สกู๊ปพิเศษ : เปิดสวนทุเรียน‘หมอนทองศรณรงค์’ปลอดสารเคมี กรอบนอกนุ่มในเนื้อหนึบเหนียวลูกค้าเลือกตัดเองได้ถึงต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657554

สกู๊ปพิเศษ : เปิดสวนทุเรียน‘หมอนทองศรณรงค์’ปลอดสารเคมี  กรอบนอกนุ่มในเนื้อหนึบเหนียวลูกค้าเลือกตัดเองได้ถึงต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดสวน “หมอนทองศรณรงค์” ทุเรียนออแกนิคปลอดสารเคมี ตัดทุเรียนแก่ 100% เท่านั้น ไม่มีการป้ายยาเร่งสุก รสชาติทุเรียนจึงอร่อย กรอบนอกนุ่มใน เนื้อหนึบเหนียว แก่จัดแค่ไหนการรันตีได้ว่าไม่เป็นเนื้อปลาร้าแน่นอน จัดส่งได้ทั่วประเทศพร้อมประกันสินค้าไม่ดีเคลมให้ พร้อมเปิดโฮมสเตย์ให้เที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ยินดีให้ความรู้แก่เกษตรกรมือใหม่ พร้อมเทคนิคในการดูแลทุเรียนทุกขั้นตอนไม่มีกั๊ก

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง สวนศรณรงศ์ตั้งอยู่ที่ 32/2  ม. 3 ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สวนทุเรียนออแกนิคปลอดสารเคมี 100% ที่วันนี้ทางสวนเปิดตัวทุเรียนน้องใหม่ “หมอนทองศรณรงค์” ที่อร่อยไม่แพ้หมอนทองจากที่อื่น จุดเด่นคือทุเรียนไม่มีการป้ายยาตัดเมื่อทุเรียนแก่ 100% จึงทำให้รสชาติอร่อยลูกค้าเลือกทานได้ว่าชอบแบบกรอบ หรือชอบแบบหง่อม เจ้าของสวนการันตีสุกแค่ไหน “หมอนทองศรณรงค์” ก็จะไม่เป็นเนื้อปลาร้าแน่นอน พร้อมจำหน่ายแล้ว 600 ลูกวันนี้ ราคากิโลกรัมละ 180 บาท ลูกค้าสามารถเดินทางมาเลือกตัดด้วยตัวเองได้ถึงสวน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทุกขั้นตอนในการเลือกผลทุเรียน ไม่ดีไม่ต้องเอาไป พร้อมประกันรับเคลมหาสินค้าไม่ดี จัดส่งได้ทั่วประเทศ(ค่าส่งคิดตามจริง) พร้อมเปิดโฮมสเตย์รับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ชิมทุเรียน เงาะสีทอง เงาะโรงเรียนถึงสวน ยินดีให้ความรู้ให้คำปรึกษา และแนะนำเทคนิคในการดูแลทุกขั้นตอนให้ฟรีสำหรับผู้ที่สนใจมาศึกษาดูงาน

นายวิวัศชน์ธาดา นันทเมธียกุลอายุ 45 ปี เจ้าของสวนศรณรงศ์บอกว่า ตนทำไร่มา 8 ปี ส่วนไร่ทุเรียนเริ่มทำอย่างจริงจังมาได้ 5 ปี เดิมทีตนประกอบธุรกิจส่วนตัวจำหน่ายเครื่องปั๊มลมและเครื่องปรับอากาศ เป็นผู้รับเหมาในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรม และตนมีที่อยู่ อ.วังทอง จ. พิษณุโลก พอมาอยู่ที่บ้านเริ่มมองเห็นว่าที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพืชเกษตร และภรรยาบอกว่าอยากเป็นเกษตรกรเงินล้าน ผลไม้ที่จะสามารถทำเงินได้ก็ต้องเป็นทุเรียน จึงได้ลองผิดลองถูกปลูกพืชเกษตรมาหลายปีพอสมควร โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้วตนได้ลองปลูกทุเรียน เริ่มทดลองปลูกทุเรียนหมอนทอง ลองต้นพันธุ์อยู่ประมาณ 10 ต้น ปรากฏว่าเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตออกมาอย่างน่าพอใจ จึงเกิดแนวคิดอยากขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน ตนจึงใช้พื้นที่ประมาณ 13 ไร่ มาปลูกทุเรียน

ตนเริ่มปลูกทุเรียนด้วยการลองผิดลองถูกจากความไม่รู้ จากนั้นจึงหันมาศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วค่อยๆ พัฒนาสวนของตนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ จึงเปิดตัวทุเรียน “หมอนทองศรณรงค์” ที่ใครได้ชิมก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย ไม่เหมือนหมอนทองที่อื่น ภูมิลักษณ์ของพื้นที่ตรงนี้มีฝนตกน้อยและเป็นที่ลาด น้ำจึงไม่ขัง พอทุเรียนออกผลผลิตมาทุเรียนจึงเปลือกบาง เนื้อทุเรียนมีความกรอบ เหนียวหนึบ ให้รสชาติหวานมัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลิ้มรส ทำให้ปีที่ผ่านมา มีผู้แวะเข้ามาจับจองทุเรียนไม่ขาดสาย ปีนี้จึงเกิดไอเดียที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกทุเรียนที่ถูกวิธีให้กับผู้ที่สนใจจะศึกษา เพราะมองว่าทุเรียนในไทยยังไม่มีคุณภาพมากพอ โดยตนจะเปิดสวนเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งจะรับผู้เข้าชมเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะเท่านั้น เพราะมองว่าการรองรับนักเที่ยวเป็นกลุ่มเช่นนี้จะสามารถให้ความดูแลในด้านความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิวัศชน์ธาดา นันทเมธียกุล บอกต่ออีกว่า “หมอนทองศรณรงค์” รสชาติจะเด่นแก่หง่อมยังไงจะไม่เป็นทุเรียนปลาร้า อร่อย กรอบนอกนุ่มใน ที่สำคัญกลิ่นของทุเรียนสายพันธุ์นี้ไม่แรง เนื้อนุ่มกำลังดีทุเรียนลูกสวยพลูเต็มสมบูรณ์ หนาม ขั้วแข็งแรง ลูกไหนไม่สมบูรณ์เราเลือกออก เรามีหลักการดูแลทุเรียนให้อร่อย ทุเรียนทุกต้นมีซีเรียลนับเบอร์ มีบันทึกการให้ปุ๋ยให้ยา ตัดเมื่อครบอายุ 120 วันเท่านั้น คือสุกแก่จริงๆ ไม่มีการป้ายยา เพราะเราอยากให้คนทานทุเรียนของเราได้ความอร่อย เราก็ต้องคัดคุณภาพจริง ปกติทุเรียนสวนอื่นเขาจะตัดทุเรียนแก่ 70% แล้วไปป้ายยาเร่งสุกเอา สวนของเราตัดทุเรียนสุก 100% ความอร่อยของทุเรียนจะไม่เหมือนกัน สวนของเรารับประกันคุณภาพ จัดส่งได้ทั่วประเทศสินค้าไม่ดีเรามีประกันพร้อมเคลมให้ทันที

สำหรับใครที่สนใจอยากชิมความอร่อยของ “ทุเรียนหมอนทองศรณรงค์” ก็สามารถเดินทางมาเลือกซื้อเลือกตัดได้ถึงสวนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ในสวนยังมีเงาะ และมังคุด ให้เลือกซื้ออีกด้วย สามารถติดต่อสอบถามได้ทาง เพจ Facebook : บ้านคุณต้น สวนศรณรงค์ โทรสอบถามเส้นทางหรือสั่งจองทุเรียนได้ทาง 08-8097-7173/09-9378-6168

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนทีมวิจัย มจธ.ถ่ายทอดเทคโนโลยี การตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร ใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นิติวิทย์ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657074

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนทีมวิจัย มจธ.ถ่ายทอดเทคโนโลยี  การตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร  ใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นิติวิทย์ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า เอกสารที่ถูกปลอมแปลงจากแหล่งต้องสงสัย ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายคดีความ และจากสถิติคดีศาลยุติธรรมทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2558 ยังพบว่าความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารมีมากสุดถึง 95% ของความผิดที่เกี่ยวกับการปลอมแปลงในคดีอาญาทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปีดังนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จึงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นักนิติวิทยาศาสตร์” เพื่อให้เกิดการนำเอาองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แล้วไปขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และยังช่วยลดงบประมาณในการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวที่เรียกว่า Green colloidal SERSเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี2564 โดยมีผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหัวหน้าโครงการ และมีผู้ร่วมประดิษฐ์ประกอบด้วย ดร.นพดลนันทวงศ์ และดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) พ.ต.อ.หญิง ศิริพร จันทขันธ์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวอภิญญา เกตุก้อง จาก มจธ.

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม และรองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า การปลอมแปลงเอกสารที่เป็นความผิดในคดีอาญาซึ่งมีลักษณะที่มีการต่อเติมหรือเขียนแทรก เช่น การปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินของธนาคาร โฉนดที่ดิน หนังสือเดินทาง และหนังสือพินัยกรรมนั้น ในบางกรณีจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงโดยการเปรียบเทียบชนิดของหมึกพิมพ์หรือหมึกปากกา

ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดของวิธีการตรวจแบบเดิมๆ เช่น การใช้เครื่อง VSC ที่แสดงให้เห็นแค่ความแตกต่างในการตอบสนองต่อแสงระหว่างหมึกปากกาที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ ไม่สามารถตรวจเปรียบเทียบชนิดของหมึกได้ หากหมึกปากกาในบริเวณต้องสงสัยเรืองแสงเหมือนกัน หรือไม่เรืองแสงเหมือนกัน และแม้จะมีการนำเทคนิคต่างๆ มาใช้เพิ่มขึ้น แต่ยังมีต้องสกัดหมึกปากกาออกมาจากเอกสารเพื่อตรวจพิสูจน์ เป็นการทำลายสภาพเอกสาร ทำให้เกิดความยุ่งยากในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ อีกทั้งยังต้องทำการขออนุญาตจากศาลก่อนทำลายสภาพเอกสาร

ปัจจุบันหน่วยงานด้านการตรวจพิสูจน์เอกสาร จึงได้นำเทคนิครามานสเปกโทรสโกปี (Raman spectroscopy หรือ RS) มาประยุกต์ใช้ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาบนเอกสารได้โดยตรง โดยเป็นการตรวจพิสูจน์แบบไม่ทำลายตัวอย่างและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกาได้

ผศ.ดร.เขมฤทัยกล่าวว่า เนื่องจากการใช้เทคนิค RS ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกา ยังมีความไวต่ำ จึงมีการนำเทคนิคพื้นผิวขยายสัญญาณรามาน (SERS) ด้วยการนำพื้นผิวของอนุภาคนาโนโลหะเข้ามาช่วยในการขยายสัญญาณรามานและลดสัญญาณรบกวน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเชิงพาณิชย์มีการพัฒนาตัวขยายสัญญาณเป็น 2 รูปแบบคือ รูปแบบแผ่นรองรับสำหรับขยายสัญญาณรามาน (SERS – substrate) และรูปแบบของคอลลอยด์สำหรับขยายสัญญาณรามาน (colloidal SERS) เพื่อออกมาจำหน่าย

สำหรับ SERS – substrate แม้จะสามารถขยายสัญญาณรามานได้ดี แต่มีข้อเสียคือ ยุ่งยากในการสร้าง มีราคาแพง ในขณะที่colloidal SERS สามารถเตรียมขึ้นโดยใช้กระบวนการที่ง่ายกว่าและมีราคาถูกกว่า แต่มีอายุการใช้งานที่สั้นและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

