สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา โชว์ผลสำเร็จแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากชันโรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665084

สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา โชว์ผลสำเร็จแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากชันโรง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรที่ได้มีการเลี้ยงชันโรงในพื้นที่สวนอย่างเต็มรูปแบบนั้นอยู่ที่ตำบลทับมา อำเภอเมือง ระยอง สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอขายเพียงแค่ผลไม้ตามช่วงฤดูกาล เนื่องจากน้ำผึ้งชันโรงสามารถขายได้ทุกช่วงเวลา และกำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดในการเป็นน้ำตาลทางเลือกเพื่อสุขภาพ เนื่องจากน้ำผึ้งชันโรงนั้นมีลักษณะเด่นคือ เป็นน้ำผึ้งที่มีน้ำตาลในปริมาณที่น้อย เพราะพฤติกรรมของชันโรงคือจะเก็บน้ำตาลจากเกสรดอกไม้ 20% และเกสรดอกไม้ 80% น้ำผึ้งชันโรงจึงมีเกสรจากดอกไม้ผสมอยู่ในปริมาณที่มาก และมีความหอมและรสชาติที่แตกต่างจากน้ำผึ้งทั่วๆ ไป ทำให้มีราคาที่ค่อนข้างสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด 

นางประไพ คชรินทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา กล่าวว่า ชันโรงที่เลี้ยงเป็นสายพันธ์ุขนเงิน ให้น้ำหวานและชันที่มีส่วนประกอบของสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยสารฟลาโวนอยด์ที่มีในผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มฯ จะอุดมไปด้วย แมงโกสทีน ฟลาโวนอยด์ ที่ได้จากเกสรของดอกมังคุด ซึ่งมีเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันยับยังเซลล์มะเร็ง ช่วยบำรุงสมอง นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัด พรอพอลิส และเกสรของผึ้งชันโรง อาทิ สบู่ ยาหม่อง น้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้นรวมถึงจำหน่ายและซื้อคืนรังเลี้ยงชันโรง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับสมาชิก 

นางประไพกล่าวอีกว่า การเพาะเลี้ยงชันโรงก็ไม่ยุ่งยากเพราะชันโรงจะหาอาหารเอง เริ่มต้นด้วยการซื้อกล่องเลี้ยง หรือหาวัสดุจากในพื้นที่ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือนขึ้นไป จากนั้นจะเริ่มเก็บน้ำหวานได้รังละ 500 กรัม ราคารับซื้อของกลุ่มอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,000 บาท ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 45 คนซึ่งน้อยมาก อยากให้มีการเลี้ยงกันมากๆ เพราะมีรายได้น่าพอใจ จากอาชีพเสริมมาเป็นอาชีพหลักได้ ภายใน 1 ถึง 2 ปี 

ด้านนางมาริน สมคิด เกษตรจังหวัดระยอง กล่าวว่าในส่วนของเกษตรจังหวัด เราสนับสนุนปัจจัยหมุนเวียนเพื่อซื้อรัง ให้กับกลุ่มในช่วงเริ่มต้นโดยให้เขาบริหารจัดการกันเองเราคอยเป็นพี่เลี้ยงในการจัดหาวิทยากรมาให้ความรู้ เพราะชันโรงเป็นสัตว์ที่อ่อนไหว ต้องไม่อยู่ในพื้นที่ที่ใช้สารเคมีเลย โดยเฉพาะเชื้อรา บิวเวอร์เรีย เพราะเป็นสารกำจัดแมลง ห้ามใช้เด็ดขาดเพราะจะทำให้ตายยกรัง เราเห็นว่าระบบนิเวศที่ชุมชนชันโรงทับมามีระบบนิเวศดีมาก สามารถขยายรังได้ และเก็บน้ำผึ้งได้ปริมาณมากกว่าปกติอีกด้วย 

สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา จ.ระยอง หรือสนใจเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับโครงการเพาะเลี้ยงติดต่อได้ที่ 08-1983-1158 ทางกลุ่มยังต้องการสมาชิก และผู้เลี้ยงชันโรงอีกเป็นจำนวนมาก

