สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811191

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่  มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ผมพร้อมสร้างปรากฏการณ์และความมั่นคง ให้กับพี่น้องชาวบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทุ่มเทให้กับการทำงานเต็มร้อย โดยนำค่านิยมองค์กร (BSRU PHENOMENA) มาขับเคลื่อน เพื่อก้าวสู่องค์กรแห่งความรุ่งเรืองที่เน้นศักยภาพรอบด้านยึดคุณธรรม จริยธรรม พร้อมเปิดกว้างมุมมองที่แตกต่างและเสริมสร้างทัศนคติที่มีค่า ร่วมพัฒนาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ตลอดจนต้องยึดวิสัยทัศน์การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย สร้างคุณค่า นำภูมิปัญญาไทยสู่สังคมที่ยั่งยืน และก้าวสู่การเป็น World Class University ในอนาคต”

ประโยคที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของ ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ ที่ประกาศชัดเจนถึงวิสัยทัศน์การเดินหน้าทำงาน หลังนั่งเก้าอี้ตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) คนใหม่อย่างเต็มตัว และในวันนี้ทีมข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับอธิการบดี มบส.ถึงแนวทางการบริหารงาน มาเริ่มกันที่….

“เส้นทางการทำงานในรั้วราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ เปิดเผยว่า ทำงานบ้านสมเด็จฯ ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เริ่มจากรองผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ดูแลเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาวิทยาเขตสระยายโสม จ.สุพรรณบุรี คือ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดีในปัจจุบัน ทำงานที่นี้ 10 ปี จากนั้นก็มาเป็นรองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ก่อนไปรับตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย 2 วาระติดต่อกัน และตำแหน่งอธิการบดี มบส. ในปัจจุบัน

ส่วนหลักการทำงาน และผลงานการบริหารที่โดดเด่นนั้น อธิการบดี มบส. กล่าวว่า ในระยะแรกที่เป็นผู้บริหาร มีผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เราก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร คิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน ให้ความเคารพรุ่นพี่เสมอ ส่วนการทำงานจะใช้วิธีขอความร่วมมือ ช่วยกันดูแลเสมือนเป็นญาติพี่น้องทำให้ได้รับความเมตตา และความร่วมมือเป็นอย่างดี ความภาคภูมิใจมากในการทำงาน คือตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้ดูแลนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้บริบทจากต่างแดน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งได้รับประสบการณ์ด้านนี้มาไม่น้อยกว่า 20 ปี เมื่อได้ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จึงได้โอกาสเปิดรับนักศึกษาระดับป.โทและป.เอก เข้ามาเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติจากจีน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากมหาวิทยาลัย 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) อีกด้วย

สำหรับกลยุทธ์การเปิดตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะการดึงเงินหยวนเข้ามหาวิทยาลัย ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวว่า จากประสบการณ์ด้านการดูแลนักศึกษาต่างชาติในระยะเวลากว่า 20 ปี มานั้น ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการของนักศึกษาต่างชาติอย่างแท้จริง รวมถึงบ้านสมเด็จฯ ของเราที่มีเครือข่ายในประเทศจีนที่เข้มแข็งมายาวนาน จึงเป็นโอกาสที่ดีเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับจีนให้มากยิ่งขึ้นไปอีกทำให้เกิดการยอมรับและความเชื่อมั่น จึงมีนักศึกษาไทยและต่างชาติเข้ามาเรียน มากกว่า 2,000 คน และมีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาดูงานการจัดการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่ง มบส.เป็นมหาวิทยาลัยไทยที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนมากติดเป็นอันดับต้นๆ เป็นเรื่องที่เราภูมิใจกันมากเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์สำคัญการเปิดตลาดวิชาการต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสัมพันธ์กับจีนที่ยาวนานมา 20 กว่าปี จึงทำให้เครือข่ายในประเทศจีน มีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านวิชาการของเรา แต่ผมไม่ได้มองแค่จีน เราจะต้องมองหาความร่วมมือและเครือข่ายประเทศอื่นด้วย เช่น อินเดีย หรือประเทศในแถบยุโรป เราต้องรุกไปข้างหน้าจะมานั่งอยู่กับที่คงไม่ได้ เพราะว่าการแข่งขันของแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกันปัจจุบันเด็กไม่สนใจปริญญา และสถานประกอบการต้องการคนมีทักษะทำงานได้เลย อธิการบดี มบส. ให้ความเห็นว่า สถานประกอบการนั้นต้องการคนเก่งมาทำงานได้เลย และไม่จำเป็นต้องจบปริญญาแค่ขอให้มีทักษะ ขณะที่เด็กก็ไม่สนใจปริญญา อยากมีทักษะและความรู้ระยะสั้น ไม่อยากมานั่งเรียนยาวๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ให้ได้ ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าให้ได้อย่างไร เราต้องทำหลักสูตรระยะสั้นที่นักศึกษาสนใจ การสร้างเครดิตแบงก์ทางวิชาการ เด็กมาเรียนหลักสูตรระยะสั้นกับเราสามารถเก็บไว้เป็นเครดิตแบงก์ได้ ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถนำความรู้มาเทียบโอนเพื่อจบปริญญา ในอนาคตเราต้องเปลี่ยนแปลงถ้าไม่ปรับตัวเราจะอยู่ไม่ได้ มีการยุบรวมสาขาวิชาเป็นศาสตร์บูรณาการ ดังนั้น การเรียนการสอนต้องทันสมัยและมีหลายรูปแบบ ให้มีความคล่องตัวไม่เช่นนั้นเราเดินต่อไม่ได้ ที่สำคัญทุกอย่างต้องเริ่ม และลงมือทำเลยเดิมปลาใหญ่กินปลาเล็ก เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้า ต้องรีบทำ ต้องทำงานเชิงรุกทุกหน่วยงานและทุกจุด

โดยจุดแข็งของ มบส. ในการดึงนักศึกษาไทยและต่างชาติมาเรียน ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ กล่าวว่า จากการเรียนรู้และได้พูดคุยกับนักศึกษาต่างชาติว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่ มบส. ได้คำตอบว่า มบส.ดูแลนักศึกษาดี เหมือนเป็นลูกคนที่ 2 ของเรา มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลตลอดเวลาทำให้นักศึกษาประทับใจขณะที่ผู้ปกครองของเด็กก็ประทับใจ เพราะเราดูแลนักศึกษาต่างชาติเหมือนนักศึกษาไทยทุกอย่าง ส่วนจุดเด่นของ มบส. มีความเก่าแก่ มีชื่อเสียง และเปิดมา 100 กว่าปี มีศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้การผลิตครูของเรามีชื่อเสียงมายาวนาน ทั้งด้านดนตรีก็เด่น เป็นสถาบันการศึกษาที่มีการผลิตบัณฑิตทางด้านดนตรี ครูทางด้านดนตรีที่ไปสอนในสถาบันการศึกษาเกือบทั่วประเทศส่วนใหญ่จบการศึกษาสาขาดนตรีจากบ้านสมเด็จฯ ผมจะนำจุดแข็งที่มีอยู่มาทำให้เกิดมูลค่ามากยิ่งขึ้น โดยการสร้างแบรนด์ขององค์กรให้คนรู้จักกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเน้นคุณภาพด้วย ผมจะเปิดบ้านสมเด็จฯให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการ เป็นคอมเพล็กซ์ จัดกิจกรรมที่โดดเด่น และให้แต่ละคณะไปดูว่าตัวเองมีจุดเด่นระดับประเทศอย่างไร อย่างน้อยคณะละ1 เรื่อง จากนั้นเริ่มสร้างภาพลักษณ์ และต้องผลักดันกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องจัดรูปแบบหน่วยงานที่สนับสนุนให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างเต็มร้อย ให้ความสำคัญด้านการให้บริการและดูแลนักศึกษาเสมือนเป็นลูกหลานของเรา

“ผมตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำในสิ่งที่เราตั้งใจตามที่ได้มุ่งมั่นไว้แล้วเสร็จในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ในช่วง 4 ปีจากนี้ ผมเป็นคนคิดแล้วก็จะเร่งดำเนินการควบคู่กันไป โดยนำประสบการณ์ที่ยาวนานด้านการบริหารที่ผ่านมาร่วมกับพลังของเครือข่ายและพลังของเราชาวบ้าน
สมเด็จฯ จึงมีความเชื่อมั่นจะสำเร็จแน่นอน ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพรอบด้านโดยเฉพาะทางด้านวิชาการ ที่ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนนักศึกษาไทยและต่างชาติ ทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมถึงหลักสูตรระยะสั้น โดยเฉพาะหลักสูตรสำหรับผู้สูงวัย เน้นหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เพื่อจะได้ดูแลตัวเองได้ส่วนรูปแบบการศึกษาก็จะประยุกต์ให้ทันสมัยทันต่อยุค และทันต่อเหตุการณ์” ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวและว่า เด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อยและเปราะบาง

ดังนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคุณพ่อลูกสาม ต้องยอมรับเลยว่าเด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง เราก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็ไม่ปล่อย ผมสอนลูกให้ตั้งใจและดูตนเองเป็นต้นแบบ ผมดีใจที่ลูกเป็นเด็กดีและผมสนับสนุนให้ลูกๆ ได้มีงานอดิเรก เพื่อให้มีเวลาผ่อนคลายบ้าง ส่วนผมถ้าว่างชอบร้องเพลงของยุค 90 เช่น ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ พลพล พลกองเส็งวงกะลา นอกจากนี้ ผมชอบไหว้พระ และสวดมนต์ เพราะทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิ สำหรับเด็กรุ่นใหม่เราต้องให้เค้าได้แสดงออก ให้อิสระ แต่ไม่ปล่อย ซึ่งตรงนี้สำคัญพ่อแม่ต้องเข้าใจลูก แม้แต่ลูกศิษย์ก็เหมือนกัน เราต้องคุยกับเขาด้วยเหตุและผลต้องเอาใจใส่ ต้องอธิบายให้เค้าเข้าใจและเค้าก็จะทำตามเอง

จากนี้ไป เรามาช่วยให้กำลังใจอธิการบดี มบส.คนใหม่ ที่จะนำพามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาไปสู่เป้าหมายได้ตามที่คาดหวังไว้ สุดท้ายนี้อธิการบดี มบส. ได้ฝากคติประจำใจในการทำงาน “คุณธรรมนำความสำเร็จ เพื่อบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810099

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’  2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.55 น.

