สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โปรดิวเซอร์เพลงอิเล็กทรอนิกส์และศิลปินชื่อดังอย่าง Elephante ปล่อยอัลบั้มเต็ม COPE ผ่านทางค่ายเพลง Hidden Horizon พร้อมซิงเกิ้ล “Taste of Your Tongue”

ELEPHANTE หรืออีกชื่อ Tim Wu ศิลปินนักดนตรีชาวอเมริกัน เป็นบุตรชายของผู้อพยพชาวไต้หวัน ได้รับการเลี้ยงดูจากชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียของเขาในรัฐมิชิแกน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบางครั้งก็โดดเดี่ยว เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้เข้าทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกของอเมริกา แต่เขาเกลียดการใช้ชีวิตแบบนี้เขาจึงพูดถึงความทุกข์ของเขาผ่านเนื้อเพลง และไล่ตามความหลงใหลในดนตรี

จนถึงวันนี้ เขาได้สตรีมเพลงนับร้อยล้านครั้งจากอัลบั้มเต็มของเขา Heavy Glow (2021) ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในการผลักดันขอบเขตดนตรีแดนซ์ และอีพีสองของเขา : I Am The Elephante (2016) ซึ่งเป็นผลงานการสำรวจเก้าเพลง ของโปรเกรสซีฟเฮาส์, ซินธ์ป๊อปและแทรป และ Glass Mansion (2018) ซึ่งขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต U.S. Dance ของ iTunesมีทัวร์สามรายการขายบัตรหมดเกลี้ยงและแสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากที่ EDC Las Vegas, Electric Zoo, Beyond Wonderland,Lollapalooza และ 88rising’s Head in the Clouds Festival ในช่วงต้นปี 2023 ดีเจชาวเอเชีย-อเมริกันคนนี้ได้ร่วมงานกับนักร้องแนวอิเล็กโทรป๊อป HALIENE ในเพลง “Hollow” ตามมาด้วยการร่วมงานกับนักร้องนักแต่งเพลงชาวอินโดนีเซีย Stephanie Poetriและนักร้องชาวจีน Zhang Yanqi ในเพลง “No Explanations”เรายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่อเนื่อง ในปี 2024เดือนมีนาคม เขาได้เปิดตัว Hidden Horizon ค่ายเพลงที่มุ่งเน้นการเติบโตเพลงแดนซ์ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ผลงานของELEPHANTE จนถึงปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขาในฐานะศิลปินที่มีความสามารถอันน่าประทับใจในการเชื่อมโยงดนตรีสไตล์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ในอัลบั้มเต็ม COPE นี้ จะพาคุณไปสำรวจสเปกตรัมทางอารมณ์ของการเยียวยาและการฟื้นฟูความเจ็บ โดยดำดิ่งลงสู่วิธีการที่เราจัดการความรู้สึกด้วยธีมที่ใคร่ครวญและซาวนด์สเคปที่ผสมผสานแนวเพลงไว้ด้วยกัน ซึ่งการเปิดตัวอัลบั้มนี้ไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้นแต่ยังประกาศออกไปในระดับนานาชาติพร้อมกับแคมเปญบนวิทยุ สื่อต่างๆ ทั่วเอเชีย บนโซเชียลมีเดียของ US Dance Radio และแคมเปญบน Soundcloud Song Launch ด้วย หลังจากนั้นจะมีการประกาศทัวร์ของ Elephante แบบเต็มรูปแบบ

ซิงเกิ้ลที่มาพร้อมกับการเปิดตัวนี้อย่าง “Taste of Your Tongue” ได้ร่วมร้องโดยศิลปิน babyidontlikeyou โดยผสมผสานความสามารถของ Elephante ในการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์เข้ากับการผลิตดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่หนักแน่นและซินธ์ที่เปล่งประกาย รวบรวมทั้งความเบิกบานใจและความเสียใจที่มาพร้อมกับการหวนคิดถึงอารมณ์ในอดีต

“Taste of Your Tongue” เป็นเพลงเกี่ยวกับความคิดถึงและการมองย้อนกลับไปในความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่เรารู้สึกแย่แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะลืมสิ่งเลวร้ายและจดจำสิ่งดีๆ และบางครั้งเราก็ทำผิดพลาดโดยพยายามนำสิ่งมหัศจรรย์นั้นกลับคืนมา และบางครั้งคุณก็แค่ต้องพูดออกมาว่า ให้ตายเถอะ และทำสิ่งนั้นโดยที่คุณรู้ว่าไม่ควรทำ” Elephante อธิบาย

COPE เป็นอัลบั้มที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง โดยแต่ละเพลงนำเสนอแง่มุมที่แตกต่างกันในการรับมือกับความท้าทายในชีวิต Elephante อธิบายเพิ่มเติมว่า “อัลบั้ม COPE นี้ตามหลักแล้วมันเป็นเรื่องของวิธีการต่างๆ ที่เราผ่านพ้นบาดแผลทางจิตใจ และช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตของเรา ซึ่งแต่ละเพลงมีแนวทางการรับมือที่แตกต่าง
กันออกไป” ตั้งแต่การสะท้อนความคิดถึงไปจนถึงการปลดปล่อยอารมณ์ อัลบั้มนี้ยังนำเสนอการเดินทางทางอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันก็ผลักดันขอบเขตซาวนด์ดนตรีของElephante ต่อไป COPE เปิดตัวผ่านค่ายเพลง Hidden Horizon โดยต่อยอดจากพันธกิจของ Elephante ในการยกระดับเสียงที่เกิดขึ้นใหม่ในดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากความสำเร็จของซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ อัลบั้มนี้พร้อมแล้วที่จะทำให้แฟนเพลงหน้าใหม่ได้ประทับใจในผลงานของ Elephante

ด้วยยอดสตรีมหลายร้อยล้านครั้งนับตั้งแต่สตูดิโออัลบั้มชุดแรก, สองอีพี และอีกหลากหลายซิงเกิ้ล ELEPHANTE คือโปรดิวเซอร์ดนตรี ศิลปิน และนักแต่งเพลงที่มีนวัตกรรมโดยผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์อันไพเราะเข้ากับแนวป๊อป บลูส์ ร็อก และอื่นๆ

l ให้คำนิยาม 3 คำ ที่อธิบายชื่อของคุณ “Elephante” ได้ดีที่สุดเพราะเหตุใด

Melody, emotion และ movement ทำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้คนฟังสนุกสนานอยากลุกขึ้นเต้น โดยมีเนื้อร้องที่เป็นเรื่องราวมาจากใจครับ

l ช่วยพูดถึงซิงเกิ้ลล่าสุดของคุณ “Taste of Your Tongue”

เป็นเพลงที่พูดถึงความสัมพันธ์ในอดีต บางครั้งเราก็มักจะคิดถึงความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวด้วยการจดจำถึงช่วงเวลาดีๆ และลืมเรื่องร้ายๆ ผมจินตนาการถึงเรื่องราวการเจอแฟนเก่าที่บาร์ และคิดว่าบางทีเราน่าจะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คืนเดียวก็ตาม

l เพลงที่คุณสร้างขึ้นมานั้นมักจะเป็นในรูปแบบใด

เป็นเพลงที่กระตุ้นพลังงานแต่ก็สะเทือนอารมณ์ด้วยในคราวเดียวกัน มันทำให้คุณทั้งอยากเต้นและร้องไห้

l เพลงไหนในอัลบั้ม “COPE” ที่คุณคิดว่าเป็นบทสรุปของอัลบั้ม? และทำไม?

เพลง  “Know Your Name” เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้ ซึ่งอัลบั้มนี้ผมหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความบอบช้ำทางจิตใจและการเรียนรู้ที่จะมีความหวังและกล้ารักอีกครั้ง เพลง “Know Your Name” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่คุณสามารถเอาชนะความยากลำบากทั้งหมด และพบกับความสงบสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างไร

l เมื่อมองไปข้างหน้า อะไรคือเป้าหมายและแรงบันดาลใจของคุณในอุตสาหกรรม EDM?

ผมเป็นคนที่ไม่ได้วางแผนอะไรไกลมากนัก ผมแค่ชอบทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่ผมตื่นเต้นกับมันที่ได้ทำ ผมภูมิใจกับอัลบั้มนี้จริงๆ และตื่นเต้นมากกับการทัวร์คอนเสิร์ตที่จะเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผมแค่อยากให้คนได้ฟังอัลบั้มนี้เยอะๆ และแสดงผลงานที่สร้างประสบการณ์ให้กับแฟนเพลงแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน!

l ฝากอะไรถึงแฟนเพลงไทย

ขอบคุณมากครับที่ฟังเพลงของผม! ผมได้ยินเรื่องราวเจ๋งๆ มากมายเกี่ยวกับประเทศไทย และอยากไปเที่ยวเร็วๆ นี้ผมมีเพื่อนดีเจคนไทยชื่อ SABAI เขาบอกผมว่าสักวันหนึ่งเขาจะพาผมไปตระเวนเที่ยวที่เมืองไทยครับ

ติดตาม Elephante ได้ทาง Instagram : @iamtheelephante, TikTok : @elephante, Twitter : @iamtheelephante, Facebook : /elephante/, Youtube : /@iamtheelephante

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

“อยากบอกว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดพ่อเพราะผมเชื่อว่าตอนนั้นพ่อก็เป็นเด็กเหมือนผมตอนนี้”

ความในใจจาก “เอ (นามสมมุติ)” เยาวชนชายที่ “ก้าวพลาด” ถูกจับในคดีใช้ความรุนแรง แต่ยังได้รับ “โอกาสที่ 2” เมื่อถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และได้เข้ากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเจ้าตัวยังยกตัวอย่าง “กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว” ที่ในแต่ละวันเยาวชนทุกคนจะได้รับโจทย์เป็นข่าวต่างๆ ที่คนทั่วไปพบเห็นผ่านสื่อ ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนกับเห็นตนเองไปอยู่ในเนื้อข่าวเหล่านั้น เป็นการทบทวนชีวิตของตนเองไปในตัว

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เด็กชายเอเติบโตมาในสภาพที่คลอดได้เพียง 3 วัน พ่อแม่ก็แยกทางกันเด็กชายเอถูกส่งไปอยู่กับย่าซึ่งมีกิจการร้านขายของชำ แต่ย่าก็ป่วยเป็นโรคไต ร้านของย่าอยู่ในชุมชนแออัด สภาพบ้านเรือนชิดกันเกือบจะดูคล้ายกับสลัม และมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดย่าเลี้ยงเด็กชายเอจนถึงเรียนจบชั้น ป.3 จึงส่งออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะเห็นว่าตนมีปัญหาติดเกม วันๆ ไปอยู่แต่ที่ร้านเกม

เด็กชายเอไปอยู่ต่างจังหวัด เรียนจนจบชั้น ป.6 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เริ่มคบเพื่อนซึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรม “เล่นยา” ใช้สารเสพติดแต่เวลานั้นเด็กชายเอยังคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะใช้ชีวิตกับอยู่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่พฤติกรรมติดเพื่อนนั้นก็รุนแรงขนาดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปอยู่แต่ที่บ้านเพื่อนตลอด และ “โดดเรียน” ไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งตนก็บอกพ่อว่าขอ “ดร็อป”ในตอนแรกพ่อไม่ยอม ตนก็ไม่ไปเรียนเสียดื้อๆ จนท้ายที่สุดพ่อก็ต้องยอม

จากต่างจังหวัด เด็กชายเอหวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พ่อพาไปฝากกับผู้เป็นอาและพาไปสมัครเรียน แต่เวลานั้นเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ เอยอมรับว่าตนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จับคอมพิวเตอร์ทีไรก็ใช้เพื่อเล่นเกมเท่านั้น แต่ก็ยังผ่านชั้น ม.1 มาได้ กระทั่งเมื่อขึ้นชั้น ม.2 คราวนี้อาการหนักเพราะติดทั้งเพื่อนและผู้หญิงจนโดดเรียนทุกวัน โดยที่อาก็ไม่รู้เพราะออกไปทำงานก่อนที่ตนจะออกจากบ้าน หรือวันที่ตนออกจากบ้านก่อนก็จะแต่งชุดนักเรียน

“ครูเขาโทรไปบอกพ่อว่าทำไมผมไม่เข้าเรียนเลย พอเขาคุยกับครูเสร็จพ่อก็โทรมาหาผมบอกว่าถ้าไม่ไปโรงเรียนก็แต่งชุดอยู่บ้านไปเลย นอนอยู่บ้านไปเลยไม่ต้องไปเรียน (พ่อประชด) แต่ก็เข้าทางผม เช้าวันต่อมาผมแต่งตัวปกติไปนั่งกับเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนซึ่งโดดเรียนมา ก็พากันใช้ความรุนแรง เกาะกลุ่มใช้สารเสพติด มีกัญชา น้ำกระท่อม อย่างอื่นผมไม่ยุ่ง” เอ กล่าว

เด็กชายเอเติบโตเป็นนายเอ พฤติกรรมติดเพื่อนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน รวมกลุ่มเพื่อนใช้ความรุนแรงจนถูกจับในคดีทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกถูกส่งเข้าไป “คุกเด็ก” หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กแห่งอื่น และยังคงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งก่อเรื่องข้างในนั้นจนถูกจับขังเดี่ยว แต่ในใจก็คิดว่าไม่อยากอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ทางบ้านกาญจนาฯเข้ามาสอบถามหาคนสมัครใจไปอยู่พอดี

สิ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบ้านกาญจนาฯ แตกต่างจากสถานพินิจฯ แห่งอื่น คือ “บรรยากาศที่เป็นมิตร”สัมผัสได้ถึงความใส่ใจมากกว่าจะเป็นการคุมเข้ม ดังที่นายเอให้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่เล่นกับด้านมืด..แต่พยายามแสวงหาแสงสว่างในตัวคน”จนเมื่อเวลาผ่านไป พ่อที่มาเยี่ยมก็ถึงกับถามว่า “ทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?” เพราะเห็นว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งน้อยลง ทั้งนี้ นายเอย้ำว่า ที่นำเรื่องของตนเองมาบอกเล่า ก็หวังให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ไม่เดินซ้ำรอย และหากวันนั้นตนตั้งใจเรียนหนังสือ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้เพราะพ่อก็ตั้งใจส่งเสียเต็มที่

นายเอ บอกเล่าชีวิตของตนในงานกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 เสวนา“ความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทย…ที่ขาดแคลนการลงทุน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 8 ม.ค. 2568ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

จากเรื่องราวของนายเอที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น“ปุ๊” เป็นชื่อเล่นของชายวัยสามสิบเศษ ที่ชีวิตผ่านเรื่องหนักๆ มาเช่นกัน นายปุ๊ บอกเล่าในงานนี้ว่าตนเองเป็น “ลูกคนกลาง” มีพี่ชายกับน้องสาว ทั้ง 3 ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรงเนื่องจาก “พ่อติดเหล้า” เมาแล้วชอบทำร้ายร่างกายแม่ จนในที่สุดแม่ทนไม่ไหวก็หนีไป ขณะที่พ่อกับลูกๆ ทั้ง 3 คน ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่เป็นการย้ายเข้ามาแบบไร้จุดหมาย พ่อทำงานก่อสร้างแต่ก็ทำๆ หยุดๆ อาศัยหลับนอนตามวัดพึ่งพาข้าวปลาอาหารจากพระ และถึงขั้นที่เด็กชายปุ๊เคยไปนั่งขอทานบนสะพานลอย

“มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจ ผมก็โดนจับส่งไปที่มูลนิธิ แต่ให้แยกกันอยู่ (พี่สาวและน้องชายไปอยู่อีกที่หนึ่ง) ตอนนั้นยังเล็กมากไม่รู้ความเลยว่าไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง พ่อก็หายไปสักพักหนึ่งแล้วก็พอเขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนเขาก็มาเยี่ยมบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่นานก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่อย่างไรบ้าง”ปุ๊ กล่าว

แม้ชีวิตในมูลนิธิแห่งนั้นทำให้ปุ๊ได้รับโอกาส นั่นคือ “การศึกษา” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเติบโต เพราะ “บาดแผลทางกายและใจที่เคยได้รับในวัยเด็ก” สมัยที่ยังอยู่กับพ่อและมักถูกพ่อที่เมาสุราทำร้ายร่างกาย นายปุ๊ เล่าต่อไปถึงชีวิตในโรงเรียน แม้จะมีเพื่อนแต่เวลาเรียนก็มักเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ชีวิตไม่มีเป้าหมาย..ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร” และแม้โดยนิสัยจะไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องการเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีเรื่องชกต่อยอยู่บ้าง

เมื่อข้ามพ้นวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ปุ๊เริ่มคิดได้แล้วว่า “มีแต่การเรียนเท่านั้นที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากชะตากรรมที่เป็นอยู่” เด็กหนุ่มสามารถเรียนจนจบชั้น ม.6 พร้อมๆ กับช่วยเหลืองานมูลนิธิในการดูแลเด็กๆ ที่ก็ถือเป็นรุ่นน้องไปด้วย จากนั้นปุ๊ตัดสินใจออกไปหางานทำพร้อมๆ กับส่งตัวเองเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และใช้เวลา 5 ปี จึงเรียนจบระดับ ป.ตรี และสิ่งที่คัดสินใจทำหลังจากเรียนจบคือการ “ตามหาแม่” ซึ่งปุ๊ก็สืบจนรู้ว่าแม่ที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่ยังเด็กอยู่ที่ใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วย “ความจริงอันเจ็บปวด” เมื่อได้พบ

“เราก็ไปสืบที่เขต เขาก็อำนวยความสะดวกช่วยเหลือ จนเราได้ไปเจอเขา เราก็มีทุนในส่วนหนึ่งบ้าง เงินเก็บเราบ้าง ก็ไปสร้างห้องน้ำซ่อมแซมบ้านให้ แต่สิ่งที่เราไปเจอ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย สิ่งที่เราเห็นวันนั้น แม่พูดกับเราว่าเขาตั้งใจที่จะทิ้งเรา วันต่อมาพี่สาวกับน้องชายก็มองหน้ากัน นี่หรือคือสิ่งที่เราโหยหามาทั้งชีวิต?ถ้าเราเจอแม่ก็คงได้มีอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” ปุ๊ เล่าถึงวินาทีที่พบกับผู้เป็นแม่

หลังรับรู้ความจริงที่เจ็บปวดจากปากผู้เป็นแม่ แม้ในใจจะไม่ได้กล่าวโทษแม่และคิดว่าด้วยช่วงวัยและเวลาแบบนั้นแม่อาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทิ้งตนไป และตนก็พยายามรวบรวมกำลังใจเพื่อจะ “ยืนหยัด” มีชีวิตอยู่ต่อไปไห้ได้ด้วยทัศนคติที่ดี แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า “เสียศูนย์” ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือนกันก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว “หากวันนั้นไม่ตั้งใจเรียนวันนี้ก็คงไม่มีอนาคต” ชีวิตอาจไปจบลงด้วยการติดคุกตะราง แต่การได้เรียนหนังสือทำให้ตนมีวิธีคิดมากขึ้น

ขณะที่ เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกับนายปุ๊ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนั้นที่ปุ๊เติบโตมา กล่าวเสริมว่า ในเวลานั้นตนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เข้าทำงานในมูลนิธิในภารกิจช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน “เมื่อครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่..เด็กจึงตัดสินใจออกจากบ้านมาเร่ร่อน” โดยงานของตนคือการเป็น “ครูอาสา” ให้กับเด็กเหล่านี้ทั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่และที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิแล้ว

คำถามที่ เตชาติ์ ได้ยินจากปากเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน?”, “เมื่อไหร่จะได้มีบัตรประชาชน?”, “เมื่อไหร่พ่อแม่จะมารับ?”,“จะเรียนไปเพื่ออะไร?” แม้กระทั่งกรณีของปุ๊กว่าจะเรียนจบได้ ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบบ้าง ไปตามตัวจากร้านเกมบ้าง พยายามหาเวลาพูดคุยอบรมกัน จนได้รู้ว่า ปุ๊อยากเป็นนักกีฬา จึงแนะนำว่าหากอยากเป็นก็ต้องตั้งใจเรียน และแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกทางเดินได้

“หลายคนก็ไปจบ ป.โท เป็นครูบาอาจารย์แต่ส่วนน้อยไม่เกิน 3% อีก 97% คือหลุดจากสังคม เขารู้สึกว่าเขาไม่มีรากเหง้า ตรงนี้ก็หมายความว่ามันยังวนเวียน แล้วพอมารู้จักป้ามล (ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก)ก็ยังเห็นเด็กที่หนักขึ้นไปอีก หลังจากที่เราเห็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราเห็นแค่ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นปลายทาง ถ้าไม่มีคนดูแล ปลายทางก็เหมือนน้องเอ (ก่อคดีแล้วถูกจับกุมต้องไปอยู่ในสถานพินิจฯ)” เตชาติ์ กล่าว

มุมมองจากแพทย์ “หมอโอ๋” ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า “อาชญากรเด็ก..เด็กเป็นเองไม่ได้” การที่เด็กคนหนึ่งติดเพื่อน ติดเกม ไม่เรียนหนังสือ ฯลฯ มันมีรากของปัญหาเสมอ “เมื่อเด็กไม่ได้โตมากับความรัก..เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดไม่ได้ให้สิ่งนั้น..เด็กจึงไปโหยหาเอากับสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ใช้ได้และมีความหมาย

แต่เมื่อคนคนหนึ่งไปแสวงหาความรักจากสิ่งอื่นภายนอก (เช่น เพื่อน) ก็ต้องแล้วแต่ว่า“สิ่งนั้นจะพาไปทางไหน?” อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของทั้ง 2 คนข้างต้น ก็ทำให้เห็นความสำคัญของ“การมีอะไรบางอย่างเป็นหลักให้ยึด” ดังกรณีของนายเอ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เห็นว่า ท่ามกลางความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ ที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญจริงๆ แล้วคนคนนั้นก็ยังมีแสงสว่างอยู่ภายใน และได้เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น รดน้ำพรวนดินจนงอกงาม

“วันหนึ่งที่เขาขึ้นมาเล่า วันหนึ่งที่เขาพูดว่าเขาเข้าใจพ่อ “พ่อคือเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน” เอาจริงๆ มันเกิดจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการไปชี้ด่าว่าทำไมแกมันไม่ได้เรื่อง? ทำไมถึงเละเทะแบบนี้? ทำไมถึงเป็นอันธพาล? ทำไมถึงใช้ความรุนแรง? แต่มันเป็นการสร้างแล้วก็บ่มเพาะจากการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีด้านสว่างในตัวเองแล้วพอเขาเติบโตอย่างมั่นคงภายใน เขาสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในบุคคลอื่นๆ” หมอโอ๋ ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของเอ

หมอโอ๋กล่าวต่อไปว่า “พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์..แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถทำผิดพลาดล้มเหลวได้” หรือกรณีของปุ๊ก็เป็นตัวอย่างว่าไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ดังนั้น หากเข้าใจว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากตัวเรา เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกที่จะให้อภัยและเข้าใจว่าเขาก็ทำดีที่สุดของเขาได้เท่านั้น ซึ่งการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าทำให้เขาพ้นผิด แต่เพื่อละวางความทุกข์ที่ตัวเราแบกไว้

ด้าน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวว่า กรณีของปุ๊ที่รู้สึก “ดิ่ง” เมื่อตามหาแม่จนพบแต่แม่กลับบอกว่าตั้งใจทิ้งไปเอง เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อไปว่า “ชีวิตของแม่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร?..กระท่อนกระแท่นมาขนาดไหน?..และใครได้เยียวยาแผลใจของแม่บ้าง?” มุมมองเหล่านี้อาจไม่เคยมีในสังคมไทย และเป็นมุมกลับเช่นกัน แต่การที่ให้อภัยคนเป็นแม่ก็เท่ากับให้อภัยตนเองและอาจเชื่อมโยงกับการที่ตัวเราจะมีอนาคตต่อไปด้วย

“กว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่งตัดสินใจจะปฏิเสธลูกตัวเอง หันมาบอกกับเราแล้วเราก็ดิ่งไปเลยว่า ‘ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอนะ!’ มันกำลังเล่าว่าในอดีต ในวันที่แม่เป็นเด็ก แม่เป็นลูกของใครสักคนหนึ่ง แม่ก็ต้องบาดเจ็บน่าดูเลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ที่มันไม่ถูกเยียวยา มันจะอยู่กับเขายาวตลอดไป ดังนั้นเขาไม่สมควรที่จะถูกเกลียดชัง แต่สมควรที่จะได้รับการให้อภัย” ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าว

ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างในกรณีของเอ ที่สามารถพูดออกมาได้ว่าพ่อของตนในวันนั้นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับตนในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่รู้อะไรเลย ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเอ ก่อนที่เอจะมาบอกเล่าชีวิตในงานนี้ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอยากรู้เหมือนกันว่าตนได้ทำอะไรให้ลูกชายบาดเจ็บขนาดไหน เพราะตนกับลูกที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุยกัน ดังนั้น จึงเห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กหากถูกนำมาพูดคุยกัน ไม่ซุกไว้ใต้พรมก็คงไม่กลายเป็นของเน่าเหม็น

ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทน “กลุ่มผู้ถูกเจียระไน” ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนที่เคยอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ที่กล่าวเสริมว่า ในขณะที่สถานพินิจฯ ใช้งบประมาณวันละ 4-5 ล้านบาท หรือเรือนจำที่ใช้งบประมาณวันละ 20 ล้านบาท “แต่เมื่อดูต้นตอของปัญหาจะพบรูปแบบที่เหมือนกันเช่น เผชิญความรุนแรงในบ้าน บ้านไม่น่าอยู่ อยู่แล้วไม่มีตัวตน ก็ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าเป็นบ้าน แล้วก็พากันไปทำผิดกฎหมายถูกจับและโดนตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา” คำถามคือปัญหามาจากเด็กหรือผู้ใหญ่? หากมองเข้าไปลึกๆ ถึงระบบโครงสร้าง

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ตั้งคำถามว่า “ในขณะที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก..คำถามคือผู้ใหญ่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและดีพอกับการคาดหวังนั้นหรือไม่?” เพราะเมื่อมองไปรอบด้านจะเห็นปัญหาอบายมุขเข้ามาใกล้ตัวมากเช่น ข้อมูลในปี 2565 ชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทำการตลาดทำมาดีมาก และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญเพราะต้องการผู้บริโภครายใหม่โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามที่มีข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า มีผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเฉลี่ย 2,200 รายต่อปี

“เห็นไหมว่ามันเพียงพอไหมกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูแลอนาคตเด็กให้ปลอดภัย ให้อยู่รอด เราทำกันดีพอแล้วหรือยัง? ในอีกหลายๆ เรื่อง เรื่องการพนันก็ไม่แพ้กัน เรามีตัวเลขอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าคน ที่มีโอกาสเข้าสู่วงจรนักพนันหน้าใหม่ ไม่น้อยนะที่เขาจะก้าวเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่นับกลุ่มที่ถูกหลอกลวงจากออนไลน์ทั้งหลาย ผู้ใหญ่ยังถูกเลยในการถูกหลอกลวง เยาวชนก็ถูกหลอกลวงด้วยเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากกิจกรรมวันเด็กตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ถามคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี เด็กคนไหนตอบได้มีรางวัลให้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้างหรือไม่ และคิดว่าในงานวันเด็กที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมกันเป็นจำนวนมาก “ทำอย่างไรจะให้รับรู้ถึงสิทธิเด็ก แน่นอนว่าคงไม่ได้หวังให้เด็กเล็กๆ รับรู้อะไรมาก ที่สำคัญกว่าคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่นำของขวัญมาให้เด็ก ทราบกันหรือไม่ว่าสิทธิเด็กคืออะไร” ซึ่งประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาแล้ว

หรือ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เด็กได้รับผลกระทบ มีใครนำปัจจัยร่วมต่างๆ มาคุยกันหรือไม่ ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นบ่มเพาะอะไร สร้างบาดแผลให้เด็กบ้างหรือไม่” จึงเกิดแนวคิดว่าจะใช้โอกาสของวันเด็กแห่งชาติสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ ในขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งเมื่อเด็กมีปัญหา อีกทั้งกลไกของบ้านพักเด็กซึ่งจัดงานวันเด็กร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไปได้

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี 2567ที่ผ่านมา ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล ราว 188,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 26,000 เรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กและเยาวชน และจากเรื่องขอความช่วยเหลือทั้งหมด พบว่า ความรุนแรงติด 1 ใน 5 อันดับแรก

“กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ สสส. ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ได้จัดกิจกรรมขึ้นโดยใช้โอกาสสำคัญคือวันเด็กแห่งชาติ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการที่จะมาดูเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทยที่ขาดแคลนการลงทุนร่วมกันซึ่งก็คิดว่าโอกาสในครั้งนี้ที่ใช้วันสำคัญของเด็กๆ ของเรา ก็คือวันเด็กแห่งชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว ที่มันจะส่งไปถึงเด็กแล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงข้ามรุ่นของเด็กและเยาวชน” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาจะมีน้ำจากการต้มลูกชิ้นมากกว่า 3-6 ตันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะเก็บน้ำไว้ในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายให้ผู้ประกอบการประเภทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารที่ต้องการใช้น้ำชนิดนี้ทำอาหาร แต่ก็ยังมีน้ำต้มลูกชิ้นเหลือเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์เป็นประจำทุกวัน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำต้มลูกชิ้นเป็นหัวน้ำซุปปลาประเภทพร้อมปรุง (ready-to-cook : RTC) ที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสกลมกล่อมสไตล์เอเชีย เหมาะแก่การผลิตเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ญาณี ศรีมารุต ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยด้านการลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ทีมวิจัยได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิตหัวน้ำซุปปลาจากน้ำต้มลูกชิ้นขึ้นด้วยกระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำเพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร นอกจากนี้ยังนำน้ำซุปไปเข้ากระบวนการสเตอริไลซ์เพื่อยืดอายุได้โดยไม่เสียรสชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องแช่เย็นและใส่สารกันบูดได้นานกว่า 1 ปี เหมาะแก่การผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดความลับทางการค้าเรียบร้อยแล้ว และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งนี้ในขั้นตอนของการทดลองขยายขนาดการผลิตทีมวิจัยได้รับทุนจากโครงการสนับสนุนเร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (Research gap fund) ประจำปีงบประมาณ 2563

ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์ไว้ที่ปริมาตร 150 กรัมต่อซอง ใช้เป็นหัวน้ำซุปสำหรับทำน้ำแกงได้ประมาณ 5 ถ้วย หรือใช้ทำชาบูได้ 1 มื้อ (2-3 คน) ทั้งนี้การออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบการผลิตเป็นซองขนาดเล็กสำหรับบริโภค 1 คนต่อ 1 มื้อ หรือเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือร้านจัดเลี้ยง ซึ่งหัวน้ำซุปแบบ RTC จะช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บวัตถุดิบสด และระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาทิ แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในประเทศไทยรวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก และจะยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นหากผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น “ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย”

ดร.ยุวเรศ มลิลา ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยอธิบายว่า ในปี 2566 ผลิตภัณฑ์น้ำซุปใสมีมูลค่าในตลาดโลกสูงถึงราว 1.8 แสนล้านบาท (4.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วงปี 2567-2576 มีแนวโน้มอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ปีละ 5.1% โดยหน่วยงานด้านการวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณการไว้ว่าในปี 2576 ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท (6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เป็น clean label หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น ผงชูรส สารแต่งกลิ่นรส สารแต่งสี สารกันบูด) และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท RTC จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับตนเอง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารที่ใช้งานได้สะดวก สามารถจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหมดอายุที่สำคัญผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้กลิ่นรสแบบเอเชียยังเป็นที่นิยมในหลายประเทศซึ่งมีกำลังซื้อสูงอาทิ ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นี้มีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพในการทำการตลาดทั้งในไทย (ตลาดพรีเมียม) และต่างประเทศ

“นอกจากการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หัวน้ำซุปปลาเข้มข้นที่ปัจจุบันพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ขณะนี้ทีมวิจัยยังพร้อมเปิดรับโจทย์วิจัยการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารประเภทน้ำซุปและน้ำแกงในระดับอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อร่วมวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งด้านความคุ้มค่าในการผลิตและโอกาสทางการตลาดก่อนลงทุนทำวิจัยได้” ดร.ยุวเรศ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อดีของผลิตภัณฑ์ คือ 1.อร่อยแบบไร้ผงชูรส เพราะนักวิจัยเลือกใช้กระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่สารปรุงแต่งชนิดที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น สารแต่งสี สารกันบูด) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการสเตอริไลซ์ ทำให้จัดเก็บได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น, 2.ผลิตภัณฑ์เป็นหัวน้ำซุปชนิดRTC จึงเหมาะแก่การใช้งานทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม ช่วยรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบสดลดระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกระบวนการผลิต เช่น แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากข้อดีเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานสะดวก ประหยัดเวลา และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การนำน้ำต้มลูกชิ้นมาอัปไซเคิลเป็นหัวน้ำซุปปลาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ของเหลือทิ้งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การแปรรูปเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยังช่วยเพิ่มโอกาสในการพาสินค้าไทยไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว  จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปีใหม่นี้ แซ่บนัวถึงใจกันถ้วนหน้า! เมื่อ“บลูช็อป” จับมือ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช” จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025 กับน้ำปลาร้าในร้านบลูช็อปฉลองครบรอบ 12 ปี 19 สาขา แทนคำขอบคุณและเติมกำลังใจให้ทุกครอบครัวในห้วงเวลาสำคัญ

นางชนานาถ ดลมินทร์ หรือ “เจ้เพ็ญ” ผู้บริหาร “บลูช็อป” พร้อมด้วย นางไพลิน โตอิ้ม หรือ “แม่ไพลิน” ผู้บริหาร บริษัทจ่าวิรัชฟู้ดส์และเจ้าของธุรกิจ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช”แถลงข่าวความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเป็นการมอบของขวัญแทนคำขอบคุณลูกค้า “ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025” โดย “แม่ไพลิน” ได้นำน้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัชจัดแคมเปญ “น้ำปลาร้าปันสุขกับบลูช็อป” มาจัดจำหน่ายในร้านบลูช็อปทั้ง 19 สาขา ในราคาสุดพิเศษ เพียง 19 บาท จำนวนทั้งสิ้น 50,000 ขวดเพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบน้ำปลาร้าได้ซื้อไปรับประทานกันในราคาประหยัด ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้น้ำปลาร้าในการประกอบอาหารจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

โดย “เจ้เพ็ญ” เจ้าของบลูช็อป กล่าวว่า โดยปกติแล้ว บลูช็อปเป็นร้านที่จัดจำหน่ายสินค้าในราคาประหยัดให้กับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ติดต่อคุณแม่ไพลิน ขอขายในราคานี้ คุณแม่ไพลินท่านก็ตอบตกลงให้เป็นพิเศษเฉพาะที่บลูช็อป ก็เลยได้นำน้ำปลาร้ามาจัดจำหน่ายได้ในราคาต้นทุนเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าบลูช็อป จึงต้องขอขอบคุณทาง บริษัท จ่าวิรัชฟู้ดส์ที่เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ และเห็นใจผู้บริโภค จึงได้ให้ราคานี้กับบลูช็อป นอกจากนี้ ยังทำให้บลูช็อปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องดีๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ผู้คนต้องกลับไปหาครอบครัว สามารถนำน้ำปลาร้าดีๆ กลับไปทำอาหารรับประทานกันภายในครอบครัวได้อย่างมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำปลาร้าที่มีราคาสุดประหยัดเพียง 19 บาท แต่รสชาติอร่อยถูกใจคนทั้งครอบครัว ถือว่า เป็นการเติมกำลังใจให้คนไทยด้วยกันในช่วงเวลาปีใหม่นี้

ด้าน “แม่ไพลิน” ระบุว่า เราได้ร่วมกับบลูช็อปทั้ง 19 สาขา นำน้ำปลาร้าแม่ไพลินมาวางจำหน่าย ซึ่งปลาร้าของ จ่าวิรัช แม่ไพลินนี้กำเนิดมา 100 กว่าปีแล้ว โดยได้คัดสรรปลาอย่างดีมาเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตน้ำปลาร้า ทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ยำ แกงอ่อม ลาบ น้ำพริก โดยมี 4 สูตรด้วยกัน ได้แก่ สูตรอีสาน แซ่บคูณสอง ทรงเครื่อง และสูตรดั้งเดิม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด รับรองว่า มีรสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลัก ได้มาตรฐานอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพอื่นๆอีกมากมายภายใต้แบรนด์ของจ่าวิรัชอีกด้วย

“แม่เข้าใจว่า ทุกคนต้องลำบากในการทำมาหากิน ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคนหาเช้ากินค่ำ หมดทุน ท้อแท้ หมดกำลังใจ บางครอบครัว ไม่ค่อยได้กลับบ้าน รับประทานอาหารด้วยกันเพราะต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน ทำมาหากิน ครอบครัวแม่เองก็ทำปลาร้าขายมานานหลายรุ่นแล้ว เรามีอยู่มีกินได้ เพราะปลาร้า แม่เลยคิดที่อยากจะช่วยคนที่รักในการกินปลาร้าและคนที่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับปลาร้า ได้ลดค่าใช้จ่ายทางบลูช็อปติดต่อมา จึงนำน้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัชปันสุข มาจำหน่ายในราคา 19 บาทอีกครั้ง จากปกติ 35 บาท เพื่อปันสุขให้กับทุกคน โดยทางบลูช็อปก็ได้จัดทำโครงการน้ำปลาร้าปันสุขให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่ใช้น้ำปลาร้าเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร หรือคนที่ชอบกินปลาร้า ได้ซื้อไปกินกันในช่วงเทศกาลแบบนี้ แม่ก็อยากแบ่งปันและให้กำลังใจกัน ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ได้รับประทานน้ำปลาร้าดีๆราคาประหยัด หวังอย่างยิ่งว่า จะช่วยให้คนรักปลาร้าชอบกินปลาร้าแบบแม่ได้มีความสุข อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับบลูช็อปในการร่วมจัดจำหน่ายให้ โดยไม่หวังกำไรยิ่งรู้สึกดีใจและชื่นชมอย่างยิ่ง”แม่ไพลิน กล่าว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบปลาร้า ชอบกินปลาร้าแบบปรุงสุก สะอาด ปลอดภัย อร่อย แซ่บนัว ผลิตด้วยโรงงานที่ผ่านมาตรฐานสากล ต้องห้ามพลาดกับโปร “ปลาร้าปันสุขกับบลูช็อป” กับ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช ปันสุข” ได้ที่บลูช็อปทุกสาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา  รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทางเทศบาลนครสงขลาได้สร้างสีสันชายหาดสมิหลาสงขลาให้มีความสดใสสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจัดสวนดอกไม้หลากสีหลากหลายชนิดเน้นสีแดงและสีเหลืองเป็นหลัก เมื่อเวลาถ่ายรูปออกไปสีมันจะโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก ที่มีการสร้างสีสันที่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสดใส สวยงามจากดอกไม้นานาชนิด

สวนดอกไม้นี้จะอยู่บริเวณทางเข้าชายหาดสมิหลา สงขลา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ชายหาดสมิหลาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ได้ถ่ายรูปสวนดอกไม้เก็บไว้เป็นที่ระลึก นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปชายหาดสมิหลาจะต้องเดินผ่านเข้าทางจุดนี้ ซึ่งออกแบบเป็นวงเวียน มีทางเดินเข้าออกได้ทุกด้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้หามุมถ่ายรูปตามใจชอบ มีสีสันสะดุดตาเมื่อเดินผ่านอดใจไม่ได้หากไม่ได้ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพสวนดอกไม้และเซลฟี่กับดอกไม้สีสันสวยงามที่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว มีความโดดเด่นโดยเฉพาะสีแดงที่เน้นให้อยู่ตรงกลาง

สวนดอกไม้บริเวณทางเข้าแหลมสมิหลาแห่งนี้หลังจากรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว อาจจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากจะมีเจ้าหน้าที่งานสวนของเทศบาลนครสงขลาคอยดูและสับเปลี่ยนต้นไม้ไม่ให้เหี่ยวเฉา จะมีต้นไม้หมุนเวียนเข้ามาเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เพื่อให้สวนดอกไม้แห่งนี้มีความสดใสสวยงามอยู่ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ที่บริเวณชายหาดสมิหลา สงขลา ก็มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ เดินทางนำครอบครัวเข้ามา
ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเนื่องจากโรงเรียนในมาเลเซียกำลังจะเปิดในต้นเดือนมกราคม 2568 นี้ ทำให้ชาวมาเลเซียพาครอบครัวมาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ส่งท้ายก่อนที่โรงเรียนจะเปิด ส่งผลทำให้ในวันนี้ชายหาดสมิหลาคึกคัก ถึงแม้ไม่ใช่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ร้านค้า ร้านขายเสื้อผ้า ขายดิบขายดีเกือบทุกร้าน และคาดว่า ในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2568 จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนีเซีย จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวชายหาดสมิหลาสงขลาในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกปี

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

https://www.naewna.com/local/849515

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม  อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Upskill – Reskill – Newskill ครั้งใหญ่กว่า 600 หลักสูตรครั้งแรกของประเทศ! คือ “ของขวัญปีใหม่ 2568” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การนำของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่
เรียนผ่านเกณฑ์ได้ใบรับรองใช้สมัครงานทันที โดยของขวัญปีใหม่ครั้งนี้ กระทรวง อว.ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยคนว่างงานให้ปรับเปลี่ยนทักษะกลับสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

“ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ดังนั้น เพื่อทำให้กำลังคนของประเทศสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทรวง อว.จึงได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ อว.เพื่อประชาชน ประจำปี 2568 ด้วยการเปิดให้คนไทยทุกคนได้เรียนฟรี กับหลักสูตร Upskill – Reskill – Newskill เพื่อขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่ ซึ่งเรารวบรวมมากว่า 600 หลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยหลักสูตรเหล่านี้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จะสร้างทักษะที่สอดคล้องกับยุคสมัยและอาชีพในปัจจุบันหรือรองรับการทำงานตามความถนัดและความสนใจได้หากเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบรับรองในการสมัครงาน คนที่ว่างงานก็จะสามารถปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อกลับสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง” น.ส.ศุภมาส กล่าว

สำหรับการ “Upskill – Reskill – Newskill กว่า 600 หลักสูตร” จะแบ่งเป็น หมวดต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ได้แก่ 1.หมวดดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เช่น การสร้าง AI : อุปกรณ์อัจฉริยะและระบบอัจฉริยะ Generative AI ที่ช่วยให้ First Jobber ทำงานง่ายขึ้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตด้วย Robotics and Automation สร้าง Mobile App. ด้วย React Native เส้นทางสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน, 2.หมวดธุรกิจและการบริหารจัดการ เช่น Steps เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของกิจการใน 7 วัน การระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพ การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์, 3.หมวดอาหารและโภชนาการ เช่น ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตแป้งทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โครงการความเป็นเลิศด้านอาหารไทย

4.หมวดสุขภาพและการแพทย์ เช่น การดูแล พยาบาล และฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรคต่างๆ การพยาบาลแบบประคับประคอง จิตวิทยาการปรึกษาสำหรับผู้เริ่มต้น สปาและโยคะเพื่อสุขภาพ, 5.หมวดเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรแบบดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ ศาสตร์แห่งการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเพื่อการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหาร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการ (นวัตกรรมขายได้), 6.หมวดภาษา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น ภาษาอังกฤษ-จีน-ญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสาร
ในทุกระดับ การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงช่างศิลป์ล้านนา “การสร้างสรรค์งานไม้แกะสลักและการตกแต่งงานไม้ร่วมสมัย” นักพัฒนาการท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนวัตกรรม, 7.หมวดผู้สูงวัย เช่น อี-คอมเมิร์ซเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุ งานยุคใหม่ของผู้สูงวัยและแรงบันดาลใจธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้า-บริการ การพัฒนาทักษะสำหรับผู้ดูแลในการสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุ, 8.หมวดทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง เช่น ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ การเจรจาต่อรองแบบ Win-Win การจัดการกับความไม่แน่นอน การพัฒนาตนเอง การผลักดันการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม และ 9.หมวดอื่นๆ เช่น กฎหมายพื้นฐาน กฎหมายทั่วไปสำหรับประชาชน งานซ่อมบำรุงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ เป็นต้น

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ขณะเดียวกันยังมีการเกิดขึ้นใหม่ของอาชีพที่หลากหลาย เราจึงจำเป็นต้องมองทักษะที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอาชีพในปัจจุบัน เกือบทุกอาชีพต้องอาศัยทักษะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ว่างงานไม่มีทักษะเหล่านี้หรือปรับตัวไม่ทัน ปัญหาที่ตามมา คือการไม่สามารถรับมือกับงานที่เปิดรับได้ เพราะเกือบทุกอาชีพต่อไปนี้จะต้องพัฒนาทักษะทันสมัยและสอดคล้องกับหมวดอาชีพที่มี หากสามารถปรับตัว ปรับทักษะพร้อมใช้ นอกจากจะเป็นที่ต้องการของนายจ้าง มีอาชีพที่มั่นคง ได้ค่าตอบแทนสูงแล้ว เรายังสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า

“กระทรวง อว.อาจไม่ได้มีงบประมาณมากมาย แต่เราคือกระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต เรามีองค์ความรู้มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม ที่จะนำมาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถไขว่คว้าโอกาสและกำหนดอนาคตด้วยมือของตนเองได้”

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถสมัครหรือดูรายละเอียดของหลักสูตรทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ http://www.mhesi.go.th

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

https://www.naewna.com/local/849771

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กว่า 40 ปี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่ 8,500 ไร่ ที่เป็นป่าเสื่อมโทรมให้คืนสู่ความสมบูรณ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ทำหน้าที่ศึกษาทดลองและจัดทำแปลงสาธิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง

ปัจจุบันประสบความสำเร็จพร้อมขยายเครือข่ายการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สนับสนุนและประสานงาน ภายใต้แนวทาง “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง ระหว่างทางคือเกษตรกรรม” มีหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่น 32 หลักสูตร ใน 5 ด้าน ประกอบด้วย ดิน น้ำ ป่าไม้ พืช และประมง ในปี 2567 มีจำนวนผู้เข้าอบรมกว่า 662 คน และศึกษาดูงานกว่า 16,744 คน และยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ 23 แห่ง มีเกษตรกรขยายผลที่ประสบความสำเร็จ 192 ราย

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการกปร. เปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 80 แห่ง ซึ่งผ่านเกณฑ์ประเมินกระจายอยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย ประชาชนและเกษตรกร 43 แห่ง สถานศึกษา 25 แห่ง องค์กรภาครัฐ 7 แห่ง ศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส 2 แห่ง ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 2 แห่ง และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน 1 แห่ง เช่น ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายสุริยะ วงศ์คำ ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบเกษตรผสมผสาน ตามบริบทและความเหมาะสมของพื้นที่ มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ มีการเลี้ยงไก่ไข่ไก่ประดู่หางดำ กบนา ปลานิล ปลาดุก ผลิตอาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ผัก ก้อนเชื้อเห็ด ปัจจุบันมีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ยในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2566 ที่ 113,800 บาทต่อปี

“เริ่มต้นจากพื้นที่ 9 ไร่ เลี้ยงสัตว์ปลูกพืชให้ผล เช่น มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง ผักเชียงดา ส่งขายตลาดในชุมชนมีรายได้ประจําวันเป็นพืชผัก รายสัปดาห์เป็นมะพร้าว กล้วย ส่วนรายได้รายปีเป็น ปลา ข้าว โดยจะวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการถ่ายทอดให้ผู้สนใจโดยเน้นทำกินแบบลงทุนตามกำลังที่มีขอขอบคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานพระราชดําริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ แห่งนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ นำมาสร้างอาชีพทำให้มีกินมีใช้ มีเก็บ สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข” นายสุริยะ วงศ์คำ กล่าว

ส่วนศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายบุญฤทธิ์ ไชยยอง หมู่ที่ 11 ตำบลหนองยวง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาดูงานหลากหลาย เช่น การเลี้ยงปลาดุกการแปรรูปสัตว์น้ำ ปลูกและแปรรูปผักเชียงดา มีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลัง (พ.ศ.2564 – 2566) 116,667 บาทต่อปี ที่ปัจจุบันมีผู้สนใจเดินทางเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ มีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่าย การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงาน กปร. ซึ่งปัจจุบันได้นำผลการศึกษา วิจัย และสาธิตทดสอบ รูปแบบการพัฒนาด้านต่างๆ นอกเหนือจากการช่วยให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับการยกระดับ
คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังมีการขยายผลสู่การดำเนินงานในหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ภาคเหนือ อีกด้วย อาทิ ศูนย์เรียนรู้ประเภทหน่วยงานภาครัฐ เรือนจําชั่วคราวสังกัดเรือนจํากลางเชียงราย ในส่วนของเรือนจําชั่วคราวดอยฮาง และสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์ มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

https://www.naewna.com/local/846681

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์  มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์ มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามแม่ข่ายสถาบันผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย 19 สถาบัน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “The 5th Workshop of Teacher Induction: NextGen Teaching: AI Innovations in Educational Excellence” สำหรับครูผู้ช่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยมี รศ.ดร.อิศราก้านจักร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ในนามประธานแม่ข่าย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “AI for LifelongEducators: เสริมพลังครูในยุคการเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด” และในอีกหัวข้อ “ครูควรใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผลการเรียนรู้อย่างไร จึงถูกหลักวิชาการและจริยธรรมวิชาชีพ” โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ รองประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร กล่าวถึงความสำคัญของการใช้ AI ในการพัฒนาการศึกษา โดยเน้นว่า “AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของครู และเสริมสร้างความสามารถให้กับเด็กไทยในการแข่งขันในระดับสากล ครูทุกคนควรใช้ AI เป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในยุคดิจิทัล และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

โดยการอบรมได้มีการแยกกลุ่มอบรมการใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยจัดทำสื่อและแผนการสอนให้กับครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม Smart Teacher1-7 ที่ครอบคลุมทั้งการศึกษาในกลุ่มสาระต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ปฐมวัย การศึกษาพิเศษ และอื่นๆ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังได้มีโอกาสนำเสนอแผนการสอนที่พัฒนาจากการใช้ AI พร้อมคัดเลือกรับรางวัล “OutstandingInnovations Awards” ซึ่งถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ครูทุกคนได้นำความรู้ไปพัฒนาการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง

โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการคัดเลือกคนดี คนเก่ง ให้เข้ามาศึกษาวิชาชีพครูในสถาบันฝ่ายผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างครูที่พร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณความเป็นครู เมื่อสำเร็จการศึกษาครูในโครงการฯ จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในภูมิลำเนาของตน และต้องเข้าร่วมโครงการพัฒนาวิชาชีพในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นครูผู้ช่วย ภายในระยะเวลา 2 ปี สำหรับปี 2565 ครูในโครงการฯ รุ่นที่ 7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้รับการบรรจุรวมจำนวน 414 คน “The 5th Workshop of Teacher Induction: NextGen Teaching: AI Innovations in Educational Excellence” เป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลากหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การวิจัยในชั้นเรียน แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพของครูในโครงการฯ ที่ได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

https://www.naewna.com/local/846603

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ  ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ประเทศไทยเปิดก้าวแรก โครงการนำร่อง “หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์” ด้านสะเต็มศึกษา (Thai-US Joint-degree Sandbox for STEM Teacher Education Program) พลิกโฉมการพัฒนาครูมืออาชีพก้าวนำการเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน ต่อยอดจากโครงการครุศึกษายุคใหม่ SEA-TEP (Southeast Asian Teacher Education Program) ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และพันธมิตรภาคการศึกษาอีกมากมาย โดยจากที่ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก จึงให้การสนับสนุนโครงการฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนก้าวสำคัญของการศึกษาไทย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนคุณภาพที่สอดรับกับยุคสมัย พร้อมตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้มีคุณภาพระดับสากลผ่านการผสานหลักสูตรของสถาบันเครือข่ายการศึกษาในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากงานวิจัยของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะครูวิชาชีพในอนาคตที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งจากรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ICER) เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า หลักสูตรการพัฒนาครูในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ และจากผลการประเมินจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนำร่องนี้จึงถือเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครูเพื่อยกระดับความสามารถของนักเรียนไทยให้สูงขึ้น พร้อมเตรียมรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ภาคีด้านการศึกษาในโครงการ SEA-TEP ทั้งประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคาซัคสถาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งต่อยอดจากSEA-TEP นี้ จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทถัดไปของการศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างโมเดลพัฒนาครูสะเต็มที่มีคุณภาพ เพื่อปรับใช้ในบริบทการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อเน้นย้ำเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรนำร่องเป็นแนวทางพัฒนาครูจากต้นน้ำ ภายในงานได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักการศึกษา คณาจารย์ในเครือข่ายโครงการ SEA-TEP เน้นถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมนิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หน่วยการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อสรุปและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อแก้ปัญหาจริงได้ โดยแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรครูในปัจจุบัน จำเป็นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นมากกว่าทฤษฎีเพื่อใช้ในการสอนได้จริง และเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ให้เด็กคิดและแก้ปัญหาได้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้เด็กสนุก เรียนรู้ได้ดีขึ้น” ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขยายผลหลักสูตรพัฒนาครูให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางคุรุสภาจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับพลังของการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกันว่า ถึงแม้จะมาจากต่างมหาวิทยาลัยกัน แต่ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันยกคุณภาพหลักสูตรคุรุศึกษาร่วมกันได้ สถาบันทั้ง 7 แห่งที่สนใจร่วมมือกันนี้ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ และมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เพื่อนำร่องพัฒนาโมเดลหลักสูตรร่วมที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการพัฒนาครูสะเต็มในยุคปัจุบัน ซึ่งมีการรับรองคุณภาพและการประเมินที่ตรงตามมาตรฐานระดับสากล โดยเรามองว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ครูไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเองได้อีกด้วย

“ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจะเป็น “ประตูบานหลัก” ให้ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และเครื่องมือการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยหลักสูตรปริญญาร่วมจะจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเนื้อหา การประเมินผลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสถาบันด้วย เพื่อเสริมความสามารถให้กับครูยุคดิจิทัลสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน”

ด้าน มร.โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ทางสหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยสร้างครูที่เปี่ยมคุณภาพผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกกระดับสะเต็มศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบุคลากรแห่งอนาคตเพื่อเผชิญความท้าทายระดับโลกไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่โครงการนำร่องฯจะเน้นการพัฒนาด้านสะเต็มศึกษาเท่านั้น แต่ยัง “ก้าวนำ” เทรนด์การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกยุคใหม่ได้อย่างล้ำสมัย

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช.เผยทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มว่า การปฏิรูปการศึกษาในวิชาชีพครูต้องมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามการพัฒนาทักษะทั่วไป เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการของแรงงานอนาคต เราจึงยกระดับหลักสูตรการศึกษาครูระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ทันสมัย ภายใต้โครงการแซนด์บ็อกซ์นี้กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความท้าทายของสังคมดิจิทัล พร้อมพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรองรับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อนาคต

ด้าน น.ส.ซามิรา คานาปิยาโนวาผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนยูเรเชียแปซิฟิกสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนมุ่งมั่นสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั่วโลกให้บรรลุเป้าหมายดั่งที่ตั้งใจ เราตระหนักดีว่าสะเต็มศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนโครงการพัฒนาครูในประเทศไทยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อความท้าทายที่โลกเผชิญ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่การสนับสนุนด้านสะเต็มศึกษาที่เชฟรอนทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ ได้นำไปสานต่อโดยรัฐบาลไทยผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา

เรียกได้ว่าโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อพลิกโฉมบทใหม่ที่ท้าทายของวงการการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบก้าวต่อไปที่สามารถขยายผลในประเทศอื่นๆ ภายใต้เครือข่ายของ SEAMEO STEM-ED ซึ่งรวมถึงกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน ผ่านโครงการ SEA-TEP อีกด้วย เพื่อเสริมแกร่งการพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็มศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การพัฒนาบุคลากรคุณภาพระดับภูมิภาคต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/846504

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติพร้อมประกาศนียบัตร ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 2567 ของโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยมีนางสาวกฤษณา ทิวาตรีรักษาการผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ กล่าวต้อนรับ นายปริญญวัฒน์วัชรอาภากร ผู้อำนวยการกองแผนงานและยุทธศาสตร์ สำนักงาน กปร. กล่าวรายงานความเป็นมาโครงการฯ ณ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

นางสุพร เลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า พื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ในอดีตนั้นดินมีสภาพเสื่อมโทรมเพาะปลูกพืชผักไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดําริให้ปรับปรุงดินโดยใช้หญ้าแฝกปลูกร่วมกับต้นไม้ ลดการใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งประสบความสำเร็จจึงได้ขยายผลสู่เกษตรกร ทำให้ในพื้นที่ปลูกพืชได้หลากหลายชนิดทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ “เพื่อขยายผลสำเร็จ สำนักงาน กปร.จึงจัดทำโครงการขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริฯ ขึ้น เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้กระจายครอบคลุม มีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทั่วประเทศ 221 แห่ง ซึ่งมีองค์ความรู้หลากหลายสาขา ได้แก่ เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ ประมง ปศุสัตว์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ ที่เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้เข้าไปศึกษาดูงานได้เป็นอย่างดีสำหรับโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯมีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 10 แห่ง” นางสุพร เลขาธิการ กปร. กล่าว

ด้าน นางวาสนา กราบเคหะ เกษตรกร ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หนึ่งในศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรอินทรีย์ เผยว่า ได้ปรับปรุงบำรุงดิน 10 ไร่เพื่อปลูกอินทผลัมอินทรีย์ตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice ; GAP) คือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการผลิตพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค “ปลูกอินทผลัม พันธุ์บาฮีเหลือง บาฮีแดง โคไนซี่ ลาเวนเดอร์ แบบผสมผสาน โดยใช้พันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงต้องระวังเรื่องเชื้อรา และต้องดูแลเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากได้ปรับปรุงดินที่ดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อรา และโรคพืช ทำให้ผลผลิตอินทผลัมเจริญเติบโตได้ดีและมีความสมบูรณ์ โดยเก็บผลผลิตสดขายได้ปีละครั้งซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักในตอนนี้” นางวาสนา กราบเคหะ กล่าว

ส่วน นายชวัลวิท คล้ายอยู่ เกษตรกร ต. เขาชะงุ้ม อ. โพธาราม จ. ราชบุรี อีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรอินทรีย์ เผยว่า มีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ปลูกมะเขือเทศ โดยใช้นวัตกรรมการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหาการนำสิ่งปนเปื้อนจากสารเคมีสู่ดินทำให้ดินเสื่อมโทรม โดยมีรายได้จากการขายผลผลิต 5,000 – 6,000 บาทต่อเดือน

และนายไมตรี พวงอินทร์ เกษตรกร หมู่ 10 ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี อีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่จะมีฐานเรียนรู้หลากหลาย เช่น การจัดการดิน น้ำ พืช การวางระบบน้ำอัจฉริยะ โดยได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีนี้ที่ศูนย์ฯ แล้วนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จนประสบผลสำเร็จ มีที่ทำกินทั้งหมด 40 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน และทำนา เสร็จจากฤดูนาก็ปลูกอ้อย ข้าวโพด และมันญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากเก็บหัวขายแล้วยังใช้เป็นพืชคลุมดิน บำรุงดินอีกด้วย นอกจากนี้ได้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ใต้ต้นไม้เพื่อนำใบไม้มาผสมกับเศษพืชผัก กากอ้อย และแกลบ เป็นปุ๋ยหมักใช้ใส่พืชผักและต้นไม้

สำหรับโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ มีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านการประเมิน 10 แห่ง ประกอบด้วย ด้านเกษตรอินทรีย์ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1.นายโชคดี ตั้งจิตร 2. นายชวัลวิท คล้ายอยู่3. นายไมตรี พวงอินทร์ 4. นางสาววาสนา กราบเคหะ5. นางสมคิด ทองสุข 6. นายสมบูรณ์ ว่องประเสริฐ7. นางสาวสมหมาย แดงชาติ และด้านเกษตรผสมผสาน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1. นางสำเนียง เกตุมณี 2. นายสุกิจสุภาพงค์ 3. นายสุรัตน์ ฉายแก้ว