สกู๊ปพิเศษ : ลำปางประกาศ‘ไม่กินหวาน’ทั้งจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663847

สกู๊ปพิเศษ : ลำปางประกาศ‘ไม่กินหวาน’ทั้งจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สาธารณสุขจังหวัดลำปางประกาศนโยบายไม่กินหวานทั้งจังหวัด เน้นทุกภาคส่วน ร่วมรณรงค์ลดการบริโภคหวาน ขณะที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยว่า มีร้านกาแฟเมืองลำปาง 745 ร้าน เข้าร่วมโครงการ “หวานน้อยสั่งได้” ลูกค้ากว่า 60% กินหวานลดลงชี้เจ้าของร้านทำหน้าที่เป็นสื่อบุคคล สื่อสารความรู้สุขภาพแก่ชุมชนได้ดี

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า จากข้อมูลสำคัญของจังหวัดลำปาง พบว่ามีเด็กอ้วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เด็กผอมประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน ในเด็กเล็กยังพบปัญหาสุขภาพในช่องปาก เช่น ฟันผุ ส่วนวัยผู้ใหญ่คนลำปางเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีดัชนีมวลกายสูงเกินกว่าค่าที่ควรจะเป็น คือเกินกว่า 25 และด้วยยุทธศาสตร์และนโยบายของจังหวัดลำปางที่มุ่งดูแลสุขภาพตามกลุ่มวัย ดังนั้น จึงเน้นไปที่การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ คือให้พี่น้องประชาชนชาวลำปางอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มีความรู้ความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติ แล้วบอกต่อได้ นี่คือประเด็นสำคัญ เป็นหัวใจของนโยบาย ซึ่งสิ่งที่มุ่งเน้นในขณะนี้ คือ การกินหวาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าจะทำให้เกิดภาวะอ้วน เกิดปัญหาการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก นำไปสู่ปัญหาฟันผุได้

นพ.ประเสริฐ ย้ำถึงนโยบายไม่กินหวานของจังหวัดลำปางว่า นี่คือนโยบายของจังหวัดในทุกระดับไม่ใช่เฉพาะของสาธารณสุข และได้เน้นที่การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ทั้งราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ให้เข้าร่วมกับจังหวัดในการพยายามเชิญชวนลูกค้าให้บริโภคหวานแต่น้อยๆ ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเมนูให้เลือกและพยายามแนะนำลูกค้าว่าไม่ควรจะกินหวานมากเกินไป

“อยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทย ถ้าหากมาเที่ยวที่ลำปาง ผมมั่นใจว่าถ้าท่านเข้าร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการกับเรา ก็จะพบสัญลักษณ์มดตัวน้อยๆ ในการที่จะเชิญชวนให้ไม่กินหวาน ท่านจะได้บริโภคเครื่องดื่มและอาหารว่างเพื่อสุขภาพของท่านเอง” นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวเชิญ

สำหรับการรณรงค์ลดการบริโภคหวานของจังหวัดลำปางเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้ชื่อ “หวานน้อยสั่งได้” และ “สั่งหวานน้อยร้านนี้ดีต่อใจ” ดำเนินการโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและเครือข่ายคนเวียงละกอนกินอ่อนหวาน ซึ่งเป็นการเข้าไปขอความร่วมมือและให้ความรู้แก่ร้านกาแฟในจังหวัดลำปาง เพื่อสื่อสารและสร้างทางเลือกแก่ผู้บริโภคให้ลดการบริโภคหวานลง

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู หัวหน้ากลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ร้านกาแฟในจังหวัดลำปางมีทั้งหมดประมาณ 1,500 ร้าน ในจำนวนนี้มีร้านเข้าร่วมโครงการ 745 ร้าน กระจายอยู่ทั่วทุกอำเภอ แต่ที่กระจุกตัวหลักๆ คือในเขตอำเภอเมือง โดยร้านค้าที่เข้าร่วมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริโภค มีสื่อความรู้ เช่น ป้ายผลเสียของการกินหวานติดในร้าน มีตุ๊กตามดน้อยหน่อยคอยกระตุกเตือนเมื่อสั่งเครื่องดื่มรสหวานจัด และที่สำคัญคือทางโครงการขอความร่วมมือกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เข้ามาสั่งเครื่องดื่มด้วย

