สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796890

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี เตรียมจัดงาน “จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการอนุรักษ์ทรัพยากร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมทั้งเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และนิทรรศการของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “จากพันธุกรรมพื้นบ้าน สู่ความยั่งยืน” เรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้ในห้องอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ชม ชิม ช้อป สินค้าผลผลิตเกษตรตามฤดูกาลจากร้านค้าเครือข่ายและภาคีความร่วมมือจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5-7 เม.ย. 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อความมั่นคงของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร
มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ทรัพยากร และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักอนุรักษ์ ทรงเป็นต้นแบบของการทำงานเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากร พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและความหลากหลายของทรัพยากรและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งนิทรรศการ กิจกรรมการมีส่วนร่วม กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมาย ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างคุณค่าอนุรักษ์ ส่งต่อการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญๆ ดังนี้

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเป็นต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนในการดูแล รักษา แบ่งปันแลกเปลี่ยน และขยายผลสู่ความยั่งยืน

นิทรรศการจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “จากพันธุกรรม สู่ความยั่งยืน” ถ่ายทอดเรื่องราวของพันธุกรรมพื้นบ้าน ผ่านฐานนิทรรศการทั้ง 6 โซน ประกอบด้วย
พันธุกรรมเพื่อการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ข้าวกับประเพณีและวัฒนธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญากับพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน และการแปรรูปข้าว นิทรรศการผักพื้นบ้าน 72 ชนิด นำเสนอผักพื้นบ้านประจำถิ่น ผักพื้นบ้านหายากมาจัดแสดงให้เรียนรู้ทดลองชิมรสชาติที่แตกต่างกัน นิทรรศการมาดื่ม มาดริ๊งก์Wisdomking coffee พร้อมกิจกรรมเรียนรู้เรื่องราวการจัดการกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อการพัฒนาอาชีพที่มั่นคง จากร้านกาแฟทั่วประเทศ 16 ร้านค้า

พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 12 หลักสูตร ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร นานาสายพันธุ์กาแฟ โดยอาจารย์สุทิศา พรมชัยศรี เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ชุมพร หลักสูตรเทปาเช่ เครื่องดื่ม โปรไบโอติก สไตล์แม็กซิกัน อาจารย์สายชล ธำรงโชติ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ชัยนาท หลักสูตรพันธุกรรมว่านไทย อาจารย์สุวัฒนชัยจำปามูล เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา และหลักสูตรเห็ดเจ็ดชั่วโคตร ผศ.ดร.อุทัย อันพิมพ์ คณะบริหารศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น

ร่วมกันอนุรักษ์พร้อมส่งต่อพันธุกรรม กับกิจกรรม เพาะ แจก แลก เปลี่ยน พันธุกรรมพืช ชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กว่า 150 ร้านค้า จุใจ ทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในราคามิตรภาพ

พิเศษ เปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร และพิพิธภัณฑ์ในหลวง รักเรา ในกรณีพิเศษเนื่องในโอกาสวันจักรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนุกเพลิดเพลินกับการจัดแสดงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าชมเรียนรู้ได้ทุกวัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม02-5292212-13, 087-3597171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796460

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.55 น.

“อาชีวะจะมีคนเรียนทั้ง ปวช. ปวส. รวมกันอยู่ประมาณ 1 ล้านคน จริงๆ ก็ประมาณ 9.9 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ ปวช. 6.4 แสนคน ปวส. อีก 3.4 แสนคน ในการเรียนก็จะจัดเป็นประเภทวิชา มีทั้งหมด 10 ประเภทวิชา แล้วก็มีแยกออกมาเป็นสาขาวิชาและสาขางาน อันนี้ Cut-off (ตัดยอด) ถึงประมาณปี 2565 ปัจจุบันตรงประเภทวิชาตรงนี้เดี๋ยวจะมีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เป็นภาพคร่าวๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเรียนอยู่ในประเภทวิชาอุตสาหกรรม แล้วก็พาณิชย์หรือว่าพวกบัญชี สถานศึกษาครึ่งๆ เลย เป็นรัฐ 433 แห่ง แล้วก็เอกชน 447 แห่ง แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียนอยู่ในสังกัดรัฐ

แนวโน้มที่ผ่านมา อาชีวะนี้น่าจะเจอกันหลายๆ สถาบัน ก็คือนักเรียนที่เข้าใหม่ลดลง แต่ที่เราค้นพบคือกลุ่มที่ลดลงเป็น ปวช. ส่วน ปวส. อาจจะยังไม่ลดลงมากขนาดนั้น แต่ในกลุ่มที่ลดก็มีกลุ่มที่เพิ่มเหมือนกัน จะมีบางสาขาวิชาที่ผู้เรียนเข้าเรียนเพิ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เกษตรกรรมก็เพิ่มเหมือนกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนกลุ่มที่ลดลงชัดเจนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คหกรรมแล้วก็พาณิชยกรรม”

ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิจัยด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการยกระดับการศึกษาและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)”เมื่อเร็วๆ นี้ ฉายภาพสถานการณ์การศึกษาระดับอาชีวศึกษาในประเทศไทย ซึ่งก็มีทั้งสาขาวิชาที่มีผู้เรียนเพิ่มและลด แต่ในส่วนของพาณิชยกรรม แม้จะลดลงไปบ้าง (ร้อยละ 7) แต่ด้วยจำนวนผู้เรียนที่มากอยู่แล้ว ในภาพรวมจึงไม่ถือว่าลดลงมากนัก