“ทีมวิจัย จึงร่วมกันพัฒนานวัตกรรม Green colloidal SERS ขึ้น สำหรับจำแนกหมึกปากกาในงานตรวจพิสูจน์เอกสารต้องสงสัย โดยมีราคาถูก สามารถผลิตขึ้นเองได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ด้วยเครื่องไมโครเวฟ โดยใช้เวลาในการเตรียมเพียงแค่ 3 นาที ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีภายในประเทศไทย และมีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน สามารถนำ Green colloidal SERS ไปหยดลงบนหมึกปากกาบนวัตถุพยานประเภทเอกสาร ณ ตำแหน่งต้องสงสัยได้โดยตรง แล้วนำไปตรวจวัดด้วยเครื่องรามานสเปกโทรสโกปีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้แห้ง สารขยายสัญญาณรามานที่พัฒนาขึ้นนี้จะไม่ทำละลายหมึก ตัวอักษรที่อ่านได้ยังคงลักษณะเดิม จึงไม่จำเป็นต้องทำลายสภาพเอกสารเพื่อสกัดหมึกออกมาตรวจวัด โดยการตรวจหนึ่งตำแหน่งจะใช้สารในราคาเพียง 25 สตางค์ เท่านั้น”

นักวิจัย กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวสามารถขยายสัญญาณรามานได้มากกว่า 10 เท่าของสัญญาณรบกวน ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกา สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการจำแนกโมเลกุลองค์ประกอบ สีของหมึกปากกา และประเภทของตัวทำละลายซึ่งจะบ่งบอกถึงชนิดของหัวปากกา เช่น ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม และปากกาโรลเลอร์บอล ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเอกสารต้องสงสัยนั้นถูกปลอมแปลงหรือไม่ โดยการตรวจพิสูจน์จากหมึกปากกา

การผลิต Green colloidal SERS หรือ สารสำหรับขยายสัญญาณเพื่อการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาด้วยวิธีรามานสเปกโทรสโกปี ได้เองนี้ ถือเป็นเพิ่มศักยภาพในการตรวจพิสูจน์หลักฐานของหน่วยงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้จากการสนับสนุนของ วช. ทีมวิจัยจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Green colloidal SERS และกระบวนการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาแบบไม่ทำลายวัตถุพยานเอกสารและไม่ทำละลายหมึกปากกาให้แก่ตัวแทนเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจเอกสารและกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง และศูนย์พิสูจน์หลักฐานทั้ง 10 ศูนย์ ทั่วประเทศไทย เพื่อประโยชน์เชิงความมั่นคง และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้แก่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกับหน่วยงานที่มีเครื่องรามานสเปกโตรมิเตอร์ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ให้ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องมือสามารถสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจได้ในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653151

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี  ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแรงงานภาคเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาผู้ประกอบการ ธุรกิจเกษตร การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร การสนับสนุนแหล่งทุนให้กับเศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการ ที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งแผนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปี 2565 จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนฉบับใหม่ และได้ปรับเปลี่ยนชื่อ “แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่…” เป็น “แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ….” เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแผนระดับที่ 3ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560

สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างแผนปฏิบัติการฯ และเห็นควรให้เพิ่มเติมและปรับปรุงในประเด็นต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนาในแต่ละประเด็นการพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กำหนดวิสัยทัศน์ คือ “เกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมีรายได้สูง มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” โดยมีประเด็นการพัฒนา 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นการพัฒนาที่ 1 ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตรแห่งอนาคต ประเด็นการพัฒนาที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ประเด็นการพัฒนาที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และประเด็นการพัฒนาที่ 4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเกษตร

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กล่าวเสริมว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการฯ เป็นไปตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566 – 2570 กำหนดเป้าหมายสำคัญ อาทิ การเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตรและเกษตรแปรรูป ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรและรายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. จะปรับปรุงประเด็นต่างๆ ตามข้อคิดเห็นของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 และจะดำเนินการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อปรับแผนให้มีความครอบคลุมและครบถ้วน ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอแผนฉบับสมบูรณ์ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทราบ และนำแผนเข้าสู่ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) พร้อมทั้งประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป