สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/725873

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า  ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มีฉากน่ารักน่าชมมาให้แฟนๆ ได้อมยิ้มไปพร้อมกันอีกแล้วจ้า สำหรับละครโรแมนติกดราม่า “เภตรานฤมิต” ทาง ช่อง 7HD โดยค่ายมีเดียสตูดิโอ สัปดาห์นี้ แม่อร หรือ เขมิอรที่รับบทโดย มุกดา นรินทร์รักษ์ จะมาโชว์สกิลโยคะ ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ให้ออกกำลังกายฟิต&เฟิร์มกันทั้งเรือนจ้า…

เรื่องราวของฉากนี้ เป็นฉากที่ แม่อร ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ทั้ง แก้ว (พรชดา วราพชระ), มั่น (อัครัช จิตตะศิริ), ชั่ง(ณัฐภัทร จิรภาวสุทธิ์), ชุ่ม (ณัฐนี สิทธิสมาน) และ ฉ่ำ (ไกรลาศ เกรียงไกร) มาออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน และช่วยกันประดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายขึ้นเอง ทั้งฮูลาฮูป สกู๊ตเตอร์โดยแม่อรทำหน้าที่สอนเล่นโยคะเพื่อยืดเส้นยืดสายแต่ละท่าน่ารักน่าหยิก ทำเอา แม่นายวาด (ปวีณาชารีฟสกุล) และคุณหลวงราชมนตรี (ภัทรเดช สงวนความดี) ที่มาเห็นเข้าถึงกับอมยิ้มเลยทีเดียวเบื้องหลังความสนุกของฉากนี้บอกเลยว่ามุกดาจัดเต็มมาก ก่อนจะเริ่มถ่ายทำ เจ้าตัวก็ยืดเส้นยืดสายรอ จนเมื่อถึงเวลาถ่ายทำ มุกดาก็งัดท่าเด็ดทั้งท่าเต้นแอโรบิก ท่าโยคะ มาสอนทุกคนทำตามกันอย่างสนุกสนาน เรียกว่าเป็นฉากที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทั้งนักแสดงและทีมงานทุกคนพร้อมกัน แต่ละคนเรียกว่าทุ่มเทเล่นตามแบบจริงจัง กว่าจะถ่ายทำฉากนี้เสร็จก็ทำเอาเหงื่อท่วม เหมือนทุกคนได้เข้าไปอยู่ในฟิตเนสจริงๆ กันเลยทีเดียว มาติดตามความสนุกพร้อมลุกขึ้นมาขยับออกกำลังกายไปกับแม่อร ในละคร “เภตรานฤมิต” ฉากนี้ได้ในเสาร์ที่ 22 เมษายนนี้ และติดตามชมความสนุกได้ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, Twitter, TikTok : Ch7HD เว็บไซต์ : www.ch7.com

สกู๊ปพิเศษ : คณะเกษตร มข. จัดประชุมผลักดันกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพิ่มการผลิตโคเนื้อ และลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722217

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรอาหารสัตว์เขตร้อน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการ Lancang-Mekong Cooperation Special Fund (LMCSF) Project Workshop ในหัวข้อ “Recycling of agricultural biomass and fodder shrubs for beef cattle production” หรือ โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ โดยมี ศ.ดร. เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) กล่าวรายงาน รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีกงสุลจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว เวียดนาม คณะผู้บริหาร นักวิจัยกว่า 80 คน เป็นตัวแทนจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมกิจกรรม ณ ห้อง Orchid ballroom 1  โรงแรมพูลแมน ราชา ออคิด ขอนแก่น

สำหรับโครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ในประเทศสมาชิกด้วยเทคโนโลยี และ นวัตกรรมการให้อาหารโดยใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ และ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงด้วยระเบียบวิธีวิจัยใหม่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการหมัก ลดการผลิตก๊าซมีเทน ตลอดจนประเมินคุณค่าทางโภชนะของอาหารสัตว์ ปริมาณและคุณภาพเนื้อวัว เพื่อให้ได้การผลิตโคเนื้ออย่างยั่งยืน

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) เปิดเผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ  โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) ของประเทศจีน มีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง ปี 2565-2567

“เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ เป็นที่ต้องการมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการเติบโตของประชากรโลกที่มากขึ้น ซึ่งโครงการ RABIF-BeefC นี้ มีเป้าหมายเพื่อผลิตเนื้อวัวคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้กากพืชผลทางการเกษตร และให้ความสำคัญต่อการลดการผลิตก๊าซมีเทนในกระเพาะรูเมนผ่านการเสริมอาหารอัดเม็ดที่มีสารพฤกษเคมี (phytonutrient pellet) ในโคเนื้อ”

รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า การผลิตเนื้อวัวที่ได้คุณภาพดี ไปพร้อมๆ กับการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญและท้าทายมาก โครงการในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศสมาชิก ล้านช้าง-แม่น้ำโขง มีความรู้และใช้นวัตกรรมการใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์นักวิจัยระดับสูงของโลก จะนำพาทุกท่านไปสู่เป้าหมายสูงสุดนี้ได้ โดยเฉพาะการสร้างพลังให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัย มข.กล่าวว่า พวกเราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการมอบทุนของโครงการนี้ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.เมธา วรรณพัฒน์ ซึ่งเป็นงานวิจัยชั้นนำของโลกด้านสัตวศาสตร์ และโดยเฉพาะในฐานะ High-end Foreign Expert  และได้รับรางวัล Yunnan Friendship Award จากรัฐบาลจีนประจำปี 2563 ที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมแสดงพลัง และแบ่งปันแนวความคิดและประสบการณ์ภายใต้หัวข้อการใช้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องและลดการปล่อยก๊าซมีเทน คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะสามารถช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเชื่อว่า ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์ ในการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อในประเทศของท่าน รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อน

สมใจ  นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720233

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน  หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน  กปร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ พร้อมคณะอนุกรรมการ ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านกูแบสีราอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  

ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้ว ให้ดูว่าส่วนใดควรแก้ไขอย่างไร โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นางดวง  ช่วยเมือง  ราษฎรบ้านกูแบสีรา และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำหมู่ที่ 4 ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบอกถึงการดำรงชีพภายหลังจากมีการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แบบครบวงจร  ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำการพัฒนาดิน ตลอดถึงอาชีพเสริม การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคมในหมู่บ้านว่าจากที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อการทำกินได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นความสมบูรณ์ประกอบอาชีพได้ ได้รับผลผลิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ที่บ้านทำนา ทำสวน ส่วนข้างบ้านปลูกพืชผักในกระสอบเพราะพื้นที่มีน้อย ปลูกพริก 50 ต้น เก็บขายได้ 3,000 กว่าบาทต่อรอบการปลูก ปลูกแบบปลอดสารพิษไม่ใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยหมัก โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาอบรมให้ความรู้โดยใช้ทะลายปาล์มกับสารเร่ง พด. และใช้มูลไก่ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น” นางดวง ช่วยเมือง กล่าว ขณะที่นายมะยะโก๊ะ บือแน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กอลำ  เปิดเผยว่าบ้านกูแบสีราเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากร 370 คน 78 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีผ่านเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพียง 3 ครัวเรือน นอกนั้นตกเกณฑ์หมดหลังจากได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ จากนั้นมีการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างระบบน้ำแบบคลองไส้ไก่ส่งน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของราษฎรได้อย่างทั่วถึง และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง  นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และคมนาคม ทำให้ชาวบ้านตำบลกูแบสีรา ได้รับการพัฒนานาอย่างครบวงจร 

“ที่นี่พื้นที่เหมือนกับแอ่งกระทะ เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่เมื่อมีระบบการระบายน้ำที่ดี ก็มีการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก ปลูกผลไม้ ปลูกยางพาราได้ เมื่อก่อนการคมนาคมลำบากถนนเดิมเป็นลูกรังแต่ปัจจุบันมีถนนลาดยางหมดแล้ว ซึ่งในอดีตประชากรส่วนใหญ่จะจบแค่ประถมการศึกษาที่ 4 ก็จะออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกคนได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับแล้ว บางรายก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีก็มีถึง 11 คน และได้ทำงานเป็นบุคลากรทางการศึกษา  เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล  เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงพยาบาลในอำเภอยะรัง อีกส่วนก็เป็นบัณฑิตอาสามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก จากที่ทั้งหมู่บ้านผ่าน จปฐ. เพียง 3 ครัวเรือน ปัจจุบันผ่านเกณฑ์หมดทั้งหมู่บ้าน เมื่อมีการศึกษา มีความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี”นายมะยะโก๊ะ บือแน กล่าว

ด้านนางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ ประธานกลุ่มพัฒนาบ้านกูแบสีรา ตำบลคลองลำ  อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เผยว่าปัจจุบันสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จนเหลือบริโภคภายในครัวเรือน จึงนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 25 บาท หากขายเป็นข้าวเปลือกจะได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพฝึกอบรมการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหารชนิดต่างๆ ให้ทั้งเพื่อบริโภคและจำหน่าย อาทิ การทำข้าวยำ ทำน้ำบูดู แกงขี้เหล็ก และซุปไก่ เป็นต้น “รู้สึกดีใจมากที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกพืชผักได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ไม่ลำบาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความสุขมากในตอนนี้”นางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยด้านการจัดสรรที่ดินด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ด้านการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพ เช่นส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มทำขนม กลุ่มปักผ้าคลุมผม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำเกษตร ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของราษฎร จัดทำโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับและประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาราษฎรโดยมุ่งเน้นวิถีชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716298

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายสถิตย์ เจ๊กมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมอบรมและฝึกปฏิบัติการการทำดอกโน  การทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด  ซึ่งเป็น 1 ในพิธีฮีต ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ โดยฮีตเดือน 4 คือประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรม การเตรียมของในงานมากมาย โดยเฉพาะการทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู(ธุงกระดาษ) และการทำดอกโนซึ่งเป็นสิ่งของที่จะต้องมีไว้ประดับในพิธีกรรมบุญผะเหวด โดยเฉพาะการทำดอกโน ที่นับวันจะหาคนสืบสานได้ยาก เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้แรง และความอดทนในการทำ 

โดยนายภูวดล อยู่ปานนักวิชาการศึกษา สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า บุญผะเหวดบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นบุญประจำเดือนสี่ตามฮีตสิบสองที่ชาวอีสานยังคงสืบสานเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น การจัดงานบุญผะเหวด จะนิยมจัดในช่วงเดือน 3-4 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ใช้เวลาในการจัดงานราว 3 วัน หมู่บ้านหรือชุมชนใดจะจัดงานบุญนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวพี่น้อง หรือหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาช่วยและร่วมบุญกัน ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และความสามัคคีกัน โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติการทำดอกโนธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู หรือธุงกระดาษเพื่อเตรียมไว้ประดับในงานบุญผะเหวดที่มหาวิทยาลัยฯกำลังจะจัดขึ้น มีอาจารย์ บุคลากร และนิสิตที่สนใจอยากจะสืบสานประเพณี และอยากที่จะเรียนรู้การทำดอกโน ทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู มาร่วมอบรม ก่อนจะแยกย้ายไปยังฐานต่างๆ ที่สนใจ เพื่อฝึกปฏิบัติจริง และจากผลงานที่ได้ มาร่วมประดับในงานบุญผะเหวด 

สำหรับการทำดอกโน หรือดอกโสน  สมัยก่อนนิยมเอาลำต้นของต้นดอกโสนมาทำ แต่การอบรมในวันนี้ ทำจากกิ่งต้นหม่อน ซึ่งมีความเหนียว แต่เนื้อไม่แข็ง วิธีการทำคือต้องปอกเปลือกไม้ออกให้เห็นสีขาวๆ ใช้มีดตอก บวกกับแรงมือ กดคมฝานให้เป็นริ้วไล่ระดับให้เป็นวงกลม เป็นชั้นๆพอเป็นดอก ก็ใช้มีดตอกตัดไม้ออกให้เป็นดอก โดนดอกโนใช้ประดับในงาน ตกแต่งธรรมาสน์สำหรับให้พระสงฆ์ขึ้นไปนั่งเทศน์กัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะเลือนหายไป เนื่องจากวิธีการทำค่อนข้างยาก และไม่ค่อยมีการถ่ายทอดเทคนิคการทำ สำหรับการทำธุงไส้หมู และธงใยแมงมุม จะง่ายกว่า โดยธุงไส้หมูเป็นงานประดิษฐ์ที่เกิดจากการตัดกระดาษแก้วสี ใช้กรรไกรตัดสลับกันเป็นลายฟันปลา แล้วคลี่ออกและจับหงายจะเกิดเป็นพวงกระดาษสวยงาม นำไปผูกติดกับคันไม้ไผ่หรือแขวนในงาน และการอบรมการทำธุงใยแมงมุม เป็นธุงที่ทำจากเส้นด้าย ผูกโยงกันคล้ายใยแมงมุมใช้แขวนโดยรอบในงานพิธีกรรม ซึ่งทั้งธุงใยแมงมุมและธุงไส้หมู จะมีความเชื่อว่าเป็นการดักจับสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพิธีกรรมบุญผะเหวด ส่วนสีสันต่างไปของธุง ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเจริญหูเจริญตา มีความตื่นตัว ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างอยู่ในพิธี 

ด้านนางสาวเพ็ญนภาโรจน์จรรยากิจ นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ได้มาร่วมการฝึกอบรมการทำดอกโนในวันนี้ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำต้นดอกโน ในงานบุญผะเหวดที่ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้น รู้สึกว่ามีขั้นตอนการทำที่ยากและใช้ทักษะความชำนาญเพื่อที่จะทำให้ดอกโนออกมาสวยงามตามที่อาจารย์วิทยากรได้สอน และถ้าไม่ได้มาร่วมงานก็จะไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำ ทำอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาเรียนเรื่องนี้ได้ที่ไหน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

ยุทธนา โชติชูตระกูล

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713188

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์  ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่คณะดูงานสาขาวิชาแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ศึกษาดูงาน ที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพลเอกภาณุวัชร นาควงษม์ ที่ปรึกษาศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจาก มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองสำหรับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต และหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง ดุษฎีบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้เยี่ยมชม ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ  ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนัง และการทำเครื่องเงิน จากนั้น เดินทางไป วัดพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา แหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่และทุกชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และวัดจองคำพระอารามหลวง วัดจองกลาง วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ในการจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองของหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง และ Institute of Geography,University of Cologne ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกิจกรรมต่อเนื่องโดยได้มีการจัด Excursion Trip เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเกี่ยวกับบริบทของเมืองและภูมิภาคต่างๆ สำหรับในปีการศึกษา 2565 ในประเด็นดังต่อไปนี้ 

การวางผังเมืองของเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนามรดกเมืองและศาสนสถาน การพัฒนาเมืองชั้นในเพื่อการท่องเที่ยวการพัฒนาเมืองจากการจัด Events ความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท เกษตรกรรมในเมืองและกึ่งเมือง การขยายตัวของเมืองบนภูเขาในเมืองเล็กๆ  ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่เกษตรกรรมบนภูเขาแบบ
ดั้งเดิม/สมัยใหม่ (ไร่หมุนเวียน) การพัฒนาภูมิภาคในพื้นที่รอบนอกภูเขา โครงการหลวง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน การตั้งถิ่นฐานในชนบท ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถกรรมแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นการพัฒนาชุมชนชายแดน Greenfield Urbanization การค้าและการลงทุนเมืองชายแดน การอพยพข้ามพรมแดน เมืองของผู้ลี้ภัย พลวัตของการทำให้เป็นเมืองชายแดน การค้าชายแดนและโอกาส โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเครือข่ายทางหลวงเอเชีย การอพยพข้ามชาติในเมือง ความท้าทายของกิจกรรมข้ามพรมแดน การพัฒนาเมืองและเอกลักษณ์ของเมืองในเอเชีย มรดกโลกของยูเนสโก การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการพัฒนาระดับภาคและเมือง และกระตุ้นให้คณาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตรมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนภาคและเมือง สร้างเสริมประสบการณ์ทางวิชาการ 

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710073

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันรณรงค์ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ ปีการผลิต 2565/66 ณ แปลงสาธิตเกษตรกรชาวไร่อ้อย บ้านทับเมย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ พร้อมทั้ง เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีการสาธิตการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี จากโรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ 

นายจรัส คำป้อง ผู้จัดการอาวุโสด้านอ้อยน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดกิจกรรม ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 144,879 ไร่ จำนวนชาวไร่ 3,718 ราย ในส่วนของจังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 34,242 ไร่ ชาวไร่อ้อย จำนวน 1,187 ไร่ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน  

ในปีการผลิต 2566 นี้ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ได้เริ่มหีบอ้อย ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด 823,119 ตัน มีปริมาณอ้อยสดคิดเป็นร้อยละ 64.16 จังหวัดอำนาจเจริญมีปริมาณอ้อย 170,770 ตันมีปริมาณอ้อยสด คิดเป็นร้อยละ 60.44 โดยบริษัท น้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ส่งเสริมและสนับสนุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดเข้าสู่โรงงาน ดังนี้  

ส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงรองรับเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อทดแทนแรงงานคน 

ส่งเสริมชาวไร่รวมกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ใช้รถตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ปัจจุบันมีรถตัดช่วยในการเก็บเกี่ยวอ้อยสด จำนวน 26 คัน คาดการณ์ปริมาณอ้อย 453,125 ตัน)  

ส่งเสริมชาวไร่ใช้เครื่อง สางใบอ้อย ก่อนตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ส่งเสริมเครื่องสางใบอ้อย จำนวน 50 ชุด และชาวไร่อ้อยได้รับการสนับสนุนจาก สอน.) 

ส่งเสริมชาวไร่รายเล็กตัดอ้อยสด ส่งสถานีขนถ่ายใกล้บ้าน จำนวน 11 สถานี 

ส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อย เพื่อลดการเผาใบอ้อย หลังจากเก็บเกี่ยว จำนวน 9,800 ตัน 

สำหรับการจัดงานวันรณรงค์ ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ  ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพอ้อย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยชาวไร่อ้อยต้องร่วมใจกันตัดอ้อยสดลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าสู่โรงงาน เนื่องจากจะทำให้น้ำตาลไม่ได้คุณภาพ และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดปัญหา PM2.5 ตลอดจนทำให้ความอุดมสมบูรณ์ ของดินลดลงอย่างรวดเร็ว การตัดอ้อยสดจะส่งผลให้อ้อยส่งเข้าหีบนั้น มีค่าความหวานที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรชาวไร่อ้อย จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  

จึงขอความร่วมมือ พี่ น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ตัดอ้อยสด โดยการตัดอ้อยชิดดิน ตัดยอดสั้นจะได้อ้อยที่มีคุณภาพ และช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