ขณะที่สาขาวิชาที่เพิ่มขึ้น พบว่าอยู่ในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์-Science, เทคโนโลยี-Technology , วิศวกรรมศาสตร์-Engineering, คณิตศาสตร์-Mathematics) โดยจากนักศึกษาอาชีวะทั้งหมด พบเรียนอยู่ในสาขาด้าน STEM ร้อยละ 56 และนอกจากสาขาเดิมที่มีอยู่แล้วยังพบการเปิดสาขาใหม่ด้วย เช่น เมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2561 จำนวน 64 หลักสูตร เพิ่มเป็นถึง 160 หลักสูตรในปี 2565 ขณะที่สาขาคอมพิวเตอร์ เพิ่มจาก 195 หลักสูตรในปี 2561 เป็น 410 หลักสูตรในปี 2565

เมื่อดูรายได้ พบว่า “งานที่ทำมีผลกับรายได้มากกว่าวุฒิที่จบมา” กล่าวคือ หากจบอาชีวะสาย STEM และได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 18,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ที่ไม่ได้จบอาชีวะสาขา STEM แต่ได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือนในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานในอาชีพเกี่ยวกับ STEMรายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือนไม่ว่าผู้นั้นจะจบอาชีวะสาย STEM หรือไม่ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง “แม้จะจบอาชีวะสาย STEM ก็หางานที่เกี่ยวข้องกับ STEM ทำไม่ง่าย” เมื่อเทียบกับผู้จบ ป.ตรี หรือ ป.โท สาย STEM ที่สามารถหางานสาย STEMทำได้มากกว่า (ปวช. อยู่ที่ร้อยละ 6, ปวส.ร้อยละ 9.14, ป.ตรี ร้อยละ 41 และ ป.โทร้อยละ 51) ทั้งนี้ มี 5 ปัจจัย ที่ต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาของไทย ไล่ตั้งแต่ 1.คุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสอบ PISA 2022 ที่พบว่า นักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 1 ของไทย ร้อยละ 85 ไม่สามารถนำความรู้คณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ที่คุ้นเคยและไม่ซับซ้อน

“สถานการณ์ถือว่าหนัก แต่ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่อาชีวะ นึกภาพว่าเป็นเหมือนน้ำตก ขั้นแรกอาจเป็นกลุ่มเน้นวิทย์ รองลงมาอาจเป็นกลุ่มโรงเรียนสาธิต ซึ่งอาชีวะเป็นกลุ่มที่พื้นฐานค่อนข้างต่ำในการเข้ามาเรียน ผมพูดถึงระยะเวลาที่สอบ (PISA) ช่วงเดือนสิงหาคม คือเพิ่งเปิดเทอม ไม่น่าเกี่ยวกับคุณภาพสถาบันอาชีวะ ทีนี้ด้วยพื้นฐานที่ต่ำ เราควรมองปัญหานี้อย่างไร? ถ้ามุมของ ปวช. ซึ่งส่วนใหญ่คนจบไปไม่ได้รีบหางานทำอยู่แล้ว เขามักจะต่อ ปวส. เพราะในหลักสูตร ปวช. ยังให้น้ำหนักกับวิชาพื้นฐานยังค่อนข้างน้อยอยู่ 17 หน่วยกิต จาก110 หน่วยกิต ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะต้องลองพิจารณาดู” ทัฬหวิชญ์ กล่าว

2.หลักสูตร ยังมีความเหลื่อมกันระหว่างการพัฒนาหลักสูตรกับความต้องการของภาคเอกชน ทั้งในแง่ของวิชาที่เรียนและชั่วโมงการฝึกงานซึ่งอาจน้อยกว่าที่ภาคเอกชนคาดหวัง 3.ระบบประกันคุณภาพ แบ่งเป็นระบบประกันภายนอก แม้มีการวัดผลที่อิงกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น แต่ผลการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ต้องการพัฒนาตัวชี้วัดที่ภาคเอกชนให้การยอมรับ ส่วนภาวะการมีงานทำก็ยังเป็นการสำรวจที่ไม่เป็นระบบมากนัก เช่น สำรวจ ณ วันที่สำเร็จการศึกษา แต่ไม่มีระบบการติดตามระยะยาว ส่วนระบบประกันภายใน ยังเน้นเก็บเอกสาร ซึ่งเป็นการสร้างภาระกับสถาบันการศึกษา หรือประเมินว่ามีแผนและทำตามแผนหรือไม่ แต่ไม่ได้ดูคุณภาพที่ออกมาว่าเป็นอย่างไร

4.ครู ในการเรียนการสอนระดับอาชีวศึกษานั้นต้องการ “ครูที่มีประสบการณ์กับภาคเอกชน” ในขณะที่การเรียนสายสามัญ (ม.ปลาย 4-6) ครูจะสอนเป็นรายวิชา (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ) แต่อาชีวะเป็นการเรียนที่มุ่งไปทางอาชีพ จึงต้องการครูที่มีทักษะที่เกี่ยวกับด้านอาชีพอย่างมาก แต่เมื่อดูกระบวนการผลิตครูอาชีวะ เช่น ผู้ที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาครุอุตสาหกรรม (ครูช่าง) ก็อาจไม่มีทักษะช่างมากนัก

อาทิ มาจากคนจบ ม.ปลาย หรือแม้มาจากนักศึกษาอาชีวะ จบ ปวช.-ปวส. แต่ก็ยังมีทักษะงานช่างไม่ชำนาญพอ ก็จะมีปัญหาการส่งต่อเมื่อต้องไปเป็นครู และแม้กระทั่งชั่วโมงฝึกงาน ในหลักสูตรครุอุตสาหกรรม ชั่วโมงฝึกงานอยู่ที่เฉลี่ย 324 ชั่วโมง ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับระดับ ปวช. ซึ่งอยู่ที่ 1,242 ชั่วโมง รวมถึงชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพที่มีเพียง 75 ชั่วโมงต่อปี อีกทั้งพบบางส่วนไม่ได้ส่งไปอยู่กับสถานการณ์ประกอบการ ดังนั้นเมื่อมาเป็นครูก็จะขาดประสบการณ์

5.ทรัพยากร การเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษา เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก แต่เมื่อดูงบลงทุน 10 ล้านบาทต่อ 1 สถาบันการศึกษาต่อปี และต้องไปจัดสรรกันเองระหว่าง ปวช. กับ ปวช. จึงมีข้อจำกัดในการซื้อครุภัณฑ์ขนาดใหญ่รวมถึงงบลงทุนครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อยู่ที่เพียงร้อยละ 4 หรือราว 950-988 ล้านบาท 6.การศึกษาแบบทวิภาคียังขยายตัวได้ช้า ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 มีเพียงระดับ ปวส. ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับในส่วนของนักเรียน ม.ปลาย หรือนักศึกษา ปวช.

“สาเหตุที่อาชีวะทวีภาคีขยายตัวได้ช้าทางคณะวิจัยมองว่าประการแรกคือตัวสถานประกอบการเองอาจยังไม่สามารถจัดระบบอาชีวะทวีภาคีได้มีคุณภาพมากนัก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการประกันคุณภาพยังไม่ได้มีระบบที่ดีมากพอ ตำแหน่งฝึกงานก็ยังน้อย ตำแหน่งฝึกงานที่มีคุณภาพสูง ซึ่งหลายๆ ที่ที่รับนักศึกษาฝึกงานไปแล้วก็ให้ไปชงกาแฟอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นเสียงสะท้อนมา

ในทางกลับกัน นักเรียนหรือผู้ปกครองก็อาจไม่อยากส่งผู้เรียนไปเรียนในกลุ่มทวิภาคี อีกอย่างคือเรื่องต้นทุนในการจัดทวิภาคีก็ค่อนข้างสูง เพราะการจับคู่กันระหว่างสถาบันอาชีวะกับสถานประกอบการ อันนี้ต้องเข้ากันแบบ Case-By-Case (เป็นรายกรณี) กันไปเลย อาจจะมีต้นทุนที่สูง” ทัฬหวิชญ์ ระบุ

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ได้แก่ 1.ปรับหลักสูตรระดับ ปวช. เพื่อแก้ปัญหาความรู้และทักษะพื้นฐานโดยเน้นวิชาพื้นฐานมากขึ้น เพราะผู้ที่เรียนจบระดับนี้ส่วนใหญ่มักไม่รีบออกไปประกอบอาชีพแต่จะเลือกเรียนต่อมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องรีบฝึกทักษะที่ยึดโยงกับสาขาวิชาหรือสาขางาน แต่วิชาพื้นฐาน (เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ) สำหรับสอนนักศึกษาอาชีวะ ก็ต้องปรับการสอนให้สอดคล้องกับการเรียนในสายนี้ด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบ ในปีการศึกษา 2567 น่าจะเริ่มปรับแล้ว จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี

2.ระบบประกันคุณภาพของสถาบันอาชีวศึกษา ปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น ที่ควรทำต่อไปคือพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานวิชาชีพโดยให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และระบบติดตามการมีงานทำของผู้เรียนควรเป็นระบบติดตามได้ในระยะยาวมากขึ้น เช่น นอกจากจะดูว่าจบแล้วมีงานทำหรือไม่ ที่ควรดูต่อไปคือได้ทำงานตรงกับสาขาวิชาที่จบไปหรือเปล่า มีรายได้เป็นอย่างไร (อาทิ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษี ว่ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่)

และ 3.เพิ่มการลงทุนในครุภัณฑ์ ควรคำนวณเรื่องการเสื่อมราคาในอนาคต เพื่อจัดสรรงบประมาณได้เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนเงินไว้ตายตัว โดยมีตัวอย่างจากเกณฑ์ของ ITE สิงคโปร์ จะต้องใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้ครุภัณฑ์มีคุณภาพ (ลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์ครุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยปีละ 6,700 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี, งบค่าซ่อมบํารุง/ปลดระวางครุภัณฑ์ปีละ 5,300 ล้านบาท และงบวัสดุฝึกปีละ 8,300 ล้านบาท)

ส่วน “ระยะยาว” ประกอบด้วย 1.ตั้งสถาบันวิชาชีพครูเพื่อแก้ปัญหาทักษะครูรวมถึงปัญหาหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับงาน ซึ่งปัญหาในปัจจุบัน การออกใบประกอบวิชาชีพและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพไม่ได้แยกออกมาเป็นครูอาชีวะโดยเฉพาะ ยังรวมกับครูที่สอนในสายสามัญทั่วไป เพื่อดูว่าทักษะใดบ้างที่คนเป็นครูอาชีวะควรมี เพื่อนำมาวางแผนการผลิตครูต่อไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพร่วมเป็นคณะทำงาน

และ 2.จัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีวศึกษาทวิภาคี ด้วยการจัดตั้งกองทุนทวิภาคี เพื่อลดต้นทุนจัดการศึกษาและเพิ่มคุณภาพ โดยระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน โดยเก็บทุกคนเท่ากัน พร้อมกับภาครัฐสมทบทุนในอัตราเท่ากันสำหรับใช้เป็นทุนตั้งต้น ซึ่งกองทุนนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ดูว่าสถานประกอบการใดต้องการรับนักศึกษาฝึกงาน และนักศึกษาคนใดต้องการฝึกงาน แทนที่จะให้สถาบันการศึกษากับสถานประกอบการต้องไปทำข้อตกลง (MOU) กันเอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ!!!

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794347

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล  เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) “สรพ.” บรรยายพิเศษเรื่อง “Move Forward Quality from Story in the Past” เผยภารกิจขยายขอบฟ้าเพื่อพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทย ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ “Growth Mindset for Better Healthcare System ระบบบริการสุขภาพที่ก้าวหน้า ด้วยกรอบความคิดที่กว้างไกล” ที่สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.จัดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลาเผยจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาตรฐานสถานบริการสุขภาพแบบไทยๆ นั้นเริ่มต้นจากโครงการวิจัยกลไกส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเป็นโครงการนำร่องในปี 2540 ด้วยความร่วมมือของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขหรือ สวรส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และ Joint Commission International (JCI) โดยเริ่มต้นจาก 30 โรงพยาบาล ผู้บริหารมี Growth mind set นำไปสู่การตั้งสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หรือ พรพ. ภายใต้การกำกับของ สวรส. และเปลี่ยนเป็น สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เพื่อทำหน้าที่ ผู้ประเมินมาตรฐานบริการสุขภาพไทยอย่างเป็นอิสระโดยการสร้าง การพัฒนาและการรักษาคุณภาพโรงพยาบาลนั้นทำได้ยาก เพราะระบบการรักษาพยาบาล มีความซับซ้อนมีผู้คนเกี่ยวข้องมาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยการสร้างความร่วมมือ ระดมความรับผิดชอบและมีระบบงานที่ดีฝึกฝนคุณธรรม จริยธรรม จึงเป็นกระบวนการที่มีวิธีการพิเศษที่ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญตลอดจนฝึกอบรมเพราะ การทำงานของ สรพ. จึงเป็นการประสานพลังความพยายามที่มีอยู่เดิม สอดใส่แนวคิดเชิงบวก ร่วมกับการมีกัลยาณมิตรเข้าไปให้ข้อเสนอแนะและประเมินกับโรงพยาบาล ความพยายามในการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องนี้ ผู้ป่วยจึงได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวานเสมอ

สำหรับการรับรองคุณภาพควรเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพจึงจะเกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไทยให้มีคุณภาพอย่างเกื้อหนุนกันมีแนวคิดของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในระบบสุขภาพเป็นเจ้าของร่วมกัน มีกระบวนการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ใช้การให้อภัย ให้โอกาส ไม่ลงโทษ พร้อมด้วยการนำคติความเป็นไทยมาใช้ ได้แก่ศรัทธาในวิชาชีพ มีเมตตากรุณา มีน้ำใจ บริการสุขภาพเป็นเสมือนบุพการี เห็นความสำคัญของการช่วยชีวิต ความรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาวะของผู้ป่วย โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานและกระบวนการพัฒนา

“มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ เปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า และมองออกไปยังพื้นที่ที่มีโอกาสพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทยเพื่อเป็นการขยายเส้นขอบฟ้าออกไปจากเดิม จากการมองระดับในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ไปสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชุมชน รู้จักนำความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่ระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในอนาคตไร้ซึ่งรอยต่อ ยุติธรรม และคุณภาพของระบบบริการอย่างทั่วถึงเสมอภาค จัดระบบบริการมีหลายระดับและต่างมีคุณภาพ (Quality StandardFor different sets of care) ด้วยการมีคุณภาพของโรงพยาบาลตติยภูมิที่พัฒนาให้ทันโลก (Medical Hub) สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ และความปลอดภัยตามนโยบาย 3P safety” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794190

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม  โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายธาดา พรหมสาขา ณ สกลนคร รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.ขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ นำโดย ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) ดร.จินตนา เย็นสวัสดิ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ลำกลอน) ที่ปรึกษาโครงการฯ นางเพชราภรณ์กาละพันธ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) และคณะวิทยากรจากศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม (ศิลปะการแสดงหมอลำกลอน) ของแม่ครูจินตนา เย็นสวัสดิ์ ได้แก่ หมอลำวุฒิชัย ขุนด่านซ้าย หมอลำนครินทร์ นามวงษา หมอลำจตุพรจันทร์ดี หมอแคนเคนตะ วาทานาเบ้หมอแคนบรรณวิชญ์ สังหาวิทย์ (หมอแคนทิกเกอร์) มอบความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนที่มีใจรักหมอลำและที่สนใจเรียนรู้หมอลำสมัครเข้าร่วมกว่า 50 คน

โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาและศิลปะที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเด็กและเยาวชนถือว่าเป็น “ต้นกล้า” ที่สำคัญที่จะดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางด้านศิลปะหมอลำให้คงอยู่ต่อไป หมอลำ เป็นสุดยอดเพลงพื้นบ้านทางภาคอีสาน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงและโดดเด่นที่สุดของภาคอีสานจนสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้ผู้ที่จะเป็นหมอลำได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีสติปัญญาดี มีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวต้องมีความจำเป็นเลิศ สามารถจำกลอนลำได้มากมายทุกแง่ทุกมุมและทุกประเภทของกลอนลำ ทำให้ศิลปินหมอลำกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของอีสานอย่างแยกไม่ออก และมีศิลปินเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งรูปแบบการอบรมแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ทั้งกลุ่มที่สนใจการขับร้องหมอลำและกลุ่มที่สนใจเครื่องดนตรีอีสาน ซึ่งเด็กได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ความรู้พื้นฐานด้านหมอลำ องค์ประกอบหมอลำ เรียนรู้ทักษะการลำทางสั้น และลำเต้ย เรียนรู้ทักษะการดีดพิณและเป่าแคนลายสุดสะแนน ลายเต้ย เรียนรู้ฟ้อนแม่บทอีสาน 6 ท่า เรียนรู้ทักษะการลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น เรียนรู้ทักษะเดี่ยวพิณและการเป่าแคนลายยาว เรียนรู้ทักษะการฟ้อนรำ หลังจากอบรมเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมได้ประสมวง แสดงผลจากการเรียนรู้ผ่านการร้องลำ ฟ้อน ได้แก่ ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น ลำเต้ย ตามลำดับ ให้กับวิทยากรเพื่อประเมินผลสำเร็จของการฝึกอบรม

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794090

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย  กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.17 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมลงนามความร่วมมือกับ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NASA) ภายใต้ โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality (ASIA-AQ) เพื่อร่วมกันศึกษาคุณภาพอากาศในประเทศไทย โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเรเนซองส์พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ชลบุรี

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง NASA และ GISTDA นับเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สะท้อนถึงความสำเร็จ จากความทุ่มเทที่ต้องการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาในระดับประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งทุกวันนี้มลพิษทางอากาศนับว่ามีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้จะมีการใช้ประโยชน์ที่ได้จากการสำรวจทางอากาศ การสำรวจด้วยดาวเทียม รวมถึงภาคพื้นดินเพื่อนำมาบูรณาการในการแก้ไขปัญหา การจัดการและลดมลพิษทางอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยต่อไป

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย NASA เพื่อร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ศึกษาปัญหาคุณภาพอากาศในเอเชีย โดย NASA จะทำงานร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการศึกษาด้านอากาศโดยใช้เครื่องบิน สถานีภาคพื้นดินและดาวเทียมสำรวจ ซึ่งโครงการนี้ NASA มีความร่วมมือกับ พันธมิตรในเอเชีย 5 ราย ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และประเทศไทย โดยมี GISTDA ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งทีมเพื่อทำงานร่วมกับ NASA ประกอบด้วยกรมควบคุมมลพิษ มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และในการบินเพื่อเก็บข้อมูลอากาศในครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินการจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานทางทหาร ได้แก่กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กรมแผนที่ทหาร, บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ NASA ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ GISTDA จัดขึ้นภายใต้โครงการนี้ เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติด้านอวกาศและดาวเทียมให้กับนิสิตนักศึกษาภายใต้โครงการ GLOBE ณ Space Inspirium อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กิจกรรมการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานจากนักบินและนักวิทยาศาสตร์ NASA กับนักวิทยาศาสตร์ไทย รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาและสำรวจมลพิษทางอากาศข้อมูลที่ได้จากการสำรวจคุณภาพอากาศในประเทศไทย ช่วยให้เข้าใจและเข้าถึงปัจจัยที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการติดตามสถานการณ์การประเมินการปล่อยแก๊สจากแหล่งต่างๆ ปรากฏการณ์ทางเคมี รวมถึงผลกระทบจากด้านการขนส่งประเภทต่างๆ โดยผ่านการสร้างแบบจำลองที่หลากหลาย เพื่อใช้สำหรับการออกแบบนโยบาย ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791462

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย  พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) พร้อมด้วยทีมนักวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมงานแถลงข่าว การจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 (19th NSTDA Annual Conference : NAC 2024) ภายใต้แนวคิด “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG Implementation” ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. กล่าวว่า สวทช.เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยความเชี่ยวชาญและความสามารถของ สวทช.ที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ผ่านแผนงาน BCG Implementation และเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และผลงานวิจัยพัฒนา สวทช. จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 เพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ได้กำหนดไว้ใน 4 มิติ ได้แก่ “ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ-เพิ่มการพึ่งพาตนเอง-สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน” โดย สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดการประชุมและทอดพระเนตรนิทรรศการวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. โดยสามารถติดตามรับชมการถ่ายสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย NBT 2HD

ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รอง ผอ.นาโนเทค กล่าวว่า ไฮไลต์ของนิทรรศการปีนี้ นอกจากนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ยังมีนิทรรศการความก้าวหน้าของงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากนักวิจัย สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 57 ผลงาน ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยที่นำไปใช้จนเกิดประโยชน์ในวงกว้างเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลงานวิจัยที่พร้อมส่งมอบให้กับภาคสังคมได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น การพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ, ชุดตรวจคัดกรองติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานเชิงคุณภาพ (AL-Strip และ GO-SENSOR), Thai School Lunch for BMA (ระบบจัดสำรับอาหารเช้า-กลางวัน ในโรงเรียนในสังกัด กทม.), Lookie Waste : แอปพลิเคชั่นตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร และ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทเอกชนภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงาน NAC2024 ยังได้เปิดบริการให้ผู้เข้าร่วมงานเข้ามาปรึกษาและขอคำแนะนำจากศูนย์ Connex ซึ่งเป็นศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่ภาคธุรกิจในรูปแบบครบวงจรที่จะช่วย Connect ผู้ประกอบการธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งความรู้ งานวิจัย รวมถึงแหล่งทุน และเป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษาที่ตรงโจทย์โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการต่อยอดเชิงพาณิชย์

