สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

https://www.naewna.com/local/842649

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’  ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝน จนเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรที่ประสบภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลจึงจารึกวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยในชื่อ “วันพระบิดาฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจทั้งในการพระราชพิธีสำคัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า โครงการพระราชดำริฝนหลวงเป็นการร่วมกันสืบสานการเป็นจิตอาสาพัฒนาตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและชุมชน ตลอดจนสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชน

“โครงการพระราชดำริฝนหลวง” จึงนับเป็นการทำงานต่างพระเนตรพระกรรณที่สำคัญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

https://www.naewna.com/local/840557

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล  ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ภาพจำเก่าของอีสานที่คุ้นเคย คือดินแยกแตกระแหง ผู้คนทุกข์ยาก ปากหมอง แต่ในปัจจุบัน อีสานคือพื้นที่เปิดใหม่ ที่ทรงพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนคนและเศรษฐกิจทั้งประเทศ ด้วยภูมิปัญญารากฐานแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น”

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โดยประสงค์ของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายชัดเจนว่า จากนี้อีสานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยอนุมัติงบประมาณเพื่อปรับปรุงหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เป็น หอภาพยนตร์อีสาน โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่กินได้อยู่รอด นั่นคือ New I–SAN หรือ อีสานใหม่จะต้องเป็น ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) รากวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแล้วต่อยอดให้กินได้ ทุกอย่างที่เป็นศิลปะต้องถูกนำมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต ตามนโยบายท่านนายกสภาที่ว่า Pass Legend, Future Tense สู่อนาคตแห่งอดีตกาล หรือ การเลือกเฟ้นค้นหาภูมิปัญญาฮีตคอง ประเพณีต่อยอดรับใช้คนปัจจุบันและยั่งยืนสู่อนาคต หอภาพยนตร์อีสาน ศูนย์กลางงานศิลปะกินได้ ขายได้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ เครือข่าย สมาคมผู้กำกับ สมาพันธ์ภาพยนตร์ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์มายาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปีบ่มเพาะคนรักหนังระดับมัธยมและอุดมศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง มีพล็อตหนัง ทั้งสั้นและยาวให้ช็อปปิ้ง กว่า 500 เรื่อง ในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า หอภาพยนตร์ชั้น 2อาคารหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้ จะมีการ พิทชิง(Pitching) ระหว่างเจ้าของบทหนัง และ Logline หนัง กับนายทุน นำเอาบทภาพยนตร์ไอเดียดีๆ จากนักศึกษา จากมืออาชีพขยายสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีหอภาพยนตร์อีสานเป็นตัวเชื่อม

“พิพิธภัณฑ์ หอภาพยนตร์ เป็นพื้นที่จัดแสดงความเป็นมาของภาพยนตร์อีสาน นักแสดงภาพยนตร์ “สมบัติ เมทะนี” พระเอกตลอดกาลเป็นเพียงชาวอีสานคนเดียวที่มีชื่อ จารึกไว้ลงกินเนสส์บุ๊ค แสดงภาพยนตร์มากที่สุดในโลกสถิติแสดง 617 เรื่อง เป็นต้น เหล่านี้เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่ทราบ เราจะสร้างอคาเดมี่ (Academy) สถาบันสอนการทำหนัง ตั้งแต่ Pre – production, Production, Post – production เราจะมีพื้นที่ชมภาพยนตร์ 24 ชม. เมื่อสำเร็จ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่แรกในประเทศไทย ที่เปิดแลกเปลี่ยน ให้เมืองขอนแก่นเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ไทย ผลักดันขอนแก่นให้เป็นเมืองหนังอีสาน สู่เมืองหนังโลก” ดันฐานรากวัฒนธรรม นำเศรษฐกิจ

รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวอีกว่าครีเอทีฟ (Creative) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมากเพียงพอแล้ว แต่ยังขาดอีโคโนมี (economy) มันจะเกิดไม่ได้ ถ้าผู้ซื้อ-ผู้ขายไม่มาเจอกัน มหาวิทยาลัยจึงสร้างพื้นที่หอภาพยนตร์อีสาน และหอศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นพื้นที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เชื่อมั่นกันและกันเกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นคือพ่อค้าคนกลาง คือสถาบันที่น่าเชื่อถือช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและผู้ขาย มีlicense รับประกันทุกอย่างถูกต้อง ศิลปินมาฝากขาย เชื่อมั่น และมั่นใจ ผู้ซื้อก็มั่นใจว่าคัดสรรแล้ว เราเป็นตัวกลางเชื่อมได้ โดยจะเริ่มแสดงอย่างเป็นทางการ ผลงานของศิลปินอีสาน 40 คน ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และที่สำคัญ เรามีกระบวนการคัดเลือกโดยกรรมการกลั่นกรอง ตามมาตรฐาน ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหอศิลป์ที่มีมาตรฐานสำหรับการขอผลงานวิชาการระดับชาติทางศิลปะ”รักษา หรือ สูญสลายอยู่ที่เราร่วมกัน

“เรามีรากอยู่แล้ว ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวมันก็แค่ทรงวันหนึ่งอาจจะทรุดและตายไปในที่สุด แต่เราต้องมองว่าปัจจุบันเขาเสพอะไร เราต้องปรุงแต่งให้ถูกลิ้นผู้เสพไหม ตำนานนิทานที่มีคุณค่า จะนำมารับใช้คนในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หน้าที่ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การศึกษาและวิจัย เพื่อช่วยเฟ้นหาคุณค่า อย่างมีระบบน่าเชื่อถือนำมาประยุกต์ สร้างสรรค์ใหม่ นั้นคือการต่อยอด ต่อลมหายใจ ให้กับรากวัฒนธรรม ให้มีชีวิตอยู่อย่างสง่างามยั่งยืน…จากนี้ไปอีสานไม่มีวันตาย…แน่นอน” รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

https://www.naewna.com/local/837027

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง...ค้นหาตัวตนที่แท้จริง  กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นุก-ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม ศิลปินภาพวาดหน้าใหม่ โชว์นิทรรศการ SoloExhibition ครั้งแรกในชีวิตกับผลงาน“Unknown to Know” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางเพียงลำพังเพื่อสำรวจจิตใจตนเองและสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัว ผ่านภาพวาดสไตล์ Mixed Media Art กว่า 30 ภาพ ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing ศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ โดยนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน-27 ตุลาคม 2567ณ ศรีเวียงแกลลอรี่ ถนนศรีเวียง สีลม

ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม อดีตนักธุรกิจหญิงในแวดวงไอที ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินแบบเต็มตัว ก้าวข้าม Comfort Zone ออกเดินทางเพียงลำพังไปยังสถานที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สเปน, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อสำรวจจิตใจตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร กว่า 2 ปีที่ออกเดินทาง ได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำความเข้าใจ เรียนรู้ สื่อสารกับความคิดภายใน ไปพร้อมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้ง กลิ่นของต้นไม้ดอกไม้เสียงเกลียวคลื่น ความซับซ้อนของแง่งหินที่สะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง หรือขณะที่นั่งมองต้นราชพฤกษ์ ที่ออกดอกสีเหลืองทองอร่าม ไม่นานก็จะร่วงโรย ทำให้เรียนรู้ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เกิดเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมจิตใจ

จึงนำประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดผ่านผลงานสไตล์ Mixed Media Art แนวนามธรรม ผ่านเส้นสายและโทนสีที่แตกต่างเมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสับสนและความชัดเจนในจิตใจกว่า 30 ภาพ โดยมีผลงานไฮไลท์ อาทิ “Golden Hour” ที่ศิลปินวาดขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศตุรกี ช่วงจังหวะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองสาดกระทบกับทิวเขาที่เรียงสลับซับซ้อน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า สงบ สบายใจ ได้ฟังเสียงภายในจิตใจของตัวเองอย่างแท้จริง เสมือนการบำบัดจิตใจด้วยการวาดภาพ

“จุดเริ่มต้นของการวาดภาพแนวนามธรรม ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing เกิดจากความ “ไม่รู้” ว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร ประกอบกับความรักในงานศิลปะและธรรมชาติ จึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เป็นอยู่ เดินทางค้นหาตัวตน เชื่อมโยงจิตใจเข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่องครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ทำให้เกิดสมาธิ นิ่ง สงบ จนกระทั่ง “รู้” ความต้องการจากภายในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นการใช้ศิลปะเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

https://www.naewna.com/lady/836323

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดแถลงข่าวงาน Thailand Space Week 2024 “Converging Technologies, Connecting People” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยจับมือกับพันธมิตรแข็งแกร่งอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท SIEMENS, THAICOM, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ISPACE and Cabinet office of Japan และหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายกว่า 30 บริษัท ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างให้เป็นเวทีแห่งการเชื่อมโยงเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงอัปเดตเทรนด์อวกาศที่น่าสนใจ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบัน ทั้งนี้ Thailand Space Week ถือเป็นเวทีด้านกิจการอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานในครั้งนี้

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การจัดงาน“Thailand Space Week 2024” ถือเป็นวาระสำคัญของประเทศภายใต้กรอบนโยบายเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีอวกาศ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ซึ่ง กระทรวง อว. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะให้งาน Thailand Space Week เป็นงานที่คนไทยและคนต่างชาติให้ความสำคัญและเฝ้ารอที่จะร่วมงานเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับงาน IAC หรืองาน World Space Week

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์หลากหลายกิจกรรม ประกอบด้วย การบรรยายโดยวิทยากรระดับแนวหน้า นิทรรศการด้านอวกาศจากภาครัฐ และเอกชน การจับคู่เชิงธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หน่วยงานอวกาศระดับนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ จากทั่วทุกมุมโลก แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

“กระทรวง อว. ในฐานะกระทรวงหลักที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศจะใช้โอกาสจากการจัดงาน “Thailand Space Week 2024” เร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ สู่การเป็นประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศระดับโลกในอนาคต” นางสาวศุภมาส กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กล่าวว่า งาน “Thailand Space Week 2024” จะเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเชื่อมต่อเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ และผู้เล่นหลักในชุมชนอวกาศระดับโลก ที่จะมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนกับผู้นำด้านอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจนักลงทุน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงพัฒนาธุรกิจและตลาดร่วมกัน โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการเชื่อมโยง อวกาศ-โอกาส จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศทั้งในและต่างประเทศ โดยโฮไลท์สำคัญอยู่ที่การได้รับเกียรติจาก Keynote Speakers ที่จะมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ การบรรยายพิเศษ ทั้งในมิติของนโยบาย ธุรกิจและเทคโนโลยี ทั้งทางด้านการสำรวจอวกาศ เทคโนโลยีดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศตลอดจนการประยุกต์ใช้งาน, การแสดงนิทรรศการด้านอวกาศที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการความก้าวหน้าและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการทำ Business Matching ร่วมกันเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศนักธุรกิจระดับโลก กลุ่มสตาร์ทอัพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหา Partners ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวอีกว่า งาน Thailand Space Week 2024 จะเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้เข้าร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกและตั้งเป้าที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอวกาศในการแข่งขันระดับโลกงานนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศ และประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพเพื่อเตรียมตัวรองรับกัับการเป็น Space Hub ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

สำหรับงาน Thailand Space Week 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพค เมืองทองธานี ใครที่ชื่นชอบเทคโนโลยีอวกาศต้องไม่พลาด เพราะงานนี้กระทรวง อว. โดย GISTDA และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศขนทัพมาโชว์เต็มพื้นที่ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ tsw.gistda.or.th หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊กของ GISTDA

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’ ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812042

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’  ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’ ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แม้การประกอบการออนไลน์จะทำให้การเดินทางของผู้ซื้อลดลง แต่กลับสวนทางกับตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่ง ดร.วีณารัตน์ อุดทา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นพบโซลูชั่นส์สำหรับขาช้อปออนไลน์ ที่ทั้งได้สินค้ารวดเร็วถูกใจ-ได้ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

จากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Management and Marketing” เมื่อเร็วๆ นี้ จากการสำรวจขาช้อปชาวไทยเกือบ 800 รายจากทั่วประเทศ พบจำนวนเกินครึ่งใส่ใจ “สินค้าที่จัดส่งแบบโลว์คาร์บอน” จึงได้เสนอโซลูชั่นส์ “ELR” 3 ทางเลือกสำหรับขาช้อปออนไลน์ โดย “E” แทนคำว่า “Eco -Logistics” ที่ว่าด้วยการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีการจัดการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เกินจำเป็น โดยการขนส่งยิ่งน้อยรอบยิ่งดี รวมทั้งหีบห่อหากนำกลับใช้ใหม่ หรือบรรจุได้ทั้งหมดในคราวเดียวจะเกิดประโยชน์มากกว่า มีมากกล่อง แต่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็ต้องทิ้ง

“L” แทนคำว่า “Last – mile Innovations” หากเลือกสินค้าที่จัดส่งด้วยยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าได้ยิ่งดี ทว่า เป็นไปได้ยากหากไม่ใช่เขตเมืองที่มีสถานีชาร์จ และแม้ไม่ถึงกับต้องใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” (Drone) ในการขนส่ง เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่ใช้ในเขตพื้นที่ห่างไกล เพียงใช้ยานพาหนะทั่วไป หากมีการบริการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคลังสินค้า ส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านก็จะสามารถช่วยลดคาร์บอนได้

และ “R” แทนคำว่า “Responsible Consumer Behavior” ที่ได้แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ซื้อให้มีการวางแผนที่ดี และรอบคอบก่อนการซื้อ เพื่อจะได้เกิดการ “ส่งคืนสินค้า” ให้น้อยที่สุด ซึ่งการเลือก “จ่ายเงินปลายทาง” จะทำให้ได้รับสินค้าที่แน่นอนตามเวลา และแม้จำเป็นต้องส่งคืนสินค้า ควรรีบดำเนินการในทันที เพื่อให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อ “คุณภาพสินค้า” ที่อาจมีความผันผวนตามเงื่อนไขเวลา

นอกจากผลการวิจัยดังกล่าว สิ่งที่น่าวิตกจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัยในฐานะอาจารย์สอนด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม พบว่า แม้เยาวชนไทยจะรับรู้ถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต้องการการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจทางด้านการบริหารจัดการ และกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนเพิ่มเติม เช่น ความรู้ทางด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นนโยบายจูงใจให้เกิดการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคการผลิต

ช่องว่างความรู้นี้ยังพบได้ในประชาชนทั่วไป ในขณะที่ภาคธุรกิจกำลังดำเนินการลดรอยเท้าคาร์บอน การให้ความรู้ในวงกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811191

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่  มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ผมพร้อมสร้างปรากฏการณ์และความมั่นคง ให้กับพี่น้องชาวบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทุ่มเทให้กับการทำงานเต็มร้อย โดยนำค่านิยมองค์กร (BSRU PHENOMENA) มาขับเคลื่อน เพื่อก้าวสู่องค์กรแห่งความรุ่งเรืองที่เน้นศักยภาพรอบด้านยึดคุณธรรม จริยธรรม พร้อมเปิดกว้างมุมมองที่แตกต่างและเสริมสร้างทัศนคติที่มีค่า ร่วมพัฒนาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ตลอดจนต้องยึดวิสัยทัศน์การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย สร้างคุณค่า นำภูมิปัญญาไทยสู่สังคมที่ยั่งยืน และก้าวสู่การเป็น World Class University ในอนาคต”

ประโยคที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของ ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ ที่ประกาศชัดเจนถึงวิสัยทัศน์การเดินหน้าทำงาน หลังนั่งเก้าอี้ตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) คนใหม่อย่างเต็มตัว และในวันนี้ทีมข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับอธิการบดี มบส.ถึงแนวทางการบริหารงาน มาเริ่มกันที่….

“เส้นทางการทำงานในรั้วราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ เปิดเผยว่า ทำงานบ้านสมเด็จฯ ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เริ่มจากรองผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ดูแลเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาวิทยาเขตสระยายโสม จ.สุพรรณบุรี คือ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดีในปัจจุบัน ทำงานที่นี้ 10 ปี จากนั้นก็มาเป็นรองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ก่อนไปรับตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย 2 วาระติดต่อกัน และตำแหน่งอธิการบดี มบส. ในปัจจุบัน

ส่วนหลักการทำงาน และผลงานการบริหารที่โดดเด่นนั้น อธิการบดี มบส. กล่าวว่า ในระยะแรกที่เป็นผู้บริหาร มีผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เราก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร คิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน ให้ความเคารพรุ่นพี่เสมอ ส่วนการทำงานจะใช้วิธีขอความร่วมมือ ช่วยกันดูแลเสมือนเป็นญาติพี่น้องทำให้ได้รับความเมตตา และความร่วมมือเป็นอย่างดี ความภาคภูมิใจมากในการทำงาน คือตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้ดูแลนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้บริบทจากต่างแดน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งได้รับประสบการณ์ด้านนี้มาไม่น้อยกว่า 20 ปี เมื่อได้ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จึงได้โอกาสเปิดรับนักศึกษาระดับป.โทและป.เอก เข้ามาเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติจากจีน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากมหาวิทยาลัย 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) อีกด้วย

สำหรับกลยุทธ์การเปิดตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะการดึงเงินหยวนเข้ามหาวิทยาลัย ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวว่า จากประสบการณ์ด้านการดูแลนักศึกษาต่างชาติในระยะเวลากว่า 20 ปี มานั้น ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการของนักศึกษาต่างชาติอย่างแท้จริง รวมถึงบ้านสมเด็จฯ ของเราที่มีเครือข่ายในประเทศจีนที่เข้มแข็งมายาวนาน จึงเป็นโอกาสที่ดีเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับจีนให้มากยิ่งขึ้นไปอีกทำให้เกิดการยอมรับและความเชื่อมั่น จึงมีนักศึกษาไทยและต่างชาติเข้ามาเรียน มากกว่า 2,000 คน และมีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาดูงานการจัดการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่ง มบส.เป็นมหาวิทยาลัยไทยที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนมากติดเป็นอันดับต้นๆ เป็นเรื่องที่เราภูมิใจกันมากเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์สำคัญการเปิดตลาดวิชาการต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสัมพันธ์กับจีนที่ยาวนานมา 20 กว่าปี จึงทำให้เครือข่ายในประเทศจีน มีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านวิชาการของเรา แต่ผมไม่ได้มองแค่จีน เราจะต้องมองหาความร่วมมือและเครือข่ายประเทศอื่นด้วย เช่น อินเดีย หรือประเทศในแถบยุโรป เราต้องรุกไปข้างหน้าจะมานั่งอยู่กับที่คงไม่ได้ เพราะว่าการแข่งขันของแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกันปัจจุบันเด็กไม่สนใจปริญญา และสถานประกอบการต้องการคนมีทักษะทำงานได้เลย อธิการบดี มบส. ให้ความเห็นว่า สถานประกอบการนั้นต้องการคนเก่งมาทำงานได้เลย และไม่จำเป็นต้องจบปริญญาแค่ขอให้มีทักษะ ขณะที่เด็กก็ไม่สนใจปริญญา อยากมีทักษะและความรู้ระยะสั้น ไม่อยากมานั่งเรียนยาวๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ให้ได้ ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าให้ได้อย่างไร เราต้องทำหลักสูตรระยะสั้นที่นักศึกษาสนใจ การสร้างเครดิตแบงก์ทางวิชาการ เด็กมาเรียนหลักสูตรระยะสั้นกับเราสามารถเก็บไว้เป็นเครดิตแบงก์ได้ ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถนำความรู้มาเทียบโอนเพื่อจบปริญญา ในอนาคตเราต้องเปลี่ยนแปลงถ้าไม่ปรับตัวเราจะอยู่ไม่ได้ มีการยุบรวมสาขาวิชาเป็นศาสตร์บูรณาการ ดังนั้น การเรียนการสอนต้องทันสมัยและมีหลายรูปแบบ ให้มีความคล่องตัวไม่เช่นนั้นเราเดินต่อไม่ได้ ที่สำคัญทุกอย่างต้องเริ่ม และลงมือทำเลยเดิมปลาใหญ่กินปลาเล็ก เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้า ต้องรีบทำ ต้องทำงานเชิงรุกทุกหน่วยงานและทุกจุด

โดยจุดแข็งของ มบส. ในการดึงนักศึกษาไทยและต่างชาติมาเรียน ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ กล่าวว่า จากการเรียนรู้และได้พูดคุยกับนักศึกษาต่างชาติว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่ มบส. ได้คำตอบว่า มบส.ดูแลนักศึกษาดี เหมือนเป็นลูกคนที่ 2 ของเรา มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลตลอดเวลาทำให้นักศึกษาประทับใจขณะที่ผู้ปกครองของเด็กก็ประทับใจ เพราะเราดูแลนักศึกษาต่างชาติเหมือนนักศึกษาไทยทุกอย่าง ส่วนจุดเด่นของ มบส. มีความเก่าแก่ มีชื่อเสียง และเปิดมา 100 กว่าปี มีศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้การผลิตครูของเรามีชื่อเสียงมายาวนาน ทั้งด้านดนตรีก็เด่น เป็นสถาบันการศึกษาที่มีการผลิตบัณฑิตทางด้านดนตรี ครูทางด้านดนตรีที่ไปสอนในสถาบันการศึกษาเกือบทั่วประเทศส่วนใหญ่จบการศึกษาสาขาดนตรีจากบ้านสมเด็จฯ ผมจะนำจุดแข็งที่มีอยู่มาทำให้เกิดมูลค่ามากยิ่งขึ้น โดยการสร้างแบรนด์ขององค์กรให้คนรู้จักกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเน้นคุณภาพด้วย ผมจะเปิดบ้านสมเด็จฯให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการ เป็นคอมเพล็กซ์ จัดกิจกรรมที่โดดเด่น และให้แต่ละคณะไปดูว่าตัวเองมีจุดเด่นระดับประเทศอย่างไร อย่างน้อยคณะละ1 เรื่อง จากนั้นเริ่มสร้างภาพลักษณ์ และต้องผลักดันกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องจัดรูปแบบหน่วยงานที่สนับสนุนให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างเต็มร้อย ให้ความสำคัญด้านการให้บริการและดูแลนักศึกษาเสมือนเป็นลูกหลานของเรา

“ผมตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำในสิ่งที่เราตั้งใจตามที่ได้มุ่งมั่นไว้แล้วเสร็จในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ในช่วง 4 ปีจากนี้ ผมเป็นคนคิดแล้วก็จะเร่งดำเนินการควบคู่กันไป โดยนำประสบการณ์ที่ยาวนานด้านการบริหารที่ผ่านมาร่วมกับพลังของเครือข่ายและพลังของเราชาวบ้าน
สมเด็จฯ จึงมีความเชื่อมั่นจะสำเร็จแน่นอน ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพรอบด้านโดยเฉพาะทางด้านวิชาการ ที่ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนนักศึกษาไทยและต่างชาติ ทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมถึงหลักสูตรระยะสั้น โดยเฉพาะหลักสูตรสำหรับผู้สูงวัย เน้นหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เพื่อจะได้ดูแลตัวเองได้ส่วนรูปแบบการศึกษาก็จะประยุกต์ให้ทันสมัยทันต่อยุค และทันต่อเหตุการณ์” ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวและว่า เด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อยและเปราะบาง

ดังนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคุณพ่อลูกสาม ต้องยอมรับเลยว่าเด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง เราก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็ไม่ปล่อย ผมสอนลูกให้ตั้งใจและดูตนเองเป็นต้นแบบ ผมดีใจที่ลูกเป็นเด็กดีและผมสนับสนุนให้ลูกๆ ได้มีงานอดิเรก เพื่อให้มีเวลาผ่อนคลายบ้าง ส่วนผมถ้าว่างชอบร้องเพลงของยุค 90 เช่น ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ พลพล พลกองเส็งวงกะลา นอกจากนี้ ผมชอบไหว้พระ และสวดมนต์ เพราะทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิ สำหรับเด็กรุ่นใหม่เราต้องให้เค้าได้แสดงออก ให้อิสระ แต่ไม่ปล่อย ซึ่งตรงนี้สำคัญพ่อแม่ต้องเข้าใจลูก แม้แต่ลูกศิษย์ก็เหมือนกัน เราต้องคุยกับเขาด้วยเหตุและผลต้องเอาใจใส่ ต้องอธิบายให้เค้าเข้าใจและเค้าก็จะทำตามเอง

จากนี้ไป เรามาช่วยให้กำลังใจอธิการบดี มบส.คนใหม่ ที่จะนำพามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาไปสู่เป้าหมายได้ตามที่คาดหวังไว้ สุดท้ายนี้อธิการบดี มบส. ได้ฝากคติประจำใจในการทำงาน “คุณธรรมนำความสำเร็จ เพื่อบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810099

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’  2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.55 น.

“กัญชา” กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “ประเด็นร้อน”ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เพราะด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มุ่งมั่นอย่างมากที่จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และ สมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกตัวรับลูกไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่อีกด้านหนึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้ผลักดันจนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดได้สำเร็จในรัฐบาลชุดก่อนหน้า และที่ผ่านมาก็จะเห็นสมาชิกพรรคออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอยู่เนืองๆ

9 มิ.ย. 2567 ถือเป็นวันครบรอบ2 ปี นับจากการปลดล็อกกัญชาพ้นจากยาเสพติด มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นจากทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยฝ่ายสนับสนุนนั้นมีการเปิดวงเสวนา “ผลกระทบของกัญชาเสรี ทางออกที่เหมาะสมของสังคมไทยคืออะไร” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไทโดย อำนาจ เหล่ากอที ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง

นอกจากนั้น ยังมีการขายทางออนไลน์ซึ่งทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2564 เริ่มมีการปลดล็อกกัญชา แต่เป็นเพียงเพื่อให้ใช้ในทางการแพทย์และการวิจัยเท่านั้นซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ปี 2504 ซึ่งกำหนดมาตรฐานเรื่องการเปิดให้ผลิตและใช้กัญชา ว่าจะต้องเน้นไปที่เพื่อการแพทย์ การวิจัย วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วง2 ปีที่ผ่านมา พบข่าวผลกระทบจากการใช้กัญชาเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มีอาการจิตหลอน

“แน่นอนว่าในตัวของกัญชาเองผลกระทบของมันกับตัวผลบวก ทุกอย่างก็มี Pro (สนับสนุน) และ Con (คัดค้าน) มันอยู่ที่ว่าเราจะสร้างความเข้าใจให้ได้อย่างไรสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเมืองไทย พอเรารู้ว่ากัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ รักษาอะไรได้บ้าง ก็ไปศึกษาค้นคว้ากันเอาเอง แต่ในต่างประเทศ ล่าสุดก็ไปประชุมที่เวียนนา(ออสเตรีย) เมื่อเดือน มี.ค. 2567 ทุกคนเขาบอกว่า การจะใช้กัญชา มันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมทางการแพทย์

คุณใช้ในทางการแพทย์ก็จริง แต่ไม่ใช่เดินไปซื้อ ปลูกเองเด็ดเองมาชงเองนั่นไม่ใช่ เพราะสภาพร่างกายแต่ละคนกับการตอบสนองต่อกัญชาไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนที่จะรู้ดีได้คือตัวเรากับตัวคนที่เป็นแพทย์ที่มาวินิจฉัยโรคให้เราว่าคุณใช้เท่าไร ปัจจุบันนี้แม้แต่ตัวสหประชาชาติเอง และ WHO (องค์การอนามัยโลก) ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าขนาดการใช้ที่เหมาะสมต่อร่างกายมนุษย์แต่ละช่วงอายุมันคือเท่าไร” ผอ.กองกฎหมาย ป.ป.ส. กล่าว

ผศ.นพ.ศุภกร ศรีแผ้ว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพเพิ่มเติมขึ้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจุดจำหน่ายกัญชาและจำนวนผู้ใช้กัญชา ว่าในเดือน ส.ค. 2566 มีจุดจำหน่ายกัญชา(ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) รวม 5,600 จุดแต่ ณ วันที่ 7 มิ.ย.2567 เพิ่มขึ้นเป็น 8,132 จุดมีทั้งผลิตภัณฑ์กัญชาโดยตรง (ทั้งแบบแห้งแบบสด และแบบอัดแท่ง) และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีส่วนผสมของกัญชา

ทั้งนี้ ประชาชนร้อยละ 24 เข้าถึงจุดจำหน่ายกัญชาได้ในรัศมี 400 เมตร รอบบ้านร้อยละ 28 ในรัศมี 800 เมตร และร้อยละ 31 ในรัศมี 1,200 เมตร นอกจากนั้น ประชากรร้อยละ 9 ปลูกกัญชาในบ้านของตนเองซึ่งครัวเรือนที่ปลูกกัญชา มีโอกาสที่สมาชิกในครัวเรือนจะใช้กัญชา มากกว่าครัวเรือนที่ไม่ปลูกถึง 4.4 เท่า ขณะที่การใช้กัญชาหลังปลดล็อกจากการเป็นยาเสพติด ในกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุ 12-19 ปี) โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่นอกระบสถานศึกษา พบการใช้กัญชาถึงร้อยละ 47.6 จากเดิมที่พบเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้น

เมื่อดูจำนวนข่าวอาชญากรรมที่มีรายงานความเกี่ยวข้องกับกัญชา พบว่า ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2564-8 มิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด พบจำนวน22 ข่าว น้อยกว่าช่วงวันที่ 9 มิ.ย. 2565-21 ธ.ค. 2566 หรือช่วงหลังปลดล็อก ที่พบถึง 95 ข่าว ประเภทข่าวที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือข่าวการสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จากเดิมร้อยละ 4 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ทั้งนี้ ประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปเกี่ยวข้องกับกัญชา ควรมีกฎหมายห้ามเสพกัญชาแล้วขับขี่ยานพาหนะ ห้ามข้าราชการใช้กัญชา

และเมื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์จริงๆ ก็ยังพบปัญหา “ผู้ป่วยใช้กัญชาโดยไม่ได้รับจากแพทย์ (ไม่ว่าแพทย์แผนไทยหรือแผนปัจจุบัน) แต่อาศัยการสอบถามคนรู้จักหรือค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง”นอกจากนั้น “ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้กัญชายังให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้” เช่น กินยาตามคำแนะนำของแพทย์ไม่ปรับยาเอง ไปพบแพทย์ตามนัด การดูแลสุขภาพ อาทิ ออกกำลังกาย งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“เริ่มเห็นนักเรียน-นักศึกษาใช้และสูบกัญชาในที่สาธารณะ เด็กประถมหรือมัธยมเริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์เอง มีการโพสต์การใช้อุปกรณ์ลงโซเชียล เริ่มเห็นนักเรียนหญิงเริ่มมีอาการเมากัญชา นักเรียนข่มขู่ครูที่ไม่ให้ตนเองสูบกัญชา บางครั้งอาจต้องมีการตามเจ้าหน้าที่มาเพื่อรักษาสถานการณ์ในส่วนที่มีนักเรียนเกิดอาการไม่ปกติ ภาระงานของหน่วยบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องก็มีมากขึ้น แต่พบว่าสถานบำบัดหลายแห่งมีขีดความสามารถในการรับผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของกัญชาไม่เพียงพอ เรื่องของความเดือดร้อนในชุมชน มีควันรบกวนจากเพื่อนบ้าน

มีเกสรละอองของกัญชาปลิวมาจากในชุมชน เนื่องจากชุมชนปลูกและวิจัยกัญชาจำนวนมาก ผู้ที่เดือดร้อนเองก็ไม่รู้จะเรียกร้องกับผู้ใด เนื่องจากกัญชาไม่ใช่สารเสพติด ไม่ผิดกฎหมาย กรณีเกิดอุบัติเหตุจราจรและเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกัญชา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถส่งตรวจกัญชาได้และในบริบทใกล้ตัวอย่างครอบครัว เราพบชายวัยทำงาน เป็นคุณพ่อ กลายเป็นคนที่ไม่ได้ทำงาน วัยรุ่นที่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก็มีไม่ได้เรียนและไม่ได้ทำงาน ผู้ป่วยก็เกิดอาการผิดปกติและทำความเดือดร้อนให่แก่คนในครอบครัว” ผศ.นพ.ศุภกร กล่าว

ด้าน ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนมอง(ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. .. ซึ่งนำเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเปิดให้รับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค.-15 พ.ย. 2566 พบว่าหลายอย่างไม่แตกต่างจากร่างเดิม ที่เคยพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วก่อนจะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 สาระสำคัญยังคงเป็นการปลดกัญชาจากบัญชียาเสพติด มีการอ้างว่าใช้กัญชาในทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

โดยมีข้อสังเกต เช่น มาตรา 3 ที่ระบุว่า หากใช้กัญชากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น ก็ไม่ต้องถูกควบคุมในฐานะยาเสพติด ซึ่งหากไปดูต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยังไม่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตไปแล้ว, มาตรา 9 (1) ที่ระบุว่า สนับสนุนให้ประชาชนปลูกหรือแปรรูปกัญชา ข้อนี้ไม่สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.),

มาตรา 29 อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 15 ต้นต่อครัวเรือน โดยให้ผู้ปลูกจดแจ้งกับรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยิ่งส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่หากผู้ปลูกเป็นสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต แบบนั้นยังพอรับได้เพราะมีการควบคุม อนึ่ง แม้จะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้จดแจ้งขอปลูกกัญชา แต่กลับไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ในรัฐที่อนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ผู้ปลูกต้องตัดช่อดอกไปทำลายทิ้ง รวมถึงห้ามเด็กและเยาวชนเข้าถึง,

มาตรา 60 ว่าด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์กัญชา กำหนดเพียงการห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และบุคคลอื่นซึ่งจะให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศในกฎกระทรวง ซึ่งการออกกฎหมายลักษณะนี้ทำให้กัญชากลายเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยสรุปแล้วร่างกฎหมายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ 1.ทำให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด 2.สามารถใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ 3.ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพในระยะยาว 4.ทำให้กลุ่มธุรกิจกัญชาได้ประโยชน์ 5.เกิดปัญหาธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน

ดังนั้น ควรมีการแก้ไขในเรื่องนี้ เช่น ควรทบทวนเนื้อหา (ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชงทั้งที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข ควรกำหนดให้ช่อดอก สารสกัดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น THC ที่ต่ำกว่า 0.2 หรือไม่ก็ตาม ควรเป็นส่วนที่ต้องควบคุม ในเรื่องของกัญชาที่ต้องควบคุมตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ทิงเจอร์ เรซิน ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประภท 5 แต่อาจยกเว้นบางส่วนที่เป็นเปลือก ลำต้น ราก เส้นใย กิ่ง ก้าน เมล็ด ที่ไม่สามารถปลูกได้ ส่วนใบกัญชาควรควบคุมในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้น ไม่ควรอนุญาตให้มีการผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้น อย. ควรทบทวนการออกประกาศอนุญาตดังกล่าว และรัฐอาจส่งเสริมกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรส่งเสริมกัญชาเพราะเป็นยาเสพติด

“ประชาชนไม่ควรปลูกกัญชาได้ เพราะไม่มีประโยชน์และมีความเสี่ยงเอาไปใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจมีการกำหนดบทเฉพาะกาล เช่น ให้มีผล 90 แต่ไม่เกิน 120 วัน เพื่อให้ธุรกิจกัญชาปรับตัวได้ ก็อาจให้เขาไปปรับตัวส่วนการเยียวยา ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรไปเยียวยา เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ใครอยากต้องรับการเยียวยาก็ไปที่ภูมิใจไทย หรือจะไปที่ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ไพศาล กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด นำโดยเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย และภาคีชาวกัญชาประเทศไทย รวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืน โดยมีแกนนำหลายคน อาทิ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวว่า ข่าวการที่รัฐบาลประกาศจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้นได้รับความสนใจจากชาวโลกเป็นจำนวนมาก

“เราต้องการทำกัญชาให้อยู่ภายใต้กฎหมาย อย่าผลักไสเราลงสู่ใต้ดินเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา หมอยาหลายที่ทำยาแจกคนป่วย เราต้องยกต้นกัญชาหนีตำรวจ
เรามาวันนี้เพื่อการกฎหมายไม่ใช่หลบหนีกฎหมาย เราต้องการกฎหมายปกติควบคุมกัญชา อย่าเอากัญชาไปขังคุกยาเสพติดอีก” ประสิทธิ์ชัย กล่าว

ขณะที่แกนนำคนอื่นๆ ก็ร่วมกันกล่าวเสริม อาทิ “ลุงดำ” อร่าม ลิ้มสกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกาะเต่า กับ “หลวงสน”สนธยา แซ่โย้ หมอยาจากเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 2 หมอยาชื่อดัง ระบุว่า กัญชาคือยาดี ราคาถูก ปลูกเองได้ จากประสบการณ์ใช้กัญชารักษาผู้ป่วยหายนับหมื่นราย ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน และใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้เคมีบำบัด ตลอดจนโรคอื่นๆ อีกมากมายมีผลการรักษาชัดเจน เป็นเสมือนทองคำเขียวที่ควรได้รับการสนับสนุน และมี พ.ร.บ.มาควบคุมให้ใช้เป็นที่เป็นทาง

จากนั้นผู้ชุมนุมฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ได้เดินขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง ระบุว่า “สังคมตกผลึกร่วมกันว่ากัญชานั้นต้องควบคุม ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.กัญชาควบคุมเพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า และคัดค้านการควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติด” หากรัฐบาลตั้งธงว่ากัญชาต้องเป็นยาเสพติดจะต้องใช้กระบวนการวิจัยสาธารณะตัดสิน

จึงขอให้ตั้งกรรมการร่วมเพื่อจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบ และสำรวจวิจัยกัญชาในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา เพื่อใช้ข้อเท็จจริงจากการวิจัยมากำหนดว่ากัญชาควรควบคุมด้วยกฎหมายใดจึงจะก่อประโยชน์มากกว่า เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.ไม่มีใครถกเถียงว่ากัญชาต้องควบคุมแต่จะควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติดหรือ พ.ร.บ.กัญชา ให้ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นข้อกำหนดสถานะ

โดยนายกรัฐมนตรีพึงตระหนักว่า การที่พรรคของท่านอยากเอากัญชากลับสู่ยาเสพติดเพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ผลิตกัญชาจะเหลือเพียงกลุ่มทุนใหญ่ และเมื่อพูดถึงกัญชาทางการแพทย์มันคือกัญชาที่อยู่ในมือของหมอแผนปัจจุบันและบริษัทยา ประชาชนจะไม่ได้ใช้กัญชาหรืออาจใช้ได้แต่ต้องจ่ายในราคาสูงมาก ข้อดีอย่างเดียวของการนำกัญชาสู่ยาเสพติดคือคนของพวกท่านจะเข้าควบคุมกัญชาที่มีมูลค่านับแสนล้าน

2.ขอให้ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จำนวน2 ชุด เพื่อนำมากำหนดสถานะของกัญชาโดย “ชุดที่ 1” ข้อมูลเปรียบเทียบในประเด็นข้อดีข้อเสีย คุณสมบัติในการก่อโรคและคุณสมบัติในการรักษาโรค ระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่และกัญชา หากปรากฏว่าคุณสมบัติทั้งสามประการ กัญชาร้ายแรงกว่าสุราและบุหรี่ รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติด แต่หากผลการวิจัยปรากฏว่ากัญชาไม่ได้ร้ายไปกว่าแต่กลับเป็นยารักษาโรคให้กับคนยากจนและคนที่หมอไม่รับรักษาจนหายจากโรคมานับไม่ถ้วนก็ต้องให้กัญชาควบคุมโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

“ชุดที่ 2” ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ เพื่อสำรวจวิจัยชุดข้อมูลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของพืชกัญชานับตั้งแต่การปลดล็อกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2565 หากการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ทางร้ายแก่สังคมจนไม่อาจแก้ไข รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติดแต่หากว่าผลการสำรวจวิจัย กัญชาก่อประโยชน์การรักษาชีวิตคนมามากมายและกิจการอื่นใดที่เกี่ยวกับกัญชาไม่ได้ส่งผลร้ายจนเกินจะแก้ไข ก็ให้นำกัญชาไปควบคุมโดยกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

“ข้อเสนอทั้งสองประการเป็นข้อเสนอที่เป็นหลักการพื้นฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะ หากนายกรัฐมนตรียังตระหนักว่าตนเองกำลังเป็นผู้นำรัฐบาลก็จงหันกลับมาใช้กระบวนการที่ถูกต้องในการกำหนดสถานะของกัญชาแต่หากนายกรัฐมนตรีคิดว่าตัวเองเป็นคนของพรรคต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนในพรรคและบริวารว่านเครือ ท่านก็ไม่ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปและเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยจะปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลจนกว่านายกรัฐมนตรีจะยินยอมให้ใช้กฎหมายปกติในการควบคุมกัญชา” แถลงการณ์เครือข่ายฯ ระบุ

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809917

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต  ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากการเรียนที่เราจะต้องโฟกัสเป็นอันดับแรกแล้วนั้น ประสบการณ์จากการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะนี่จะเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวนั้นเท่านั้น ที่เราจะได้สนุก และได้รับผิดชอบชีวิตของตัวเองก่อนจะเข้าสู่วัยทำงาน

นายอมรเทพ ฉลาดดี (อแมนด้า) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนเรียนจบสายวิทย์ – คณิต โรงเรียนนิยมศิลป์อนุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์ และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เพราะว่าชื่นชอบการใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะมีช่วงค้นหาตัวตนอยู่พักใหญ่ก็ตาม แต่เมื่อได้ลองเรียนสายวิทย์ – คณิต ก็พบว่า ระดับมหาวิทยาลัยถ้าเราสามารถเลือกเรียนสายวิชาที่เราชื่นชอบ ก็น่าจะต่อยอดไปยังสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ได้

“จากเพชรบูรณ์ สู่มหาวิทยาลัยรังสิต นี่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่อแมนด้าเลือกเอง หลังจากเรียนจบ ม.ปลาย ก็อยากลองมาเรียนในกรุงเทพฯ หรือใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างน้อยอยากได้ใช้ชีวิต อยากหาสังคมที่ตอบโจทย์ เอาจริงๆ ที่ ม.รังสิต ถือว่าปัง ตอบโจทย์ในทุกคำถาม อแมนด้าตอบได้ เพราะว่าตอนนี้เรียนปี 3 แล้ว ได้สัมผัสชีวิตนักศึกษา ได้เป็นนักกิจกรรม และมีไลฟ์สไตล์อย่างอิสระได้แบบที่ตัวเองอยากทำ อแมนด้าบอกได้เลยว่าคำว่าสังคมดีๆ ที่ตอบโจทย์ คือที่ม.รังสิต ยิ่งบรรยากาศในวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งจริงๆ อาจารย์ รุ่นพี่ เพื่อนๆ ทำไมเหมือนรู้จักกันมาแต่ปางก่อน เราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ถามว่าทำไมเป็นแบบนั้น เพราะว่านอกจากการเรียนหนังสือแล้ว อแมนด้าและเพื่อนๆ ทำกิจกรรมของคณะ และมหาวิทยาลัยด้วย เลยกลายเป็นว่า ถึงเวลาก็
ไปเรียน เลิกเรียนก็มาเจอกันที่ห้องเส(ห้องสำหรับนักกิจกรรม) และก็ได้สุมหัวทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนที่เข้ามาเรียนชั้นปี 1 อแมนด้าเป็นรุ่นที่สถานการณ์โควิดยังรุนแรง ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ กิจกรรมที่ทำก็มีเงื่อนไขมากมาย แต่ก็ไม่สามารถมาเป็นปัญหาได้ เพราะเมื่อได้เจอหน้ากัน เมื่อทุกอย่างกลับมา On-siteทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอกัน และสนิทกันมากขึ้นค่ะ

พอขึ้นปี 2 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มเป็นสต๊าฟทำกิจกรรม ตอนนั้นเราก็เริ่มจากเป็นทีมสันทนาการ ต้องครีเอทกิจกรรมหลายๆ อย่างค่ะและก็ต้องฝึกซ้อมสันทนาการด้วยเมื่อได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ ทำให้อแมนด้าได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ มากขึ้น ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน ทุกวันที่พวกเราใช้เวลาร่วมกัน ก็เพื่อวิทยาลัย เพื่อสิ่งที่พวกเราชื่นชอบ

จนกระทั่งปี 3 นี้ เรียกได้ว่าเป็นชั้นปีที่จะต้องเป็นหลักในการคิดกิจกรรม วางแผนงบประมาณ ประสานงานต่างๆ อแมนด้าเองได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ และน้องๆ เลือกให้เราได้เป็นนายกสภานักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 ใจของเราเองค่อนข้างกลัวในตอนนั้น กลัวจะทำมันออกมาได้ไม่ดี แต่เมื่อมีโอกาสนี่คือช่วงเวลาที่ต้องทำให้ตัวเราเองเชื่อมั่นตัวเราเอง อแมนด้าได้ทำหน้าที่หลากหลายทั้งต้องดูแลภาพรวมของทุกฝ่าย การติดต่อประสานงาน การสื่อสารกับผู้คนที่มีความหลากหลาย ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และอีกมากมาย แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีปัญหา แต่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะเราค่อยๆ ฝึกตัวเองให้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่มีอีโก้ในการทำงาน หากเราเปิดใจก็จะสามารถสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันทุกคนในทีมได้ พอมองย้อนกลับไปทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถพัฒนามาเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้มากๆ”

เรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตอแมนด้าได้เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาอย่างเต็มที่ เพราะสังคมและบรรยากาศที่นี่ ทุกคนก็ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ระหว่างกันอย่างเหมาะสม

“สังคมที่ดี กลุ่มเพื่อนที่ดีพวกเราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อนเอกภาษาอังกฤษ เพื่อนห้องเสที่เป็นนักกิจกรรมด้วยกันอาจารย์ รุ่นพี่ และรุ่นน้อง อแมนด้าได้เห็นการเติบโตของตัวเองของเพื่อน ของน้อง แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ตาม ก็เติบโตเปลี่ยนแปลง จึงสามารถพูดได้ว่ามหาวิทยาลัยรังสิตให้อะไรกับอแมนด้าเยอะมากค่ะ ได้เรียน ได้ทำงาน ได้มีทักษะต่างๆ ยิ่งเมื่อได้ทำกิจกรรมของวิทยาลัย ของมหาวิทยาลัย เราก็ได้รับสิ่งตอบแทนมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่สำคัญที่สุดความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกๆ วัน รู้สึกมั่นใจ และกล้าตัดสินใจมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

สำหรับน้องๆ ที่ยังค้นหา ทำความรู้จักกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราตอบคำถามตัวเองไม่ได้ เพราะบางคำถามต้องใช้ระยะเวลาในการค้นหาคำตอบ หรือเราอาจจะยังคิดอะไรไม่ออก ตอบตัวเองไม่ได้ อแมนด้าก็แนะนำว่าเลือกเรียนภาษาที่คิดว่าชอบก่อนได้ เป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งทาง เพราะสุดท้ายภาษาคือพื้นฐานของการสื่อสาร และภาษาสามารถไปต่อยอดอาชีพได้มากมาย

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809706

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ  ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

23 มิถุนายน ของทุกปีเป็น วันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ซึ่งปีนี้ครบรอบ 15 ปี โดยที่ผ่านมา พกฉ. ทำหน้าที่ในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรเชิงประจักษ์สู่สังคม ผ่านการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนิทรรศการหมุนเวียน งานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติ และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง การถ่ายทอดและส่งต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2566 พกฉ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร ในการไปสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตรและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2566 ที่ผ่านมา พกฉ.เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร ให้กับผู้เข้าชมและเข้าเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เกษตรกร บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 700,000 คน บนพื้นที่ 374 ไร่ผ่านกิจกรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 13 หลักสูตร กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับโครงการท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการหมุนเวียนจำนวน4 ครั้ง จัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งมิตรภาพ ตลาดแห่งองค์ความรู้และการแบ่งปัน ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย จำนวน 11 ครั้ง ตลอดจนการจัดนิทรรศการสัญจรไปยังกลุ่มเป้าหมายกว่า 12 ครั้ง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนปี 2567 นี้ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย และมีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้“กษัตริย์ เกษตร” สอดคล้องการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พลังแห่งแผ่นดิน เพื่อสร้างความสุขที่พอเพียงด้วยวิถีเกษตรไทย ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้มากยิ่งขึ้นและทำงานขยายผลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้ครบจำนวน 72 จังหวัด และเพิ่มเติมในอนาคตให้ครบทุกจังหวัดต่อไป โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และภาคีความร่วมมือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญของทุกภาคของไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมสู่การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2529-2212-13,08-7359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