สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

แนวคิด “Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” คือหัวใจสำคัญที่มูลนิธิเอสซีจีผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีเพื่อเชื่อมโยง “การเรียนรู้” กับ “การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง” ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาขยายผลในระดับพื้นที่ผ่านโครงการ Learn to Earn Sandbox จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

สระบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ต่างมีหัวใจเดียวกันในการพัฒนาคน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนโครงการ Learn to Earn Sandbox เพื่อสร้างต้นแบบ “สระบุรีกินได้” ที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้จริง

ภายใต้โครงการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีในจังหวัด สร้างอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการอบรม 5 อาชีพ “Quick Win” ได้แก่ พยาบาล พนักงานขับรถบรรทุก พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ ช่างล้างแอร์ ช่างท่อประปา และไกด์ป่าชุมชน อาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ทันทีและตรงกับศักยภาพของคนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคนให้มีกิน มีใช้ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการนี้ว่า สระบุรีไม่ใช่เพียงพื้นที่ต้นแบบ แต่คือพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมลงมือทำจริง โครงการ Learn to Earn Sandbox แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา ‘คน’ ต้องอาศัยพลังแห่งความร่วมมือที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาครัฐที่สนับสนุนเชิงนโยบายและจัดตั้งคณะทำงาน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ร่วมผลิตคนและเปิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนภาคการศึกษา ที่ช่วยขยายแนวคิดสู่เยาวชน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีงานทำ แต่ยังสามารถพัฒนาทักษะและต่อยอดอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นชาวสระบุรี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ที่สำคัญนี่คือโมเดลที่เราจะต่อยอดให้คนสระบุรี ‘มีกินได้’ อย่างยั่งยืน และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

หลังจากดำเนินงานตลอดหนึ่งปี มูลนิธิเอสซีจีและคณะทำงานจังหวัดได้ร่วมกันถอดบทเรียนโครงการ โดยใช้กรอบคิด “2P2S” เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และหาแนวทางต่อยอดให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการถอดบทเรียนนี้ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย , 2.การพัฒนาอาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง , 3.ระบบข้อมูลการจ้างงานที่เชื่อมโยงและติดตามผลได้ต่อเนื่อง และ 4.มีหน่วยงานที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของการพัฒนาคนไม่ได้เกิดจากการฝึกอาชีพระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบที่บูรณาการทุกมิติ ทั้ง คน กระบวนการ ระบบ และโครงสร้าง เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสระบุรีไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพ แต่คือการสร้างต้นแบบการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน มูลนิธิฯ มีความตั้งใจจะส่งมอบโมเดลนี้ให้จังหวัดนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ Learn to Earn กลายเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ และสร้างผลลัพธ์จริงต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“นอกจากการพัฒนาอาชีพ เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Skills โดยเฉพาะ 3Cs ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในโรงเรียนนำร่องได้แก่ โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม โรงเรียนแก่งคอย และวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี เพื่อปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักรู้ (Aware) และมี Mindset ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต”

จากสระบุรีกินได้วันนี้ กำลังเติบโตเป็น “สระบุรีโมเดล” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวใจการพัฒนาคนอยู่ที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเมื่อทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน พลังของ การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด จะกลายเป็น การอยู่รอดด้วยการเรียนรู้ อย่างแท้จริง ต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สทน. เปิดตัว ‘ลำอิเล็กตรอน’ ฆ่าเชื้อระดับนาโน ปฏิวัติวงการสมุนไพรไทยสู่ Medical Grade เทคโนโลยีรังสีขั้นสูง ปลอดเชื้อ 100% โดย ‘ไม่ใช้ความร้อน’ แก้ปัญหาเชื้อดื้อความร้อน ยกระดับ สมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.  ประกาศความพร้อมในการนำ “เทคโนโลยีลำอิเล็กตรอน (Electron Beam Irradiation)” ซึ่งเปรียบเสมือน นวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย โดยชี้ว่านี่คือ ทางออกเดียวที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะช่วยผลักดันสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่ระดับ Medical Grade

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยถึงศักยภาพของตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งก้าวขึ้นเป็น อันดับ 1 ในอาเซียน และมีมูลค่าตลาดเมื่อปี 2567 กว่า 60,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจนี้ สถาบันฯ เน้นย้ำว่า การยกระดับความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ

“เราต้องยอมรับว่า วัตถุดิบสมุนไพรมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการตรวจวิเคราะห์เชื้อในห้องปฏิบัติการของ สทน. เราพบว่าปัญหาหลักคือการพบเชื้อทนทานต่อความร้อนสูง (Heat-Resistant Spores) เช่น Clostridium spp. และ Bacillus spp. ซึ่งเป็นเชื้อที่ฆ่าไม่ตายด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานจึงเป็นวาระแห่งชาติ” รศ.ดร. ธวัชชัย กล่าว

ทั้งนี้ สทน. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา ภายในศูนย์ฉายรังสี ที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างแม่นยำทั้งก่อนและหลังการฉายรังสี ข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจวิเคราะห์พบว่า ปัญหาที่พบบ่อยและเป็นอุปสรรคต่อการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ จำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด (Total Plate Count) , จำนวนยีสต์และราทั้งหมด, และ จำนวนเชื้อชนิด Coliform ที่เกินค่ามาตรฐาน

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การพบเชื้อทนทานต่อความร้อนสูง ซึ่งได้แก่ เชื้อก่อโรคชนิด Clostridium spp. และ Bacillus spp. ที่มักพบมากในสมุนไพร รศ.ดร. ธวัชชัย ชี้ว่า เชื้อเหล่านี้มีความสามารถในการอยู่รอดภายใต้กระบวนการฆ่าเชื้อทั่วไปแบบดั้งเดิม เช่น การตากแดด การอบด้วยความร้อน หรือการฆ่าเชื้อด้วยยูวี ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่สามารถกำจัดสปอร์ของเชื้อเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ในบางกรณีที่ผลการตรวจวิเคราะห์พบค่าจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดต่ำ (น้อยกว่า 10 CFU/g) แต่ยังคงตรวจพบเชื้อชนิด Clostridium spp. อยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นของการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น การฉายรังสี มาใช้เพื่อฆ่าเชื้อในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

“เทคโนโลยีการลำอิเล็กตรอน คือวิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด ณ ปัจจุบันสำหรับการฆ่าเชื้อสมุนไพร เพราะได้เปรียบเหนือกว่าทุกเทคโนโลยีที่มีอยู่” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า

รักษาคุณภาพได้ 100% : เป็นการฆ่าเชื้อแบบ “ไม่ใช้ความร้อน” ทำให้ไม่ทำลายคุณค่าทางยา สี กลิ่น และสารสำคัญของสมุนไพร ซึ่งแตกต่างจากการใช้ความร้อนแบบดั้งเดิม , ไม่มีรังสีตกค้าง/ปลอดภัยสูง กระบวนการนี้สะอาดและปลอดภัยเหมือนกับการฆ่าเชื้อด้วยรังสี X-ray ไม่มีสารเคมี หรือรังสีตกค้างใดๆในผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้อย่างแท้จริง , ใบเบิกทางสู่ตลาดโลก การฆ่าเชื้อด้วยลำอิเล็กตรอนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายจากองค์การระดับโลก เช่น WHO, FAO และ IAEA การใช้เทคโนโลยีนี้จึงเป็นการรับประกันมาตรฐานสากลให้แก่ผู้ซื้อทั่วโลก และต้นทุนคุ้มค่าต่อผลตอบแทน  การลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับมาตรฐานสินค้าส่งออกนี้ เพิ่มต้นทุนเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 5%) แต่เพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสทางธุรกิจได้มหาศาล

ปัจจุบันผลการดำเนินงานของ สทน. ปัจจุบัน ศูนย์ฉายรังสี สทน. ให้บริการฉายรังสีสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 200–500 ตัน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน และยาดมสมุนไพร โดยมีการใช้ปริมาณรังสีที่ผ่านการวิจัยมาแล้ว (อย่างน้อย 15–20 kGy) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

“ตนเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีลำอิเล็กตรอนนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีความปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับโลก ผมจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านมาใช้บริการ หากท่านยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถปรึกษาหารือกับทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทันที เรามีห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาที่พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างแม่นยำ และสามารถฉายรังสีด้วยลำอิเล็กตรอนได้ปริมาณมากกว่า 5 ตันต่อวัน สทน. พร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของท่าน และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสมุนไพรไทย” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.16 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาแพลตฟอร์ม “Amazing Thailand Innovation Gadget” ซึ่งจะรวมนวัตกรรมด้านท่องเที่ยวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่าให้นักท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับให้เข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “Amazing Thailand Innovation Gadget” จะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างสรรค์และรวบรวมนวัตกรรมด้านท่องเที่ยว ทั้งนวัตกรรมจาก Travel Tech Startup ของผู้ประกอบการภายใต้โครงการของ ททท. และข้อมูลนวัตกรรมจาก สนช. ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถนำนวัตกรรมที่พร้อมใช้เข้าไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมาตรฐานบริการใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และทำหน้าที่เชื่อมผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้ากับนักพัฒนานวัตกรรม รวมถึงอำนวยความสะดวกเพื่อส่งต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวนับจากนี้ไป จะไม่เป็นเพียงแค่การเดินทาง แต่เป็นการส่งมอบประสบการณ์รู้ใจผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า การร่วมมือระหว่าง NIA และ ททท. ในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของนวัตกรรม ในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง แพลตฟอร์ม Amazing Thailand Innovation Gadget จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั่วประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทดลองใช้เทคโนโลยี และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันขับเคลื่อน “Amazing Thailand Innovation Gadget” เพื่อรวบรวม เชื่อมโยง และต่อยอดโซลูชันด้านนวัตกรรมจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผลักดันให้เกิดการใช้งานจริงในพื้นที่และห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่มาประยุกต์ใช้ การยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

พิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการเชื่อมโยงนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในพื้นที่นำร่อง การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการด้วยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนากลไกเพื่อเร่งการเติบโต ทั้งด้านการเงินและการบ่มเพาะธุรกิจ  รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมได้สะดวกยิ่งขึ้น และเกิดการใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างการเดินทาง จนถึงหลังการเดินทาง ขณะที่ประเทศไทยจะมีคลังนวัตกรรมท่องเที่ยวที่สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยพิธีลงนามดังกล่าวมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันนวัตกรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดาวเทียม ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านภัยพิบัติมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในบทบาทของ ผู้รับข้อมูลดาวเทียม จากต่างประเทศเป็นหลัก และยังขาดองค์ความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อให้บริการภาพถ่ายจากดาวเทียมในขณะนั้นได้ริเริ่มโครงการพัฒนา ดาวเทียม THOES-1” หรือ ดาวเทียมไทยโชต ขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยที่ขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2551 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากดาวเทียมไทยโชตผ่านการปฏิบัติภารกิจมาแล้วมากมาย ในการติดตามและสำรวจเชิงพื้นที่ร่วมกับดาวเทียมสำรวจจากทั่วโลก โดยเฉพาะการติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อย่างเช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

15 ปีต่อมา… ดาวเทียม THOES – 2 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงที่ 2 ของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 9 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนดาวเทียม ไทยโชตที่ปฏิบัติงานมานานจนใกล้จะหมดอายุการใช้งาน โดย THOES- 2 เป็นดาวเทียมที่ติดตั้งกล้องแบบออปติคัล “สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงมากในระดับ 50 เซนติเมตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีรายละเอียดสูง” และในโครงการ THOES- 2 นี้เอง ได้มีการพัฒนา ดาวเทียม THOES- 2A” ดาวเทียมขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดสร้างดาวเทียม ปัจจุบันการสร้างดาวเทียม THOES- 2A แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรอการนำส่งขึ้นสู่วงโคจรในเร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน GISTDA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก ดวงที่ 4 ของประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตร โดยเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนา THOES- 2A อีกทั้งยังมีการใช้ชิ้นส่วนบางส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คาดว่าดาวเทียม THOES- 3 นี้จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมขึ้นสู่วงโคจรได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

เรียกว่าเกือบ 20 ปี กับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของดาวเทียม 3 ดวง ทั้งดาวเทียมหลัก ดาวเทียมขนาดเล็ก และดาวเทียมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงยังมีดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 1 ดวง

แต่ด้วย ความต้องการในการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายัง ไม่เพียงพอ ที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ของประเทศทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา นอกจากนี้ดาวเทียมที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน และไม่สามารถถ่ายทะลุเมฆได้ ทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ เช่น เรดาร์ (SAR Sensors ) ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความต่อเนื่องและทันท่วงที

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย GISTDA จึง ขับเคลื่อน โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND’S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น โดยมีเป้าหมาย ประเทศไทยควรมีกลุ่มดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ในระยะเวลา 6 ปี 

ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุม ภารกิจ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ คือ Industrial Economy , Empowering Knowledge Economy และ Smart Data Economy

ทั้งนี้การพัฒนา ดาวเทียม 12 ดวงใน 6 ปีนับจากวันอนุมัติโครงการ ได้ผ่านการวางแผนที่พิจารณาภาพรวมการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่ ณ เวลานั้นๆ ทั้งดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเช่น กลุ่มดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งมีประมาณ 5 ดวง ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับดาวเทียมกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม Sentinel เพื่อให้ทำงานเสริมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การออกแบบกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว จึงเน้นที่ภารกิจเป้าหมายในแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน โดยมีทั้งกลุ่มดาวเทียม แบบ ออปติคัล แบบเรดาร์และแบบตรวจจับความร้อน ขณะเดียวกันที่มาของดาวเทียมก็มีทั้งแบบทีมวิศวกรไทยเข้าร่วมพัฒนา เช่นเดียวกับดาวเทียม THOES- 2 การออกแบบเองแล้วจ้างผลิต และแบบจัดซื้อดาวเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย ดร.พรเทพ กล่าว

สำหรับดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่องหลักของประเทศ โดยกลุ่มดาวเทียม THOES-3 จำนวน 5 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านการเกษตร กลุ่มดาวเทียม THOES-4 จำนวน 2 ดวง และ THOES-5 จำนวน 4 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านภัยพิบัติและความมั่นคง ส่วนดาวเทียม THOES- 6 จำนวน 1 ดวง ตอบโจทย์ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.พรเทพ บอกอีกว่า ภายใต้โครงการนี้วงเงินงบประมาณ อาจจะดูเหมือนสูงมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งในโครงการจะมีทั้งการจัดหากลุ่มดาวเทียมและปรับปรุงระบบสถานีรับสัญญาณ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศในด้านดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม

หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้ว บุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่างๆ ได้อย่างประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา…ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน – สอน AI ทุกหลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา...ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน - สอน AI ทุกหลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา…ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน – สอน AI ทุกหลักสูตร

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอุดมศึกษาไทยกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น เมื่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศกระทรวง อว.เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2568” ลงนามโดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว.เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2568 มีใจความว่า กระทรวง อว.ได้มีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษา การพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะรองรับกับตลาดแรงงานและวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในสังคมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงให้มีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในระบบการเรียนการสอนและการวิจัย…จึงกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568” , ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ข้อ 3 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดทำการประเมินความพร้อมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถาบันอุดมศึกษา ตามวิธีการและรูปแบบที่กระทรวง อว.กำหนด เพื่อประกอบการพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ให้คำปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ , ข้อ 4 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอน โดยให้หลักสูตรการศึกษามีกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนฝึกใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่กระทรวง อว.สนับสนุน หรือที่สถาบันอุดมศึกษาจัดหาเอง ข้อ 5 ให้สถาบันอุดมศึกษาบรรจุรายวิชาหรือเนื้อหาที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่าหกหน่วยกิตหรือไม่น้อยกว่าสองรายวิชา เว้นแต่เป็นหลักสูตรการศึกษาในสาชาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาการข้อมูล ข้อ 6 ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะสนับสนุนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับคณาจารย์ของทุกหลักสูตรการศึกษา รวมถึงบุคลากรสายงานบริหาร และสายงานวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา โดยจัดให้เข้าร่วมหลักสูตรการอบรมที่กระทรวง อว.สนับสนุน หรือหลักสูตรที่สถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้นเอง หรือหลักสูตรที่หน่วยงานภายนอกจัดขึ้นและสถาบันอุดมศึกษาเห็นชอบ และ ข้อ 7 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดให้มีหน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา และการบำรุงรักษาระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว. กล่าวว่า ประกาศกระทรวง อว.ที่ออกมาเพื่อยกระดับการศึกษารองรับตลาดแรงงานและสังคมเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI เป็น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย

นี่ไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตร แต่คือการปฏิวัติการศึกษาไทยครั้งประวัติศาสตร์ เราลงทุนกับทรัพยากรที่ทรงค่าที่สุดนั่นก็คือ คน การเรียน AI จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักคิด นักปฏิบัติ และนักนวัตกรรม ที่จะก้าวทันโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยี และในไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเห็นบัณฑิตไทยไม่เพียงใช้ AI เป็น แต่สามารถออกแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแพทย์อัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี นี่คือเส้นทางสู่อนาคตที่เราจะร่วมสร้างไปด้วยกัน เพราะการจัดการศึกษาที่แท้จริงต้องไม่เพียงต้องตามโลกให้ทัน แต่ต้องกล้าที่จะนำการเปลี่ยนแปลงด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักปลัดกระทรวง อว.จะร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค – สวทช.)  จัดเตรียมเครื่องมือเสริมสมรรถนะและเตรียมความพร้อมเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปประยุกต์ใช้งานได้ตามความเหมาะสมกับบริบทและความเชี่ยวชาญของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา เริ่มตั้งแต่จัดทำแบบประเมินความพร้อมด้านการใช้งาน AI ของสถาบันอุดมศึกษา (University AI Readiness Assessment) เพื่อทำความเข้าใจระดับความสามารถขององค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการเรียนการสอนด้าน AI ของสถาบันอุดมศึกษา สำหรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการวางแผนของหน่วยงาน ภายใต้แนวคิดรูปแบบความสมบูรณ์ของความสามารถในการสอนด้าน AI (AI Teaching Capability Maturity Model) ซึ่งมี 6 มิติ ได้แก่ 1.มิติด้านกลยุทธ์ 2.มิติด้านบูรนาการหลักสูตร 3.มิติด้านความซื่อสัตย์เชิงวิชาการ 4.มิติด้านประสบการณ์ของผู้เรียน 5.มิติด้านการสนับสนุนคณาจารย์ และ 6.มิติด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี

ขณะเดียวกันจะมีการฝึกอบรม “สร้างความตระหนักรู้การใช้ AI ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้คณาจารย์และบุคลากรสถาบันอุดมศึกษา ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยตรง ได้เข้าร่วมเรียนรู้และทดลองปฏิบัติการใช้งานแพลตฟอร์มด้านการศึกษาที่มี AI เป็นตัวช่วยในห้องเรียนดิจิทัล จัดทำตัวละครบทบาทสมมุติให้ผู้เรียนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และแก้โจทย์ปัญหา นอกจากนี้ ยังจัดทำระบบบริการและบริหารจัดการเครื่องมือ AI เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.ระบบบริการ AI token ที่จัดสรรให้กับสถาบันอุดมศึกษา 2.โมเดล AI ที่พัฒนามาจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของไทย และ 3.โมเดล LLM ที่พัฒนาจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีบริการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการฝึกอบรม

โดยในปี 2569 จะมีการขยายผลกิจกรรมออกไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือการส่งเสริมการใช้งาน AI ในสถาบันอุดมศึกษาตามภูมิภาค และสร้างกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้งาน AI ในสาขาวิชาที่หลากหลายต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” หรือ “โดรนแก้จน” เป็นนโยบาย Quick Win ที่โดนใจประชาชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรมากที่สุด หลังจากที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แถลงนโยบายการทำงานในระยะเวลา 4 เดือน

โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. ระบุว่า โครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” คือนโยบายเร่งด่วนในการช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

“โครงการโดรนคนละครึ่ง จะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ มาสามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

แน่นอนโครงการนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง ถือว่าจะเป็นการช่วยภาคการเกษตรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเจอกับปัญหาในเรื่องของการทำการเกษตร เช่น เรื่องของแหล่งน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง การใช้สารเคมีในการทำการเกษตร เป็นต้น ดังนั้น การจัดหาเครื่องมือช่วยทำการเกษตรที่จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่างโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงถือว่าเหมาะสมกับกระทรวง อว.ที่มีสโลแกน “กระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต”

แน่นอน รูปแบบของโครงการดังกล่าวอาจจะใช้โดรนที่มีอยู่แล้วจากหน่วยงานในกระทรวง อว. เช่น ปัจจุบันกระทรวง อว.ก็มีนวัตกรรม “โดรนพ่นสารเคมีการเกษตรความแม่นยำสูง” ที่ผลิตโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงการให้งบสนับสนุนการวิจัยหรือทุนแก่ผู้ประกอบการทั้งจาก บพท. เป็นต้น ซึ่งมีราคาถูกกว่า 10 เท่าจากท้องตลาด ลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรง ได้งานมากกว่าแรงคน 40 เท่ามาสนับสนุนนโยบาย Quick Win “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” ก็ได้ โดยอาจเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้โดรนสำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรแต่ละคน รวมทั้งไปศึกษาระเบียบและวิธีการให้ถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริงต่อไป เป็นต้น ที่สำคัญ กระทรวง อว.ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ นวัตกรรมเรื่องปุ๋ยและสารชีวภัณฑ์ เรื่องการเกษตรแม่นยำ เรื่องของนวัตกรรมเพื่อเกษตรอินทรีย์ เรื่องของชุดตรวจโรคพืชและสัตว์ เป็นต้น

“ถ้านำมาช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรให้กับเกษตรกรจะดียิ่งขึ้น ระยะเวลาของรัฐบาล อาจจะมีแค่ 4 เดือน แต่ 4 เดือนนี้ อาจจะเป็น 4 เดือนแห่งปัญญา 4 เดือนแห่งโอกาสและ 4 เดือนแห่งอนาคตของประชาชนและประเทศก็เป็นได้” รมว.อว ระบุ

นอกจากนี้ นายสุรศักดิ์ ยังกำชับอีกว่า ต่อไปนี้การลงพื้นที่ตรวจราชการของตนเองให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่ายและประหยัด เช่น ไม่มีป้ายต้อนรับ ไม่รับของที่ระลึกหรือของฝาก ให้นำเวลาไปใช้ในประโยชน์ต่อราชการและต่อการพัฒนาองค์กรมากกว่าจะมาทำป้ายต้อนรับรัฐมนตรี

“เรื่องของที่ระลึกเป็นสิ่งไม่จำเป็นนะครับ แต่สามารถเอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว พวกเทคโนโลยี นวัตกรรม สินค้าชุมชนมาโชว์ได้ ตนเองไม่ใช่นักวิชาการ หรือนักการศึกษา แต่ผมรู้ว่าหน้าที่ของนักการเมืองคืออะไร ถ้าไม่รู้หน้าที่ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์กร

ทั้งนี้ นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ ไม่เป็นตัวถ่วง ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานอย่างได้ราบรื่น ผมมีเวลาไม่มากคือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดังนั้น 4 เดือน เราอาจจะได้เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” จากนโยบาย Quick Win โครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” เพื่อแก้จนให้กับเกษตรกร นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของวงการอวกาศไทยและโลก ถูกบันทึกไว้เมื่อเพย์โหลด “TLC ” (Thailand Liquid Crystals in Space) ซึ่งเป็นการทดลองผลึกเหลว (Liquid Crystals) บนอวกาศ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศอย่างราบรื่น จากแหลมคะเนอเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.11 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Commercial Resupply Service Mission (CRS) ขององค์การ NASA โดยเพย์โหลด TLC ถูกบรรจุไว้ในยานอวกาศ Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman และถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ซึ่งมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

โดยมีคณะจากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีกับความสำเร็จดังกล่าว นำโดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จาก ม.เกษตร นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานวิจัย ได้แก่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค. ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA เข้าร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ Dr. Robyn Gatens – NASA ISS Director และ Mr. Robert Hampton – Director of Payload Operations จาก U.S. ISS National Lab ได้แสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตร หัวหน้าโครงการ TLC เปิดเผยว่า เพย์โหลด TLC จะทดลองในอวกาศเป็นเวลา 3 เดือน รวมจำนวนชั่วโมงทำการทดลอง 144 ชั่วโมง โดยภารกิจการทดลองจะดำเนินการโดยนักบินอวกาศ NASA ร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศไทยและนิสิตจาก ม.เกษตรฯ ที่จะประจำการภาคพื้นดินที่ Payload Operation Control Center ของบริษัท Voyager Technologies ที่เมือง Houston มลรัฐเท็กซัส และที่ ISS Microscope Control Center ของบริษัท BioServe Space Technologies ที่เมือง Boulder มลรัฐโคโลราโด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในความควบคุมดูแลของ NASA

เพย์โหลดของโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) สำหรับทำการทดลองผลึกเหลวในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆด้วยกัน คือ Control module และ Image module โดย Control module เป็นโมดูลสำหรับการควบคุมคือการจ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำ และอากาศให้กับ Image module ซึ่ง control module นั้นมีน้ำหนักประมาณ 15.7 กิโลกรัม Control module นั้นมีรูปทรงลักษณะของกล่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดความกว้าง 330 มิลลิเมตร ความยาว 417 มิลลิเมตร และความสูง 190 มิลลิเมตร ซึ่งในขณะทำการทดลองจะถูกติดตั้งอยู่บนผนังประตูของกล้องจุลทรรศน์ KERMIT (Keyence Research Microscope Testbed) rack

ในส่วนของ Image module นั้นจะมีหน้าที่ในการจ่ายสารผลึกเหลว (liquid crystal) ให้กับเพลทที่ถูกเจาะรูสำหรับสร้างฟิล์มผลึกเหลว ทำหน้าที่สร้างฟิล์มของผลึกเหลวและลำเลียงไอน้ำและอากาศสำหรับการทำการทดลอง เพลทฐานของ Image Module ถูกออกแบบมาให้สามารถยึดติดกับฐานภายในกล้องจุลทรรศน์ KERMITใช้ตัวยึดโลหะ นอกจากนี้ ด้านฐานมีการติดตั้งฝาครอบโพลีคาร์บอเนตแบบใสไว้ภายนอกของเพลทฐานนี้ในระหว่างขนส่งเพื่อป้องกันความเสียหายแก่เพลทฐานของ Image module น้ำหนักของ Image Module จะอยู่ที่ประมาณ 4.0 กิโลกรัม และมีขนาดความกว้าง 165 มิลลิเมตร ความยาว 182.5 มิลลิเมตรและความสูง 48 มิลลิเมตร

ระบบเพย์โหลดทั้งสองชิ้นส่วนนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงของสถานีอวกาศที่ความดันไฟฟ้า 28 โวลต์ โดยทั้งสองชิ้นส่วนได้รับการอนุญาตจาก NASA ให้ใช้กำลังไฟฟ้าจากสถานีอวกาศนานาชาติได้สูงสุด 120 Watts โดยมีจำนวนเซสชั่นของการทดลองอย่างน้อย 48 เซสชั่นซึ่งมีระยะเวลาการทดลอง 3 ชั่วโมงในแต่ละเซสชั่น รวมเป็น 144 ชั่วโมงสำหรับการทดลอง ในระหว่างทำการทดลองนั้นสามารถบันทึกผลการทดลองและออกคำสั่งต่างๆสำหรับทำการทดลองจากสถานีควบคุมภาคพื้นดินไปยังบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบเครือข่าย uplink และติดตามผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบ downlink ได้ตลอดเวลาการทำการทดลองในแต่ละเซสชั่น โดยข้อมูลผลการทดลองซึ่งเป็น high resolution video จะถูกส่งลงมากับHard Disk Drive SSD 6 TB

