ส่องเกษตร : วิกฤติ‘ฝีแตก’สหกรณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271709

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

วงการสหกรณ์ไทยโดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนกำลังเกิดปรากฏการณ์ “ฝีแตก” ที่น่าหวั่นวิตกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดกรมส่งเสริมสหกรณ์โดยรองอธิบดีฯพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ เพิ่งมีคำสั่งเลิก “สหกรณ์ออมทรัพย์เคหสถานนพเก้ารวมใจ” ไปเมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสั่งผู้ชำระบัญชีฯให้แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษกรรมการสหกรณ์แห่งนี้ข้อหายักยอกและฉ้อโกงสมาชิก จัดซื้อที่ดินราคาสูงเกินจริง สร้างความเสียหายสูงถึง 5.7 พันล้านบาท ทั้งฟ้องแพ่ง ไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายคืนด้วย

ที่จริงปัญหาที่ส่อเป็น “เนื้อร้าย-ฝีเน่า”ในแวดวงสหกรณ์นั้น ถูกจับตามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เกิดคดีฉ้อโกง “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” โดยฝีมือของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานสหกรณ์ฯกับพวก จนกลายเป็นคดีอภิมหากาพย์มาตั้งแต่ปี 2556 มีวงเงินเสียหายกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท แถมสร้างความเสียหายให้สหกรณ์ต่างๆ จำนวนมากที่นำเงินมาฝากไว้ แล้วยังขยายวงพัวพันถึงคนใหญ่คนโตแวดวงต่างๆมากมายที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดี“ฟอกเงิน”ไม่ว่าจะเป็น “ธัมมชโช” อดีตเจ้าสำนักวัดพระธรรมกาย จนถึงล่าสุดคือ นายอนันต์ อัศวโภคิน อภิมหาเศรษฐี เจ้าพ่อแลนด์แอนด์เฮ้าส์

อีกทั้งมีอีกหลายสหกรณ์ที่เข้ามาพัวพัน มีพฤติกรรมร่วมกันฉ้อฉลโดยมิชอบด้วย สร้างวิกฤติศรัทธาให้ก่อตัวขึ้นกับแวดวงสหกรณ์ไทย!

สหกรณ์ไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ 7 รูปแบบย่อยคือ ประเภทสหกรณ์ในภาคการเกษตรมี สหกรณ์การเกษตร,สหกรณ์ประมงและสหกรณ์นิคม ขณะที่สหกรณ์ประเภทนอกภาคการเกษตร มีสหกรณ์ออมทรัพย์,สหกรณ์ร้านค้า,สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ภาพรวมในปี 2558 สหกรณ์มีทั้งสิ้น 8,074 แห่ง 56% เป็นสหกรณ์ในภาคการเกษตรโดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรมีมากถึง 4,337 แห่ง ส่วนสหกรณ์นอกภาคเกษตรมี 44% แต่ดูจากมูลค่าสินทรัพย์แล้ว พบว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ถึง 87%ของสหกรณ์ทั้งระบบ กลับเป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 2,059,457 ล้านบาท การขยายตัวของสินทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปเงินให้สินเชื่อ โดยช่วง 5 ปีนับแต่ปี 2553 สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 169 แห่ง เติบโตจากระดับ 9 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2553 มาอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ณ กันยายน 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเกือบ 2 เท่า

ความมั่งคั่งของมูลค่าสินทรัพย์และการปล่อยกู้สินเชื่อที่ขยายตัวใหญ่โตระดับน้องๆ ของระบบแบงก์พาณิชย์ ก่อให้เกิด”ความเสี่ยง”ที่มีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกรรมปกติเอง และความเสี่ยงจากผู้บริหารสหกรณ์ในเรื่องความสามารถในการบริหาร เนื่องจากได้รับการคัดเลือกโดยการเลือกตั้งจากสมาชิกด้วยกันเอง อาจไม่ใช่“มืออาชีพ”พอ ยิ่งเมื่อกิจการสหกรณ์ใหญ่โตยิ่งขึ้น ความสามารถของผู้บริหารก็ยิ่งน่าห่วง

ปัญหาผู้บริหารที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เรื่องของความโปร่งใสและที่น่ากลัวที่สุดคือการทุจริตฉ้อฉลเพราะผลประโยชน์ที่บังตา จากการได้บริหารทรัพย์สินก้อนใหญ่ ขณะที่ระเบียบ กฎเกณฑ์หรือการติดตามตรวจสอบทั้งจากสมาชิกสหกรณ์เองและหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่ ยังไร้ประสิทธิภาพพอ

หลังจากเกิดกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตามมาด้วยปัญหาอีกหลายสหกรณ์ออมทรัพย์ ทำให้ภาครัฐพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน แทนกระทรวงเกษตรฯด้วยเห็นว่า แบงก์ชาติมีความเชี่ยวชาญกว่ามาก เพราะมีหน้าที่ควบคุม ดูแลสถาบันการเงินอยู่แล้ว

แต่ดูเหมือนกระทรวงเกษตรฯไม่ต้องการถูกตัดงานดูแล “สหกรณ์ออมทรัพย์”ออกไปให้แบงก์ชาติ เรื่องจึงยืดเยื้อล่าช้ามาเป็นปี กระทั่งเพิ่งมีมติครม.อนุมัติแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เมื่อปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา แต่แค่ให้แบงก์ชาติเข้ามาช่วยวางกรอบกติกา กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะใช้บังคับกับสหกรณ์ ให้เข้มงวดขึ้น แต่อำนาจกำกับดูแลยังเป็นของกระทรวงเกษตรฯโดยตรง ซึ่งขั้นตอนจากนี้ยังรอให้กระทรวงเกษตรฯประกาศใช้เกณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการออกมา

เรื่องกฎกติกาใหม่เชื่อว่า คงดีขึ้นแน่ แต่จะมีประสิทธิภาพเพียงใด ยังอยู่ที่การตรวจสอบ กำกับดูแลให้สหกรณ์ต่างๆ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตรงนี้แหละที่จะพิสูจน์ฝีมือกระทรวงเกษตรฯ เพื่อระงับวิกฤติ“ฝีแตก” และให้สหกรณ์ไทยก้าวเดินอย่างมั่นคงต่อไป…อย่าให้ผิดหวังกันอีก

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ต้นตอความทุกข์ยากของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270505

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

วันพืชมงคลหรือวันเกษตรกร ศุกร์ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมนั่งคิดเล่นๆว่า ทำไม?เกษตรกรไทยยังมีชีวิตที่ยากลำบากอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยของเราก็อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก จนในอดีตเราได้ชื่อว่าเป็น“เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ” แม้ในยุคปัจจุบันไทยเราก็ยังได้รับการขนาดนามเป็น“ครัวของโลก”

มีอยู่หลายๆ สาเหตุที่คนทั่วไปย่อมคิดกันได้ด้วยสามัญสำนึก เช่น อาจเป็นเพราะสภาพดินฟ้าอากาศที่วิปริตจากภาวะโลกร้อน ทำให้พี่น้องเกษตรกรไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำลายพืชผลการเกษตรถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์พายุฝนฟ้าตกหนักมากเกินต้องการ จนท่วมท้นทำลายเรือกสวนไร่นา หรือฝนไม่ตกต่อเนื่องยาวนาน แล้งจัดทำพืชผลเสียหาย นอกจากนั้นยังต้องเผชิญภาวะการระบาดของแมลงศัตรูพืชบ้าง การเกิดโรคระบาดใหม่ๆ ทั้งในพืชและสัตว์เลี้ยงการเกษตรบ้าง เป็นต้น…สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุจากธรรมชาติที่ยากจะควบคุมได้

นอกจากเรื่องธรรมชาติแล้ว ยังมีสาเหตุจากเรื่องของ “คน” อย่างการเอารัดเอาเปรียบของ“คนที่เป็นพ่อค้าคนกลาง”ในการกดราคารับซื้อผลผลิตต่างๆอย่างไม่เป็นธรรม โดยอ้างเรื่องกลไกการตลาดบ้าง หรือไม่อ้างอะไรเลยแต่จะกดราคากันดื้อๆซะอย่าง ตลอดจนถึง “คนที่เป็นข้าราชการ”ที่มีหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร สนับสนุนให้ทำการเกษตรอย่างมีคุณภาพและแก้ไขเยียวยาให้เกษตรกรเมื่อเกิดปัญหาต่างๆขึ้นมา แต่กลับไม่ทำตามหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพพอ อีกทั้งเลวร้ายกว่านั้นคือ กลับฉวยโอกาส“โกงกิน”หาผลประโยชน์โดยมิชอบ ยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน เพิ่มความทุกข์ยากให้แก่เกษตรกรมากขึ้นไปอีก

ประเด็น “การทุจริตโกงกิน” ที่ซ้ำเติมความทุกข์ยากเดือดร้อนให้เกษตรกรนั้น มีตัวอย่างให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาตลอดหลายสิบที่ผมทำงานเป็นสื่อมวลชนมา ซึ่งถ้าจำแนกคร่าวๆก็พอจะแบ่งได้เป็น 2 หมวดหมู่ คือ 1.เรื่องทุจริตการจัดซื้อปัจจัยการเกษตรต่างๆเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และ2.เรื่องทุจริตในการแทรกแซงราคาพืชผลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ตัวอย่างคดีครึกโครมทั้งส่อทุจริตและพิสูจน์แล้วว่าทุจริตจริงในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตช่วยเกษตรกรอย่างเช่น การจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักที่แพงกว่าท้องตลาด 2 ถึง 10 เท่าตัวในโครงการ “ผักสวนครัวรั้วกินได้”ยุครัฐบาลชวน 2 ช่วงปี 2541 ที่รมช.เกษตรฯเจ้าของโครงการคือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ์ ต้องลาออกและมีข้าราชการกว่า 40 คนถูกลงโทษทางวินัย,โครงการจัดซื้อกล้ายาง 90 ล้านต้นมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทยุครัฐบาลทักษิณปี 2545 ที่พบเงื่อนงำส่อฮั้วประมูลมากมาย แม้ในที่สุดอดีตรมช.เนวิน ชิดชอบกับพวกจะรอดตัว ศาลฎีกาฯพิพากษายกฟ้องก็ตาม, คดีทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์มูลค่ากว่า 367 ล้านยุครัฐบาลทักษิณปี 2545 ซึ่งทั้ง“ฮั้วประมูล”และซื้อปุ๋ยไร้คุณภาพ เกษตรกรได้รับแจกก็กองทิ้ง ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพิ่งพิพากษาจำคุกนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ รมว.เกษตรฯยุคนั้นกับนายวิทยา เทียนทอง เลขาฯรมว.เกษตรฯคนละ 6 ปี เป็นต้น

นี่แค่เรื่องทุจริตที่เป็นคดีขึ้นมา เปรียบดัง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น แต่เชื่อได้ว่า ยังมีการจัดซื้อที่ไม่สุจริตอีกมากมายกองโตดัง “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่ยังอยู่ใต้ทะเล

แต่ที่สร้างความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดินมโหฬารยิ่งกว่าทุจริตจัดซื้อปัจจัยการผลิต ก็คือ โครงการแทรกแซงราคาผลผลิตต่างๆ ที่มีปัญหามาตลอดเช่น โครงการลำไยยุครัฐบาลทักษิณปี 2545 ที่เสียหายนับหมื่นล้าน การแทรกแซงรับซื้อผลผลิตอีกหลายอย่าง ทั้งมันสำปะหลัง, ยางพารา ฯลฯ และที่เสียหายมโหฬารใหญ่โตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ โครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกว่า เป็นอภิมหาโครงการผลาญชาติเลยทีเดียว เพราะเสียหายไปหลายแสนล้านบาท

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ประเมินว่า จนถึงล่าสุดในขณะนี้ ผลขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวมีโอกาสเพิ่มเป็น 6.2 แสนล้านบาทจากเดิมที่ประเมินไว้ถึงสิ้นปี 2559 เสียหาย 5.8 แสนล้าน ส่วนนายสุวิชาญ โรจนวานิช ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า รัฐบาลได้ทยอยชำระหนี้โครงการจำนำข้าวคืน ธ.ก.ส.จนถึง ณ สิ้นปี 2559 (สิ้นก.ย.2559) ยังเหลืออีก 386,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยตั้งงบประมาณแผ่นดินมาใช้หนี้ดังกล่าวหมดภายในอีก 15 ปี

ถ้างบประมาณแผ่นดินที่จะนำไปช่วยเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ไม่ถูกเบียดบังไปกับการทุจริตโกงกินมโหฬารอย่างที่เป็นมาและยังคงเป็นอยู่ เชื่อได้ว่า คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยจะต้องดีขึ้น ไม่ต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ยากลำบากอย่างที่เป็นอยู่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : คันไถ…พืชมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269419

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

สัปดาห์นี้มีวันสำคัญเป็นวันหยุดราชการเพิ่ม 2 วันคือ พุธที่ 10 วันวิสาขบูชาและศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม วันพืชมงคล
ล้วนแต่เป็นวันอันเป็นสิริมงคลต่อชีวิตของคนไทยและพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ยิ่งวันพืชมงคลที่จะมีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกรของชาติ ตลอดจนเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

และในปี 2560 นี้ ยังเป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีแรกแห่งรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรด้วย

ทั้งนี้ หมายกำหนดการพระราชพิธีที่ประกาศออกมาแล้วนั้น จะเริ่มตั้งแต่บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะเสด็จฯยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในพิธีสวดมนต์ โดยจะถวายนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตและพระพุทธรูปสำคัญอื่นๆ ทรงอธิษฐานเพื่อความสมบูรณ์แห่งพืชผลของราชอาณาจักรไทย จากนั้นเช้าวันพืชมงคล ศุกร์ 12 พฤษภาคม จะเสด็จฯไปยังพลับพลาท้องสนามหลวง ในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

พระราชพิธีปีนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งยังคงเป็นนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ทำหน้าที่พระยาแรกนาตามเดิม มีเทพีคู่หาบทองได้แก่ น.ส.นันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรกับน.ส.ฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน กับน.ส.พรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนาได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เช่น พระยาแรกนา,เทพี,พระโค เป็นต้น ล้วนมีการบอกกล่าวความเป็นมากันเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่ใช้ประกอบพระราชพิธีฯที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงกันนัก นั่นคือ“คันไถ”…ผมเห็นว่า น่าสนใจดี จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ

ท่านรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-ประสงค์ ประไพตระกูล บอกว่า คันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมาตั้งแต่ปี 2539 รวมกว่า 20 ปีแล้ว ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ ชุดคันไถประกอบด้วย

1) คันไถ ขนาดความสูงวัดจากพื้นถึงเศียรนาค 2.26 เมตร และยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร สีแดงชาดตลอดคันไถ ที่หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ

2) แอกเทียมพระโคยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาค หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม

3) ฐานรอง เป็นที่สำหรับตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็งทาสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองทั้งด้านหัวไถและปลายไถ

4) ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับด้านบนเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ ธงสามชายมีรักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร

คันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นของสูง ที่ต้องมีความพิถีพิถันในการเตรียมการ ในทุกปีก่อนงานพระราชพิธีฯ กรมส่งเสริมการเกษตรจะผู้รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อย ทำความสะอาด และตกแต่งให้งดงามและถูกต้องตามแบบแผน…

ปิดท้ายตรงนี้ สำหรับวันพืชมงคล ขอให้พี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนโชคดีมีความสุขครับ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ตลาด อตก….เพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268270

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

ประเทศไทยของเรามีของดีอยู่เยอะมากๆ ที่ชาวต่างประเทศมองเห็นและชื่นชม กระทั่งทำให้เมืองไทยกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ มุ่งที่จะเดินทางเข้ามาเยือนเป็นลำดับต้นๆ ของโลก

หนึ่งในของดีเลื่องชื่อของเมืองไทยก็คือ อาหารการกิน ที่นับว่าสุดยอดในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ ที่มีอาหารขึ้นชื่อติดทำเนียบความอร่อยเป็นอันดับ 1 หรืออันดับต้นๆของโลกอยู่หลายเมนู เช่น ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงมัสมั่น และส้มตำ เป็นต้น นอกจากความอร่อย ก็ยังมีประโยชน์ในด้านโภชนาการ หลายเมนูเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี อีกทั้งวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่ผลิตได้ในไทยเองก็มีคุณภาพยอดเยี่ยม ขณะที่การหาทานอาหารก็สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นภัตตาคารระดับหรูเลิศ จนถึงร้านอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ด ด้วยราคาหลายระดับให้เลือก ที่ถือว่าคุ้มค่า ไม่แพง

จึงไม่แปลกที่ผลสำรวจของสำนักข่าวระดับโลกอย่าง “ซีเอ็นเอ็น” จึงยกย่องให้กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 เมืองที่มี“สตรีทฟู้ด”ดีที่สุดในโลกถึง 2 ปีซ้อนในปีที่แล้ว 2559 และปีนี้ 2560 สร้างความปลื้มใจให้กับนายกฯบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา จนออกปากชื่นชมมาแล้ว

ขณะที่ล่าสุดกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายกฯลุงตู่ก็ได้ปลื้มอีกหน เมื่อสำนักข่าว“ซีเอ็นเอ็น”เจ้าเก่า ได้จัดอันดับตลาดสดทั่วโลก แล้วยกย่องให้ ตลาดสด อ.ต.ก.ของไทยที่ตั้งอยู่บริเวณสวนจตุจักร ติด 1 ใน 10 ของตลาดสดที่ดีที่สุดในโลก ร่วมกับตลาดสดชื่อดังในหลายประเทศสำคัญๆ

10 ตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับครั้งนี้ประกอบด้วยตลาดลา โบเกเรียเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน,ตลาดปลา “สึกิจิ” กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น, ตลาดยูเนี่ยนสแควร์ ฟาร์เมอร์ นิวยอร์ก สหรัฐฯ, ตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพฯของไทย, ตลาดเซนต์ ลอว์เรนซ์ เมืองโตรอนโต แคนาดา, ตลาดโบโรห์ กรุงลอนดอน อังกฤษ,ตลาดครีตา อาเยอร์ สิงคโปร์,ตลาดแลงแคสเตอร์ เซ็นทรัล เมืองแลงแคสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ,ตลาดโพรวองกาล เมืองอองตีบส์ ฝรั่งเศสและตลาดเกาลูน ซิตี้ ฮ่องกง

ทั้งนี้ ตลาดสด อ.ต.ก.เป็นที่รู้จักดีจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้รับการจัดอันดับ เพราะเป็นตลาดค้าขายสินค้าจากชาวบ้านและเกษตรกรจริงๆ มีให้เลือกหลากหลายและสดใหม่ ไม่ใช่ซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้า ตั้งอยู่ใกล้สวนจตุจักรสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวขาช็อป ที่นอกจากจะมาซื้ออาหารสด อาหารสำเร็จรูปแล้วยังสามารถเดินไปซื้อของที่ระลึก ของแต่งบ้านต่อได้ โดยตลาดอ.ต.ก.มีทั้งผักและผลไม้หลายหลากชนิดที่เป็นของไทยเองและนำเข้าจากเพื่อนบ้านทั่วเอเชีย นอกจากนี้ยังมีเครื่องแกงที่น่าสนใจเยอะ มีอาหารไทยรสอร่อยมากมายทั้งมีจุดเด่นเรื่องความสะอาด ติดไฟสว่าง ทำให้เลือกซื้ออาหารทะเล ขนมและกับข้าวได้สะดวกยิ่งขึ้น

ก็ขอบันทึกไว้ตรงนี้ เพื่อร่วมชื่นชมด้วยกับตลาดสด อ.ต.ก.ในการดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีคุณกมลวิศว์  แก้วแฝก เป็นผู้อำนวยการ อ.ต.ก.อยู่ การที่ตลาดสดอ.ต.ก.ได้รับเลือกเป็น1 ใน 10 ตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกนี้ ต้องยอมรับว่า ช่วยเรื่องภาพลักษณ์อ.ต.ก.อยู่ไม่น้อยเพราะที่ผ่านมา อ.ต.ก.มีปัญหาที่ทำให้สังคมมองใน “ภาพลบ” อยู่มากทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวพันกับปัญหา “โครงการจำนำข้าว” แต่ผมคงไม่ขอเขียนถึงในที่นี้ก็แล้วกัน

คุณกมลวิศว์เคยเป็นกรรมการ อ.ต.ก.ตลอดจนเคยรักษาการผู้อำนวยการ อ.ต.ก.มาก่อน แต่เพิ่งจะมารับหน้าที่ผู้อำนวยการอ.ต.ก.เต็มตัวเมื่อไม่นานมานี้ โดยให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายที่เข้ามาทำหน้าที่เต็มตัวว่า ต้องการแก้ไขปัญหาที่ อ.ต.ก.ขาดทุนต่อเนื่องอยู่เป็น 100 ล้าน ทั้งต้องการให้อ.ต.ก.เป็นตลาดที่ตอบสนอง เป็นช่องทางช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้จริง ซึ่งต้องปฏิรูปการบริหาร จึงเสนอ บอร์ด อ.ต.ก. ขอปรับรูปแบบการบริหาร จากเดิมที่การทำงานให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐ 70% ด้านธุรกิจ 30% มาเป็นนโยบายรัฐ 40% และด้านธุรกิจ 60% เพื่อให้ อ.ต.ก.สามารถสร้างรายได้มากขึ้น มั่นใจว่า หลังปรับแผนธุรกิจ ในอนาคตจะผลักดัน อ.ต.ก.ให้เป็นผู้นำด้านตลาดในอาเซียน

โดยภายในปีนี้ จะเปิดพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.ให้เกษตรกรมากขึ้น จากพื้นที่ตลาดอ.ต.ก. 6,000 ตร.ม.ได้จัดสรร 700 ตร.ม.ให้เกษตรกรตัวจริงจากทั่วประเทศที่จะมีการคัดเลือกกันเอง มาจำหน่ายสลับหมุนเวียนกันรวมทั้งยังเตรียมขยายตลาดมินิ อ.ต.ก.ในจังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา ตรัง กำหนดเปิดให้ได้ในปี้นี้อีก 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายเช่นกัน

ก็ต้องถือเป็นแนวทางที่ดียิ่ง เพื่อให้ตลาดสด อ.ต.ก. ยังประโยชน์ให้“เกษตรกรตัวจริง”มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นแหล่งค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง ที่ได้ดีด้วยการคัดสินค้าพืชผักผลไม้คุณภาพดีๆจากเกษตรกรมาขายต่อราคาแพง ทำกำไรสูงๆอย่างทุกวันนี้…ฉะนั้นรอดูกันต่อไปครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ต่อยอดภูมิปัญญาพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267145

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

เมื่อวันจันทร์ 24 เมษายนที่ผ่านมา ทีมงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำโดย“คุณแหน”ผาณิต พูนศิริวงศ์ และคุณผรณเดช พูนศิริวงศ์ ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศล ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

“คุณแหน”ประธานที่ปรึกษาบริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่แนวหน้ามีโอกาสร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบรมศพฯในครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นตามพระราชดำรัสพระองค์ ในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนโดยมุ่งเน้นส่งเสริมคนดีและจะไม่ยอมให้คนไม่ดีได้ปกครองประเทศ ทั้งได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารงาน ปลูกฝังจิตสำนึกพนักงานให้รู้จักประหยัดทั้งในชีวิตประจำวันและการใช้อุปกรณ์สำนักงานเท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อให้องค์กรโดยรวมอยู่ได้

ครับ…ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมงานหนังสือพิมพ์”แนวหน้า” ผมเองก็ร่วมรู้สึกภาคภูมิใจด้วย และยืนยันยึดมั่นตามนโยบายในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะการนำเอาแนวทางพระราชดำรัสทั้งหลายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มานำเสนอ

ในการที่คณะหนังสือพิมพ์“แนวหน้า” ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมฯครั้งนี้ ก็ได้รับของที่ระลึกทรงคุณค่ากลับมาคนละ 1 เล่มเป็นสิ่งพิมพ์เล็กๆ จัดทำโดยสำนักพระราชวังชื่อ “หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” ซึ่งประมวลจากคำบรรยายของ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในการสัมมนา “องค์การที่มีคุณธรรม จริยธรรมและธรรมมาภิบาล”

สิ่งพิมพ์นี้ระบุว่า “สำหรับข้าราชสำนักพึงน้อมรับใส่เกล้าฯเป็นแนวทางปฏิบัติ” แต่ผมคิดว่าในส่วนประชาชนผู้จงรักภักดีที่มุ่งมั่นจะเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ในการสร้างความดีงามให้เกิดกับชีวิตตัวเองและสังคมไทยส่วนรวม ก็สมควร “น้อมรับใส่เกล้าฯ เป็นแนวทางปฏิบัติ” เช่นเดียวกัน

ภายใต้เนื้อที่คอลัมน์อันจำกัด ขอสรุป “หลักการทรงงานฯ” จากสิ่งพิมพ์นี้ ดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2.ระเบิดจากภายใน 3.แก้ปัญหาเริ่มที่จุดเล็ก 4.ทำตามลำดับขั้น 5.คำนึงถึงภูมิสังคม 6.มีวิธีคิดแบบองค์รวม 7.ไม่ติดตำรา 8.ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด 9.ทำให้ง่าย 10.การมีส่วนร่วม 11.ยึดประโยชน์ส่วนรวม 12.บริการที่จุดเดียว 13.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 14.ใช้อธรรมปราบอธรรม 15.ปลูกป่าในใจคน 16.ขาดทุนคือกำไร 17.การพึ่งตนเอง 18.พออยู่พอกิน 19.เศรษฐกิจพอเพียง 20.ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน 21.ทำงานอย่างมีความสุข 22.ความเพียร และ 23.รู้-รัก-สามัคคี

ครับ…หลายๆข้อมีความชัดเจนในตัวเอง ขณะที่หลายข้ออาจต้องใช้คำอธิบายเป็นตัวช่วยบ้าง แต่ผมคงไม่หยิบคำอธิบายมาเขียนตรงนี้ เพราะคิดว่าผู้ที่สนใจ น่าจะสามารถค้นหาคำอธิบายได้ไม่ยากจากโลกออนไลน์ซึ่งถือเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด
ในโลกให้เราสืบค้นสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ ส่วนเนื้อที่คอลัมน์อันจำกัดนี้ ผมยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่เดิมตั้งใจเขียนถึงข้อเขียนเรื่อง “ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่” ซึ่ง พศินอินทรวงค์แปลและเรียบเรียงจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC

ที่จริงข้อเขียนนี้แชร์กันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังแชร์กันต่อมาเรื่อยๆ ผมเคยได้รับมาก่อนแล้ว บังเอิญช่วงที่“แนวหน้า”กำลังร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมฯครั้งนี้ ก็ได้รับการแชร์มาอีก เลยตั้งใจเอามาเขียนให้สอดคล้องกันไป

“ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่” นี้มีทั้งหมด 10 ข้อ แต่เนื้อที่ผมไม่พอแล้ว จึงขอยกมาเฉพาะข้อ 6 ที่เกี่ยวข้องกับวงการเกษตร ดังนี้

“สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย”

“วันนี้พ่อไม่อยู่” แต่พวกเรา โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะในวงการเกษตร,วงการพัฒนา ต้องช่วยกันสานต่อและต่อยอดภูมิปัญญาของพ่อ เพื่อประโยชน์สุขของไทยทั้งมวลต่อไป

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : เปลี่ยนปลัดฯ!-ควรปรับทีมด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265955

วันพุธ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
449007

กลับสู่การทำงานปกติอีกครั้ง หลังหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์หลายวัน โดยเฉพาะข้าราชการซึ่งปีนี้เฉพาะที่ราชการให้หยุดก็ยาวถึง 5 วัน 13 ถึง 17 เมษายนแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยใช้สิทธิ์ “ลากิจ” หรือ“ลาพักร้อน”ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ในวันจันทร์ที่ 10 ถึงพุธ 12 เมษายน เพื่อหยุดต่อเนื่องรวมกันเป็น 10วันก็ยังมี

ดังนั้น เมื่อได้หยุดยาวกันอย่างสมใจแล้ว พอกลับมาทำงานในหน้าที่อีกครั้ง ก็ขอให้ทำงานกันเต็มที่ อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดประโยชน์สุขกับประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน ให้คุ้มเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนด้วย โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องเกษตรกรคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ

แค่เริ่มต้นทำงานหลังปีใหม่ไทย ก็พลันมีกระแสข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯกระเพื่อมขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะตัวปลัดกระทรวงฯ-นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ซึ่งโดนร่ำลือเรื่องที่จะถูกเด้งมาหลายหน ก็ยังเหนียว รอดมาได้ตลอด…แต่ครั้งนี้ดูเหมือนข่าวคราวจะจริงจังกว่าทุกครั้ง ทั้งระบุช่วงเวลาหลังพฤษภาคมจะปรับเปลี่ยนแน่ แถมมีกระแสข่าวว่า บิ๊กฉัตร-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้ขอหารือบิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่ง คสช.แล้วด้วย

จริงไม่จริง คงได้เห็นกันอีกไม่นานเกินรอ…

ซึ่งว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ถึงนายธีรภัทรยังนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงฯอยู่ ก็แทบไม่มีความหมายอะไร ด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่“ข้างล่าง”อย่างอธิบดีกรมต่างๆโดยเฉพาะอธิบดีระดับเก๋าส์ๆ ต่างก็มองไม่เห็นหัว ส่วน“ข้างบน”อย่างรมว.เกษตรฯก็ไม่ไว้วางใจ ที่จะใช้งานอะไร

บิ๊กฉัตรขนาดเคยพูดกับบรรดาอธิบดีว่า ถ้ามีปัญหาอะไร ขอให้บอกตรงมาที่ตัวรัฐมนตรีได้เลย…พูดแบบนี้ ถ้ามองแบบ “โลกสวย” คงคิดว่า รัฐมนตรีต้องการให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรค แต่ในความเป็นจริง ย่อมตีความได้ว่า นี่เท่ากับไม่ให้ราคาตัวปลัดฯธีรภัทรหรือ?

การไม่เป็นที่“ยอมรับ”ทั้งจาก“ข้างบน”และ“ข้างล่าง”นี่เอง จึงเม้าท์กันว่า ปลัดฯธีรภัทร จะ Happy มากเลย ถ้าวันพุธไหน มีหมายที่ใครเชิญไปเปิดป้ายหรือเปิดงานนอกกระทรวง เพราะจะได้ไม่ต้องนั่งเซ็งอยู่ในการประชุมระดับผู้บริหารของกระทรวง ที่ไม่มีใครเห็นหัว

ถ้าจะเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงฯ ก็ต้องเก็งกันถึงคนใหม่ที่มาแทน ซึ่งยังคงเป็น 2 แคนดิเดตเดิม คนแรก รองปลัดฯเลิศวิโรจน์
โกวัฒนะ อีกคนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-สมชาย ชาญณรงค์กุล

แม้สมชายจะเจนจัดโชกโชนในยุทธจักรกระทรวงเกษตรฯ แถมมีคอนเน็กชั่นซี้ปึ้กกับกลุ่มการเมือง “เนวิน ชิดชอบ” แต่งานนี้
รองปลัดฯเลิศวิโรจน์กลับ “แรงไม่ตก” ในการเป็นตัวเก็งมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเพราะการที่มีดีกรีเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน
ซึ่งเรื่อง “ยุทธศาสตร์น้ำ” เมกะโปรเจกท์ที่ต้องลงทุนเม็ดเงินมหาศาล เป็นเรื่องใหญ่มากที่รัฐบาล คสช.และบิ๊กฉัตรใส่ใจยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานกระทรวงเกษตรฯที่ยังไม่สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับของสังคมได้นั้น ถ้าจะโทษปลัดกระทรวงฯคนเดียว ยกเป็นเหตุผลปรับเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกทั้งหมด

ในแวดวงกระทรวงเกษตรฯถึงทุกวันนี้ก็ยังมองกันว่าทีมงานบิ๊กฉัตรเอง โดยเฉพาะบรรดาที่ปรึกษารัฐมนตรีซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจงานกระทรวงเกษตรฯที่ดีพอ นอกจากไม่สามารถช่วยผลักดันงานได้ ยังมีบางเรื่องที่ก่อปัญหาเสียเอง จนเกิดข้อครหาไม่น้อย

แม้กระทั่งน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่มาเป็นรมช.เกษตรฯคนใหม่หลายเดือนแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้งานกระทรวงดีขึ้นเลย แถมถูกเม้าท์ไม่น้อย เช่นว่า ที่ได้เก้าอี้รมช.นี้ น่าจะเป็นบำเหน็จที่ยอมเซ็นก่อนจะเกษียณ เรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านจาก “บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล” 2 อดีตรมต.พาณิชย์กับพวก 6 คนในคดีทุจริต “จีทูจีข้าว” และพอเข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯก็ยังสำคัญผิดในบทบาท มุ่งแต่เรื่องข้าวโดยไปปักหลักอยู่ที่กรมการข้าว ด้วยคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องแก้ปัญหาข้าวได้ทั้งหมด ทั้งที่กรมการข้าวเป็นแค่“ติ่งหนึ่ง”ของการดูแลเรื่องข้าวร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น เล่นเอาอธิบดีกรมข้าว-อนันต์ สุวรรณรัตน์ เครียดจัด จนลือว่า ลาไปบวชที่อินเดียอยู่หลายวันทีเดียว

ฉะนั้น จะให้งานกระทรวงเกษตรฯที่เหลือเวลาในรัฐบาล คสช.อีกปีกว่าดีขึ้นกว่านี้ การปรับคนในเหมาะสม…ควรดูทั้งหมดนี้ด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ความหวังกับรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264938

วันพุธ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์-ปีใหม่ไทย ช่วงเวลาแห่งความสุข การกลับสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ครอบครัวจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากลูกหลานต้องดิ้นรนไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง ห่างไกลกันแรมปี ช่วงนี้จะได้คืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนกันอีกครั้ง…เบื้องต้นก่อนที่จะเข้าเรื่องที่ต้องการจะเขียนถึง ผมจึงขออนุญาตอวยพรผู้อ่านทุกๆท่านและพี่น้องประชาชนไทยของเรา เดินทางไปและกลับช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยความปลอดภัย และขอให้มีความสุขกับญาติมิตรในถิ่นเกิดอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะกลับมาทำงาน สู้ชีวิตกันต่อไปอย่างมีพลังเต็มเปี่ยม

ที่นี้ มาเข้าเรื่องกัน………..

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว หลังงานพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในวันจักรี 6 เมษายนที่ผ่านมา นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของราชอาณาจักรไทยที่เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศว่า จะนำไปสู่การทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ทั้งด้านการเมืองการปกครอง ไปจนถึงเศรษฐกิจและสังคม

แค่ทันทีที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ก็ได้ส่งสัญญาณ“เชิงบวก”ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ดีขึ้นทันตา โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากบรรดาผู้นำภาคธุรกิจที่ออกมายืนยันเรื่องนี้ ด้วยเห็นว่า เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ทิศทางประเทศไทยก็จะมีความชัดเจนตามโรดแมปว่า จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ได้ภายในปลายปี 2561

ซึ่งความชัดเจนตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต่างๆ ต้องการ เพื่อจะได้ดำเนินการวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้องต่อไป

ใครที่สนใจเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้ สามารถหาอ่านทั้งฉบับได้ละเอียดจากเว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษา แต่ผมขอหยิบยกบางส่วนที่เกี่ยวข้องถึงพี่น้องเกษตรกรไทยมาเขียนถึงตรงนี้สักหน่อย

อย่างใน“หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ” มีมาตราที่ขอยกมาให้ดูกัน คือ

มาตรา ๗๒ รัฐพึงดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ำและพลังงาน ดังต่อไปนี้ (๑) วางแผน การใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (๒) จัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ (๓) จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (๔) จัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน รวมทั้งการประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น (๕) ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมทั้งพัฒนา และสนับสนุนให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

มาตรา ๗๓ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกิน โดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

ที่จริงเนื้อหา 2 มาตรานี้ไม่ได้พิเศษไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆที่เคยมีมา แต่ที่ผมอยากตอกย้ำตรงนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญทุกฉบับต่างก็บัญญัติไว้ในลักษณะนี้ เพียงแต่ที่ผ่านๆ มา เคยมีรัฐบาลใดบางไหม ที่แปรตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ ให้นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นมรรคผลได้จริงบ้าง

อีกประเด็นก็คือ แล้วจะมีวิธีใดบ้างไหม ที่จะควบคุมกำหนดให้รัฐบาลใดก็ตามที่จะมาทำหน้าที่ต่อจากนี้ ต้องทำให้ได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ฉบับนี้ ได้บัญญัติให้มีการกำหนด “ยุทธศาสตร์ชาติ” ทั้งบัญญัติให้รัฐบาลใดก็ตามจากนี้ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” ทั้งบัญญัติในมาตรา 162 ว่า “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ, แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจง แหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่”

นี่พอจะเป็นความหวังได้มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ หรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกแปรไปเป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยและพี่น้องเกษตรกรทั้งมวลต่อไป….ต้องดูกันต่อไป

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ภาษีที่ดินกับเกษตรกรเจ้าสัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263804

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

“กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่พยายามผลักดันกันมาหลายยุคสมัย แต่ก็ถูกขัดขวาง มีปัญหาขัดข้อง ไม่ได้เกิดเสียที มาถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา จากการรัฐประหาร ดูท่าว่าจะสามารถออกมาบังคับใช้ได้ค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว

โดยครม.มีมติเมื่อ 21 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินกับกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ จะส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา คงใช้เวลาราว 2-3 เดือน จากนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะให้เวลาเตรียมการ 1 ปี ดังนั้น คาดจะมีผลบังคับใช้จริงๆก็ประมาณ 1 ม.ค.2562

เนื้อหาหลักๆ ของกฎหมายภาษีที่ดินฯที่ได้ข้อสรุปแล้ว จะยกเครื่องจัดเก็บภาษีที่ดินตามการใช้ประโยชน์ แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ 1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อเกษตรกรรม คิดอัตราภาษีไม่เกิน 0.2%ของฐานภาษี 2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่พักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.5% 3.ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมหรืออื่นๆ นอกจากเกษตรกรรมและพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 2% และ4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า ไม่ได้ทำประโยชน์ อัตราภาษีไม่เกิน 5% โดยจะกำหนดอัตราภาษีทุก 3 ปี

ว่ากันตามหลักการที่สวยหรู ภาษีที่ดินลักษณะนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ช่วยให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินมากขึ้น และแน่นอนว่า ภาครัฐจะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อนำมาใช้พัฒนาบ้านเมืองโดยเฉพาะท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งคาดว่า จากเดิมที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่(อันล้าสมัย)ทั่วประเทศได้แค่ปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เมื่อเปลี่ยนมาใช้ภาษีที่ดินนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านบาทขึ้นไป

สำหรับชาวบ้านทั่วไป คนส่วนใหญ่มีบ้านพักราคาไม่แพง ก็ไม่เดือดร้อน เพราะจะเก็บภาษีเฉพาะบ้านหลังแรกที่ราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้าคนมีหลายบ้าน จะถูกเรียกเก็บภาษีบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป ไม่ว่าบ้านนั้นจะราคาเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนที่ดินเพื่อเกษตรกรรมคิดอัตราภาษีที่ต่ำสุด ไม่น่ามีผลกระทบต่อเกษตรกรนักและที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม ก็สามารถผลักภาระภาษีนี้บวกเป็นต้นทุนในราคาสินค้าหรือบริการได้อยู่แล้ว

ที่น่าสนใจก็คือที่ดินที่เจ้าของทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยที่เจ้าของเป็นคนรวยซื้อที่กักตุนไว้ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ปล่อยให้รกร้าง ก็โดนภาษีอ่วมส่วนหนึ่งก็จะขายที่ดินออกไปให้คนที่จะใช้ทำประโยชน์จริงๆ แต่ก็มี“เจ้าที่ดิน”แลนด์ลอร์ดอยู่ไม่น้อย ที่ยังต้องการเก็บที่ดินไว้ เพราะราคามีแต่ขึ้นไม่มีลง ก็ต้องหาทางลดภาระภาษี ซึ่งทางออกก็คือนำไปใช้เพื่อการเกษตร

ช่วงนี้จึงมีข่าวว่า เจ้าที่ดินรายใหญ่ทั้งตัวบุคคลหรือบริษัทนิติบุคคล เตรียมหนทางไว้แล้ว

ทั้งนี้จากผลศึกษาของกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นรัฐไร้พรมแดนทำการสำรวจและเก็บข้อมูลการถือครองที่ดินในประเทศไทย จากกรมที่ดินเมื่อปี 2558 พบว่า เศรษฐีที่ดินที่ถือครองเกิน 1 พันไร่ขึ้นไปทั่วประเทศที่ทั้งสิ้น 837 ราย โดย 10 อันดับแรกนั้น อันดับ 1 ตระกูล“สิริวัฒนาภักดี”เจ้าของเบียร์ช้างมีที่ดิน 630,000 ไร่,อันดับ 2 ตระกูล“เจียรวนนท์”ของเจ้าสัวซีพี-ธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่ต่ำกว่า 200,000 ไร่,อันดับ 3 บมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทำธุรกิจน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในภาคใต้ มี 44,400 ไร่,อันดับ 4 สำนักงานทรัพย์สินฯ 30,000 ไร่,อันดับ 5 บมจ.ไออาร์พีซี 17,000 ไร่,อันดับ 6 ตระกูล“มาลีนนท์” 10,000 ไร่,อันดับ 7 นพ.บุญ วนาสิน 10,000 ไร่, อันดับ 8 วิชัย พูลวรลักษณ์ 7,000 ไร่,อันดับ 9 ตระกูล“เตชะณรงค์” 5,000 ไร่และอันดับ 10 ตระกูล“จุฬางกูร” 5,000 ไร่

นายวิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ บ.ดับเบิลยู พร็อพเพอร์ตี้ หนึ่งใน“เจ้าที่ดิน”รายใหญ่ ระบุว่า ได้เตรียมรองรับภาษีที่ดินไว้เรียบร้อย โดยที่ดินส่วนที่มีศักยภาพ จะเร่งนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่ดินแปลงใหญ่มากที่มีอยู่ ก็จะไม่ตัดขายออกไป แต่จะบริหารจัดการให้มีภาระภาษีน้อยที่สุดนั่นคือ ต้องทำเป็นที่ดินการเกษตร ซึ่งมี 2 รูปแบบคือเจ้าของที่ดินเป็นเกษตรกรเองกับให้เช่าเพื่อทำเกษตร วิธีการคือต้องไปขึ้นทะเบียนที่ดินว่า มีวัตถุประสงค์ทำเกษตร โดยแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นต้นสังกัดแปลงที่ดินตั้งอยู่ และต้องทำสัญญาเช่ากับเกษตรกรให้ชัดเจน เป็นหลักฐานยืนยันกับท้องถิ่น จังหวัด รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถ้าไม่อยากเสียภาษีแพงแล้วใช้วิธีแค่ปลูกผลไม้ดอกไม้ทิ้งไว้ในที่ดิน โดยไม่ไปลงทะเบียนไว้อีกหน่อยก็จะต้องโดนภาษีแพงอยู่ดี

ว่าตามนี้แล้ว ผลจากกฎหมายภาษีที่ดิน คงจะมี“เกษตรกรเจ้าสัว”เกิดขึ้นหลายราย และยังจะทำให้ภาคการเกษตรมีอะไรใหม่ๆ ตามมาอีก
แค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เร่งแก้เหลื่อมล้ำตั้งแต่เด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/262647

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

สัปดาห์ที่แล้ว สศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรโดยท่านเลขาธิการ-จริยา สุทธิไชยา ได้แถลงข่าวดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ปรากฏว่า รายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งคาดว่า รายได้เกษตรกรเดือนมีนาคมนี้ ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อ นับเป็นข่าวที่น่ายินดี

ลองดูรายละเอียดสักนิด…ภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตร ก.พ.2560 เพิ่มขึ้น 12.72% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ก.พ. 2559) แต่เทียบกับ ม.ค.2560 ดัชนีราคาลดลงเล็กน้อย 0.39% โดยสินค้าที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน,กุ้งขาวแวนนาไม, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนที่ราคาลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง,สับปะรดโรงงาน,หอมแดง ทั้งคาดว่าเดือนมี.ค.นี้ ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับมี.ค. 2559 ซึ่งสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นได้แก่ ยางพารา,อ้อย,กุ้งขาวแวนนาไม และปาล์มน้ำมัน

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ก.พ.2560 เพิ่มขึ้น 8.16% เมื่อเทียบกับก.พ.ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ผลผลิตเพิ่มได้แก่ ปาล์มน้ำมัน,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา แต่เมื่อเทียบกับม.ค.2560 ดัชนีผลผลิตฯลดลงเล็กน้อย 0.72% อย่างไรก็ตามคาดว่า เดือนมี.ค.นี้ ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับมี.ค.2559 ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร หอมแดง และกุ้งขาวแวนนาไม

เมื่อทั้งราคาและผลผลิตต่างเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนก.พ.2560 จึงเพิ่มขึ้นจากก.พ.2559 มากถึง 21.91% ทั้งคาดว่าเดือนมี.ค.2560 รายได้เกษตรกรยังคงขยายตัวขึ้นเมื่อเทียบกับมี.ค.2559 เป็นผลจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคายังปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนถึงกำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การที่เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อสูงขึ้น แน่นอน ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ตัวเลขที่ดีขึ้น 1-2 เดือน ยังไม่เพียงพอ ต้องพยายามดูแลเดือนต่อๆให้ดีขึ้นหรือทรงตัว ให้ได้ตลอดทั้งปี อย่าได้ทรุดลงไปมากๆอีก ถ้าทำได้ ปีนี้ก็น่าจะเห็นภาพพี่น้องเกษตรกรยิ้มได้สดใสยิ่งขึ้น และเศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นดียิ่งขึ้นตามไปด้วย

และการที่เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ยังจะช่วยลดปัญหาของประเทศในทุกๆด้านโดยเฉพาะปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นต้นตอให้เกิด “วิกฤติ” ชาติมาโดยตลอด

ผมเองหลังจากได้รับฟัง ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาฯมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริไปพูดเรื่อง“สื่อมวลชนกับการสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ ๙” ในงานวันนักข่าวที่ผ่านมา ผมก็ตั้งใจว่า จะพยายามทำหน้าที่สื่อสะท้อนปัญหา“ความเหลื่อมล้ำ” ในทุกวาระที่มีโอกาสเพื่อกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนัก นำไปสู่การร่วมกันแก้ไขต่อไป เฉกเช่นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทุ่มเทดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อแก้ไขปัญหานี้ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์

เลยขอถือโอกาสนี้นำข้อมูลที่องค์การยูนิเซฟและสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยล่าสุด ที่เพิ่งแถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยได้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและสตรีด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ,พัฒนาการ,การศึกษา และการคุ้มครองเด็ก จากกว่า 28,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ ระหว่างพ.ย.2558 ถึงมี.ค.2559 พอสรุปได้ว่า แม้หลายๆด้านจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่เมื่อดูในรายละเอียด ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็น“ความเหลื่อมล้ำ” ที่น่ากังวล ชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชนบท,ในครอบครัวยากจน และเด็กที่พ่อแม่ขาดการศึกษา ยังล้าหลังทั้งด้านสุขภาพ,การศึกษา และพัฒนาการโดยรวม เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มอื่นๆ

เช่น ผลสำรวจชี้ว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีในไทยราว 1 ใน 10 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อัตรานี้สูงขึ้นในเด็กที่แม่ไม่มีการศึกษา เด็กในครัวเรือนยากจนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นสูงกว่าเด็กกลุ่มอื่น นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีหรือราว 3 ล้านคนไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่ ทั้งๆที่พ่อ-แม่ยังมีชีวิตอยู่ สูงสุดอยู่ในภาคอีสานและกลุ่มเด็กจากครัวเรือนยากจนมาก ชี้ให้เห็นว่า เด็กในชนบทและครอบครัวยากจน ต้องเผชิญเส้นทางชีวิตยากลำบากที่สุดในการเติบโตขึ้นมา

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงของเด็กกลุ่มต่างๆ ขึ้นอยู่กับพื้นที่อาศัย,ชาติพันธุ์,รายได้ครอบครัวและระดับการศึกษาของแม่ ความไม่เท่าเทียมนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน

ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เด็ก โตไปก็ยิ่งเหลื่อมล้ำ จึงต้องช่วยกันแก้ไขตั้งแต่เด็กๆ นี่แหละครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เลือกคน-สร้างทีมทำงานได้ดีหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261481

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

พุธ 22 มีนาคมนี้ เป็นวันครบรอบ 37 ปีหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” ที่จะก้าวต่อไปสู่ปีที่ 38 อย่าง “มั่นคง ตรงไป ตรงมา”ตามเจตจำนงที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด เป็นสื่อกลางนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่างๆอย่างลึกซึ้งรอบด้าน ให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทันสถานการณ์ ทั้งนำเสนอข้อคิดความเห็นที่เปี่ยมสาระคุณค่า ช่วยเปิดโลกทัศน์และความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่สำคัญก็จะเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนเพื่อประโยชน์สุขของสังคมไทยโดยส่วนรวม

ผมเองในฐานะส่วนหนึ่งของทีมงาน“แนวหน้า” ขอยืนยัน ยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ตามเจตจำนงนี้ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในขอบเขตความรับผิดชอบที่ดูแลข่าวสารด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอยู่ ขอเป็นสื่อกลางที่ตรงไปตรงมาระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้ได้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็น ตลอดจนการเป็นปากเสียงให้ในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเต็มที

ขอให้ติดตามการทำงานของ“แนวหน้า”กันต่อไป เป็นแฟนผู้อ่านกันตลอดไปนะครับ

……………………………

มาว่ากันต่อ ด้วยเรื่องราวในกระทรวงเกษตรฯ สัปดาห์ที่ผ่านมาท่านปลัดฯธีรภัทร ประยูรสิทธิ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งรองอธิบดีใหม่ 11 ตำแหน่ง 10 กรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่รอกันมานาน

ใครเป็นใครบ้าง มาดูกันสักนิด….11 รองอธิบดีใหม่ประกอบด้วย นายสำราญ สาราบรรณ์ จากผอ.สำนักส่งเสริมและสินค้าเกษตร ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร, นายทศพร ศรีศักดิ์ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมปศุสัตว์, นายเชิดชัย พรหมแก้ว ผอ.กองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นายประยูร อินสกุล ผอ.สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นายชำนาญ พงษ์ศรีผอ.กองประมงต่างประเทศ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมประมง, นายอุทัย นพคุณวงศ์ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่1 จ.เชียงใหม่ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ ผอ.ศูนย์ประเมินผล ขึ้นเป็นรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,นางสาววิภา เจริญศิริสุนทร ผอ.สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 9 ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์,นางสาวมาลินี สุทธิรัตน์ ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารสำนักปลัดกระทรวง ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร,นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผอ.กองแผนงาน กรมชลประทาน ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมชลฯ และนางวรรณนภา บุญสุข ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เป็นรองเลขาธิการฯส.ป.ก.

แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างเล็กๆน้อยๆทำนองว่า บางคนที่ได้ขึ้นหนนี้ ก็ยังมี“เด็กเส้น” ในเครือข่ายอำนาจเก่าซึ่งฝั่งรากลึกครอบงำกระทรวงเกษตรฯมายาวนาน เป็นเครื่องสะท้อนว่า “ระบอบหลงจู๊” เดิมยังมีอิทธิพลเหลืออยู่ไม่น้อย…แต่ก็ช่างเถอะ ทุกท่านเมื่อขึ้นมามีตำแหน่งระดับนี้แล้ว ขอให้ทำงานกันอย่างเต็มที่ สร้างผลงานให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวท่านเองในภายหน้า ยังไงก็ขอเอาใจช่วยและร่วมแสดงความยินดีไว้เป็นเบื้องต้นก่อน

อีกเรื่องที่ขอเขียนถึงสักหน่อย…สัปดาห์ก่อนเช่นกัน รมว.เกษตรฯ-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะได้ไปลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์แพร่ระบาดหนอนหัวดำในมะพร้าวที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ที่สื่อสนใจนำมารายงานกันเป็นประเด็นหลัก ไม่ใช่เรื่องผลตรวจงาน กลับกลายเป็นเรื่องที่ท่านไปบ่นเหนื่อยหน่ายไม่อยากเป็นรัฐมนตรีแล้ว ในที่ประชุมที่ศาลากลางจังหวัด ถึงขนาดบอกว่า
“ต่อไปถ้าใครเอาเงิน 100 ล้านบาทมาจ้างเป็นรัฐมนตรี..คงไม่เอาอีก”เพราะปัญหาเยอะมาก กระทรวงเกษตรฯตั้งมากว่า 100 ปี
เมื่อเกิดปัญหา มีการกำหนดแผนงาน แต่ก็ไม่ทำตามแผน หรือเป็นแผนที่ล้าหลังกว่าปัญหา จนตนต้องทะเลาะกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ยอมรับว่าหงุดหงิดและเหนื่อยมาก

ถือเป็นอีกครั้งที่“บิ๊กฉัตร”บ่นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เห็นใจท่าน แต่ก็อยากบอกว่า “อุปสรรคเป็นเครื่องวัดฝีมือ” กระทรวงเกษตรฯต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ เป็นงานใหญ่และหนักมาก มิใช่แค่สั่งการแล้วจะได้ดั่งใจ ไม่ใช่รัฐมนตรีคนเดียวจะทำงานได้ ต้องรู้จักใช้คนให้เหมาะสมกับงาน สร้างเป็นทีมที่ดี จึงจะผลักดันงานไปได้สวย

จนบัดนี้ท่านทำงานมาครบปีแล้ว ก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า เลือกคนมาสร้างทีมงานได้ดีหรือยัง? ไม่งั้น ก็ต้องมานั่งบ่นแบบนี้ซ้ำซากอีกนั่นแหละ

สาโรช บุญแสง