สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807450

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โครงการพระเมตตาสมเด็จย่าร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) ให้แก่ครูจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูที่ปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตรายมาโดยตลอดทำหน้าที่ “ครูที่เป็นมากกว่าครู” เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้เป็นคนดีและคนเก่งตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 โดยกำหนดจัดให้มีพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์พานิช ประธานกรรมการโครงการครูดีเด่นฯ เป็นประธานมอบโล่รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมสนับสนุนเงินรางวัล ชุดส่งเสริมการเรียนรู้ บอร์ดเกม “ไทยพาณิชย์ภารกิจพิชิตออม”และ “หนังสือชุดวิชา “การเงินพอเพียงเพื่อชีวิต” พร้อมร่วมติดเข็มเชิดชูเกียรติแก่ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ณ มูลนิธิ พอ.สว. กรุงเทพมหานคร

โดยครูที่ได้รับ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) จาก3 หน่วยงาน หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล ได้แก่ ครูสังกัดหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีดังต่อไปนี้1.นายธนกฤต เลิศล้ำ โรงเรียนขุนยวมวิทยา ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน 2.นางชนิตา ลาภภพเพิ่มพูน โรงเรียนบ้านจันทร์ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ 3.นายฉัตรชัย ชายแก้ว โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ครูสังกัดหน่วยงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้แก่ 1.น.ส.รุจรวี จันทะนุง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านพะละดอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก2.น.ส.สุกัญญา ป่าธะนู ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่พร้าว ลป.8 ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง 3.น.ส.มุนา โตะแวอายีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

ครูสังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้แก่ 1.ดาบตำรวจหญิงรุจิรา อินสมบัติ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย ต.ปอ อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย 2.ดาบตำรวจหญิงสุนันทา มิ่งดอนไพร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์3.ดาบตำรวจหญิงพัชรี เกื้อมณี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายบ้านประกอบออก ต.ประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา

ทั้งนี้ ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตราย แต่ยังได้ให้ความช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส และชาวบ้าน ให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้ชุมชนมีการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งสมควรได้รับการเผยแพร่คุณงามความดี ยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นแม่พิมพ์ และเป็นแบบอย่างการทำความดีในสังคมต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807285

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ  เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่บ้านไร่สวนธรรม (ทำ) บ้านหนองศาลา หมู่ 8 ต.บึงมะลูอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อไปพบกับนายศักดา สิงห์เงิน เกษตรกรหนุ่มวัย 30 ปี อดีตลูกจ้างเมืองกรุง พลิกชะตาชีวิตจากแรงงาน กลับสู่วิถีชีวิตลูกชาวนาชาวสวน จากคิดเพียงสร้างคลังอาหารให้ครอบครัว ลองผิดลองถูก ช่างสังเกต จนพบวิธีสร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกต้นยางนาเพาะเห็ดระโงกจำหน่าย สร้างรายได้กว่า 100,000 บาท ต่อเดือน ให้กับครอบครัว และพร้อมเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาขอศึกษาเรียนรู้แนวทาง เพื่อนำไปประกอบอาชีพด้วย

โดยนายศักดา สิงห์เงิน เจ้าของสวนบ้านไร่สวนธรรม(ทำ) เปิดเผยว่า เดิมทีตนเองนั้นมีอาชีพเป็นลูกจ้าง ทำงานรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ จนเมื่อ 7 ปี ก่อนตนได้ตัดสินใจ หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะกลับมาทำนาทำสวนสานต่ออาชีพเกษตรจากพ่อแม่ โดยในห้วงแรก ทำนา ปลูกพริก ปลูกถั่ว เพาะปลูกพืชล้มลุก เมื่อผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็นำไปจำหน่ายที่ตลาด ทำนา ทำสวนไป ไม่มีที่หลบแดด ต้นไม้ใหญ่สักต้นก็ไม่มีให้หลบจึงได้หาต้นไม้มาปลูกตามขอบๆ รอบๆ ที่ดินซึ่งก็เลือกต้นยางนา เพราะโตไวให้ร่มเงาได้ดี หลังจากปลูกก็พบว่ามี “เห็ดระโงก” เกิดใต้ต้นยางนาจำนวนมาก จึงเก็บมาประกอบอาหาร ก็พบว่ายังมีเหลืออีกจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดและได้ราคาดีมาก จึงมีความคิดเพิ่มรายได้ของครัวเรือน ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลทางโซเชียลต่างๆ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก ต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควร จนได้สูตรเฉพาะของตน แบ่งพื้นที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกต้นยางนา สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อตนเห็นเห็ดดอกแรก เกิดขึ้นในสวนตนรู้เลยว่าตนพบช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวแล้ว

โดยในการทำนั้นเริ่มจากทีละน้อยค่อยๆทำค่อยๆ ขยาย ซึ่งในห้วงแรกๆ ครอบครัวก็ไม่ค่อยที่จะเห็นด้วย ประกอบกับคนในหมู่บ้านต่างก็มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครทำในละแวกบ้าน บางส่วนมองว่าตนนั้นเพี้ยนหรือบ้าไปแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมตนนั้นหมกมุ่นจริงจังมาก เฝ้าศึกษาและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสวนเป็นหลัก เฝ้าดูการเกิดเชื้อของเห็ด ดูธรรมชาติรอบๆ ของเขา ดูแม้กระทั่งปลวกที่มาทำรังในพื้นที่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ตนนั้นก้าวผ่านคำว่า “บ้า” จากคนรอบตัวแล้ว ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก และในวันนี้ทุกคนได้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนแล้ว

ที่บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้นอกจากจะมีเห็ดระโงกจำหน่าย ยังมีเชื้อเห็ดและต้นกล้าไม้ยางนาที่ลงเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วย ซึ่งตนใช้ช่องทางในสังคมออนไลน์ ในการจำหน่ายผ่านทางเพจ ชื่อว่า บ่าวข้าวปุ้นบ้านไร่สวนธรรม (ทำ) โดยราคาต้นกล้ายางนาลงเชื้อเห็ดแล้ว 4 รอบ อยู่ที่ราคาต้นละ 30 บาท ส่วนดอกเห็ดราคาขึ้นลงตามราคาของตลาด ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากมีการสั่งจองต้นกล้ายางนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเดินทางมาขอศึกษาในแปลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว และใกล้ที่จะเกษียณ บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้พร้อมให้ข้อมูลอย่างละเอียดไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีหวง เพราะตนมองว่าถ้าปลูกต้นไม้กันมากๆ จะช่วยให้ธรรมชาติกลับคืนมา และธรรมชาติก็จะให้อาหารเรากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เป็นคลังอาหารธรรมชาตินั่นเอง

เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806818

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หมายเหตุ : ถอดความจากการบรรยายของ สรัช สินธุประมา ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะฯ 101PUB ในหัวข้อ “ชีวิตและงานในฝันของวัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “คนรุ่นใหม่ไทย การผันเปลี่ยนในสังคมแปรผัน?” จัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

สรัช เริ่มต้นด้วยการขยายความนิยามคำว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งหมายถึง “คนที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาในระบบ” กล่าวถึง เส้นทางของระบบการศึกษาที่เรียนไปตามลำดับ เช่น จากมัธยมศึกษาตอนต้น สู่มัธยมศึกษาตอนปลาย และไปตามในระดับอุดมศึกษา ขณะที่หนึ่งในหัวข้อการสำรวจที่พบการเผยแพร่ทุกปีคือ “อาชีพในฝันของเยาวชนไทย” โดยรายงานของปี 2567 พบว่า อันดับ 1 ครู-อาจารย์ (รวมถึงติวเตอร์) อันดับ 2ประกอบธุรกิจส่วนตัว อันดับ 3 แพทย์-พยาบาล อันดับ 4 อินฟลูเอนเซอร์-สตรีมเมอร์-ยูทูบเบอร์ (ผู้ผลิตเนื้อหาเผยแพร่ทางออนไลน์)

อันดับ 5 นักออกแบบกราฟิก อันดับ 6นักกฎหมาย (ทนายความ-อัยการ) อันดับ 7งานด้านต่างประเทศ อันดับ 8 ศิลปินนักตัดต่อวีดีโอ อันดับ 9 นักบิน-แอร์โฮสเตส และอันดับ 10 ข้าราชการ (นับรวมทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน) ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ในการจัดอันดับช่วง 1-2 ปีล่าสุด มีอาชีพใหม่ๆ อย่างยูทูบเบอร์ เพิ่มเข้ามา ก่อนที่การสำรวจครั้งล่าสุดในเดือน ม.ค. 2567 จะพบว่า ยูทูบเบอร์รวมถึงอาชีพในกลุ่มเดียวกันอย่างอินฟลูเอนเซอร์หรือสตรีมเมอร์ จะขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4แซงหน้าอาชีพสายงานนักกฎหมายหรือการรับราชการ

ซึ่งจาก 10 อันดับข้างต้น จะพบว่าหลายอาชีพเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะสูง อย่างไรก็ตาม แหล่งงานทักษะสูงก็ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในขณะที่งานส่วนใหญ่ในภาพรวมของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มงานทักษะปานกลาง และยังพบด้วยว่านับวันแนวโน้มค่าจ้างระหว่างงานทักษะสูงปานกลางและต่ำ มีแต่จะถ่างกว้างขึ้น หรือก็คือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็มีความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา ด้วยการหาทางให้เยาวชนจากครัวเรือนระดับล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น แต่อีกด้านก็มีผู้ที่พยายามท้าทายกรอบความคิดเรื่องการจะมีชีวิตที่ดีได้ต้องไล่เลียงไปตามลำดับของระบบการศึกษา เรียน ม.ต้น ม.ปลาย แล้วเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อให้จบปริญญาตรี-โท-เอก ซึ่งผู้ที่คิดแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากการขาดโอกาสจนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะเลือกประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ใบปริญญาเพื่อการันตีคุณวุฒิ

“ผมทยอยถ่ายภาพจากที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องการเรียนปริญญาเคลื่อนมาจนถึงจุดที่ว่ามันถูกมองในแง่ลบ หรือมองในแง่ต่อต้านมันด้วยซ้ำ เอาเครื่องหมายห้ามขึ้นมาแล้วก็ขีดฆ่า “ปริญญาไม่ต้อง..ขับกระบะก็พอกิน” พูดถึงการยืนยันว่าการที่เราทำอาชีพที่ไม่มีปริญญามันไม่ใช่เพราะเราขาดโอกาสหรือเข้าไม่ถึง มันเป็นความชอบ เราตัดสินใจเลือกสิ่งนี้เอง

อันหนึ่งที่ฮิตมากช่วงหลังแต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะมันยาวมาก “ปริญญาตรีกูบ่มีดอก..เพราะตอนนี้กูเอาตัวรอดจากประสบการณ์” ความคิดเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์หรือแสดงตัวตนว่าเราไม่จำเป็นต้องง้อปริญญา “อาชีพพ่อไม่ต้องง้อปริญญา” ลองไปค้นใน TikTok เจอคลิปจำนวนมาก แล้วก็มีตั้งแต่คนที่ทำงานในภาคเกษตรต่างๆ เครื่องจักรการเกษตร ไปจนถึงคนทำงานในโรงงาน ขับรถกระบะขับรถบรรทุกต่างๆ” สรัช กล่าว

จากข้อค้นพบข้างต้น สรัช เปิดประเด็นชวนคิดว่า “ทางแยกของวัฒนธรรม อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนเลือกเดินออกจากระบบการศึกษา เพราะมองว่าการศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ของชีวิต” พร้อมฉายภาพวิถีชีวิตซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น “คนชายขอบ” โดยคนกลุ่มนี้มี “ศัพท์เฉพาะ” เช่น “ทรงซ้อ-ทรงเอ” ที่ช่วงแรกๆ คำคำนี้มีความหมายในแง่ลบ เพราะหมายถึง “เอเย่นต์” หรือผู้ที่หาเงินสร้างฐานะจากการขายยาเสพติด แต่ระยะหลังๆ ได้กลายไปเป็นรสนิยมในการแต่งตัวหรือใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสมอไป,

“พ่อ (หรือแม่) น้องออนิว” หมายถึงผู้ที่นิยมใช้รถกระบะบางรุ่น-ยี่ห้อ, “ทรงเชง” หมายถึงวัฒนธรรมการแต่งกายและการใช้มอเตอร์ไซค์รูปแบบหนึ่ง เป็นต้น ในอดีตวัฒนธรรมย่อยแบบนี้อาจไม่ได้รับความสนใจจากสังคม แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนไป เช่น วัฒนธรรมแบบทรงซ้อ กลายเป็นเนื้อหา (Content) ที่มีผู้เผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่าง TikTok

ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ชายขอบแบบที่คุ้นเคยกัน เหมือนในอดีตที่นักมานุษยวิทยาจะต้องออกจากศูนย์กลางไปทำการศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมย่อย แต่กลายเป็นศูนย์กลางใหม่จากภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไปด้วยการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) ในวิถีตัวตนของตนเองซึ่งเป็นการท้าทายต่อระบบเดิม ทั้งระบบการศึกษาและระบบเศรษฐกิจที่ผูกหรือกำกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเอาไว้

เช่น “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)” ที่หัวข้อการสนทนาส่วนใหญ่ที่พบมักเน้นเรื่องของเทคโนโลยีใหญ่ๆ (Big Tech) หรือภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนอย่างไร แต่จริงๆ แล้วยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจดังตัวอย่างจากมิวสิกวีดีโอเพลง “อยากมีก็ต้องสร้าง” หรือเพลง “วัยรุ่นทรงซ้อ (วัยรุ่นสร้างตัว)” ซึ่งฉายภาพของคนรุ่นใหม่ที่พื้นเพทางเศรษฐกิจในครัวเรือนอาจไม่ดีนัก แต่ก็มีความฝันเรื่องการมีรายได้เพียงพอดูแลพ่อแม่ สามารถซื้อบ้านและรถยนต์ และเลือกทำมาหากินด้วยการขายของทางออนไลน์

“มันเป็นเหตุผลว่าทำไมความฝันของการที่จะเป็นนายตัวเองมันถึงพุ่งขึ้นมาสูงมาก (ประกอบธุรกิจส่วนตัว อยู่ในอันดับ 2ของการสำรวจอาชีพในฝันของเยาวชนไทย ปี 2567) คือผมคิดว่าสมัยก่อน คนหนึ่งที่คิดว่าเราอยากเป็นนายตัวเอง ทำธุรกิจ คงต้องคิดเยอะ แต่ว่าเราจะมีต้นทุนอะไรในชีวิต บ้านเรา-พื้นเพของเราจะมีอะไร Support (สนับสนุน) เราให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ แต่ว่าแพลตฟอร์มเอื้อให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าเข้าไปเป็นผู้เล่นในการขายของหรือเป็นเจ้านายตัวเองในแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้

แต่ว่าทีนี้ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอาชีพใหม่ๆ จากแพลตฟอร์มต่างๆ ยูทูบเบอร์ สตรีมเมอร์เกมเมอร์ ขายของออนไลน์ต่างๆ มันเข้ามาเปลี่ยนความคิดความฝันของเยาวชน โดยที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเลยที่เขารู้ตัวแน่ว่าเขาไม่ไปตามระบบ เพราะเขามองว่าการเดินตามระบบการศึกษา เรียนต่อในระดับปริญญาตรีไม่ใช่คำตอบ” สรัช ระบุ

แต่การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เลือกทางเดินแบบนี้ สรัช เล่าถึงข้อค้นพบที่ตามมาว่า เกิดความตึงเครียดในครอบครัวโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะในขณะที่คุณค่า (Value) ในสายตาคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป แต่คนรุ่นพ่อแม่ยังมีความเข้าใจสังคมในรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ เช่น คาดหวังให้ลูกทำงานที่ดูแล้วที่มีความมั่นคง อาทิ รับราชการ หรือทำงานกับบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งก็หมายถึงการเรียนจบในระดับอุดมศึกษา

อนึ่ง ความตึงเครียดนอกจากจะเกิดขึ้นในครอบครัวแล้ว ยังรวมถึงระหว่างเยาวชนรุ่นเดียวกันแต่มีพื้นเพและชุดความคิดแตกต่างกันด้วย โดยการสำรวจของ 101 PUB ที่ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เก็บข้อมูลเยาวชน (อายุ 15-25 ปี) กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคนทั่วประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน ในประเด็นเชิงคุณค่า 6 ด้าน คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2.ความสัมพันธ์กลุ่ม 3.ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 4.ประเด็นถกเถียงทางสังคม 5.เศรษฐกิจ-การเมือง และ 6.เพศสภาพ

โดยพบว่า “เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่มซึ่งอาจเรียกได้ว่าวัยรุ่นสร้างตัวจะมีพื้นเพมาจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จะเชื่อเรื่องการพยายามเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และไม่สนใจแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการที่รัฐเข้าไปคุ้มครองหรือเอื้ออำนวย (Provide) สวัสดิการพื้นฐานให้คนในสังคม” ซึ่งแตกต่างกับเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนกำหนดวาระ (Agenda) การเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีก่อน

หรือโดยสรุปก็คือ “กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวอาจเห็นด้วยกับหลักการประชาธิปไตยอย่างเคย (เช่น ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง) แต่ไม่ได้มองว่าชุดคุณค่าอื่นๆ (เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเพศ) มีความสำคัญ หรือแม้แต่ไม่สนใจชุดคุณค่าเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป” คล้ายกับที่ปรากฏในเนื้อเพลง “ไม่สนโลก” ซึ่ง สรัช เล่าว่า ในช่วงที่ไปเก็บข้อมูลใน จ.หนองบัวลำภู ได้ฟังเพลงนี้อย่างน้อยวันละ 5 รอบ เพราะเนื้อเพลงสะท้อนถึงวิถี “ปากกัดตีนถีบ” ที่ไม่สนใจว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงการสู้ชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัว

“พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าเรากำลังจะบอกว่ามีเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ ออกมาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด แล้วก็คงไม่มีความเป็นชายขอบอีกต่อไปหรือเปล่า? ก็คิดว่าคงไม่ใช่! คือคิดว่าอย่างไรนิยามความเป็นชายขอบก็ยังสำคัญอยู่ในแง่ที่ผมคิดว่ายังมีคนที่ตกหล่นออกไปจากความสนใจของสังคมอยู่มากแน่นอน รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนไปในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มด้วย” สรัช กล่าว

สรัช ทิ้งท้ายการบรรยายว่า เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว สำหรับคนที่สนใจประเด็นวัฒนธรรม จะมีแนวคิดอย่างหนึ่งคือ “ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม (Cultural Intimacy)” หมายถึงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคม กล่าวคือ มีกระบวนการที่รัฐพยายามสร้างอัตลักษณ์บางอย่างในเชิงความเป็นชาติ แล้วลบหรือกลบลักษณะอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ดังกล่าวออกไป แต่อัตลักษณ์ที่รัฐพยายามสร้างนั้นก็ไม่ได้อยู่โดดๆ โดยลำพัง แต่อยู่ท่ามกลางลำดับชั้นของคุณค่าที่มาตั้งแต่ระดับโลกลงไปถึงระดับประเทศและภายในสังคมเดียวกัน

ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในคำถามที่ว่าประเทศควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มีวัฒนธรรมแบบไหน? จะไม่เอาแบบเดิมแต่สร้างใหม่ให้นุ่มลงหรือไม่? ซึ่งก็ยังไม่เห็นภาพ แต่ความน่าสนใจคือ ในความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสิ่งท้าทายต่อระบบเดิมๆ ตลอดจนการมาของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ทำให้คนที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอยู่ชายขอบและไร้อำนาจต่อรอง สามารถมีพื้นที่เพื่อผลักดันเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาได้ ก็อาจทำให้ลำดับชั้น (Hierarchy) ปรับเปลี่ยนไป

โดยในอดีตที่ผ่านมา จะพบการที่วัฒนธรรมย่อยมักถูกหยิบฉวยเอาความน่าสนุกหรือความน่าสนใจของเปลือกของการแสดงออกไปใช้อยู่เนืองๆ เช่น สื่อมักหยิบเรื่องของภาพลักษณ์การเต้นของคนที่ไปอยู่หน้ารถแห่ เหล่านี้มักจะถูกนำไปใช้โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตหรือบริบทความคิดของผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคือสถานะของวัฒนธรรมเหล่านี้มีที่ยืนของตนเองที่มั่นคงมากขึ้น และดูเหมือนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น

“นอกจากรัฐหรือคนที่ทำงานคิดนโยบายแล้ว ผมคิดว่าการที่กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวกำลังเติบโตขึ้นมากๆ มาพร้อมกับ Value (คุณค่า) ที่อาจจะแตกต่างจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เราคุ้นเคยกันมากๆ มันก็เป็นงานที่คนที่ทำงานในด้านสังคมอื่นๆ คนที่ผลักดันประเด็นต่างๆ ก็อาจจะต้องให้ความสนใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ที่มีวัฒนธรรมแบบนี้และมีคุณค่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตแบบนี้มีพื้นที่ มีที่ทาง มีอำนาจในทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมมากขึ้น การขับเคลื่อนประเด็นในเชิงประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจต่างๆ จะต้องไปอย่างไรกันต่อ?” สรัช กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806132

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายคนคงคุ้นชินกับคำว่า “เทคโนโลยี” หรือ “นวัตกรรม” ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยครั้ง แต่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยว่านวัตกรรมนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้แล้ว นวัตกรรมยังสามารถส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ โดยผ่านจินตนาการและพลังของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้เร็วที่พร้อมลุกขึ้นมาจุดประกายพลังบวกเล็กๆ ผ่านการใช้นวัตกรรมมาสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เปิดโลกที่มากกว่าการมองเห็นให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยสื่อการเรียนการสอนฉบับรักษ์โลกที่สร้างขึ้นจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ผสานกับนวัตกรรม 3D Printer และโซลูชั่นครบวงจรจาก Fab Lab Siam หรือแล็บเปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง ที่ก่อตั้งโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Lab และ STEM Lab รายแรกๆ ในไทย ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “จินตนาการถึงความเป็นไปได้”

นายธนกร วชิรขจร หรือ น้องกันน์ปัจจุบันอายุ 16 ปี ศึกษาอยู่ชั้น Grade 11 (หรือ ม. 5) โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา (Ruamrudee International School) และเป็นผู้ก่อตั้ง ชมรม Between the Roots เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจของโครงการในครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นของการตั้งชมรม “Between the Roots” คือโปรเจกท์ที่ผมได้รับเป็นการบ้านในชั้นป. 5 ในตอนนั้นผมได้รับโจทย์ให้เลือกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหรือ SDG เพื่อทำโครงงานและจัดนิทรรศการ ในตอนนั้นผมนึกถึงประเด็นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกทึ่งในเรื่องนี้มากๆ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีเรื่องราวให้ผจญภัยและศึกษาหลายแง่มุมตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า พลังน้ำ ตรงนี้เลยกลายมาเป็นหัวข้อของนิทรรศการของผมเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในประเทศไทย จากการค้นคว้าจนทำให้ผมได้พบกับชุมชนต้นแบบด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่นั่นผมได้ศึกษาวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภท เช่น แผงโซลาร์เซลล์และบอลลูนก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส บอลลูน จนทำให้ผมสามารถนำเสนอโครงงานและจัดนิทรรศการของตัวเองได้สำเร็จและเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดในตอนนั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมยังคงคิดถึงเรื่องราวที่ชุมชนนั้นและคิดว่าผมในฐานะคนรุ่นใหม่น่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้น ดีขึ้น ผมอยากช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปช่วยสังคมได้ ผมจึงตั้งชมรมนี้ขึ้นมาเพื่อรวมพลังของกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีแรงบันดาลใจแบบเดียวกันลุกขึ้นมาใช้พลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่ช่วยซัพพอร์ตและเปลี่ยนแปลงสังคม ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ชมรม Between the Roots ซึ่งเป็นชมรมที่เน้นในด้านการรณรงค์ 3 คีย์หลัก ได้แก่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) และการสร้างสังคมที่ยั่งยืน (Sustainable Society) ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเป็นการทำไบโอแก๊สบอลลูน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้แก๊ส LPG เพื่อการหุงต้ม ประกอบอาหารให้แก่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าสงวน ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี, การสอนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยโสก ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี และกิจกรรมล่าสุดที่ผมได้ไอเดียที่ต้องการต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากการเป็นสมาชิก Fab Lab Siam ซึ่งเป็นแล็บที่ใช้เปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นของจริงที่สามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย ซึ่งผมได้คลุกคลีใน Fab Lab Siam ตั้งแต่เด็กๆ มีโอกาสฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่อง Laser Cutter เครื่อง 3D Printer และโปรแกรมการออกแบบต่างๆ ครั้งนี้ผมชวนเพื่อนๆ ในชมรม Between the roots มาประดิษฐ์สื่อการเรียนการสอนให้กับผู้พิการทางสายตาเพื่อมอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากจะช่วยผู้พิการแล้วยังสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของที่สร้างประโยชน์ตอบแทนสู่สังคมได้อีกด้วย”

สื่อการเรียนการสอนของชมรม Between the Roots ที่ผลิตขึ้นด้วยแรงบันดาลใจของกลุ่มนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอาสา มีลักษณะคล้ายโดมิโน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข อีกส่วนหนึ่งเป็นอักษรเบรลล์ ทำจากเส้นพลาสติกที่แปรรูปมาจากขวดพลาสติกเหลือใช้นำมารีไซเคิล โดยการออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้เครื่อง 3D Printer ผลิตออกเป็นสื่อการการเรียนการสอนอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z และตัวเลข 0-9 ความพิเศษของแผ่นอักษรนี้จะมีปุ่มนูนอักษรเบรลล์กำกับไว้ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับน้องๆผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกคน ที่ต้องการจะเรียนรู้อักษรเบรลล์ ผ่านสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นจากแรงบันดาลใจและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่รวมอยู่ในห้อง Fab Lab Siam

Fab Lab Siam ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด โดย บริษัทฯ เริ่มต้นจากการให้บริการโซลูชั่น CAD/CAM เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ CAD/CAM รายแรกๆ ในประเทศไทย ปัจจุบันอินแคมเทคเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Labs และ STEM Labs ตลอดจนโซลูชั่นเสมือนจริง (Immersive Experience) มีบริการทั้งโซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “จินตนาการถึงความเป็นไปได้” โดยที่ผ่านมาบริษัทยังได้ตระหนักถึงการตอบแทนคุณประโยชน์ต่างๆ สู่สังคมภายใต้ความถนัดและความสามารถของบริษัทฯ อีกด้วย

“การเริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ โดยก้าวต่อไปของชมรม Between the Roots ยังคงมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยยึด 3 คีย์หลักของชมรมเป็นตัวขับเคลื่อน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีจาก Fab Lab Siam เพื่อออกแบบ ทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการให้กลายเป็นจริง เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและสนับสนุนชมรม Between the Roots พลังของคนรุ่นใหม่ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ที่ http://www.betweentheroots.org และ http://www.incamtec.co.th

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805550

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน” โดยมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่ จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน ที่ จ.ระนอง พร้อมกับเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ด้วยทางรถไฟและถนนมอเตอร์เวย์ โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเป็น “ฮับ (Hub)” ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า “โครงการนี้จะคุ้มค่าจริงหรือ?” เพราะนี่คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ที่มีอยู่เดิมของ “ภาคใต้” นั่นคือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกับทั้ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” และการเป็น “แหล่งอาหารทะเล” ในอุตสาหกรรมประมงชายฝั่ง

ดังตัวอย่างจากเวทีนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active ThaiPBS เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมให้ข้อมูล อาทิ พล.ร.ต.จตุพรศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล ที่ชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่คู่ขนานไปกับอีกแนวคิดหนึ่ง คือการขุดคลองเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง แล้วเชื่อมระหว่างกันด้วยถนนและทางรถไฟ หรือโครงการขุดคลองเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งโดยตรง พล.ร.ต.จตุพร ยืนยันว่า ล้วนตั้งอยู่บน “ความเข้าใจผิด” ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ 1.ที่ผ่านมาผู้คนมักเชื่อกันว่า ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกานั้นแออัด ซึ่งความเชื่อดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”โดยช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 8 หมื่นลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวัน และแทบไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติเรือแล่นผ่านเป็นเช่นนี้มาแล้ว 17-18 ปี อัตราการเติบโตมีเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนลำอย่างที่เข้าใจกัน อย่างประเทศญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเรือแล่นผ่าน 1.4 แสนลำ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 ยังพบว่าแล่นผ่านเพียง 8 หมื่นลำเท่านั้น หรือการคาดการณ์ของทั้งธนาคารโลก (World Bank)รวมถึงของประเทศมาเลเซีย ก็คาดการณ์กว่าจะมีเรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกา 1.2 แสนลำ ผลคือคาดการณ์ผิดกันไปหมด

พล.ร.ต.จตุพร อธิบายความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ว่า ผู้ทำการศึกษาจะต้องเข้าใจ “วัฏจักรการขนส่งทางทะเล” ที่เริ่มจาก “การเช่าเรือ” กระแสนี้จะมาในช่วงที่มีปริมาณสินค้ามาก จากนั้นคือ “การซื้อเรือ” พอผู้เช่าเห็นว่าค่าเช่าแพงขึ้นก็หันไปหาซื้อเรือของตนเอง โดยเฉพาะเรือมือ 2 ซึ่งในบางครั้งจะมีราคาใกล้เคียงเรือต่อใหม่ ต่อมาพอจำนวนเรือมีมากขึ้นกว่าสินค้าที่ต้องการขนส่ง ก็จะเริ่มมีการปลดระวางเรือ

ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาของธุรกิจ “การทำลายซากเรือ และการซื้อ-ขายซากเรือ” ซึ่งเรือบางลำเพิ่งสั่งต่อ ยังไม่ทันได้ลงน้ำแล่นจริงก็ถูกสั่งให้ทำลายขายเป็นเศษเหล็กแล้ว ก่อนที่สุดท้ายก็จะวนกลับไปเริ่มที่การเช่าเรืออีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งทางทะเล คำนวณ วัฏจักรนี้ไว้ว่าวงจรรอบหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12-15 ปี นอกจากนั้น “ช่องแคบมะละกายังกว้างมาก เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ แล่นสวนกันยังได้” และที่ผ่านมาก็มีอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นน้อยมาก

2.มูลค่าที่จะได้รับจากการแล่นผ่านของเรือ จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยในระดับที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปจริงหรือ? ซึ่งเอาเข้าจริง “รายได้อาจไม่สูงอย่างที่คาดหวัง” ดังตัวอย่างท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กำไรต่อปีเพียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตู้สินค้าที่จะเกิดรายได้หรือประโยชน์ทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย คือตู้สินค้าที่ถูกยกจากเรือลงมาและถูกขนส่งต่อเพื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนแผ่นดินไทย

แต่หากเป็นตู้ที่ถ่ายจากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งแล้วแล่นออกไป แบบนี้แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศไทย ยกเว้นกับหน่วยงานที่ให้บริการยกตู้ขึ้น-ลงเท่านั้น และค่ายกตู้ก็ไม่ได้สูงถึง 5,000 บาทต่อตู้อย่างที่พูดกัน แต่อยู่ที่เพียง 860 บาทเท่านั้น หรือต่อให้เพิ่มค่ายกเป็นตู้ละ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้มากมายนักหรือมากที่สุด กรณีเรือยังไม่มารับ มีตู้สินค้าถูกวางทิ้งไว้ ตู้นั้นก็จะถูกลากไปเก็บที่ลานด้านนอก จะเสียค่าลากอีกประมาณพันกว่าบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะได้ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าถึงตู้ละ 5,000 บาท

3.การค้าขายทางทะเลไม่อาจคิดแบบเดียวกับการตั้งตลาดนัด พล.ร.ต.จตุพร อธิบายข้อนี้ว่า โดยปกติการพัฒนาท่าเรือไม่ใช่ทำทีเดียวให้เสร็จทุกอย่าง แต่แบ่งการพัฒนาออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ตอบโจทย์สินค้าแต่ละประเภท เมื่อสินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็เปลี่ยน เรือที่ใช้ขนส่งเปลี่ยน และท่าเรือก็ต้องเปลี่ยน เช่น ท่าเรือน้ำมัน ท่าเรือเทกองแห้ง ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ การค้าขายทางทะเลจึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำคู่ขนานไปกับความต้องการใช้งาน อีกทั้งต้องทำในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ทำโดดๆ นำไปก่อนยาวๆ

4.แนวโน้มการค้าในยุคหลังๆ เน้นการค้าในภูมิภาคเดียวกัน (Regional Trade) มากขึ้นโดยนักลงทุนจากที่ไกลๆ เช่น ทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา จะสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศในภูมิภาคนั้นมากขึ้น ส่วนที่พูดกันว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมที่ว่านั้นเน้นเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation)ไม่จำเป็นต้องเจาะจงตั้งฐานประกอบการเฉพาะบริเวณที่จะมีโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้นแต่อย่างใด

5.กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดหวังเรื่องความประหยัดเวลาถ้าเทียบกับการไปอ้อมช่องแคบมะละกา ในความเป็นจริง “ไม่ได้ประหยัดเวลาลงอย่างที่เข้าใจกัน” พล.ร.ต.จตุพรอธิบาย “ข้อจำกัด” เช่น ยังมีเรื่องของการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือสินค้าของแต่ละฝั่ง และการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถไฟระหว่างทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงเรือแล่นมาส่งตู้สินค้าแล้วคงไม่ตีเรือเปล่ากลับไป แต่ต้องรอขนตู้สินค้าลอตใหม่ด้วย แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็จะใช้เวลาเฉลี่ย 7 วันต่อฝั่ง หรือมากกว่า 10 วันหากรวมทั้ง 2 ฝั่ง

และ 6.มีความเชื่อกันมานานว่า โครงการเชื่อมด้ามขวาน 2 ฝั่ง หากทำแล้วไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้น ถึงขั้นมีการกล่าวหาว่าใครที่คัดค้านคือรับงานสิงคโปร์มา แต่ในความเป็นจริง “ผู้ประกอบการหรือสายเรือต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากท่าเรือสิงคโปร์มาผ่านประเทศไทย” โดยในหนึ่งในตัวแปรคือ “บริเวณอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันมากถึง 400 แท่น ซึ่งเรือก็ต้องแล่นอ้อมแท่นเหล่านี้”นั่นหมายถึงการเสียเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

“สรุปสั้นๆ นะ สมมุติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไม่ได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก เยอะ! ยืนยันฟันธงเลย เพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระฉายภาพข้อห่วงใยเรื่อง “สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว” โดยเมื่อดูแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ 1.ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง 2.อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับสาขาเศรษฐกิจสำคัญของภาค 3.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ส่งเสริมการใช้งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของภาคเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 5.พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ (SEC) และ 6.เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ฝั่ง จ.ระนอง พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมากอยู่ในเขตอนุรักษ์ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เกาะพยาม พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแหลมสน

ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งในปี 2540 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลก อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา รวมไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.พังงา เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อนุรักษ์ รถบรรทุกจำนวนมากลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์แล่นผ่าน มลพิษทางอากาศและทางเสียงจะส่งผลกระทบมากเพียงใด หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะพยาม น้ำทะเล ปะการังหายหมด ช่วงก่อสร้างน้ำทะเลก็ไม่ใส ก่อสร้าง 3 ปี ธุรกิจแถวนั้นคงจบกันหมด

“อีกอันก็คือหมู่เกาะสุรินทร์ที่อยู่ตอนล่างถามว่าเกี่ยวอะไร? เรือใหญ่เขาต้องวิ่งผ่านร่องน้ำลึก เพราะคุณไม่ได้ขุดทะเลเหมือนเลนรถยนต์ เรือมันต้องหาร่องน้ำลึกวิ่ง ฉะนั้นร่องน้ำลึกที่สุดคืออยู่ระหว่างภูเขา หรืออุทยาน 2 แห่ง ผมก็ประมาณการเส้นทางเดินเรือขึ้นมาเรือสินค้าใหญ่ๆ จะวิ่งอย่างไรจากทะเลอันดามันจะเห็นว่ามันผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหมู่เกาะสำคัญ ผ่านอุทยาน สมมุติคุณไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เราต้องการความสบายตา-สบายใจ แต่เห็นเรือสินค้าวิ่งอยู่เต็มไปหมด เราจะเสียรายได้จากตรงนี้ไหม?” นายอัตถพงษ์กล่าว

จากฝั่ง จ.ระนอง ข้ามไปฝั่ง จ.ชุมพร อัตถพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ จ.ชุมพร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร และยังมีแนวปะการัง อยู่นอกเขตอนุรักษ์กว่า 6,000 ไร่ และในเขตอนุรักษ์อีกกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงมีป่าชายเลนและหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมประมง อนึ่ง “ผลกระทบยังอาจลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี” เพราะเรือสินค้าต้องแล่นหลบแท่นจุดเจาะน้ำมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน “เกาะสมุย-เกาะนางยวน” จะรู้สึกอย่างไรหากเห็นเรือสินค้าแล่นผ่านไป-มา

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่ฝั่งอันดามัน ทั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง แหลมสน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หาดท้ายเหมือง ป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑล พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการเตรียมการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างใน จ.ระนอง เคยขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วยซ้ำว่าป่าชายเลนสู่มรดกโลก เรื่องนี้คุยกันมาหลายปีและเป็นความเห็นพ้องของคนในท้องถิ่น มีผลการศึกษาจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยความโดดเด่นของพื้นที่

ซึ่งการเป็นมรดกโลกจะมีเกณฑ์ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน มีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สวยงาม เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ จ.ระนอง มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในเขตอินโด-แปซิฟิก กับเขตซุนดรา โดยมีรอยต่ออยู่ตรงลำน้ำกระบุรี หรืออย่างหาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีสันทรายโบราณ มีร่องรอยวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเล

“ถ้าเราดูพื้นที่ทะเลจำนวนมาก กรมอุทยานฯ ไม่ได้ห้ามเรื่องของประมงพื้นบ้าน กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ฉบับใหม่ ให้ประโยชน์กับประชาชนชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเล ไม่ว่าจะเป็นแหลมสนหรือหมู่เกาะระนอง ก็เป็นพื้นที่ที่มันไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ห้ามใช้ มันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งบริเวณนี้ได้ประโยชน์จากทะเลหมู่เกาะระนองเป็นจำนวนมาก”ศักดิ์อนันต์ กล่าว

ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่าในบริเวณชายฝั่งทั้ง จ.ระนอง และ จ.ชุมพรมีผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมประมง รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีมูลค่าการผลิตแต่ละปีประมาณ 1,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมการกระจายรายได้ยังกลุ่มคนฐานรากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่า การเปลี่ยนจากระบบนิเวศที่ดีไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผลประโยชน์ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน อีกทั้งความคุ้มทุนจากการสร้างท่าเรือมีความเป็นไปได้เพียงใด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้ง 2 ฝั่งไป ทั้งในเรื่องของป่าชายเลนขนาดใหญ่แล้วก็ชายฝั่ง ซึ่งประโยชน์เชิงนิเวศก็มีนอกเหนือจากการประมง การท่องเที่ยวเราจะใช้ประโยชน์ได้ชั่วระยะยาว แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์เรื่องของการเป็นท่าเรือหรือว่าโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องของทางเศรษฐกิจ หรือว่าสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง” ชวลิต กล่าว

พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่า หากไปดูผลการศึกษาของสภาพัฒน์ จะมีขมวดไว้ในหน้าท้ายๆ ว่าลำพังสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดให้ตามปกติแก่ผู้ลงทุนไม่น่าจะเพียงพอ จะต้องมีบริบทอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าเป็นห่วงการตีความคำว่า “บริบทอื่นๆ” เพราะหากบอกว่าลำพังสิทธิบีโอไอนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือยกเว้นภาษี 8 ปี บวกอีก 5 ปี แล้วยังไม่เพียงพอกับนักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อสร้างในโครงการ คำถามคือนักลงทุนจะขออะไรเพิ่มเติม และสิ่งที่ขอจะก่อปัญหาหรือไม่

“ถ้าสมมุติว่าคนที่จะมาลงทุน ถ้าบอกว่าตลอดแนวฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร เขาขอสร้างเป็นกาสิโน เป็นรีสอร์ท โดยให้สิทธิ์เขา 90 ปี แบบนี้ชาวบ้านเขาจะยอมไหม? ถ้ามันเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ แล้วเราปล่อยทีโออาร์ออกไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนว่ารัฐสามารถที่จะตอบแทนประโยชน์อะไรให้กับผู้ลงทุนได้บ้าง ตรงนี้พอหลังจากออกทีโออาร์แล้วรับข้อเสนอขึ้นมา มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้วก็เป็นความขัดแย้งใหญ่รวมทั้งความขัดแย้งที่เราจะต้องดึงเอาต่างประเทศมาขัดแย้งกับคนภายในประเทศด้วย” พิรียุตม์ ยกตัวอย่าง

สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถอดบทเรียนโครงการแลนด์บริดจ์ เส้นทางเชื่อมระหว่าง จ.สงขลา (ฝั่งอ่าวไทย) กับ จ.สตูล (ฝั่งทะเลอันดามัน) ซึ่งถูกคัดค้านจนยกเลิกไป ว่า กรณี จ.สตูล กับ จ.ระนอง เหมือนกันตรงที่เป็นจังหวัดเล็ก ประชากรไม่มาก แต่มีศักยภาพเรื่องการเกษตร ประมงและท่องเที่ยว ดังนั้นพอเห็นการประชาสัมพันธ์โครงการ ในช่วงแรกๆ ประชาชนในพื้นที่ก็ตื่นตาตื่นใจ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อ่าวปากบาราเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งแรกเลย ถ้ามาแผ่นดินใหญ่คุณต้องมาที่อ่าวปากบารา นั่นหมายความว่าอ่าวนี้อาจจะไปภายใต้โครงการนี้ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ก็จะกระทบทางทะเล การประมงสูญเสีย พื้นที่ที่จะถูกเวนคืนสร้างแลนด์บริดจ์ สร้างรถไฟ สร้างมอเตอร์เวย์ สร้างนิคมอุตสาหกรรม มันก็จะหายไป ข้อมูลเหล่านี้พอถูกนำเสนอคนในพื้นที่เขาเริ่มคิดหนัก ขนาดผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุนในพื้นที่ ตอนแรกๆ เขาก็เชียร์โครงการนี้นะ แต่พอมาฟังดูแล้วเขารู้สึกว่า โห! มันจะคุ้มไหม? เพราะว่าเรากำลังจะเสียทุกอย่างไป ในจังหวัดที่มันมีศักยภาพ” สมบูรณ์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804679

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด  สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบัน ตามท้องนา หรือ แหล่งน้ำธรรมชาติ สัตว์น้ำประเภท กบ หอย ปู ปลา เริ่มไม่มีให้จับรับประทาน เนื่องจากเวลาทำนา มีการใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าวมาก ทำให้สัตว์น้ำต่างๆ เริ่มสูญพันธุ์ จึงต้องมีการเพาะเลี้ยงขึ้นมาป้อนตลาด สร้างรายได้เป็นอย่างดี

ที่บ้านโคกค่าย ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ จะพบเห็นชาวนาหันมาเพาะเลี้ยงลูกปลาขาย ทำเป็นฟาร์มและร้านจำหน่ายลูกปลา ริมถนนติดคลองชลประทาน ก่อนเข้าหมู่บ้านโคกค่าย เนื่องจากอาชีพทำนาปลูกข้าว มาพักหลัง ขายข้าวไม่คุ้มการลงทุน เกิดความท้อแท้  จึงมองหาแนวทางทำอาชีพใหม่ และพบเห็นแม่ค้าขายหมกปลา ขายดีมาก ใครๆ ก็ซื้อไปรับประทาน จึงเกิดความคิดที่ว่า น่าจะทดลองเพาะเลี้ยงลูกปลาขายป้อนตลาด เพื่อทำหมกปลา จากนั้นศึกษาทดลองทำ จนประสบความสำเร็จ โดยการแบ่งพื้นที่ทำนาบางส่วน เพื่อมีข้าวกินปีต่อปี และที่เหลือทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา กระทั่งปัจจุบัน  กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาเต็มรูปแบบ สร้างรายได้ดีมาก

สำหรับชาวนาบ้านโคกค่าย เริ่มเพาะเลี้ยงลูกปลาเมื่อปี 2546 โดยเริ่มแรก ด้วยการกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลานิล ไน ตะเพียน นวลจันทร์ ดุก  จำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยปลาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ลงบ่อดินธรรมชาติ กว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร บ่อใครบ่อมัน มีอยู่ 10 บ่อ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ตัว คือ แม่พันธุ์ 1 ตัวต่อพ่อพันธุ์ 3 ตัวซึ่งปล่อยครั้งละ 1,000 กิโลกรัม ผสมพันธุ์ประมาณ2-3 วัน จะเกิดลูกปลา ต่อมานำลูกปลาออกจากบ่อดิน ลงบ่อซีเมนต์ ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ซึ่งมีอยู่ 7 บ่อ ระหว่างที่พักในบ่อชีเมนต์ ต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลา ใช้เวลา 3 เดือน จับขายได้  ที่ผ่านมาจะมีพ่อค้าจาก จ.อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และ สปป.ลาว เข้ามาซื้อถึงที่นี่ คราวละ 40,000 -50,000 ตัว โดยจะนำไปปรุงอาหาร เรียกว่า หมกปลา ไปวางขายตามตลาดในภาคอีสานและ สปป.ลาว หรือนำไปเพาะเลี้ยงด้วย ซึ่งสร้างรายได้อย่างงดงาม

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย รำอ่อน หาซื้อได้ตามโรงสีใกล้บ้าน ปลาป่น ไข่แดง จะเป็นไข่เป็ดไข่ไก่ก็ได้ ด้วยการบดผสมกันให้ปลากิน วันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับเย็น ส่วนปัญหาอุปสรรคมีโรคที่มากับฤดูฝน คือ โรคปลาเหงือกแดง หรืออหิวาต์ปลา หากรักษาไม่ทัน จะระบาดปลาตายทั้งบ่อ มีหน่วยงานราชการให้คำแนะนำวิธีรักษา โดยใช้ยาผสมอาหารให้กิน ราวๆ 7 วัน ก็จะหาย

การเพาะเลี้ยงลูกปลาเป็นอาชีพท้าทายความสามารถอีกอาชีพหนึ่ง แม้จะลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง หากผ่านไปชุดแรกแล้ว ลูกปลาที่สมบูรณ์ต้องคัดเลือกไว้ เพื่อเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยงครั้งต่อไป ปัญหาอุปสรรคมีน้อย หากเกษตรกรสนใจ ทดลองทำดู รับรองไม่มีขาดทุน…

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804611

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด  ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมหม่อนไหม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายงานด้านหม่อนไหมโดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเกษตรกรต้อง “กินอิ่มนอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด” โดยตั้งเป้าในการให้ความสำคัญกับต้นน้ำด้วยการส่งเสริมให้เกิดเกษตรกรรายใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย และฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหมรายเดิมโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ค.ท.ช.)

ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมและพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและเส้นไหมให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร มีการส่งเสริมให้ผลิตเส้นไหมและผ้าไหมที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน พร้อมกันนี้ยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพปัจจัยการผลิตพันธุ์หม่อน และไข่ไหมให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น และพอเพียงต่อความต้องการของเกษตรกร พร้อมไปกับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหม่อนไหม

ตลอดจนสนับสนุนและขยายผลโครงการพระราชดำริหม่อนไหมไปสู่ชุมชนเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเองรวมถึงส่งเสริมและแสวงหาตลาดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้แพร่หลายทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมกันกับการสร้างผ้าไหมให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ช่วยเกษตรกรโดยใช้หลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการทำตลาดนั้นก็มีการร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนควบคู่กับการเร่งสร้างเกษตรกรรายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเส้นไหมรังไหม และเชื่อมโยงการตลาดเฉพาะ อาทิสถาบันเสริมความงามโรงพยาบาล อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์

“ส่วนนวัตกรรมเสริมจะมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าและเพิ่มมูลค่ารวมถึงการให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างพอเพียงพร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ผ่านระบบการจัดการความรู้และพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับรองเกษตรกรสูงวัย ขณะเดียวกันก็วางแผนผลิตไหมวัยอ่อนให้เกษตรกรเพื่อลดขั้นตอน เวลาและแรงงาน

ส่วนแนวทางเพิ่มรายได้ทางกรมหม่อนไหมจะสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรได้มีทางเลือกใหม่ๆ โดยขยาย value change ของสินค้าหม่อนไหม เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์แปรรูปกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการประสานความร่วมมือกับจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการเชื่อมโยงสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในเส้นทางท่องเที่ยวต่อไป” พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800256

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“น้ำเมา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หนึ่งในประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมากในสังคมไทยว่าควรจะมีนโยบายอย่างไร ระหว่างฝ่ายที่มองว่าการดื่มเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และการสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มนี้ก็เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว มาตรการต่างๆ จึงควรเป็นไปโดยหลักคิดเรื่องการยอมรับความจริงข้อนี้ กับฝ่ายที่เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นตอของสิ่งเลวร้ายทั้งมวลทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท การล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ จึงต้องการให้ยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มข้นขึ้น

9 เม.ย. 2567 หรือ 2 สัปดาห์หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 27 มี.ค. 2567 ลงมติวาระแรก (รับหลักการ) ให้สภาฯ รับพิจารณาร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 5 ฉบับ ซึ่งมีบางฉบับมาจากภาคประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายข้างต้น ใช้กระบวนการรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายเข้ามา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดวงเสวนา “ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรให้พอดี” โดยงานนี้มีความน่าสนใจตรงที่สามารถเชิญแกนนำคู่ขัดแย้งทางความคิดในประเด็นน้ำเมามาร่วมเวทีเดียวกันได้ จากที่ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายมักจะจัดงานแบบแยกกัน

รศ.ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงข้อแนะนำจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องของมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ การให้มีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะไม่ได้มุ่งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและเยาวชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยาก เพราะเมื่อโฆษณาถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อย่างไรเด็กและเยาวชนก็ต้องได้เห็น ซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าโฆษณามีผลต่อพฤติกรรมการดื่มที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า แนวคิดที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อให้โฆษณาได้ ความสมเหตุสมผล (Rational) อยู่ตรงไหน? จะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง? เพราะแม้ปัจจุบันที่กฎหมายห้ามการโฆษณาแต่ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังไม่ลดลง ซึ่งสำหรับตนนั้นไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เพราะน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

“เส้นแบ่งมันบางเกินไประหว่างโฆษณาที่มุ่งเน้นผู้ใหญ่กับโฆษณาที่มุ่งเน้นเด็กและเยาวชน ผมยังจำโฆษณาเหล้าเมื่อผมเป็นเด็กได้อยู่เลย คือมันเป็นตัว Impression (ภาพจำ) ตรงนี้ แล้วก็หลักฐานเชิงประจักษ์ตอนนี้ WHO บอกว่าต้องห้ามโฆษณา แล้วถ้าเกิดดูทางการสำรวจ บางทีอิทธิพลของโฆษณามันอาจจะอยู่ในจิตใต้สำนึก คนก็อาจจะไม่ได้รายงานโดยตรงว่าแรงจูงใจในการดื่มเป็นเพราะว่าการโฆษณา

แล้วก็บริบทของการดื่มของไทยเป็นเพราะว่าการดื่มในการเข้าสังคม ดังนั้นคนก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะรายงานเป็นเพราะเพื่อนชวนมากกว่าเป็นเพราะว่าการโฆษณา แต่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าโฆษณามันอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา แล้วถ้าเกิดดู Influence (อิทธิพล) ตรงนี้จริงๆ คือ ถ้าบอกให้โฆษณาได้แล้วก็มันไม่พุ่งเป้าเด็กและเยาวชน คือมันคุมยากมาก ก็เลยเป็นกังวลตรงนี้” รศ.ดร.วิทย์ กล่าว

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ในการพูดถึงสมดุลเรื่องมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักเน้นที่มิติด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่อาจลืมพิจารณามิติด้านประชากร เช่น ใครได้ประโยชน์จากธุรกิจนี้? คิดเป็นจำนวนเท่าใดของประชากร? ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ที่ประเทศอังกฤษ มีผลการศึกษาที่บอกอย่างชัดเจนว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อผลกระทบต่อผู้อื่นสูงที่สุด มากยิ่งกว่าสิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ที่มีบนโลกใบนี้

เมื่อดูข้อมูลในประเทศไทย สัดส่วนประชากรที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ร้อยละ 70 ส่วนผู้ที่ไม่ดื่มอยู่ที่ร้อยละ 30 แต่ไม่ว่าจะเป็นคนดื่มหรือไม่ดื่มล้วนมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งสิ้น จึงอยากให้นำมิติด้านประชากรมาคำนวณด้วย นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะมีการอ้างถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปผลผลิต สำหรับตนก็มีคำถามว่า จะมีเกษตรกรสักกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้?

ส่วนประเด็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับตนมีข้อเสนอคือให้ทำแบบเดียวกับบุหรี่ คือห้ามโฆษณาอย่างเด็ดขาด (Total Ban) เพราะการโฆษณาได้ไม่ว่าจะพยายามควบคุมเรื่องการเข้าถึงเด็กและเยาวชนอย่างไรสุดท้ายก็จะเข้าไปถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ดี และการห้ามโฆษณายังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยด้วย เพราะการให้โฆษณาได้ไม่ว่าช่องทางใด สุดท้ายรายใหญ่ก็มักได้ประโยชน์เพราะมีทุนทรัพย์สูงกว่าในการลงทุนด้านโฆษณา

“หลักฐานงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าโฆษณามีผล จนองค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเป็นหนึ่งใน Best Buy Policy คือลงทุนน้อยได้ผลมาก โฆษณาก็เป็นอันนั้น ที่จริงงานวิจัยในต่างประเทศบอกชัดเจนเลยว่าลงทุนโฆษณา 1 ดอลลาร์ ยอดขายเพิ่มขึ้นกี่ดอลลาร์ เขาพูดถึงแต่ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่มันมากขึ้นแน่นอน หรือตรรกะง่ายที่สุด ถ้าโฆษณาไม่ได้ผลธุรกิจจะลงทุนมหาศาลทำไมกับการโฆษณา?

ถ้าใครยังจำได้ ก่อนมีการควบคุมโฆษณา ธุรกิจเดียวที่ซื้อ 2 หน้ากลางหนังสือพิมพ์โฆษณาคือธุรกิจแอลกอฮอล์มีสปอตถี่ยิบทุกวัน ลงทุนเท่าไร? แล้วเป็นไปได้ไหม? ไม่ได้ผลแล้วเขาจะลงทุนเรื่องนี้เพราะฉะนั้นโฆษณามีผลแน่นอน งานวิจัยในประเทศไทยยิ่งชี้ชัดใหญ่ ถ้าใครจำได้ว่าประเทศไทย พูดกันตรงๆ … (ชื่อบริษัทเครื่องดื่มเจ้าหนึ่ง) เป็นสปอนเซอร์ถ่ายทอดปีนั้น แล้วมีโฆษณาแค่ที่มุมจอเท่านั้น งานวิจัยนี้บอกเลย ยิ่งเยาวชนอายุน้อยยิ่งมีโอกาสไปเป็นเหยื่อการตลาดเขามากที่สุด” ภก.สงกรานต์ ระบุ

วงเสวนานี้มีตัวแทนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมอยู่ 2 ท่าน คือ พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติรองผู้บังคับการแผนงานอาชญากรรม สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กล่าวว่า การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ตำรวจถือเป็นเจ้าพนักงานในกฎหมายหลายฉบับ นอกเหนือจากเจ้าพนักงานโดยตรงตามกฎหมายนั้นๆ เช่นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าพนักงานสรรพสามิต

ขณะที่สังคมจะมองการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่ 2 เรื่อง คือพฤติกรรมดื่มแล้วขับและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม อาทิ การทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เก็บสถิติแบบจำแนกว่า คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ตามความผิดเกี่ยวกับชีวิต (ฆาตกรรม) ร่างกาย (ทำร้ายร่างกาย) และเพศ (ข่มขืนกระทำชำเรา-ลวนลามอนาจาร) ที่เชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมาก-น้อยเพียงใด จึงไม่มีตัวเลขมานำเสนออย่างชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่าแอลกอฮอล์มีส่วนสำคัญกับคดีเหล่านี้

ส่วนประเด็นการโฆษณา ในที่ประชุมอนุกรรมการเร่งรัดเกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการพูดถึงการโฆษณาบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยขั้นตอนจะเริ่มจากเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง หรือมีประชาชนที่พบเห็นแล้วร้องเรียนเข้ามา จากนั้นก็จะส่งเรื่องไปให้กรมควบคุมโรค แล้วจึงจะถึงขั้นตอนแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งต้องไปแจ้ง ณ ที่ตั้งของกระทรวงสาธารณสุข คือ จ.นนทบุรี ซึ่งก็คือ สภ.เมืองนนทบุรีและที่นั่นก็จะมีคดีทำนองนี้ค้างอยู่จำนวนมาก

อนึ่ง มีคำถามเสมอว่า “เหตุใดจึงไม่มีการปิดกั้นแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย” ประเด็นนี้ ในประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ให้อำนาจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งปิดกั้น ซึ่งตำรวจจะเป็นผู้เสนอสำนวนให้กระทรวงดิจิทัลฯ ยื่นคำร้อง หากศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นก็จะแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มให้ปิดแต่ถึงปิดได้แล้ว อีกไม่นานก็จะมีการเผยแพร่เนื้อหานั้นเข้ามาในอีก IP ให้เห็นได้อีกอยู่ดี

“บน Social Media เรามีหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น TikTok Facebook Instagram Whatsspp Telegram ก็มีการสืบสวน-สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะมีการประสานกับทางตำรวจไซเบอร์ให้หาแหล่งที่มาเพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ทีนี้ในส่วนของผู้ที่สามารถตรวจพบผู้กระทำผิดได้ก็จะมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในมาตรา 32

แต่ทีนี้มันจะมีอีกหลายส่วนที่เรายังไม่สามารถหาต้นตอได้เนื่องจากหลายๆ แพลตฟอร์มไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เขาอาจจะอยู่ในสิงคโปร์บ้าง ในญี่ปุ่นบ้างเพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดความยากลำบากในเรื่องการสืบสวน-สอบสวนทีนี้ Social Media พวกนี้เข้าถึงโดยทุกกลุ่มอายุ การจะไปบังคับว่าคนอายุต่ำกว่า 20 ห้ามดู มันก็คงจะลำบาก” พ.ต.อ.เอกกมนต์ กล่าว

ตัวแทนจากตำรวจอีกท่านหนึ่งคือ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน กองแผนงานความมั่นคง กล่าวว่า กฎหมายเรื่องดื่มแล้วขับ มีบทลงโทษมาตั้งแต่ปี 2477 ขณะนั้นเป็นโทษปรับ 100 บาท จากนั้นปี 2522 เพิ่มเป็นปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ต่อมาในปี 2535 เริ่มมีการระบุโทษจำคุกเข้ามาด้วย และหลังจากนั้นยังมีการระบุบทลงโทษที่หนักขึ้นหากมีพฤติกรรมทำผิดซ้ำๆ หรือดื่มแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุมีบุคคลอื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในเรื่องของการเพิ่มโทษพฤติกรรมดื่มแล้วขับก็มีข้อถกเถียง เช่น ควรกำหนดให้เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าไปเลยหรือไม่? ซึ่งก็จะมีข้อโต้แย้งเรื่องความได้สัดส่วนระหว่างความผิดกับบทลงโทษ นอกจากนั้น หากกำหนดโทษรุนแรงขึ้น โอกาสเกิดเหตุกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ก็จะมากขึ้นด้วย อย่างที่เห็นในกฎหมายยาเสพติด ที่ระดับความรุนแรงในการต่อต้านเจ้าหน้าที่มีมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่ว่าจะเป็นอำนาจเงิน อำนาจการเมือง อำนาจบริหาร คำถามคือเจ้าหน้าที่จะทนแรงกดดันเหล่านี้ได้มาก-น้อยเพียงใด?

“สิ่งที่เราควรจะดู โทษ ณ ปัจจุบันค่อนข้างสูง ประสิทธิภาพในการบังคับใช้เรามีมาก-น้อยขนาดไหน? อันนี้นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ปราการด่านแรกในการที่จะกลั่นกรอง กวดจับให้ผู้กระทำผิดเล็ดลอดน้อยที่สุด หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมลำดับถัดไปก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะบังคับให้กฎหมายที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว ยับยั้ง ประเมินผลที่จะได้รับแล้วไม่กระทำผิดหรือไม่กระทำผิดซ้ำ ในผลการดำเนินคดีโดยทั่วๆ ไปอย่างที่ทราบกันถ้ามีโทษจำคุก 1 ปี ทางศาลเองท่านก็รอลงอาญาเป็นส่วนใหญ่

จากการดูสถิติข้อมูลที่กระทำผิดซ้ำที่มีการดำเนินคดีไปแล้ว 21 ราย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีเพียง 2 ศาลที่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา รวมทั้งโทษในประเด็นทำงานเพื่อสังคม ก็มีศาลบางแห่งสั่งในเรื่องนี้ ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการเพิ่มโทษทางอาญาหรือเพิ่มการลงโทษอย่างอื่น การลงโทษอย่างอื่นผมก็เห็นด้วย อย่างเช่นการใช้มาตรการทางสังคมมากขึ้นส่วนโทษทางอาญา เห็นว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรมาทบทวนในเรื่องประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น” พ.ต.อ.จักรกริศน์ กล่าว

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมาย “สุราก้าวหน้า” กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีปัญหาวนๆ อาทิ 1.สมดุลหรือไม่? เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากฝั่งใคร ซึ่งก็มีมุมมองที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ตนย้ำเสมอคือเมื่อเขียนกฎหมายจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่หากไม่สร้างการยอมรับจากสังคมในกฎหมายนั้นก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลย

2.คุ้มครองเด็กและเยาวชนจริงหรือไม่?เพราะเมื่อดูอัตราค่าปรับ พบว่า ความผิดฐานโฆษณาต้องเสียค่าปรับสูงกว่าฐานขายให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หรือการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ ทั้งที่การยืนยันตัวตนทำได้ชัดเจนยิ่งกว่าการขายตามร้านขายของชำเสียด้วยซ้ำ เช่น ระบบ KYC (Know Your Customer) สรุปแล้วตกลงเจตนารมณ์ของกฎหมายคือจะห้ามคนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือจะป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันแน่?

3.ค่าปรับสมเหตุสมผลกับพื้นฐานของผู้กระทำผิดหรือไม่? เช่น กำหนดค่าปรับเรื่องการโฆษณาไว้ 1 ล้านบาทเท่ากัน ระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ผลิตรายย่อยในท้องถิ่น และบุคคลทั่วไป หรือโทษดื่มแล้วขับ ปรับ 2 หมื่นบาท เงินจำนวนนี้หากมองจากสายตาลูกเจ้าของบริษัทใหญ่เทียบกับบุคคลทั่วไปย่อมมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้นำมิติเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้ามากำหนดอัตราค่าปรับให้สมดุลกับรายได้ของผู้กระทำผิด 4.การบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาหรือไม่? โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นถูกตั้งคำถามอย่างมาก

“ผมเชื่อว่าตอนนี้เราต้องรีบหาสมดุลโดยเร็ว ผมใบ้ให้ทุกคน ว่าตอนนี้มันมี คืออยากให้ทุกคนเชื่อว่าผม กำลังจะพูดไปอาจจะไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมบอกเลยนะว่าอยากให้ทุกคนเชื่อผม ว่าผมพยายามหาสมดุลให้ทุกคนอยู่ เพราะตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฝั่งรณรงค์ก็น่าจะทราบดี ว่ารัฐบาลเราปัจจุบันนี้คือจริงๆ แล้วหลายๆ อย่างเขาไปไกลกว่าผมนะ อันนี้ผมพูดตรงๆ เลย

สุดท้ายเชื่อว่าผมต้องคุยกันในกรรมาธิการ พูดกันตามตรงคือยื่นหมูยื่นแมวคืออยากได้อันไหนคุณก็เอามา แต่คุณก็ต้องผ่อนอันนี้ให้เขา ก็อยากเห็นรัฐบาล ผมว่านายกฯเขาไม่พอใจหรอก อยู่ดีๆ ไปห้ามเขา เขาบอกจะทำนโยบายเปิดขายเหล้าตี 4 พอทำอย่างนี้มันจะยิ่งสปริงบอร์ดกลับไป มันจะไกลกว่าเดิมอยากให้ทุกคนช่วยๆ กัน ผมก็พยายามช่วยทุกคนอยู่ให้มันแบบ Make Sense” เท่าพิภพ กล่าว

เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่สมดุล เพราะเข้มงวดจนเกินไป ไม่ใช่การกำกับดูแลแต่เป็นการห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ (Absolute) เช่น ในขณะที่ประเทศไทยอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กลับมีกฎหมายห้ามขายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. นักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้วอาจจะงง หรือเรื่องการโฆษณาที่มีความคลุมเครือ เช่น คนคนหนึ่งชอบโพสต์อะไรๆ ลงในสื่อสังคมออนไลน์ วันดีคืนดีไปโพสต์รูปเบียร์โดยไม่รู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าเดินทางไกลเพื่อมาเข้ากระบวนการทางคดีความที่ จ.นนทบุรี

“โชคดีที่ตอนนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมฯ อยู่ในสภาฯ ก็หวังว่า 5 ร่างซึ่งมีความต่างพอสมควรจะมาสมานฉันท์รวมกันได้ จากมุมมองที่แตกต่างแต่วัตถุประสงค์เดียวกันคือความผาสุก สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งสุขภาพและกระเป๋าสตางค์” นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าว

อ่านต่อหน้า 5

ฉบับวันเสาร์ที่ 27 เม.ย. 2567

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799123

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“เทศกาลสงกรานต์” 13-15 เมษายน ของทุกปี นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำ หนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้ในทุกปีแล้ว 2 ใน 3 วันของเทศกาลสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ ได้แก่ “13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุ” โดยรัฐบาลไทยริเริ่มให้มีวันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2525 และ “14 เมษายน เป็นวันครอบครัว” ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2532

โดยทั้ง 2 วันดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและสถาบันครอบครัว ซึ่งก็สอดคล้องกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาว เป็นโอกาสที่ประชากรวัยทำงานซึ่งออกไปหารายได้ตามเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ได้เดินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุในภูมิลำเนา รวมถึงไปอยู่กับลูกที่ฝากไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ในสภาวะ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่เป็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

แต่เมื่อเอ่ยคำว่าครอบครัวแหว่งกลาง ก็ทำให้นึกถึงคดีสะเทือนขวัญเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2567 ที่ประเทศจีน กรณีเด็กชาย 3 คน รุมรังแกเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนเสียชีวิต อาทิ นสพ.Shanghai Daily สื่อท้องถิ่นในเมืองเซี่ยงไฮ้ รายงานข่าว Schoolboys arrested over alleged murder of classmate เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 ระบุว่า ที่เมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย ตำรวจจับกุมเด็กชาย 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังก่อเหตุทำร้ายเด็กชายวัย 13 ปี ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปฝังในเรือนเกษตรร้างเพื่ออำพรางคดี

นสพ.Global Times สื่อจีนอีกฉบับหนึ่งรายงานข่าว 13-year-old boy in N. China’s Hebei bullied and killed by three classmates วันที่ 14 มี.ค. 2567 เช่นกัน ระบุว่า เหตุเด็กชาย 3 คน รุมทำร้ายเพื่อนร่วมโรงเรียนจนเสียชีวิตแล้วนำศพไปฝังอำพราง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2567 ซึ่งเมื่อสืบสวนต่อไป ยังพบด้วยว่า เด็กชายที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง เคยถูกกลุ่มเพื่อนร่วมกันก่อเหตุ “กลั่นแกล้งรังแก (Bully)” มาแล้วหลายครั้ง

คดีนี้ได้รับความสนใจทั่วโลกไม่เฉพาะในแดนมังกรเท่านั้น โดยมีสื่อต่างชาติหลายสำนักนำไปเสนอข่าวต่อ อาทิ นสพ.The Guardian ของอังกฤษ รายงานข่าว Killing of teenager in China sparks debate about “left behind” children เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 โดยระบุว่า คดีเด็กชายอายุ 13 ปี ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรุมกลั่นแกล้งรังแกจนเสียชีวิต ยังนำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องครอบครัวแหว่งกลางในสังคมจีนด้วย

“สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ต้องสงสัยลงมือก่อเหตุล้วนเป็นเด็กที่เติบโตในครัวเรือนแหว่งกลาง หมายถึงครัวเรือนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเพราะต้องออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ และทิ้งให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายในชนบท หรือ Left Behind Children ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในจีนเมื่อปี 2563 พบเด็กที่อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมากถึงเกือบ 67 ล้านคน ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่า เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต ตกเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย” รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุ

มองจีนแล้วย้อนดูไทย..เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ไล่เลียงทีละประเด็น ตั้งแต่ 1.ทำความเข้าใจระบบสมองของมนุษย์ โดยมนุษย์นั้นมีสมอง 3 ส่วน เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ศัพท์วิชาการ คือ 1.1 สมองสัตว์เลื้อยคลาน หรือสมองส่วนสัญชาตญาณ 1.2 สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสมองส่วนอารมณ์ และ 1.3 สมองมนุษย์ หรือสมองส่วนเหตุผลและจิตสำนึก

ซึ่ง “สมองส่วนมนุษย์นี่เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ” อย่างไรก็ตาม “ภายใต้ภาวะกดดันหรือวิกฤต สมองส่วนมนุษย์จะหยุดการทำงาน ในขณะที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานกับสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังคงทำงานต่อไป” ดังจะเห็นว่าหลายคนยามปกติดูมีเหตุมีผลดี แต่พอในบางสถานการณ์การใช้เหตุผลกลับหายไป เหลือแต่การใช้อารมณ์และสัญชาตญาณที่แสดงออกมาไม่ค่อยดีนัก อาทิ พฤติกรรมประเภท “หัวร้อน-กร่าง” ถึงกระนั้น “อารมณ์และสัญชาตญาณสามารถฝึกฝนให้แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรได้”โดยฝึกฝนแบบวันต่อวันอย่างสม่ำเสมอ

“หลายคนบอกไร้สาระ ระเบิดอารมณ์ออกมาเลย ชีวิตใช้ซะ ขอโทษนะ! มันกำลังฝังเข้าสัญชาตญาณ ถ้าภาษาง่ายๆ บ้านๆ เรียกว่าสันดาน ซึ่งมีทั้งสันดานดีและสันดานเลว มันไม่ได้มีแต่เลวนะ มันมีสันดานดีด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่มันเจอวิกฤตขึ้นมาปุ๊บ มันเหลือแต่ตัวสันดานทำงานกับตัวอารมณ์ล้วนๆ ฉะนั้นถ้าสันดานดี ถูกฝึกมาดี จิตสำนึกมันไปแล้วไง อารมณ์มัน Shut Down (ปิด) ตัวจิตสำนึกไปแล้ว แต่ด้วยความที่ฝึกจนมาเป็นพฤตินิสัยจนกระทั่งเข้าสู่สมองส่วนสันดาน ก็จะไม่ก่อการร้าย” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ประการต่อมา 2.ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแหว่งกลางกับการเติบโตของเด็ก ในความเป็นจริง แม้กระทั่งพ่อแม่กับลูกก็ยังมีความแตกต่างระหว่างช่วงวัยอยู่แล้ว เช่นคนเจนซี (Gen Z) ที่เป็นวัยเริ่มชีวิตการทำงาน ณ ปัจจุบัน ก็เป็นลูกของเจนเอ็กซ์ (Gen X) ปลายๆ-เจนวาย (Gen Y) ต้นๆ แต่หากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง เด็กเจนซีก็จะเติบโตมากับปู่ย่าตายายที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)หรือบางครอบครัวอาจโตมากับคนรุ่นทวดซึ่งเป็นรุ่นก่อนเบบี้บูมเมอร์ โดยคน 2 รุ่นนี้ว่านี้ จะมีความคิดประมาณมีลูกเยอะๆ และไม่ต้องอะไรมาก เลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด

ซึ่ง “เมื่อบวกกับอายุที่เข้าขั้นแก่ชรา จะคาดหวังให้ไปไล่ตามคนรุ่นหลานทันก็คงได้ไม่มากนัก” ท้ายที่สุดก็เข้าทำนอง “ปล่อยเลยตามเลย” หลานอยากทำอะไรก็ทำ โดยจะดูแลเพียงการหาข้าวปลาอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ ครอบครัวแหว่งกลางอาจแบ่งการเลี้ยงดูหลานของผู้สูงอายุได้ 4 แบบ คือ 2.1 เลี้ยงด้วยลำแข้งเน้นกำราบควบคุมอย่างเข้มงวด จนบางครั้ง “ปากว่ามือถึง” ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย 2.2 เลี้ยงด้วยการเป็นที่ปรึกษา พร้อมรับฟังและพยายามทำความเข้าใจแม้ช่วงวัยจะห่างกันมากก็ตาม แต่ทั้ง 2 แบบแรกนี้พบได้น้อย

ในขณะที่อีก 2 แบบหลัง ที่พบได้มากกว่าคือ 2.3 เลี้ยงแบบตามใจ หรือเข้าขั้น “สำลักความรัก” ซึ่งอาจมาจากเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงตามวัย ไม่สามารถเคี่ยวเข็ญกับหลานได้เต็มที่เหมือนตอนที่เลี้ยงลูกของตนเอง หรืออำนาจปกครองไม่ได้อยู่กับตนเองเต็มที่ หรือเป็นความรู้สึกผิดที่ตอนเลี้ยงลูกนั้นเข้มงวดแบบตึงเกินไป พอเลี้ยงหลานเลยปล่อยให้หย่อนบ้าง แต่กลายเป็นหย่อนมากเกินไปอีกจนหลุดไปในที่สุด และ 2.4 เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ไม่มีขอบเขตกฎกติกา หลานจะไปทำอะไรก็ไม่รู้-ไม่สนใจ

รศ.นพ.สุริยเดว อธิบายความเชื่อมโยงนี้ ว่า “หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนเพื่อควบคุมสัญชาตญาณและอารมณ์” เช่น อยู่ในครอบครัวแหว่งกลางประเภทตามใจถึงขั้นสำลักความรักหรือประเภทปล่อยปละละเลย “เพื่อนจะมีบทบาทอย่างมากต่อเส้นทางชีวิตของคนเด็กคนนั้น” หากเจอเพื่อนดีก็ดีไป แต่หากเจอเพื่อนที่พาไปในทางไม่ดี เช่น ชวนไปเข้าร่วมแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปเป็นนักเลงอันธพาลมีเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วใช้ชีวิตแบบนี้วันต่อวันจนกลายเป็นพฤตินิสัย ก็พร้อมที่จะแสดงออกมาเมื่อเจอเหตุการณ์ที่สมองส่วนอารมณ์ไปปิดการทำงานของสมองส่วนจิตสำนึก

3.ระบบการศึกษาที่ไม่ได้โอบรับเด็กทุกคน ทั้งการยึดแนวคิด “แพ้คัดออก” สร้างความเครียดให้กับคนตั้งแต่อายุน้อยๆ ด้วยการสอบแข่งขันที่พบได้แม้กระทั่งในชั้นอนุบาล และแม้จะเห็นบทเรียนจาก “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ที่แนวคิดแบบนี้ทำให้ทั้ง 2 ชาติ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มานานหลายสิบปี แต่ประเทศไทยก็ยังคงยึดแนวทางนี้ต่อไป “ในเมื่อระบบการศึกษาเน้นอัดวิชาการแบบจัดหนัก-จัดเต็ม ก็ไม่มีเวลาให้มาปลูกฝังกันเรื่องวิชาชีวิต” ซึ่งก็จะไปบวกกับปัจจัยเรื่องปู่ย่าตายายที่ตามหลานไม่ทัน

นอกจากนั้น “ระบบห้องเรียนก็ไม่ได้ตอบโจทย์เด็กทุกคน” เช่น หากมีเด็ก 100 คนแน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง)เป็นเด็กเลี้ยงง่ายหรือเรียบร้อย แต่ที่เหลือจากนั้น จะมีผสมกันตั้งแต่ “กลุ่มเลี้ยงยาก” ประเภทชอบทำอะไรสวนกับคำสั่งตลอด “กลุ่มอ่อนไหว” เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เครียดหรือซึมเศร้ารุนแรงได้ “กลุ่มบ้าพลัง” อยู่นิ่งไม่ได้อยากทำนั่นนี่ตลอดเวลา “กลุ่มผีเข้า-ผีออก” บางวันเลี้ยงง่าย-บางวันเลี้ยงยาก แต่ระบบห้องเรียนนั้นออกแบบมาเพื่อเด็กกลุ่มเลี้ยงง่ายสามารถนั่งเรียบร้อยตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เท่านั้น

จึงทำให้เด็กอื่นๆ ที่เหลือกลายเป็น “เด็กหลังห้อง” และเมื่อเด็กหลังห้อง (โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงยาก) ไม่ได้สนใจเรียนหรือเรียนไม่รู้เรื่อง ก็จะแทนที่ด้วยพฤติกรรม “กลั่นแกล้งรังแกเด็กหน้าห้อง” ยิ่งเป็นพวก “เนิร์ด-ติ๋ม” ไม่สู้คน ก็จะยิ่งตกเป็นเป้าหมายการรังแกมากขึ้น จากนั้นครูหรือโรงเรียนก็จะพยายามกันเด็กหลังห้องเหล่านี้ออกไปเพราะรบกวนการเรียน แต่เด็กก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้น เข้าทำนอง “ดีไม่ได้ก็เลวมันเสียเลย” ไล่ตั้งแต่โดดเรียน ลาออกจากโรงเรียน หลุดจากระบบการศึกษา (Drop Out) และกลายเป็นกลุ่มแก๊งมีพฤติกรรมเกะกะเกเร

“อันนี้หมอพูดมาตลอดเลยว่ามันเป็นวิธีการรับมือผิดวิธีหมดเลย คือเราทำ Pattern (รูปแบบ) เดียว ทำอย่างกับกองทหารทุกคนให้มาซ้ายหัน-ขวาหัน มันไม่ใช่! มันก็เลยเกิดการ Bully กัน มันมีทั้งผู้กระทำ เพราะย้อนกลับไปดูครอบครัวของเขาก็เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ครอบครัวแหว่งกลางบวกทั้งใช้ความรุนแรงในบ้าน เขาก็เอามาใช้ความรุนแรงกับเพื่อนเขา สภาพมันก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่” รศ.นพ.สุริยเดว ระบุ

และ 4.สภาพสังคมที่อ่อนแอลง รศ.นพ.สุริยเดว ชี้ว่า “ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนมีจำนวนมากขึ้นหรือทำงานเสนอข่าวกันหนักขึ้น” นั่นเป็นเพราะ “ชีวิตที่เร่งรีบ (Fast Life) ทำให้คนหัวร้อนกันมากขึ้น”ขับรถก็ต้องเร็ว กินข้าวก็ต้องไว “ยุคนี้ไม่มีเวลาให้ใช้ชีวิตช้าๆ (Slow Life)” จะหาเวลาสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าบ้าง พ่อแม่จะคุยกับลูกตอนเย็นบ้าง ก็ยังทำไม่ได้เพราะต้องรีบออกไปทำมาหากินแต่เช้า กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ซึ่งเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแหว่งกลางหรือไม่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน “ชุมชนรอบบ้านก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิง” ในอดีตภาพของชุมชนคือคนในละแวกนั้นรู้จักกัน พูดจาทักทายโอภาปราศรัยกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงเด็กที่อาจจะไม่กล้าปรึกษาผู้ใหญ่ในครอบครัวของตนเอง บางครั้งก็ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้านคอยรับฟังปัญหาและให้คำแนะนำ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ชุมชนไทยวิกฤตทั้งประเทศ” ตามการเปลี่ยนแปลงที่ “สังคมกลายเป็นเมืองมากขึ้น” ในพื้นที่อำเภอเมืองไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม ชุมชนที่เคยเข้มแข็งได้กลายสภาพไปหมดแล้ว

ในทางตรงข้าม..การมาของ “อินเตอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ได้กลายเป็น “ปัจจัยยั่วยุ” ไม่ว่าเรื่องเพศหรือความรุนแรง เช่น เข้าไปชมภาพยนตร์หรือคลิปวีดีโอลามกอนาจาร หรือเล่นเกมออนไลน์ซึ่งสามารถเล่นร่วมกับชาวต่างชาติที่อยู่ไกลกันคนละประเทศได้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจภูมิใจที่เห็นลูกหลานใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็อาจตามไม่ทันเรื่องเด็กซึมซับศัพท์แสลง (Slang) หรือรับเอาค่านิยมที่ไม่ดีของต่างชาติมาด้วย

จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น รศ.นพ.สุริยเดว เล่าถึงการทำงานของศูนย์คุณธรรม ในการสร้าง “พี่เลี้ยงในชุมชน” ที่เชื่อว่าจะเป็น“ทางออก” ของปัญหานี้ โดยการนำ “ผู้ใหญ่ใจดี”มีใจต้องการเป็นหลักให้กับเด็กๆ ในชุมชนมา “เพิ่มทักษะ” ผ่านการฝึกอบรม เช่น การเฝ้าระวังการส่งต่อ-ขอความช่วยเหลือ การพัฒนากิจกรรมในหมู่บ้าน การเป็นที่ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยา มีโครงการนำร่องแล้ว 12 จังหวัดซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต อธิบายเพิ่มเติมเรื่องของ “ช่องว่างระหว่างวัยกับความเข้าใจปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก (Bully)” ว่า ลำพังคนรุ่นกลางๆ ทั้งเจนเอ็กซ์และเจนวาย ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้เรียกร้องเรื่องต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแกกันมากนัก และหากย้อนไปมากกว่านั้นอย่างในคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึงเลยเสียด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ความเข้าใจเรื่องการ Bully ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างมาก

กล่าวคือ “ในขณะที่คนรุ่นก่อนๆ จะมองว่าการแกล้งกันเป็นเรื่องปกติสามารถทำได้ และเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่อ่อนแอลงกว่ารุ่นพวกตน แต่คนรุ่นก่อนๆ ก็หารู้ไม่ว่าชีวิตยุคปัจจุบันอยู่ยากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสมัยก่อนไม่มีปัจจัยกระตุ้นเร้าหรือไม่มีปัญหามากเท่ายุคปัจจุบัน” ทำให้เด็กเมื่อถูกรังแกก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จะปรึกษาคนรุ่นกลางๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ครั้นจะไปปรึกษาผู้สูงอายุ ก็มักได้รับคำแนะนำให้อดทน อันเป็นค่านิยมของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์

ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็จะไม่เล่าอะไรให้ผู้ปกครอง (ที่เป็นผู้สูงอายุ) ฟังอีกต่อไป เพราะเล่าไปก็ไม่เข้าใจกัน เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกก็ยังคงถูกกระทำเช่นนั้นต่อไปเพราะไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปช่วยแก้ไข ขณะที่ฝ่ายผู้กระทำ เมื่อไม่มีคนรุ่นตรงกลางคอยสอนหรือคอยสังเกตความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง “ความรุนแรงใหญ่ๆ ที่ทำให้เสียชีวิตไม่ว่ากับตนเองหรือผู้อื่น มักมีความรุนแรงเล็กๆ เป็นสัญญาณบอกเหตุมาก่อนหน้านั้นเสมอ” แต่หากความรุนแรงเล็กๆ ที่ว่านั้นไม่ถูกมองเห็นและไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถขยายตัวเป็นความรุนแรงในระดับใหญ่ขึ้นได้

โฆษกกรมสุขภาพจิต ย้ำว่า “ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่มีทางที่จะย้อนให้รูปแบบครอบครัวกลับไปเป็นอย่างเดิมในอดีต”อย่างไรก็ตาม “เราสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นได้” เช่น ผู้สูงวัยสามารถใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กยุคปัจจุบัน ว่าต้องประสบพบเจออะไรบ้าง และวิธีการจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างมากนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง หรือคนรุ่นตรงกลางก็สามารถ “ทำให้ครอบครัวยังมีสายใยแม้จะอยู่ไกลกัน” ใช้เทคโนโลยีพูดคุยกับทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างสม่ำเสมอ

อนึ่ง ยังมีคำถามว่า “พ่อแม่หมดรักกันแล้ว อยู่ต่อไปมีแต่จะระหองระแหงกัน ควรทนอยู่เพื่อลูกหรือแยกทางกันดี?” ซึ่ง นพ.วรตม์ อธิบายประเด็นนี้ด้วยแนวคิด “เวลาคุณภาพ” ที่หมายถึง “เวลาของการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ” ว่า คนเราแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่หากหมั่นใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างช่วงเวลาคุณภาพก็จะเกิดประโยชน์และลดความรุนแรงของปัญหาให้น้อยลงได้ เมื่อเทียบกับการได้เจอหน้ากันแต่มีบรรยากาศที่ไม่ดี เช่นกลับบ้านไปเจอกันในช่วงสงกรานต์แล้วทะเลาะกันซึ่งแบบนี้ถือว่าเสียเวลาและไม่มีประโยชน์

“สมมุติพ่อแม่ทะเลาะแยกทางกันหรือเลิกกันแล้ว ถ้าเกิดอยากจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมจะต้องระมัดระวังการทะเลาะกันมากที่สุด เพราะว่าลูกเองเขาก็รับรู้ได้นะ ยิ่งลูกโตแล้ว มันก็จะเป็นแบบอย่างความรุนแรง เขาเรียนรู้ เห็นคู่ของพ่อแม่ทะเลาะกัน โอกาสที่อนาคตเขาจะมีครอบครัวแล้วทะเลาะแบบนี้ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นถ้าเกิดเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุขได้ เราแยกย้ายกันไปในฐานะสามี-ภรรยาแต่ละคนก็ยังทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีที่มีต่อลูกอยู่ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่จำเป็น” นพ.วรตม์ ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ : เรียบเรียง

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797190

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ  เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อาจารย์ปริญ นาชัยสิทธิ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอบ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร อาจารย์ ดร.ปฐมาภรณ์ ชัยกูล อาจารย์ ดร.ครรชิตรองไชย สาขาวิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย Mr.Str Michael Schofeld คณาจารย์และนักศึกษาจาก Carl -Severing  Berufskolley, (CSB) Bielefeld Germany และนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ลงพื้นที่บ้านนายฉลอง เอี่ยมละออณ ชุมชนบะขาม เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกภายใต้โครงการ บริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน

โดยกิจกรรมครั้งนี้คือ การติดตั้งชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยรีโมท ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือของนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมจำนวน 12 คน  และนักศึกษาจากจาก Carl – Severing Berufskolley,(CSB) Bielefeld Germny ประจำปี 2024 จำนวน 6 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มวางแผนการทำงานร่วมกันออกแบบ ร่วมกันผลิตเครื่องมือพร้อมติดตั้ง ชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นโครงการที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้ดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่นมาอย่างต่อเนื่อง การนำนักศึกษาทั้งสองสถาบันลงพื้นที่นับว่าเป็นการบริการทางวิชาการให้กับชุมชนและส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีความรู้มีประสบการณ์จากการร่วมมือปฏิบัติงาน ฝึกตนให้เป็นผู้เสียสละและมีความเป็นจิตอาสา นำความรู้ที่มีใช้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือสังคม

ทั้งนี้ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมของนักศึกษาทั้งสองสถาบันโดยมี ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี หัวหน้าสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ให้ความอนุเคราะห์ บรรยากาศการทำงาน และมีมิตรภาพอันดีระหว่างคณาจารย์นักศึกษาทั้งสองสถาบันแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันได้อย่างมาก การทำงานเป็นกลุ่มทั้ง 3 กลุ่ม ตั้งใจผลิตได้ 3 ชุด และนำมาติดตั้งที่บ้าน นายฉลอง เอี่ยมละออ ชุมชนบะขามใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฯ นายฉลอง มีความพิการทางการเคลื่อนไหว มีความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเปิด ปิดไฟ อาศัยอยู่เพียงลำพัง การติดตั้งเครื่องควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบใช้คลื่นวิทยุและชุดเตือนภัยฉุกเฉิน จะทำให้มีความสะดวกในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นลดปัญหาและอุบัติเหตุต่างๆ ลงได้  มทร.อีสานเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทั้งวิชาการและงานวิจัย รู้สึกยินดีที่ได้บริการวิชาการแก่สังคมและสนับสนุนการทำงานทุกหน่วยงาน เช่น โครงการฯ นี้ที่เราดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น

สมใจ นามสุดตา