ผลจากการเก็บข้อมูลเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน พบว่าก่อนที่แต่ละร้านจะเข้าร่วมโครงการนั้น มีการสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้แต่ลูกค้าแล้ว พบว่ามีคนสั่งหวานน้อยเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์

“ตอนนี้เราอยากให้เจ้าของร้านพูดให้เรา กระตุ้นให้คนกินหวานน้อยๆ ในขณะที่คุณก็ขายได้ด้วย เช่น เชียร์ให้ลองเมนูใหม่ๆ ที่มีความหอม แต่หวานลดลง หรือ ลองบอกกล่าวกับลูกค้า เช่น ไม่ลองหวานน้อยลงอีกนิดเหรอ คืออยากให้เจ้าของร้านเป็นสื่อบุคคลด้านสุขภาพให้คนในชุมชน เพราะลำพังป้ายหรือสื่อของเครือข่ายที่ติดอยู่ในร้าน ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีสื่อบุคคลที่มีความเป็นธรรมชาติเข้าไปช่วย” ทพญ.ลลนา กล่าว

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660800

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน  พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น (COLA) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) โครงการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมการให้บริการสาธารณะด้วยเครื่องมือดิจิทัล กับ ดร.ธีรภัทร์ บุตรโคตร ผู้บริหารบริษัท One Geo Survey ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทอินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานจัดการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันกับภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรม วิจัย และถ่ายทอดผลงานที่พัฒนาขึ้นสู่การนำไปใช้ได้จริงและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาให้ได้เรียนรู้ในบริบทจริงและสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลในอนาคตได้ ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลัก คือ 

1.บูรณาการการเรียนการสอนรายวิชาสหกิจศึกษาและวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในระดับปริญญาตรีของ COLA โดยจะมีการบ่มเพาะนักศึกษาให้สามารถนำเอานวัตกรรมดิจิทัลที่พัฒนาแล้วไปถ่ายทอดและใช้จริงในการบริหารจัดการและให้บริการประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงรับเอาข้อเสนอแนะกลับมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถตอบสนองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์จะมุ่งให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการแสวงหาความต้องการและการพัฒนาตัวแบบนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับการให้บริการสาธารณะซึ่งจะผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของนักศึกษา ผลจากการศึกษาสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และสามารถบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลให้แก่นักศึกษาได้ 

2.การจัดบริการวิชาการในรูปแบบของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การนำเอานวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นไปใช้จริง 

3.ทีม COLA และผู้เชี่ยวชาญของบริษัทจะร่วมมือกันแสวงหาเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพและมีความสนใจ เพื่อนำส่งนวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการดำเนินงานขององค์กร

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659812

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยน้อมนำ“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือที่เรียกว่า ครูบัญชีอาสา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากรสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชี การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการวางแผนอาชีพ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป สร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองในทุกพื้นที่ รวมไปถึงประชาชนและเยาวชนนักเรียน ได้รับการปลูกฝังวินัยในการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นให้เกิดการออม ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 7,636 คน โดยกรมฯ ได้ดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูบัญชีมีทักษะและองค์ความรู้ด้านบัญชีและการประกอบอาชีพ สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและการบริหารจัดการพื้นที่แปลงเกษตรด้วยการนำมิติทางบัญชีมาจำแนก วิเคราะห์ และวางแผนการพัฒนา ทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในชีวิต มีการปรับตัวให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับวิธีทำการเกษตรแบบดั้งเดิม โดยผลักดันสู่การเป็น Smart Farming สามารถใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการการทำการเกษตรและใช้แอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย มาเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผน วิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยี มุ่งสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ตานโยบาย Thailand 4.0 โดยมีการดำเนินกิจกรรมทั้งในรูปแบบการลงพื้นที่และการจัดอบรม อาทิ การจัดอบรมหลักสูตร การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครเกษตร ปีงบประมาณ 2565 เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจให้กับครูบัญชีอาสาในประเด็นสำคัญของหลักการจดบันทึกบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพและการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ในการสร้างและการใช้สื่อการสอนให้กับครูบัญชีอาสา โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ การโน้มน้าวจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้สนใจและเห็นความสำคัญของการทำบัญชี พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชั่น SmartMe เป็นเครื่องมือบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพได้สะดวกมากยิ่งขึ้นผ่าน Smartphone เพื่อให้ครูบัญชีสามารถนำไปถ่ายทอดต่อในระดับพื้นที่ เป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้สนับสนุนการสร้างเครือข่ายชมรมครูบัญชีทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ ให้มีความเข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้มีครูบัญชีประจำศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเองที่สำคัญคือ การยกย่องเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาโดยกำหนดให้วันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันครูบัญชีอาสา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีและเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ

อีกทั้งเป็นก้าวแรกของการยกระดับความสามารถของครูบัญชีอาสาในทุกมิติ ให้สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่หรือมีทักษะที่สูงขึ้น (Reskilling) ควบคู่กับการเรียนรู้ด้วยมุมมองใหม่ (Relearning) รวมทั้งเป็นความก้าวหน้าของการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้เตรียมลงนาม MOU ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อให้ครูบัญชีอาสา เข้าไปสอนการทำบัญชีให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและสนับสนุนด้านงบประมาณ

จึงเป็นความร่วมมือที่สำคัญที่จะช่วยขยายผลการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในทุกชุมชน ผ่านการดำเนินงานของครูบัญชีอาสา เครือข่ายสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658553

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดให้องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ มี 3 ระดับ ระดับบน คือ ระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนี้ กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ คาดว่าจะสามารถประกาศ
รายชื่อ กนช.ชุดใหม่ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2565 นี้อย่างแน่นอน

ระดับล่างหรือระดับพื้นที่คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน รวมตัวกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย องค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขตามบริบทของพื้นที่ได้ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะนี้มีองค์กรผู้ใช่้น้ำที่จดทะเบียนแล้วจำนวน 3,342 องค์กร

องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีกระดับ คือ ระดับกลาง คณะกรรมการลุ่มน้ำ เปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ในการขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาน้ำ ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ ขึ้นสู่ระดับชาติ

คณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำมาจาก 4 กลุ่มสำคัญได้แก่ 1.กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากทหาร ถ้าลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และถ้าเป็นลุ่มน้ำอยู่ในพื้นที่ 3 จังชายแดนภาคใต้ จะมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆด้วย 2.กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำมาจากตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ในลุ่มน้ำนั้นๆ ลุ่มน้ำละ 9 คน แบ่งเป็นมาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรมอีก 3 คน 3.กรรมการผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มาจากผู้บริหารอปท.ลุ่มน้ำละ 1 คน และ 4.กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำละ 4 คน

ปัจจุบันได้มีการคัดเลือกและสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเข้าใจบทบาท หน้าที่ และภารกิจในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้มีการจัดประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำและการอบรม “คณะกรรมการลุ่มน้ำและเครื่องมือขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายว่า คณะกรรมการลุ่มน้ำถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องเร่งดำเนินการจัดทําแผนแมบทลุ่มน้ำให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ครอบคลุมในทุกมิติ พร้อมจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมโดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการจัดทําระบบเตือนภัยน้ำท่วม ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพอากาศและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในการจัดประชุมและอบรมในครั้งนั้น ยังได้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง เป้าหมายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นแกนกลาง และการบรรยายในเรื่องสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำและการติดตามประเมินผล แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ
ผังน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินในขอบเขตผังน้ำ และการดำเนินงานแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง/น้ำท่วม

“ติดอาวุธ” ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเรียบร้อย ซึ่งพร้อมที่จะเป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากระดับล่างสู่ระดับชาติ เพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมบูรณาการการทำงานให้การขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำทั้งในด้านการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา และการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนกระบวนการมี
ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง