จ.หนองคาย จัดเปลี่ยนเลนส์ต้อกระจก เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698421

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมชื่น ระวิวรรณ โรงพยาบาลหนองคาย นายวิทยา พานิชตระกูล ประธาน วปอ.รุ่น 58 และประธานร่วมในนามบริษัทฮาตาริอิเลคทริค จำกัด, นายแพทย์อภิรักษ์ ชัยวิรัตนะ ประธานมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาชัยภูมิ นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองคาย เป็นประธานเปิดโครงการส่งต่อความสุข เปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก บริษัทฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์ดวงตา (ชัยภูมิ) เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2565

จากการสำรวจปัญหาสุขภาพในประเทศไทยที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ป่วยตาบอดจากปัญหาต้อกระจกจำนวนมาก จึงได้มีการรณรงค์ผ่าตัดต้อกระจก ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยการร่วมมือระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาต้อกระจกตกค้าง ดังนั้นโรงพยาบาลหนองคายจึงได้จัดให้มีโครงการส่งต่อความสุขเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจกขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์ดวงตา(ชัยภูมิ) ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคต้อกระจกได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น ลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัด ลดอุบัติการณ์ตาบอดจากต้อกระจก ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร โดยจักษุแพทย์และทีมงานโรงพยาบาลหนองคายได้ออกหน่วยเชิงรุกตรวจคัดกรองผู้ป่วยต้อกระจกในโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลโพนพิสัย โรงพยาบาลเฝ้าไร่ และโรงพยาบาลรัตนวาปี ในช่วงแรกวันที่ 13-15 ธ.ค.2565 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาผ่าตัด ทั้งสิ้น 94 ราย ประกอบด้วย ผู้ป่วยชาย 38 ราย ผู้ป่วยหญิง 56 ราย อยู่ในช่วงอายุ 60-70 ปี

กระทรวงเกษตรฯ ส่งสุขปีใหม่ 2566เปิดบ้านขนทัพสินค้าเกษตร ชมช็อป, ชิม,ชิลแชะ (ท่องเที่ยว)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698358

กระทรวงเกษตรฯ ส่งสุขปีใหม่ 2566เปิดบ้านขนทัพสินค้าเกษตร ชมช็อป, ชิม,ชิลแชะ (ท่องเที่ยว)

กระทรวงเกษตรฯ ส่งสุขปีใหม่ 2566เปิดบ้านขนทัพสินค้าเกษตร ชมช็อป, ชิม,ชิลแชะ (ท่องเที่ยว)

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.05 น.

กระทรวงเกษตรฯ ส่งสุขชาวไทยรับปีใหม่ 2566 ขนทัพสินค้าเกษตร “ชมช็อป, ชิม, ชิลพร้อมเปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตรทุกภาคทั่วประเทศฟรีเริ่ม 15 ธ.ค. 65 – 16 ม.ค. 66

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2566” โดยมีนายสุนทรปานแสงทองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายนราพัฒน์แก้วทองผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่จากทุกหน่วยงานในสังกัด มอบให้เกษตรกรและประชาชนทั้งรูปแบบสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นการส่งความสุขตลอดเวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2566 ซึ่งถือเป็นการส่งมอบผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพแล้วยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย จากการซื้อผลผลิตทางการเกษตรทั้งสดและแปรรูป ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเกษตร รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ของใช้ ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ส่งตรงจากพี่น้องเกษตรกรจากทุกภาคทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังส่งมอบความสุข จากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรที่สวยงาม และได้รับความรู้ด้านการเกษตรด้วย โดยคาดว่าจะมีประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์จากทั้ง 2 กิจกรรม กว่า 366,680 ราย

สำหรับของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ มอบให้นั้น แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” เป็นการคัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นผลผลิตสดใหม่จากฟาร์ม สินค้าแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง ผัก/ผลไม้ โครงการหลวงราคาพิเศษ เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มอาชีพสตรีสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ในประเทศโดยตรงโดยในส่วนของ“ชม ช๊อป”มีทั้งสินค้าหัตถกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้าน 109, ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้สินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรและองค์กรเกษตร พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ จัดชุดของขวัญซื้อสินค้าพร้อมรับของแถมบริการจัดส่งฟรี หรือ ลดค่าขนส่งผัก/ผลไม้ราคาพิเศษอาทิ ผักอินทรีย์บรรจุถุงอะโวคาโด้ เคพกูสเบอร์รี่ เสาวรสหวานผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค พร้อมของแถมเนคไทยลายผ้าขาวม้า, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, นวัตกรรมด้านอาหาร สุขภาพ และความงามและกระเช้าของขวัญ – สินค้าข้าว, สินค้าสหกรณ์,ผลิตภัณฑ์ประมงธงเขียว จาก Fisherman Shop ทุกสาขาทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, ผลิตภัณฑ์จากครอบครัวปศุสัตว์,ชุดของขวัญจาก DGT Farmและชุดสมุนไพร พร้อม“ชิม”กาแฟสดหอมกรุ่นจากขุนวางศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่และน้ำอ้อยคั้นสดจากศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี “อ้อยคั้นน้ำพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 1” พันธุ์รับรองโดยกรมวิชาการเกษตรซึ่งในน้ำอ้อยประกอบด้วยเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการเช่นแคลเซียมธาตุเหล็กและโพแทสเซียมเป็นต้นรวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มสารประกอบฟี-นอ-ลิก (Phenolic compounds) และกรดไฮดรอกซีซินนามิก (hydroxycinnamic acid) ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งด้วย

ส่วนกิจกรรมที่ 2 “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยกระทรวงเกษตรฯ จะจัดกิจกรรม“ชิลแชะ (ท่องเที่ยว)”ใน2 กิจกรรม ได้แก่ 1) การเปิดสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ประชาชนเข้าชมฟรี/ลดค่าบริการ กว่า 140 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ/ เขื่อน/ อ่างเก็บน้ำ/ โครงการชลประทาน/ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง/ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง)/ ฟาร์มสเตย์/ โฮมสเตย์/ ฟาร์มพืช ปศุสัตว์ ผึ้งชันโรง นาเกลือ/ ฟาร์มโคนม/ สะพานปลากรุงเทพฯ/ อุทยานหลวงราชพฤกษ์จังหวัดเชียงใหม่/ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นต้น และ 2) การเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว ทั้งศูนย์ศึกษา/ ศูนย์เรียนรู้/ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร) กว่า 180 แห่ง 

ซึ่งกิจกรรมเพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยฯ นี้ เหมาะสำหรับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย รองรับทั้งกลุ่มครอบครัว และเพื่อน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวด้านการเกษตร และสามารถเรียนรู้ รับความรู้ด้านการเกษตรได้โดยตรง ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ชุมชน และครัวเรือนเกษตรกร อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาด้วย

เกษตรฯ-สภาธุรกิจฯร่วมมือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698188

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับนายไมเคิล
มิคาลัค รองประธานกรรมการอาวุโสและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาค สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน (US-ASEAN Business Conncil : USABC) พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง ว่า USABC และภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้รับทราบข้อมูลนโยบายเกษตรของไทยและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้นำหลัก 5 ยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 3.ยุทธศาสตร์ 3S คือ Safety-Security-Sustainability 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวศาสตร์พระราชา สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร รวมถึงความร่วมมือเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ระบบอาหารและเกษตรที่ยั่งยืน

สำหรับการหารือครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูล Big Data ด้านการเกษตรมาใช้ การส่งเสริมตลาด E-Commerce และการสนับสนุนและผลักดันสินค้าสู่ธุรกิจเกษตร(Agribusiness) รวมถึงการสร้าง Young Smart Farmer เพื่อมุ่งพัฒนาสินค้าทางการเกษตรให้เป็น Smart Production ให้มีคุณภาพสูงและปลอดภัย เพื่อรองรับเกษตร 4.0 ซึ่ง ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรและหากมีความร่วมมือระหว่างกัน ก็จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ผู้ช่วยปลัดฯร่วมวง ประชุมเสนอผลงาน โครงการCapacity หนุนโมเดลBCGไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698189

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ภายหลังร่วมประชุมเสนอผลโครงการ Capacity Building to Reduce Avoidable Food Waste in Micro, Small and Medium Food Processing Enterprises and in Retail พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมประมง ว่าโครงการนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างไทยและ FAO ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น มีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 4 ปี (2560–2564) ในการดำเนินงานของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปประกอบการจัดทำคู่มือการลด Food Waste and Loss และให้ภาคธุรกิจนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาและเผยแพร่ไปยังภูมิภาคอื่น และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนำไปปฏิบัติ ตามคำแนะนำการจัดทำ Draft National Strategy for Food Waste Reduction

น.ส.นฤมล กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากจะสนับสนุน Thailand’s Road Map for Food Waste Management แล้วยังสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะและของเสียภายหลังการบริโภค ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำผลมาบูรณาการร่วมกับแผนงานและกิจกรรมที่ดำเนินการในเรื่อง Food loss and Food waste เพื่อสนับสนุนระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2030

‘อลงกรณ์’โต้ปมผูกขาดทุเรียน มั่นใจสร้างรายได้ที่จีนแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698187

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้
(ฟรุ้ทบอร์ด) ชี้แจงถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จัดรายการ Sonthitalk เผยแพร่เรื่อง “แฉทุนจีนสีเทาผูกขาดทุเรียนไทย” และให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันการผูกขาดและการค้าทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ ว่าสอดคล้องกับข้อห่วงใยของฟรุ้ทบอร์ด โดยให้กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ทั้งนี้ จากผลการบริหารจัดการผลไม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ สามารถยกระดับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนจนประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้บริโภคจีนเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย ส่งผลให้ราคาทุเรียนหน้าสวนและหน้าล้งดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมาผลไม้ไทยสามารถครองใจผู้บริโภคชาวจีน จนครองส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นเป็นกว่าร้อยละ 40 สามารถสร้างรายได้จากตลาดจีนกว่า 2 แสนล้านบาท ยิ่งกว่านั้นทุเรียนสดของไทยยังสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดโลกกว่าร้อยละ 70 และครองส่วนแบ่งในตลาดจีนสูงเกินกว่าร้อยละ 90 ด้วยปริมาณการส่งออกไปตลาดจีนกว่า 8 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สำหรับปีนี้ได้ส่งออกทุเรียนสดไปจีนแล้วกว่า 7 แสนตัน มูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-17 พฤศจิกายน 2565

ปลัดเกษตรฯเน้นคุณภาพ เชื่อมั่นในทุเรียนไทยส่งขายจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698190

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจราชการ จ.ชุมพร และเป็นประธานมอบนโยบายแนวทางพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนส่งออกไปจีน และการยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทย พร้อมมอบใบรับรองแหล่งผลิตพืช GAP พืช และเยี่ยมชมสวนทุเรียนที่ได้รับการรับรอง GAP ที่แปลงใหญ่ทุเรียน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปะทิว จ.ชุมพร โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน ต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพโดยการควบคุมตั้งแต่ต้นทางและเพิ่มสินค้าประเภทใหม่เป็นทางเลือก อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ตลอดจนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาตลาดจีน โดยใช้การทำงานในลักษณะบูรณาการระหว่างเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สมาคมผู้ประกอบการส่งออก และหน่วยงานทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันกำหนดทิศทางทุเรียนไทย ที่สำคัญคือมาตรฐานและคุณภาพ โดยภารกิจการติดตามมาตรการตรวจสอบคุณภาพและรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับทุเรียนส่งออกไปจีนเป็นภารกิจของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกร และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทราบถึงแนวทางการดำเนินงาน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐาน GAP ที่ปรับรหัสรับรองรูปแบบใหม่สำหรับสินค้าผลไม้ที่ส่งออกไปจีนและประเทศอื่น ให้สอดคล้องกับระเบียบที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติดำเนินการ โดยออกกฎกระทรวงกำหนดลักษณะการใช้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร หรือรหัสเครื่องหมาย Q ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร แนะนำเกษตรกรตั้งแต่ตอนขึ้นทะเบียนเกษตรกร บูรณาการให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อช่วยในการกระจายองค์ความรู้เรื่อง GAP และการขึ้นทะเบียน สำหรับเรื่องทุเรียนอ่อนที่มีกระแสข่าวว่าเป็นเพราะฝนที่ตกทำให้สีและรสชาติเปลี่ยนไป ต้องตัดทุเรียนก่อนกำหนด ส่งผลให้ทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ให้ตรวจสอบว่าเป็นจริงหรือไม่ และเรื่องการสวมสิทธิ์ทุเรียน หากมีข้อมูลหรือเบาะแส ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการเอาผิด” นายประยูร กล่าว

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการออกทะเบียน GAP รูปแบบใหม่ให้กับทุเรียนภาคตะวันออก
80,000 ฉบับ ให้แล้วเสร็จ ด้านการออกทะเบียน GAP พืชทุกประเภทในเขตพื้นที่ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 7 (สวพ.7) 8 จังหวัดภาคใต้นั้น ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว โดยแบ่งเป็น จ.สุราษฎร์ธานี 7,785 แปลง เกษตรกร 6,865 ราย จ.ชุมพร 18,357 แปลง เกษตรกร 17,328 ราย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3,571 แปลง เกษตรกร 3,359 ราย จ.นครศรีธรรมราช 15,461 แปลง เกษตรกร 13,493 ราย จ.กระบี่ 1,522 แปลง เกษตรกร 1,287 ราย จ.ภูเก็ต 580 แปลง เกษตรกร 463 ราย จ.ระนอง 4,433 แปลง เกษตรกร 3,891 ราย และ จ.พังงา 2,867 แปลง เกษตรกร 2,377 ราย

‘จุรินทร์’ มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698059

'จุรินทร์' มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

‘จุรินทร์’ มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

วันที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมริชมอนด์แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี รองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด โดยมีคณะกรรมการ กฟก. คณะกรรมการบริหาร กฟก. คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ผู้แทนเกษตรกร คณะอนุกรรมการ กฟก. จากทั่วประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน กฟก. หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัด พนักงาน ลูกจ้าง และเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 1,400 คน 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า กองทุนฯ ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรเรื่องหนี้สิน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตนในฐานะประธานกรรมการกองทุนฯ ได้ผลักดันนโยบายให้ กฟก. แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลักดันแก้ไขกฎหมายกองทุนฯ จนได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่ 3 สามารถปลดล็อกให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้บุคคลค้ำประกันได้ในวงกว้าง เกษตรกรที่เป็นหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงินแล้วไม่สามารถใช้หนี้ได้ ต้องถูกยึดที่ดินทำกิน รัฐบาลมีความห่วงใยเรื่องนี้มาก จึงให้กองทุนฯ เข้ามาดูแล ขณะนี้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้จากกองทุนฯ กว่า 32,000 คน สามารถใช้หนี้คืนแบบไม่มีดอกเบี้ย เมื่อใช้หนี้หมดก็ได้รับที่ดินทำกินคืน เป็นหนทางการปลดหนี้ นอกจากนี้ได้มอบนโยบายสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ โดยในปี 2565 ได้ผลักดันทางนโยบายให้ กฟก. ได้รับงบประมาณงบกลางจำนวน 2,000 ลบ. และในปี 2566 ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีอีก 500 ลบ. คาดว่าจะไม่เพียงพอ ต่อความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร คงต้องเสนอรัฐบาลของบ กลางปี 66 อีกครั้ง ซึ่งภารกิจทั้งหมดนี้ เป็นงานในระดับพื้นที่ ที่ได้มอบนโยบายให้อนุกรรมการฯ จังหวัด ลงพื้นที่ไปดูแลเกษตรกรสมาชิกร่วมกับสนง.สาขาจังหวัด ให้เกษตรกรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงาน กฟก. เปิดเผยว่า จากภายหลังที่ กฟก. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ กฟก. จังหวัดครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกในการดำเนินงานระดับพื้นที่ มีองค์ประกอบจำนวน  17 คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเกษตรกร จำนวน 8 คน ผู้แทนภาคราชการและผู้แทนภาคเอกชน จำนวน 8 คน หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้แต่งตั้งในส่วนผู้แทนองค์กรเกษตรกร ผู้แทนภาคราชการและผู้แทนภาคเอกชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราว 2 ปี นับจากวันที่แต่งตั้ง การจัดอบรมในครั้งนี้จึงมีเป้าเหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของอนุกรรมการจังหวัดตามระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่กำหนดไว้ และสร้างความเข้าใจในนโยบาย แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร เกิดการประสานงานกับระดับนโยบายและระดับผู้ปฏิบัติงานของสาขาจังหวัดได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเข้าใจหลักการกระจายอำนาจตามระเบียบที่กำหนดไว้ด้วย ในวันนี้ได้รับเกียรติจากท่านรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานกรรมการ กฟก. เป็นประธานเปิดการอบรมและมอบนโยบายการทำงานให้แก่อนุกรรมการฯจังหวัด ทั่วประเทศกว่า 1,400 คน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากที่อนุกรรมการทุกท่านได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์การทำงานในระดับจังหวัด ร่วมกันสะท้อนปัญหา และแนวนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้ กฟก. เดินไปสู่เป้าหมายในปี 2566 นี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเนื้อหาที่สำคัญของการอบรมจะมีการจัดทำแผนงานและเป้าหมายการดำเนินงาน การสนับสนุนงานตามภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารสำนักงาน การฟื้นฟูอาชีพ และการจัดการหนี้ให้เกษตรกร เปิดโอกาสให้มีการระดมความคิดเห็นผ่านการเสวนากลุ่มย่อย และนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้และการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร การสะท้อนปัญหาจากระดับพื้นที่ไปสู่ระดับบริหาร ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและนำเสนอวิธีการบริหารจัดการ เพื่อให้เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่เกษตรกรสมาชิก. -008 

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698047

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.20 น.

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

14 ธันวาคม 2565 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมตัวแทนคณะกรรมการบริหารสมาคม แถลงข่าวสรุปสถานการณ์กุ้งปี 2565 และแนวโน้มการผลิตและส่งออกกุ้งไทย

นายเอกพจน์ กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงปี 2565 โดยรวมอยู่ที่ 280,000 ตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังคงเผชิญปัญหาเรื่องโรค และสภาพอากาศไม่อำนวย ทำให้ผลิต ยังคงที่ เมื่อเทียบกับปี2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ตอนบน ร้อยละ 32  จากภาคตะวันออก ร้อยละ 25  ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน ร้อยละ 21 และ จากภาคกลาง ร้อยละ 12  ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย ร้อยละ 10 ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  4.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11   โดยประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง-อเมริกาใต้ ผลิตกุ้งได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้วและปีที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะ เอกวาดอร์ ขณะที่ประเทศทางเอเชีย ได้แก่ เวียดนาม ผลิตกุ้งได้ลดลง อินเดียเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น  ส่วนจีนผลิตกุ้งได้เพิ่มขึ้นหลังมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น เป็นต้น 

สำหรับการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค. – ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 122,208  ตัน มูลค่า 42,812 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 128,758  ตัน มูลค่า 39,251 ล้านบาท ปริมาณลดลง ร้อยละ 5 แต่มูลค่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9 ” (ดังแสดงในตารางที่ ‚) นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว และคาดการณ์ว่า ไทยจะผลิตกุ้งได้ 300,000 ตัน ในปี 2566  (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7)

อย่างไรก็ตามจากปริมาณการผลิตที่ตกต่ำ อย่างต่อเนื่องทาง สมาคมฯเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องทุกพรรคการเมืองที่อาสามาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งที่จะมาถึง กำหนดนโยบายเรื่องกุ้งให้ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาโรค เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้จากการส่งออก นำเงินเข้าประเทศ โดยตั้งเป้าการผลิต เพื่อการส่งออกให้ได้ อย่างน้อย ไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5 แสนตัน ต่อปี   ขณะเดียวกัน ในส่วนการแก้ปัญหาเบื้องต้น จะมีการหารือกับกระทรวง เกษตรฯที่กำกับดูแลกรมประมง  ที่มีส่วนส่งเสริมในการเพื่อการการเลี้ยงกุ้ง และ ส่วนเสริมในเรื่องประมง เพื่อทำงานในการร่วมการศึกษาวิจัยและ หาทางออก เรื่องปัญหาการผลิตกุ้งทั้งระบบ ต่อไป

ในช่วงต้นปีที่สมาคมกุ้งไทย และตัวแทนอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตลอดสายห่วงโซ่การผลิต ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต่อมาได้ยื่นหนังสือ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สินค้ากุ้งเป็นวาระแห่งชาติ และออกมาตรการแก้ปัญหาการเลี้ยงเรื่องโรคให้พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเร่งด่วน เพื่อพลิกฟื้น สร้างความเข้มแข็ง ให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายคือ วัตถุดิบกุ้ง 400,000 ตัน เพื่อการส่งออก ให้ได้ในปี 2566 โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องโรคซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรฯ เลี้ยงกุ้งไม่ได้ แต่จากตัวเลขผลผลิตกุ้งในปี 2565 ก็ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะรัฐบาลโดยกรมประมงมีความพยายามดำเนินการในหลายด้าน แต่อาจด้วยข้อจำกัด ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ตอบโจทย์ โรคกุ้งยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร

ขณะที่นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน “ผลผลิตปี 2565 คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 58,200 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 2 พบการเสียหายโรคตัวแดงดวงขาวจำนวนมากในช่วงต้นปี และเชื้ออีเอชพีและโรคขี้ขาว ยังเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้เกษตรกรจับกุ้งก่อนกำหนด เกษตรกรบางส่วนที่เลี้ยงกุ้งขาวไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต เปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น”

ด้านนางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และเลขาธิการสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งปี 2565 ในพื้นที่ภาคตะวันออกประมาณ 69,900 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 12 โดยสภาวะอากาศแปรปรวนในช่วงต้นปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาว และฝนที่มาเร็วกว่าปกติและตกหนัก ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยง บางพื้นที่เกิดน้ำท่วม และหลังน้ำลดเกิดปัญหาโรคระบาดหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาวตามมา เกษตรกรบางส่วนชะลอการลงกุ้งเนื่องจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีความเต็มต่ำ คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม นอกจากนี้ พบอาการขี้ขาวในบ่อกุ้งระหว่างเลี้ยง ทำให้ต้องจับกุ้งก่อนกำหนด ผลผลิตต่อไร่ต่ำโดยในส่วนผลผลิตภาคกลาง ประมาณ 34,100 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีการลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคากุ้งดี สภาพอการแปรปรวนช่วงต้นปี ส่งผลให้เกิดโรคหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาว รวมถึงปัญหาขี้ขาวทำให้เกษตรกรจับกุ้งก่อนกำหนด นอกจากนี้ปัจจัยการผลิตราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น

ด้านนายพิชญพันธุ์ สลิลปราโมทย์ กรรมการบริหารสมาคม และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปี 2565 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีผลผลิตประมาณ 89,402 ตัน ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา โดยช่วงต้นปีเกษตรกรลงกุ้งอย่างต่อเนื่องเนื่องจากราคากุ้งดี อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีพบความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาว สภาพอากาศที่แปรปรวนและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความเสียหายจากโรคขี้ขาว ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

ขณะที่ผลผลิตกุ้งภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย 28,400 ตัน  ลดลงร้อยละ 21 อีเอชพีและขี้ขาว เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงของเกษตรกรตลอดปี ทำให้ผลผลิตลดลงมาก และเกษตรกรต้องจับกุ้งก่อนกำหนด ตัวแดงดวงขาวระบาดรุนแรงในช่วงต้นปี ฝนที่ตกหนักส่งผลให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีความเค็มต่ำ ทำให้การเลี้ยงประสบปัญหามากกว่าทุกปี เกษตรกรต้องปรับตัวโดยการพักบ่อนานขึ้น ทยอยการปล่อยกุ้ง และลดความหนาแน่นในการเลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยง”

‘อลงกรณ์’เผยขนผลไม้ ส่งรถไฟลาว-จีนผ่านด่านโมฮ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697913

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว ว่า จุดตรวจสอบและกักกันผลไม้นำเข้า ที่ด่านรถไฟโม่ฮาน สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผ่านการตรวจรับจากศุลกากรคุนหมิงแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอตรวจรับจากกระทรวง GACC ในส่วนกลาง ซึ่งน่าจะดำเนินการแล้วเสร็จทันเวลาที่คณะกรรมการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งมณฑลยูนนาน กำหนดจัดพิธีเปิดจุดตรวจสอบกักกันผลไม้นำเข้า ด่านรถไฟโมฮ่านในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ1 ปีของการเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า เป็นข่าวดีของชาวสวนผลไม้ที่จะมีการขนส่งทางรางโดยเส้นทางรถไฟจีน-ลาว จากไทยไปถึงคุนหมิง เปิดบริการขนส่งผลไม้ไทยไปยังตลาดจีนอีกเส้นทาง ซึ่งยืนยันว่าจีนจะเปิดจุดตรวจสอบและกักกันพืชที่ด่านรถไฟโมฮ่าน บริเวณพรมแดนจีน-ลาว ภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ โดยที่ฟรุ้ทบอร์ดได้มอบหมายฝ่ายเลขาฯ จัดประชุมผู้แทนชาวสวน สหกรณ์ ล้ง สมาคมผลไม้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเข้าใจในกฎเกณฑ์และข้อกำหนดต่างๆ การนำเข้าส่งออกผลไม้ภายใต้ พิธีสารผลไม้ระหว่างไทย-จีน จะต้องมีการตรวจโรคพืช (มาตรการ SPS) ดังนั้น แม้จะมีการส่งออกนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยด้วยขบวนรถไฟจีน-ลาว แต่ยังไม่มีการขนส่งผลไม้ไทยไปจีนด้วยขบวนรถไฟสายนี้จากเวียงจันทน์ไปถึงคุนหมิงโดยตรง จึงต้องใช้เวลาขนส่งผลไม้จากเวียงจันทน์ขึ้นรถไฟไปบ่อเตน รอคิวเข้าจีนที่ด่านโมฮ่าน (ด่านรถบรรทุก) เพราะจุดตรวจโรคพืชด่านรถไฟโมฮ่าน ยังไม่เปิดบริการ

กรมบัญชีเซ็นMOU จับมือ3หน่วยงาน หนุนงานสหกรณ์ โครงการบ้านมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697910

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรชุมชนที่ใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย โดยการมีส่วนร่วมจากองค์กรชุมชนส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการบ้านมั่นคง รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการจัดทำระบบบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีธรรมาภิบาล โดยจะลงนามฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามฯ

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการถ่ายทอดความรู้ด้านการตรวจสอบและแนะนำด้านบัญชีสหกรณ์ การจัดทำข้อมูลสภาวะเศรษฐกิจ การจัดทำบัญชีและการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำบัญชีของสหกรณ์ มุ่งสู่เป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งจากความร่วมมือนี้มุ่งหวังให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในชุมชนตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาลมีแผนการปฏิบัติงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