ร่วมส่งความส่งปีใหม่! กรมชลประทาน มอบของขวัญปีใหม่ประชาชนเปิดสถานที่ท่องเที่ยวรับปีใหม่ 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698836

ร่วมส่งความส่งปีใหม่! กรมชลประทาน มอบของขวัญปีใหม่ประชาชนเปิดสถานที่ท่องเที่ยวรับปีใหม่ 2566

ร่วมส่งความส่งปีใหม่! กรมชลประทาน มอบของขวัญปีใหม่ประชาชนเปิดสถานที่ท่องเที่ยวรับปีใหม่ 2566

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.56 น.

กรมชลประทาน ร่วมส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกรและประชาชน ประจำปี พ.ศ.2566 ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ    

17 ธ.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันจัดกิจกรรม ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี พ.ศ.2566 ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก  คือ เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เปิดสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าชมฟรี   และ เสริมพลังปีใหม่  จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ   เพื่อเป็นของขวัญให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 นี้  

กรมชลประทาน ได้ร่วมจัดกิจกรรม เพื่อส่งความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชน ในกิจกรรมแรก “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ” เปิดสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ  ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมพร้อมร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์  เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่  เปิดให้เยี่ยมชมสถานที่ พร้อมท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมชิมชาจากผลผลิตของโครงการฯ ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เปิดให้เยี่ยมชมกิจกรรม พร้อมถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวัน

ขณะเดียวกัน เปิดให้ประชาชน เยี่ยมชมทัศนียภาพ ของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน  เช่น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัด พิษณุโลก , อ่างเก็บน้ำห้วยซับประดู่ จังหวัดนครราชสีมา  และอ่างเก็บน้ำดอกกราย จังหวัดระยอง  

นอกจากนี้  ที่ส่วนกลางยังได้จัดนิทรรศการ  กรมชลประทาน 6 รัชกาลงานของแผ่นดิน  แสดงเรื่องราวงานชลประทาน เพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงมีพระอัจฉริยะภาพด้านการชลประทาน ตลอดจนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกรมชลประทาน 

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมฟรีได้ที่ อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน  กรุงเทพมหานคร ในวันและเวลาราชการ

ส่วนกิจกรรมที่สอง เสริมพลังปีใหม่  จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ  เปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำสินค้าดีมีคุณภาพทางการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่ประชาชน อาทิ ข้าวปลอดภัยและผลผลิตทางการเกษตร จากกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในเขตพื้นที่ชลประทานจังหวัดลำปาง  ณ โครงการชลประทานลำปาง  และผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร  อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ณ บริเวณอาคารสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี   

นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ยังได้จัดชุดของขวัญ “เซต 5 สุข ส่งสุขปีใหม่”  ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆจากเกษตรกร  ผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่นี้  ในราคาชุดละ 500 บาท สามารถสั่งซื้อได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ของ Huai Hong Khrai RDSC ( https://shop.line.me/@850vhsax )  ส่งฟรีช่วงเทศกาลปีใหม่

นอกจาก 2 กิจกรรม ที่ได้ร่วมส่งความสุขให้เกษตรกรและประชาชน กรมชลประทาน ยังได้เปิดจุดบริการประชาชน 15 จุดทั่วประเทศ  บริการน้ำดื่มและอาหารว่าง  ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้แวะพักระหว่างเดินทาง   และส่งมอบอาคารระบายน้ำบ้านตำแย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นของขวัญปีใหม่ ให้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำและชุมชนใกล้เคียง ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการฯ อีกด้วย

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698475

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 09.13 น.

