สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696738

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” ลั่นเกษตรไทยถึงเวลายกเครื่องชี้โลกร้อน ปัญหาขาดแคลนปุ๋ย เทรนด์สุขภาพบีบให้ต้องปรับตัว รัฐต้องอัดงบช่วยเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุน รื้อมาตรการประกันราคา เลิกให้แบบหว่าน “ณัฐพงศ์” จี้รัฐหนุนเอสเอ็มอีลุยตลาดโลกแข่งรายใหญ่  

จากงานสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ“พลิกแผนปฏิรูปเกษตรไทยยุค 5 G” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้น (วันนี้) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อเรื่อง “ได้เวลายกเครื่องเกษตรไทย” โดยมีใจความสำคัญและให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเกษตรไทยในปัจจุบันต้องได้รับการ“ยกเครื่อง”อย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“เรามักจะภาคภูมิใจว่าภาคเกษตรไทยมีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่ช้านาน ในน้ํามีปลา ในนามีข้าวเราจึงทําการเกษตรตามธรรมชาติ มีเหลือจากบริโภคภายในประเทศก็ส่งออก ไม่เคยต้องถูกกดดัน ให้เปลี่ยนแปลง แต่ปัจจุบัน เรามีครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 แต่ทํารายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ จึงทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําสูง เกษตรกรกลายเป็นกลุ่ม
ผู้ยากจนที่รัฐต้องใช้งบประมาณจํานวนมากในการให้ความช่วยเหลือ ที่สําคัญผลิตภาพของผลผลิตทางการเกษตรของเราต่ําแม้ในพืชผลที่เราส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากนี้ไป จะมีหลายปัจจัยกดดันจากภายนอกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบ ต่อความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยพิบัติ ผนวกกับการกีดกันทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่การประมงของไทยเผชิญมาแล้ว ภาวะสงครามยูเครน-รัสเซียที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ยซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนําเข้าปุ๋ย เกือบทั้งหมด จําเป็นต้องมีมาตรการเตรียมการรับมือโดยด่วน

“แนวโน้มโลกให้ความสําคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เน้นสินค้าออร์แกนิค การผลิตที่มุ่งความเป็นธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกันไทยมีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะ เวียดนาม ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในหลายๆ สินค้า เช่น ข้าว ทุเรียน”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หัวใจของการยกเครื่อง คือ การนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนการจัดการเรื่องดิน น้ํา อากาศ ปรับตัวเข้าสู่การทําเกษตรแม่นยําเต็มรูปแบบ แต่การจะดําเนินการดังกล่าวได้ต้องเริ่มต้นด้วยการมี โครงการเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้เกษตรกรไทยเรียนรู้การใช้เครื่องมือสมัยใหม่เหล่านี้พร้อมไปกับการได้รับ โอกาสจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการทําการตลาด โดยรัฐให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนที่จะต้องใช้ในการปรับเปลี่ยน

นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวต่อไปว่า รัฐควรใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ปรับปรุงนโยบายของรัฐต่อภาคการเกษตร โดยนําเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนเกษตรกรในปัจจุบัน เช่น โครงการประกันรายได้ในการกําหนดเงื่อนไขและ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวและใช้โอกาสนี้ดําเนินนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มอํานาจการต่อรองของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเพื่อมิให้การเปลี่ยนแปลงเอื้อประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงได้ง่ายขึ้น

“การเร่งปรับปรุงพัฒนาเกษตรกรไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน ไทยหมดเวลาแล้ว ถ้าเรายังย่ําอยู่กับที่ จะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แล้ว แต่หากการยกเครื่องประสบความสําเร็จ จะเป็นการยกระดับทั้งภาคการเกษตร ความเป็นอยู่ของเกษตรกร แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ตลอดจนเสริมสถานะของประเทศไทยในภาวะที่โลกกําลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร” นายอภิสิทธิ์กล่าวในที่สุด

ด้านนายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาลที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา บรรยายหัวข้อ “เกษตรกรไทยกับเทรนด์ความยั่งยืน” ว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีอนาคตมากในเวทีโลก โดยเฉพาะเกษตรแปรรูปด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ด้านสุขภาพ แต่ปัญหาคือ ต้องมีการจัดสมดุลระหว่างผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ รายเล็ก ให้มีความสามารถด้านการแปรรูปและส่งออกใกล้เคียงกัน เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าได้มากกว่า และกระจายซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้กว้างขวางกว่า ในราคาที่เป็นธรรมกว่า โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรในการแปรรูป เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ด้านอาหารที่พัฒนาขึ้นอย่างมากและต้นทุนลดลง หากรัฐบาลมองความสัมพันธ์เหล่านี้ออก และมีนโยบายส่งเสริมที่ถูกจุด บูรณาการร่วมกับภาคการศึกษาวิจัย เอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก

“อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจะเป็นอนาคตของประเทศ และส่งผลดีต่อประชาชนในประเทศมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมดในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์ ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695409

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์  ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

สกู๊ปพิเศษ : รองผบ.มทบ.26-นายก ทม.บุรีรัมย์ ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว‘ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว โครงการ “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” ของโรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้หลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 และการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนและชุมชน

ที่แหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ พ.อ.สันทัด จันทน์มาลา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จ.บุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” สืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษา โดยมี นายสกล ไกรรณภูมิ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ นายวิทยา พลศรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ คณะรองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ผู้อำนวยการกอง ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทหารจิตอาสา ผู้นำชุมชน ครู และนักเรียน ร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โดยได้ร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าวในแปลงนาของแหล่งเรียนรู้ฯ ปลูกพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 4 ไร่ ภายในโรงเรียนเทศบาล 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับหลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 และโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้นำมาบูรณาการใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนและชุมชน

พ.อ.สันทัด จันทน์มาลา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 กล่าวว่า วันนี้มณฑลทหารบกที่ 26 ร่วมกับเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ โรงเรียนเทศบาล 3 ได้มาสืบสานวัฒนธรรมไทย ในการร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ตามโครงการ “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงได้ส่งเสริมไว้ปลูกฝังให้เด็กรู้จักความพอเพียงในการลดค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องตามโครงการ “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” และเพื่อเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรข้าวอินทรีย์ ของดี ท.3 โดยได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนอนุรักษ์สืบสานประเพณีอันดีงามของคนไทยในปัจจุบัน

ด้านนายสกล ไกรรณภูมิ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า การลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อต้องการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวไทยเอาไว้ ให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไม่ให้เลือนหายไป เพราะคนสมัยก่อนเวลามีอะไรก็จะลงแขกช่วยกันพึ่งพาอาศัย มีน้ำใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญจะเป็นการสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชนกับโรงเรียน