สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’ ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/323066

สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’  ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’ ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยุคหลังมานี้ หลายคนอาจจะคุ้นชินกับชื่อ หรั่ง ร็อคเคสตร้าศิลปินร็อกในตำนานผู้เป็นนักร้องนำ มากกว่าชื่อ วงร็อคเคสตร้าที่โด่งดังเป็นอย่างมากในยุค 80 เนื่องจากเวลาผ่านไป สมาชิกของวงแต่ละคนต่างโยกย้ายไปทำงานที่ตนถนัด แต่วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” มีข่าวดีสำหรับแฟนตัวจริงของพวกเขา เมื่อ วงร็อคเคสตร้าประกอบด้วย 3 สมาชิก หรั่ง-ชัชชัย สุขขาวดี, จง-บรรจง ศิลป์สุกลสุข และ แมงป่อง-พีรวัส กุศลศิลป์ หวนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อทำคลอดเพลงใหม่ในยุค 4.0

“วันนี้เรามานำเสนอเพลงใหม่ ของวงร็อคเคสตร้า กันที่แนวหน้า เป็นที่แรกครับ”

เหตุที่หวนมารวมตัวอีกครั้ง

หรั่ง : ด้วยความที่คุณจง (บรรจง ศิลป์สุกลสุข) มีสตูดิโอให้น้องๆ หลายวงในค่ายใช้กันอยู่แล้ว ส่วนแมงป่อง (พีรวัส กุศลศิลป์) ก็ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อยู่เบื้องหลัง เป็นซาวนด์ดีไซน์ให้กับวงที่เล่นตอนกลางคืน ดูเรื่องเทคโนที่จะใส่เข้าไปในการเล่นเพลงสด หลังจากที่เราขาดหายกันไปหลายๆ ปี ก็มีโอกาสได้เจอกัน ได้ทำเพลงร่วมกัน แล้วรู้สึกมีความสุข ก็เป็นหน้าที่นะครับที่เราจะเอาเพลงซึ่งเรา 3 คน เก็บวิชาความรู้ไว้เยอะ จากช่วงที่ขาดหายไป มาต่อช่วงนาทีนี้เลย

สมาชิกวงยังคงเดิม

หรั่ง : ยังเหมือนเดิมครับ แต่ก็จะมีน้องใหม่เพิ่มเข้ามา 2 คน

จง : เป็นมือกลองชื่อ “ครูซันไชน์” เขาเป็นอาจารย์ และก็ “คุณเก่ง” เป็นมือคีย์บอร์ด

ชื่อเพลงใหม่

หรั่ง : เรายังไม่ได้ตั้งชื่อเพลงใหม่เลยครับ อยากให้ทุกคนติดตามกันที่เพจของวงเรา มาช่วยกัน
ตั้งชื่อเพลงให้หน่อย แล้วพี่หรั่งจะแจกเสื้อยืดให้กับคนที่ตั้งชื่อเพลงได้ถูกใจ

จง : เข้าไปติดตามข่าวสารของวงได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ Rockestra Band ครับ

หรั่ง : ถ้าได้ผู้โชคดี เราจะประกาศผล แล้วส่งที่อยู่มา เดี๋ยวนี้ง่ายครับ ส่งทางไปรษณีย์ (หัวเราะ) เราก็ทันยุคนะครับ เหมือนอย่างหนังสือพิมพ์แนวหน้า เขาก็ปรับให้ทันยุค คนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงแต่ก็ยังชอบข่าวสารอยู่ ผมเห็นทุกบ้านชอบข่าว แต่ก็เลือกที่จะดูในมือถือ แนวหน้าเขาก็ปรับให้ทันยุคเป็น 4.0 อย่างที่หลายๆ คนต้องการนะครับ

แรงบันดาลใจของการทำเพลง

หรั่ง : เพลงใหม่ของเราเป็นเพลงรักครับ

จง : คือตอนนี้เราวางแพลนกันว่า 4 เดือนจะออกซิงเกิ้ลใหม่ 1 ครั้ง แต่ไม่รู้ว่าไทม์มิ่งจะเป๊ะหรือเปล่านะครับ แต่สัก 3-4 เดือน
ไม่เกินหนึ่งซิงเกิ้ล พอทำครบสัก 4-5 เพลง ครบปี เราก็จะออกเป็นอัลบั้ม EP จำหน่าย เป็นไวท์นิ่วให้กับแฟนคลับ

หรั่ง : นอกจากจะทำเป็นเพลงให้ดาวน์โหลดแล้ว ผมก็อยากจะให้ทุกคนได้เก็บเป็นซีดี เหมือนอย่างที่เรารักวงของต่างประเทศ ซึ่งเราก็เก็บซีดีเขาไว้ แล้วผมก็ยังเป็นแบบอนาล็อกอยู่ คือผมยังฟังเพลงจากแผ่น ผมยังไม่ชอบเปิดยูทูบเท่าไหร่ เพราะว่าบางทีเดี๋ยวเนตมาหรือไม่มา ผมยังชอบแบบเพลงแรกเขาต้องการอะไร เพลง
ที่สองนักดนตรีเขาคิดอะไร ผมยังติดอยู่ในยุคนั้นอยู่ เพราะว่ามันเป็นเสน่ห์ มีความคลาสสิกของการฟังเพลง ซึ่งเราจะได้ฟังว่าเพลงที่หนึ่งถึงเพลงสุดท้ายมันต่อเนื่องกันยังไง อารมณ์ยังไง ผมก็จะพยายามทำให้เหมือนคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน มีโชว์ดนตรีด้วย คือไม่เอาแต่ร้องอย่างเดียว

สิ่งที่อยากส่งถึงแฟนเพลง

หรั่ง : เชื่อไหมว่าเรารวมวงกันเฉยๆ มา 2-3 ปี โชคดีที่มีห้องบันทึกเสียงเอง แล้วก็มีห้องซ้อมเอง เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก เลยทำกันแบบ ถ้าไม่ดีก็ทำใหม่ แล้วมีแบบว่าเพลงที่ดีแล้ว เราก็แก้ไขอีก เพลงที่จะนำเสนอในเดือนนี้เราคิดว่าสมบูรณ์แล้ว

จง : คือจริงๆ แล้วเพลงที่จะได้ฟังกัน เป็นเพลงเร็ว แต่ตอนแรกมันมีเพลงช้าก่อน ก่อนที่เราจะออก แล้วเราดึงเข้าไปใน Rockestra Band เรียบร้อยแล้ว เป็นทีเซอร์สั้นๆ แต่คราวนี้เพลงนี้ดันทำออกมาเรียบร้อยก่อน และสมบูรณ์กว่า ก็เลยเอาเพลงนี้ออกมาก่อน ให้แฟนๆ หายคิดถึง เอาเป็นเพลงมันส์ แต่เพลงต่อไปอีกสักสองถึงสามเดือนก็จะเป็นซิงเกิ้ลเพลงช้า แบบเชือดเฉือน รับรองว่าตามสไตล์พี่หรั่ง

หรั่ง : อีกหลายเพลง เพราะว่าถ้าเรามาเส้นทางสายนี้ เราเรียกได้ว่ามาเกือบสุดถนนแล้ว ในการเดินทาง หมายถึง
อายุการทำงาน ไม่ได้แปลว่าเราเก่งที่สุด เราก็คิดว่าเราได้ผ่านพบสิ่งที่เราดื้อมาแล้ว ไม่ประสบผลสำเร็จก็มี แล้วเราก็ไม่นึกถึงตลาด ไม่นึกถึงคนอื่นเลย อยากทำอะไรเราก็ทำมันออกมา โดยไม่นึกถึง
คนฟัง แต่ชุดนี้ก็จะเป็นการแก้ไขสิ่งที่เราเคยเชื่อมั่น
ตัวเองสูง ก็พยายามที่จะเชื่อมั่นตัวเองสูงเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านึกถึงใจคนฟังด้วยครับ อยากให้ลองมาฟัง และอย่าลืมช่วยกันตั้งชื่อเพลงให้กับพวกเราด้วยครับ

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/320506

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นนกุล ชานน

“ความรักในมุมมองของผม รู้ว่าเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ คอนโทรลไม่ได้ สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้ครับผม จะเกิดขึ้นก็เกิด ถ้ามันไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิด จะหลอกให้คนอื่นมารักคุณได้ แต่คุณหลอกให้ตัวเองรักคนอื่นไม่ได้ครับผม”

กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

“ความรักเป็นสิ่งสวยงามครับผมเพราะฉะนั้นเราควรจะเก็บมันให้ดี รักให้เป็น ผมว่าความรักอยู่ที่เรารักเป็นไม่เป็น ขึ้นอยู่กับแค่นี้จริงๆ ครับ”

ฮั่น-อิสริยะ

“ผมว่าความรักเกิดได้ทุกที่ และทุกรูปแบบ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดเรารู้จักให้อภัย ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน ก็ตามก็จะอยู่กับเราแบบยั่งยืน และในวันวาเลนไทน์นี้ ก็ขอให้คู่รักทุกคู่ รู้จักหนักนิด
เบาหน่อยให้อภัยกัน พึ่งพาอาศัยกัน แล้วพวกคุณจะอยู่ได้นานครับผม”

ตั้ว-เสฎฐวุฒิ

“รักคือความเข้าใจครับ การยอมรับที่จะอยู่กับข้อดีข้อเสียของกันและกัน และก็ยอมปรับ และลดทอนฐิติหรือว่าอีโก้ของตัวเองบางอย่าง เพื่อใช้ความเข้าใจเป็นสิ่งนำทางให้สบายใจที่จะอยู่ด้วยกันครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ความรักอยู่กับเรานานมากที่สุดครับผม”

ณัฐ เทพหัสดิน

“คนส่วนใหญ่คิดว่าความรักคือการที่เราจะต้องรับอย่างเดียว แต่ผมว่าความรักที่แท้จริง คือการให้ โดยที่เราไม่ต้องคาดหวังอะไร ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบพ่อ-แม่ หรือว่ารักสัตว์เลี้ยง ที่เราเลี้ยงมันแบบไม่มีเงื่อนไข ผมว่าความรักคือการให้ ยิ่งให้ เราก็ยิ่งได้กลับคืนมามากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมว่าคนสมัยนี้ลองหยุดคิดถึงตัวเองบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันทำให้เราคิดถึงตัวเอง ไม่ว่าจะโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ค มันทำให้เราวนเวียนอยู่กับตัวเอง บางทีเราลืมที่จะให้ความรักกับคนรอบข้าง เพราะฉะนั้นผมอยากฝากไว้ครับ อย่าลืมคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ พี่น้อง คนใกล้ตัว
เราบางที จะเป็นคนที่มักจะลืมง่ายที่สุด เริ่มต้นจากคนที่ใกล้ตัวเรา แล้วค่อยๆแบ่งปันความรักไป ถ้าเรามีโอกาสที่จะมอบให้กับคนที่เขาขาดความรัก หรือขาดโอกาส ผมว่าหยิบยื่นน้ำใจให้เขาบ้าง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบของเงิน เป็นความมีน้ำใจก็ได้ครับ เพราะถ้าทุกๆ คนช่วยกันทำ โลกคงจะน่าอยู่มากขึ้นครับ”

ปิ่น-เก็จมณี

“ปิ่นเป็นคนที่มีความรักอยู่แล้ว ความรักเป็นสิ่งสวยงาม และความรักของปิ่นต้องไม่มีเงื่อนไข ถ้าเราคิดจะรักแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผล ปิ่นรักใคร ก็จะรักมาก แล้วก็ยากที่อยู่ๆ จะไม่รัก ปิ่นมักจะหาเหตุผลให้กับข้อเสียของคนอื่นเสมอ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความรักที่ยืนยาวมีความรักที่ให้อภัย และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ค่ะ และไม่ใช้กับคนใกล้ตัว 4 หนุ่มที่บ้านเท่านั้น แต่ปิ่นจะมีให้กับทุกคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งสัตว์ เรามีความรักเยอะ เราก็ต้องแบ่งเยอะค่ะ”

น้ำฝน-กุลณัฐ

“มุมมองความรักสำหรับฝน ณ ตอนนี้นะคะ ก็จะเป็นความรักที่โตขึ้น แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าพอเราคบกันไปนานๆ แล้วยิ่งทำตัวเบื่อหน่าย อันนี้ไม่ต้องก็ได้ คืออะไรที่เรายังคงความหวานให้ได้ เราก็ยังจะเติมอยู่เรื่อยๆ ค่ะ กลายเป็นความรักที่อยู่บนความเข้าใจ เรามีตัวแปร และมีเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง แต่เรายังคงรักกันนะ และจะพยายามรักษาให้ความรักนี้คงอยู่ตลอดไปค่ะ”

บี-น้ำทิพย์

“บีคิดว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญ ที่คนเราต้องมีความรักต่อกัน แต่ความรักมีมากมายหลายรูปแบบ ถ้ายกประเด็นในเรื่องความรักแบบผู้หญิงผู้ชาย สำหรับบีมองว่า คนเราก่อนที่จะรักกันอยากให้รักตัวเองก่อนก่อนที่จะไปรักคนอื่น เพราะถ้าคุณเห็นค่าของตัวเอง รู้คุณค่าของคุณอยู่ที่ไหน คุณก็จะสามารถมอบความรักที่ถูกต้องให้กับคนที่คุณรักได้ แล้วเขาก็จะได้ความรักแบบนั้น ที่มีความสุขทั้ง 2 ฝ่ายค่ะ”

ฝน-ศนันธฉัตร

“สำหรับฝน ความรักต้องเป็นพลังบวกให้กันค่ะ สมมุติว่ามีความรัก ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว กับคนรักหรือว่ากับสัตว์เลี้ยง เวลาที่เราอยู่ใกล้สิ่งที่เรารัก หรือคนที่เรารัก จะต้องรู้สึกดี เป็นพลังให้แก่กัน และก็พากันไปทำเรื่องดีๆ ค่ะ”

แหม่ม-คัทลียา

“ความรักทุกรูปแบบเป็นสิ่งสวยงาม สำคัญก็คือไม่ว่าจะเป็นรักแบบสามีภรรยา แบบแฟน หรือแบบรักลูก รักเพื่อน ก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ก็ขอให้มีความรักที่จริงใจ รักด้วยใจ แหม่มว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดค่ะ”

ป๊อป-ปองกูล

“จริงๆ พอเราเริ่มแก่ตัวลง ความรักมันจะเริ่มมีมุมกลมๆ ของมันหลายอย่าง มีทั้งความดาร์คขึ้น แง่ลบแง่บวกผสมปนเปกันไปหมด สำหรับผมสุดท้ายแล้วถ้าให้มองความรัก ความรักก็น่าจะเป็นสารตั้งต้นของการทำอะไรสักอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ก็ต้องมีสารตั้งต้นคือความรักในงานที่จะทำ หรือการมีครอบครัวมีสังคม ก็ต้องเริ่มต้นจากความรักเหมือนกัน ถือเป็นสารตั้งต้นที่ดี ที่ทำให้เราได้มีโอกาส พุ่งไปหาในแต่ละจุดที่ทำให้เราไปต่อได้ครับ”

คริส หอวัง

“ความรักในมุมมองของคริส จริงๆ แล้วก็ต้องเป็นเรื่องของความเข้าใจกัน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเรื่องของความรัก ถ้าเกิดเราชอบกัน หมดช่วงโปรโมชั่นไปแล้ว ต่อไปเราจะรับกันได้นานแค่ไหน รู้ว่าเรารักคนคนนี้ ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหน เราจะอยู่กันได้ยาวๆ ค่ะ”

พลอย หอวัง

“ใครบอกว่าวันเลนไทน์แล้วต้องมีคู่คะ บางทีเราก็ไม่ต้องมีคู่ค่ะบอกรักคุณพ่อ-คุณแม่หรือว่าสัตว์เลี้ยงที่บ้านก็ได้ สบายกว่าเยอะค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’ 3 สาว GELATO แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/320098

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’  3 สาว GELATO  แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’ 3 สาว GELATO แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

3 สาว คลื่นลูกใหม่ ในนาม GELATO (เจลาโต้) จากค่าย โมโน มิวสิค มาพร้อมความหวาน 3 สไตล์ ในรูปแบบความรักที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเปรียบได้กับไอศกรีมหลากรส ที่พวกเธอล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าค้นหา

เบนซ์-ณฐธิดา ตรีชัยยะ วัย 17 ปี มีผลงานแสดงมาแล้วมากมาย อาทิ นารีริษยา(ช่อง28), ซีรี่ส์เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (ช่องวัน 31), ซีรี่ส์ Love Song (ช่อง GMM25), ซีรี่ส์ Love Sick ซีซั่น 2 (ช่อง Mcot30),
ซีรี่ส์ เพชฌฆาตตาเพชร (ช่อง MONO29)

ถุงแป้ง-ภัทราวดี เหลาสา วัย 19 ปี ผู้ชนะการประกวด Miss Gossip Girls 2014, ร่วมแสดงใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรี่ส์

นีน่า-นิชารถ พรหมมาตร วัย 16 ปี ผ่านงานแสดงซีรี่ส์เรื่อง เพชฌฆาตตาเพชร (ช่อง MONO29)

โดยทั้ง 3 เป็นทัพหน้าของโปรเจ็คท์ GELATO ที่มีทั้งหมด 6 คน พวกเธอมาพร้อมผลงานนำร่อง เผยถึงซิงเกิ้ลเดี่ยวของตนเองให้แฟนๆ ได้ทำความรู้จัก

ทำความรู้จัก โปรเจกท์ GELATO

“GELATO เป็นตัวแทนของไอศกรีมค่ะ สมาชิกทุกคนจะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เหมือนกับรสชาติไอศกรีมที่มีหลายรสชาติ อย่าง นีน่าจะเป็นรส สตรอเบอร์รี่โยเกิร์ต แสดงถึงสาวที่มีความเปรี้ยว แต่ก็ยังมีความหวานอยู่ในตัว, ถุงแป้งก็จะออกแนว สาวเท่ๆ อินดี้ แล้วก็เล่นดนตรีเป็น เพลงก็จะสบายๆ เป็นรสชาติของ คุกกี้แอนด์ครีม สำหรับ เบนซ์ จะเป็นรสชาติวานิลลา สาวหวานและมีความคลาสสิก”

3 เพลง 3 ซิงเกิ้ล

เบนซ์ : ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมาคือเพลง “ฝุ่น” ค่ะ เป็นของ เบนซ์ เนื้อหาของเพลงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีค่าอะไร เลยตีค่าตัวเองเป็นแค่ฝุ่น แต่พอเขาได้เจอกับคนคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต มาให้ความสำคัญ ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้นมามีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยที่เพลงนี้จะเป็นเพลงขอบคุณคนคนนั้น ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาค่ะ ตอนถ่าย MV สนุกและตื่นเต้นมากๆ ค่ะ เพราะถือเป็นงานชิ้นสำคัญของเบนซ์จริงๆ เดินทางไปเขาใหญ่ 5 ทุ่ม เริ่มต้นถ่ายทำตอนตี 2 แทบจะไม่ได้นอนเลย แต่เราก็ต้องทำให้ตัวเองพร้อมตลอดเวลา กับฉากหวานๆ มองตาซึ้งๆ ก็มีอยู่หลายฉากค่ะ มีเขินบ้าง แต่โชคดี เบนซ์ เคยร่วมงานกับพีค (ภีมพล พาณิชย์ธำรง) มาก่อนค่ะ ก็จะมีคุยกันว่าจะสื่อสารออกมาประมาณไหน เพื่อให้เราเล่นได้เป็นธรรมชาติที่สุด หวังว่าแฟนๆ จะชอบกันค่ะ

ถุงแป้ง : ซิงเกิ้ลต่อมาเป็นของถุงแป้งค่ะ ชื่อว่า “หัวใจไม่ปิดหน้าต่าง” รับชมได้แล้วทาง Line TV ส่วนช่องทางอื่นๆ จะปล่อยออกมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ เนื้อหาของเพลง จะเกี่ยวกับความรักในวัยรุ่น โดยมีผู้หญิงคนหนึ่ง พยายามจะทำทุกอย่างให้ผู้ชายที่เขารัก แต่สุดท้าย ผู้ชายก็มีคนของเขาอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ปล่อยเขาไป แต่หัวใจของเรายังคงไม่ปิดหน้าต่าง คือยังเปิดรับและยินดีให้เขาไปกับคนของเขาค่ะ หลายๆ ฉากในการถ่ายทำ MV เพลงนี้ จะเป็นฉากถุงแป้งเล่นกีตาร์ ตัดสลับกับแชทเฟซบุ๊คกับพระเอก คือพีค ซึ่งถือว่าไม่ยากมากค่ะ ยิ่งตอนซ้อมดนตรีในห้องซ้อมถือว่า…ง่ายเลย เพราะถุงแป้งพอเล่นกีตาร์ได้อยู่แล้ว ก็แอ๊กติ้งเล่นกีตาร์ ทำอารมณ์สนุก เหมือนเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ ตอนแรกนึกว่าจะโล่งแล้ว แต่ก็แอบมีฉากดราม่าค่ะ ซีนที่เจอพระเอกกำลังลูบผมสาวอื่น ซึ่งเราต้องอึ้งและเสียใจ แต่ด้วยความที่ถุงแป้งไม่เคยเจอประสบการณ์เพื่อนแอบรักเพื่อน และมาเจอเหตุการณ์สะเทือนใจแบบนี้ เลยยังงงๆ กังวลทั้งบล็อกกิ้งและการทำอารมณ์เศร้า ซึ่งก็ทำให้ต้องหลายเทคอยู่เหมือนกันค่ะ จนผู้กำกับฯ พยายามบิ้วและให้คิดเรื่องราวไปตามเนื้อเพลง อารมณ์ที่เราต้องเสียเขาไป ความรู้สึกเริ่มมาค่ะ ทำให้เพิ่งเข้าใจความรู้สึกถึงการอกหักครั้งแรก แถมรักเขาข้างเดียวอีกต่างหาก

นีน่า : เพลงของนีน่า ออกมาท้ายสุดค่ะ เมื่อวันที่ 5 กุมภาฯที่ผ่านมา ชื่อว่า “โซฟา” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่มีความสุขในความรัก ได้เรียนรู้การที่จะรัก เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและรักษามันไว้ ส่วน MV จะปล่อยให้ชมกันวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ โดยแต่ละซิงเกิ้ล คือทั้ง 3 เพลง จะมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงต่อกันอยู่ด้วยค่ะ โดยที่จะมีพระเอก MV คนเดียวกันทั้ง 3 เพลง สำหรับการถ่าย MV ของนีน่า ไม่ค่อยยากเท่าไรค่ะ แต่จะออกอาการตื่นเต้นและเกร็ง กลัวไปเองค่ะ โชคดีได้พี่ทีมงานและพี่ผู้กำกับฯ คอยบอกและแนะนำตลอดค่ะ โดยให้นีน่าเล่นเป็นตัวเองเลย เป็นสาวมั่นๆ สดใสร่าเริง ซึ่งการออกเดทในครั้งนี้ ในช่วงแรกที่เริ่มต้นถ่ายทำ ก็จะมีเขินๆ เกร็งใส่กันบ้าง เพราะพีคและนีน่าต่างคนต่างมาเจอกันเป็นครั้งแรกใน MV นี้ แต่พอเริ่มถ่ายซีนเยอะขึ้น ต้องเล่นสนุก-หัวเราะด้วยกัน ก็ทำให้เราเริ่มสนิทและกลายเป็นเพื่อนเฮฮากันไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ รู้สึกโล่ง สบายใจเพราะเหมือนนีน่าและพีคได้มาเที่ยว-เล่นเกมกันจริงๆ และพี่ๆ ทีมงานก็ค่อยๆ เก็บภาพไปเรื่อยๆ และแอบมีแซวขำๆ…เล่นเนียนนะ เหมือนเป็นแฟนออกเดทกันจริงๆ ก็อยากให้แฟนเพลงรอติดตามชมมิวสิกวีดีโอเพลง โซฟา ให้ได้นะคะ

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/293911

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นาทีนี้ในโลกโซเชียลต่างพูดถึงความแซ่บของ “ก้านแก้ว” จาก “หลงไฟ” (จันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางช่อง GMM25) ที่รับบทโดยนางเอกสาว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ถ่ายทอดความเป็นสาวไซด์ไลน์ตัวแม่ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินได้อย่างเปรี้ยวแซ่บ จนหลายคนอินถึงขนาดเบ้ปากใส่นางสุดๆ แต่หลังจากนี้ ความวีไอพีของเธอก็จะเปลี่ยนไป ทำให้เราได้เห็นทัศนคติ มุมมอง และ ความคิด ที่เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่ ก้านแก้ว วีไอพี คิดไม่ได้ขนาดนี้!!

วันนี้จึงขอรวมประโยคแซ่บของ “ก้านแก้ว” มาตีแผ่ และต้องยอมรับว่าความจัดจ้านของงานเขียนบท ช่วยส่งให้ตัวละครนี้น่าสนใจ

ชาลา(หลิน) : คนจนๆ อย่างพวกเราจะไปหาผู้ชายดีๆ ได้จากที่ไหน ใครเขาจะมารักเราจริง มันก็ต้องคนระดับเดียวกันป่ะวะ ถึงจะจริงใจ แล้วเป็นคนดีก็พอแล้ว

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น): ความดีมันกินได้ที่ไหน ถ้าเกิดว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ถ้าเขาหล่อเราก็จะเรียกเขาว่า คนหน้าตาดี
แต่ถ้าเขารวย เราก็จะบอกว่าเขาไฮโซ แต่ถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย หน้าตาก็ไม่ดี ฐานะก็งั้นๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่าง เราถึงเลี่ยงไปเรียกเขาว่าคนดี แกเข้าใจป่ะ… คำว่าคนดี มันใช้สำหรับคนที่ไม่มีอะไรเลย หรือแกว่าไม่จริง

///////////////////////////////////////////

กุญชร (ทอย) : ทำไมก้านไม่กลับบ้านล่ะ เราคิดว่าก้านจะกลับไปอยู่กับพ่อที่ต่างหวัดซะอีก ไปทำพวกโฮมสเตย์เกสต์เฮ้าส์เขาฮิตกันไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างก้านก็เก่งภาษาด้วย เราเองก็ตั้งใจว่าถ้าเรียนจบเราจะกลับไปเป็นครูที่บ้านเหมือนกัน

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ชร…บ้านพวกเรามันบ้านนอกขนาดนั้น มันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ใครมันจะอยากมา ได้เต็มที่เลยวันละห้าหกร้อยบาท แถมยังต้องมาบริการ มาคอยทำความสะอาด ล้างจาน ล้างส้วมอีก แล้วอีกอย่างนะต่อให้มีคนมาพักเต็มทุกวัน เดือนๆ หนึ่ง ก็ได้สามสี่หมื่นบาท ก้านไม่เอาด้วยหรอก

////////////////////////////////////////////

ไอติม (คิตตี้) : ตั้งแต่ฉันเกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นใครเลวเท่าแกเลย พูดออกมาได้เต็มปากว่าไปนอนกับผู้ชายที่เขามีเมียแล้ว

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ใช้คำว่าเมีย เลยเหรอคะ! เท่าที่ฉันดูนะคุณกับคุณโชนยังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย

แค่คบหากัน นอนด้วยกันบ้าง ฉันไม่ถือหรอกค่ะ ผู้ชายมันก็นอนกับผู้หญิงเรื่อยๆ ถ้าจะนับเป็นเมียไปหมด คงวุ่นวายแย่ ถ้าให้ฉันแนะนำ ให้ผู้ชายเขาเป็นคนบอกดีกว่านะคะ ว่าคนไหนคือ “เมีย” คนไหนเป็นแค่ “คู่นอน”

///////////////////////////////////////////

ชาลา (หลิน) : ก้านไม่น่าไปพูดไม่ดีกับป้าเหงี่ยมเลย ยังไงเขาก็มีบุญคุณกับแกใครจะไปรู้ อนาคตวันหนึ่งแกอาจจะต้องไปพึ่งพาเขาอีกก็ได้นะ แล้วมาอยู่ที่คอนโดฯนี่จ่ายไหวเหรอเดือนละตั้งเจ็ดพัน

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ต่อให้ฉันไม่เหลืออะไร ฉันก็ไม่มีทางกลับไปเหยีบบ้านหลังนั้นเด็ดขาด ตายซะยังดีกว่า ใครจะรู้…ฉันอาจจะอยู่ที่คอนโดฯนี่อีกไม่นาน อาจจะมีไฮโซสักคนยกคอนโดฯหรูๆ ให้ฉันก็ได้ ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อเองไง

ในส่วนของนักแสดง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก เผยความรู้สึกถึงบทบาทนี้ว่า “เรื่องนี้ก็สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสังคมให้เราได้เห็น ผู้หญิงแบบก้านแก้วมีอยู่จริง ซึ่งเราแค่นำเสนอมุมมองชีวิตเขาว่า ทางที่เขาเลือก ทางที่เขาหลงไปจะเจอกับอะไรบ้าง เป็นธรรมดาของคนที่หลงไปกับเงิน วัตถุ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา เฟิร์นเองอ่านบท เฟิร์นยังสอนตัวเอง เรียนรู้ไปด้วย เอาไว้เตือนการใช้ชีวิตเราเองได้ค่ะไม่ให้หลงผิด ยิ่งยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรม ไลน์ เฟซบุ๊ค โซเชียลทุกอย่าง ก็จะสอนเด็กยุคนี้แบบตรงไปตรงมาค่ะ”

ด้าน ทอย-ปฐมพงศ์ เสริมว่า “ผมรู้สึกว่า ก้านแก้ว เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารนะ เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำคือดีและถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็เข้าใจนะอาจจะเพราะด้วยความที่เขาอยากจะสบาย ทะเยอทะยานเลยทำให้เขาดูร้าย ผมว่าผู้หญิงแบบก้านแก้วน่ากลัวนะที่สำคัญเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นคนร้าย คือไม่รู้ตัวเองเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ ผมว่าจุดประสงค์หลักของเขาคืออยากมีเงินอยากดีกว่าคนอื่น ผมว่าเขาน่าสงสารนะครับ”

ทีมข่าวไม่ได้หยิบเรื่องนี้มา เพื่อสนับสนุนความคิดของ “ก้านแก้ว” แต่คาแร็กเตอร์นี้สะท้อนหลายๆ สิ่งของผู้หญิงไทยบางกลุ่ม ถ้าคุณไม่ปิดหูปิดตา ย่อมรู้ว่า มีอยู่จริง และนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ!!

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292638

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ดําเนินการ คือ การจัดทําแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล คือ ปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปี 2559 ต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งเกือบทั่วประเทศ รัฐบาลเน้น “ทําก่อนได้ ทําทันที” จึงเกิดนโยบายเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมให้เก็บน้ำได้มากขึ้น และเร่งเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้วยการทำแก้มลิงเก็บน้ำก่อนไหลออกนอกประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของ กระทรวงเกษตรฯได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยตลอดจนระยะเวลา 3 ปีของรัฐบาล สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1,030 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กระจายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 717,510 ครัวเรือนและที่สำคัญทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2,570 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการศึกษาออกแบบเพื่อวางรากฐานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญๆ ที่จะเร่งก่อสร้างให้เสร็จภายใน 2-4 ปี ทำให้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมจะดำเนินการภายในปี 2564 หลายโครงการ จะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 4,245 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะสามารถเพิ่มการเก็บกักได้อีก 630 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.9 ล้านไร่

สำหรับการแก้ปัญหาน้ำในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Base) นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้นําสภาพปัญหาตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ จัดทําเป็นกลุ่มแผนงานเชิงพื้นที่รวม 47 พื้นที่ แบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 18 พื้นที่ ภาคกลาง ซึ่งรวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตกด้วย 7 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 พื้นที่ และภาคใต้ 13 พื้นที่

ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสานนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคือ 63 ล้านไร่ แต่กลับมีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 56 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ

“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 480 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 770,000 ไร่ เท่าๆ กับรัฐบาลชุดก่อนๆ ทำรวมกันถึง 12 ปี โดยได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขง การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่และการเพิ่มปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำเดิมในพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างอาคารบังคับน้ำ การเพิ่มระบบกระจายน้ำ และที่สำคัญได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายดำเนินโครงการแก้มลิงริมน้ำโขงถึง 30 แห่ง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ปีงบประมาณ2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเร่งด่วนในภาคอีสานอีกไม่น้อยกว่า 165 โครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,883 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเชิงเขา เช่น อ่างฯน้ำอูน จ.สกลนคร เป็นต้น การพัฒนาอ่างเก็บน้ำต้นลําน้ำชี จ.ชัยภูมิ อีก 2 โครงการ พร้อมทั้งนำพระราชดำรัสเรื่องอ่างพวงมาดำเนินการเชื่อมโยงอ่างในจ.นครราชสีมา และอีกหลากหลายโครงการโดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมา เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทับรั้ง ก่อสร้างอาคารควบคุมน้ำลําเชียงไกรตอนล่าง ก่อสร้างประตูระบายน้ำลําสะแทด ก่อสร้างแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช เป็นต้น ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แล้วเสร็จและสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 58 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 88,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 54,000 ครัวเรือน

ส่วนในปีงบประมาณ 2562 จะเร่งสร้างประตูเก็บกักน้ำบริเวณปากแม่น้ำเลย และสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองชัยภูมิเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล และโครงการผันน้ำป่าสัก-ลําตะคอง เป็นต้น

สำหรับในการพัฒนาแหล่งน้ำภาคอีสานทั้งระบบ ตั้งแต่ปี 2561-2569 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 95,532 ล้านบาท สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.15 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1,254 ล้าน ลบ.ม.

สิ้นสุดการรอคอยของคนอีสาน…จะได้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำเหมือนภูมิภาคอื่นๆ เสียที

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292163

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดำเนินการปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุด

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีแรก (2560-2564) กรมชลประทาน ได้วางรากฐานของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการเสนอแผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น แก้มลิง ฝาย ประตูระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการเพิ่มปริมาณความจุของแหล่งเก็บน้ำเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังวางแผนดำเนินโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีหลายโครงการได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานสำคัญ ซึ่ง 1 ใน 9 แผนงาน
ดังกล่าว คือ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่ได้รับความเห็นชอบจาก กนช. แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้

“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขยายผลศาสตร์พระราชาจากโครงการคลองภักดีรำไพ จ.จันทบุรี และเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านตัวเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองบางหลวง คลองบางบาล และพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 54 กิโลเมตร ก็จะทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที” นายสมเกียรติกล่าวยืนยัน

สำหรับคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะเริ่มต้นที่ต.บ้านใหม่ อ.บางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาล ถึง ต.สนามชัย อ.บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เกษตรฯได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรม กับประชาชนที่อยู่ในแนวคลองที่จะขุดซึ่งมีแนวกันเขตก่อสร้างรวมกว้างประมาณ 110-230 เมตร ยาว 23 กิโลเมตร จะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร ลงอีก 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานได้ปรับแผนก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวง ในปี 2562 พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของคันกันน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้ประมาณ 1.9-2.5
ล้านไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอ.บางบาล และอ.ผักไห่ แล้วคลองบางบาล-บางไทร ยังสามารถเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรและปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ด้วย

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291949

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อำเภอกรงปินัง สร้างความเข้มแข้งในอาชีพด้วยกระบวนการสหกรณ์ ช่วยกันพัฒนาอาชีพแบบเอื้ออาทร ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและยกระดับสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้นและได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำ

ประโลมใจ เนียมแกล้ว

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 เปิดเผยว่า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด เกิดขึ้นจากการที่ นายอาหะมะ อาลีมะสะ ประธานสหกรณ์ ได้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้เรื่อง “ชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์” ภายใต้โครงการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59 จึงมีแนวคิดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบอาชีพด้านการปศุสัตว์ จึงได้เริ่มพูดคุยชักชวนผู้ที่เข้ารับการถ่ายทอดความรู้มารวมกลุ่มกัน จากนั้นได้เชิญนักวิชาการสหกรณ์ไปให้ความรู้ความเข้าใจด้านสหกรณ์โดยละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงมีการลงมติขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 87 คน ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2560 ปัจจุบันสมาชิก 104 คน เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ได้แก่ การเลี้ยงโค แพะเนื้อ แพะนม มีคณะกรรมการสหกรณ์ 15 คน กลุ่มสมาชิก 4 กลุ่ม ปีบัญชีของสหกรณ์ 30 มิถุนายน ของทุกปี แดนดำเนินการ ครอบคลุมทั้ง 4 ตำบลในอำเภอกรงปินัง มูลค่าหุ้นละ 50 บาท จำนวน 2,650 หุ้น เป็นเงิน 132,500 บาท

ราตรี กาเจ

ด้าน นางราตรี กาเจ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 8 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับธุรกิจของสหกรณ์เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด ประกอบด้วย ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายตามความต้องการของสมาชิก ประเภทสินค้า ได้แก่ อาหารโค อาหารแพะเนื้อ อาหารแพะนม แร่ธาตุ ยารักษาโรค มีหน้าร้านอยู่ติดกับหน่วยผสมเทียมอำเภอกรงปินัง โดยสมาชิกจะได้ซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาดและที่สำคัญสมาชิกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อสินค้าในตัวเมืองยะลาได้มาก เพราะด้วยพฤติกรรมการของสมาชิกจะซื้อสินค้าเพียงครั้งละ 1-2 กระสอบ เฉลี่ยซื้อสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำนมแพะเพื่อแปรรูปและจำหน่าย ซึ่งการแปรรูปน้ำนมเริ่มมาจากการที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสมาชิกที่บริโภคน้ำนมดิบที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ จึงนำสมาชิกที่เลี้ยงแพะนมไปอบรมเรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมแพะ และการแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์แบบครัวเรือน ณ สถาบันฮาลาล มอ.ปัตตานี หลังจากอบรมแล้วก็มีความสนใจที่จะแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ออกจำหน่าย เพราะเห็นว่าจะขายได้ราคาดีกว่าการขายน้ำนมดิบที่ขายอยู่ในราคา 60 บาทต่อกก. แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ 150 บาทต่อ กก. เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรขั้นต้นโดยประมาณ 56 บาท ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และกองกลาง จึงได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มแปรรูปน้ำนมแพะกรงปินัง ซึ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรกในงานผลไม้และของดีเมืองยะลา ในระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2560 โดยผลิตเป็นนมแพะพาสเจอร์ไรซ์รสธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ในเรื่องของกลิ่นที่ดื่มง่าย รสชาติมันเพราะความเข้มข้นของน้ำนมดิบ ทำให้กลุ่มมีกำลังใจที่จะผลิตต่อไปอีกและเพิ่มรสชาติให้หลากหลาย เช่น รสน้ำผึ้ง รสช็อกโกแลต เพื่อเจาะตลาดลูกค้าที่เป็นเด็กให้มีโอกาสได้ดื่มนมแพะ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านมโค โดยสหกรณ์จะเป็นผู้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายให้ โดยเป้าหมายในอนาคต ทางสหกรณ์ฯ จะจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิกกลุ่ม เรื่องการเลี้ยงแพะให้ได้น้ำนมคุณภาพ การรีดนมแพะการเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ เช่น โยเกิร์ตนมแพะ ไอศกรีมนมแพะ นมแพะอัดเม็ด เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291710

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เพื่อทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยขาดการจัดการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะทำให้สภาพดินเกิดความเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ เนื้อดินแน่นทึบ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักทางด้านวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการสำรวจดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีสถานีพัฒนาที่ดินกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ กว่า 80,000 คน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ในการทำหน้าที่วิทยากรเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ บริการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ การอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ วิธีการดูแลรักษาแหล่งน้ำในไร่นา การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรในยุค 4.0 สามารถนำความรู้ต่างๆ ไปใช้ปฏิบัติได้เอง และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินและน้ำเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงจะทำให้มีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนตลอดไป

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีปริมาณน้ำและแร่ธาตุอาหารเพียงพอ
เนื้อดินมีอินทรียวัตถุอยู่มากและไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช มีค่า pH ประมาณ 5.5 ถึง 7.0 จึงจะช่วยเพิ่มผลผลิตพืชให้สูงขึ้น เกษตรกรต้องทำการปรับปรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ต้องมีการใส่เพิ่มอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในดินให้สูงขึ้น ซึ่งแนวทางหรือการปรับปรุงบำรุงดินมีวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง เช่น การใช้วัสดุปูนในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง เช่น นาข้าวใช้ปูนมาร์ล ไม้ผลใช้ปูนโดโลไมท์ หรือปูนขาว วิธีการไถกลบตอซังฟางข้าวร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตราการใช้ 5 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นหมักทิ้งไว้ช่วยให้ฟางย่อยสลายตัวได้เร็วขึ้น ทำให้เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หากใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ คลุกเคล้าอยู่ในดิน เกษตรกรสามารถใช้วิธีการเพิ่มฮอร์โมนในต้นพืชที่ปลูก โดยใช้ปุ๋ยอินทรียน้ำฉีดพ่นให้ต้นพืช หรือรดลงดิน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงพืชเจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาควบคุมความชื้นในดิน ให้ใช้วัสดุต่างๆ คลุมดิน เช่น ฟางข้าว ใบหญ้าแฝก แกลบสด พลาสติก หรือปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช และช่วยรักษาความชื้นในดิน

นอกจากนี้ เกษตรกรควรมีการจัดการดินภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยต้องไม่ทำการเผาตอซังพืชทุกชนิด ให้ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ฯลฯ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ไถกลบหรือสับกลบตอซังลงในดิน เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลถัดไป

สำหรับวิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เป็นวิธีการที่จะช่วยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสภาพ และสามารถปลูกพืชให้ผลผลิตสูงได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องตรวจวิเคราะห์ ตรวจสอบดินทุกๆ 1-2 ปี เพื่อทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดิน และนำผลวิเคราะห์ไปพิจารณาหาแนวทาง หรือวิธีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสมต่อๆ ไป

ทั้งนี้ เกษตรกร ประชาชนทั่วไป สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลความรู้ต่างๆ ได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

สุรเดช เตียวตระกูล

สุรเดช เตียวตระกูล

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290456

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของฉันทามติ ความสมัครใจ และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มุ่งการเติบโตทางการค้าและการลงทุน และให้ความสำคัญในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถของสมาชิกเอเปกในสาขาต่างๆ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รวม 21 ประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนนโยบาย แนวปฏิบัติที่ดีของประเทศต่างๆ โดยการประชุมครั้งล่าสุด เป็นการประชุมเชิงวิชาการใน “สัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปก (Food Security Week)” การประชุมระดับสูงว่าด้วยการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-25 สิงหาคม 2560 ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยนางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าวในฐานะตัวแทนประเทศไทย

ทั้งนี้ สศก. ได้แถลงต่อที่ประชุมให้ทราบถึงการดำเนินการของไทย ในหัวข้อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยยกตัวอย่างการนำโครงการประชารัฐ มาส่งเสริมเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.0 เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แถลงการณ์ดำเนินการของตนเองภายใต้กรอบทิศทางของ APEC ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ซึ่งต่างให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) เพื่อเพิ่มผลผลิต ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งการสร้างนวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ไปในทิศทางเดียวกับไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์เกิ่นเทอ มุ่งเน้นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารในภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการการสูญเสียอาหาร 2) แผนปฏิบัติการระยะหลายปีเพื่อความมั่นคงอาหาร ปี 2561-2563 เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของสมาชิกเอเปกในการสร้างความมั่นคงอาหารในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) แผนปฏิบัติการพัฒนาชนบทและเขตเมืองเพื่อความมั่นคงอาหารและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท

ในโอกาสนี้ประเทศไทยได้เสนอตัวเพื่อจัดกิจกรรม (workshop) ภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว จำนวน 2 เรื่อง คือ 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 2.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2562-2563

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับกลุ่ม APEC มีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ ยางธรรมชาติ ข้าว น้ำยางธรรมชาติ ไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลจากอ้อย ปลาทูนาปรุงแต่ง มันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง อาหารสุนัขและแมว สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ถั่วเหลือง อาหารปรุงแต่ง ปลาโอท้องแถบแช่แข็ง ข้าวสาลี อาหารปรุงแต่งสำหรับทารก ปลาหมึกกระดองแช่แข็ง ของปรุงแต่งใช้เลี้ยงสัตว์ ซิการ์ นมผงไม่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวาน กากน้ำมันและกากแข็งที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง โดยมูลค่าการค้าของไทยกับกลุ่มเอเปก ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 5.29 แสนล้านบาท ได้ดุลการค้า 3.64 แสนล้านบาท

“การเข้าร่วมประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือ APEC ของไทยในครั้งนี้ได้ไปแสดงบทบาทที่ชัดเจนของไทยในการรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านความมั่นคงทางอาหาร ผ่านหลักการปฏิบัติที่ดีภายใต้นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงนโยบายยกกระดาษ A4 เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทย” นางสาวจริยา กล่าวย้ำ

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/291199

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ละครดัง “รากนครา” เข้มข้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะถึงช่วงที่นางเอก แม้นเมือง (แต้ว-ณฐพร) ถูกบังคับให้แต่งงานกับพระเอก ศุขวงศ์ หรือ เจ้าน้อย (หมาก-ปริญ) หลังจากที่ มิ่งหล้า (มิว- นิษฐา) ลูกสาวของ เจ้านางข่ายคำ (น้ำฝน-สรวงสุดา) เกิดนึกรัก เจ้าศุขวงศ์ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อ เจ้าหลวงแสนอินทะ (อู๋-ธนากร) และ หน่อเมือง (นิว-ชยพล) ต้องการส่งตัวมิ่งหล้า ไปถวายตัวแก่ กษัตริย์เมืองมัณฑ์ เมื่อมิ่งหล้ารู้เข้า ก็ไม่พอใจ เพราะอยากแต่งงานกับเจ้าน้อยมากกว่า จึงนัดแนะให้เจ้าน้อยพาตนเองหนี เรื่องรู้ถึงหูเจ้าหลวงแสนอินทะ และหน่อเมือง ทั้งสองจึงวางแผน ให้แม้นเมืองไปสลับตัวแทน ทำให้เจ้าน้อยช่วยผิดคน สุดท้ายจึงจบลงด้วยการที่ทั้งสองต้องแต่งงานกัน

ซีนใหญ่ที่เตรียมออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 12 กันยายนนี้ เป็นฉากที่มิวต้องนั่งช้างไปเมืองมัณฑ์ พร้อมๆ กับ น้ำฝน-สรวงสุดา ผู้รับบทเป็นแม่ ส่วน หมากกับแต้ว ต้องเข้าพิธีแต่งงานกันอย่างกะทันหัน ด้วยความไม่เต็มใจ ถึงแม้ในส่วนลึก ทั้งคู่จะมีใจให้กัน แต่ต่างก็ไม่แสดงออก

หมากรู้ดีว่า สาเหตุที่ อู๋ วางแผนให้ตนแต่งงานกับแต้ว เพราะต้องการความมั่นคงทางการเมือง เพื่อที่จะให้แต้ว ผูกใจอยู่กับเชียงพระคำ ฉากนี้ ทีมงานปักหลักถ่ายทำกันที่เชียงใหม่ บรรยากาศภายในงาน จึงเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เพื่อบ่งบอกถึงความเร่งรีบจัดงานแต่งแบบไม่ได้ตั้งตัวของคู่บ่าว-สาว

เบื้องหลังการถ่ายทำเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครื้นเครง รวมทั้งความตื่นเต้นของเหล่านักแสดง ที่ได้สวมใส่ผ้าโบราณกันเต็มยศ โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในละครเรื่องนี้ ภูริวัตร กิตติศรีไสว,วสิน อุ่นจะนำ และ สุทธิพันธุ์ เหรา เล่าว่าใช้เวลาเตรียมการร่วมปีในการศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล โดยทั้ง 3 ท่าน เผยว่า “ละครเรื่องนี้เป็นการชุบชีวิตผ้าเก่าจากแต่ละเมืองขึ้นมาใหม่ เราได้ศึกษาข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าเพื่อดูในเรื่องของรูปแบบ ศึกษาผ้าในพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงในคอลเลคชั่นสะสมส่วนบุคคลด้วย โดยโทนสีทั้ง 3 เมือง จะเห็นได้ว่ามีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป ความสวยงามทั้งหมดนี้อยู่ในรากนครา”

พอถึงเวลาเดินกล้อง สีหน้าของพระ-นาง หมากกับแต้ว ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งคู่แทบไม่ได้ยิ้มให้กัน ยิ่งถึงตอนที่อู๋กับนิว ขึ้นไปผูกข้อไม้ข้อมือให้ หมากถึงกับหน้าบอกบุญไม่รับ เพราะอู๋ สั่งให้แต้ว ทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง หมากจึงคิดว่าแต้วไม่ได้รักตน ยิ่งทำให้น้อยใจ พอเสร็จพิธี หมากเดินลงเวทีไปอย่างไม่ไยดีแต้ว นางเอกของเรากลายเป็นเจ้าสาวที่น่าสงสาร ฉากเข้าหอยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อแต้วก็ยังมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ตลอดเวลาว่า หมากไม่ได้รักตนขนาดแค่ทีมงานในกองนั่งมองยังอดสงสารทั้งคู่ไม่ได้ ภาพเบื้องหน้าจะออกมาสวยงาม หรือกล้ำกลืนแค่ไหน ติดตามได้คืนวันอังคารนี้ ทางช่อง 3