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

16 ธันวาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบผลความสำเร็จของโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรกรรม (Thai – German Climate Programme – Agriculture) ซึ่งส่งเสริมการปลูกข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 915,053 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและเยอรมนี ทั้งกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณูและคุ้มครองผู้บริโภค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUV) มีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565) ซึ่งมีเกษตรกรและเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนการเกษตร ทั้งในส่วนกลางและในระดับจังหวัดเข้ารับการฝึกอบรมการผลิตข้าวยั่งยืนของโครงการฯ จำนวนมากถึง 30,389 ราย ใน 6 จังหวัดนำร่องในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี โดยเน้นการเพิ่มองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาใช้และเรียนรู้วิธีการการตรวจวัด และการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เพิ่มพื้นที่ “การทำนาข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ” และเพื่อเป็นแนวทางส่งต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในภาคเกษตรรุ่นใหม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับภาคการเกษตรผ่านการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับข้าวยั่งยืน (Thai Agricultural Standard for Sustainable Rice: TAS) ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการปลูกข้าว การดูแล การจัดการโรคข้าว เพื่อส่งเสริมให้นำวิธีการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการจัดเก็บสินค้าข้าว ผลักดันให้ข้าวไทยเป็นสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีมาตรฐานสากล และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมความร่วมมือที่ล้วนทำให้เกิดประโยชน์ต่อโลก ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่โลกต้องร่วมมือกัน โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ไทยให้ความสำคัญ ได้นำมาใช้ประโยชน์ และผลักดันอย่างต่อเนื่องคือแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะช่วยภาคเกษตรกรรมให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนานี้ จะเพิ่มโอกาสให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งผลสำเร็จจากโครงการฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและคุณภาพได้ตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้” นายอนุชาฯ กล่าว

เกษตรฯห่วงชาวประมง ดีเดย์ให้ปล่อยสินเชื่อ5พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698416

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 5/2565 ที่กรมประมง โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบโครงการ ดังนี้ 1.การจัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำและการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาสวยงามในการส่งออกต่างประเทศ (Aqua Feed & Ornamental Fish Industry : AFOF) และมอบหมายกรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภาคเอกชน ร่วมหารือในการสนับสนุนงบประมาณหรือการลงทุนจากภาคเอกชน

2.ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการใช้ประโยชน์เรือประมงเพื่อการท่องเที่ยว โดยมอบหมายกรมประมง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จัดประชุมหารือในความร่วมมือกับตัวแทนองค์กรประมง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางออกใบอนุญาตทะเบียนเรือประมงเพื่อการท่องเที่ยว สามารถประกอบการทั้งประเภทท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าในโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมง รวม 7 ด้าน และรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้คำสั่งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน 1.1 ความก้าวหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตการประมง และได้สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มและขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น สมาชิกจำนวน 106,108 ราย จำนวน 2,820 องค์กร 1.2 ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ 200 ชุมชน ชุมชนละ 100,000 บาท งบประมาณ 20,000,000 บาท กระจายสู่ 50 จังหวัด เป็นพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 22 จังหวัด และ 28 พื้นที่จังหวัดแหล่งน้ำจืด

2.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย 3.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.คณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ 5.คณะทำงานโครงการ Fisherman’s Village Resort และ 6.คณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาการกระจายสินค้าประมงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค

ฟรุ้ทบอร์ดสั่งทูตเกษตร ตรวจสอบปมทุเรียนไทยในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698422

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด)กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวการจำหน่ายทุเรียนในประเทศจีน ที่ผู้ขายอ้างว่าเป็นทุเรียนไทย ทำให้ลูกค้าในเซี่ยงไฮ้ หลงเชื่อ ซื้อกลับไปรับประทานในราคากิโลกรัมละ 200 หยวน หรือประมาณ 1,000 บาท แต่กลับพบว่ารสชาติไม่ใช่ของไทย ทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ด ได้สั่งการให้ทูตเกษตรไทยทั้ง 3 สำนักงาน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาทันที โดยพบว่ากรณีที่เป็นข่าว เป็นรถขายทุเรียนริมทาง ไม่ใช่การขายทุเรียนจากร้านค้าที่มีแหล่งที่ตั้งถาวร ปกติทุเรียนไทยที่จำหน่ายในช่วงนี้ราคาประมาณ 25-40 หยวน/500 กรัม หรือ 50-80 หยวน/กิโลกรัม (ประมาณ 250-400 บาท/กิโลกรัม)

ทั้งนี้ รถขายทุเรียนข้างทางส่วนใหญ่จะพบเห็นตามชานเมือง จอดขายริมถนนเฉพาะช่วงกลางคืน เพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ และทุเรียนที่ขายก็เป็นทุเรียนตกเกรด คุณภาพต่ำ ราคาถูกกว่าร้านค้าผลไม้มาตรฐาน

