร์เซ็นต์” อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าว

ผศ.ดร.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มทร.พระนครกล่าวว่า คณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมีสาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจบริการที่จะรองรับการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมดังกล่าว หลักสูตรพิเศษระยะสั้นที่จะเปิดร่วมกับเอ็ม โกลบอลทาเล้นทส์นี้ จะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเดินเข้าสู่งานบริการภาคแรงงานอย่างรวดเร็ว และมีรายได้ทันที

“มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนบุคลากร การใช้ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ทางเอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ เตรียมหลักสูตรการฝึกอบรม วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ สถานที่ฝึกงานเมื่อนักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติเสร็จแล้ว รวมถึงประสานงานกับบริษัทเรือสำราญชั้นนำของโลกเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้ทำงานและท่องโลกตามความฝัน” ผศ.ดร.ยุทธภูมิ ระบุ

นายชีวารัตน์ แสงชูโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีวิทยากรมากประสบการณ์ ทั้งเคยทำงานกับบริษัทเรือสำราญระดับโลกและเป็นอาจารย์ฝึกอบรมงานบริการในสถาบันที่สอนการโรงแรมและเรือสำราญมาอย่างยาวนาน ดังนั้น หลักสูตรที่ร่วมพัฒนากับ มทร.พระนคร จะเน้นหนักไปที่การเรียนการสอนวิชา Food & Beverage หรือ อาหารและเครื่องดื่ม และ Housekeeping หรือวิชาแม่บ้าน โดยจะใช้เวลาในการเรียนทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติแบบเข้มข้นในห้องเรียนเพียง 1 เดือน จากนั้นจะส่งนักศึกษาไปฝึกงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ยังแนะแนวการสอบสัมภาษณ์กับตัวแทนของบริษัทเรือสำราญให้ด้วย โดยผู้ที่มีสิทธิ์ลงเรือสำราญจะต้องผ่านงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อน

“ค่าเล่าเรียนเบื้องต้นหลักสูตรนี้อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาท แต่ช่วงนี้ลดราคาพิเศษ เหลือเพียง 29,900 บาท เท่านั้น เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องการส่งผู้ที่ต้องการเป็นนักบริการมืออาชีพถึงฝั่งฝัน นี่คือความสุขและความภาคภูมิใจของอดีตเด็กเรือสำราญอย่างพวกเรา” นายชีวารัตน์กล่าว

ดร.นฤมล สิทธิรัตน์ ผู้อำนวยการงานฝึกอบรม บริษัท เอ็ม โกลบอลทาเล้นทส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า สำหรับงานบริการต้องถือว่าคนไทยได้เปรียบคนชาติอื่นตรงที่มีใจบริการเป็นเยี่ยม บุคลิกอ่อนโยน ยิ้มแย้ม และมีความอดทนสูง คุณสมบัติผู้ที่จะเข้าฝึกอบรมหลักสูตรของเรากำหนดไว้คร่าวๆ ว่าต้องมีอายุระหว่าง 20-33 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า มีความรู้ภาษาอังกฤษในเกณฑ์ใช้ได้ บุคลิกภาพดี

“ผู้เรียนจบหลักสูตรได้งานค่อนข้างแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนว่าจะได้รับการเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ ในแต่ละปีบริษัทเรือสำราญเปิดรับคนเข้าทำงานอย่างต่ำ 3 พันคน แต่ปัจจุบันแรงงานจากบ้านเรายังป้อนให้เขาได้ไม่เพียงพอความต้องการ” ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน น.ส.ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการบริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด กล่าวย้ำว่า “เอ็มกรุ๊ป โฮลดิ้ง เราเน้นทำธุรกิจบนหลักความไม่โลภและแบ่งปัน ตีมูลค่าความเชี่ยวชาญของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคลเป็นทุน เป็นทรัพย์สิน เราให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ เราให้โอกาสคนอายุตั้งแต่ 19-80 ปีเข้าร่วมงาน เราวางผู้ร่วมงานเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ได้เป็นลูกจ้าง เราไม่จำเป็นต้องมีอาคารมูลค่าหลายร้อยล้าน บุคลากรหรือผู้ร่วมงานของเรานั่นแหละคือสำนักงานอันใหญ่โต”

สำหรับการเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นแรก ระหว่างวันที่ 12 ก.พ. ถึง12 เม.ย. 2567 และจะเปิดเรียนในวันที่ 2 พ.ค. 2567 ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพื่อสมัครเรียนได้ที่ http://www.mglobaltalents.com หรือ โทรศัพท์ 065-8965245

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร

ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ปธ.กก.บมจ.เอ็ม โกลบอลฯ

ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ปธ.กก.บมจ.เอ็ม โกลบอลฯ

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783091

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม  เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่นนายจิรศักดิ์ สีหามาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงานวันคนพิการสากลจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและให้โอกาสคนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรมและเสมอภาค โดยมีคนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมงานกว่า 800 คน ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานที่คำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2566 โดยนายบดินทร์ เจริญดี นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท ประจำจังหวัดขอนแก่น,การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่คนพิการและหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงาน ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,การแสดงศักยภาพของคนพิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการ, รวมถึงนิทรรศการวิชาการ และผลิตภัณฑ์ผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ทั้งนี้ ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล โดยในปีนี้ องค์กรสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “United in action to rescue and achieve the SDGs for, with and by persons with disabilities” “รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคม มารวมพลังกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านคนพิการให้เป็นโลกที่น่าอยู่และมีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น

นางสาวฉัฐพร งามเกลี้ยง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับและมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของคนพิการในอนาคต รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือตามประเภทความพิการ จึงเร่งส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้โดยสะดวกและรวดเร็ว โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการคนพิการควบคู่ไปกับการสร้างเจตคติ เชิงสร้างสรรค์ต่อคนพิการและความพิการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนพิการและคนทั่วไปอย่างเข้าใจคนพิการ คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และมีความเสมอภาคมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780197

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง  แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่เทศบาลนครอ้อมน้อย ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร นายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อยชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี โดยมีนายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย พูดถึงความเป็นมาและความสำคัญในการจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ร่วมด้วย นพ.วิเชียร ตันสุวรรณนนท์ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี นายแพทย์ธรรมวิทย์เกื้อกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน นายฐิติวัชร์วารีรัตน์ภากร สาธารณสุขอำเภอกระทุ่มแบน ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 5 ราชบุรี และผู้มีเกียรติทั้งจากทางเทศบาลนครอ้อมน้อย และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก

นายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย ในฐานะผู้ริเริ่มและจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย กล่าวว่า สำหรับสถานชีวาภิบาลในชุมชนนี้ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ติดบ้าน ติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และมีข้อจำกัดในการดูแลตนเอง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดจนตอบสนองความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วยและครอบครัว,เพื่อให้การดูแลชีวิตผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีสหวิชาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัย การให้การดูแลแบบต่อเนื่องไร้รอยต่อ เน้นการทำงานแบบองค์รวมครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ ตลอดจนยังเพื่อเป็นศูนย์สถานชีวาภิบาลในชุมชน ต้นแบบนำร่องของจังหวัดสมุทรสาคร และของเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี อีกด้วย

ด้านนายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ก็กล่าวด้วยว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2567 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายการดำเนินงานด้านการยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการ 30 บาท พลัส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงการดูแลรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพื่อเป้าหมายที่ว่า “ประชาชนคนไทยสุขภาพดี ประเทศไทยสุขภาพดี” ดังนั้นการจัดตั้งสถานชีวาภิบาล จึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่มุ่งเน้นเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน ติดเตียง ให้ได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย, ด้านจิตใจและอารมณ์, ด้านสังคมและด้านจิตวิญญาณ อย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้าน สู่ชุมชน โดยไม่ถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง ขณะที่ลูกหลานสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติ อันเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งสถานชีวาภิบาลในชุมชน เทศบาลนครอ้อมน้อยแห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงติดบ้าน ติดเตียงซึ่งเป็นการ “สร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตรองรับสังคมสูงวัย” อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล ผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้พื้นฐานจากการดูแลประคับประคองที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ทั้งนี้หลังจากที่ทำพิธีเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี พร้อมกับเยี่ยมชมการให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสถานชีวาภิบาลในชุมชนร่วมกันอีกด้วย

จำรัส โกยอารี

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’ ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777658

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’  ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’ ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานนครราชสีมา สนับสนุนการท่องเที่ยวฤดูหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” อำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา ปีนี้นำเสนอจุดขายในธีม “ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม” ต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันนี้จนถึง 2 มกราคม 2567 ตามคาดการณ์จะมีนักท่องเที่ยวจากในพื้นที่และจังหวัดอื่นๆ เข้าเยี่ยมชมวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ประมาณ 1,000 คน/วัน ส่วนวันหยุดนักขัตฤกษ์และเสาร์-อาทิตย์ จะมีประมาณ 1,500 คน/วันเป็นกลไกนำท่องเที่ยวสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา ส่วนราชการ ภาครัฐ
ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน นักท่องเที่ยวชาวไทยชาวต่างชาติได้เข้าเยี่ยมเยียนท่องเที่ยว โดยกิจกรรมดังกล่าวตามปกติระหว่างเดือนธันวาคม – ต้นเดือนมกราคม ของทุกปี ทางจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเมืองดอกไม้ยอดนิยมจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรสม่ำเสมอ เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม สร้างความสุขและประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้ผู้ชม และเกษตรกรผ่านกิจกรรมและนิทรรศการศิลปะอีกหลากหลาย เพิ่มรสชาติการท่องเที่ยวให้สนุกสนานมากขึ้น  จัดต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี พร้อมกับเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้คนทั้งใกล้และไกล ได้เข้ามาสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติและซึมซับวิถีชีวิตแบบอีสานท้องถิ่นกันอย่างลึกซึ้งถึงแก่นรากวัฒนธรรม นำมาส่งต่อให้ได้สัมผัสจนหายคิดถึงกันตลอดทั้งงาน ตลอดงานนักท่องเที่ยวจะได้พักผ่อนรับลมหนาวใน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เช็คอินถ่ายภาพทุ่งดอกไม้ ทุ่งนา หมู่บ้านอีสานแลนด์มาร์คสวยๆ และร่วมกิจกรรมกับนิทรรศการการนำเสนออัตลักษณ์อีสานที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต สื่อบันเทิง และวัฒนธรรมความเชื่อของชาวอีสาน ใน 4 โซนหลัก ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการ Lam Loke, The World of Molam (Lam Loke, The World of Molam Exhibition) : มาเยือนถิ่นอีสานทั้งที หากใครเป็นสายม่วนจอยตัวจริง จะต้องชื่นชอบและพุ่งตรงมาที่นิทรรศการนี้ก่อนใครเพื่อนแน่นอน เพราะจะได้พบกับเรื่องราวของหมอลำที่ทำให้คุณสนุกกับการฟังหมอลำมากขึ้น 1.นิทรรศการแรก
-อเมริกัน-อีสาน : American-Isan Exhibition) : จาก “จดหมายเมียเช่า” ถึงภาพจริงในประวัติศาสตร์อีสาน นิทรรศการนี้เลยอยากชวนให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนได้ลองมาทำความเข้าใจถึงแก่นรากของวิถีชีวิตระหว่างอีสานและฝรั่งว่ามีจุดเริ่มต้นอย่างไร และผสมผสานออกมาเป็นอย่างไรในปัจจุบัน, 2.นิทรรศการ 2-หม่อนไหม (Monmhai Mulberry Silk Exhibition) : พบกับวงจรชีวิตหม่อนไหมการสาธิตการทอผ้าไหมแบบวิถีถิ่น และจะพาทุกคนไปเวิร์กช็อปทำผ้าไหมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เหมาะกับสายคราฟต์ที่อยากลองลงมือทำ, 3.นิทรรศการข้าว (Rice is Life Exhibition) ทุกคนจะได้ลองชิมข้าวไทยหลากสายพันธุ์พร้อมสัมผัสกับกระบวนการผลิตจากคนทำสู่คนกินกันแบบใจถึงใจ และสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแปรรูปข้าวให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพราะข้าวไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารหลักของคนอีสานแต่หากเป็นวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

โซนที่ 2 มี 2 กิจกรรม ชวนมาร่วมสนุก รับอาวุธทางปัญญากับเรื่องราวลงลึกแผ่นดินอีสาน ดังนี้ กิจกรรมแรก “เวิร์กช็อป” ร่วมซึมซับวัฒนธรรมอีสานกับหลายกิจกรรมได้ฟรี ค่าบัตร เช่น เวิร์กช้อปสาวเส้นไหม อิ้วฝ้ายและการเข็นฝ้าย ทอผ้าไหม ทำขนมงานบุญในประเพณีอีสาน ปั้นเซรามิก ทำสาโท ทำเทียนพรรษา ร่วมสร้างปราสาทข้าว พื้นฐานหมอลำ การเล่น การร้อง การฟ้อน งานศิลปะภายในฟาร์ม, กิจกรรมที่ 2 ทอล์กจัดเวทีล้อมวงฟังเรื่องเล่าจากเหล่าวิทยากรคนสำคัญ แวะเวียนมาแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสานแบบลงลึก เกี่ยวกับเรื่องราวของข้าวที่คนอีสานปลูก ความทรงจำอเมริกัน-อีสาน พิธีกรรม และอื่นๆ มีทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด (ยกเว้นช่วงสุดสัปดาห์สุดท้าย) เสริมพิเศษตลอดงานบริเวณศาลากลางหมู่บ้านอีสาน

โซนที่ 3 เวทีดนตรี เที่ยวแบบชิลตามเสียงเพลงเพราะๆ ของเหล่าศิลปินท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้ 2 เวที ได้แก่ เวทีแรก American
Isan Stage โชว์คอนเสิร์ตจากวงดนตรีโฟล์กและดนตรีคันทรี พร้อมหมุนเวียนมามอบความสุขตลอดวัน อย่างวง The Hopper, SUNDER,Hang Over และ  วง อ๊อด บ้านช้าง เวทีที่ 2 เปิดกิจกรรมใหม่ในฟาร์มปีนี้เต็มอิ่มกับหมอลำช่วงค่ำ ระหว่าง 20.00-22.00 น. คือ  Molam Music ฟังคอนเสิร์ตจากศิลปินหมอลำร่วมสมัยที่มีฝีไม้ลายมือ อย่าง E-SanFusion, ต้นตระกูล แก้วหย่อง x นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ(Tontrakul Kaewyong x Narisara Sakpunjachot), รัสมี อีสานโซล (Russmee I-San soul) และออทิดสา หมอลำแบรนด์ x อ๊อฟ สุรพล

โซนที่ 4 ร้านอาหารและของที่ระลึก ทางฟาร์มได้คัดสรรร้านอาหารมาเสิร์ฟเมนูอร่อย ๆ ครบทั้งอาหารอีสาน และอาหารคอมฟอร์ตฟู้ด ตอบโจทย์สายช้อปของที่ระลึก ร้านค้ามีทั้งสินค้าจากฟาร์มราคาพิเศษ และสินค้าที่ระลึกซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

วีรพงศ์ เหรียญประเสริฐ

สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774969

สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ  ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สืบเนื่องจากงานประกวดเขียนแผนธุรกิจและประชุมวิชาการระดับชาติ งานเกษตรกำแพงแสน ประจำปี 2566 เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รศ.ดร.อนามัย ดำเนตร คณบดี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายในงานดังกล่าว และหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องหยิบยกมาเล่าในวันนี้คือเรื่อง “การเตรียมตัวของผู้สูงอายุในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริการในอุตสาหกรรมบริการไทย” บรรยาย โดย รศ.ดร.บรรพต วิรุณราชที่ปรึกษาคณบดี คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (รศ.ธีรวัฒน์ หังสพฤกษ์) ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดที่ทุกภาคส่วนควรต้องใส่ใจดังนี้

รศ.ดร.บรรพต ได้กล่าวว่า ในหลายประเทศในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดการเกษียณที่อายุมากกว่า 60 ปีซึ่งมีสาเหตุมาจากเด็กเกิดน้อยลงมาก แต่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมันได้ขยายการเกษียณอายุถึง 67 ปี ฝรั่งเศสขยายถึงอายุ 65-67 ปี ญี่ปุ่นได้ขยายถึง 65 ปี เป็นต้น ส่วนไทยเองรัฐบาลก็เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปี 2560 คือออกกฎหมายสนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างผู้สูงอายุทำงาน โดยการสามารถนำรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนมาหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี ได้ 2 เท่า แต่คำนวณเงินเดือนที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนที่จ้างผู้สูงอายุ และจำนวนผู้สูงอายุที่จ้างไม่เกิน 10% ของพนักงานทั้งหมด โดยมีเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ ห้างบิ๊กซีรับสมัคร คนอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยประกาศรับอยู่เป็นระยะๆ ได้แก่ รับพนักงานธุรการ ฝ่ายบัญชี รับโทรศัพท์ต้อนรับลูกค้า แผนกอาหารสด ประจำศูนย์อาหาร มินิบิ๊กซี เภสัชร้านยาเพรียว

จากข้อมูลผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน มีผู้สูงอายุร้อยละ 20 คือหมายถึง ทุก 100 คน จะมีผู้สูงอายุ 20 คนคนวัยเด็กถึงวัย 59 ปี มี 80 คน แสดงให้เห็นถึงจำนวนคนในวัยทำงานลดลง แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนอุตสาหกรรมบริการในประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้น การขาดแคลนแรงงานในวัยทำงานของอุตสาหกรรมดังกล่าวค่อนข้างมีมาก การแก้ปัญหาโดยอาศัยคนต่างชาติมาทำงานแทนนั้นก็ไม่ค่อยราบรื่น เพราะการยิ้มแย้มแจ่มใสแพ้คนไทย และมักชอบย้ายงาน

อุตสาหกรรมนี้ เป็นจุดเน้นของรัฐบาลในการสร้างงาน สร้างเงินมาเป็นอันดับ 1 ของรายได้ของประเทศ จึงต้องอาศัยพนักงานมากขึ้น และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยแรงงานบริการของผู้สูงอายุในเร็ววัน และประเด็นสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอีกเรื่องคือ การเตรียมทักษะ และความพร้อมให้กับคนสูงวัยที่จะทำงานในอุตสาหกรรมบริการในขณะนี้ยังไม่มีเป็นรูปธรรมเด่นชัด และควรเร่งดำเนินการ

รศ.ดร.บรรพต ได้หยิบยกงานวิจัย 2 ผลงานที่ศึกษาเกี่ยวกับการเตรียมทักษะ และความพร้อมคนสูงวัยให้พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมบริการ ได้แก่ งานวิจัยของ รศ.ธีวัฒน์ หังสพฤกษ์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าผู้สูงอายุเมื่ออายุ 60 ปี อำนาจการตัดสินใจต่างๆ จะถูกกำหนดโดย ภรรยา บุตร หรือ สามี จะไม่เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตหลังวัย 60 ปี คนในครอบครัวเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด หากผู้สูงอายุในวันหน้า คือกลุ่มคนอายุ 40-59 ปี ที่เข้าวัยเตรียมเป็นผู้สูงอายุ อยากมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตหลังอายุ 60 ปี ของตนเองได้นั้น ต้องกำหนด หรือ ฝึกฝน ตั้งแต่อายุก่อน 60 ปี คือ 40-45, 46-50, 51-55, 56-59 ปี ด้วยวัยนี้ยังสามารถใช้เวลา ใช้เงิน และตัดสินใจด้วยตัวเองได้

อีกผลงานวิจัย เป็นของ ดร.วิริตยาภรณ์ ลือนาม ผู้จัดการ HR ของบริษัทเอกชนอุตสาหกรรมยานยนต์ พบว่า ผู้สนใจจะทำงานหลังอายุ 60 ปี ควรเตรียมความพร้อมร่างกาย คือหมั่นดูแลด้านสุขภาพ หมั่นตรวจเช็ค เบาหวาน ความดัน ไขมัน หลอดเลือด หากเป็นแล้วต้องกินยาพบแพทย์ เช่น ตามนัดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่มีการปฏิบัติกันอยู่ การฝึกทักษะงานที่จะทำหลังเกษียณ ควรเป็นงานที่ไม่อันตราย หากเป็นอุตสาหกรรมบริการ ควรฝึกทักษะด้านการบริการ ต้อนรับ ทักษะการใช้เทคโนโลยี บริการต่างๆ การพูดการคุย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของงานบริการ ควรมีการฝึกอารมณ์แรงจูงใจ บุคลิกภาพ และให้ยอมรับสถานะทางสังคมที่เปลี่ยนไป ที่จากที่เคยโดดเด่น เป็นผู้บริหารใช้งานผู้อื่น ผู้อื่นเอาใจ แต่กลับกันจะถูกใช้งาน และต้องเอาใจผู้ใช้บริการของอุตสาหกรรมบริการนั้นๆ แต่ขณะเดียวกันให้ตระหนักว่าชีวิตยังมีคุณค่า ยังทำงานได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหลังอายุ 60 ปี

จากข้อมูลดังกล่าว ขอสรุปดังนี้ สำหรับผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณแบบมีคุณภาพ ควรต้องฝึกในวัยเตรียมเป็นผู้สูงอายุคือ 40-59 ปี ไม่ควรฝึกเมื่อเกษียณอายุแล้ว เพราะเราจะไม่เป็นตัวของตัวเองและจะถูกควบคุมจากคนรอบข้างทันที และปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการใดที่ทำธุรกิจการฝึกทักษะดังกล่าว อยากฝากนักธุรกิจหัวก้าวหน้าทุกท่านลองนำไปพิจารณาดู เผื่อท่านอาจจะเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ประสบผลสำเร็จก่อนใคร ส่วนนิสิตปริญญาเอกท่านใดที่ยังไม่มีหัวข้อวิจัย ก็สามารถวิจัยในประเด็นนี้กันได้ ก็น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมผู้สูงอายุไทย และประเทศชาติไม่ใช่น้อย

ชนิตร ภู่กาญจน์

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756483

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo  ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดพิธีปิดโครงการการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) ภายใต้กิจกรรมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ (Chiang Mai Startup Driven Economy) เมื่อวันที่ 12 กันยาน 2566 ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

โดยรับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน และกล่าวต้อนรับตามลำดับ นอกจากนี้ในวันเดียวกันยังจัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจ “Pitch Demo” รอบรองชนะเลิศ (Final Pitching)นำผู้ประกอบการ 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านคัดเลือกในรอบ Private Pitching ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา แข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อเฟ้นหา 3 ทีมสุดท้าย ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

สำหรับกิจกรรมย่อยที่ 2 การส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business)เพื่อผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นเร่งการเติบโตศักยภาพของธุรกิจแบบก้าวกระโดด โดยนำผู้ประกอบการจำนวน 30 ราย เข้ารับการบ่มเพาะเสริมองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจและเสริมสร้างความสามารถให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 210 วัน ในการเข้าร่วมโครงการ นำมาซึ่งแผนธุรกิจใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยสมบูรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ เผยว่า อุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและผลักดันศักยภาพของผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย ของอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยบ่มเพาะแนวหน้าในการสร้างธุรกิจ ผสานกลไกการเชื่อมโยงการดำเนินงาน พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือมีธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้านนางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินโครงการดังกล่าวได้เร่งการเติบโตและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวทางการบ่มเพาะองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดพร้อมเพิ่มโอกาสในการลงทุนกับนักลงทุนขนาดใหญ่ (Venture Capital) ซึ่งโครงการการส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business) ได้คาดการณ์ยอดขายในระยะเวลา 5 ปี จะมีแนวโน้มเติบโตถึง 50 ล้านบาท จากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ (Final Pitching) พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย และฝากข้อคิดให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ให้นำองค์ความรู้ที่ได้ร่วมบูรณาการกับผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้นำไปปรับใช้ต่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และในนามจังหวัดเชียงใหม่ขอขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมบูรณาการองค์ความรู้พัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงจากทุกภาคส่วน

และปิดท้ายด้วยการสรุปการแข่งขันการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบจาก บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท ทรี นัมเบอร์ไนน์จำกัดและรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บริษัท ดราก้อน ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด พร้อมกันนี้ได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755222

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ  ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นี่คือ..ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ที่บรรจุใส่กระปุก พร้อมส่งให้กับลูกค้าตามที่ได้ออเดอร์เข้ามา ได้ลองลิ้มชิมรสชาติไตปลาแห้งแม่บุญส่ง สูตรโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาให้ลูกหลาน และได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมาย อย.ประกันคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคุณแม่บุญส่ง รามสูต วัย 65 ปี ชอบในรสชาติอาหารปักษ์ใต้มาเป็นเวลานานและมีสูตรการทำแกงไตปลาที่อร่อย ปรุงอาหารรับประทานกันในครัวเรือน และได้คำชมจากผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสชาติแกงไตปลาสูตรเด็ดของแม่บุญส่ง ที่มีอายุมากแล้วลูกหลานก็อยากจะสานต่อการทำแกงไตปลาเพื่อสืบทอดอาหารปักษ์ใต้จากคุณแม่บุญส่ง โดยมีการพัฒนาแกงไตปลาสูตรเด็ดมาทำเป็นไตปลาแห้งและยังรักษาสูตรเดิมเอาไว้ ทั้งรสชาติ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นไตปลาแห้งก็ตาม และยังคงใช้ชื่อไตปลาแห้งแม่บุญส่ง เป็นโลโก้เครื่องหมายและได้ผ่านการรับรองจาก อย.เรียบร้อยแล้ว โดยลูกหลานได้ควักเงินลงขันเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงใหม่เลขที่ 285-287 ซอย 1 ถนนสงขลา-พลาซ่า อ.เมืองจ.สงขลา ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ ผลิตไตปลาแห้งแม่บุญส่งตามออเดอร์ลูกค้า และคุณแม่บุญส่งก็จะมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง

ในส่วนนางสาวบุญศิริ รามสูต วัย 30 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวของคุณแม่บุญส่งก็ได้เข้ามาเป็นทายาทสืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด “ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง” เพื่อให้ชาวสงขลาได้ชิมรสชาติรวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่ออนุรักษ์อาหารปักษ์ใต้ให้คงอยู่สืบไป โดยนางสาวบุญศิริ จะควบคุมดูแลการผลิตทั้งหมด โดยมีคุณแม่บุญส่งเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำ หากมีข้อสงสัย เนื่องจากเห็นว่า มีทายาทสืบทอดการทำไตปลาแห้งแม่บุญส่ง มีความตั้งใจและสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งมีความเข้าใจขั้นตอน วิธีการในการทำอย่างถูกต้อง ตามที่ อย.ได้เข้ามาตรวจและแนะนำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความสะอาด ตามกำหนดทุกประการ

ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง วัตถุดิบที่ใช้คือ ปลาซาบะโดยคัดสรรปลาจากแพปลาที่ท่าเทียบเรือประมงใหม่ เนื่องจากโรงงานอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมง ปลาที่นำมาใช้ก็จะสด สะอาดมาก เมื่อทางแพปลานำปลาซาบะมาส่ง ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยการตัดหัวปลาและนำไส้ออกจนหมดและล้างทำความสะอาด จากนั้นก็จะนำปลามาเข้าตู้อบโดยมีการปรับอุณหภูมิ ที่สูง 90-100 องศาฯ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมวัตถุดิบในเรื่องเครื่องแกง ซึ่งจะซื้อวัตถุดิบ เพื่อมาจัดเตรียมเอง เพื่อความสะอาดในการผลิตวัตถุดิบทุกอย่าง จะมีการชั่งและตวง ตามน้ำหนักที่กำหนดตามสูตร จากนั้นก็จะนำวัตถุดิบทั้งหมด ทำการบดเป็นเครื่องแกง ทุกกรรมวิธีจะทำเองทั้งหมดตามสูตร รวมไปถึงการทำน้ำไตปลา ก็จะต้มน้ำไตปลาเองด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะนำลงผสมในกระทะกวนหรือเครื่องกวนโดยมีการควบคุมอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาด ให้ได้ตามที่ อย.กำหนด จะต้องมีอุณหภูมิ 70-75 องศาฯ เมื่อไตปลาแห้งสุกแล้วก็จะนำมาบรรจุในห้องบรรจุแบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อ ตอนนี้ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้รับมาตรฐานของ อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้บริโภคสามารถมั่นใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้เลยว่า มีความสะอาดตามมาตรฐาน อย.

นางสาวบุญศิริ กล่าวว่า ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการรับวัตถุดิบ การอบปลา การชั่งเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงการผสมผลิตภัณฑ์ของเราจะมีการควบคุมมาตรฐานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความร้อน หรือแม้แต่ความสะอาดของพนักงานในโรงงานของเราเอง สำหรับสูตรที่เราใช้เป็นสูตรไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งปกติแม่บุญส่งจะใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่เราได้นำมาทำการปรับปรุง พัฒนา เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นจึงใช้สูตรนี้มา จึงอยากให้ผู้บริโภคทุกคนช่วยกันอุดหนุนสินค้าตัวนี้ เพราะเราตั้งใจที่จะทำขึ้นมาให้รสชาติถูกปากคนใต้และคนไทยแน่นอน สำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้ทางเพจ แม่บุญส่งไตปลาแห้งเบอร์โทรศัพท์ 061-2355963 ที่แนบไว้ในเพจ สามารถแอดไลน์ได้ในเพจเลย

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’ การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/742378

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’  การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’ การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.08 น.

เป็นพระเอกที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก สำหรับ “วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร”พระเอกลูกรักทางช่อง GMM25 ทั้งฝีมือการแสดงและรูปลักษณ์ที่ชวนให้หลงใหล ถึงแม้ “2gether The Series” จะจบลงไปนานแล้วแต่เขาก็ยังยืนหนึ่งทั้งผลงานการแสดงและโซเชียลที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ล่าสุดกับผลงาน “Enigma คน มนตร์ เวท” ทาง Prime VDO ที่ประกบนางเอกหน้าสวย “พรีม-ชนิกานต์” และที่น่าจับตามองกับอนาคตพระเอกคนนี้ที่จะโลดแล่นสู่อินเตอร์ จากการเป็นนักแสดงไทยคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador ของแบรนด์หรู Prada เรียกได้ว่ายืนหนึ่ง ยืนสุด ตัวตึงลูกรัก ของตึกดังย่านอโศกจริงๆ

ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นซีรี่ส์เรื่องนี้

จริงๆ ตอนแรกผมมีโอกาสได้อ่านทรีตเมนต์ (โครงเรื่อง) ก่อนครับ ทางทีมงานส่งมาให้ผมดูก่อนว่าคิดเห็นยังไง พอเราได้อ่านตั้งแต่ตัวทรีตเมนต์แล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันสนุกมากเลย ขนาดตัวบทยังไม่ออกมายังขนาดนี้ แล้วด้วยความที่มันมีแค่ 4 ตอน แต่ผมคิดว่ามันเป็น 4 ตอนที่เข้มข้นมากจริงๆ มันน่าติดตามไปหมดเลย คือเราไม่สามารถพลาดช่วงใดช่วงหนึ่งของเรื่องได้เลยเพราะว่าทุกอย่างมันร้อยเรียงมาได้น่าติดตาม น่าค้นหา น่าตื่นเต้นตลอด ทำให้เราคิดอยู่ตลอดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ผมคิดว่านั่นคือจุดที่น่าสนใจของมัน เรารู้สึกว่าถ้าเราอ่านเรื่องไหนแล้วเราเองยังรู้สึกว่าน่าติดตาม มันก็น่าจะออกมาดี ก็เลยตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้ อีกเหตุผลนึงก็น่าจะเป็นเรื่องคาแร็กเตอร์ที่เราไม่เคยรับบทบาทแบบนี้มาก่อนเลยด้วยครับ

Enigma คน มนตร์ เวท ดูเป็นผลงานที่ฉีกจากเรื่องก่อนๆ ในเรื่องนี้ทำให้วินพัฒนาขึ้นยังไงบ้าง

ผมว่าผมพัฒนาขึ้นในเรื่องของการแสดงอย่างเรื่องก่อนหน้านี้มันเป็นอะไรที่เราสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ สามารถดึงเรื่องราวในชีวิตจริงมาใช้ในการแสดงได้ แต่พอเป็นเรื่องนี้ผมรู้สึกว่ามันคนละโลกกับโลกที่เราอยู่เลยเพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องทำแบ๊กกราวนด์ของตัวละคร แล้วก็สร้างคาแร็กเตอร์ของตัวละครให้ชัดเจนมากๆ ก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นในเรื่องการแสดงขึ้นไปอีกขั้นนึง

วินมีชื่อเสียงจากซีรี่ส์วาย มาถึงซีรี่ส์เรื่องล่าสุดนี้ เป็นยังไงบ้าง

สำหรับผม ในเรื่องการแสดงผมมองว่าไม่ต่างกันนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ทำการแสดงเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์วาย ซีรี่ส์ชาย-หญิง หรือซีรี่ส์หญิง-หญิง ผมมองว่ามันไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ได้ต้องมองว่าอันนี้เป็นซีรี่ส์วาย เราต้องรู้สึกอีกแบบนึงนะ เพราะว่ามันเป็นการแสดงที่เราเข้าไปเป็นตัวละครนั้นเหมือนกัน

ได้กลับมาร่วมงานกับพรีมอีกครั้ง

ดีใจครับที่ได้กลับมาร่วมงานกับน้องพรีมอีกครั้งครับ เพราะจริงๆ เราเคยเล่นด้วยกันมาแล้วหนึ่งเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่าเคมีของเราสองคนเป็นไปในทิศทางที่ดีมากๆ ครับ แล้วพอได้กลับมาเล่นอีกครั้งนึงมันเหมือนเรารู้จังหวะ รู้วิธีการเล่นของกันและกันอยู่แล้ว มันเลยทำให้การทำงานลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

วิน รับบทเป็น อาจิน

อาจิน เป็นคนที่มีเป้าหมายชัดมากว่าฉันใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่อทำอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาเจอ มันก็จะมุ่งตรงไปที่เป้าหมายนั้น เขาจะเป็นคนเป้าหมายชัดเจน จริงจัง ดุดัน แล้วก็อาจจะมีพาร์ทที่ปากร้ายนิดหน่อย เพราะว่าเรื่องราวที่เขาเจอมามันอาจจะไม่ได้สวยงามสักเท่าไรเพราะฉะนั้นในเรื่องทัศนคติของเขา ในบางเรื่องเขาอาจจะไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น

รู้สึกยังไงบ้างกับบทนี้

ผมรู้สึกว่าเขามีเสน่ห์และน่าดึงดูดมาก อย่างที่บอกว่าโลกที่เขาอยู่ เป้าหมายที่ชัดเจนในความจริงจังดุดันของเขา แต่ว่าเขาก็มีมุมที่อ่อนโยนกับคนใกล้ตัวเขา มันก็ดูเป็นความต่างที่น่าสนใจ

เรื่องนี้เกี่ยวกับไสยศาสตร์ มีการเตรียมตัวในการรับบทนี้ยังไงบ้าง

ตอนแรกผมได้คุยกับผู้กำกับด้วยเหมือนกันครับ ว่ามันพอจะมีหนังเรื่องไหนไหมที่ใกล้เคียงกับบทนี้ เราจะได้เห็นภาพคร่าวๆในหัวก่อนว่ามันจะเป็นประมาณไหน เราก็ลองไปดูเรื่องเหล่านั้น แล้วก็มีการทำเวิร์กช็อปเยอะมากก่อนที่จะเข้าเป็นตัวละครตัวนี้ แล้วก็มีการไปหาข้อมูลเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ได้มานั่งคุยกันเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นว่าจริงๆ แล้วไสยศาสตร์มันเป็นยังไงบ้าง

ส่วนตัวเป็นคนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือเปล่า

เชื่อนะครับ แต่ว่าไม่ได้งมงาย ไม่ได้อยู่ในทุกส่วนของชีวิตขนาดนั้น ยังเป็นคนเชื่อในวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วก็เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ด้วยนิดหน่อย เช่นเรื่องเบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ หรือว่าเลขที่ห้อง เริ่มไม่นิดหน่อยแล้ว (หัวเราะ) ผมก็จะซีเรียสกับมันนิดนึง เพราะรู้สึกว่าพอเราใช้เลขที่มันถูกกับเราแล้วมันดี

ระหว่างถ่ายทำเจออะไรลึกลับบ้างหรือไม่

ต้องบอกว่าไม่มีเลยครับ แล้วก็โชคดีแล้วที่ไม่มี (หัวเราะ) เพราะเวลาเราไปถ่ายทำแต่ละโลเกชั่นเราก็จะมีการไหว้ขอพื้นที่ทุกครั้ง ก่อนเปิดกล้องเราก็มีโอกาสได้มารวมกันทำพิธีเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการเปิดกล้องด้วย

อยากให้คนจดจำการแสดงของ ‘วิน’ ครั้งนี้ และบท ‘อาจิน’ ยังไง

สำหรับบทอาจิน คือต้องบอกว่าด้วยเนื้อเรื่องทั้งหมดในซีรี่ส์นี้มันน่าสนใจมากๆ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยได้เจอ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันอาจจะมีอยู่จริงก็ได้ ดังนั้นเนื้อเรื่องมันน่าสนใจของมันอยู่แล้ว แต่ถ้ามองในมุมตัวละครผมว่าด้วยคาแร็กเตอร์ที่ดุดัน เอาจริง แล้วก็ฉลาดของเขา ในการคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งสเต็ป ผมคิดว่านั่นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาจิน เพราะว่าเขาฉลาด ส่วนเรื่องการแสดง ด้วยความที่ตอนนี้คนเชื่อว่าผมเป็น “ไทน์” ในเรื่อง 2gether The Series ไปแล้วเพราะว่าคนได้ดูเรื่องนั้นเยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าถ้าเป็นบทไทน์ คนเล่นก็ต้องเป็นวิน ดังนั้นเป้าหมายที่ผมอยากทำคือ ผมอยากจะสร้างอีกหนึ่งบทบาทหรืออีกหลายบทบาท ที่พอคนเห็นคาแร็กเตอร์นี้ปุ๊บก็คิดเลยว่าคนเล่นต้องเป็นเรา ไม่มีใครเหมาะสมเท่าเราแล้ว ทุกเรื่องที่เราเล่น แน่นอนครับว่าคาแร็กเตอร์มันจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เราถ้าเราสามารถทำให้ทุกเรื่องที่เราเล่น คนจำได้ว่าคาแร็กเตอร์นี้ต้องเป็นวินเท่านั้นที่เล่น ก็แปลว่าเราประสบความสำเร็จในการแสดงเรื่องนั้น

คิดว่ากระแสตอบรับของซีรี่ส์เรื่องนี้จะเป็นยังไง และคาดหวังกับผลงานเรื่องนี้แค่ไหน

ผมว่าทั้งทีมงานและนักแสดงทุกคน เราตั้งใจทำงานกันมากๆ เต็มที่กับมันมากๆ เราใส่ใจในทุกรายละเอียดของเรื่องนี้มากๆ แน่นอนว่าเราก็อยากให้คนดูมีความสุขกับสิ่งที่เราผลิตให้ทุกคนได้รับชมกันครับ หลักๆ คือผมอยากให้ทุกคนสนุกไปกับซีรี่ส์ที่เราตั้งใจทำมากๆ ครับ

รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นยังไงบ้างในแง่มุมการแสดง กล้าออกจากเซฟโซนมากขึ้นไหม มีวิธีเลือกรับบทบาทยังไง

คือก่อนหน้านี้ที่ผมเล่นเรื่อง “2gether The Series” กับเรื่อง “Devil Sister” คาแร็กเตอร์ในเรื่องจะใกล้เคียงกัน คือเป็นผู้ชายน่ารักๆอ่อนโยน นุ่มนิ่ม แต่การที่เราได้ลองพยายามเข้ามาในคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ มากขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเล่นบทที่มีความจริงจังและดุดันได้ คนดูก็จะได้เห็นคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างไปจากภาพที่เขาคิดในเรื่องนี้เลย ส่วนเรื่องวิธีเลือกรับบท ผมว่าอย่างแรกเลยคือต้องอ่านแล้วสนุกก่อน ถ้าขนาดแค่เราอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าติดตาม น่าสนุก ก็ถือว่าน่าสนใจ แล้วเราก็ไปดูองค์ประกอบต่างๆ ว่าทีมงานเป็นใครบ้าง รวมถึงช่องทางต่างๆ ที่จะออนแอร์ ก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอยากรู้ว่าแพลนใหญ่ทั้งหมดเป็นยังไง แต่ผมว่าเรื่องหลักคือต้องอ่านแล้วสนุกก่อน

คิดยังไงกับซีรี่ส์ในยุคที่ออนแอร์ทางแอปที่มีตัวเลือกนอกเหนือจาก TV

รู้สึกดีครับที่ซีรี่ส์มันจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อการเข้าถึงของคนดูทั้งในและต่างประเทศเพราะว่ายุคสมัยนี้คนก็จะอยู่กับแพลตฟอร์มค่อนข้างเยอะ ก็คิดว่าเป็นเรื่องดีครับที่ต่างประเทศจะได้เห็นซีรี่ส์คุณภาพดีๆ แบบนี้ของไทย

วางอนาคตในวงการบันเทิงไว้ยังไงบ้าง

ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนี้คอนเทนต์ของประเทศไทยมีคุณภาพมากๆ แล้วก็เป็นที่ยอมรับของต่างชาติมากยิ่งขึ้นมากๆ ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตเราอยากจะได้ร่วมงานกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เขาได้เห็นผลงานของเราและรู้จักเรามากยิ่งขึ้นครับ นี่คือแผนใหญ่ๆ ที่วางไว้

มองอนาคตสู่ระดับอินเตอร์

ผมอยากจะร่วมงานกับต่างชาติ ทั้งในส่วนของซีรี่ส์ ภาพยนตร์ รวมถึงเพลงด้วยครับ เป็นเป้าหมายหลักที่บอกไปตั้งแต่แรกเลยครับว่าอยากจะทำงานร่วมกันกับคนต่างชาติ

อยากทำอะไรอีกบ้างที่ยังไม่ได้ทำ

ถ้าเป็นเรื่องในวงการ ผมคิดว่าได้ทำมาเกือบหมดทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องนอกวงการ จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ทำงานในวงการ ก็คงจะไปสายธุรกิจ ทั้งในส่วนที่เรากำลังทำอยู่เอง ทั้งเสื้อผ้า ขนมมาการอง ไอศกรีม ก็คงจะไปโฟกัสตรงนั้นมากขึ้นแล้วก็ถ้ามันมีโอกาสหรือช่องทางอะไรในการทำธุรกิจมากขึ้น ก็อาจจะกระโดดเข้าไปในธุรกิจนั้นด้วย

สุดท้ายอยากให้ ‘วิน’ ฝากผลงาน

ผมว่ามันเป็นซีรี่ส์ที่ทันสมัยในเรื่องของไสยศาสตร์มากๆ ครับ คือมันไม่ใช่ไสยศาสตร์รูปแบบเก่าๆ ที่มีการนั่งสมาธิ สวดมนต์ อะไรแบบนี้ แต่นำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่ ทำให้คนสามารถเข้าใจโลกของไสยศาสตร์มากยิ่งขึ้น ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย แต่พอได้อ่านบท ได้มาทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย !! บางทีมันก็อาจจะมีโลกแบบนี้อยู่จริงๆ ก็ได้นะ มันอาจจะมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้รู้จักคนกลุ่มนั้น อีกเรื่องนึงคือซีรี่ส์เรื่องนี้ทุกคนตั้งใจและเต็มที่มากๆ ถึงแม้จะมีแค่ 4 ตอน แต่คิวที่เราถ่ายมันเหมือนถ่ายซีรี่ส์ 10 กว่าตอนเลย เพราะว่าเราใช้เวลาถ่ายแต่ละซีนกันนานมากๆ เราพยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุด ทั้งในเรื่องของภาพ เรื่องของการแสดง องค์ประกอบทุกอย่าง เราเต็มที่กันทุกคนเลยครับ

@jeffmarajeff

เจฟฟ มารา

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740643

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านส้มตำชื่อร้าน “ส้มตำนัชชา” ตั้งอยู่ถนนสายขุขันธ์-โคกตาล เยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ต.หนองฉลอง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ หลังได้รับแจ้งจากลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านหลายราย ว่า ร้านนี้ส้มตำอร่อย และมีอาหารหลากหลาย ไม่ได้มีแต่ส้มตำอย่างเดียว มีให้เลือกหลายเมนู ไปถึงได้พบกับ น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก อายุ 41 ปี และนายชัย สกุลพรหม อายุ 42 ปี 2 สามีภรรยา เจ้าของร้าน พร้อมด้วยพนักงาน กำลังสาละวนเร่งมือทำส้มตำ และตักขนมจีนส่งให้ลูกค้า ช่วงที่ไปนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อใส่ถุงกลับบ้าน ลูกค้าที่นั่งทานที่ร้านมีไม่มาก

ลูกค้ารายหนึ่งอาชีพข้าราชการครู กล่าวว่า เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้มานาน เมนูที่ชอบมากๆ ก็คือตำทะเล และขนมจีนน้ำยาปู อร่อย บางวันก็มาซื้อเอง บางวันก็มานั่งทานที่ร้าน มีบ้างที่โทรมาสั่งให้ทางร้านไปส่งให้ที่โรงเรียนสั่งไปทานกับเพื่อนครู

ด้าน น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก เปิดเผยว่า ตนเปิดร้านนี้มา 2 ปีกว่า ชื่อร้านส้มตำนัชชาก็มาจากชื่อเล่นของตน ชื่อนัช ช่วงนั้นก็ยังเป็นที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ แต่รัฐบาลก็อนุโลมให้ลูกค้านั่งทานในร้านได้แล้ว มีลูกค้าน้อย จนมาถึงวันนี้ถือว่ามีลูกค้ารู้จักร้านมากขึ้นแล้วถ้าเป็นวันทำการลูกค้าก็จะมานั่งทานที่ร้านช่วงเวลาเที่ยง จะมาพร้อมกันต้องบริการให้ทัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าจะทยอยมาไม่มาแออัดกันทีเดียว ส่วนใหญ่ลูกค้าจะทานส้มตำกับขนมจีน ตนเคยทำงานอยู่โรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต รู้วิธีทำน้ำยาปูจึงมาทำขาย

“ส้มตำก็มีตำทะเลที่ลูกค้าชอบ แต่ร้านเราก็มีหลากหลาย ทั้ง ตำไทย ตำปูปลาร้า ตำแตง ตำกระท้อน ยำกระท้อน ตำป่า ตำถั่ว ตำซั่ว ตำข้าวโพดกุ้งสด ส่วนขนมจีนจะมีน้ำยาไก่และน้ำยาปู ที่ทำเป็นเมนูประจำ นอกจากนั้นยังมีลูกชิ้นทอด เกี๊ยวทอด และกล้วยทอด ลูกค้าโทรมาสั่งให้ไปส่งก็บริการส่งถึงที่ได้ ร้านเราเปิดวันพุธถึงวันจันทร์ หยุดวันอังคาร 1 วัน ให้น้องๆที่ช่วยร้านได้พักผ่อนกัน ร้านพร้อมขายตั้งแต่ 09.30 น. เปิดไปถึงสองทุ่ม ไม่ขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาลองชิมส้มตำขนมจีน ที่ร้านส้มตำนัชชาเยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ยินดีต้อนรับ” น.ส. ณัฐกานต์ กล่าว

เมื่อถามถึงยอดขายในแต่ละวันได้เท่าไหร่ น.ส.ณัฐกานต์กล่าวเบาๆ ว่า เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 8,000 บาทเป็นรายได้ที่ดี เดือนละกว่าสี่แสนบาทเลยทีเดียว


ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734673

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า  พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ฮอกไกโด ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัททีโอเอ (TOA) นำโดย คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ร่วมงาน THAIFEX -ANUGA ASIA 2023 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ที่จัดขึ้น ณ อิมแพค เมืองทองธานี บริษัทฯ นำสินค้าใน เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์” (SuperFight) และ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) “ล้อตโต้ฟู้ด (Lotto Food)” ซึ่งเป็นสินค้าในเครือมาแสดงแบบจัดเต็มแล้ว นอกจากนี้ยังถือโอกาสจับมือร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่งจำกัด เป็นผู้กระจายสินค้ากลุ่ม ขนมและเครื่องดื่ม ให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งทั่วประเทศ ด้วยการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาควบคุมการขนส่งแบบเรียลไทม์ พร้อมเร่งกระจายร้านค้าตัวแทนกว่า 4 แสนร้านค้าภายในปี 2568

สำหรับแบรนด์เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์”(SuperFight) ปัจจุบันมีเครื่องดื่มซุปเปอร์ไฟต์สูตรสมุนไพรสกัด 8 ชนิดมีขนาด 150 มล. ราคาขวดละ 15 บาทและขนาด 100 มล.ราคาขวดละ 10 บาท จำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น และ ตามร้านตู้แช่ทั่วประเทศซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อต่อยอดแผนการเติบโตที่ได้ตั้งเป้ายอดขายให้กลุ่มขนมและเครื่องดื่มโตกว่า 30% พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานดื่มได้ด้วย จากกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่รักสุขภาพ ทางแบรนด์จึงได้เปิดตัวรสชาติใหม่เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุค 5G ที่ให้ทั้งประโยชน์และความคุ้มค่าภายในขวดเดียวซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษกับ ซุปเปอร์ไฟต์ เครื่องดื่ม โสมผสมวิตามินซี (สูตรไม่มีน้ำตาล) ไม่มีกาเฟอีน ขนาด 100 มล. ราคา 10 บาท ให้คนรักสุขภาพได้เลือกดื่มเติมคุณประโยชน์อย่างคุ้มค่าด้วยส่วนผสมของ โสมน้ำผึ้ง วิตามินบี วิตามินซีและ กรดอะมิโน (BCAA) ที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเหนื่อยล้า เติมทั้งพลังงานและเสริมสร้างสุขภาพดีๆ ให้ผู้บริโภคสดชื่นระหว่างวันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณและ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพรยังได้เยี่ยมชมบูธ Lotto Food ที่ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) ผลิต แปรรูปและจัดจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งที่มีส่วนผสมจากพืชเป็นหลัก จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “Lotto Plant-Based”เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความอร่อยง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายใคร”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าใช้กลยุทธ์การกระจายสินค้าและสร้างดีมานด์แบบป่าล้อมเมือง โดยใช้ความแข็งแกร่งของอำพลฟูดส์ที่มีหน่วยรถกว่า 500 คัน เน้นการเจาะตลาดร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซุปเปอร์ไฟต์ ได้อย่างทั่วถึง และตั้งเป้ายอดขายขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม โดยเน้นประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ตะวันออกกลาง จีน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา และประกาศพร้อมรุกตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หวังปั้นเป็นแบรนด์ระดับโลกต่อไป