ทั้งนี้ เพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังพื้นโลกโดยเที่ยวบิน SpaceX-33 ในเดือนมกราคม 2569 นี้ พร้อมกับข้อมูลการทดลองใน Hard Disk Drive SSD 6 TB และจะถูกนำส่งมายังประเทศไทยเพื่อให้ทีมวิจัยและนิสิตนักศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลการทดลองต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

คณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 67 หรือ วปอ.67 ได้กระทำพิธีส่งมอบ “รถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 สำหรับภูมิประเทศซับซ้อนสูงในพื้นที่ชายแดน” ให้แก่ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศ

พลตรี เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 67 กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมา ในสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ทหารไทยมีหน้าที่ปกป้อง ดูแลประเทศชาติในพื้นที่ชายแดน ต้องประสบเหตุการณ์เหยียบกับระเบิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชา ลักลอบนำมาวางไว้ตามภูมิประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่ทหารไทยใช้ในการลาดตระเวน ทำให้พี่น้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ ต้องบาดเจ็บ และสูญเสียอวัยวะไปจำนวนหลายนาย

นักศึกษา วปอ.67 จึงระดมความคิดโดยใช้ศักยภาพและเครือข่ายของนักศึกษา หารือร่วมกับ กรมการทหารช่าง (แผนกสงครามทุ่นระเบิด) เพื่อหาแนวทางที่จะรักษาและพิทักษ์กำลังรบของไทยต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการออกแบบจัดทำรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อให้เป็นรถต้นแบบ ที่สามารถเข้าไปในภูมิประเทศ หรือเส้นทางขนาดเล็ก และสามารถกดทำลายวัตถุระเบิดชนิด PMN-2 ได้ เพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะให้หน่วยทหารลาดตระเวนขนาดเล็กสามารถนำเข้าไปใช้งานในพื้นที่ต้องสงสัยหรือพื้นที่เสี่ยงภัยต่อทุ่นระเบิด PMN-2 อันจะทำให้ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการพิทักษ์ประชาชนและกำลังพลของกองทัพไทย

“คณะนักศึกษา วปอ.67และ สวทช. ขอมอบรถต้นแบบดังกล่าวให้กับกรมการทหารช่าง เพื่อนำไปใช้งานในพื้นที่ต่อไป สำหรับ Blue Print หรือแบบพิมพ์เขียวในการจัดทำ สวทช. ยินดีให้การสนับสนุนหากต้องการนำไปผลิตและพัฒนาเพิ่มเติมต่อไป”

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และในฐานะนักศึกษา วปอ.67 กล่าวเสริมว่า สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ภายใต้การสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ. 67 ได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือทำลายทุ่นระเบิดฯ โดยมี ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) เป็นหัวหน้าทีมในการออกแบบกระบวนการทางวิศวกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีวัสดุ สำหรับใช้ในการทำลายทุ่นระเบิด PMN-2

การพัฒนานวัตกรรมเริ่มต้นจากแนวคิดการประยุกต์ใช้รถขุดดินขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 3.5 ตัน) ที่มีความคล่องตัวในการเคลื่อนในภูมิประเทศลาดชันและทุรกันดาร ใช้ทักษะในการขับขี่พื้นฐาน และมีความแข็งแรงทนทานเพียงพอ มาติดตั้งอุปกรณ์ทำลายทุ่นระเบิด พร้อมติดตั้งชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้ห้องคนขับ จึงทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ปฏิบัติงานควบคุมไม่ได้รับอันตราย

การออกแบบทางวิศวกรรมขั้นสูงที่ผนวกรวมการออกแบบ 3 มิติ (3D Design) และการจำลองบนคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ถูกใช้ในขั้นตอนการออกแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม เพื่อให้มั่นใจถึงความแม่นยำในขนาดมิติในการผลิตและใช้งาน แข็งแรงเพียงพอจากแรงดันระเบิด

นอกจากนี้ ได้มีการเรียนรู้ถึงพฤติกรรมแรงดันจากการระเบิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ ด้วยการจำลองทางคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้วัสดุความแข็งแรง การพัฒนาชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานควบคุม จึงได้เลือกเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงที่มีค่าความเค้น ณ จุดคราก ไม่ต่ำกว่า 700 MPa (S700 Structural Steel) ความหนา 12 มม. ชุดหัวกดทำลายทุ่นระเบิด (Landmine Punching Destroyer) ได้ออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและสภาวการณ์ในการทำลายทุ่นระเบิด

โดย “ก้านกด” ถูกติดตั้งให้มีระยะความสูงห่างจากพื้นดินที่เหมาะสม เพื่อช่วยการระบายของแรงดันจากการระเบิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดความเสียหายของชิ้นส่วน วัสดุของก้านกดเป็นเหล็กกล้าปานกลางผ่านกระบวนการอบชุบทางความร้อนเพื่อให้มีความแข็งแรงเพียงพอ (Yield Strength 720 MPa) ทำเป็นแท่งเกลียว (Stud Bolt) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. ทำให้สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนหรือปรับปรุงแก้ไขหากเกิดการชำรุดในระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาต้นแบบฯ ได้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้นเพียง 1 เดือน และพร้อมที่จะส่งมอบให้กับกรมการทหารช่าง กองทัพบก เพื่อนำไปทดสอบและประเมินผลในสถานการณ์จริง การนำไปใช้จริงนี้จะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาในรุ่นต่อไป

นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า สวทช. ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ยังนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมของประเทศ การพัฒนาเครื่องมือที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อความมั่นคงของชาตินับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และเป็นการคืนความปลอดภัยให้กับชีวิตและผืนดินของประชาชนตามแนวชายแดน

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568  ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดย กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ในช่วงสังคมดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน  และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ในอาเซียน จึงเป็นเหตุผลที่เราทุกคนจะต้องตระหนัก รับรู้ และรับมือ เกี่ยวกับสภาพการณ์นี้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มุ่งเน้นนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกมิติ ซึ่งความสำคัญของ “สุขภาพ” เป็นหนึ่งในมิติการดำเนินงานของ วว. โดยได้ผลิตผลงานที่หลากหลาย มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ 

“โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” เป็นผลงานซึ่งเป็นรูปธรรมที่ วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ได้นำสมุนไพร “ว่านหางจระเข้”  ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera (L.) Burm.f.  และเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยดูแลสุขภาพ ทั้งใช้เป็นยาภายในและยาภายนอก รวมถึงใช้ในการเสริมความงาม มาเพิ่มมูลค่าด้วย วทน. ทั้งในแง่การสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง รวมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักสุขภาพและไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่เร่งด่วนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1.ผงสารสกัดว่านหางจระเข้  (Aloe barbadensis Mill.) ผลิตได้ทั้งจากวัตถุดิบว่านหางจระเข้สดและอบแห้ง ด้วยกระบวนการสกัดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม กำลังการผลิตโดยใช้วัตถุดิบเริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถลดระยะเวลาในการผลิตเหลือเพียงครึ่งเดียวจากกระบวนการในระดับห้องปฏิบัติการ ได้ปริมาณผลผลิตร้อยละ 35 มีสารสำคัญในกลุ่มพอลิแซคคาไรด์ชนิดอะซีแมนแนน (Acemannan) สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 286.5 วัน โดยมีคุณภาพความปลอดภัยทั้งด้านจุลินทรีย์และโลหะหนัก สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตอาหาร มีต้นทุนการผลิตประมาณ 1,500 บาทต่อกิโลกรัม

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดว่านหางจระเข้ในหนูทดลองพบว่า ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน สามารถเพิ่มเนื้อกระดูกและความหนาแน่นกระดูกหน้าแข้ง กระดูกต้นขา และกระดูกสันหลังส่วนเอวในกลุ่มที่ตัดรังไข่ได้ เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างระดับจุลภาคพบว่ามีจำนวนชิ้นกระดูกโครงข่ายสูงขึ้นและระยะห่างระหว่างชิ้นกระดูกลดลง มีจำนวนเซลล์สร้างกระดูกสูงขึ้นและยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก  มีสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้สูงขึ้น โดยสรุปผลได้ว่า สารสกัดว่านหางจระเข้ที่ได้มีประสิทธิภาพในหนูทดลองต่อการเสริมสร้างกระดูก ที่ระดับ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และมีความปลอดภัยทั้งการทดสอบแบบเฉียบพลันและแบบกึ่งเรื้อรัง พบว่า มีค่า LD50 มากกว่า 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวสัตว์ และมีเกณฑ์จําแนกความปลอดภัยตามระบบการจัดกลุ่มสารเคมี และการติดฉลากของวัสดุทดสอบตามหลักเกณฑ์ของ GHS ที่ระดับ 5 (Category 5) หรือ Unclassified

2.ต้นแบบผลิตภัณฑ์สารสกัดว่านหางจระเข้อัดเม็ด (Alogy Tablet) เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอัดเม็ดที่สะดวกและคุ้นเคยสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีสารสกัดว่านหางจระเข้ 500 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูกในระดับหนูทดลอง มีสารสำคัญในกลุ่มของโพลีแซคคาไรด์ในรูปแบบอะซีแมนแนน เสริมแคลเซียมแอลทรีโอเนตที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย และเพิ่มผงสตรอว์เบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและยังให้สีสันที่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 1 ปี , 3.ต้นแบบผลิตภัณฑ์เยลลี่พร้อมบริโภคเสริมสารสกัดว่านหางจระเข้ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Alogy Jelly) ผลิตภัณฑ์ให้พลังงาน ไม่มีน้ำตาล มีรสชาติธรรมชาติ บริโภคได้ง่าย เนื้อสัมผัสของเยลลี่ไม่จับตัวกันเป็นก้อน สามารถรับประทานโดยการดูดได้ โดยให้พลังงาน 110 กิโลแคลอรี/หนึ่งหน่วยบริโภค (120 กรัม) ไม่มีน้ำตาล มีสารสกัดว่านหางจระเข้ไม้น้อยกว่า 6,000 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค มีโพลีแซคคาไรด์ มีการเสริมวิตามิน ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินอี วิตามินเคหนึ่ง และแร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียมแอลทรีโอนิน และแมกนีเซียม เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์บำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรตามคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2403002587

ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ทางการตลาดกับผู้บริโภคในช่วงอายุ 40-60 ปี จำนวน 100  คน พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในช่วง ชอบปานกลาง (5.00-5.88 คะแนน) โดยให้ความสนใจซื้ออยู่ในช่วงร้อยละ 80-82 และให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82-92 หากมีการแสดงข้อมูลส่วนผสมที่มีผลต่อการเสริมสร้างกระดูกและข้อ

สำหรับการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม ขนาดไม่น้อยกว่า 30 กิโลกรัม บรรจุขนาด 120 กรัม/ถุง ได้ผลผลิตจำนวน 201-212 ถุง คิดเป็นร้อยละผลผลิต 80.40-84.80 โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประเภทเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิททั้งด้านจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารปนเปื้อน ด้วยกระบวนการผลิตในระดับสเตอริไรซ์ ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นานกว่า 1 ปี

