สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740643

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านส้มตำชื่อร้าน “ส้มตำนัชชา” ตั้งอยู่ถนนสายขุขันธ์-โคกตาล เยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ต.หนองฉลอง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ หลังได้รับแจ้งจากลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านหลายราย ว่า ร้านนี้ส้มตำอร่อย และมีอาหารหลากหลาย ไม่ได้มีแต่ส้มตำอย่างเดียว มีให้เลือกหลายเมนู ไปถึงได้พบกับ น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก อายุ 41 ปี และนายชัย สกุลพรหม อายุ 42 ปี 2 สามีภรรยา เจ้าของร้าน พร้อมด้วยพนักงาน กำลังสาละวนเร่งมือทำส้มตำ และตักขนมจีนส่งให้ลูกค้า ช่วงที่ไปนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อใส่ถุงกลับบ้าน ลูกค้าที่นั่งทานที่ร้านมีไม่มาก

ลูกค้ารายหนึ่งอาชีพข้าราชการครู กล่าวว่า เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้มานาน เมนูที่ชอบมากๆ ก็คือตำทะเล และขนมจีนน้ำยาปู อร่อย บางวันก็มาซื้อเอง บางวันก็มานั่งทานที่ร้าน มีบ้างที่โทรมาสั่งให้ทางร้านไปส่งให้ที่โรงเรียนสั่งไปทานกับเพื่อนครู

ด้าน น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก เปิดเผยว่า ตนเปิดร้านนี้มา 2 ปีกว่า ชื่อร้านส้มตำนัชชาก็มาจากชื่อเล่นของตน ชื่อนัช ช่วงนั้นก็ยังเป็นที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ แต่รัฐบาลก็อนุโลมให้ลูกค้านั่งทานในร้านได้แล้ว มีลูกค้าน้อย จนมาถึงวันนี้ถือว่ามีลูกค้ารู้จักร้านมากขึ้นแล้วถ้าเป็นวันทำการลูกค้าก็จะมานั่งทานที่ร้านช่วงเวลาเที่ยง จะมาพร้อมกันต้องบริการให้ทัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าจะทยอยมาไม่มาแออัดกันทีเดียว ส่วนใหญ่ลูกค้าจะทานส้มตำกับขนมจีน ตนเคยทำงานอยู่โรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต รู้วิธีทำน้ำยาปูจึงมาทำขาย

“ส้มตำก็มีตำทะเลที่ลูกค้าชอบ แต่ร้านเราก็มีหลากหลาย ทั้ง ตำไทย ตำปูปลาร้า ตำแตง ตำกระท้อน ยำกระท้อน ตำป่า ตำถั่ว ตำซั่ว ตำข้าวโพดกุ้งสด ส่วนขนมจีนจะมีน้ำยาไก่และน้ำยาปู ที่ทำเป็นเมนูประจำ นอกจากนั้นยังมีลูกชิ้นทอด เกี๊ยวทอด และกล้วยทอด ลูกค้าโทรมาสั่งให้ไปส่งก็บริการส่งถึงที่ได้ ร้านเราเปิดวันพุธถึงวันจันทร์ หยุดวันอังคาร 1 วัน ให้น้องๆที่ช่วยร้านได้พักผ่อนกัน ร้านพร้อมขายตั้งแต่ 09.30 น. เปิดไปถึงสองทุ่ม ไม่ขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาลองชิมส้มตำขนมจีน ที่ร้านส้มตำนัชชาเยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ยินดีต้อนรับ” น.ส. ณัฐกานต์ กล่าว

เมื่อถามถึงยอดขายในแต่ละวันได้เท่าไหร่ น.ส.ณัฐกานต์กล่าวเบาๆ ว่า เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 8,000 บาทเป็นรายได้ที่ดี เดือนละกว่าสี่แสนบาทเลยทีเดียว


ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734673

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า  พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ฮอกไกโด ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัททีโอเอ (TOA) นำโดย คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ร่วมงาน THAIFEX -ANUGA ASIA 2023 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ที่จัดขึ้น ณ อิมแพค เมืองทองธานี บริษัทฯ นำสินค้าใน เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์” (SuperFight) และ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) “ล้อตโต้ฟู้ด (Lotto Food)” ซึ่งเป็นสินค้าในเครือมาแสดงแบบจัดเต็มแล้ว นอกจากนี้ยังถือโอกาสจับมือร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่งจำกัด เป็นผู้กระจายสินค้ากลุ่ม ขนมและเครื่องดื่ม ให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งทั่วประเทศ ด้วยการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาควบคุมการขนส่งแบบเรียลไทม์ พร้อมเร่งกระจายร้านค้าตัวแทนกว่า 4 แสนร้านค้าภายในปี 2568

สำหรับแบรนด์เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์”(SuperFight) ปัจจุบันมีเครื่องดื่มซุปเปอร์ไฟต์สูตรสมุนไพรสกัด 8 ชนิดมีขนาด 150 มล. ราคาขวดละ 15 บาทและขนาด 100 มล.ราคาขวดละ 10 บาท จำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น และ ตามร้านตู้แช่ทั่วประเทศซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อต่อยอดแผนการเติบโตที่ได้ตั้งเป้ายอดขายให้กลุ่มขนมและเครื่องดื่มโตกว่า 30% พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานดื่มได้ด้วย จากกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่รักสุขภาพ ทางแบรนด์จึงได้เปิดตัวรสชาติใหม่เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุค 5G ที่ให้ทั้งประโยชน์และความคุ้มค่าภายในขวดเดียวซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษกับ ซุปเปอร์ไฟต์ เครื่องดื่ม โสมผสมวิตามินซี (สูตรไม่มีน้ำตาล) ไม่มีกาเฟอีน ขนาด 100 มล. ราคา 10 บาท ให้คนรักสุขภาพได้เลือกดื่มเติมคุณประโยชน์อย่างคุ้มค่าด้วยส่วนผสมของ โสมน้ำผึ้ง วิตามินบี วิตามินซีและ กรดอะมิโน (BCAA) ที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเหนื่อยล้า เติมทั้งพลังงานและเสริมสร้างสุขภาพดีๆ ให้ผู้บริโภคสดชื่นระหว่างวันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณและ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพรยังได้เยี่ยมชมบูธ Lotto Food ที่ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) ผลิต แปรรูปและจัดจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งที่มีส่วนผสมจากพืชเป็นหลัก จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “Lotto Plant-Based”เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความอร่อยง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายใคร”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าใช้กลยุทธ์การกระจายสินค้าและสร้างดีมานด์แบบป่าล้อมเมือง โดยใช้ความแข็งแกร่งของอำพลฟูดส์ที่มีหน่วยรถกว่า 500 คัน เน้นการเจาะตลาดร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซุปเปอร์ไฟต์ ได้อย่างทั่วถึง และตั้งเป้ายอดขายขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม โดยเน้นประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ตะวันออกกลาง จีน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา และประกาศพร้อมรุกตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หวังปั้นเป็นแบรนด์ระดับโลกต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/725873

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า  ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มีฉากน่ารักน่าชมมาให้แฟนๆ ได้อมยิ้มไปพร้อมกันอีกแล้วจ้า สำหรับละครโรแมนติกดราม่า “เภตรานฤมิต” ทาง ช่อง 7HD โดยค่ายมีเดียสตูดิโอ สัปดาห์นี้ แม่อร หรือ เขมิอรที่รับบทโดย มุกดา นรินทร์รักษ์ จะมาโชว์สกิลโยคะ ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ให้ออกกำลังกายฟิต&เฟิร์มกันทั้งเรือนจ้า…

เรื่องราวของฉากนี้ เป็นฉากที่ แม่อร ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ทั้ง แก้ว (พรชดา วราพชระ), มั่น (อัครัช จิตตะศิริ), ชั่ง(ณัฐภัทร จิรภาวสุทธิ์), ชุ่ม (ณัฐนี สิทธิสมาน) และ ฉ่ำ (ไกรลาศ เกรียงไกร) มาออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน และช่วยกันประดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายขึ้นเอง ทั้งฮูลาฮูป สกู๊ตเตอร์โดยแม่อรทำหน้าที่สอนเล่นโยคะเพื่อยืดเส้นยืดสายแต่ละท่าน่ารักน่าหยิก ทำเอา แม่นายวาด (ปวีณาชารีฟสกุล) และคุณหลวงราชมนตรี (ภัทรเดช สงวนความดี) ที่มาเห็นเข้าถึงกับอมยิ้มเลยทีเดียวเบื้องหลังความสนุกของฉากนี้บอกเลยว่ามุกดาจัดเต็มมาก ก่อนจะเริ่มถ่ายทำ เจ้าตัวก็ยืดเส้นยืดสายรอ จนเมื่อถึงเวลาถ่ายทำ มุกดาก็งัดท่าเด็ดทั้งท่าเต้นแอโรบิก ท่าโยคะ มาสอนทุกคนทำตามกันอย่างสนุกสนาน เรียกว่าเป็นฉากที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทั้งนักแสดงและทีมงานทุกคนพร้อมกัน แต่ละคนเรียกว่าทุ่มเทเล่นตามแบบจริงจัง กว่าจะถ่ายทำฉากนี้เสร็จก็ทำเอาเหงื่อท่วม เหมือนทุกคนได้เข้าไปอยู่ในฟิตเนสจริงๆ กันเลยทีเดียว มาติดตามความสนุกพร้อมลุกขึ้นมาขยับออกกำลังกายไปกับแม่อร ในละคร “เภตรานฤมิต” ฉากนี้ได้ในเสาร์ที่ 22 เมษายนนี้ และติดตามชมความสนุกได้ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, Twitter, TikTok : Ch7HD เว็บไซต์ : www.ch7.com

สกู๊ปพิเศษ : คณะเกษตร มข. จัดประชุมผลักดันกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพิ่มการผลิตโคเนื้อ และลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722217

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรอาหารสัตว์เขตร้อน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการ Lancang-Mekong Cooperation Special Fund (LMCSF) Project Workshop ในหัวข้อ “Recycling of agricultural biomass and fodder shrubs for beef cattle production” หรือ โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ โดยมี ศ.ดร. เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) กล่าวรายงาน รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีกงสุลจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว เวียดนาม คณะผู้บริหาร นักวิจัยกว่า 80 คน เป็นตัวแทนจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมกิจกรรม ณ ห้อง Orchid ballroom 1  โรงแรมพูลแมน ราชา ออคิด ขอนแก่น

สำหรับโครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ในประเทศสมาชิกด้วยเทคโนโลยี และ นวัตกรรมการให้อาหารโดยใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ และ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงด้วยระเบียบวิธีวิจัยใหม่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการหมัก ลดการผลิตก๊าซมีเทน ตลอดจนประเมินคุณค่าทางโภชนะของอาหารสัตว์ ปริมาณและคุณภาพเนื้อวัว เพื่อให้ได้การผลิตโคเนื้ออย่างยั่งยืน

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) เปิดเผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ  โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) ของประเทศจีน มีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง ปี 2565-2567

“เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ เป็นที่ต้องการมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการเติบโตของประชากรโลกที่มากขึ้น ซึ่งโครงการ RABIF-BeefC นี้ มีเป้าหมายเพื่อผลิตเนื้อวัวคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้กากพืชผลทางการเกษตร และให้ความสำคัญต่อการลดการผลิตก๊าซมีเทนในกระเพาะรูเมนผ่านการเสริมอาหารอัดเม็ดที่มีสารพฤกษเคมี (phytonutrient pellet) ในโคเนื้อ”

รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า การผลิตเนื้อวัวที่ได้คุณภาพดี ไปพร้อมๆ กับการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญและท้าทายมาก โครงการในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศสมาชิก ล้านช้าง-แม่น้ำโขง มีความรู้และใช้นวัตกรรมการใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์นักวิจัยระดับสูงของโลก จะนำพาทุกท่านไปสู่เป้าหมายสูงสุดนี้ได้ โดยเฉพาะการสร้างพลังให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัย มข.กล่าวว่า พวกเราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการมอบทุนของโครงการนี้ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.เมธา วรรณพัฒน์ ซึ่งเป็นงานวิจัยชั้นนำของโลกด้านสัตวศาสตร์ และโดยเฉพาะในฐานะ High-end Foreign Expert  และได้รับรางวัล Yunnan Friendship Award จากรัฐบาลจีนประจำปี 2563 ที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมแสดงพลัง และแบ่งปันแนวความคิดและประสบการณ์ภายใต้หัวข้อการใช้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องและลดการปล่อยก๊าซมีเทน คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะสามารถช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเชื่อว่า ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์ ในการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อในประเทศของท่าน รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อน

สมใจ  นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720233

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน  หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน  กปร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ พร้อมคณะอนุกรรมการ ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านกูแบสีราอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  

ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้ว ให้ดูว่าส่วนใดควรแก้ไขอย่างไร โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นางดวง  ช่วยเมือง  ราษฎรบ้านกูแบสีรา และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำหมู่ที่ 4 ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบอกถึงการดำรงชีพภายหลังจากมีการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แบบครบวงจร  ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำการพัฒนาดิน ตลอดถึงอาชีพเสริม การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคมในหมู่บ้านว่าจากที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อการทำกินได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นความสมบูรณ์ประกอบอาชีพได้ ได้รับผลผลิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ที่บ้านทำนา ทำสวน ส่วนข้างบ้านปลูกพืชผักในกระสอบเพราะพื้นที่มีน้อย ปลูกพริก 50 ต้น เก็บขายได้ 3,000 กว่าบาทต่อรอบการปลูก ปลูกแบบปลอดสารพิษไม่ใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยหมัก โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาอบรมให้ความรู้โดยใช้ทะลายปาล์มกับสารเร่ง พด. และใช้มูลไก่ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น” นางดวง ช่วยเมือง กล่าว ขณะที่นายมะยะโก๊ะ บือแน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กอลำ  เปิดเผยว่าบ้านกูแบสีราเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากร 370 คน 78 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีผ่านเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพียง 3 ครัวเรือน นอกนั้นตกเกณฑ์หมดหลังจากได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ จากนั้นมีการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างระบบน้ำแบบคลองไส้ไก่ส่งน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของราษฎรได้อย่างทั่วถึง และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง  นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และคมนาคม ทำให้ชาวบ้านตำบลกูแบสีรา ได้รับการพัฒนานาอย่างครบวงจร 

“ที่นี่พื้นที่เหมือนกับแอ่งกระทะ เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่เมื่อมีระบบการระบายน้ำที่ดี ก็มีการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก ปลูกผลไม้ ปลูกยางพาราได้ เมื่อก่อนการคมนาคมลำบากถนนเดิมเป็นลูกรังแต่ปัจจุบันมีถนนลาดยางหมดแล้ว ซึ่งในอดีตประชากรส่วนใหญ่จะจบแค่ประถมการศึกษาที่ 4 ก็จะออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกคนได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับแล้ว บางรายก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีก็มีถึง 11 คน และได้ทำงานเป็นบุคลากรทางการศึกษา  เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล  เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงพยาบาลในอำเภอยะรัง อีกส่วนก็เป็นบัณฑิตอาสามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก จากที่ทั้งหมู่บ้านผ่าน จปฐ. เพียง 3 ครัวเรือน ปัจจุบันผ่านเกณฑ์หมดทั้งหมู่บ้าน เมื่อมีการศึกษา มีความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี”นายมะยะโก๊ะ บือแน กล่าว

ด้านนางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ ประธานกลุ่มพัฒนาบ้านกูแบสีรา ตำบลคลองลำ  อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เผยว่าปัจจุบันสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จนเหลือบริโภคภายในครัวเรือน จึงนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 25 บาท หากขายเป็นข้าวเปลือกจะได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพฝึกอบรมการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหารชนิดต่างๆ ให้ทั้งเพื่อบริโภคและจำหน่าย อาทิ การทำข้าวยำ ทำน้ำบูดู แกงขี้เหล็ก และซุปไก่ เป็นต้น “รู้สึกดีใจมากที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกพืชผักได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ไม่ลำบาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความสุขมากในตอนนี้”นางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยด้านการจัดสรรที่ดินด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ด้านการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพ เช่นส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มทำขนม กลุ่มปักผ้าคลุมผม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำเกษตร ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของราษฎร จัดทำโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับและประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาราษฎรโดยมุ่งเน้นวิถีชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716298

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายสถิตย์ เจ๊กมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมอบรมและฝึกปฏิบัติการการทำดอกโน  การทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด  ซึ่งเป็น 1 ในพิธีฮีต ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ โดยฮีตเดือน 4 คือประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรม การเตรียมของในงานมากมาย โดยเฉพาะการทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู(ธุงกระดาษ) และการทำดอกโนซึ่งเป็นสิ่งของที่จะต้องมีไว้ประดับในพิธีกรรมบุญผะเหวด โดยเฉพาะการทำดอกโน ที่นับวันจะหาคนสืบสานได้ยาก เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้แรง และความอดทนในการทำ 

โดยนายภูวดล อยู่ปานนักวิชาการศึกษา สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า บุญผะเหวดบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นบุญประจำเดือนสี่ตามฮีตสิบสองที่ชาวอีสานยังคงสืบสานเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น การจัดงานบุญผะเหวด จะนิยมจัดในช่วงเดือน 3-4 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ใช้เวลาในการจัดงานราว 3 วัน หมู่บ้านหรือชุมชนใดจะจัดงานบุญนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวพี่น้อง หรือหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาช่วยและร่วมบุญกัน ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และความสามัคคีกัน โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติการทำดอกโนธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู หรือธุงกระดาษเพื่อเตรียมไว้ประดับในงานบุญผะเหวดที่มหาวิทยาลัยฯกำลังจะจัดขึ้น มีอาจารย์ บุคลากร และนิสิตที่สนใจอยากจะสืบสานประเพณี และอยากที่จะเรียนรู้การทำดอกโน ทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู มาร่วมอบรม ก่อนจะแยกย้ายไปยังฐานต่างๆ ที่สนใจ เพื่อฝึกปฏิบัติจริง และจากผลงานที่ได้ มาร่วมประดับในงานบุญผะเหวด 

สำหรับการทำดอกโน หรือดอกโสน  สมัยก่อนนิยมเอาลำต้นของต้นดอกโสนมาทำ แต่การอบรมในวันนี้ ทำจากกิ่งต้นหม่อน ซึ่งมีความเหนียว แต่เนื้อไม่แข็ง วิธีการทำคือต้องปอกเปลือกไม้ออกให้เห็นสีขาวๆ ใช้มีดตอก บวกกับแรงมือ กดคมฝานให้เป็นริ้วไล่ระดับให้เป็นวงกลม เป็นชั้นๆพอเป็นดอก ก็ใช้มีดตอกตัดไม้ออกให้เป็นดอก โดนดอกโนใช้ประดับในงาน ตกแต่งธรรมาสน์สำหรับให้พระสงฆ์ขึ้นไปนั่งเทศน์กัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะเลือนหายไป เนื่องจากวิธีการทำค่อนข้างยาก และไม่ค่อยมีการถ่ายทอดเทคนิคการทำ สำหรับการทำธุงไส้หมู และธงใยแมงมุม จะง่ายกว่า โดยธุงไส้หมูเป็นงานประดิษฐ์ที่เกิดจากการตัดกระดาษแก้วสี ใช้กรรไกรตัดสลับกันเป็นลายฟันปลา แล้วคลี่ออกและจับหงายจะเกิดเป็นพวงกระดาษสวยงาม นำไปผูกติดกับคันไม้ไผ่หรือแขวนในงาน และการอบรมการทำธุงใยแมงมุม เป็นธุงที่ทำจากเส้นด้าย ผูกโยงกันคล้ายใยแมงมุมใช้แขวนโดยรอบในงานพิธีกรรม ซึ่งทั้งธุงใยแมงมุมและธุงไส้หมู จะมีความเชื่อว่าเป็นการดักจับสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพิธีกรรมบุญผะเหวด ส่วนสีสันต่างไปของธุง ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเจริญหูเจริญตา มีความตื่นตัว ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างอยู่ในพิธี 

ด้านนางสาวเพ็ญนภาโรจน์จรรยากิจ นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ได้มาร่วมการฝึกอบรมการทำดอกโนในวันนี้ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำต้นดอกโน ในงานบุญผะเหวดที่ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้น รู้สึกว่ามีขั้นตอนการทำที่ยากและใช้ทักษะความชำนาญเพื่อที่จะทำให้ดอกโนออกมาสวยงามตามที่อาจารย์วิทยากรได้สอน และถ้าไม่ได้มาร่วมงานก็จะไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำ ทำอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาเรียนเรื่องนี้ได้ที่ไหน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

ยุทธนา โชติชูตระกูล

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713188

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์  ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่คณะดูงานสาขาวิชาแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ศึกษาดูงาน ที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพลเอกภาณุวัชร นาควงษม์ ที่ปรึกษาศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจาก มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองสำหรับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต และหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง ดุษฎีบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้เยี่ยมชม ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ  ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนัง และการทำเครื่องเงิน จากนั้น เดินทางไป วัดพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา แหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่และทุกชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และวัดจองคำพระอารามหลวง วัดจองกลาง วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ในการจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองของหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง และ Institute of Geography,University of Cologne ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกิจกรรมต่อเนื่องโดยได้มีการจัด Excursion Trip เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเกี่ยวกับบริบทของเมืองและภูมิภาคต่างๆ สำหรับในปีการศึกษา 2565 ในประเด็นดังต่อไปนี้ 

การวางผังเมืองของเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนามรดกเมืองและศาสนสถาน การพัฒนาเมืองชั้นในเพื่อการท่องเที่ยวการพัฒนาเมืองจากการจัด Events ความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท เกษตรกรรมในเมืองและกึ่งเมือง การขยายตัวของเมืองบนภูเขาในเมืองเล็กๆ  ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่เกษตรกรรมบนภูเขาแบบ
ดั้งเดิม/สมัยใหม่ (ไร่หมุนเวียน) การพัฒนาภูมิภาคในพื้นที่รอบนอกภูเขา โครงการหลวง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน การตั้งถิ่นฐานในชนบท ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถกรรมแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นการพัฒนาชุมชนชายแดน Greenfield Urbanization การค้าและการลงทุนเมืองชายแดน การอพยพข้ามพรมแดน เมืองของผู้ลี้ภัย พลวัตของการทำให้เป็นเมืองชายแดน การค้าชายแดนและโอกาส โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเครือข่ายทางหลวงเอเชีย การอพยพข้ามชาติในเมือง ความท้าทายของกิจกรรมข้ามพรมแดน การพัฒนาเมืองและเอกลักษณ์ของเมืองในเอเชีย มรดกโลกของยูเนสโก การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการพัฒนาระดับภาคและเมือง และกระตุ้นให้คณาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตรมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนภาคและเมือง สร้างเสริมประสบการณ์ทางวิชาการ 

สมใจ นามสุดตา