นายอลงกรณ์กล่าวว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจวและฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ ได้มีการรายงานและเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนที่ส่งออกมายังจีนอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยก่อนการส่งออก เพื่อมิให้มีทุเรียนตกเกรด หรือทุเรียนคุณภาพต่ำมาจำหน่าย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในภาพรวม และมีการเฝ้าระวังติดตามข่าวตามสื่อต่างๆ ด้วย

จ.ศรีสะเกษจัดงาน ร่วมใจขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนถนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698418

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ หน้าโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ถนนวันลูกเสือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายนพ พงศ์ผลาดิสัยรอง ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม โครงการ “ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมใจ ขับขี่ปลอดภัย 365 วัน” พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดทำโครงการ “ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมใจขับขี่ปลอดภัย 365 วัน” และได้กำหนดถนนวันลูกเสือตลอดสายเป็นถนนปลอดภัยสวมหมวกนิรภัย 100% เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และการเสียชีวิต ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และเพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก และสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้รถ ใช้ถนน ต้องใช้อุปกรณ์นิรภัย และต้องปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเฉพาะการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นบนทางข้าม (ทางม้าลาย) หรือคนเดินเท้า

นายกฯเยือนเชียงของดันข้าวรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698417

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพี่น้องชาวนา ในงานถ่ายทอดเทคโนโลยี “การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน” ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย พร้อมเกี่ยวข้าวจากแปลงนารักษ์โลก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจร่วมกับชาวนา โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน เกิดจากการส่งเสริมโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model โดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 20 กองทุนหมู่บ้าน โดยมอบหมายให้ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้ผลิตข้าวคุณภาพระดับโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model เป็นการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ใช้ตลาดนำการเพาะปลูก โดยประสานภาคีโรงสี ว่าต้องการข้าวพันธุ์อะไร จากนั้นจึงแจ้งกรมการข้าว จัดหาพันธุ์ข้าว และจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ไม่ปนเปื้อน ส่งเสริมการทำนาแบบประณีต ใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมียาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เป็น B = Biotechnology Ecomomy เศรษฐกิจชีวภาพ ส่งเสริมให้ไถกลบต่อซังข้าวแล้วฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ C = Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน และในกระบวนการย่อยสลายต่อซังข้าวจะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก G = Green เศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในการผลิต เช่น โดรนเพื่อการเกษตร เป็นระบบไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานทางเลือกแบบหมุนเวียน และเครื่องเพาะกล้า รถดำนาหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว ฯลฯ เมื่อเก็บเกี่ยวก็จะได้ข้าวคุณภาพ ปลอดสารพิษดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคีโรงสีจะรับซื้อในราคาที่เหมาะสม

หม่อนไหมครบ13ปี รมว.เกษตรฯร่วมถก ขับเคลื่อนงานเชิงรุก เร่งพัฒนาผ้าไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698413

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 13 ปี โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวง เกษตรฯ นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งกรมหม่อนไหมจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ภารกิจ อำนาจหน้าที่ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และภารกิจสำคัญที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต การยกย่องเชิดชูเกียรติปราชญ์หม่อนไหมผู้ทรงภูมิปัญญาหม่อนไหม เผยแพร่ผลงานของบุคลากร หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่น และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงานของกรมหม่อนไหม

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า กรมหม่อนไหมเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านหม่อนไหมของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมุ่งหวังให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งพัฒนาผ้าไหมไทยให้ก้าวไกลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แผงมะนาวจ.หนองคาย ราคายังถูกคนแห่ซื้อแน่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698419

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคาย ว่าที่ตลาดสดโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย บรรยากาศคึกคักประชาชนจำนวนมาก จับจ่ายซื้อของ ส่วนที่แผงขายมะนาว คึกคักกว่าแผงขายผักทั่วไป เนื่องจากแม่ค้านำมะนาวมาขายในราคาปกติ มะนาวแป้นพิจิตร ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-45 บาท ในขณะที่ มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ ขายกิโลกรัมละ 70 บาท แม่ค้ายังบอกอีกว่าราคามะนาว ยังคงเป็นปกติ หากมะนาวขาดตลาด ราคาก็จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มากนัก

ส่วนแม่ค้า ตามแผงขายผักในตลาดสดโพธิ์ชัยเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ราคาผัก ปีนี้ แพงขึ้น อาทิ ต้นหอม ราคาปีที่แล้ว อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท มาปีนี้ ราคากิโลกรัมละ 120 บาท ผักชี ก็ขึ้นราคา กว่า 50% แพงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผักคะน้า, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาวพากันขึ้นราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20-30 บาท ปีนี้ผักแพงขึ้น

จ.เชียงราย จัดอบรมอาสาสมัคร ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวรับเทศกาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698420

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมเอ็มบูทีค รีสอร์ท เชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย นายกนก ศรีวิชัยนันท์ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมตามโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ซึ่งทางจังหวัดเชียงรายร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเชียงรายจัดขึ้น เพื่อเพิ่มทักษะและให้ความรู้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ในฤดูกาลท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่า 2565 ต้อนรับปีใหม่ ปี 2566 ที่จะถึงนี้ โดยมี พ.ต.ท.มนต์ชัย มะลิพวง รอง ผกก. 2  บก.ทท.2, พ.ต.ต.ธนวินท์ พวงมะลิ สว.ส.ทท.2ฯ พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด นายเสริฐ ไชยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย ตัวแทน ททท.สำนักงานเชียงรายตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนและภาคเอกชน ประชาชน เข้าร่วมกว่า 170 คน

ม.นครพนมร่วมเปิดเวทีเสวนา ผลิตสื่อตามชีวิตเด็กทุพพลภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698415

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องล้านช้าง โรงแรมพักพิงอิงโขง ริมถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 212 (ชยางกูร) เขตเทศบาลเมืองนครพนม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นาวี อุดร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยนครพนม ได้เป็นประธานเปิดเวทีถอดบทเรียนโครงการ เวทีเสวนาและพิธีส่งมอบสื่อชุดกระตุ้นพัฒนาการ โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตสื่อเพื่อกระตุ้นพัฒนาการและสร้างการเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตใหม่ สำหรับเด็กพิการ แถบชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง

ในการนี้ มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจยามาศ พิลายนต์ ในนามหัวหน้าโครงการฯ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน 1.เพื่อสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการ ประกอบด้วย วิถีชีวิต ปัญหาและความต้องการในการปรับตัวสู่วิถีชีวิตใหม่ ทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีพในวิถีชีวิตใหม่ของเด็กพิการ ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการปรับตัวสู่วิถีชีวิตใหม่ของผู้ดูแลและประสบการณ์การจัดการของผู้ดูแลเด็กพิการในวิถีชีวิตใหม่ตามบริบทพื้นที่ศึกษา,เพื่อออกแบบและผลิตสื่อสร้างสรรค์กระตุ้นพัฒนาการและสร้างการเรียนรู้การใช้ชีวิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับเด็กพิการฯ และเพื่อประเมินผลและขยายผลการใช้สื่อกระตุ้นพัฒนาการและสร้างการเรียนรู้การใช้ชีวิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับเด็กพิการในแถบชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง

ซึ่งการจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ มีคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), เจ้าหน้าที่สาธารณสุข,อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และจิตอาสาดูแลผู้พิการทางสติปัญญา นำเด็กพิเศษและผู้พิการเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 100 คน

ทั้งนี้ ผศ.ดร.เบญจยามาศ พิลายนต์ หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า จากการสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการฯ ในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2564 ถือว่าได้รับการตอบรับจากผู้ปกครองเด็กพิเศษ ตลอดจนผู้พิการเป็นอย่างดี การจัดเวทีถอดบทเรียน เสวนา และส่งมอบสื่อกระตุ้นพัฒนาการฯ ได้รับการสนับสนุนอาจารย์ และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการทำงานวิจัยเพื่อสังคม ตามนโยบายและพันธกิจของมหาวิทยาลัย