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผอ.เอ็นเทค กล่าวว่า อีกไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงาน NAC ทุกๆ ปี คือ หัวข้อสัมมนาที่เข้ากับยุคสมัย ปัญหาโลกร้อน โลกรวน และเทรนด์งานวิจัยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ ที่ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงที่จะมาร่วมแชร์ข้อมูลมากกว่า 40 หัวข้อ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์จากการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมไทยพร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน , โลกเปลี่ยน คนปรับ : พัฒนาคุณภาพน้ำชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิต ด้วย วทน. และ ฝุ่น! : ปัญหาและการรับมือ หรือด้านสุขภาพการแพทย์ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Health เพื่อการยกระดับการให้บริการสาธารณสุข , จีโนมิกส์ประเทศไทย : การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย Pharma NETwork ผสานพลังเพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทย ทั้งนี้ ยังมีด้านสุขภาพและความงาม เช่น นวัตกรรมการผลิตสารสกัดสมุนไพรมูลค่าสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Open house โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับนักนักอุตสาหกรรม และนักลงทุน ได้เข้าชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพื่อเปิดประสบการณ์สัมผัสกับเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการวิจัยของ สวทช. รวมถึงการเข้าชมตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากบริษัทผู้เช่าพื้นที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่จะเป็นตัวช่วยให้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มศักยภาพและกำไรให้กับธุรกิจ

และอีกหนึ่งไฮไลท์ในงาน คือ “NAC Market” ที่จะนำสินค้านวัตกรรมที่พัฒนาจากงานวิจัยและบริการต่างๆ ของ สวทช. และสินค้าอื่นๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเยาวชน การเสวนาสำหรับครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะไม่ได้ฟังบรรยายอย่างเดียวแต่ยังได้ลงมือประดิษฐ์และการทดลองจริง

สวทช.ขอเชิญทุกคนเตรียมพบกองทัพนวัตกรรม งานวิจัย และองค์ความรู้ด้าน วทน. มากมายที่รออยู่ในงานจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรืองาน NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 เวลา 09.00-16.30 น. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (ยกเว้นวันที่ 29 มีนาคม 2567 เปิดให้เข้าชม เวลา 13.00-16.30 น.) ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรีที่ https://www.nstda.or.th/nac สอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-5648000

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789561

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม  เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า สสว.มีเป้าหมายในการที่จะบูรณาการทั้ง 8 แพลตฟอร์มของ สสว.ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงสร้างการรับรู้ออกไปให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งการบูรณาการ 8 แพลตฟอร์มจะช่วยให้ สสว.ได้ประเมินถึงจุดดีจุดด้อยในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองหาจุดเด่นจุดด้อยของแพลตฟอร์มต่างๆ

สำหรับ 8 แพลตฟอร์มของ สสว. ประกอบไปด้วย 1.SME COACH : เป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในด้านการให้คำปรึกษาด้าน SME ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญถึง 14 ด้าน สามารถให้คำปรึกษาออนไลน์ พร้อมทั้งมีทีมช่วยเหลือ และติดตามสถานะได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบหรือผ่าน Line OA ของ “SME COACH” โดย สสว.มุ่งหวังจากการบูณาการในครั้งนี้ให้แพลตฟอร์ม SME COACH เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 คน 2.BDS : เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุน ด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 50–80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการจะช่วยให้แพลตฟอร์ม BDS มีการอนุมัติการยื่นข้อเสนอให้เร็วมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือทางด้านงบประมาณให้ได้อย่างรวดเร็ว

3.SME ONE : คือ Web Portal ที่ให้บริการผ่าน http://www.smeone.infoPlatform ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารในแวดวง SME การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งมอบข้อมูลให้กับผู้ประกอบการในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ คลิปวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง และคลิปวีดีโอแนะนำการให้บริการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ SME ONE ยังให้บริการผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางต่างๆ ได้แก่ Facebook Fan Page : SMEONE Tiktok : smeone.info และ Line OA @smeone 4.SME CONNEXT : Mobile Application เพื่อผู้ประกอบการไทย ที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บทความ การจับคู่ธุรกิจ หรือกิจกรรมอบรม เสวนาทางธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างครบถ้วน ส่งตรงทุกข่าวสารและกิจกรรมผ่านมือถือ และเป็นช่องทางการเชื่อมต่อบริการไปยังแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ เพื่อย่อโลกการให้บริการแบบอัดแน่นไว้ในมือถือเป็น แอปพลิเคชั่นคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการ 5.Thai SME GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) : เป็นแพลตฟอร์ม ที่เพิ่มโอกาสการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานภาครัฐผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งพัฒนาระบบสนับสนุนให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ http://www.thaismegp.com หรือ THAI SME-GP โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขึ้นทะเบียนรายชื่อและรายการสินค้าและบริการในระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 6.ระบบการส่งต่อเพื่อรับบริการภาครัฐ : เป็นแพลตฟอร์มเพื่อประสานความร่วมมือร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานสนับสนุน MSME ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการให้บริการแบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อส่งต่อการให้บริการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการรับบริการต่างๆได้ไวขึ้น และสามารถติดตามขั้นตอนในการให้บริการได้

7.SME ONE ID : หรือ หนึ่งรหัสหนึ่งผู้ประกอบการ (One Identification : SME One ID ) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงาน และให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้หมายเลข ID เดียวในการเข้าถึงบริการของภาครัฐทุกหน่วยงาน มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการขอรับอนุญาตและการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยโดยโครงการหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งหลังจากการบูรณาการจะทำให้เพิ่มการเข้าถึงผู้สมัครให้มากขึ้น ต้องการให้ข้อมูลของ SME One ID น่าเชื่อถือมากขึ้นเปรียบเสมือนบัตรประชาชน และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และ 8. SME ACADEMY 365 : E-learning Platform ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเพิ่มทักษะการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระน่ารู้ และเทรนด์ใหม่ๆ อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งปี เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาหาความรู้ได้เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบทความจากแหล่งความรู้ต่างๆที่มีเฉพาะใน SME ACADEMY 365 เท่านั้นการบูรณาการในครั้งนี้ สสว. คาดหวังว่าต้องการให้ได้รับความนิยม ทั้งผู้ที่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ที่อยากเป็นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ เข้ามาหาข้อมูล ตามข่าวสาร พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Soft Power ให้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

“สสว. มุ่งเน้นในการหาจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาทั้ง 8 แพลตฟอร์มให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อไปและนอกจาก 8 แพลตฟอร์มที่กล่าวมานี้สสว. ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะรองรับข้อมูลจากทั้ง 8 แพลตฟอร์มมาเพื่อเก็บเป็น Data ในการที่จะปรับปรุงแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นก็คือ SME Profile โดยแพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป” นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line OA @smeconnext

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788565

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’  พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.10 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ชายหาดบางแสนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระยะกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สสส. เทศบาลเมืองแสนสุข และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สร้างชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ปลอดแอลกอฮอล์ และบุหรี่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ผ่านการสร้างความร่วมมือของผู้ประกอบการ เครือข่ายเยาวชน และนักท่องเที่ยว ที่ให้ความสำคัญและร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญถ้าไม่ปลูกฝังเยาวชนให้ห่างจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ คุณภาพชีวิตพวกเขาก็จะไม่ดี แต่หากตัวเยาวชนเองสามารถเป็นต้นแบบที่ดีจะทำให้คนรอบข้างดีขึ้นด้วย จากผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ 20% หรือ 1.9 ล้านคน ถือว่าลดลง เช่นเดียวกับบุหรี่ที่พบการสูบเหลือแค่ 12%

“การเปลี่ยนแปลงที่ชายหาดบางแสน ไม่เพียงสร้างสุขภาวะที่ดีให้เกิดในพื้นที่ แต่ยังนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลดปัญหาจากคนเมาและปราศจากควันบุหรี่ ทำให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่มาพักผ่อนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ไม่มีกลิ่นสุราหรือควันบุหรี่ หาดบางแสนจึงเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและปลอดภัย ทั้งนี้ ในเทศกาลสงกรานต์นี้ยาวนานถึง 21 วัน อาจต้องดูแลพื้นที่เป็นพิเศษเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัย และอยากให้ทุกจังหวัดพิจารณาการจัดโซนนิ่ง พื้นที่สำหรับครอบครัวเพื่อให้คนไทยคนต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวและจดจำวัฒนธรรมที่ดีกลับไป” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

นายสวัสดิ์ หอมปลื้ม รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดบางแสนเปลี่ยนแปลงทั้งกายภาพและพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวเริ่มมีคุณภาพมากขึ้นการทะเลาะวิวาทที่เป็นผลมาจากการบริโภคเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ลดลง และจะพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการท่องเที่ยวให้ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายมิติ เช่น การขยายพื้นที่รองรับจุดจอดรถ ยกระดับมาตรฐานชายหาดให้เป็นสากล Universal Beach การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ในทุกมิติ ทั้งนี้ ในปีนี้เทศบาลเตรียมจัดกิจกรรม งานวันไหลสงกรานต์ ปี 2567 ที่ชายหาดบางแสน ซึ่งเป็นกิจกรรมปลอดเหล้าและบุหรี่ เพื่อร่วมมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และร่วมอนุรักษ์เทศกาลปีใหม่ของไทยอีกด้วย

ผศ.ดร.เกศรา สุกเพชร อาจารย์ประจำคณะจัดการท่องเที่ยวนิด้า กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายเยาวชนจะทำให้เกิดการร่วมปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบางแสนได้มากขึ้น ซึ่งได้ดึงเยาวชน 395 คน เข้าร่วมกิจกรรม 5 ฐานปลูกฝังการเรียนรู้ในวัยที่อาจสุ่มเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ให้รู้ถึงพิษภัยเหล่านี้ และสร้างเป็นเครือข่ายช่วยทำให้พื้นที่ชายหาดบางแสนปลอดเหล้าและบุหรี่ นำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน 90% ของชายหาดบางแสน ไม่พบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ในจุดที่ห้ามขาย ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดี ส่วนอีก 10% อาจพบพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎ จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและให้ข้อมูล

ดร.บุญเกิด กลมทุกสิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแสนสุข กล่าวว่า โรงเรียนแสนสุขได้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นปีที่ 2 แล้ว เด็กนักเรียนมีบทบาทช่วยสร้างความตระหนักปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เป็นพลังให้กับชุมชนแสนสุข ส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมจิตสำนึกร่วมกัน ในการสร้างสังคมที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นับเป็นบทบาทสำคัญของสถานศึกษา

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786960

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอสซีจี เปิดบ้านเอสซีจี ลำปาง ชมกระบวนการผลิตสีเขียว เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 เร่งผลิตปูนคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมรักษ์โลกพร้อมชวนชุมชนร่วมฟื้นน้ำ สร้างป่าตั้งโครงการ “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” หนุนปลูกป่าต้นน้ำกว่า 500,000 ไร่ ส่งเสริมการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ลดฝุ่น PM 2.5 ใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำช่วยให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปีสร้างอาชีพตามอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ ลดเหลื่อมล้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายโอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปีด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการกว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

นายวรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวว่า เรายึดหลัก “สร้างงานสร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล ขยะมูลฝอยจากชุมชนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวเปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพ

นายสงกรานต์ เป็นพวก ผู้ใหญ่บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กล่าวว่า ช่วงปี 2558-2559 เกิดภัยแล้งรุนแรง ต้นข้าวยืนต้นแห้งตายเกือบทั้งหมู่บ้าน ชุมชนจึงเข้าร่วม “โครงการรักษ์ภูผามหานที” กับเอสซีจี ลำปาง เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลป่าต้นน้ำ เช่น สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายใต้ทราย วังเก็บน้ำ ประตูเปิด-ปิดน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำชุมชน “อ่างห้วยแก้ว” ได้ถึง 80,000 ลบ.ม. ทั้งยังลดการสูญเสียการจ่ายน้ำด้วยการทำบ่อพวงคอนกรีตตามสันเขา ชุมชนจึงสามารถกักเก็บน้ำเพื่อเพาะปลูกได้ตลอดปี ทำให้ชุมชนสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท

นายสุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน จึงร่วมกันก่อตั้ง “เครือข่ายป่าชุมชน” เมื่อปี 2552 และขยายผลสู่การก่อตั้ง “สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง” ในปี 2564 โดยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้ง “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยแล้ง น้ำท่วม หมอกควัน ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งช่วยลดเหลื่อมล้ำทางสังคม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษาอาชีพ และสุขภาวะ โดยการเข้าร่วมโครงการพลังชุมชน ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน

นางภัทชา ตนะทิพย์ นวัตกรตัวแม่ ชุมชนวังชิ้น จ.แพร่ กล่าวว่า หลังจากเข้าอบรม “โครงการพลังชุมชน” จึงนำวิธีคิด “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน” มาใช้สร้างอาชีพ ด้วยการ “แปรรูป” กล้วยหอมทองอย่างหลากหลาย อีกทั้งได้ชวนเยาวชนในท้องถิ่นมาร่วมออกแบบบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตจาก LocoPack ของ SCGP เป้าหมายถัดไปคือการ “พัฒนาชุมชนวังชิ้น” เป็นชุมชนเศรษฐกิจ “กล้าคิด กล้าทำ ทำต่อเนื่อง”ตั้งศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองครบวงจร เปิดสอนอาชีพ สร้างงานให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาการตลาดเชื่อมกับแผนการท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจ จ.แพร่

นายสินชัย พุกจินดา เจ้าของโฮมสเตย์ หมอนไม้ไออุ่น จ.แพร่กล่าวว่า หลังจากได้เข้าอบรมในโครงการพลังชุมชน จึงเกิดความคิดว่าชุมชนเรามีของดีที่เป็นเอกลักษณ์และพัฒนาเป็นอาชีพได้ นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี น่าท่องเที่ยว จึงใช้ทักษะการเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาออกแบบโฮมสเตย์ “หมอนไม้ไออุ่น” โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเครื่องเรือนไม้สักที่ทำจากมือด้วยหัวใจ ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางภูเขา ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น “จุดเช็คอิน” ที่นักเดินทางต้องแวะเวียนมา นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำสินค้าของฝากของที่ระลึกมาจำหน่าย และในอนาคตจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับให้ อ.วังชิ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ช่วยสร้างงาน อาชีพ และยังทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในบ้านเกิดด้วย

จากตัวอย่างความร่วมมือของทุกภาคส่วนและบุคคลหลากหลายวัย ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมายสังคม Net Zero ได้

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786533

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม  ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุ่นที่ 1 ภายใต้แนวคิด E-SAN BCG Potential development of substitute products โดยมีนายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ภายในงานมีผู้เข้าอบรมกว่า 120 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และจังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รุ่นที่ 1 เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะยกระดับขีดความสามารถของตนเองให้มีการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์สินค้านวัตกรรม BCG ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีสินค้านวัตกรรม BCG ในชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม ความพร้อมของแรงงาน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความสำคัญในฐานะที่มีความหลากหลายของทรัพยากร จนเกิดเป็นสินค้านวัตกรรม BCG ที่มีทั้งสินค้าประเภทผ้าทอสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรอินทรีย์ หรือสินค้าแปรรูปต่างๆ ที่มีการดึงเอาอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นจุดขาย ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้นและกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านพัฒนาศักยภาพทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้า นวัตกรรม BGC และให้สามารถขยายขีดความสามารถในการแข่งขันบนตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการมีรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สมใจ นามสุดตา