“กัญชา” กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “ประเด็นร้อน”ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เพราะด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มุ่งมั่นอย่างมากที่จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และ สมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกตัวรับลูกไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่อีกด้านหนึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้ผลักดันจนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดได้สำเร็จในรัฐบาลชุดก่อนหน้า และที่ผ่านมาก็จะเห็นสมาชิกพรรคออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอยู่เนืองๆ

9 มิ.ย. 2567 ถือเป็นวันครบรอบ2 ปี นับจากการปลดล็อกกัญชาพ้นจากยาเสพติด มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นจากทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยฝ่ายสนับสนุนนั้นมีการเปิดวงเสวนา “ผลกระทบของกัญชาเสรี ทางออกที่เหมาะสมของสังคมไทยคืออะไร” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไทโดย อำนาจ เหล่ากอที ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง

นอกจากนั้น ยังมีการขายทางออนไลน์ซึ่งทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2564 เริ่มมีการปลดล็อกกัญชา แต่เป็นเพียงเพื่อให้ใช้ในทางการแพทย์และการวิจัยเท่านั้นซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ปี 2504 ซึ่งกำหนดมาตรฐานเรื่องการเปิดให้ผลิตและใช้กัญชา ว่าจะต้องเน้นไปที่เพื่อการแพทย์ การวิจัย วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วง2 ปีที่ผ่านมา พบข่าวผลกระทบจากการใช้กัญชาเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มีอาการจิตหลอน

“แน่นอนว่าในตัวของกัญชาเองผลกระทบของมันกับตัวผลบวก ทุกอย่างก็มี Pro (สนับสนุน) และ Con (คัดค้าน) มันอยู่ที่ว่าเราจะสร้างความเข้าใจให้ได้อย่างไรสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเมืองไทย พอเรารู้ว่ากัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ รักษาอะไรได้บ้าง ก็ไปศึกษาค้นคว้ากันเอาเอง แต่ในต่างประเทศ ล่าสุดก็ไปประชุมที่เวียนนา(ออสเตรีย) เมื่อเดือน มี.ค. 2567 ทุกคนเขาบอกว่า การจะใช้กัญชา มันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมทางการแพทย์

คุณใช้ในทางการแพทย์ก็จริง แต่ไม่ใช่เดินไปซื้อ ปลูกเองเด็ดเองมาชงเองนั่นไม่ใช่ เพราะสภาพร่างกายแต่ละคนกับการตอบสนองต่อกัญชาไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนที่จะรู้ดีได้คือตัวเรากับตัวคนที่เป็นแพทย์ที่มาวินิจฉัยโรคให้เราว่าคุณใช้เท่าไร ปัจจุบันนี้แม้แต่ตัวสหประชาชาติเอง และ WHO (องค์การอนามัยโลก) ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าขนาดการใช้ที่เหมาะสมต่อร่างกายมนุษย์แต่ละช่วงอายุมันคือเท่าไร” ผอ.กองกฎหมาย ป.ป.ส. กล่าว

ผศ.นพ.ศุภกร ศรีแผ้ว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพเพิ่มเติมขึ้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจุดจำหน่ายกัญชาและจำนวนผู้ใช้กัญชา ว่าในเดือน ส.ค. 2566 มีจุดจำหน่ายกัญชา(ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) รวม 5,600 จุดแต่ ณ วันที่ 7 มิ.ย.2567 เพิ่มขึ้นเป็น 8,132 จุดมีทั้งผลิตภัณฑ์กัญชาโดยตรง (ทั้งแบบแห้งแบบสด และแบบอัดแท่ง) และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีส่วนผสมของกัญชา

ทั้งนี้ ประชาชนร้อยละ 24 เข้าถึงจุดจำหน่ายกัญชาได้ในรัศมี 400 เมตร รอบบ้านร้อยละ 28 ในรัศมี 800 เมตร และร้อยละ 31 ในรัศมี 1,200 เมตร นอกจากนั้น ประชากรร้อยละ 9 ปลูกกัญชาในบ้านของตนเองซึ่งครัวเรือนที่ปลูกกัญชา มีโอกาสที่สมาชิกในครัวเรือนจะใช้กัญชา มากกว่าครัวเรือนที่ไม่ปลูกถึง 4.4 เท่า ขณะที่การใช้กัญชาหลังปลดล็อกจากการเป็นยาเสพติด ในกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุ 12-19 ปี) โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่นอกระบสถานศึกษา พบการใช้กัญชาถึงร้อยละ 47.6 จากเดิมที่พบเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้น

เมื่อดูจำนวนข่าวอาชญากรรมที่มีรายงานความเกี่ยวข้องกับกัญชา พบว่า ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2564-8 มิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด พบจำนวน22 ข่าว น้อยกว่าช่วงวันที่ 9 มิ.ย. 2565-21 ธ.ค. 2566 หรือช่วงหลังปลดล็อก ที่พบถึง 95 ข่าว ประเภทข่าวที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือข่าวการสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จากเดิมร้อยละ 4 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ทั้งนี้ ประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปเกี่ยวข้องกับกัญชา ควรมีกฎหมายห้ามเสพกัญชาแล้วขับขี่ยานพาหนะ ห้ามข้าราชการใช้กัญชา

และเมื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์จริงๆ ก็ยังพบปัญหา “ผู้ป่วยใช้กัญชาโดยไม่ได้รับจากแพทย์ (ไม่ว่าแพทย์แผนไทยหรือแผนปัจจุบัน) แต่อาศัยการสอบถามคนรู้จักหรือค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง”นอกจากนั้น “ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้กัญชายังให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้” เช่น กินยาตามคำแนะนำของแพทย์ไม่ปรับยาเอง ไปพบแพทย์ตามนัด การดูแลสุขภาพ อาทิ ออกกำลังกาย งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“เริ่มเห็นนักเรียน-นักศึกษาใช้และสูบกัญชาในที่สาธารณะ เด็กประถมหรือมัธยมเริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์เอง มีการโพสต์การใช้อุปกรณ์ลงโซเชียล เริ่มเห็นนักเรียนหญิงเริ่มมีอาการเมากัญชา นักเรียนข่มขู่ครูที่ไม่ให้ตนเองสูบกัญชา บางครั้งอาจต้องมีการตามเจ้าหน้าที่มาเพื่อรักษาสถานการณ์ในส่วนที่มีนักเรียนเกิดอาการไม่ปกติ ภาระงานของหน่วยบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องก็มีมากขึ้น แต่พบว่าสถานบำบัดหลายแห่งมีขีดความสามารถในการรับผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของกัญชาไม่เพียงพอ เรื่องของความเดือดร้อนในชุมชน มีควันรบกวนจากเพื่อนบ้าน

มีเกสรละอองของกัญชาปลิวมาจากในชุมชน เนื่องจากชุมชนปลูกและวิจัยกัญชาจำนวนมาก ผู้ที่เดือดร้อนเองก็ไม่รู้จะเรียกร้องกับผู้ใด เนื่องจากกัญชาไม่ใช่สารเสพติด ไม่ผิดกฎหมาย กรณีเกิดอุบัติเหตุจราจรและเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกัญชา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถส่งตรวจกัญชาได้และในบริบทใกล้ตัวอย่างครอบครัว เราพบชายวัยทำงาน เป็นคุณพ่อ กลายเป็นคนที่ไม่ได้ทำงาน วัยรุ่นที่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก็มีไม่ได้เรียนและไม่ได้ทำงาน ผู้ป่วยก็เกิดอาการผิดปกติและทำความเดือดร้อนให่แก่คนในครอบครัว” ผศ.นพ.ศุภกร กล่าว

ด้าน ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนมอง(ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. .. ซึ่งนำเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเปิดให้รับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค.-15 พ.ย. 2566 พบว่าหลายอย่างไม่แตกต่างจากร่างเดิม ที่เคยพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วก่อนจะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 สาระสำคัญยังคงเป็นการปลดกัญชาจากบัญชียาเสพติด มีการอ้างว่าใช้กัญชาในทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

โดยมีข้อสังเกต เช่น มาตรา 3 ที่ระบุว่า หากใช้กัญชากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น ก็ไม่ต้องถูกควบคุมในฐานะยาเสพติด ซึ่งหากไปดูต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยังไม่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตไปแล้ว, มาตรา 9 (1) ที่ระบุว่า สนับสนุนให้ประชาชนปลูกหรือแปรรูปกัญชา ข้อนี้ไม่สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.),

มาตรา 29 อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 15 ต้นต่อครัวเรือน โดยให้ผู้ปลูกจดแจ้งกับรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยิ่งส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่หากผู้ปลูกเป็นสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต แบบนั้นยังพอรับได้เพราะมีการควบคุม อนึ่ง แม้จะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้จดแจ้งขอปลูกกัญชา แต่กลับไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ในรัฐที่อนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ผู้ปลูกต้องตัดช่อดอกไปทำลายทิ้ง รวมถึงห้ามเด็กและเยาวชนเข้าถึง,

มาตรา 60 ว่าด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์กัญชา กำหนดเพียงการห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และบุคคลอื่นซึ่งจะให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศในกฎกระทรวง ซึ่งการออกกฎหมายลักษณะนี้ทำให้กัญชากลายเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยสรุปแล้วร่างกฎหมายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ 1.ทำให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด 2.สามารถใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ 3.ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพในระยะยาว 4.ทำให้กลุ่มธุรกิจกัญชาได้ประโยชน์ 5.เกิดปัญหาธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน

ดังนั้น ควรมีการแก้ไขในเรื่องนี้ เช่น ควรทบทวนเนื้อหา (ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชงทั้งที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข ควรกำหนดให้ช่อดอก สารสกัดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น THC ที่ต่ำกว่า 0.2 หรือไม่ก็ตาม ควรเป็นส่วนที่ต้องควบคุม ในเรื่องของกัญชาที่ต้องควบคุมตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ทิงเจอร์ เรซิน ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประภท 5 แต่อาจยกเว้นบางส่วนที่เป็นเปลือก ลำต้น ราก เส้นใย กิ่ง ก้าน เมล็ด ที่ไม่สามารถปลูกได้ ส่วนใบกัญชาควรควบคุมในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้น ไม่ควรอนุญาตให้มีการผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้น อย. ควรทบทวนการออกประกาศอนุญาตดังกล่าว และรัฐอาจส่งเสริมกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรส่งเสริมกัญชาเพราะเป็นยาเสพติด

“ประชาชนไม่ควรปลูกกัญชาได้ เพราะไม่มีประโยชน์และมีความเสี่ยงเอาไปใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจมีการกำหนดบทเฉพาะกาล เช่น ให้มีผล 90 แต่ไม่เกิน 120 วัน เพื่อให้ธุรกิจกัญชาปรับตัวได้ ก็อาจให้เขาไปปรับตัวส่วนการเยียวยา ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรไปเยียวยา เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ใครอยากต้องรับการเยียวยาก็ไปที่ภูมิใจไทย หรือจะไปที่ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ไพศาล กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด นำโดยเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย และภาคีชาวกัญชาประเทศไทย รวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืน โดยมีแกนนำหลายคน อาทิ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวว่า ข่าวการที่รัฐบาลประกาศจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้นได้รับความสนใจจากชาวโลกเป็นจำนวนมาก

“เราต้องการทำกัญชาให้อยู่ภายใต้กฎหมาย อย่าผลักไสเราลงสู่ใต้ดินเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา หมอยาหลายที่ทำยาแจกคนป่วย เราต้องยกต้นกัญชาหนีตำรวจ
เรามาวันนี้เพื่อการกฎหมายไม่ใช่หลบหนีกฎหมาย เราต้องการกฎหมายปกติควบคุมกัญชา อย่าเอากัญชาไปขังคุกยาเสพติดอีก” ประสิทธิ์ชัย กล่าว

ขณะที่แกนนำคนอื่นๆ ก็ร่วมกันกล่าวเสริม อาทิ “ลุงดำ” อร่าม ลิ้มสกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกาะเต่า กับ “หลวงสน”สนธยา แซ่โย้ หมอยาจากเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 2 หมอยาชื่อดัง ระบุว่า กัญชาคือยาดี ราคาถูก ปลูกเองได้ จากประสบการณ์ใช้กัญชารักษาผู้ป่วยหายนับหมื่นราย ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน และใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้เคมีบำบัด ตลอดจนโรคอื่นๆ อีกมากมายมีผลการรักษาชัดเจน เป็นเสมือนทองคำเขียวที่ควรได้รับการสนับสนุน และมี พ.ร.บ.มาควบคุมให้ใช้เป็นที่เป็นทาง

จากนั้นผู้ชุมนุมฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ได้เดินขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง ระบุว่า “สังคมตกผลึกร่วมกันว่ากัญชานั้นต้องควบคุม ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.กัญชาควบคุมเพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า และคัดค้านการควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติด” หากรัฐบาลตั้งธงว่ากัญชาต้องเป็นยาเสพติดจะต้องใช้กระบวนการวิจัยสาธารณะตัดสิน

จึงขอให้ตั้งกรรมการร่วมเพื่อจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบ และสำรวจวิจัยกัญชาในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา เพื่อใช้ข้อเท็จจริงจากการวิจัยมากำหนดว่ากัญชาควรควบคุมด้วยกฎหมายใดจึงจะก่อประโยชน์มากกว่า เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.ไม่มีใครถกเถียงว่ากัญชาต้องควบคุมแต่จะควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติดหรือ พ.ร.บ.กัญชา ให้ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นข้อกำหนดสถานะ

โดยนายกรัฐมนตรีพึงตระหนักว่า การที่พรรคของท่านอยากเอากัญชากลับสู่ยาเสพติดเพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ผลิตกัญชาจะเหลือเพียงกลุ่มทุนใหญ่ และเมื่อพูดถึงกัญชาทางการแพทย์มันคือกัญชาที่อยู่ในมือของหมอแผนปัจจุบันและบริษัทยา ประชาชนจะไม่ได้ใช้กัญชาหรืออาจใช้ได้แต่ต้องจ่ายในราคาสูงมาก ข้อดีอย่างเดียวของการนำกัญชาสู่ยาเสพติดคือคนของพวกท่านจะเข้าควบคุมกัญชาที่มีมูลค่านับแสนล้าน

2.ขอให้ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จำนวน2 ชุด เพื่อนำมากำหนดสถานะของกัญชาโดย “ชุดที่ 1” ข้อมูลเปรียบเทียบในประเด็นข้อดีข้อเสีย คุณสมบัติในการก่อโรคและคุณสมบัติในการรักษาโรค ระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่และกัญชา หากปรากฏว่าคุณสมบัติทั้งสามประการ กัญชาร้ายแรงกว่าสุราและบุหรี่ รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติด แต่หากผลการวิจัยปรากฏว่ากัญชาไม่ได้ร้ายไปกว่าแต่กลับเป็นยารักษาโรคให้กับคนยากจนและคนที่หมอไม่รับรักษาจนหายจากโรคมานับไม่ถ้วนก็ต้องให้กัญชาควบคุมโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

“ชุดที่ 2” ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ เพื่อสำรวจวิจัยชุดข้อมูลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของพืชกัญชานับตั้งแต่การปลดล็อกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2565 หากการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ทางร้ายแก่สังคมจนไม่อาจแก้ไข รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติดแต่หากว่าผลการสำรวจวิจัย กัญชาก่อประโยชน์การรักษาชีวิตคนมามากมายและกิจการอื่นใดที่เกี่ยวกับกัญชาไม่ได้ส่งผลร้ายจนเกินจะแก้ไข ก็ให้นำกัญชาไปควบคุมโดยกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

“ข้อเสนอทั้งสองประการเป็นข้อเสนอที่เป็นหลักการพื้นฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะ หากนายกรัฐมนตรียังตระหนักว่าตนเองกำลังเป็นผู้นำรัฐบาลก็จงหันกลับมาใช้กระบวนการที่ถูกต้องในการกำหนดสถานะของกัญชาแต่หากนายกรัฐมนตรีคิดว่าตัวเองเป็นคนของพรรคต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนในพรรคและบริวารว่านเครือ ท่านก็ไม่ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปและเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยจะปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลจนกว่านายกรัฐมนตรีจะยินยอมให้ใช้กฎหมายปกติในการควบคุมกัญชา” แถลงการณ์เครือข่ายฯ ระบุ

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809917

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต  ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากการเรียนที่เราจะต้องโฟกัสเป็นอันดับแรกแล้วนั้น ประสบการณ์จากการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะนี่จะเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวนั้นเท่านั้น ที่เราจะได้สนุก และได้รับผิดชอบชีวิตของตัวเองก่อนจะเข้าสู่วัยทำงาน

นายอมรเทพ ฉลาดดี (อแมนด้า) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนเรียนจบสายวิทย์ – คณิต โรงเรียนนิยมศิลป์อนุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์ และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เพราะว่าชื่นชอบการใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะมีช่วงค้นหาตัวตนอยู่พักใหญ่ก็ตาม แต่เมื่อได้ลองเรียนสายวิทย์ – คณิต ก็พบว่า ระดับมหาวิทยาลัยถ้าเราสามารถเลือกเรียนสายวิชาที่เราชื่นชอบ ก็น่าจะต่อยอดไปยังสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ได้

“จากเพชรบูรณ์ สู่มหาวิทยาลัยรังสิต นี่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่อแมนด้าเลือกเอง หลังจากเรียนจบ ม.ปลาย ก็อยากลองมาเรียนในกรุงเทพฯ หรือใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างน้อยอยากได้ใช้ชีวิต อยากหาสังคมที่ตอบโจทย์ เอาจริงๆ ที่ ม.รังสิต ถือว่าปัง ตอบโจทย์ในทุกคำถาม อแมนด้าตอบได้ เพราะว่าตอนนี้เรียนปี 3 แล้ว ได้สัมผัสชีวิตนักศึกษา ได้เป็นนักกิจกรรม และมีไลฟ์สไตล์อย่างอิสระได้แบบที่ตัวเองอยากทำ อแมนด้าบอกได้เลยว่าคำว่าสังคมดีๆ ที่ตอบโจทย์ คือที่ม.รังสิต ยิ่งบรรยากาศในวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งจริงๆ อาจารย์ รุ่นพี่ เพื่อนๆ ทำไมเหมือนรู้จักกันมาแต่ปางก่อน เราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ถามว่าทำไมเป็นแบบนั้น เพราะว่านอกจากการเรียนหนังสือแล้ว อแมนด้าและเพื่อนๆ ทำกิจกรรมของคณะ และมหาวิทยาลัยด้วย เลยกลายเป็นว่า ถึงเวลาก็
ไปเรียน เลิกเรียนก็มาเจอกันที่ห้องเส(ห้องสำหรับนักกิจกรรม) และก็ได้สุมหัวทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนที่เข้ามาเรียนชั้นปี 1 อแมนด้าเป็นรุ่นที่สถานการณ์โควิดยังรุนแรง ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ กิจกรรมที่ทำก็มีเงื่อนไขมากมาย แต่ก็ไม่สามารถมาเป็นปัญหาได้ เพราะเมื่อได้เจอหน้ากัน เมื่อทุกอย่างกลับมา On-siteทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอกัน และสนิทกันมากขึ้นค่ะ

พอขึ้นปี 2 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มเป็นสต๊าฟทำกิจกรรม ตอนนั้นเราก็เริ่มจากเป็นทีมสันทนาการ ต้องครีเอทกิจกรรมหลายๆ อย่างค่ะและก็ต้องฝึกซ้อมสันทนาการด้วยเมื่อได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ ทำให้อแมนด้าได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ มากขึ้น ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน ทุกวันที่พวกเราใช้เวลาร่วมกัน ก็เพื่อวิทยาลัย เพื่อสิ่งที่พวกเราชื่นชอบ

จนกระทั่งปี 3 นี้ เรียกได้ว่าเป็นชั้นปีที่จะต้องเป็นหลักในการคิดกิจกรรม วางแผนงบประมาณ ประสานงานต่างๆ อแมนด้าเองได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ และน้องๆ เลือกให้เราได้เป็นนายกสภานักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 ใจของเราเองค่อนข้างกลัวในตอนนั้น กลัวจะทำมันออกมาได้ไม่ดี แต่เมื่อมีโอกาสนี่คือช่วงเวลาที่ต้องทำให้ตัวเราเองเชื่อมั่นตัวเราเอง อแมนด้าได้ทำหน้าที่หลากหลายทั้งต้องดูแลภาพรวมของทุกฝ่าย การติดต่อประสานงาน การสื่อสารกับผู้คนที่มีความหลากหลาย ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และอีกมากมาย แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีปัญหา แต่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะเราค่อยๆ ฝึกตัวเองให้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่มีอีโก้ในการทำงาน หากเราเปิดใจก็จะสามารถสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันทุกคนในทีมได้ พอมองย้อนกลับไปทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถพัฒนามาเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้มากๆ”

เรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตอแมนด้าได้เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาอย่างเต็มที่ เพราะสังคมและบรรยากาศที่นี่ ทุกคนก็ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ระหว่างกันอย่างเหมาะสม

“สังคมที่ดี กลุ่มเพื่อนที่ดีพวกเราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อนเอกภาษาอังกฤษ เพื่อนห้องเสที่เป็นนักกิจกรรมด้วยกันอาจารย์ รุ่นพี่ และรุ่นน้อง อแมนด้าได้เห็นการเติบโตของตัวเองของเพื่อน ของน้อง แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ตาม ก็เติบโตเปลี่ยนแปลง จึงสามารถพูดได้ว่ามหาวิทยาลัยรังสิตให้อะไรกับอแมนด้าเยอะมากค่ะ ได้เรียน ได้ทำงาน ได้มีทักษะต่างๆ ยิ่งเมื่อได้ทำกิจกรรมของวิทยาลัย ของมหาวิทยาลัย เราก็ได้รับสิ่งตอบแทนมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่สำคัญที่สุดความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกๆ วัน รู้สึกมั่นใจ และกล้าตัดสินใจมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

สำหรับน้องๆ ที่ยังค้นหา ทำความรู้จักกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราตอบคำถามตัวเองไม่ได้ เพราะบางคำถามต้องใช้ระยะเวลาในการค้นหาคำตอบ หรือเราอาจจะยังคิดอะไรไม่ออก ตอบตัวเองไม่ได้ อแมนด้าก็แนะนำว่าเลือกเรียนภาษาที่คิดว่าชอบก่อนได้ เป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งทาง เพราะสุดท้ายภาษาคือพื้นฐานของการสื่อสาร และภาษาสามารถไปต่อยอดอาชีพได้มากมาย

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809706

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ  ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

23 มิถุนายน ของทุกปีเป็น วันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ซึ่งปีนี้ครบรอบ 15 ปี โดยที่ผ่านมา พกฉ. ทำหน้าที่ในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรเชิงประจักษ์สู่สังคม ผ่านการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนิทรรศการหมุนเวียน งานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติ และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง การถ่ายทอดและส่งต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2566 พกฉ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร ในการไปสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตรและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2566 ที่ผ่านมา พกฉ.เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร ให้กับผู้เข้าชมและเข้าเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เกษตรกร บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 700,000 คน บนพื้นที่ 374 ไร่ผ่านกิจกรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 13 หลักสูตร กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับโครงการท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการหมุนเวียนจำนวน4 ครั้ง จัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งมิตรภาพ ตลาดแห่งองค์ความรู้และการแบ่งปัน ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย จำนวน 11 ครั้ง ตลอดจนการจัดนิทรรศการสัญจรไปยังกลุ่มเป้าหมายกว่า 12 ครั้ง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนปี 2567 นี้ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย และมีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้“กษัตริย์ เกษตร” สอดคล้องการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พลังแห่งแผ่นดิน เพื่อสร้างความสุขที่พอเพียงด้วยวิถีเกษตรไทย ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้มากยิ่งขึ้นและทำงานขยายผลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้ครบจำนวน 72 จังหวัด และเพิ่มเติมในอนาคตให้ครบทุกจังหวัดต่อไป โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และภาคีความร่วมมือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญของทุกภาคของไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมสู่การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2529-2212-13,08-7359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807450

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โครงการพระเมตตาสมเด็จย่าร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) ให้แก่ครูจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูที่ปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตรายมาโดยตลอดทำหน้าที่ “ครูที่เป็นมากกว่าครู” เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้เป็นคนดีและคนเก่งตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 โดยกำหนดจัดให้มีพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์พานิช ประธานกรรมการโครงการครูดีเด่นฯ เป็นประธานมอบโล่รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมสนับสนุนเงินรางวัล ชุดส่งเสริมการเรียนรู้ บอร์ดเกม “ไทยพาณิชย์ภารกิจพิชิตออม”และ “หนังสือชุดวิชา “การเงินพอเพียงเพื่อชีวิต” พร้อมร่วมติดเข็มเชิดชูเกียรติแก่ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ณ มูลนิธิ พอ.สว. กรุงเทพมหานคร

โดยครูที่ได้รับ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) จาก3 หน่วยงาน หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล ได้แก่ ครูสังกัดหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีดังต่อไปนี้1.นายธนกฤต เลิศล้ำ โรงเรียนขุนยวมวิทยา ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน 2.นางชนิตา ลาภภพเพิ่มพูน โรงเรียนบ้านจันทร์ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ 3.นายฉัตรชัย ชายแก้ว โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ครูสังกัดหน่วยงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้แก่ 1.น.ส.รุจรวี จันทะนุง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านพะละดอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก2.น.ส.สุกัญญา ป่าธะนู ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่พร้าว ลป.8 ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง 3.น.ส.มุนา โตะแวอายีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

ครูสังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้แก่ 1.ดาบตำรวจหญิงรุจิรา อินสมบัติ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย ต.ปอ อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย 2.ดาบตำรวจหญิงสุนันทา มิ่งดอนไพร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์3.ดาบตำรวจหญิงพัชรี เกื้อมณี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายบ้านประกอบออก ต.ประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา

ทั้งนี้ ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตราย แต่ยังได้ให้ความช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส และชาวบ้าน ให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้ชุมชนมีการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งสมควรได้รับการเผยแพร่คุณงามความดี ยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นแม่พิมพ์ และเป็นแบบอย่างการทำความดีในสังคมต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807285

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ  เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่บ้านไร่สวนธรรม (ทำ) บ้านหนองศาลา หมู่ 8 ต.บึงมะลูอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อไปพบกับนายศักดา สิงห์เงิน เกษตรกรหนุ่มวัย 30 ปี อดีตลูกจ้างเมืองกรุง พลิกชะตาชีวิตจากแรงงาน กลับสู่วิถีชีวิตลูกชาวนาชาวสวน จากคิดเพียงสร้างคลังอาหารให้ครอบครัว ลองผิดลองถูก ช่างสังเกต จนพบวิธีสร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกต้นยางนาเพาะเห็ดระโงกจำหน่าย สร้างรายได้กว่า 100,000 บาท ต่อเดือน ให้กับครอบครัว และพร้อมเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาขอศึกษาเรียนรู้แนวทาง เพื่อนำไปประกอบอาชีพด้วย

โดยนายศักดา สิงห์เงิน เจ้าของสวนบ้านไร่สวนธรรม(ทำ) เปิดเผยว่า เดิมทีตนเองนั้นมีอาชีพเป็นลูกจ้าง ทำงานรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ จนเมื่อ 7 ปี ก่อนตนได้ตัดสินใจ หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะกลับมาทำนาทำสวนสานต่ออาชีพเกษตรจากพ่อแม่ โดยในห้วงแรก ทำนา ปลูกพริก ปลูกถั่ว เพาะปลูกพืชล้มลุก เมื่อผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็นำไปจำหน่ายที่ตลาด ทำนา ทำสวนไป ไม่มีที่หลบแดด ต้นไม้ใหญ่สักต้นก็ไม่มีให้หลบจึงได้หาต้นไม้มาปลูกตามขอบๆ รอบๆ ที่ดินซึ่งก็เลือกต้นยางนา เพราะโตไวให้ร่มเงาได้ดี หลังจากปลูกก็พบว่ามี “เห็ดระโงก” เกิดใต้ต้นยางนาจำนวนมาก จึงเก็บมาประกอบอาหาร ก็พบว่ายังมีเหลืออีกจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดและได้ราคาดีมาก จึงมีความคิดเพิ่มรายได้ของครัวเรือน ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลทางโซเชียลต่างๆ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก ต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควร จนได้สูตรเฉพาะของตน แบ่งพื้นที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกต้นยางนา สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อตนเห็นเห็ดดอกแรก เกิดขึ้นในสวนตนรู้เลยว่าตนพบช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวแล้ว

โดยในการทำนั้นเริ่มจากทีละน้อยค่อยๆทำค่อยๆ ขยาย ซึ่งในห้วงแรกๆ ครอบครัวก็ไม่ค่อยที่จะเห็นด้วย ประกอบกับคนในหมู่บ้านต่างก็มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครทำในละแวกบ้าน บางส่วนมองว่าตนนั้นเพี้ยนหรือบ้าไปแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมตนนั้นหมกมุ่นจริงจังมาก เฝ้าศึกษาและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสวนเป็นหลัก เฝ้าดูการเกิดเชื้อของเห็ด ดูธรรมชาติรอบๆ ของเขา ดูแม้กระทั่งปลวกที่มาทำรังในพื้นที่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ตนนั้นก้าวผ่านคำว่า “บ้า” จากคนรอบตัวแล้ว ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก และในวันนี้ทุกคนได้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนแล้ว

ที่บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้นอกจากจะมีเห็ดระโงกจำหน่าย ยังมีเชื้อเห็ดและต้นกล้าไม้ยางนาที่ลงเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วย ซึ่งตนใช้ช่องทางในสังคมออนไลน์ ในการจำหน่ายผ่านทางเพจ ชื่อว่า บ่าวข้าวปุ้นบ้านไร่สวนธรรม (ทำ) โดยราคาต้นกล้ายางนาลงเชื้อเห็ดแล้ว 4 รอบ อยู่ที่ราคาต้นละ 30 บาท ส่วนดอกเห็ดราคาขึ้นลงตามราคาของตลาด ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากมีการสั่งจองต้นกล้ายางนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเดินทางมาขอศึกษาในแปลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว และใกล้ที่จะเกษียณ บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้พร้อมให้ข้อมูลอย่างละเอียดไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีหวง เพราะตนมองว่าถ้าปลูกต้นไม้กันมากๆ จะช่วยให้ธรรมชาติกลับคืนมา และธรรมชาติก็จะให้อาหารเรากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เป็นคลังอาหารธรรมชาตินั่นเอง

เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806818

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หมายเหตุ : ถอดความจากการบรรยายของ สรัช สินธุประมา ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะฯ 101PUB ในหัวข้อ “ชีวิตและงานในฝันของวัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “คนรุ่นใหม่ไทย การผันเปลี่ยนในสังคมแปรผัน?” จัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

สรัช เริ่มต้นด้วยการขยายความนิยามคำว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งหมายถึง “คนที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาในระบบ” กล่าวถึง เส้นทางของระบบการศึกษาที่เรียนไปตามลำดับ เช่น จากมัธยมศึกษาตอนต้น สู่มัธยมศึกษาตอนปลาย และไปตามในระดับอุดมศึกษา ขณะที่หนึ่งในหัวข้อการสำรวจที่พบการเผยแพร่ทุกปีคือ “อาชีพในฝันของเยาวชนไทย” โดยรายงานของปี 2567 พบว่า อันดับ 1 ครู-อาจารย์ (รวมถึงติวเตอร์) อันดับ 2ประกอบธุรกิจส่วนตัว อันดับ 3 แพทย์-พยาบาล อันดับ 4 อินฟลูเอนเซอร์-สตรีมเมอร์-ยูทูบเบอร์ (ผู้ผลิตเนื้อหาเผยแพร่ทางออนไลน์)

อันดับ 5 นักออกแบบกราฟิก อันดับ 6นักกฎหมาย (ทนายความ-อัยการ) อันดับ 7งานด้านต่างประเทศ อันดับ 8 ศิลปินนักตัดต่อวีดีโอ อันดับ 9 นักบิน-แอร์โฮสเตส และอันดับ 10 ข้าราชการ (นับรวมทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน) ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ในการจัดอันดับช่วง 1-2 ปีล่าสุด มีอาชีพใหม่ๆ อย่างยูทูบเบอร์ เพิ่มเข้ามา ก่อนที่การสำรวจครั้งล่าสุดในเดือน ม.ค. 2567 จะพบว่า ยูทูบเบอร์รวมถึงอาชีพในกลุ่มเดียวกันอย่างอินฟลูเอนเซอร์หรือสตรีมเมอร์ จะขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4แซงหน้าอาชีพสายงานนักกฎหมายหรือการรับราชการ

ซึ่งจาก 10 อันดับข้างต้น จะพบว่าหลายอาชีพเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะสูง อย่างไรก็ตาม แหล่งงานทักษะสูงก็ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในขณะที่งานส่วนใหญ่ในภาพรวมของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มงานทักษะปานกลาง และยังพบด้วยว่านับวันแนวโน้มค่าจ้างระหว่างงานทักษะสูงปานกลางและต่ำ มีแต่จะถ่างกว้างขึ้น หรือก็คือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็มีความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา ด้วยการหาทางให้เยาวชนจากครัวเรือนระดับล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น แต่อีกด้านก็มีผู้ที่พยายามท้าทายกรอบความคิดเรื่องการจะมีชีวิตที่ดีได้ต้องไล่เลียงไปตามลำดับของระบบการศึกษา เรียน ม.ต้น ม.ปลาย แล้วเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อให้จบปริญญาตรี-โท-เอก ซึ่งผู้ที่คิดแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากการขาดโอกาสจนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะเลือกประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ใบปริญญาเพื่อการันตีคุณวุฒิ

“ผมทยอยถ่ายภาพจากที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องการเรียนปริญญาเคลื่อนมาจนถึงจุดที่ว่ามันถูกมองในแง่ลบ หรือมองในแง่ต่อต้านมันด้วยซ้ำ เอาเครื่องหมายห้ามขึ้นมาแล้วก็ขีดฆ่า “ปริญญาไม่ต้อง..ขับกระบะก็พอกิน” พูดถึงการยืนยันว่าการที่เราทำอาชีพที่ไม่มีปริญญามันไม่ใช่เพราะเราขาดโอกาสหรือเข้าไม่ถึง มันเป็นความชอบ เราตัดสินใจเลือกสิ่งนี้เอง

อันหนึ่งที่ฮิตมากช่วงหลังแต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะมันยาวมาก “ปริญญาตรีกูบ่มีดอก..เพราะตอนนี้กูเอาตัวรอดจากประสบการณ์” ความคิดเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์หรือแสดงตัวตนว่าเราไม่จำเป็นต้องง้อปริญญา “อาชีพพ่อไม่ต้องง้อปริญญา” ลองไปค้นใน TikTok เจอคลิปจำนวนมาก แล้วก็มีตั้งแต่คนที่ทำงานในภาคเกษตรต่างๆ เครื่องจักรการเกษตร ไปจนถึงคนทำงานในโรงงาน ขับรถกระบะขับรถบรรทุกต่างๆ” สรัช กล่าว

จากข้อค้นพบข้างต้น สรัช เปิดประเด็นชวนคิดว่า “ทางแยกของวัฒนธรรม อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนเลือกเดินออกจากระบบการศึกษา เพราะมองว่าการศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ของชีวิต” พร้อมฉายภาพวิถีชีวิตซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น “คนชายขอบ” โดยคนกลุ่มนี้มี “ศัพท์เฉพาะ” เช่น “ทรงซ้อ-ทรงเอ” ที่ช่วงแรกๆ คำคำนี้มีความหมายในแง่ลบ เพราะหมายถึง “เอเย่นต์” หรือผู้ที่หาเงินสร้างฐานะจากการขายยาเสพติด แต่ระยะหลังๆ ได้กลายไปเป็นรสนิยมในการแต่งตัวหรือใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสมอไป,

“พ่อ (หรือแม่) น้องออนิว” หมายถึงผู้ที่นิยมใช้รถกระบะบางรุ่น-ยี่ห้อ, “ทรงเชง” หมายถึงวัฒนธรรมการแต่งกายและการใช้มอเตอร์ไซค์รูปแบบหนึ่ง เป็นต้น ในอดีตวัฒนธรรมย่อยแบบนี้อาจไม่ได้รับความสนใจจากสังคม แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนไป เช่น วัฒนธรรมแบบทรงซ้อ กลายเป็นเนื้อหา (Content) ที่มีผู้เผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่าง TikTok

ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ชายขอบแบบที่คุ้นเคยกัน เหมือนในอดีตที่นักมานุษยวิทยาจะต้องออกจากศูนย์กลางไปทำการศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมย่อย แต่กลายเป็นศูนย์กลางใหม่จากภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไปด้วยการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) ในวิถีตัวตนของตนเองซึ่งเป็นการท้าทายต่อระบบเดิม ทั้งระบบการศึกษาและระบบเศรษฐกิจที่ผูกหรือกำกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเอาไว้

เช่น “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)” ที่หัวข้อการสนทนาส่วนใหญ่ที่พบมักเน้นเรื่องของเทคโนโลยีใหญ่ๆ (Big Tech) หรือภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนอย่างไร แต่จริงๆ แล้วยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจดังตัวอย่างจากมิวสิกวีดีโอเพลง “อยากมีก็ต้องสร้าง” หรือเพลง “วัยรุ่นทรงซ้อ (วัยรุ่นสร้างตัว)” ซึ่งฉายภาพของคนรุ่นใหม่ที่พื้นเพทางเศรษฐกิจในครัวเรือนอาจไม่ดีนัก แต่ก็มีความฝันเรื่องการมีรายได้เพียงพอดูแลพ่อแม่ สามารถซื้อบ้านและรถยนต์ และเลือกทำมาหากินด้วยการขายของทางออนไลน์

“มันเป็นเหตุผลว่าทำไมความฝันของการที่จะเป็นนายตัวเองมันถึงพุ่งขึ้นมาสูงมาก (ประกอบธุรกิจส่วนตัว อยู่ในอันดับ 2ของการสำรวจอาชีพในฝันของเยาวชนไทย ปี 2567) คือผมคิดว่าสมัยก่อน คนหนึ่งที่คิดว่าเราอยากเป็นนายตัวเอง ทำธุรกิจ คงต้องคิดเยอะ แต่ว่าเราจะมีต้นทุนอะไรในชีวิต บ้านเรา-พื้นเพของเราจะมีอะไร Support (สนับสนุน) เราให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ แต่ว่าแพลตฟอร์มเอื้อให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าเข้าไปเป็นผู้เล่นในการขายของหรือเป็นเจ้านายตัวเองในแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้

แต่ว่าทีนี้ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอาชีพใหม่ๆ จากแพลตฟอร์มต่างๆ ยูทูบเบอร์ สตรีมเมอร์เกมเมอร์ ขายของออนไลน์ต่างๆ มันเข้ามาเปลี่ยนความคิดความฝันของเยาวชน โดยที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเลยที่เขารู้ตัวแน่ว่าเขาไม่ไปตามระบบ เพราะเขามองว่าการเดินตามระบบการศึกษา เรียนต่อในระดับปริญญาตรีไม่ใช่คำตอบ” สรัช ระบุ

แต่การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เลือกทางเดินแบบนี้ สรัช เล่าถึงข้อค้นพบที่ตามมาว่า เกิดความตึงเครียดในครอบครัวโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะในขณะที่คุณค่า (Value) ในสายตาคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป แต่คนรุ่นพ่อแม่ยังมีความเข้าใจสังคมในรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ เช่น คาดหวังให้ลูกทำงานที่ดูแล้วที่มีความมั่นคง อาทิ รับราชการ หรือทำงานกับบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งก็หมายถึงการเรียนจบในระดับอุดมศึกษา

อนึ่ง ความตึงเครียดนอกจากจะเกิดขึ้นในครอบครัวแล้ว ยังรวมถึงระหว่างเยาวชนรุ่นเดียวกันแต่มีพื้นเพและชุดความคิดแตกต่างกันด้วย โดยการสำรวจของ 101 PUB ที่ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เก็บข้อมูลเยาวชน (อายุ 15-25 ปี) กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคนทั่วประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน ในประเด็นเชิงคุณค่า 6 ด้าน คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2.ความสัมพันธ์กลุ่ม 3.ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 4.ประเด็นถกเถียงทางสังคม 5.เศรษฐกิจ-การเมือง และ 6.เพศสภาพ

โดยพบว่า “เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่มซึ่งอาจเรียกได้ว่าวัยรุ่นสร้างตัวจะมีพื้นเพมาจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จะเชื่อเรื่องการพยายามเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และไม่สนใจแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการที่รัฐเข้าไปคุ้มครองหรือเอื้ออำนวย (Provide) สวัสดิการพื้นฐานให้คนในสังคม” ซึ่งแตกต่างกับเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนกำหนดวาระ (Agenda) การเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีก่อน

หรือโดยสรุปก็คือ “กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวอาจเห็นด้วยกับหลักการประชาธิปไตยอย่างเคย (เช่น ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง) แต่ไม่ได้มองว่าชุดคุณค่าอื่นๆ (เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเพศ) มีความสำคัญ หรือแม้แต่ไม่สนใจชุดคุณค่าเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป” คล้ายกับที่ปรากฏในเนื้อเพลง “ไม่สนโลก” ซึ่ง สรัช เล่าว่า ในช่วงที่ไปเก็บข้อมูลใน จ.หนองบัวลำภู ได้ฟังเพลงนี้อย่างน้อยวันละ 5 รอบ เพราะเนื้อเพลงสะท้อนถึงวิถี “ปากกัดตีนถีบ” ที่ไม่สนใจว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงการสู้ชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัว

“พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าเรากำลังจะบอกว่ามีเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ ออกมาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด แล้วก็คงไม่มีความเป็นชายขอบอีกต่อไปหรือเปล่า? ก็คิดว่าคงไม่ใช่! คือคิดว่าอย่างไรนิยามความเป็นชายขอบก็ยังสำคัญอยู่ในแง่ที่ผมคิดว่ายังมีคนที่ตกหล่นออกไปจากความสนใจของสังคมอยู่มากแน่นอน รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนไปในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มด้วย” สรัช กล่าว

สรัช ทิ้งท้ายการบรรยายว่า เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว สำหรับคนที่สนใจประเด็นวัฒนธรรม จะมีแนวคิดอย่างหนึ่งคือ “ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม (Cultural Intimacy)” หมายถึงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคม กล่าวคือ มีกระบวนการที่รัฐพยายามสร้างอัตลักษณ์บางอย่างในเชิงความเป็นชาติ แล้วลบหรือกลบลักษณะอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ดังกล่าวออกไป แต่อัตลักษณ์ที่รัฐพยายามสร้างนั้นก็ไม่ได้อยู่โดดๆ โดยลำพัง แต่อยู่ท่ามกลางลำดับชั้นของคุณค่าที่มาตั้งแต่ระดับโลกลงไปถึงระดับประเทศและภายในสังคมเดียวกัน

ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในคำถามที่ว่าประเทศควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มีวัฒนธรรมแบบไหน? จะไม่เอาแบบเดิมแต่สร้างใหม่ให้นุ่มลงหรือไม่? ซึ่งก็ยังไม่เห็นภาพ แต่ความน่าสนใจคือ ในความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสิ่งท้าทายต่อระบบเดิมๆ ตลอดจนการมาของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ทำให้คนที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอยู่ชายขอบและไร้อำนาจต่อรอง สามารถมีพื้นที่เพื่อผลักดันเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาได้ ก็อาจทำให้ลำดับชั้น (Hierarchy) ปรับเปลี่ยนไป

โดยในอดีตที่ผ่านมา จะพบการที่วัฒนธรรมย่อยมักถูกหยิบฉวยเอาความน่าสนุกหรือความน่าสนใจของเปลือกของการแสดงออกไปใช้อยู่เนืองๆ เช่น สื่อมักหยิบเรื่องของภาพลักษณ์การเต้นของคนที่ไปอยู่หน้ารถแห่ เหล่านี้มักจะถูกนำไปใช้โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตหรือบริบทความคิดของผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคือสถานะของวัฒนธรรมเหล่านี้มีที่ยืนของตนเองที่มั่นคงมากขึ้น และดูเหมือนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น

“นอกจากรัฐหรือคนที่ทำงานคิดนโยบายแล้ว ผมคิดว่าการที่กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวกำลังเติบโตขึ้นมากๆ มาพร้อมกับ Value (คุณค่า) ที่อาจจะแตกต่างจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เราคุ้นเคยกันมากๆ มันก็เป็นงานที่คนที่ทำงานในด้านสังคมอื่นๆ คนที่ผลักดันประเด็นต่างๆ ก็อาจจะต้องให้ความสนใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ที่มีวัฒนธรรมแบบนี้และมีคุณค่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตแบบนี้มีพื้นที่ มีที่ทาง มีอำนาจในทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมมากขึ้น การขับเคลื่อนประเด็นในเชิงประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจต่างๆ จะต้องไปอย่างไรกันต่อ?” สรัช กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806132

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายคนคงคุ้นชินกับคำว่า “เทคโนโลยี” หรือ “นวัตกรรม” ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยครั้ง แต่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยว่านวัตกรรมนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้แล้ว นวัตกรรมยังสามารถส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ โดยผ่านจินตนาการและพลังของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้เร็วที่พร้อมลุกขึ้นมาจุดประกายพลังบวกเล็กๆ ผ่านการใช้นวัตกรรมมาสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เปิดโลกที่มากกว่าการมองเห็นให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยสื่อการเรียนการสอนฉบับรักษ์โลกที่สร้างขึ้นจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ผสานกับนวัตกรรม 3D Printer และโซลูชั่นครบวงจรจาก Fab Lab Siam หรือแล็บเปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง ที่ก่อตั้งโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Lab และ STEM Lab รายแรกๆ ในไทย ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “จินตนาการถึงความเป็นไปได้”

นายธนกร วชิรขจร หรือ น้องกันน์ปัจจุบันอายุ 16 ปี ศึกษาอยู่ชั้น Grade 11 (หรือ ม. 5) โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา (Ruamrudee International School) และเป็นผู้ก่อตั้ง ชมรม Between the Roots เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจของโครงการในครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นของการตั้งชมรม “Between the Roots” คือโปรเจกท์ที่ผมได้รับเป็นการบ้านในชั้นป. 5 ในตอนนั้นผมได้รับโจทย์ให้เลือกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหรือ SDG เพื่อทำโครงงานและจัดนิทรรศการ ในตอนนั้นผมนึกถึงประเด็นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกทึ่งในเรื่องนี้มากๆ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีเรื่องราวให้ผจญภัยและศึกษาหลายแง่มุมตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า พลังน้ำ ตรงนี้เลยกลายมาเป็นหัวข้อของนิทรรศการของผมเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในประเทศไทย จากการค้นคว้าจนทำให้ผมได้พบกับชุมชนต้นแบบด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่นั่นผมได้ศึกษาวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภท เช่น แผงโซลาร์เซลล์และบอลลูนก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส บอลลูน จนทำให้ผมสามารถนำเสนอโครงงานและจัดนิทรรศการของตัวเองได้สำเร็จและเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดในตอนนั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมยังคงคิดถึงเรื่องราวที่ชุมชนนั้นและคิดว่าผมในฐานะคนรุ่นใหม่น่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้น ดีขึ้น ผมอยากช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปช่วยสังคมได้ ผมจึงตั้งชมรมนี้ขึ้นมาเพื่อรวมพลังของกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีแรงบันดาลใจแบบเดียวกันลุกขึ้นมาใช้พลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่ช่วยซัพพอร์ตและเปลี่ยนแปลงสังคม ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ชมรม Between the Roots ซึ่งเป็นชมรมที่เน้นในด้านการรณรงค์ 3 คีย์หลัก ได้แก่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) และการสร้างสังคมที่ยั่งยืน (Sustainable Society) ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเป็นการทำไบโอแก๊สบอลลูน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้แก๊ส LPG เพื่อการหุงต้ม ประกอบอาหารให้แก่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าสงวน ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี, การสอนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยโสก ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี และกิจกรรมล่าสุดที่ผมได้ไอเดียที่ต้องการต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากการเป็นสมาชิก Fab Lab Siam ซึ่งเป็นแล็บที่ใช้เปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นของจริงที่สามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย ซึ่งผมได้คลุกคลีใน Fab Lab Siam ตั้งแต่เด็กๆ มีโอกาสฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่อง Laser Cutter เครื่อง 3D Printer และโปรแกรมการออกแบบต่างๆ ครั้งนี้ผมชวนเพื่อนๆ ในชมรม Between the roots มาประดิษฐ์สื่อการเรียนการสอนให้กับผู้พิการทางสายตาเพื่อมอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากจะช่วยผู้พิการแล้วยังสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของที่สร้างประโยชน์ตอบแทนสู่สังคมได้อีกด้วย”

สื่อการเรียนการสอนของชมรม Between the Roots ที่ผลิตขึ้นด้วยแรงบันดาลใจของกลุ่มนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอาสา มีลักษณะคล้ายโดมิโน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข อีกส่วนหนึ่งเป็นอักษรเบรลล์ ทำจากเส้นพลาสติกที่แปรรูปมาจากขวดพลาสติกเหลือใช้นำมารีไซเคิล โดยการออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้เครื่อง 3D Printer ผลิตออกเป็นสื่อการการเรียนการสอนอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z และตัวเลข 0-9 ความพิเศษของแผ่นอักษรนี้จะมีปุ่มนูนอักษรเบรลล์กำกับไว้ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับน้องๆผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกคน ที่ต้องการจะเรียนรู้อักษรเบรลล์ ผ่านสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นจากแรงบันดาลใจและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่รวมอยู่ในห้อง Fab Lab Siam

Fab Lab Siam ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด โดย บริษัทฯ เริ่มต้นจากการให้บริการโซลูชั่น CAD/CAM เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ CAD/CAM รายแรกๆ ในประเทศไทย ปัจจุบันอินแคมเทคเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Labs และ STEM Labs ตลอดจนโซลูชั่นเสมือนจริง (Immersive Experience) มีบริการทั้งโซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “จินตนาการถึงความเป็นไปได้” โดยที่ผ่านมาบริษัทยังได้ตระหนักถึงการตอบแทนคุณประโยชน์ต่างๆ สู่สังคมภายใต้ความถนัดและความสามารถของบริษัทฯ อีกด้วย

“การเริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ โดยก้าวต่อไปของชมรม Between the Roots ยังคงมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยยึด 3 คีย์หลักของชมรมเป็นตัวขับเคลื่อน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีจาก Fab Lab Siam เพื่อออกแบบ ทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการให้กลายเป็นจริง เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและสนับสนุนชมรม Between the Roots พลังของคนรุ่นใหม่ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ที่ http://www.betweentheroots.org และ http://www.incamtec.co.th

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805550

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน” โดยมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่ จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน ที่ จ.ระนอง พร้อมกับเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ด้วยทางรถไฟและถนนมอเตอร์เวย์ โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเป็น “ฮับ (Hub)” ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า “โครงการนี้จะคุ้มค่าจริงหรือ?” เพราะนี่คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ที่มีอยู่เดิมของ “ภาคใต้” นั่นคือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกับทั้ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” และการเป็น “แหล่งอาหารทะเล” ในอุตสาหกรรมประมงชายฝั่ง

ดังตัวอย่างจากเวทีนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active ThaiPBS เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมให้ข้อมูล อาทิ พล.ร.ต.จตุพรศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล ที่ชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่คู่ขนานไปกับอีกแนวคิดหนึ่ง คือการขุดคลองเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง แล้วเชื่อมระหว่างกันด้วยถนนและทางรถไฟ หรือโครงการขุดคลองเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งโดยตรง พล.ร.ต.จตุพร ยืนยันว่า ล้วนตั้งอยู่บน “ความเข้าใจผิด” ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ 1.ที่ผ่านมาผู้คนมักเชื่อกันว่า ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกานั้นแออัด ซึ่งความเชื่อดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”โดยช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 8 หมื่นลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวัน และแทบไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติเรือแล่นผ่านเป็นเช่นนี้มาแล้ว 17-18 ปี อัตราการเติบโตมีเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนลำอย่างที่เข้าใจกัน อย่างประเทศญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเรือแล่นผ่าน 1.4 แสนลำ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 ยังพบว่าแล่นผ่านเพียง 8 หมื่นลำเท่านั้น หรือการคาดการณ์ของทั้งธนาคารโลก (World Bank)รวมถึงของประเทศมาเลเซีย ก็คาดการณ์กว่าจะมีเรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกา 1.2 แสนลำ ผลคือคาดการณ์ผิดกันไปหมด

พล.ร.ต.จตุพร อธิบายความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ว่า ผู้ทำการศึกษาจะต้องเข้าใจ “วัฏจักรการขนส่งทางทะเล” ที่เริ่มจาก “การเช่าเรือ” กระแสนี้จะมาในช่วงที่มีปริมาณสินค้ามาก จากนั้นคือ “การซื้อเรือ” พอผู้เช่าเห็นว่าค่าเช่าแพงขึ้นก็หันไปหาซื้อเรือของตนเอง โดยเฉพาะเรือมือ 2 ซึ่งในบางครั้งจะมีราคาใกล้เคียงเรือต่อใหม่ ต่อมาพอจำนวนเรือมีมากขึ้นกว่าสินค้าที่ต้องการขนส่ง ก็จะเริ่มมีการปลดระวางเรือ

ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาของธุรกิจ “การทำลายซากเรือ และการซื้อ-ขายซากเรือ” ซึ่งเรือบางลำเพิ่งสั่งต่อ ยังไม่ทันได้ลงน้ำแล่นจริงก็ถูกสั่งให้ทำลายขายเป็นเศษเหล็กแล้ว ก่อนที่สุดท้ายก็จะวนกลับไปเริ่มที่การเช่าเรืออีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งทางทะเล คำนวณ วัฏจักรนี้ไว้ว่าวงจรรอบหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12-15 ปี นอกจากนั้น “ช่องแคบมะละกายังกว้างมาก เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ แล่นสวนกันยังได้” และที่ผ่านมาก็มีอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นน้อยมาก

2.มูลค่าที่จะได้รับจากการแล่นผ่านของเรือ จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยในระดับที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปจริงหรือ? ซึ่งเอาเข้าจริง “รายได้อาจไม่สูงอย่างที่คาดหวัง” ดังตัวอย่างท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กำไรต่อปีเพียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตู้สินค้าที่จะเกิดรายได้หรือประโยชน์ทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย คือตู้สินค้าที่ถูกยกจากเรือลงมาและถูกขนส่งต่อเพื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนแผ่นดินไทย

แต่หากเป็นตู้ที่ถ่ายจากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งแล้วแล่นออกไป แบบนี้แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศไทย ยกเว้นกับหน่วยงานที่ให้บริการยกตู้ขึ้น-ลงเท่านั้น และค่ายกตู้ก็ไม่ได้สูงถึง 5,000 บาทต่อตู้อย่างที่พูดกัน แต่อยู่ที่เพียง 860 บาทเท่านั้น หรือต่อให้เพิ่มค่ายกเป็นตู้ละ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้มากมายนักหรือมากที่สุด กรณีเรือยังไม่มารับ มีตู้สินค้าถูกวางทิ้งไว้ ตู้นั้นก็จะถูกลากไปเก็บที่ลานด้านนอก จะเสียค่าลากอีกประมาณพันกว่าบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะได้ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าถึงตู้ละ 5,000 บาท

3.การค้าขายทางทะเลไม่อาจคิดแบบเดียวกับการตั้งตลาดนัด พล.ร.ต.จตุพร อธิบายข้อนี้ว่า โดยปกติการพัฒนาท่าเรือไม่ใช่ทำทีเดียวให้เสร็จทุกอย่าง แต่แบ่งการพัฒนาออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ตอบโจทย์สินค้าแต่ละประเภท เมื่อสินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็เปลี่ยน เรือที่ใช้ขนส่งเปลี่ยน และท่าเรือก็ต้องเปลี่ยน เช่น ท่าเรือน้ำมัน ท่าเรือเทกองแห้ง ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ การค้าขายทางทะเลจึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำคู่ขนานไปกับความต้องการใช้งาน อีกทั้งต้องทำในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ทำโดดๆ นำไปก่อนยาวๆ

4.แนวโน้มการค้าในยุคหลังๆ เน้นการค้าในภูมิภาคเดียวกัน (Regional Trade) มากขึ้นโดยนักลงทุนจากที่ไกลๆ เช่น ทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา จะสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศในภูมิภาคนั้นมากขึ้น ส่วนที่พูดกันว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมที่ว่านั้นเน้นเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation)ไม่จำเป็นต้องเจาะจงตั้งฐานประกอบการเฉพาะบริเวณที่จะมีโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้นแต่อย่างใด

5.กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดหวังเรื่องความประหยัดเวลาถ้าเทียบกับการไปอ้อมช่องแคบมะละกา ในความเป็นจริง “ไม่ได้ประหยัดเวลาลงอย่างที่เข้าใจกัน” พล.ร.ต.จตุพรอธิบาย “ข้อจำกัด” เช่น ยังมีเรื่องของการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือสินค้าของแต่ละฝั่ง และการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถไฟระหว่างทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงเรือแล่นมาส่งตู้สินค้าแล้วคงไม่ตีเรือเปล่ากลับไป แต่ต้องรอขนตู้สินค้าลอตใหม่ด้วย แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็จะใช้เวลาเฉลี่ย 7 วันต่อฝั่ง หรือมากกว่า 10 วันหากรวมทั้ง 2 ฝั่ง

และ 6.มีความเชื่อกันมานานว่า โครงการเชื่อมด้ามขวาน 2 ฝั่ง หากทำแล้วไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้น ถึงขั้นมีการกล่าวหาว่าใครที่คัดค้านคือรับงานสิงคโปร์มา แต่ในความเป็นจริง “ผู้ประกอบการหรือสายเรือต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากท่าเรือสิงคโปร์มาผ่านประเทศไทย” โดยในหนึ่งในตัวแปรคือ “บริเวณอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันมากถึง 400 แท่น ซึ่งเรือก็ต้องแล่นอ้อมแท่นเหล่านี้”นั่นหมายถึงการเสียเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

“สรุปสั้นๆ นะ สมมุติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไม่ได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก เยอะ! ยืนยันฟันธงเลย เพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระฉายภาพข้อห่วงใยเรื่อง “สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว” โดยเมื่อดูแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ 1.ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง 2.อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับสาขาเศรษฐกิจสำคัญของภาค 3.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ส่งเสริมการใช้งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของภาคเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 5.พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ (SEC) และ 6.เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ฝั่ง จ.ระนอง พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมากอยู่ในเขตอนุรักษ์ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เกาะพยาม พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแหลมสน

ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งในปี 2540 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลก อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา รวมไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.พังงา เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อนุรักษ์ รถบรรทุกจำนวนมากลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์แล่นผ่าน มลพิษทางอากาศและทางเสียงจะส่งผลกระทบมากเพียงใด หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะพยาม น้ำทะเล ปะการังหายหมด ช่วงก่อสร้างน้ำทะเลก็ไม่ใส ก่อสร้าง 3 ปี ธุรกิจแถวนั้นคงจบกันหมด

“อีกอันก็คือหมู่เกาะสุรินทร์ที่อยู่ตอนล่างถามว่าเกี่ยวอะไร? เรือใหญ่เขาต้องวิ่งผ่านร่องน้ำลึก เพราะคุณไม่ได้ขุดทะเลเหมือนเลนรถยนต์ เรือมันต้องหาร่องน้ำลึกวิ่ง ฉะนั้นร่องน้ำลึกที่สุดคืออยู่ระหว่างภูเขา หรืออุทยาน 2 แห่ง ผมก็ประมาณการเส้นทางเดินเรือขึ้นมาเรือสินค้าใหญ่ๆ จะวิ่งอย่างไรจากทะเลอันดามันจะเห็นว่ามันผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหมู่เกาะสำคัญ ผ่านอุทยาน สมมุติคุณไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เราต้องการความสบายตา-สบายใจ แต่เห็นเรือสินค้าวิ่งอยู่เต็มไปหมด เราจะเสียรายได้จากตรงนี้ไหม?” นายอัตถพงษ์กล่าว

จากฝั่ง จ.ระนอง ข้ามไปฝั่ง จ.ชุมพร อัตถพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ จ.ชุมพร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร และยังมีแนวปะการัง อยู่นอกเขตอนุรักษ์กว่า 6,000 ไร่ และในเขตอนุรักษ์อีกกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงมีป่าชายเลนและหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมประมง อนึ่ง “ผลกระทบยังอาจลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี” เพราะเรือสินค้าต้องแล่นหลบแท่นจุดเจาะน้ำมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน “เกาะสมุย-เกาะนางยวน” จะรู้สึกอย่างไรหากเห็นเรือสินค้าแล่นผ่านไป-มา

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่ฝั่งอันดามัน ทั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง แหลมสน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หาดท้ายเหมือง ป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑล พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการเตรียมการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างใน จ.ระนอง เคยขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วยซ้ำว่าป่าชายเลนสู่มรดกโลก เรื่องนี้คุยกันมาหลายปีและเป็นความเห็นพ้องของคนในท้องถิ่น มีผลการศึกษาจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยความโดดเด่นของพื้นที่

ซึ่งการเป็นมรดกโลกจะมีเกณฑ์ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน มีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สวยงาม เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ จ.ระนอง มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในเขตอินโด-แปซิฟิก กับเขตซุนดรา โดยมีรอยต่ออยู่ตรงลำน้ำกระบุรี หรืออย่างหาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีสันทรายโบราณ มีร่องรอยวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเล

“ถ้าเราดูพื้นที่ทะเลจำนวนมาก กรมอุทยานฯ ไม่ได้ห้ามเรื่องของประมงพื้นบ้าน กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ฉบับใหม่ ให้ประโยชน์กับประชาชนชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเล ไม่ว่าจะเป็นแหลมสนหรือหมู่เกาะระนอง ก็เป็นพื้นที่ที่มันไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ห้ามใช้ มันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งบริเวณนี้ได้ประโยชน์จากทะเลหมู่เกาะระนองเป็นจำนวนมาก”ศักดิ์อนันต์ กล่าว

ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่าในบริเวณชายฝั่งทั้ง จ.ระนอง และ จ.ชุมพรมีผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมประมง รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีมูลค่าการผลิตแต่ละปีประมาณ 1,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมการกระจายรายได้ยังกลุ่มคนฐานรากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่า การเปลี่ยนจากระบบนิเวศที่ดีไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผลประโยชน์ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน อีกทั้งความคุ้มทุนจากการสร้างท่าเรือมีความเป็นไปได้เพียงใด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้ง 2 ฝั่งไป ทั้งในเรื่องของป่าชายเลนขนาดใหญ่แล้วก็ชายฝั่ง ซึ่งประโยชน์เชิงนิเวศก็มีนอกเหนือจากการประมง การท่องเที่ยวเราจะใช้ประโยชน์ได้ชั่วระยะยาว แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์เรื่องของการเป็นท่าเรือหรือว่าโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องของทางเศรษฐกิจ หรือว่าสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง” ชวลิต กล่าว

พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่า หากไปดูผลการศึกษาของสภาพัฒน์ จะมีขมวดไว้ในหน้าท้ายๆ ว่าลำพังสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดให้ตามปกติแก่ผู้ลงทุนไม่น่าจะเพียงพอ จะต้องมีบริบทอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าเป็นห่วงการตีความคำว่า “บริบทอื่นๆ” เพราะหากบอกว่าลำพังสิทธิบีโอไอนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือยกเว้นภาษี 8 ปี บวกอีก 5 ปี แล้วยังไม่เพียงพอกับนักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อสร้างในโครงการ คำถามคือนักลงทุนจะขออะไรเพิ่มเติม และสิ่งที่ขอจะก่อปัญหาหรือไม่

“ถ้าสมมุติว่าคนที่จะมาลงทุน ถ้าบอกว่าตลอดแนวฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร เขาขอสร้างเป็นกาสิโน เป็นรีสอร์ท โดยให้สิทธิ์เขา 90 ปี แบบนี้ชาวบ้านเขาจะยอมไหม? ถ้ามันเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ แล้วเราปล่อยทีโออาร์ออกไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนว่ารัฐสามารถที่จะตอบแทนประโยชน์อะไรให้กับผู้ลงทุนได้บ้าง ตรงนี้พอหลังจากออกทีโออาร์แล้วรับข้อเสนอขึ้นมา มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้วก็เป็นความขัดแย้งใหญ่รวมทั้งความขัดแย้งที่เราจะต้องดึงเอาต่างประเทศมาขัดแย้งกับคนภายในประเทศด้วย” พิรียุตม์ ยกตัวอย่าง

สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถอดบทเรียนโครงการแลนด์บริดจ์ เส้นทางเชื่อมระหว่าง จ.สงขลา (ฝั่งอ่าวไทย) กับ จ.สตูล (ฝั่งทะเลอันดามัน) ซึ่งถูกคัดค้านจนยกเลิกไป ว่า กรณี จ.สตูล กับ จ.ระนอง เหมือนกันตรงที่เป็นจังหวัดเล็ก ประชากรไม่มาก แต่มีศักยภาพเรื่องการเกษตร ประมงและท่องเที่ยว ดังนั้นพอเห็นการประชาสัมพันธ์โครงการ ในช่วงแรกๆ ประชาชนในพื้นที่ก็ตื่นตาตื่นใจ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อ่าวปากบาราเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งแรกเลย ถ้ามาแผ่นดินใหญ่คุณต้องมาที่อ่าวปากบารา นั่นหมายความว่าอ่าวนี้อาจจะไปภายใต้โครงการนี้ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ก็จะกระทบทางทะเล การประมงสูญเสีย พื้นที่ที่จะถูกเวนคืนสร้างแลนด์บริดจ์ สร้างรถไฟ สร้างมอเตอร์เวย์ สร้างนิคมอุตสาหกรรม มันก็จะหายไป ข้อมูลเหล่านี้พอถูกนำเสนอคนในพื้นที่เขาเริ่มคิดหนัก ขนาดผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุนในพื้นที่ ตอนแรกๆ เขาก็เชียร์โครงการนี้นะ แต่พอมาฟังดูแล้วเขารู้สึกว่า โห! มันจะคุ้มไหม? เพราะว่าเรากำลังจะเสียทุกอย่างไป ในจังหวัดที่มันมีศักยภาพ” สมบูรณ์ กล่าว