ผลงานวิจัยและพัฒนาจากการดำเนิน “โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” ดังกล่าว มีมิติของการนำสมุนไพรไทย “ว่านหางจระเข้” มาใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างประชากรในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่ทำให้เราต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีสัมมนา “Decoding Thailand’s AI Future Strategy for Competitive Edge” โดย สวทช. ร่วมกับ Techsauce ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเดตเทรนด์ AI ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการ เปิดอกคุย ครั้งสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจชั้นนำ ถึงทิศทางอนาคต AI ของไทย ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่า แผน AI แห่งชาติที่วางไว้ก่อนยุค ChatGPT จะไปต่ออย่างไร และไทยจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่ที่ AI เขย่าทุกวงการได้อย่างไร

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. ได้ริเริ่มขับเคลื่อนแผน AI แห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งวางรากฐานไว้ก่อนยุค Generative AI จะเฟื่องฟู แต่การมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT ได้พลิกเกม ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งการปรับแผน AI ชาติให้ทันโลก การรับมือภาวะขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง การหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและการกำกับดูแล รวมถึงโจทย์ใหญ่เรื่องสร้างหรือซื้อเทคโนโลยี เมื่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว

“สวทช. ไม่ได้มอง AI ในมิติของ GenAI เท่านั้น แต่ครอบคลุมการวิจัยและประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายสาขาตามความเชี่ยวชาญของ ศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งไบโอเทคเอ็มเทคนาโนเทค เอ็นเทค และเนคเทค โดย สวทช. มุ่งเน้นเป็นตัวกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านงานวิจัยและทรัพยากร ส่งเสริมการเปิดเผยเทคโนโลยีให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างคลังข้อมูล เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนำไปต่อยอด” ดร.ชัย ระบุ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอแนะว่า แผน AI ไทยควรเปลี่ยนจากการมุ่งสร้างปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่การตั้งต้นจาก “โจทย์จริง” หรือปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเน้นการนำ AI ที่มีอยู่และราคาเข้าถึงได้มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับทักษะและต่อยอดจุดแข็งของประเทศ เช่น การแพทย์ การเกษตร และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาในสิ่งที่จำเป็นและไม่มีใครทำแทนได้ การพัฒนา LLM ภาษาไทยที่มีคุณภาพ การสร้างคลังข้อมูลภาษาไทย การทำให้ AI เข้าใจบริบทความเป็นไทย เป็นต้น

ด้าน ดร.พชร อารยะการกุล ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป เผยอินไซต์จากประสบการณ์ตรง 3 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ AI ยังไม่เวิร์กเต็มที่ ประเด็นแรก ดร.พชร เปรียบ AI เป็น ‘สมอง’ การลงทุนด้าน AI โดยไม่พัฒนาองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่เหมือนคาดหวังให้สมองทำงานโดยไม่มีแขนขา ดังนั้น การลงทุนใช้ AI ระบบนิเวศเทคโนโลยีโดยรวมต้องพร้อม ทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น ประเด็นต่อมา คือ การขาด Process ที่ใช่ ด้วยการนำ AI มาปรับใช้ในองค์กรจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน และออกแบบกระบวนการดูแล AI ให้เหมาะสม เพื่อให้โมเดล AI ยังคงประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์องค์กร และท้ายสุด ‘คน’ ยังเป็นคีย์แมน แม้ AI เก่งขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพึ่งพาทักษะและการกำกับดูแลโดยมนุษย์

ด้าน AIS โดย วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ Head of Nationwide Operations and Support Business Unit ได้แชร์ Blueprint for Success ของการทำ AI Transformation ในสเกลใหญ่ จากวิสัยทัศน์ของ AIS ‘Cognitive Tech-co’ สู่การสร้าง Autonomous Network ที่ไม่ได้ทำแค่ตั้งไข่ แต่ทำอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล มีการประเมิน ตั้งเป้า พัฒนา และวัดผลชัดเจน ที่สำคัญคือการทำ Talent Transformation ควบคู่กันไป เพื่อลดความกังวลและสร้างสกิลใหม่ให้พนักงาน จนเกิดเป็น Use Case ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง ตั้งแต่ Predictive Maintenance, Self-Optimizing Network, การจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำ AI มาสร้าง Impact ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลกระทบต่อคนและแรงงานจาก AI เป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Vialink มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค AGI หรือ AI ที่เก่งเทียบเท่ามนุษย์ได้เร็วกว่าที่คิด ซึ่งจะปฏิวัติโลกการทำงานในฐานะ “ทุนทางปัญญา” และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถาม คือ ไทยจะทำอย่างไรให้ AI เข้ามา ‘ส่งเสริม’ มากกว่า ‘ทดแทน’ คน

คำตอบอยู่ที่การพัฒนาทักษะใหม่ที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือ ‘Y-Shaped Skills’  ที่ผสมผสานความเข้าใจ AI (AI Literacy) เข้ากับ ทักษะซอฟต์สกิล เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการคน และ ทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่ง AI ยังทำแทนไม่ได้ ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยจึงเน้นไปที่ การลงทุนในมนุษย์แบบนอกกรอบ พัฒนาคนให้กว้างกว่าแค่การศึกษาแบบเดิม โดยเน้นปัจจัยพื้นฐานอื่นที่สำคัญ เช่น สุขภาพ โอกาสทางสังคม เพื่อสร้างคนให้เก่งและพร้อมปรับตัวทันยุค AI รวมถึงการทำให้ตลาดแรงงานยืดหยุ่น เอื้อต่อการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิต