กรมข้าวชวนชาวนากทม.ทำBCGโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732973

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายอภิชาติ เนินพลับ ผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าว น.ส.กิตติมา รักโสภา รักษาราชการ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรคของพี่น้องเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ลาดกระบัง กทม.พร้อมกับพบปะหารือกับนายยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด (กทม.) และสมาชิก5 ศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนลำกระดาน ศูนย์ข้าวชุมชนลำมดตะนอยสร้างสรรค์ ศูนย์ข้าวชุมชนลำผักชีก้าวหน้า ศูนย์ข้าวชุมชนคลองสิบและศูนย์ข้าวชุมชนแขวงขุมทอง

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้พบปะหารือกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนและพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาอุปสรรคของพี่น้องเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน และเชิญชวนให้หันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model ซึ่งเป็นการปลูกข้าวปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแนะให้ใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายตอซังฟางข้าว ลดการเผาที่อาจเป็นปัญหาเรื่องหมอกควัน รวมถึงจุลินทรีย์ช่วยลดการใช้สารเคมี ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ยังนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนา

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้เยี่ยมศูนย์ข้าวชุมชนแขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง ซึ่งมีนายประเมิน สวนสมุทร ประธานศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้การต้อนรับ โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 20 ราย พื้นที่ 200 ไร่ปลูกข้าวพันธุ์ กข41 และพิษณุโลก 2 และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)

รองปลัดฯร่วมวงถก จับมือไทย-เยอรมัน รับการเปลี่ยนแปลง ด้านสภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732975

รองปลัดฯร่วมวงถก  จับมือไทย-เยอรมัน  รับการเปลี่ยนแปลง  ด้านสภาพภูมิอากาศ

รองปลัดฯร่วมวงถก จับมือไทย-เยอรมัน รับการเปลี่ยนแปลง ด้านสภาพภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการวางแผนดำเนินโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility,and Climate : TGC-EMC) พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางแผนการดำเนินการโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility, and Climate : TGC-EMC) ภาคส่วนพลังงานชีวมวล พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC-EMC) ภาคส่วนพลังงานชีวมวล ร่วมกับหน่วยงานภาคี ในการส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางเกษตรไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกของไทยและลดปัญหาการเผาในที่โล่ง ซึ่งโครงการ TGC-EMC เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเยอรมัน ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ พลังงานชีวมวล พลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรม การขนส่งและการเงิน สำหรับภาคส่วนพลังงานชีวมวล โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร เป็นหน่วยประสานหลัก ร่วมกับภาคส่วนอื่นของโครงการ ตลอดจนเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีของภาคส่วนชีวมวล ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

เกษตรฯร่วมประชุมอสป. พิจารณา6ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการองค์การสะพานปลา (อสป.) ครั้งที่ 3/2566 ในฐานะกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยมีนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ เป็นประธานการประชุมฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ทบทวนโครงการตามแผนวิสาหกิจองค์การสะพานปลา พ.ศ. 2566 – 2570 และ FMO Biz Agenda, 2.แผนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและบันทึกข้อตกลงประเมินผลการดำเนินงานขององค์การสะพานปลา ประจำปี 2566 ไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2, 3.แผนปฏิบัติการส่งเสริมค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566, 4.ขอความเห็นชอบระเบียบองค์การสะพานปลา ว่าด้วยการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566, 5.การขอใช้พื้นที่เพื่อเป็นท่าเทียบเรือโดยสารแบบทุ่นลอยที่ท่าเทียบเรือประมงสตูล และ 6.การคืนพื้นที่ให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ท่าเทียบเรือประมงสตูล

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732906

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ด้วยกรมการข้าวจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ที่ส่วนกลางจะจัดขึ้นในวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2566 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และในส่วนของภูมิภาค ในปีนี้จัดขึ้นทั้งหมด 2 แห่ง ประกอบด้วย การจัดงานในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จัดขึ้นที่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก  ในวันที่ 16 – 17 มิถุนายน 2566 และการจัดงานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นที่ Korat Hall ชั้น 4 เซ็นทรัล นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2566

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ที่บางส่วนมีสาเหตุมาจากการเผาพื้นที่ทำกินในการทำการเกษตร เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด

“ผมให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นการจัดงานทั้ง 3 แห่ง จึงได้เปิดโอกาสให้ชาวนา ผู้ที่สนใจ ได้รับความรู้ในเรื่องคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยกรมการข้าวจะเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ในบริเวณการจัดงานทั้ง 3 แห่ง คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ  โดย เปิดบัญชี T-VER credit กับ อบก. และซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด”

ที่ผ่านมา กรมการข้าวได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันมาโดยตลอด จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เข้ามาส่งเสริม ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนาในเรื่องของคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต สร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น ตลอดจนประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับ

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732890

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.05 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปี 2566 กรมการข้าวได้ดำเนินงานโครงการที่สำคัญ 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566  โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการร้องเรียนมายังอธิบดีกรมการข้าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการทั้ง 2 โครงการ โดยโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL พบว่าได้มีการนำชื่ออธิบดีกรมการข้าวไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ว่ามีการให้ซื้อเครื่องจักรตามที่อธิบดีกรมการข้าวกำหนด ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ประกอบการด้านเกษตรกรรมหลายรายได้รับผลกระทบ

โดยข้อเท็จจริงนั้นอธิบดีกรมการข้าวได้มีข้อสั่งการไปยังศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการว่า ควรเลือกซื้อเครื่องมือทางการเกษตรในการทำนาโดยให้คำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือ เครื่องจักร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงตามความประสงค์ที่แท้จริงของศูนย์ข้าวชุมชน นอกจากนั้นเครื่องมือที่จะจัดซื้อควรต้องมีศูนย์บริการหลังการขายในพื้นที่ เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง และที่สำคัญควรมีการรับประกันอย่างน้อย 1 – 2 ปี ดังนั้นจึงขอฝากไปยังประธานศูนย์ข้าวชุมชนทุกศูนย์ว่าอย่าหลงเชื่อ หากมีผู้ใดนำชื่ออธิบดีกรมการข้าวไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการหลอกลวงให้มาซื้อเครื่องจักรของตน     

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ได้ถูกร้องเรียนมายังอธิบดีกรมการข้าวด้วยเช่นกัน คือ โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ที่มีการร้องเรียนว่า มีการเบิกจ่ายเมล็ดพันธุ์เกินสิทธิกว่าที่เกษตรกรจะได้รับ อีกทั้งมีเกษตรกรที่มีชื่อรับเมล็ดพันธุ์แต่กลับไม่ได้รับเมล็ดพันธุ์ อธิบดีกรมการข้าวจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วให้รายงานผลมายังอธิบดีกรมการข้าวภายใน 15 วัน ซึ่งหากพบว่ามีการทุจริตจริง จะดำเนินการตามกฏหมายทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญาต่อไป      

“ตนเองขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า กรมการข้าวมีความต้องการให้พี่น้องเกษตรกรชาวนา ได้รับผลประโยชน์จากโครงการต่างๆให้มากที่สุด ซึ่งกรมการข้าวเคยตรวจพบและดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกรณีทุจริตการยักยอกเงินค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนบุตรของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอนมาแล้ว ซึ่งตนเองจะไม่ยอมให้เกิดการทุจริตใดๆขึ้นอีก 

ดังนั้นโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ตนเองจะทำให้เกิดความโปร่งใส เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ได้รับเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีมีคุณภาพ ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า สามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยหากพบว่าในโครงการใดการมีการทุจริตเกิดขึ้น กรมการข้าวจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด ย้ำ ฟันไม่เลี้ยง” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

รองปลัดฯถกGIZร่วมมือไทย-เยอรมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732692

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit : GIZ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ TGC-EMC ภาคส่วนพลังงานชีวมวล และหารือความร่วมมือการดำเนินการโครงการร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีและทางเลือกต่างๆ สำหรับกิจกรรมในภาคพลังงาน ขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Decarbonisation) ได้รับการพัฒนาและสนับสนุนให้นำไปใช้จริง โดยมีข้อเสนอแนะสำหรับการยกระดับกรอบการกำกับดูแล นโยบาย กลไกการตลาด และแผนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบและนำร่องมาตรการต่างๆ สำหรับการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนในภาคพลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรมตามเป้าหมาย Carbon Neutralityได้รับการทดสอบในพื้นที่นำร่องของโครงการฯ กองทุน Thai ClimateInitiative (ThaiCI) จัดตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนสิ่งแวดล้อม เป็นกลไกทางการเงินในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาคของประเทศไทย สำหรับภาคส่วนพลังงานชีวมวล/ภาคเกษตร มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้เพิ่มเติมของเกษตรกรรายย่อย และลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก (GHGs) จากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ GIZ ได้ขอความร่วมมือกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเป็นหน่วยงานประสานงานหลักระดับภาคส่วน (Sectoral Partner) สำหรับโครงการ TGC-EMC ภาคส่วนพลังงานชีวมวล ซึ่งนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร เป็นกลไกหลักในการประสานงานระดับภาคส่วน (Sectoral Partner) ของโครงการดังกล่าว

‘อลงกรณ์’ช่วยชาวประมง เดินหน้าโครงการน้ำมันราคาถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732694

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 2/2566พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้แทน โดยมี น.ส.สัมพันธ์ปานจรัตน ผอ.กองนโยบายและแผนฯ กรมประมง เป็นเลขานุการ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือและมีมติรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้คำสั่งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ประกอบด้วย ผลการดำเนินงานของ 4 คณะอนุกรรมการ และ 2 คณะทำงาน

นายอลงกรณ์กล่าวว่า กรมประมง ได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวประมง โดยมีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างโครงการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน มีเป้าหมายเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เรือขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ซึ่งจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตใช้เรือจากกรมเจ้าท่า และใช้เครื่องมือทำการประมงถูกต้องตามกฎหมาย 48,380 ราย วงเงินงบประมาณ 366,733,360 บาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 เดือน หลังจากคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติทั้งนี้ ชาวประมงพื้นบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิรายละ 1 ลำ และรับการช่วยเหลือค่าน้ำมันราคา 5 บาทต่อลิตร เป็นเงิน 1,255 บาท/เดือน รวม 6 เดือน

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง ในระยะที่ 1 ซึ่งได้สิ้นสุดระยะเวลาโครงการแล้ว โดยอนุมัติสินเชื่อรวม 2,306 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 1,188.04 ล้านบาท และระยะที่ 2 ผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ถึง 21 เมษายน 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ 608 ราย เรือประมง 740 ลำ วงเงินสินเชื่อ 1,128.92 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้แยกตามสินเชื่อ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีผู้ประกอบการเรือประมงต่ำกว่า 60 ตันกรอส และเข้าร่วมโครงการ 498 ราย เรือ 586 ลำ วงเงินสินเชื่อประมาณ 503.54 ล้านบาท และธนาคารออมสิน มีผู้ประกอบการประมงที่มีเรือประมงตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไปเข้าร่วมโครงการ 110 ราย เรือ 154 ลำ วงเงินสินเชื่อประมาณ 625.38 ล้านบาท

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งเสริมตลาดส่งออกปลากะพงขาวไปประเทศจีน ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ได้หารือร่วมกับเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เกี่ยวกับการจัดทำพิธีสารการส่งออกผลไม้และสัตว์น้ำไปยังจีน รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงการเปิดตลาด การขึ้นทะเบียนโรงงานการส่งออกปลากะพงขาวไปจีน เมื่อจีนยินดีให้เปิดตลาดจะดำเนินการประเมินความเสี่ยง ทำพิธีสารระหว่างสองฝ่ายและขึ้นทะเบียนโรงงาน จึงจะสามารถส่งออกสินค้าได้ ซึ่งกรมประมงอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน

‘สุรเดช’ร่วมประชุม แนวทางการส่งเสริม ปลูกมันฝรั่งในไทย รับทราบใน3ประเด็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732695

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่องแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายธิติ โลหะปิยะพรรณผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานเกษตรต่างประเทศ และสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบในประเด็น ดังนี้ 1.ข้อมูลพื้นฐานการเพาะปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยต้นทุนและความคุ้มค่าของการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2.การส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย (พื้นที่ ปริมาณ พันธุ์ ฯลฯ) และข้อจำกัดของการปลูกมันฝรั่ง โดย กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร และ 3.ข้อมูลการทำเกษตรพันธสัญญาด้านมันฝรั่ง โดย สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา และร่วมกันหารือแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ

‘อภัย’เน้นลดต้นทุนการผลิต สูตรอาหารสัตว์ช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732693

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรประเด็น “ลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ (วัวนม)” ร่วมกับสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์เพื่อขยายการดำเนินงานไปในพื้นที่จังหวัดภาคใต้

ทั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น จากสูตรอาหารสัตว์ TMR แห้งซึ่งใช้วัตถุดิบหลักเพียง 3 ชนิดได้แก่ หญ้าแห้ง มันเส้น กาก ถั่วเหลือง ทั้งนี้ อาจปรับสูตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วพบว่า ราคาค่าอาหารถูก ได้กำไรมากขึ้น

กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732533

กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 08.39 น.

กรมชลประทาน เผยผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาแหล่งน้ำ ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนบน-ตอนกลาง จังหวัดอุดรธานี ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ เพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2561 ในการประชุมร่วม กรอ. เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มีข้อสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ศึกษาความเหมาะสม การพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนบน-ตอนกลาง และจัดทำแผนหลัก (Master Plan) เพื่อให้ได้โครงการที่มีความสำคัญเร่งด่วนเป็นลำดับต้น ๆ ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบรรเทาอุทกภัย สำหรับนำไปศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ครอบคลุมตามมาตรการกลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้ง 6 ด้าน ที่ขับเคลื่อนโดยหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำอุปโภคบริโภค ลดความเสียหายจากอุทกภัย สามารถจัดการคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ ดินป่าไม้ รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งมิติ วิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

จากการศึกษาได้รวบรวมแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้น ๆ อย่างน้อยจำนวน 4 โครงการ ได้แก่

1.โครงการฝายบ้านกุดหมากไฟ ตั้งอยู่บริเวณบ้านกุดหมากไฟ ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่รับน้ำฝน 104.13 ตร.กม. มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 22.99 ล้าน ลบ.ม. เป็นอาคารประเภทฝายทดน้ำคอนกรีต สูง 2.50 ม. ยาว 20 ม. มีอัตราการไหลออกแบบฝาย 45.79 ลบ.ม./วินาที สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 8,399 ไร่ 

2.โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านขอนยูงน้อย ตั้งอยู่บริเวณบ้านขอนยูงน้อย ตำบลขอนยูง อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่รับน้ำฝน 30.90 ตร.กม. ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 9.96 ล้าน ลบ.ม. เป็นเขื่อนดินแบบแบ่งส่วน สูง7.00 ม. สันเขื่อนยาว 884 ม. พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 1,205.20 ไร่ ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 4.38 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 6,789 ไร่ รวมทั้งผันน้ำส่วนเกินโดยปล่อยลงหน้าประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 และผันต่อผ่านคลองส่งน้ำโครงการประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 ปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงได้ปีละ 2.06 ล้าน ลบ.ม.

3.โครงการประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 ตั้งอยู่บริเวณบ้านดงธาตุ ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่รับน้ำฝน 21.83 ตร.กม. มีน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 20.47 ล้าน ลบ.ม. เป็นอาคารประเภทประตูระบายน้ำแบบบานตรง กว้าง 6 ม. สูง 4.50 ม. จำนวน 2 ช่อง อัตราการไหลออกแบบ 37.63 ลบ.ม./วินาที สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 1,308 ไร่ รวมทั้งผันน้ำส่วนเกินผ่านคลองส่งน้ำปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงได้ประมาณปีละ 4.13 ล้าน ลบ.ม.

4. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลน้ำพ่น ศึกษาวางโครงการพื้นที่บริเวณบ้านหนองแซงสร้อย ตำบลน้ำพ่น อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำได้ แต่จากการประชุมรับฟังความคิดเห็น โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยางล่างไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงในอดีต กรมชลประทานจึงได้ยุติการพัฒนาส่วนนี้ และประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้เสนอแนวทางในการพัฒนาจำนวน 3 แนวทาง คือ 1)ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองแซงสร้อย 1 บริเวณด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านหนองแซงสร้อย 2) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองแซงสร้อย 2 บริเวณด้านทิศใต้ของหมู่บ้านหนองแซงสร้อย 3) การขุดลอกบริเวณเขื่อนห้วยหลวงเพื่อเพิ่มปริมาตรกักเก็บน้ำ โดยเสนอให้ขุดลอกตะกอนในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงและก่อสร้างแนวคันดินให้เป็นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง และข้อเสนอแนะจากการศึกษาการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลน้ำพ่น หากภายหลังประชาชนในพื้นที่มีความต้องการพัฒนาโครงการด้านแหล่งน้ำ สามารถดำเนินการพัฒนาเป็นโครงการประเภทประตูระบายน้ำได้ คือ แนวทางที่ 4 เสนอแนะเพิ่มเติม ประตูระบายน้ำห้วยยางล่าง โดยการพัฒนาอาคารหัวงานเป็นประตูระบายน้ำ บริเวณที่เคยเสนอเป็นที่ตั้งเขื่อนกักเก็บน้ำ โดยอาคารประเภทประตูระบายน้ำแบบบานตรงกว้าง 4 ม. สูง 3 ม. จำนวน 2 ช่อง 

นอกจากนี้จังมีโครงการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าวสร้างปิดกั้นลำน้ำห้วยหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2533 เป็นประตูระบายน้ำบานตรง 5 บาน ความสูงบาน 3.80 ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 1,970.56 ตร.กม.ปริมาณน้ำท่ 61 ล้าน ลบ.ม./ปี ระดับเก็บกักปกติ +166.36 ม.รก. ความจุเก็บกัก 1.88 ล้าน ลบ.ม. อัตราการระบายน้ำ สูงสุด ช่องละ 22.80 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งหมด 114 ลบ.ม/วินาที

ด้านนายสมพร ธุระพระ กำนันต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ ได้กล่าวขอบคุณกรมชลประทานที่ได้เข้ามาช่วยเหลือในการจัดสรรน้ำในพื้นที่แห่งนี้ พร้อมกล่าวว่าตนเองเป็นกรรมการร่วมจัดสรรน้ำที่นี่มา 18ปี ในการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการจัดสรรน้ำในครั้งนี้ ทางต.เชียงเพ็งซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาพื้นที่เราค่อนข้างแห้งแล้งประชาชนมีความลำบากมาก เพราะการจัดสรรน้ำไม่ทั่วถึง ตนเองเชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลกับพื้นที่นี้โดยตรง โดยเฉพาะในด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภคต่างๆดีขึ้น และอยากจะให้กรมชลประทานช่วยเหลือในการขุดลอกคลองชลประทาน ซึ่งปัจจุบันมีความตื้นเขินเป็นอย่างมากทำให้การลำเลียงน้ำเป็นไปได้ช้าจึงอยากฝากไว้ให้พิจารณาด้วย

ด้านนายทวี จันนาวัน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและถั่วลิสง อ. กุดจับ เปิดเผยว่าหลังจากได้ฟังสรุปการปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ทำให้ตนเองรู้สึกมีความหวังในการทำการเกษตรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าหากปราศจากการจัดสรรน้ำที่ดีแล้วประชาชนทำการเกษตรไม่ได้ก็ต้องไปขายแรงงาน แต่เมื่อเรามีการจัดสรรน้ำที่ดีคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นไปด้วย ไม่ต้องออกไปหากินต่างถิ่นอย่างที่ผ่านมา